SW19 ชวนคุณเติมความสดชื่นในวันฝนพรำกับกลิ่นหอมเอกลักษณ์จากลอนดอน

SW19 ชวนคุณเติมความสดชื่นในวันฝนพรำกับกลิ่นหอมเอกลักษณ์จากลอนดอน

SW19 ชวนคุณเติมความสดชื่นในวันฝนพรำกับกลิ่นหอมเอกลักษณ์จากลอนดอน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

ในช่วงเวลาที่อากาศไม่เป็นใจ SW19 แบรนด์น้ำหอมกลิ่นเอกลักษณ์จากเกาหลีที่ได้แรงบันดาลใจจากวิมเบิลดัน กรุงลอนดอน ชวนคุณปลอบโยนตัวเองด้วยกลิ่นหอมที่จะช่วยให้ทุกวันในหน้าฝนยังคงน่าหลงใหลและเปล่งประกาย ผ่านกลิ่นหอมบางเบาและนุ่มนวลของ Hair Parfum Mist ที่ครองใจใครหลายคนHair Parfum Mist เป็นน้ำหอมสำหรับเส้นผมที่ SW19 ออกแบบมาให้กลิ่นหอมบางเบาแต่ติดทนมาพร้อมคุณสมบัติช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มลื่น ชุ่มชื้น และเงางาม ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความชื้นหรือสายฝนที่ไม่คาดคิด โดยมีให้เลือก 2 กลิ่นที่ต่างอารมณ์

-Midnight – กลิ่นหอมลุ่มลึกจากไม้แซนดัลวูด (sandalwood) และไวท์มัสก์ (white musk) ให้ความรู้สึกอันแสนหรูหรา สงบ และน่าค้นหา ที่ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาเที่ยงคืนในลอนดอน

-3pm – กลิ่นชาสดชื่นผสานซิตรัสและดอกไม้หอมละมุน ให้ความรู้สึกสดใส ผ่อนคลาย และเบาสบายแบบช่วงบ่ายแดดอ่อน ๆ

พิเศษ Hair Parfum Mist ขนาด 75 ml. ทั้งสองกลิ่นวางจำหน่ายในราคาพิเศษ 1,019.- จากราคาปกติ 1,390.- เฉพาะวันที่ 1 – 15 กรกฎาคม 2025สำหรับผู้ที่อยากเพิ่มเลเยอร์ของกลิ่นให้มากขึ้นอีกระดับ SW19 ยังขอแนะนำ Midnight Mini Duo Set Limited Edition ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ขายดีอย่างน้ำหอมและครีมทามือไว้ด้วยกันในเซ็ตเดียว โดยประกอบไปด้วย น้ำหอม EDP ขนาด 8 ml. และ Hand Cream ขนาด 50ml. ในมูลค่า 1,990 เซ็ตพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด เฉพาะช่วงวันที่ 16 – 31 กรกฎาคม 2025 เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันตลอดเดือนกรกฎาคม ที่พร้อมมอบความคุ้มค่าให้คุณเลือกเติมกลิ่นหอมในแบบที่ชอบ เมื่อช้อปครบ 2,500 บาทขึ้นไป รับฟรี SW19 Bag มูลค่า 1,090 บาทให้ฤดูฝนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจาก SW19 พร้อมเติมเสน่ห์ทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างกลมกล่อม พบโปรโมชันพิเศษตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ได้แล้ววันนี้ที่ SW19 ชั้น 1 โซน Eden เซ็นทรัลเวิลด์#SW19THAILAND #JourneytotheMoments #ulgofficialติดตามข่าวสารและอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่Facebook: SW19 Official ThailandLINE Official: @SW19Thailand

สัมผัสนิยามของการพักผ่อนที่แท้จริงกับผ้าปูที่นอน TENCEL™จาก HOOGA

สัมผัสนิยามของการพักผ่อนที่แท้จริงกับผ้าปูที่นอน TENCEL™จาก HOOGA

สัมผัสนิยามของการพักผ่อนที่แท้จริงกับผ้าปูที่นอน TENCEL™จาก HOOGA

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

เพราะการนอนหลับที่ดีไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือการดูแลตัวเองในทุกวัน ผ้าปูที่นอน TENCEL™ จาก HOOGA จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งเรื่องสุขภาพและความสบาย ด้วยเส้นใยยูคาลิปตัสจากธรรมชาติที่ให้สัมผัสนุ่มลื่น เย็นสบาย และระบายอากาศได้ดี เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทยเนื้อผ้ามีคุณสมบัติช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย ไม่กักเก็บความชื้น จึงรู้สึกสะอาดและแห้งสบายอยู่เสมอ อีกทั้งยังอ่อนโยนต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองแม้กับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย และไม่อมฝุ่นหรือขนสัตว์ง่าย เหมาะกับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง เพราะช่วยให้ห้องนอนดูสะอาดเป็นระเบียบโดยไม่ต้องคอยปัดฝุ่นหรือขนบ่อยๆ

ผ้าปูที่นอน TENCEL™ จาก HOOGA จึงไม่ใช่แค่ของตกแต่งห้องนอน แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งในแง่ของสุขอนามัย ความคุ้มค่า และความรู้สึกผ่อนคลายที่คุณและครอบครัวจะสัมผัสได้ในทุกค่ำคืนพบกับ 3 คอลเลกชันที่เราคัดสรรมาเพื่อคุณ มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด Twin, Queen ไปจนถึง King:

-Olav Collection – โดดเด่นด้วยลวดลายทอ Dobby ที่ให้ผิวสัมผัสนุ่มลึกและดูหรูหรา ผสมผสานความเงางามละมุนจาก TENCEL™ พร้อมความละเอียด 1200 เส้นด้าย เพื่อคืนแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง
-Raine Collection – ผ้าปูเรียบหรูสีพื้น (Solid Color) ที่เข้ากับห้องนอนได้ทุกสไตล์ ด้วยเฉดสีธรรมชาติและความเรียบง่ายที่เปี่ยมด้วยรสนิยม ให้สัมผัสเนียนลื่น เย็นสบาย และหายใจได้จากเส้นใยธรรมชาติ TENCEL™

-Faythe Collection – เติมสีสันให้ห้องนอนด้วยผ้าปูแบบพิมพ์ลายที่มีสองลุคในเซ็ตเดียว หน้าหนึ่งลายพิมพ์สวย อีกหน้าสีพื้นอ่อนโยน เปลี่ยนอารมณ์ห้องนอนได้ทุกเมื่อ โดยไม่ลดทอนความนุ่มสบายจาก TENCEL™

พิเศษ! ชุดผ้าปูที่นอนทุกชุดมาพร้อมกับแพคเกจจิ้งถุงผ้า ที่ผลิตจากเนื้อผ้าเดียวกับตัวผ้าปูที่นอน สามารถใช้ซ้ำได้จริงในชีวิตประจำวัน จะใช้เก็บของหรือพกพาในวันเบาๆ ก็ได้อย่างมีสไตล์

และในช่วงนี้ ชุดผ้าปูที่นอน TENCEL™ ทุกคอลเลกชัน ยังร่วมรายการ Hooga Mid of Season Sale ที่ขยายเวลาความคุ้มค่าไปจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 เท่านั้น!

ร่วมสัมผัสความสบายจากธรรมชาติ ผ่านผ้าปูที่นอน TENCEL™ จาก HOOGA ด้วยตัวคุณเองได้แล้ววันนี้ที่ HOOGA สาขา centralwOrld ชั้น 5 โซน Central Court

ติดตามแรงบันดาลใจและอัปเดตไอเทมใหม่จาก HOOGA ได้ที่Instagram / Facebook / TikTok: @hoogaofficial.th LINE Official Account: @hoogaofficial.th

The Luxury Group by Marriott International เปิดตัวรายงาน ‘The Intentional Traveler’ เผยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงใน 7 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก

The Luxury Group by Marriott International เปิดตัวรายงาน ‘The Intentional Traveler’ เผยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงใน 7 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก

The Luxury Group by Marriott International เปิดตัวรายงาน ‘The Intentional Traveler’ เผยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงใน 7 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

ยุคใหม่ของการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีกำลังก่อตัวขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยมีจุดเด่นคือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน การปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างลึกซึ้ง จากผลการศึกษาล่าสุดโดย ลักชัวรี กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (The Luxury Group by Marriott International) พบว่า กลุ่มนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNW) ในภูมิภาคนี้กำลังปรับมุมมองที่มีต่อวิธีการเดินทาง สถานที่ และเหตุผลในการเดินทางใหม่ โดยให้ความสำคัญกับสุขภาวะ ประสบการณ์ที่ดื่มด่ำ คุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึก และการออกแบบที่มีเป้าหมาย มากกว่าเรื่องปริมาณหรือความหรูหราเกินจำเป็น

รายงานฉบับใหม่นี้ได้สำรวจความคิดเห็นของนักเดินทางผู้มีฐานะมั่งคั่งจำนวน 1,750 คนจาก 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และประเทศไทย โดยเผยให้เห็นมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยวแบบลักชัวรีที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การวางแผนการเดินทางอย่างแม่นยำมากขึ้น และความคาดหวังที่สูงขึ้นจากทั้งแบรนด์และประสบการณ์ที่ได้รับ

“นักเดินทางสายลักชัวรีในปัจจุบันมีความตั้งใจและจุดมุ่งหมายชัดเจนมากกว่าที่เคย” โอริออล มอนทัล รองประธานฝ่ายลักชัวรี่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “พวกเขาแสวงหาการเดินทางที่สอดคล้องกับค่านิยมของตนเอง ส่งเสริมสุขภาวะ และตอบโจทย์นิยามการใช้ชีวิตของตนแบบลึกซึ้ง สำหรับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล นี่หมายถึงโอกาสในการปรับโฉมบริการระดับลักชัวรีไปสู่สิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่า พิถีพิถันยิ่งกว่า และเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น”

การสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวมเป็นหัวใจหลักของการเดินทาง

สุขภาวะ (Wellbeing) ได้กลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวแบบลักชัวรี โดยในปี 2568 นักเดินทางถึง 90% ระบุว่า “ประสบการณ์ด้านการดูแลส่งเสริมสุขภาพ” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจจองที่พัก เพิ่มขึ้นจาก 80% ในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวสายลักชัวรีกำลังเปิดรับประสบการณ์ด้านสุขภาวะแบบองค์รวมที่มากกว่าโปรแกรมสปาแบบดั้งเดิม ตั้งแต่การบำบัดด้วยธรรมชาติ (forest immersion) โปรแกรมโภชนาการ การบำบัดด้วยเสียง (sound healing) ไปจนถึงโปรแกรมที่ช่วยเรื่องการนอนหลับ (sleep therapy) เอเชียยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับการเดินทางเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ (wellness journey) 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกเดินทางมายังเอเชีย และในจำนวนนี้มีถึง 26% มีแผนจะเดินทางเพื่อเข้าร่วมโปรแกรมดูแลสุขภาพหรือสปารีทรีตโดยเฉพาะ

ใช้จ่ายมากขึ้น คาดหวังมากขึ้น

นักท่องเที่ยวสายลักชัวรีในปัจจุบันวางแผนการเดินทางด้วยความมั่นใจและความพิถีพิถัน โดย 72% มีแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ในปีต่อไป แนวโน้มการเติบโตนี้นำโดยนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลีย (85%) อินโดนีเซีย (81%) และสิงคโปร์ (80%) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างชัดเจนในการลงทุนเพื่อประสบการณ์ที่เหนือระดับ ในบรรดาประเภทการเดินทางทั้งหมด การเดินทางเป็นครอบครัวโดดเด่นที่สุดในแง่ของความเต็มใจที่จะใช้จ่าย โดย 47% ของนักเดินทางผู้มีกำลังซื้อสูงยินดีที่จะทุ่มงบประมาณมากที่สุดเมื่อต้องเดินทางร่วมกับสมาชิกในครอบครัว

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นในแบรนด์เพิ่มสูงขึ้น แบรนด์โรงแรมหรูที่เป็นที่รู้จักได้รับความนิยมมากกว่าวิลล่าหรือที่พักอิสระ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในแง่ของมาตรฐานที่ไว้วางใจได้ ประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน และการบริการที่เหนือระดับ

กลับมาเยือนที่ที่คุ้นเคย เสริมด้วยเส้นทางท่องเที่ยวสุดหรูใหม่ ๆ

93% ของนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงในภูมิภาคนี้ระบุว่าพวกเขาชื่นชอบการกลับไปยังจุดหมายปลายทางที่เคยประทับใจมาแล้ว ขณะที่ 89% กล่าวว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะกลับไปยังสถานที่ที่มีความผูกพันทางใจมากเป็นพิเศษ การเดินทางเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “การกลับไปซ้ำ” แต่เป็นการเดินทางที่มีเป้าหมาย นั่นคือ เพื่อสัมผัสจุดหมายปลายทางในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น หรือย้อนรำลึกช่วงเวลาพิเศษร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง

ในขณะเดียวกัน แม้ว่านักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงจำนวนมากยังคงนิยมจุดหมายปลายทางที่คุ้นเคย แต่ตลาดใหม่ที่เดินทางสะดวกในระดับภูมิภาคก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บังกลาเทศ (26%) นิวซีแลนด์ (24%) และกัมพูชา (23%) กำลังกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในปี 2568 โดยขยับขึ้นมาติดใน 10 อันดับจุดหมายปลายทางที่มีการวางแผนเดินทางมากที่สุด ควบคู่ไปกับจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีนแผ่นดินใหญ่

การเติบโตของแผนการเดินทางที่มีจุดมุ่งหมาย

นักเดินทางสายลักชัวรีในปัจจุบันจองทริปน้อยลงแต่เน้นความลึกซึ้งและความรอบคอบมากขึ้น โดยระยะเวลาพักผ่อนเฉลี่ยสำหรับทริปสั้นเพิ่มขึ้นจาก 3 คืนเป็น 4 คืน และแผนการเดินทางถูกวางไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยมักวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน สำหรับทริปที่ยาวนานขึ้น มักจองล่วงหน้า 2-3 เดือน ขณะที่ทริปสั้นจองล่วงหน้า 1-2 เดือน นักเดินทางถึง 93% คาดหวังประสบการณ์เดินทางที่ปรับแต่งให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะบุคคล และ 62% วางแผนรายละเอียดทุกขั้นตอนล่วงหน้าการได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติกลายเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวที่กำลังมาแรง

แม้ว่าการลิ้มรสอาหารจะยังคงเป็นแรงจูงใจอันดับต้น ๆ ของการเดินทาง แต่ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติกำลังกลายเป็นเสาหลักใหม่ของการท่องเที่ยวแบบลักชัวรี การพักผ่อนในชนบทกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดย 28% ของนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงวางแผนจะไปพักผ่อนในพื้นที่ชนบท เพิ่มขึ้นจาก 19% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ 30% กำลังจองทริปซาฟารีดูสัตว์ป่า มีถึง 92% ที่ระบุว่าการได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวแนวเอาท์ดอร์แบบใกล้ชิดและมีส่วนร่วมแบบแท้จริง นอกจากนี้ นักเดินทางกลุ่มนี้ยังเป็นนักวางแผนตัวยง โดยส่วนใหญ่จองทริปยาวล่วงหน้า 2 ถึง 6 เดือน และบางส่วนจองล่วงหน้านานถึง 9 ถึง 12 เดือน

การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเดินทาง:  “แล้วเราจะไปกับใครบ้าง”

นักท่องเที่ยวผู้มีความมั่งคั่งสูงกำลังมอบนิยามใหม่ให้กับการเดินทางเป็นกลุ่ม จะเห็นได้จากรูปแบบใหม่ๆ ที่ก่อตัวขึ้นมา

  •  พ่อแม่ผู้เปิดเส้นทางแห่งการเรียนรู้ (Guardian Trailsetters)

จากเดิมที่เป็นกลุ่มเฉพาะ การท่องเที่ยวของผู้ปกครองที่เดินทางกับลูกเพียงลำพังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 24% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี เมื่อเดินทางในฐานะผู้ปกครองเดี่ยว กลุ่มนี้มักเลือกแผนการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์ที่เติมเต็มและมีคุณค่าให้กับลูก ๆ เช่น กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา (41%) ทริปเพื่อการเรียนรู้ (38%) ตามด้วยซาฟารีหรือกิจกรรมผจญภัยสุดขั้ว (35% เท่ากันทั้งสองประเภท)

  • นักสำรวจผู้มีเป้าหมาย (Impact Explorers)

นักเดินทาง Gen Z กำลังมุ่งความสนใจไปยังจุดหมายปลายทางอย่างออสเตรเลีย ศรีลังกา และไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความชื่นชอบในธรรมชาติ วัฒนธรรม และการผจญภัย แตกต่างจากภาพจำของนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนทั่วไป คนรุ่นนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยการได้รับประสบการณ์จริงและมีจุดมุ่งหมาย โดย 47% ให้ความสำคัญกับการใกล้ชิดธรรมชาติ 45% ต้องการได้เจอสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด และ 43% สนใจวันหยุดที่ได้ใช้เวลาไปกับการเล่นกีฬา มีถึง 31% ที่กำลังวางแผนเดินทางคนเดียว เพราะเป็นทางเลือกที่ให้อิสระเป็นตัวของตัวเองและเอื้อให้เกิดการค้นพบตัวเอง อย่างไรก็ตาม การเดินทางเป็นกลุ่มเล็กที่มีสมาชิกไม่เกินห้าคนยังคงเป็นรูปแบบที่พวกเขาชื่นชอบมากที่สุดในการสำรวจโลก

  • นักเดินทางผู้แสวงหาโอกาสทางธุรกิจ (Venture Travelist)

กลุ่ม Venture Travelist ซึ่งได้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในรายงาน New Luxe Landscapes ปี 2567 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 โดยปัจจุบัน 86% ของนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงระบุว่าพวกเขามักมองหาโอกาสทางธุรกิจหรือการลงทุนระหว่างการเดินทาง เพิ่มขึ้นจาก 69% ในปีที่ผ่านมา

การเดินทางประเภท “Bleisure” เติบโตในประเทศไทย 

สำหรับประเทศไทย นักเดินทางชาวไทยมีแผนจะเดินทางเพื่อพักผ่อนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค (5 ทริปในประเทศ และ 3 ทริปต่างประเทศ เทียบกับค่าเฉลี่ย 6 ทริปในประเทศ และ 4 ทริปต่างประเทศ) ขณะที่การเดินทางประเภท “bleisure” (การเดินทางที่ผสมผสานระหว่างการเดินทางเพื่อธุรกิจและการพักผ่อน) กำลังได้รับความนิยมอย่างในประเทศไทย โดย 90% เป็นการเดินทางต่างประเทศ และ 95% เป็นการเดินทางภายในประเทศ ทั้งนี้การเดินทางแบบครอบครัวใหญ่ในประเทศไทยขยายตัวต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วน 40% ซึ่งมากกว่าตลาดเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยรูปแบบวันหยุดที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและบันเทิง 36% การพักผ่อนในชนบท 32% และการลาพักระยะยาว (sabbatical) 32% รวมไปถึงรูปแบบที่โดดเด่นอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค เช่น การท่องเที่ยวในเมืองระยะสั้นและการพักผ่อนวันหยุดริมชายหาด

จุดหมายปลายทางนอกกระแสหลักกำลังได้รับความนิยมจากชาวไทยผู้มีความมั่งคั่งสูง

แม้การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง จุดหมายปลายทางต่างประเทศที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฮ่องกง, จีน โดยบังกลาเทศและบรูไนกำลังขึ้นสู่ท็อป 5 ของจุดหมายปลายทางในแผนการเดินทางในปีหน้า สะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นใน “สถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนไปหรือไม่ได้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลัก” (off-the-beaten-path) ยังคงติดอันดับจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวชาวไทยผู้มีความมั่งคั่งสูง

นักท่องเที่ยวชาวไทยสายลักชัวรี คาดหวังประสบการณ์ที่ได้รับการออกแบบเฉพาะ

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยสายลักชัวรี 97% ต้องการให้ทุกรายละเอียดของทริปถูกปรับให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของตนเอง โดย 60% ชื่นชอบโรงแรมลักชัวรีขนาดใหญ่มากกว่า ขณะที่ 41% สนุกกับการวางแผนทริปด้วยตนเอง และต่างคาดหวังประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ การรับประทานอาหารถือเป็นความสำคัญอันดับต้น โดย 60% มองว่าไฟน์ไดนิ่งคือคืนในอุดมคติ และ 39% ยินดีจ่ายให้กับร้านอาหารระดับมิชลิน รีวิวดี ๆ  (57%) รางวัลและประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟ (อย่างละ 51%) คือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากที่สุด

“สุขภาพ” และ “ความยั่งยืน” เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

สิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ของนักท่องเที่ยวชาวไทย คือ สุขภาพและความยั่งยืน พวกเขาคาดหวังจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย (98%) สิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพแบบครบวงจร (97%) และแนวทางการดำเนินงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในโรงแรมระดับลักชักรี (97%)  สระว่ายน้ำและโปรแกรมช่วยให้นอนหลับสบาย (96%) ซึ่งถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีคุณค่ามากที่สุด โดย 62% มีแนวโน้มจะจองบริการสปาในทริปของตน

ไอคอนสยาม จับมือ YIMU ART และ Intersteps พาคาแรกเตอร์ดัง “แพนด้า Seven” และ “HIPPO GO!” เยือนไทยครั้งแรก

ไอคอนสยาม จับมือ YIMU ART และ Intersteps พาคาแรกเตอร์ดัง “แพนด้า Seven” และ “HIPPO GO!” เยือนไทยครั้งแรก

ไอคอนสยาม จับมือ YIMU ART และ Intersteps พาคาแรกเตอร์ดัง “แพนด้า Seven” และ “HIPPO GO!” เยือนไทยครั้งแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.06 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา จับมือ อี้มู่ อาร์ต (YIMU ART) สตูดิโอศิลปะชั้นนำจากประเทศจีน และ อินเตอร์สเต็ปส์ (Intersteps) ฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน จัด “YIMU ART EXHIBITION” แสดงผลงานอาร์ตสุดสร้างสรรค์ของ ลีโอ หวง (Leo Huang) ศิลปินรุ่นใหม่ดาวรุ่งชาวจีนซึ่งได้รับการยอมรับระดับประเทศ พาคาแรกเตอร์ IP ซิกเนเจอร์อันโด่งดัง “Seven” แพนด้าสีน้ำตาลไซส์ใหญ่ยักษ์ และ “HIPPO GO!” ฮิปโปสีชมพู มาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมเปิด Pop-up Shop ยกทัพ Art Toy และของที่ระลึกสุดน่ารักจากคาแรกเตอร์ฮิต ให้ชาวไทยได้ชื่นชมและเลือกเก็บสะสม ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 ณ ไอคอนสยาม

สุมา วงษ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม กล่าวว่า “นิทรรศการ YIMU ART EXHIBITION ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับมิตรภาพและเชื่อมสัมพันธ์สองประเทศ ในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน ด้วยการนำผลงานศิลปะของ ลีโอ หวง จาก YIMU ART ซึ่งโด่งดังเป็นอย่างมากในประเทศจีนและเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ มามอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ผู้มาเยือนไอคอนสยามได้ชื่นชมและสัมผัสผลงานศิลปะระดับโลก ซึ่งเต็มไปด้วยจินตนาการ ความสร้างสรรค์ และพลังบวก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและตอกย้ำภาพไอคอนสยาม ในฐานะ Global Experiential Destination ที่มุ่งมั่นสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือทางศิลปะและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติให้กับผู้เข้าชมจากทั่วโลก”

ทั้งนี้ ลีโอ หวง เป็นศิลปินผู้ก่อตั้ง YIMU ART เจ้าของ IP ดังที่นำแรงบันดาลใจจากธรรมชาติในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกมาสร้างสรรค์เป็นคาแรกเตอร์หลากหลายด้วยศิลปะสื่อผสมผสาน (Cross-Media Art) เพื่อเชื่อมโยงผู้คน ธรรมชาติ และเมือง เข้าด้วยกันผ่านงานศิลป์ ผลงานของเขาครอบคลุมทั้งประติมากรรมเมืองขนาดใหญ่ การแสดงผลงานศิลปะสาธารณะ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านมาเขาได้สร้างแลนด์มาร์กผลงานศิลปะสาธารณะในระดับไอคอนิกมาแล้วใน 9 เมืองทั่วโลก นอกจากนี้ยังได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านศิลปะและผู้อำนวยการบริหารฝ่ายศิลป์ของสถานที่จัดการประชุมหลักใน “การประชุมสุดยอดจีน-เอเชียกลางปี 2023 (ซีอาน)” และยังเคยขึ้นเวที TEDx รวมถึงเป็นศิลปินพิเศษให้กับ Alibaba Group

“ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้นำผลงานมาจัดแสดงในประเทศไทย นี่เป็นครั้งแรกที่คาแรกเตอร์ Seven และ HIPPO GO! รวมถึงคาแรกเตอร์อื่น ๆ ภายใต้การสร้างสรรค์ของ YIMU ART ได้มาเยือนกรุงเทพฯ เมืองที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ ผมหวังว่าพวกเขาจะสามารถทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรม สะท้อนสัมพันธไมตรีและเชื่อมมิตรภาพระหว่างประเทศจีนและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นได้ รวมถึงสร้างรอยยิ้ม ความสุข และแรงบันดาลใจให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาเยือนไอคอนสยาม แลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ด้วย” ศิลปิน ลีโอ หวง กล่าว

โดยครั้งนี้ YIMU ART และ ลีโอ หวง ได้นำประติมากรรมเป่าลมขนาดใหญ่ ซึ่งโด่งดังจากงาน Design Shanghai หนึ่งในงานออกแบบและสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ให้ทุกคนได้ตื่นตาตื่นใจกับคาแรกเตอร์ซิกเนเจอร์ยอดฮิต 2 ผลงาน IP หลัก ได้แก่ “Seven” แพนด้าสีน้ำตาลไซส์ใหญ่ยักษ์ จากผลงานชุด “Guardians of the Loong: มหาสมบัติแห่งเขาฉินหลิ่ง” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมบัติธรรมชาติ 4 ชนิดของเขาฉินหลิ่ง ซึ่งมีทั้งทาคินสีเหลือง, นกกระเรียนแดง, ลิงทอง และแพนด้าสีน้ำตาลที่มีอยู่เพียงตัวเดียวในโลก โดยเจ้าแพนด้า “Seven” ที่มาเยือนกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ มาในแนวคิด “ปรัชญาท้องกลมของ Seven” แสดงท่าทางขี้เล่นของแพนด้าหลังจากกินอิ่ม ด้วยการเหยียดขา ลูบท้องกลม ๆ อย่างผ่อนคลาย พร้อมรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ รอให้ทุกคนมาเก็บภาพความน่ารักริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ไอคอนสยาม พาร์ค ชั้น 2 ไอคอนสยาม

และอีกหนึ่งผลงานเด่นคือ “HIPPO GO” คาแรกเตอร์ฮิปโปสีชมพูอ้วนกลม ที่มาแจกความสดใส พร้อมมอบความอบอุ่นและพลังเยียวยาใจให้กับทุกคน ที่โถงระเบียง ชั้น 2 ไอคอนสยาม โดยมาในท่วงท่าที่เหมือนเจ้าฮิปโปยักษ์กำลังปีนขึ้นจากสระน้ำด้วยสีหน้าบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และเปี่ยมด้วยความหวัง สื่อถึงจิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนั้นนิทรรศการครั้งนี้ยังยกขบวนคาแรกเตอร์ยอดฮิตทั้งน้องหมี “HELLO! Bear” และเหล่า “Guardians of the Loong: มหาสมบัติแห่งเขาฉินหลิ่ง” มาให้แฟน ๆ ได้ชมความน่ารัก พร้อมเลือกซื้อ Art Toy และของที่ระลึกใน Pop-up Shop บริเวณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม อีกด้วย

คนรักศิลปะและผู้ที่ชื่นชอบคาแรกเตอร์น่ารัก ๆ ห้ามพลาด กับนิทรรศการ “YIMU ART EXHIBITION” จัดแสดงให้ทุกคนได้ชื่นชมความน่ารัก ตื่นตาตื่นใจกับความอลังการ และสนุกกับการถ่ายภาพกับคาแรกเตอร์ซิกเนเจอร์ยอดฮิต ฟรี! ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 สิงหาคม 2568 ณ ไอคอนสยาม พาร์ค ชั้น 2, โถงระเบียง ชั้น 2 ไอคอนสยาม และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONSIAM

บพท.ดัน ‘นวัตกรชุมชน’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไทยด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม

บพท.ดัน 'นวัตกรชุมชน' ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไทยด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม

บพท.ดัน ‘นวัตกรชุมชน’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไทยด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.13 น.

วันที่ 1-2 กรกฎาคม ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับโครงการสังเคราะห์และขับเคลื่อนแพลตฟอร์มสร้างรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชนสู่การใช้ประโยชน์และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริม ววน. ร่วมกันจัดการประชุมและนิทรรศการเพื่อการขับเคลื่อนชุมชนพื้นที่ “นวัตกรชุมชน: เทคโนโลยีที่เหมาะสมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไทย” ภายใต้แนวคิด “พลังสร้างสรรค์ จากนวัตกรชุมชน สู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม”

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา  ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า  หน่วย บพท. จัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยได้รับงบประมาณวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริมววน.) เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยกระดับขีดความสามารถ “นวัตกรชุมชน” แกนนำจากภาคประชาชนที่สามารถเรียนรู้-รับ-ปรับใช้องค์ความรู้ และขยายผลนวัตกรรม/เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ รวมถึงสามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่ชุมชนอื่นๆ ได้อย่างยั่งยืน สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ (Change Agent) โดยเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานรูปแบบเครือข่ายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ด้วยเหตุนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความเข้มแข็งของชุมชน ให้มีศักยภาพในการแข่งขัน สามารถพึ่งพาตนเองได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น จึงได้มีการได้สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมในแผนงาน “ชุมชนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” (พ.ศ.2563-2567)  และแผนงาน “ชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้” (พ.ศ.2563-2567) และแผนงาน “การวิจัยต่อยอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology)” (พ.ศ.2566-ปัจจุบัน)  เพื่อให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีความสามารในการรับ-ปรับ-ใช้ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีพร้อมใช้  ผ่านการสร้างนวัตกรชุมชนให้มีทักษะการจัดการความรู้ เรียนรู้และรับปรับใช้นวัตกรรม สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ไปใช้ในการจัดการปัญหาสำคัญในชุมชนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน รวมถึงรับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงทั้งในสภาวะปกติและสภาวะวิกฤตให้ฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดปัญหา (Resilience)

“ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2563 – 2568) บพท. ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ เครือข่ายมหาวิทยาลัย  รวม 55 หน่วยงาน และโครงการวิจัยสังเคราะห์ 3 หน่วยงาน รวมถึงภาคีต่าง ๆ ทั่วประเทศขับเคลื่อนนวัตกรรมชุมชนผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมสังคม ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนไปแล้วกว่า 2,647 ชุมชน 1,511 ตำบล ในพื้นที่ 69 จังหวัดทั่วประเทศ สร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมและพร้อมใช้รวมทั้งนวัตกรรมกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชุมชนทั้งสิ้น 1,653 นวัตกรรม/เทคโนโลยีที่เหมาะสม ยกระดับอัตราการเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก และมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 รวมถึงสร้างนวัตกรชุมชนที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในบทบาทนวัตกรชุมชนให้กับชุมชนทั่วประเทศ 23,753 คน และในปัจจุบันคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ได้มีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนแผนงานตาม ยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง “ครัวเรือนในชนบทและครัวเรือนเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม 32,000 ครัวเรือน” โดยวางเป้าหมายขับเคลื่อนนวัตกรรมพร้อมใช้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาพื้นที่ (Appropriate Technology) เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนในชนบท กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการรายในพื้นที่ บนความร่วมมือระหว่างหน่วย บพท. กับ 3 เครือข่าย มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง เพื่อขยายผลต่อยอดนวัตกรรมพร้อมใช้/เทคโนโลยีที่เหมาะสมจากงานวิจัยให้กับครัวเรือนในชนบท กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการในพื้นที่”

รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอำไพ ประธานอนุกรรมการพิจารณาติดตามและประเมินผล แผนงานย่อยรายประเด็น การขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อยกระดับเศรฐกิจฐานรากและแก้หนี้ครัวเรือน  กล่าวว่า พลังสร้างสรรค์จากนวัตกรชุมชน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่ บพท.สนับสนุนให้เกิดการดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ (Catalyst for Change) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ผลจากการทำงานที่ผ่านมา บพท. มีข้อค้นพบว่า งานวันนวัตกรชุมชนเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วย เสริมพลังภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงจังในการสร้างและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ “ปัญหา–บริบท–โอกาส” ของแต่ละชุมชน จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมฐานราก ให้เป็นพลังที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนของประเทศ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นเวทีรวมพลังความรู้ พลังความร่วมมือของภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคีเครือข่ายทุกระดับ ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานของสังคมไทยโดยมีนวัตกรรมที่เกิดจากความสามารถของคนในพื้นที่ เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นอย่างแท้จริง”

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เป็นเพียงเวทีเพื่อยกย่องเชิดชูบทบาทของนวัตกรชุมชนในฐานะ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ให้เป็นที่รับรู้ของสังคมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ นวัตกรชุมชน รวมถึงนวัตกรรมกับเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีการนำไปใช้และต่อยอดจนประสบความสำเร็จ  อันจะนำไปสู่การถอดบทเรียน การรวบรวมแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) เพื่อให้เกิดการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในโอกาสต่อไป พร้อมกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนวัตกรชุมชน หน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนในระดับพื้นที่ได้อีกด้วย

-(016)

เอ็ม ดิสทริค จับมือพันธมิตร สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ กับขบวนพาเหรดสีรุ้งยาวที่สุดในเอเชียส่งท้าย Pide Month

เอ็ม ดิสทริค จับมือพันธมิตร สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่  กับขบวนพาเหรดสีรุ้งยาวที่สุดในเอเชียส่งท้าย Pide Month

เอ็ม ดิสทริค จับมือพันธมิตร สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ กับขบวนพาเหรดสีรุ้งยาวที่สุดในเอเชียส่งท้าย Pide Month

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอ็ม ดิสทริค และเดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมกับพันธมิตร สร้างปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายเดือนแห่งความภาคภูมิใจกับ “LOVE PRIDE ♡ PARADE, BANGKOK 2025” ขบวนพาเหรดสีรุ้งสุดตระการตา สุดอลังการ และยาวที่สุดในเอเชีย ตอกย้ำภาพลักษณ์ “LGBTQIA+ FRIENDLY DESTINATION”  ของประเทศไทย พร้อมโชว์ศักยภาพกรุงเทพมหานครสู่การเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WORLD PRIDE 2030

เป็นอีกหนึ่งวันที่ประวัติศาสตร์แห่งความไพรด์ต้องจารึกไว้เป็นประวัติการณ์  เมื่อ เอ็ม ดิสทริค และ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึกกำลังภาครัฐบาล ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กรุงเทพมหานคร  พร้อมภาคีภาคเอกชนมากกว่า 200 องค์กรชั้นนำ จัดงาน “LOVE PRIDE ♡ PARADE, BANGKOK 2025” อย่างยิ่งใหญ่ เป็นขบวนพาเหรดสีรุ้งที่ยาวที่สุดในเอเชีย ในคอนเซ็ปต์ “Spectrum Forward : Power of Creation” มุ่งมั่นขับเคลื่อนอนาคตด้วยพลังแห่งความสร้างสรรค์  โดยมี จิราพร สินธุไพร ผู้แทนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานปล่อยขบวนพาเหรด ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย พร้อมด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด SIAM PARAGON RETAIL และ EM DISTRICT BANGKOK MALL

นอกจากนี้ ยังมี นักธุรกิจ นักแสดง นักร้อง นักกีฬา กลุ่ม LGBTQIA+ นางงาม ฯลฯ  มาร่วมขบวนสร้างสีสันในงาน อาทิ สาวงามจาก TPN GLOBAL อย่าง แอนโทเนีย โพซิ้ว รองอันดับ 1 Miss Universe 2023, หมูแฮม โชตินภา นางสาวไทย 2568 และรองทั้ง 4 เอมมี่ พรชนิตว์, แพรว     กีราณา, แก้ม พณิดา, พลอย สวรรณกมล, เหล่าศิลปินและนักแสดงจากช่อง One31 บี น้ำทิพย์, แก้ม วิชญาณี, บิ๊นท์ สิรีธร, เฟิร์น นพจิรา, เพิร์ล ศัจกร, ดีดี้ ณิรินทร์ญา, เนส ฐากร และ เอิร์ท ธนกฤต, นักแสดงจากค่าย GMMTV ทั้ง โอห์ม ฐิติวัฒน์, หลุยส์ ธณวิน, ฟอร์ด อรัญญ์, ฟลุ๊ค จีรัสณ์, เลโอ โซสเซย์, ฟลุ๊ค ณัฐนนท์, เอิร์น ปรียาภัทย์ และ กอล์ฟ กิตติพัทธ์, นักแสดงจากค่าย Be On Cloud นำโดย ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส, เจเจ ปฏิภาณ, คิวพี ชินดนัย และ จ๊อบ ยศธร, นอกจากนี้ค่าย DOMUNDI ส่ง  จิมมี่ กานต์ – โอม กฤต มาเป็นตัวแทน ร่วมด้วย ทาทา ยัง, พอร์ช อภิวัฒน์-อาม สัพพัญญู, เตยยี่-ลูกปัด รวมถึงเหล่า KOLS และ Influencer ชื่อดังอย่าง OK WE GO, POOCAO CHANNEL และอีกมากมายที่ออกมาร่วมสนุกสนานในโมเม้นต์สุดพิเศษแห่งการเฉลิมฉลองนี้

งานนี้จัดเต็มทั้งขบวนรถเทรลเลอร์ที่ตกแต่งสีสันสดใสสวยงามสุดตระการตาจากภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมจัดงาน และยังสร้างสีสันด้วยขบวนรถซูเปอร์คาร์, รถเปิดประทุน, รถโบราณ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และอีกมากมาย ที่มาร่วมพาเหรดฉลองให้กับความไพรด์ตลอดระยะทาง 6 กิโลเมตร จากสนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย ไปตามถนนพระราม 1 ผ่านย่านปทุมวัน, ย่านสยาม, ย่านราชประสงค์, ย่านเพลินจิต, ย่านอโศก, ย่านสุขุมวิท และสิ้นสุดที่ เอ็ม ดิสทริค โดยบรรยากาศเป็นไปอย่าสนุกสนานตลอดเส้นทาง ท่ามกลางสีสันของเหล่าผู้ร่วมขบวนที่จัดเต็มด้วยการแต่งตัว และแสดงออกถึงความหลากหลายอย่างเท่าเทียมและเสรี

นับได้ว่า “LOVE PRIDE ♡ PARADE, BANGKOK 2025” เป็นหนึ่งในงานไพรด์ที่ยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงปักหมุดให้ เอ็ม ดิสทริค เป็น Pride Festival Global Destination ที่นักท่องเที่ยวจากนานาชาติต้องมาเยือน ยังเป็นการโชว์ศักยภาพให้ทั่วโลกเห็นว่า กรุงเทพมหานครพร้อมแล้วที่จะเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WORLD PRIDE 2030  ในอีก 5 ปีข้างหน้า

‘เอส แอนด์ พี ประกาศแต่งตั้ง ‘กำธร ศิลาอ่อน’ นั่งเก้าอี้ซีอีโอคนใหม่ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

‘เอส แอนด์ พี  ประกาศแต่งตั้ง ‘กำธร ศิลาอ่อน’ นั่งเก้าอี้ซีอีโอคนใหม่ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

‘เอส แอนด์ พี ประกาศแต่งตั้ง ‘กำธร ศิลาอ่อน’ นั่งเก้าอี้ซีอีโอคนใหม่ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ของไทย ประกาศแต่งตั้ง นายกำธร ศิลาอ่อน  ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคง ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และการบริการ พร้อมเดินหน้าสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

นายกำธร ศิลาอ่อน เป็นทายาทคนกลาง ของ นางภัทรา ศิลาอ่อน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจาก MIT Sloan School of Management และปริญญาโทสาขาวิศวกรรมเคมีจาก Imperial College London และเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางด้านการเงินและการลงทุนให้กับองค์กรใหญ่ทั้งในและต่างประเทศมานานกว่า 20 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองประธานคณะกรรมการอาหารและคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการตรวจสอบ การกำกับดูแลกิจการ และบริหารความเสี่ยง ให้กับอีกหลายบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นายกำธร ศิลาอ่อน ได้เข้ามาบริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) แบบเต็มตัว ตั้งแต่ปี 2557 โดยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในสายการเงิน การผลิต และซัพพลายเชน และดำรงตำแหน่งสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ กรรมการบริหาร ประธานคณะกรรมการความยั่งยืนและบริหารความเสี่ยง ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในครั้งนี้ ทั้งนี้ นาย กำธรเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย ตลอดจนมีผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับตลอดหลายปีที่ผ่านมา

กำธร ศิลาอ่อน ซีอีโอคนใหม่ กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับบทบาทสำคัญในการสานต่อธุรกิจของครอบครัว และขอขอบคุณคณะกรรมการที่ให้ความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของ “เอส แอนด์ พี” ผมจะกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ และขับเคลื่อน ‘เอส แอนด์ พี’ ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมทั้งสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ตลอดจนพัฒนาองค์กรไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน”

การประกาศแต่งตั้งผู้นำองค์กรคนใหม่ในครั้งนี้ของ “เอส แอนด์ พี” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปรับตัวและเติบโตของธุรกิจท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความท้าทายและการเปลี่ยนแปลง และถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างทีมผู้บริหารที่มีศักยภาพ และมีวิสัยทัศน์ที่ทันสมัย เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตและประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

องค์การเภสัชกรรมชวนผู้สูงวัยเข้าใจโรค NCDs เสริมภูมิต้านทาน ห่างไกลโรคร้ายอย่างยั่งยืน

องค์การเภสัชกรรมชวนผู้สูงวัยเข้าใจโรค NCDs เสริมภูมิต้านทาน ห่างไกลโรคร้ายอย่างยั่งยืน

องค์การเภสัชกรรมชวนผู้สูงวัยเข้าใจโรค NCDs เสริมภูมิต้านทาน ห่างไกลโรคร้ายอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การเภสัชกรรม (GPO) จัดกิจกรรม “สูงวัย เข้าใจโรค NCDs” รณรงค์ให้กลุ่มผู้สูงวัยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ผ่านการส่งเสริมความรู้ การใช้ยาอย่างถูกต้อง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ร่วมเรียนรู้และทำกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ณ สวนโมกข์กรุงเทพ

ภญ. วิลักษณ์ วังกานนท์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “สูงวัย เข้าใจโรค NCDs” มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงวัยหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันและจัดการกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุข พบว่า โรค NCDs เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากถึง 74–76% ของคนไทยทั้งหมดต่อปี หรือกว่า 320,000 คน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยซึ่งมีแนวโน้มเป็นโรคเหล่านี้มากที่สุด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ซึ่งมีผู้ป่วยกว่า 14 ล้านคนในประเทศไทยมีภาวะความดันโลหิตสูง และอีก 6.5 ล้านคนเป็นเบาหวาน สะท้อนให้เห็นถึงภาวะโรคที่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย และการไม่เข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ (ที่มา: รายงาน NCDs ของ WHO ประจำประเทศไทย และแผนยุทธศาสตร์การจัดการโรคไม่ติดต่อ พ.ศ. 2565–2570 กระทรวงสาธารณสุข) การจัดงานในวันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมองค์ความรู้ และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงวัยหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น และสามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว”

ภายในงานจัดให้มีการเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในวงการการแพทย์ และอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ แบ่งออกเป็น 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1) “การรักษาและดูแลโรค NCDs” โดย รศ.นพ.ชัยวัฒน์ วชิรศักดิ์ศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล มาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือด ซึ่งถือเป็น 3 โรคฮิตที่มักพบในผู้สูงอายุ พร้อมวิธีการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง และโภชนาการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันโรค ตลอดจนมีการสอดแทรกการทำกิจกรรมประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ให้ผู้ร่วมงานได้เช็คสุขภาพของตัวเองได้ง่ายๆ

2) “การใช้ยาให้ปลอดภัย ลดอาการของโรค NCDs” โดย ภก.รัฐพงษ์ พงษ์ประเสริฐ เภสัชกรจากองค์การเภสัชกรรม ซึ่งชวนผู้เข้าร่วมงานไปสำรวจพฤติกรรมของตัวเองว่าใครเคยหรือกำลังมีพฤติกรรมใช้ยาเหล่านี้หรือไม่ ได้แก่ ยาที่ใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, ระดับไขมันในเลือด และความดันโลหิต และให้ความรู้เกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยมีความรู้เท่าทันการทำงานของยาผลข้างเคียง ตลอดจนสามารถสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ   

3) “สร้างแรงบันดาลใจจากประสบการณ์จริง” โดย อรนรินทร์ มุณีรภัสสิทธิ์ TikToker วัย 60+ เจ้าของช่อง “อร ลูกเทรนแม่เล่นกล้าม” ที่ถ่ายทอดประสบการณ์จากชีวิตจริงที่เปลี่ยนแปลงสุขภาพด้วยการลุกขึ้นมาออกกำลังกาย พร้อมสาธิตท่าบริหารร่างกายง่าย ๆ สำหรับผู้สูงวัยที่สามารถทำได้เองที่บ้าน พร้อมปลุกพลังบวกให้ผู้สูงอายุหันมาใส่ใจสุขภาพเพื่อดูแลตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเพื่อสุขภาพมากมายให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วม อาทิ บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นฟรีโดยทีมกายภาพบำบัด จากคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล, Workshop DIY : น้ำมันจากไพล, บูธผลิตภัณฑ์สุขภาพ-อาหารเสริม รวมถึงกิจกรรมบิงโกสุขภาพที่สร้างความสนุกสนาน และลุ้นรับรางวัลสุขภาพมากมาย

ทั้งนี้ องค์การเภสัชกรรมมุ่งหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุได้ตระหนักถึงภัยเงียบของโรค NCDs และหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การเภสัชกรรม พร้อมเป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่ายผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารสุขภาพและกิจกรรมดี ๆ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.gpo.or.th และช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ขององค์การเภสัชกรรม หรือสอบถามข้อมูลและปรึกษาปัญหาด้านยาได้ที่ Contact Center : 1648

‘นันทมาลี ภิรมย์ภักดี’ เนรมิตอาคารใหม่ระดับ World Class สร้างประสบการณ์เหนือระดับให้แฟนพันธุ์แท้ม้าลำพองในไทย

‘นันทมาลี ภิรมย์ภักดี’ เนรมิตอาคารใหม่ระดับ World Class  สร้างประสบการณ์เหนือระดับให้แฟนพันธุ์แท้ม้าลำพองในไทย

‘นันทมาลี ภิรมย์ภักดี’ เนรมิตอาคารใหม่ระดับ World Class สร้างประสบการณ์เหนือระดับให้แฟนพันธุ์แท้ม้าลำพองในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คาวาลลิโน มอเตอร์ ตัวแทนจำหน่าย และซ่อมบำรุงรถยนต์เฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดงาน “A FERRARI DAY : FERRARI APPROVED”  นำเสนอประสบการณ์เฟอร์รารี่อย่างแท้จริง ด้วยรถยนต์เฟอร์รารี่กว่า 20 คันที่ผ่านการรับรองคุณภาพ “Ferrari Approved”  รถรุ่นพิเศษและรุ่นหายาก พร้อมฉลองเปิดตัวอาคารใหม่ระดับ World Class ที่พร้อมให้บริการระดับมาตรฐานโลก ณ โชว์รูมถนนเพชรบุรีตัดใหม่

นันทมาลี ภิรมย์ภักดี

บรรยากาศภายในงานคับคั่งไปด้วยครอบครัวม้าลำพอง ที่ตั้งใจมาชื่นชมความงดงามของม้าลำพองหลากหลายรุ่น อาทิ 812 Superfast, Purosangue, SF90 Stradale, Roma, F8 Spider และอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นรถเฟอร์รารี่ ที่ผ่านการตรวจสอบ 202 รายการจากช่างเทคนิคของคาวาลลิโน มอเตอร์ ภายใต้โปรแกรม “Ferrari Approved” เพื่อรับรองสภาพรถที่สมบูรณ์แบบ และสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้เป็นเจ้าของในอนาคต

พิเศษไปกว่านั้น คาวาลลิโน มอเตอร์ ได้เปิดตัวอาคารใหม่ระดับ World Class อย่างเป็นทางการ อาคารที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ระดับ Ultra Luxury ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รองรับทุกการบริการตั้งแต่การเลือกชมรถ ไปจนถึงบริการหลังการขายในมาตรฐานเดียวกับเฟอร์รารี่ทั่วโลก โดยภายใต้อาคารใหม่ยังมีศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถัง (Body & Paint) แบบครบวงจร ที่ติดตั้งเครื่องผสมสีอัตโนมัติที่ทันสมัยที่สุด ซึ่งมีเพียงไม่กี่เครื่องในประเทศไทย ช่วยให้สามารถผสมเฉดสีได้อย่างแม่นยำตรงตามมาตรฐานโรงงานอิตาลี เพิ่มความมั่นใจในคุณภาพการดูแลรถยนต์ของลูกค้าทุกคัน

นันทมาลี ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด และบริษัท คาวาลลิโน เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า งานนี้ตั้งใจจัดขึ้ยเพื่อมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบให้กับลูกค้า ผ่านโครงการ Ferrari Approved ซึ่งเป็นบริการรถยนต์เฟอร์รารี่มือสองที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง  นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเปิดตัวอาคารใหม่ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการให้บริการในระดับ World Class สะท้อนถึงความเป็นแบรนด์หรูระดับโลกของเฟอร์รารี่ ได้อย่างชัดเจน

“เราอยากให้ลูกค้าได้สัมผัส Ferrari Pre-Owned ที่แตกต่างจากตลาดรถมือสองทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยมาตรฐานที่เทียบเท่าโชว์รูมหลัก ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพ ความโปร่งใส และการบริการที่พิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบรถยนต์กว่า 202 รายการ รวมถึงการดูแลอย่างครบวงจรโดยทีมงานมืออาชีพ ไปจนถึงการส่งมอบรถด้วยมาตรฐานเดียวกับโชว์รูมเฟอร์รารี่ทั่วโลก  ทั้งยังตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์เฟอร์รารี่ ที่ไม่ต้องรอรถใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึงหนึ่งปีครึ่ง ภายในงานยังเป็นแหล่งรวมรถรุ่นพิเศษและรุ่นหายาก (Limited Model) เช่น F575 Superamerica ม้าลำพอง V12 มาพร้อมกับหลังคาแก้วแบบอิเล็กโทรโครมิก ที่มีเพียงไม่กี่คันในประเทศ โดยผลิตมาเพียง 599 คันในโลก และรุ่นที่หามาครอบครองได้ยากอีกมากมาย”

ถึงแม้ว่างาน “A FERRARI DAY : FERRARI APPROVED” จะจบลง แต่ผู้ที่สนใจจะครอบครองม้าลำพองในฝัน ยังคงสามารถนัดหมายเข้าชมรถ Ferrari (Approved) Pre-Owned ได้ที่โชว์รูมคาวาลลิโน มอเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวรถและนัดหมายจองเวลาได้ที่ จริยา (จิ๊บ) 065-240-8296 สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Official Website : https://bangkok.ferraridealers.com/en-GB , Official Facebook : Ferrari Cavallino Motors Official Instagram : Ferrari.Cavallinomotors และ Line OA: @cavallinomotors

ปวดหลัง ปวดคอ อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’ ที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดหลัง ปวดคอ อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม  สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’ ที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดหลัง ปวดคอ อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’ ที่ไม่ควรมองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาการปวดหลังหรือปวดต้นคอ อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะในยุคที่คนทำงานใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือแทบทั้งวัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาการปวดที่มองข้ามเหล่านี้ อาจเป็น “สัญญาณเตือนสำคัญ” ของปัญหากระดูกสันหลัง ที่ควรพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว

จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์  เผยว่า “อาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอร้าวลงแขน หรือปวดหลังร้าวลงขา อาจเกิดจากความผิดปกติของหมอนรองกระดูก หรือ การกดทับเส้นประสาท ซึ่งหากปล่อยไว้นานเกินไปโดยไม่ตรวจ อาจส่งผลให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และ สูญเสียศักยภาพในการใช้งาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นั่งทำงานท่าเดิมนาน ๆ ยกของหนักผิดท่า ออกกำลังกายไม่ถูกวิธี หรือ แม้แต่ผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมของกระดูกตามวัย

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ ปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหลังเวลานั่งหรือเดินนาน มีอาการปวดมากขึ้นตอนกลางคืน

อย่างไรก็ตามหาก ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร้าวลงสะโพกหรือขา เดินไกลหรือยืนนานแล้วมีอาการขาอ่อนแรง ต้องนั่งพักก่อนจึงจะเดินต่อได้ อาการลักษณะนี้เป็นสัญญาณของภาวะโพรงไขสันหลังตีบแคบ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทบริเวณเอว ซึ่งสามารถเกิดได้ในทุกช่วงวัย ไม่จำกัดแค่วัยสูงอายุ เพราะในวัยหนุ่มสาวก็สามารถเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้เช่นกัน เพียงแต่ในผู้สูงอายุจะมักมีภาวะความเสื่อมร่วมด้วย

ผู้ป่วยที่มีอาการกลุ่มนี้ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยไว้ เส้นประสาทที่ถูกกดทับอาจฟื้นตัวยาก หรือไม่สามารถฟื้นได้สมบูรณ์ 100% การผ่าตัดในกรณีที่มีการกดทับมากก็เปรียบเหมือนการ “เอาหินออกจากหญ้า” เพื่อให้หญ้าได้มีโอกาสฟื้นตัว แต่ถ้าหญ้าถูกทับไว้นานจนแห้งเฉา แม้จะเอาหินออกแล้วก็อาจไม่กลับมาเขียวสดดังเดิม เปรียบได้กับเส้นประสาทในร่างกาย ที่เมื่อเสียหายแล้วไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้เหมือนเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น

นพ. ศรัณย์ เน้นย้ำว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อแยกแยะว่าอาการปวดที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เกิดจากกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือความเสื่อม และต้องดูว่าอาการเหล่านั้นรุนแรงพอที่จะต้องพิจารณาการรักษาแบบเฉพาะทางหรือไม่ หากพบว่ามีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชา หรืออ่อนแรง การรักษาอาจไม่สามารถใช้แค่ยาแก้ปวดหรือกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางที่ตรงจุดมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่มีอาการจากกล้ามเนื้อหรือความเสื่อมของกระดูกสันหลัง หากไม่มีการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วย ก็สามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ เช่น ควบคุมน้ำหนักร่างกาย การทำกายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรมการใช้งาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและคอให้แข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับโครงสร้างที่อาจเสื่อมไปแล้วบางส่วน ถึงแม้ความเสื่อมจะย้อนคืนไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้ร่างกายกลับมาใช้งานได้ดีใกล้เคียงปกติอีกครั้ง

สำหรับวิธีป้องกันที่สามารถทำได้ทันที เช่น  การจัดท่านั่งให้ถูกต้องระหว่างทำงาน  ,ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที และออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัวอย่างสม่ำเสมอ  แต่หากเริ่มมีอาการปวดอย่ารอจนเรื้อรัง 

เพราะ “หลังและคอ” คือ แกนสำคัญของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อป้องกันโรคร้ายก่อนสายเกินไป ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ เรามีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดคอ ปวดหลัง สามารถของรับคำปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร.02 034 0808