‘ครรภ์แฝด’เจาะลึกความเสี่ยงที่คุณแม่ควรรู้ ในรายการครูก้อยพบแพทย์

'ครรภ์แฝด'เจาะลึกความเสี่ยงที่คุณแม่ควรรู้ ในรายการครูก้อยพบแพทย์

‘ครรภ์แฝด’เจาะลึกความเสี่ยงที่คุณแม่ควรรู้ ในรายการครูก้อยพบแพทย์

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 11.05 น.

“ครรภ์แฝด” เจาะลึกความเสี่ยงที่คุณแม่ควรรู้ ในรายการ ครูก้อยพบแพทย์

ในยุคที่การตั้งครรภ์แฝดกลายเป็นความฝันของคุณแม่หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่มีบุตรยากหรืออยู่ระหว่างการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่ใฝ่ฝันอยากตั้งครรภ์แฝดจะได้ท้องทีเดียว มีลูกพร้อมกัน 2 คน แต่รู้หรือไม่ว่าเส้นทางการตั้งครรภ์แฝดและคลอดลูกแฝดอย่างปลอดภัยนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด ครรภ์แฝดถือเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ การเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง ครรภ์เดี่ยว และ ครรภ์แฝด รวมถึงความเสี่ยง และแนวทางการดูแลที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนจะตั้งครรภ์แฝด

ครูก้อย – นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้งเพจให้ความรู้เตรียมตั้งครรภ์ BabyAndMom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก เปิดประเด็นสำคัญในรายการ ครูก้อยพบแพทย์ EP.112 ครรภ์เดี่ยว vs ครรภ์แฝด มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ? เนื่องจากปัจจุบันมีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ใฝ่ฝันอยากตั้งครรภ์แฝด โดยเฉพาะผู้ที่กำลังรักษาภาวะมีบุตรยาก เพราะมองว่าเป็นโอกาสดีในการมีลูกครั้งเดียวได้ถึงสองคน แต่ในความฝันนั้น หลายคนก็อดกังวลไม่ได้ว่า ครรภ์แฝดจะมีความเสี่ยงมากกว่าครรภ์เดี่ยวหรือไม่ และการดูแลระหว่างตั้งครรภ์จะแตกต่างกันแค่ไหน ทั้งในแง่ของสุขภาพแม่และพัฒนาการของลูกในครรภ์ ในตอนนี้ ครูก้อยโดยได้เชิญ พญ.กมลภัทร วิจักขณ์พันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ จากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ มาให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง “ครรภ์แฝด” ในระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด ไปจนถึงข้อควรระวังสำคัญที่คุณแม่ควรรับรู้ก่อนตัดสินใจวางแผนตั้งครรภ์แฝด เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างปลอดภัยทั้งคุณแม่และลูกน้อย

พญ.กมลภัทร วิจักขณ์พันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ จากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เผยว่า การตั้งครรภ์แฝดถือเป็นกลุ่มครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งจะเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษและการแท้งบุตร นอกจากนี้ อาการแพ้ท้องในคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดมักรุนแรงกว่าครรภ์เดี่ยว เนื่องจากระดับฮอร์โมน Beta HCG สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาการเหล่านี้อาจส่งผลให้คุณแม่ขาดสารอาหาร น้ำหนักลด รวมถึงส่งผลต่อสุขภาพจิตจนถึงขั้นซึมเศร้าได้

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่สำคัญคือโอกาสคลอดก่อนกำหนดที่สูงขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องรับภาระน้ำหนักครรภ์มากกว่าปกติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกหลังคลอด คุณแม่ตั้งครรภ์แฝดยังมีโอกาสสูงกว่าครรภ์เดี่ยวที่จะเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์และความดันโลหิตสูง จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตามระดับน้ำตาลและความดันโลหิตอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์

ความเสี่ยงของความผิดปกติของทารกแฝด

ความเสี่ยงของความผิดปกติของทารกแฝดพบได้มากกว่า ในกรณีแฝดแท้หรือแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน ซึ่งมีอัตราความผิดปกติสูงถึง 20% ในขณะที่แฝดเทียมที่เกิดจากไข่คนละใบจะมีความเสี่ยงใกล้เคียงกับครรภ์เดี่ยวเพียง 2-3% เท่านั้น นอกจากนี้ การตรวจอัลตราซาวด์ในครรภ์แฝดยังต้องทำถี่กว่าครรภ์เดี่ยว โดยแฝดแท้จะได้รับการนัดตรวจทุก 2 สัปดาห์ ส่วนแฝดเทียมนัด 2-4 สัปดาห์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะเจริญเติบโตที่ไม่สมดุลของทารกในครรภ์ซึ่งพบได้บ่อยในครรภ์แฝด

การดูแลสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์แฝด

ในด้านการดูแลสุขภาพ คุณแม่ตั้งครรภ์แฝดควรได้รับโภชนาการที่เหมาะสมโดยเพิ่มพลังงานอย่างเพียงพอและครบถ้วน เน้นอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ พร้อมหลีกเลี่ยงน้ำตาลและแป้งอย่าบริโภคมากเกินไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน โดยคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดต้องทานอาหารเยอะขึ้น โดยผู้หญิงปกติจะต้องการแคลอรี่ประมาณวันละ 1500 – 1800 แคลอรี่ ผู้หญิงตั้งครรภ์เดี่ยว ร่างกายต้องการแคลอรี่เพิ่มขึ้นประมาณ 400-500 แคลอรี่ / วัน แต่ถ้าครรภ์แฝดต้องเพิ่มเป็น 600 แคลอรี่ต่อวัน การเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์จึงควรอยู่ในเกณฑ์ 16-20 กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยวที่เพิ่มประมาณ 8-12 กิโลกรัม ถ้าทานอาหารไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายได้พลังงานไม่พอ คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยง่าย ทารกในครรภ์อาจจะได้สารอาหารไม่เพียงพอ ทำให้ทารกมีตัวเล็กได้  นอกจากนี้การออกกำลังกายควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์และขึ้นอยู่กับสุขภาพแต่ละบุคคล

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวังในครรภ์แฝด

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวังในครรภ์แฝดยังรวมถึงภาวะรกเกาะต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด และเสียเลือดจำนวน รวมถึงภาวะที่ทารกแต่ละคนเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจำเป็นต้องเร่งคลอดเพื่อป้องกันอันตรายต่อทารก

ครรภ์แฝดคลอดธรรมชาติได้หรือไม่

สำหรับการคลอด ในทางทฤษฎีครรภ์แฝดสามารถคลอดธรรมชาติได้หากทารกทั้งสองอยู่ในท่ากลับหัว แต่อย่างไรก็ตาม แพทย์มักพิจารณาความปลอดภัยเป็นหลัก เนื่องจากโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอดสูงกว่า

หลังคลอดคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดมักมีโอกาสเสียเลือดมากกว่าครรภ์เดี่ยว ต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างใกล้ชิด รวมถึงอาจพบภาวะตัวบวมจากการสะสมน้ำและเลือดในร่างกายมากกว่า นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะซึมเศร้าหลังคลอดจากความเหนื่อยล้าในการเลี้ยงลูกแฝด

ครูก้อย – นัชชา ลอยชูศักดิ์ สรุปว่า การตั้งครรภ์แฝดมีความเสี่ยงและความซับซ้อนกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ตั้งแต่การฝากครรภ์ที่ต้องนัดอัลตร้าซาวนด์ถี่กว่าครรภ์เดี่ยว รวมถึงการดูแลโภชนาการ การออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนักในระหว่างตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์แฝดจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากสูตินรีแพทย์เฉพาะทางเพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และทารกในครรภ์

รับชมบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในรายการ “ครูก้อยพบแพทย์”

EP.112 ทางช่อง YouTube: https://www.youtube.com/watch?v=361WTiycrkM

และติดตามความรู้เตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/BabyAndMom.co.th/

TikTok: https://www.tiktok.com/@babyandmom.co.th

Line OA: @BabyAndMom.co.th (ปรึกษาครูก้อยและคัมภีร์บำรุงเตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยาก)

OCC จัดเต็มสินค้าลดสูงสุด 80% งาน ‘สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 29’

OCC จัดเต็มสินค้าลดสูงสุด 80% งาน ‘สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 29’

OCC จัดเต็มสินค้าลดสูงสุด 80% งาน ‘สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 29’

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โอซีซี กรุ๊ป ชวนช้อปขบวนสินค้าแบบจัดเต็ม กว่า 10 แบรนด์ มากกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 80 % อาทิ KMA, GUY LAROCHE LINGERIE & SWIMWEAR, BSC, NIOXIN ฯลฯ กับมหกรรม
งาน “สหกรุ๊ปแฟร์ & เฟส ครั้งที่ 29” ภายใต้คอนเซ็ปต์ BIG SHOP BIG SHOW มอบความคุ้มค่ากับสินค้าในกลุ่ม Cosmetic , Fashion and lifestyle กลุ่มผลิตภัณฑ์ Hair care และ Service เต็มอิ่ม
กับ BIG SHOW ความบันเทิงจากศิลปินชื่อดังมากมาย ตลอด 4 วัน ทั้งคอนเสิร์ต เกมส์ กิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์ และสิทธิพิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น ระหว่างวันที่ 26-29 มิถุนายน 2568  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา Hall 98-100 บูธโอซีซี ตั้งแต่เวลา 10:00-21:00 น.

ผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมที่มีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำได้

ผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมที่มีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำได้

ผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมที่มีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำได้

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม เป็นการรักษาที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมรุนแรงหรือได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถใช้เข่านั้นได้ อย่างไรก็ตาม หากข้อเข่าเทียมที่เคยผ่าตัดไว้เกิดปัญหาและในบางกรณีผู้ป่วยอาจมีความจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดใหม่ หรือที่เรียกว่า Revision knee surgery ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน โดยในปัจจุบันมีการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Rosa Knee ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด

นายแพทย์เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โดยทั่วไปหากผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมาแล้ว จะสามารถใช้งานได้นานโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำ แต่ในบางกรณีอาจเกิดปัญหากับข้อเข่าเทียมจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจมีความจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไข เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจและมั่นคง ซึ่งจะต้องผ่าตัดแก้ไขบางส่วนหรือทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เกิดขึ้น

นายแพทย์เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานี 

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม ได้แก่ การเสื่อมของข้อเข่าเทียม ข้อเข่าเทียมส่วนใหญ่มักมีอายุการใช้งานประมาณ 15-20 ปี แต่ในบางกรณีอาจเสื่อมเร็วกว่าปกติเนื่องจากการใช้งานหนัก, ข้อเข่าเทียมหลวม เมื่อเวลาผ่านไปกระดูกที่รองรับข้อเทียมอาจสูญเสียมวลกระดูก ทำให้ข้อเทียมหลวมและก่อให้เกิดอาการปวดและการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ, การแตกหักของกระดูกบริเวณรอบข้อเข่าเทียม (Periprosthetic Fracture) เกิดจากที่กระดูกบริเวณรอบข้อเทียมอาจได้รับบาดเจ็บหรือแตกหักจากอุบัติเหตุ เช่น การล้ม  ,ความผิดปกติของแนวข้อเข่า (Malalignment) และข้อเข่าทำงานผิดปกติ (Instability) หากข้อเข่าเทียมถูกติดตั้งผิดตำแหน่งจากการผ่าตัดครั้งแรก อาจทำให้เกิดแรงกดที่ไม่สมดุล นำไปสู่ความไม่มั่นคงของข้อเข่าและการสึกหรอที่รวดเร็ว, การติดเชื้อบริเวณข้อเข่าเทียม (Periprosthetic Joint Infection – PJI) การติดเชื้อเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่เดือนหลังการผ่าตัดหรือเกิดขึ้นภายหลังจากการติดเชื้อในร่างกายที่แพร่กระจายมาสู่ข้อเข่า

อาการผิดปกติที่บ่งบอกว่าอาจจะต้องพิจารณาการผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม ได้แก่ อาการปวดข้อเข่าเรื้อรังที่ไม่ดีขึ้นแม้ได้รับการรักษาด้วยยา, รู้สึกว่าข้อเข่าหลวม หรือมีเสียงผิดปกติขณะเคลื่อนไหว, มีอาการบวมแดงหรืออักเสบที่ข้อเข่า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ, ไม่สามารถยืดหรือพับเข่าได้เต็มที่, และอาจมีภาวะขาโก่งผิดรูปเนื่องจากข้อเข่าเสื่อม ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้แพทย์อาจแนะนำให้ทำการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการรักษาหรือผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมเดิม

การผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม (Revision knee surgery) เป็นการรักษาที่มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากต้องจัดการกับกระดูกที่เหลือน้อยลงและปรับตำแหน่งข้อเทียมให้เหมาะสม ปัจจุบันจึงมีการนำเทคโนโลยี Rosa knee หรือ CORI หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เข้ามาช่วยในการผ่าตัด ซึ่งหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Rosa knee หรือ CORI จะประกอบไปด้วยแขนกล 2 แขน คอยควบคุมและกำหนดตำแหน่งในการตัดแต่งเตรียมผิวข้อเข่า ช่วยวัดอุปกรณ์และขนาดของข้อเข่าเทียม รวมถึงมีซอฟต์แวร์ช่วยวางแผนและจำลองการผ่าตัดล่วงหน้า ทำให้การผ่าตัดมีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การใช้หุ่นยนต์ Rosa knee หรือ CORI ช่วยผ่าตัดไม่จำเป็นต้องเปิดแผลใหญ่เหมือนเมื่อก่อน และไม่จำเป็นต้องรุกล้ำภายในช่องกระดูก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดและเสียเลือดมาก

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยหุ่นยนต์ Rosa Knee หรือ CORI ได้แก่ ความแม่นยำสูง: แขนกลหุ่นยนต์ช่วยให้แพทย์ผ่าตัดได้แม่นยำ ลดโอกาสผิดพลาด, แผลผ่าตัดเล็ก: แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม, เลือดออกน้อย: เลือดออกน้อยกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม, เจ็บปวดน้อย: ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง, ฟื้นตัวเร็ว: ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว ใช้เวลาพักฟื้นสั้นลง สามารถลุก ยืน เดินได้ภายใน 12 ชั่วโมง, การเคลื่อนไหวดีขึ้น: ผู้ป่วยสามารถกลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น

ถึงแม้ว่าการผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม (Revision Knee Surgery) จะเป็นแนวทางการรักษาที่สำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาจากข้อเข่าเทียมเดิม แต่การได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ครั้งแรก อาจช่วยลดโอกาสในการผ่าตัดซ้ำได้

ลอรีอัล กรุ๊ป เปิดแคมเปญ ‘Refill Movement’ เชิญชวนผู้บริโภคทั่วโลกใช้ผลิตภัณฑ์รีฟิลเพื่อลดผลกระทบต่อโลก

ลอรีอัล กรุ๊ป เปิดแคมเปญ ‘Refill Movement’  เชิญชวนผู้บริโภคทั่วโลกใช้ผลิตภัณฑ์รีฟิลเพื่อลดผลกระทบต่อโลก

ลอรีอัล กรุ๊ป เปิดแคมเปญ ‘Refill Movement’ เชิญชวนผู้บริโภคทั่วโลกใช้ผลิตภัณฑ์รีฟิลเพื่อลดผลกระทบต่อโลก

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ลอรีอัล กรุ๊ป ผู้นำด้านความงามระดับโลก เปิดตัวแคมเปญระดับโลกครั้งแรกภายใต้แนวคิด #JoinTheRefillMovement ผนึกกำลังหลากหลายแบรนด์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ และช่องทาง ที่ครอบคลุมทั่วทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย

แคมเปญนี้มุ่งสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักเนื่องในวัน “World Refill Day” ในวันที่ 16 มิถุนายน มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคร่วมปรับพฤติกรรมและพิจารณาการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รีฟิลในส่วนการใช้ผลิตภัณฑ์ความงาม และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยมีแบรนด์ชั้นนำในเครือลอรีอัล กรุ๊ปร่วมแคมเปญครั้งนี้ ได้แก่ ลังโคม (Lancôme), อาร์มานี่ บิวตี้ (Armani beauty), อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ โบเต้ (Yves Saint Laurent Beauté), คีลส์ (Kiehl’s), ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris), เคเรสตาส  (Kérastase), ลอรีอัล โปรเฟสชั่นแนล (L’Oréal Professionnel), เซราวี (CeraVe) และ ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay)

แคมเปญเน้นการใช้สื่อและคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียที่สะดุดตา และใช้แฮชแท็ก #JoinTheRefillMovement เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้ามามีบทบาทและขยายแรงสนับสนุนในวงกว้าง ทั้งยังจับมือกับพันธมิตรค้าปลีกรายใหญ่ทั่วโลก เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ของทางเลือกรีฟิลสำหรับผลิตภัณฑ์ความงามที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ดูแลเส้นผม เมคอัพ ที่มีดีไซน์ของรีฟิลแพคเกจจิ้งหลากหลายรูปแบบ

#JoinTheRefillMovement  คือการตอบสนองที่เป็นรูปธรรมของลอรีอัล ต่อความต้องการของผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนที่เพิ่มมากขึ้น โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ของผลิตภัณฑ์รีฟิล แม้ว่าจะมีผู้บริโภคถึงร้อยละ 78 ที่แสดงความสนใจในการเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่เติมใหม่ได้ แต่หลายคนยังไม่ทราบว่ามีทางเลือกแบบรีฟิลซึ่งไม่เพียงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีราคาที่คุ้มค่ากว่า เช่น การเลือกซื้อขวดน้ำหอมรีฟิล Idôle ขนาด 100 มล. จากลังโคม แทนการซื้อขวดใหม่ขนาด 50 มล. สองขวด จะลดการใช้แก้วลงถึง 42% พลาสติก 11% โลหะ 66% และกระดาษแข็ง 30% ทั้งยังมีราคาลดลง 11%

บลังก้า จูที (Blanca Juti) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ของลอรีอัล กรุ๊ป กล่าวว่า “แคมเปญนี้คือการประสานกำลังแบรนด์ระดับไอคอนิกของเรา เพื่อเชิญชวนให้ผู้บริโภคทั่วโลกมาร่วม #JoinTheRefillMovement เราอยากให้ทุกคนสัมผัสได้ว่า การเปลี่ยนมาใช้รีฟิลนั้นทั้งง่าย คุ้มค่า และเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรความงามในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว”

เอซกี้ บาร์เซนาส (Ezgi Barcenas) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายความรับผิดชอบต่อสังคม (Chief Corporate Responsibility Officer) กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมความงามระดับโลก เรามีทั้งโอกาสและความรับผิดชอบในการขับเคลื่อนแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนี้ การจะบรรลุวิสัยทัศน์นี้ในระดับที่กว้างขวางได้นั้น ต้องอาศัยมากกว่านวัตกรรม เราต้องใช้ทั้งความตั้งใจและการลงมือทำ เราจึงระดมพลังจากแบรนด์ พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภค เพื่อทำให้การรีฟิลกลายเป็นวีถีชีวิตใหม่สำหรับทุกคน”

แคมเปญนี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจเพื่อความยั่งยืนของลอรีอัลในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนำเสนอทางเลือกผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภค โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ลอรีอัล กรุ๊ป ได้ปรับกระบวนการผลิตในโรงงานทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มีผลิตภัณฑ์แบบรีฟิลเพิ่มขึ้นถึง 17 เท่า ที่รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำหอมชายและหญิงยอดนิยมระดับโลกหลายรายการ

การร่วมสร้างความตระหนักใน World Refill Day ปีนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของลอรีอัล กรุ๊ป ในการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนร่วมกับผู้บริโภค และลอรีอัล กรุ๊ป จะเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันลดขยะ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

Dolce&Gabbana ยกระดับ ‘ชุดนอน’ ในคอลเลกชั่นผู้ชายฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026

Dolce&Gabbana ยกระดับ ‘ชุดนอน’ ในคอลเลกชั่นผู้ชายฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026

Dolce&Gabbana ยกระดับ ‘ชุดนอน’ ในคอลเลกชั่นผู้ชายฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เผยโฉมแล้วสำหรับคอลเลกชั่นผู้ชายฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026 ของ Dolce&Gabbana ถ่ายทอดความงามแบบอิตาเลียน ทัศนคติที่เรียบง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ และสไตล์ที่เปี่ยมด้วยความจริงใจและตัวตน โดยออกแบบเสื้อผ้าที่สามารถปรับให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะในเมืองหรือระหว่างการพักผ่อน

หัวใจของคอลเลกชั่นนี้คือ “ชุดนอน” ที่ถูกยกระดับให้กลายเป็นชิ้นแฟชั่นหลัก โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างเสื้อผ้าในบ้านและนอกบ้าน ผลิตจากผ้าคอตตอนแจ็กการ์ดน้ำหนักเบา ลายทางแนวตั้งหลากหลายขนาด ผสานการเลเยอร์อย่างมีศิลปะ ไม่ว่าจะใส่คู่กับเสื้อคาร์ดิแกนโอเวอร์ไซส์ แจ็กเก็ตเทเลอร์ หรือเนกไทลายจุดและลายทาง ทั้งยังเพิ่มลูกเล่นด้วยเท็กซ์เจอร์ยับที่จงใจเผยให้เห็นขอบกางเกงยางยืดหรือโบว์ผูกเอวแบบชิลๆ

ซิลูเอตของเสื้อผ้าเน้นความผ่อนคลาย เช่น กางเกงจีบปลายขากว้าง เสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์ เบลเซอร์สีพื้น ลายเสือ Leo ลายทาง และงานหนังเรียบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 80 ในขณะที่งานถักก็ถูกนำเสนอด้วยความนุ่มนวล ทั้งแบบใส่แทนแจ็กเก็ต ชุดเบาๆ คู่กับกางเกงนอน หรือแม้แต่ชิ้นถักเชือกแฮนด์เมดที่สะท้อนความประณีตตามแบบฉบับช่างฝีมือของ Dolce&Gabbana

เมื่อยามค่ำมาเยือน ชุดนอนกลายเป็นสเตทเมนต์หรูหราที่ผ่อนคลาย ตกแต่งด้วยหินประดับ คริสตัล และลวดลายธรรมชาติที่รังสรรค์ด้วยมือ พร้อมการตัดกันของพื้นผิว สี และลายอย่างมีชั้นเชิง พาเลตต์สีมีทั้งโทนกลาง เช่น เบจ ครีม ฟ้าอ่อน น้ำเงินเข้ม และสีจัดจ้านอย่างเขียว น้ำตาล ดำ ช่วยสร้างลุคที่สมดุลและทันสมัย

แอ็กเซสเซอรีเป็นองค์ประกอบสำคัญของคอลเลกชั่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น เข็มกลัดคาเมโอ เข็มกลัดคอ สร้อยหินสีสันสดใส สวมเดี่ยวหรือคู่กับลูกประคำ แว่นตากันแดดดีไซน์ร่วมสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจากยุคก่อน กระเป๋ารุ่นเด่นอย่าง Sicily ไซซ์ใหญ่ หรือ Vitoria ที่มีทั้งแบบหนังเรียบ หนังลายเกรน และแบบพาวช์ลายทางแมตช์กับชุดนอน

รองเท้าก็สะท้อนแนวทาง “ชิลแต่ชัด” ไม่แพ้กัน ทั้งรองเท้าแตะหนังกลับแบบไร้ขน รองเท้าแตะผ้าขนหนูติดโลโก้ และสนีกเกอร์ลาย Leo หรือม้าลาย พร้อมพาเลตต์สีที่เชื่อมโยงกับเสื้อผ้าในคอลเลกชั่นได้อย่างลงตัว

88rising จับมือ Levi’s® เปิดตัว ‘Road to FAM – The Finale’ ในไทย

88rising จับมือ Levi’s® เปิดตัว ‘Road to FAM - The Finale’ ในไทย

88rising จับมือ Levi’s® เปิดตัว ‘Road to FAM – The Finale’ ในไทย

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

88rising แพลตฟอร์มดนตรีและมีเดียชั้นนำ ซึ่งสนับสนุนศิลปินเอเชียอย่างต่อเนื่อง เดินหน้าส่งต่อ Future Asian Music (FAM) โครงการกระจายผลงานดนตรีเพื่อศิลปินอินดี้เอเชีย ร่วมกับแบรนด์ ลีวายส์® (Levi’s) แบรนด์เดนิมระดับตำนานที่ส่งผ่านความนิยมจากรุ่นสู่รุ่น ผู้ให้ความสำคัญกับการนำกลยุทธ์ดนตรี (Music Strategy) มาถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ร่วมมือจัดงานฉลอง 2 วันที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 8–9 กรกฎาคม นี้ โดยจะจัดกิจกรรมสุดพิเศษ “Future Asian Music x Levi’s® Road to FAM – The Finale” พร้อมเปิดตัว FAM Studios Bangkok พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินใหม่ ร่วมกับ Cloud11 ทีมเทคโนโลยีจากกรุงเทพฯ

Road to FAM – The Finale จะเป็นส่วนหนึ่งของ SPLASH – Soft Power Forum 2025 งานวัฒนธรรมสุดยิ่งใหญ่จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งประเทศไทย (THACCA.) องค์กรภาครัฐที่มีภารกิจในการผลักดัน Soft Power ของประเทศผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยจะมีการแสดงสุดพิเศษที่สถานีรถไฟหัวลำโพงสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยเป็นฉากหลังในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ทางวัฒนธรรม รวมศิลปินระดับเอเชียอย่าง MILLI เข้ากับศิลปินจากทั่วเอเชีย อาทิ FARIZ JABBA, ZAMAERA และ RAMENGVRL ร่วมกับบริษัทด้านความบันเทิง Brite Panther ขณะเดียวกัน FAM Studios Bangkok จะเปิดพื้นที่ต้อนรับศิลปินรุ่นใหม่สู่ ศูนย์กลางสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ The Corner House ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์สเปซในย่านประวัติศาสตร์อย่างตลาดน้อย

ไฮไลต์ของงานในกรุงเทพฯ คือ MILLI ศิลปินไทยผู้สร้างประวัติศาสตร์บนเวที Coachella ด้วยโชว์ “Mango Sticky Rice” จะมาปิด Road to FAM ใน Levi’s ลุคสุดพิเศษ พร้อมเผยเพลงใหม่ “HEAVYWEIGHT” และแขกรับเชิญศิลปินไทยอีกมากมาย

FAM Studios Bangkok เปิด 8–9 กรกฎาคม ที่ The Corner House ย่านตลาดน้อย โดยศิลปินจากแพลตฟอร์ม FAM จะได้รับสิทธิ์ใช้สตูดิโออัดเสียง สถานที่ถ่ายทำ และการให้คำปรึกษา พร้อมซีรีส์เวิร์กช็อปและโครงการแลกเปลี่ยนศิลปินระหว่างประเทศ

SPLASH – Soft Power Forum 2025: 88rising จะร่วมนำเสนอพาเนลด้านดนตรีและบันเทิง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 8–11 กรกฎาคม ภายใต้ธีม “Thailand’s Opportunities in the Creative Culture” โดยมี Spotify และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ การร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมเอเชีย และช่วยส่งต่อฟันเฟืองความคิดสร้างสรรค์ไปทั่วโลก ผ่านพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง Levi’s®, Spotify และ Cloud11

บัตรเข้างาน Future Asian Music x Levi’s® Road to FAM – The Finale สามารถจองได้ผ่านทาง Megatix ที่ลิงก์นี้  here โดย ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม แต่ จำเป็นต้องลงทะเบียนล่วงหน้า (RSVP) ผู้เข้าร่วมต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

สำหรับบัตรเข้าร่วมงาน เสวนาและพาเนล ที่จัดโดย 88rising และ FAM ภายใต้เวที SPLASH – Soft Power Forum 2025 จะเปิดจองผ่าน Megatix เร็ว ๆ นี้ โปรดติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เปิดมิติใหม่ของการรักษาโรคหัวใจผ่านนวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็กด้วย 2 โปรแกรมใหม่ล่าสุด ได้แก่ Minimally Invasive Coronary Artery Bypass Grafting (MICS CABG) และ Totally 3D Endoscopic Valve Surgery ซึ่งนับเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคหัวใจด้วยการผสานเทคโนโลยี visualization ความแม่นยำสูง และระบบเครื่องมือเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อการผ่าตัดในพื้นที่แคบโดยเฉพาะ

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  กล่าวว่า  โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ก้าวสู่ยุคใหม่ของการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วย MICS CABG (Minimally Invasive Coronary Artery Bypass Grafting) คือเทคนิคการทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก มีแผลขนาดเล็กเพียง 7–10 ซม. บริเวณซี่โครงด้านซ้าย และไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจ–ปอดเทียม (off-pump) จึงลดความเสี่ยงจากการเสียเลือดและอาการแทรกซ้อน เหมาะที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจด้านซ้ายตีบหรืออุดตัน โดยที่หลอดเลือดหัวใจด้านขวาปกติ

นพ.ณัฐพล อารยะวุฒิกุล ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  กล่าวว่า เทคนิค MICS CABG ใช้ระบบกล้องและเครื่องมือ micro-instruments ผ่านแผลขนาด 5–7 ซม. ที่ชายโครง โดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะข้างเคียงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เทคนิค MICS CABG ไม่ได้แทนที่การผ่าตัดแบบเดิมทั้งหมด แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ที่สามารถรับการผ่าตัดด้วยเทคนิคแผลเล็กได้ เพื่อลดความเจ็บ เสี่ยงติดเชื้อน้อยลง และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น โดย MICS CABG เป็นขั้นกว่าของการ bypass หลอดเลือดหัวใจที่ไม่ต้องเปิดหน้าอก เราใช้ stabilizer ขนาดเล็ก ร่วมกับ endoscopic guidance และระบบ monitoring ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดระยะนอนโรงพยาบาล และลดโอกาสแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

ในขณะเดียวกัน โปรแกรม Totally 3D Endoscopic Valve Surgery พัฒนาโดย นพ. ภาดร เจ็ดวรรณะ ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้ออกแบบให้สามารถผ่าตัดซ่อมแซมและเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ผ่านแผลเพียง 4–5 ซม. ด้วยการใช้ระบบภาพ 3 มิติความละเอียดสูง (high-definition 3D visualization system) ที่ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างหัวใจอย่างลึกและแม่นยำทุกมุมมอง โดยเทคนิคดังกล่าวเหมาะสำหรับการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมตรัลและเอออร์ติก รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้ในกรณีของภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิดบางประเภท เช่น Atrial Septal Defect (ASD) ซึ่งช่วยลดการสูญเสียเลือด ลดการติดเชื้อ และลดระยะเวลาในการพักฟื้นใน ICU อย่างมีนัยสำคัญ

นพ. ภราดร เจ็ดวรรณะ กล่าวว่า กล้อง 3 มิติเสมือนจริงช่วยให้เราผ่าตัดในพื้นที่จำกัดได้อย่างแม่นยำ โดยไม่กระทบโครงสร้างหลักของร่างกาย ผู้ป่วยจะฟื้นตัวไว และให้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่าการผ่าตัดแบบเปิดอก ทั้งนี้ ความท้าทายของการผ่าตัดหัวใจแผลเล็กคือพื้นที่จำกัดและความซับซ้อนของกายวิภาค ระบบกล้อง 3 มิติที่เราใช้สามารถสร้างภาพเสมือนจริงแบบ immersive view ช่วยให้ผ่าตัดได้แม่นยำกว่าการใช้ตาเปล่าหลายเท่า

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มีประสบการณ์ด้านโรคหัวใจมากว่า 20 ปี และในปี 2024 เพียงปีเดียวให้การรักษาผู้ป่วยกว่า 130,000 ราย โดยเป็นผู้ป่วยต่างชาติกว่า 50,000 ราย สะท้อนการเติบโตของความเชื่อมั่นในนวัตกรรมการแพทย์ของไทยในเวทีโลก การเปิดตัวโปรแกรมผ่าตัดหัวใจแผลเล็กครั้งนี้ นับเป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีการผ่าตัดหัวใจในประเทศไทย ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์ระดับสูง และส่งสัญญาณว่า Deep Medical Tech ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องวิจัย แต่พร้อมถูกใช้งานจริงในโรงพยาบาลของไทย

เช็กด่วน! ผิวคุณกำลังส่งสัญญาณแก่ก่อนวัยหรือไม่?

เช็กด่วน! ผิวคุณกำลังส่งสัญญาณแก่ก่อนวัยหรือไม่?

เช็กด่วน! ผิวคุณกำลังส่งสัญญาณแก่ก่อนวัยหรือไม่?

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การแก่ของผิว เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ในบางครั้งผิวก็อาจแก่ก่อนวัยอันควร ซึ่งทำให้ผิวดูไม่สดใส ขาดความกระชับ และมีริ้วรอยต่างๆ ปรากฏอย่างชัดเจน นพ. กิตติพงศ์ พงศ์แพทย์พิพัฒน์ แพทย์ Anti-aging medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ชวนสาวๆ มาเช็กผิว ว่าผิวกำลังส่งสัญญาณที่บ่งชี้ภาวะผิวแก่ก่อนวัยอยู่หรือไม่?

ริ้วรอยบนใบหน้า โดยสามารถสังเกตได้จากมีริ้วรอยเล็กหรือริ้วใหญ่บนใบหน้า ได้แก่ ริ้วรอยบริเวณหางตา หน้าผากและระหว่างคิ้ว ส่วนใหญ่แล้วริ้วรอยเหล่านี้จะเป็นบริเวณที่ใช้กล้ามเนื้อเพื่อแสดงสีหน้า, การสูญเสียคอลลาเจนและอิลาสติน ที่เป็นองค์ประกอบในผิวหนัง ผิวจะมีความยืดหยุ่นลดลง ผิวบางลง มีความหย่อนคล้อยมากขึ้น บริเวณที่มักสังเกตได้ ได้แก่ แก้ม คางและหนังตา  สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ มีจุดดำ จุดสีน้ำตาลและฝ้า,  ผิวที่หยาบกร้านมากขึ้นและมีรูขุมขนกว้าง,  ผิวแห้ง ไม่กักเก็บความชุ่มชื้นได้เท่าเดิม ทำให้เกิดผิวแห้งกร้าน ผิวลอกเป็นขุยและมีการอักเสบได้

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย

รังสี UV จากแสงแดด ไทยเป็นประเทศเมืองร้อน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องเจอแสงแดดรังสี UV ทุกวัน   UV ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังทำลายผิวได้ถึงระดับ DNA ซึ่งจะทำให้สูญเสียคอลลาเจนและอิลาสติน ส่งผลทำให้เกิดริ้วรอยตามมา รวมถึงเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังอีกด้วย, มลภาวะ ปัจจุบันเราประสบปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 มีผลต่อสุขภาพโดยรวมแล้วก็ยังมีผลต่อผิวหนังอีกด้วย ทำให้เกิดการแพ้ คัน ระคายเคืองผิว, ความเครียด ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อการเพิ่มของสารอนุมูลอิสระในร่างกาย หรือระดับฮอร์โมน ความเครียดเพิ่มขึ้นส่งผลต่อการทำลายผิวหนัง และเกิดภาวะผิวแก่ก่อนวัยอันควร

การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่เพียงพอ และการดื่มน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม รวมไปถึงผิวหนังด้วย เนื่องจากสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุ จะเป็นตัวที่ช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะในร่างกายรวมถึงผิวหนัง การดื่มน้ำเปล่าเพียงพอก็จะทำให้ผิวกับเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น, การสูบบุหรี่ ควันจากบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ควันจากบุหรี่สามารถทำลายชั้นคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งจะทำให้ผิวแก่ก่อนวัยอันควร การดื่มแอลกอฮอล์มากไป ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น

Kind + Jugend ASEAN 2025 เปิดเทคนิคเลี้ยงลูกยุค AI เข้าใจลูก รู้ทันเทคโนโลยี ปูทักษะที่จำเป็น ฉลาดให้สมวัย สู่โลกอนาคต

Kind + Jugend ASEAN 2025 เปิดเทคนิคเลี้ยงลูกยุค AI  เข้าใจลูก รู้ทันเทคโนโลยี ปูทักษะที่จำเป็น ฉลาดให้สมวัย สู่โลกอนาคต

Kind + Jugend ASEAN 2025 เปิดเทคนิคเลี้ยงลูกยุค AI เข้าใจลูก รู้ทันเทคโนโลยี ปูทักษะที่จำเป็น ฉลาดให้สมวัย สู่โลกอนาคต

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากลงอย่างสวยงามสำหรับงาน Kind + Jugend ASEAN 2025 มหกรรมแสดงสินค้าแม่และเด็กระดับนานาชาติ ที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ ครอบครัวรุ่นใหม่ และคุณครูจากทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้คือ เวทีเสวนาในหัวข้อ “Raising AI Ready Kids – เลี้ยงลูกให้ล้ำ โตไปกับ AI” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมถอดรหัสแนวทางการเลี้ยงลูกยุคใหม่ที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ผ่านมุมมองคำแนะนำที่หลากหลาย เข้าใจง่าย พร้อมใช้ได้จริงจากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน และนักนวัตกรรมการเรียนรู้ 

Gen AI-Native เข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่

อาจารย์สรยศ พนายางกูร กรรมการสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ และผู้บริหารโรงเรียนเศรษฐบุตรอุปถัมภ์ กล่าวในเวทีเสวนาว่า “เด็ก Gen Alpha เป็นเด็กที่เกิดในช่วงปี 2010 – 2024 และเจนเนอเรชันใหม่ล่าสุดอย่าง Gen Beta เกิดระหว่างปี 2025 – 2039 ซึ่งทั้งสองเจนเป็นกลุ่มที่เกิดมาพร้อมเทคโนโลยีที่ไม่ใช่ Digital Technology แล้ว แต่เป็น AI Technology หรือที่หลายคนเรียกว่า AI-Native ที่ตอบสนองต่อความต้องการได้รวดเร็วและแถมบางครั้งช่วยคิดให้ด้วย เด็กในเจนเนอเรชันนี้จึงจะคุ้นชินกับการได้รับข้อมูลที่รวดเร็ว ผ่านภาพ เสียง และคำสั่งสั้น ๆ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีทั้งด้านบวกและด้านลบที่ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้เด็กๆ”

อ.สรยศ พนายางกูร

รู้ทันทักษะที่จำเป็น เตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคต

ด้าน มานิตย์ จันสุทธิรางกูร CEO & Founder iMAKE Innovation เปิดเผยว่า เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากจะส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็กแล้ว ยังส่งผลให้อาชีพในอนาคตเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เด็กวันนี้อาจโตไปเป็น Cybersecurity Expert, Prompt Engineer หรือ Well-being Strategist ซึ่งไม่เคยมีในยุคพ่อแม่ เราจึงต้องเตรียมปูทักษะใหม่ให้เด็ก เพื่อพร้อมรับสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต โดยผลสำรวจจาก World Economic Forum ระบุว่า ในปี 2030 ทักษะที่บริษัทชั้นนำให้ความสำคัญเป็น 3 ลำดับแรกจะเปลี่ยนไปสู่ทักษะแห่งอนาคต ได้แก่  AI and big data เข้าใจการทำงานของระบบ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อใช้ในการตัดสินใจหรือสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ Networks and cybersecurity มีความรู้พื้นฐานด้านเครือข่ายและความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและองค์กรจากภัยคุกคามดิจิทัลTechnological literacy เข้าใจหลักการทำงาน และมีความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี  แต่ในขณะเดียวกัน ทักษะอื่น ๆ ที่สำคัญอีก 7 ทักษะจะเป็นทักษะเกี่ยวกับตัวตนทั้งนั้นเช่น การคิดเชิงสร้างสรรค์, ความอดทน, ยืดหยุ่น ปรับตัวไว, สงสัยใคร่รู้  และมีภาวะความเป็นผู้นำ

มานิตย์ จันสุทธิรางกูร

เปิดแนวทางเลี้ยงลูกให้ฉลาดสมวัย พร้อมรู้ทัน AI

ปิดท้ายที่ ดร.อัญจลา จารุมิลินท อุปนายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ และผู้อำนวยการโรงเรียนกับทอง ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองว่าหลายประเทศได้มองเห็นว่าปฐมวัย เป็นวัยสำคัญที่จะเตรียมทักษะสำหรับยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ประเทศจีนถือเป็นตัวอย่างน่าสนใจที่ได้มีการปรับแผนการศึกษาระดับชาติเรื่องการใช้งาน AI ในเด็ก แต่ก็มีนโยบายให้เด็กห่างจากเทคโนโลยีในช่วงปฐมวัย โดยคำนึงถึงพัฒนาการตามช่วงวัยอย่างจริงจัง ส่วนในประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย ผ่านแนวทาง “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” 

ดร.อัญจลา จารุมิลินท

ทั้งนี้ ในประเด็นเทคโนโลยี ได้ย้ำเรื่องการลดเวลาในการใช้หน้าจอของเด็ก ดร.อัญจลา ได้สรุปความท้าทายในการพัฒนาเด็กในยุค AI มา 3 ประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.ตัดสินใจเร็วเกินไป เด็กยุคนี้เคยชินกับการตัดสินทันทีจากภาพ เสียง หรือคำพูดสั้น ๆ จนทำให้ขาดการคิดวิเคราะห์และไม่ใส่ใจรายละเอียด สำหรับแนวทางที่ช่วยลดปัญหานี้คือ พ่อแม่ควรหมั่นตั้งคำถามปลายเปิด เพื่อกระตุ้นให้เด็กฝึกคิดวิเคราะห์ และที่สำคัญต้องอดทนรอคำตอบเพื่อให้เด็กได้ฝึกคิดและเรียนรู้จากผลลัพธ์ของการตัดสินใจของตนเอง 

2.รู้ไม่ทันอัลกอริทึม เด็กมักจะเห็นแต่ข้อมูลที่ระบบป้อนให้ตามความชอบ จนเกิดภาวะ “ติดกรอบความคิด” หรือหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อได้ง่าย ดังนั้นพ่อแม่ควรฝึกให้เด็ก รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไตร่ตรองก่อนเชื่อ หรือส่งเสริมความสงสัยใคร่รู้ด้วยกิจกรรมที่ทำร่วมกัน เช่น พาเด็กออกไปสำรวจธรรมชาติรอบบ้าน พูดคุยตั้งข้อสังเกต และฝึกสมาธิผ่านกิจกรรมอย่างวาดภาพ 3.ขาดทักษะทางสังคม การอยู่กับหน้าจอบ่อยเกินไปส่งผลให้เด็กขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่สามารถแสดงออกหรือเข้าใจอารมณ์ของคนรอบตัวได้ดี ซึ่งผู้ใหญ่ควรมีบทบาทในการ ควบคุมเวลาและเนื้อหาหน้าจอให้เหมาะสม พร้อมใช้เวลาร่วมกัน เพื่อให้เด็กได้ฝึกทักษะการพูดคุย การรอคอย การรับฟัง และการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นธรรมชาติ

“การเลี้ยงเด็กแค่ให้เก่งเรื่องเทคโนโลยี จะต้องสอนให้เขามีทักษะทางด้านตัวตนที่แข็งแรงก่อนเพื่อที่จะได้รู้เท่าทันเทคโนโลยี มีความรับผิดชอบในการใช้ และไม่ลืมทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นอย่างมีความสุข” ดร.อัญจลา กล่าวทิ้งท้าย

ซัมซุง และ Art Basel ฉลองความหลากหลายทางศิลปะทั่วโลก เปิดตัวคอลเลกชัน ABB ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีบน Samsung Art Store

ซัมซุง และ Art Basel ฉลองความหลากหลายทางศิลปะทั่วโลก เปิดตัวคอลเลกชัน ABB ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีบน Samsung Art Store

ซัมซุง และ Art Basel ฉลองความหลากหลายทางศิลปะทั่วโลก เปิดตัวคอลเลกชัน ABB ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีบน Samsung Art Store

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัมซุง ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของ Art Basel เปิดตัวคอลเลกชัน Art Basel in Basel (ABB) ซึ่งเป็นการรวบรวมผลงานศิลปะดิจิทัลสุดพิเศษที่มีให้รับชมบน Samsung TV ผ่าน Samsung Art Store¹ โดยคอลเลกชัน ABB เป็นการแสดงศิลปะที่คัดสรรผลงานมา 38 ชิ้นจากศิลปินและหอศิลป์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ถือเป็นคอลเลกชัน Art Basel ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเป็นหมุดหมายใหม่ของซัมซุง กับ Art Basel ที่จะร่วมกันพาผลงานศิลปะระดับโลกให้เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างขึ้น

คอลเลกชัน ABB โดดเด่นในด้านความหลากหลาย ด้วยผลงานที่มาจากหลากหลายทวีป เทคนิค และเสียงต่าง ๆ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คอลเลกชันนี้มีผลงานมาจากหอศิลป์ในแอฟริกา สะท้อนถึงการเข้าถึงศิลปะจากทั่วโลกและความสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมของโครงการ Samsung x Art Basel โดยคอลเลกชันส่วนหนึ่งจะจัดแสดงที่งาน Art Basel ระหว่างวันที่ 19-22 มิถุนายน ณ Messe Basel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

วิสัยทัศน์ที่คัดสรรมาเพื่อการจัดแสดงระดับโลก

คอลเลกชัน ABB จะประกอบไปด้วยผลงาน 38 ชิ้น ที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันจากผลงานที่ส่งเข้ามามากกว่า 100 ชิ้น โดยเน้นไปที่ความหลากหลายของศิลปิน ความหลากหลายของเทคนิค และการสื่อถึงภูมิศาสตร์ในพื้นที่ต่าง ๆ  เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งศิลปินหน้าใหม่ที่มีพรสวรรค์และศิลปินที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ Art Basel ในการสนับสนุนศิลปะร่วมสมัยจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ Roméo Mivekannin, Basim Magdy, , Zandile Tshabalala และ Antonia Kuo อีกทั้ง คอลเลกชันนี้ยังรวมถึงผลงานของศิลปินผู้เป็นตำนานอย่าง Jo Baer, Kibong Rhee และ Lynn Hershman Leeson ที่มาช่วยเพิ่มความลึกซึ้งทั้งในด้านภาพและเนื้อหาให้กับการคัดเลือกผลงานในปีนี้อีกด้วย

ArtCube ประสบการณ์แบบอินเทอร์แอคทีฟ

ซัมซุง ตอกย้ำจุดร่วมของศิลปะและเทคโนโลยี นำเสนอเลานจ์แบบอินเทอร์แอคทีฟในชื่อ ArtCube3 ที่งาน Art Basel เพื่อแสดงให้เห็นว่า The Frame, MICRO LED และ Neo QLED 8K สามารถสร้างประสบการณ์ศิลปะดิจิทัลแบบใหม่ได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผ่านการจัดแสดงงานศิลปะและผลงานที่คัดสรรจากคอลเลกชัน Art Basel พร้อมโชว์รายละเอียดสุดน่าทึ่ง

ArtCube พร้อมพาผู้เยี่ยมชมไปมีส่วนร่วมกับคอลเลกชันสุดพิเศษของ Samsung Art Store และสัมผัสประสบการณ์คุณภาพของภาพระดับพรีเมียมได้อย่างอิสระ รวมทั้งผู้เยี่ยมชมยังสามารถสร้างภาพบุคคลที่ปรับแต่งได้จากชิ้นงานศิลปะที่เคลื่อนไหว ซึ่งมีให้เฉพาะในคอลเลกชันที่คัดสรรมาของ ArtCube เท่านั้น และนอกจากประสบการณ์เลานจ์ ArtCube แล้ว ซัมซุง ยังจัดเสวนาพิเศษโดยมีผู้ทรงอิทธิพลจากวงการศิลปะร่วมสมัยมาร่วมพูดคุย และจุดประกายผ่านบทสนทนาเกี่ยวกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีในการจัดแสดงศิลปะและการเข้าถึงศิลปะ

เสริมสร้างความร่วมมือทางวัฒนธรรม

ซัมซุง และ Art Basel ได้ร่วมมือกันนำเสนอคอลเลกชันดิจิทัลที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี โดยเริ่มตั้งแต่ Art Basel Miami Beach 2024, Art Basel Hong Kong 2025 รวมไปถึง Art Basel in Basel 2025 ด้วย โดยผลงานศิลปะจาก Art Basel Hong Kong ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้รับความนิยมไปทั่วโลกในหมู่ผู้ใช้งาน Art Store จนติดอันดับ 1 ใน 10 ผลงานศิลปะที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด4 ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องนี้ตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันในการขยายบทบาทของจอแสดงผลให้เป็นแพลตฟอร์มที่มีชีวิตสำหรับการเล่าเรื่องราวและการแลกเปลี่ยนทางศิลปะ

Maike Cruse ผู้อำนวยการ Art Basel in Basel กล่าวว่า  “การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่  Art Basel in Basel 2025 ใน Samsung Art Store เป็นอีกโอกาสสำคัญที่เราจะได้นำเสนอวิธีใหม่ ๆ ให้ผู้ชมทั่วโลกได้มีส่วนร่วมกับผลงานของเรา โดยเราเชื่อว่าความร่วมมือระดับโลกของเรากับ ซัมซุง จะช่วยขยายประสบการณ์ของผู้เยี่ยมชมให้ก้าวข้ามจากพื้นที่จัดแสดงแบบเดิม ๆ ไปสู่บ้านของผู้คน เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นใหม่ในการค้นพบศิลปินและแกลเลอรีที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานแฟร์ของเราที่บาเซิล”

เติมเต็มประสบการณ์ศิลปะบน Samsung Art TV

Samsung Art Store มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและยกระดับการตกแต่งบ้านด้วยผลงานศิลปะที่สมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ตรงใจในทุกฤดูกาล วันหยุด และทุกอารมณ์ ให้ผู้ใช้สามารถเลือกโชว์ผลงานศิลปะกว่า 3,500 ชิ้น จากศิลปินกว่า 800 ท่าน รวมถึงคอลเลกชัน ABB ได้อย่างสะดวก

Samsung Art Store ครอบคลุมทีวีในรุ่น Neo QLED 8K, Neo QLED, QLED, The Frame และ The Frame Pro ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Samsung Vision AI เพื่อมอบภาพและเสียงที่ปรับปรุงอัตโนมัติด้วย AI พร้อมเปิดให้บริการแล้วในไลน์อัปผลิตภัณฑ์ทีวีซัมซุงปี 2025 ที่สำคัญทีวีรุ่นเหล่านี้ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ ๆ ให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในรายการ ภาพยนตร์ และกีฬาที่ชื่นชอบมากยิ่งขึ้น โดยซัมซุงจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาวิธีการใหม่ ๆ ที่หลากหลาย เพื่อยกระดับหน้าจอทีวีให้กลายเป็นแกลเลอรีศิลปะส่วนตัวที่เข้าใจทุกคน

สำหรับคอลเลกชัน Art Basel in Basel มีให้บริการแล้ววันนี้เฉพาะบน Samsung Art Store เพื่อผู้ใช้ Samsung Art TV ทุกคน สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ http://www.samsung.com