AESTELLAR ร่วมกับ Cynosure Lutronic จัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านความงาม

AESTELLAR ร่วมกับ Cynosure Lutronic จัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านความงาม

AESTELLAR ร่วมกับ Cynosure Lutronic จัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านความงาม

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

AESTELLAR ร่วมกับบริษัท Cynosure Lutronic นำเสนอนวัตกรรม DermaV™ และ Xerf™ ในการประชุมเชิงวิชาการ Cynosure Lutronic Dinner Symposium 2025 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรม Rosewood Bangkok ภายในงานได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ทางเวชศาสตร์ความงาม พร้อมอัพเดตนวัตกรรมใหม่ๆ ในวงการเครื่องมือแพทย์ด้านความงาม A new frontier of cutting-edge technology – expanding the legacy of Aesla into new horizons with AESTELLAR

AESTELLAR ด้วยแนวคิดที่ต้องการขับเคลื่อนวงการ Aesthetics เข้าสู่ขอบเขตใหม่ของนวัตกรรมทันสมัย ที่ได้รับมาตรฐานจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างไม่จำกัด เพื่อยกระดับมาตรฐานการสร้างสรรค์ความงามทาง Aesthetics ในประเทศไทยให้ทันสมัย ครอบคลุม และสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

AESTELLAR ยังคงให้ความสำคัญกับรากฐานและประสบการณ์ที่สั่งสมมาจาก AESLA ที่เป็นผู้บุกเบิกด้านนวัตกรรมความงามทางการแพทย์ในประเทศไทยมามากกว่า 10 ปี ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจของ AESLA ที่มุ่งเน้นการนำเสนอเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านความงามที่เข้าถึงได้ ด้วยนวัตกรรมอันก้าวล้ำที่ช่วยผลักดันด้านความงามเฉพาะบุคคล พร้อมนำมาตรฐานใหม่มาสู่วงการเวชศาสตร์ความงามได้อย่างแท้จริง

ภายในงาน คณะผู้บริหารจาก AESTELLAR นำโดย คุณวรุตม์ สุทธินันท์, คุณปกรณ์ เมธาธราธิป และคุณจุรีพร แสนเมือง ได้ร่วมมอบช่อดอกไม้ให้ตัวแทนจาก Cynosure Lutronic ได้แก่ คุณ Danielle Raballo (Commercial Director APAC Distributor Markets) และคุณเสาวนีย์ พันธ์ขจรเวช (Commercial Lead, Indochina, and Strategic Partnership Lead, Southeast Asia) เพื่อแสดงความขอบคุณในความร่วมมืออันแข็งแกร่งและการสนับสนุนที่มีต่อการเติบโตของตลาดความงามในประเทศไทย

พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์นิวัติ พลนิกร อาจารย์แพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมเลเซอร์ผิวหนังและความงามระดับแนวหน้าของเอเชีย มาร่วมงานในครั้งนี้อีกด้วย

โดยภายในงานทาง Cynosure Lutronic ได้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เตรียมเข้าสู่ตลาดไทย ได้แก่ DermaV™ เทคโนโลยีเลเซอร์ 2 ความยาวคลื่น 532 nm และ 1064 nm สำหรับรักษารอยโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดและเม็ดสี และ Xerf™ เทคโนโลยี Monopolar RF ที่สามารถปรับความลึกและพลังงานได้อย่างแม่นยำ สำหรับการยกกระชับและฟื้นฟูผิวแบบ Personalization ซึ่งทั้ง 2 เทคโนโลยีนี้จะถูกจัดจำหน่ายภายใต้บริษัท AESTELLAR

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และให้ความรู้เชิงวิชาการของเทคโนโลยีดังกล่าวที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมงาน ได้แก่ Dr. J. Mauricio Ceron. B บรรยายเกี่ยวกับ LaseMD Ultra™, Dr. Davin Lim บรรยายเกี่ยวกับ PicoSure Pro, Dr. Simon Lin บรรยายเกี่ยวกับ DermaV™, Dr. Kentaro Oku บรรยายเกี่ยวกับ Xerf™ และได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์ วรพงษ์ มนัสเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล รับหน้าที่เป็น Moderator ในครั้งนี้

“AESTELLAR คือการต่อยอดจากประสบการณ์ของ AESLA ที่ต้องการบุกเบิกนวัตกรรมความงามที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และทรงพลัง โดยยังคงยึดมั่นในมาตรฐานทางการแพทย์” – ผู้บริหารกล่าว

และในเร็ว ๆ นี้ AESTELLAR เตรียมเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์จาก Cynosure Lutronic อย่าง Xerf™, DermaV™, LaseMD Ultra™,  Hollywood Spectra™, และ Healite II™ อย่างเป็นทางการ พร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนในวงการ Aesthetic Medical Technology ของไทย ด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์แพทย์ยุคใหม่เพื่อมอบผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจให้กับคนไข้

สามารถติดต่อ บริษัท เอสเทลล่าร์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เพื่อติดตามทุกความเคลื่อนไหวและอัปเดตข้อมูลข่าวสาร เพิ่มเติมได้ที่ Aestellar Corporation Co., Ltd, www.aestellar.com, Mobile: +6663-669-9699, LINE: Aestellar, Instagram: Aestellar.aesthetics, Facebook: Aestellar, YouTube: Aestellar

เปิดให้บริการแล้ว ‘โรงพยาบาลรามคำแหง 2 และศูนย์รังสีรักษา 4 มิติ’ พร้อมดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มศักยภาพ

เปิดให้บริการแล้ว 'โรงพยาบาลรามคำแหง 2 และศูนย์รังสีรักษา 4 มิติ' พร้อมดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มศักยภาพ

เปิดให้บริการแล้ว ‘โรงพยาบาลรามคำแหง 2 และศูนย์รังสีรักษา 4 มิติ’ พร้อมดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มศักยภาพ

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.21 น.

เปิดตัวแล้ว!!อย่างเป็นทางการ โรงพยาบาลรามคำแหง 2  ก่อตั้งจากการรวมหัวใจจากผู้บริหารและทีมแพทย์ “จากมือหมอสู่โรงพยาบาลเพื่อทุกคน” เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มศักยภาพด้วยหัวใจของความเป็นมืออาชีพ โดยมุ่งมั่นที่จะมอบการดูแลรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความทันสมัย และศูนย์รังสีรักษาเทคโนโลยี 4 มิติ ที่จะยกระดับคุณภาพในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ  ในวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568  เวลา 09.00 – 12.00 น.  ณ  ชั้น 2 อาคารหลัก โรงพยาบาลรามคำแหง 2

ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร ดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์ กรรมการบริหารโรงพยาบาลรามคำแหง 2 ร่วมด้วยนายแพทย์วิชัย ศรีมนัส ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามคำแหง 2 ,นายแพทย์ศิริพงศ์ เหลืองวารินกุล กรรมการบริหารโรงพยาบาลรามคำแหง 2, Mr. Macro Lee, Senior Vice President, Asia Pacific Japan, Elekta, Mr. Masato Saito, Executive Officer, General Manager Global Business Division, Miki House Japan พร้อมนักแสดงและผู้มีชื่อเสียง อาทิ กระแต ศุภักษร, กีต้าร์ ศิริพิชญ์, เปิ้ล ภารดี ควงคู่สามี นิว เชื้อชาติ,  หวานหวาน อรุณณภา, ญิ๋งญิ๋ง ศรุชา และ 2 สาวสวยจากซีรีส์ “พิษรัก Poisonous Love” จินนี่ ณัฐณิชา – เจน่า แองเจลิน่า ร่วมแสดงความยินดี

สอบถามข้อมูลการบริการโรงพยาบาลรามคำแหง 2 และอัพเดทข่าวสารบนโซเชียลมิเดียได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 02-032-3888 / 095-7719739 , LINE Official : @ram2 , Facebook : โรงพยาบาลรามคำแหง 2 RAM 2 Hospital , TikTok : @ram2hospital

-(016)

ที่สุดของงานศิลปะสำหรับทุกหัวใจที่รักการสร้างสรรค์! ILLUST FUSION EXPO 2025 มหกรรมแห่งแรงบันดาลใจ

ที่สุดของงานศิลปะสำหรับทุกหัวใจที่รักการสร้างสรรค์! ILLUST FUSION EXPO 2025 มหกรรมแห่งแรงบันดาลใจ

ที่สุดของงานศิลปะสำหรับทุกหัวใจที่รักการสร้างสรรค์! ILLUST FUSION EXPO 2025 มหกรรมแห่งแรงบันดาลใจ

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.18 น.

ฉลองครบรอบ 10 ปี บริษัท เอ็นเทอร์ด็อค จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม อนิไทม์ บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานศิลปะร่วมสมัยและกิจกรรมสร้างสรรค์ระดับแนวหน้าของประเทศ เตรียมเปิดประตูสู่โลกแห่งจินตนาการอีกครั้ง จัดงาน ILLUST FUSION ประกอบร่างสร้างเส้น EXPO 2025 มหกรรมศิลปะ ภาพประกอบ และสินค้าแฮนด์เมดที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี พร้อมขยายพื้นที่จัดงานแห่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เพื่อรองรับชุมชนคนรักศิลปะที่ “โต” ขึ้น ให้คุณได้พบศิลปิน ครีเอเตอร์อิสระ และนักสร้างสรรค์กว่า 800 ราย รวมกว่า 2,300 บูธ ที่พร้อมมาเปิดโลกความคิดสร้างสรรค์ แบบจัดหนักจุใจ 2 วันเต็ม วันที่ 28-29 มิถุนายน 2568 ที่ Paragon Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ด้วยกระแสการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของวงการภาพประกอบและศิลปะร่วมสมัยในไทย ILLUST FUSION EXPO ได้ก้าวข้ามจากงานรวมตัวเล็กๆ ของกลุ่มศิลปินอิสระ มาสู่การเป็นหนึ่งในเวทีศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวลาเพียงไม่กี่ปี การรวมตัวของเหล่าครีเอเตอร์ นักวาด และนักสร้างสรรค์กว่า 800 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ภาพประกอบมือวาด โปสการ์ด สติกเกอร์ สินค้าแฮนด์เมด ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ ไปจนถึงโปรดักต์ดีไซน์แนวใหม่ สินค้าทำมือ และของสะสมสุดเอ็กซ์คลูซีฟนานาประเภทนับหมื่นรายการ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของชุมชนสร้างสรรค์ที่เข้มแข็งและขยายตัวต่อเนื่อง จนสามารถย้ายสถานที่จัดงานจากฮอลล์ขนาดกลางมาสู่พื้นที่ใหม่อย่าง Paragon Hall บนพื้นที่กว่า 5,100 ตารางเมตร ที่อยู่ใจกลางเมืองเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่และการยอมรับในระดับประเทศ สะท้อนว่า “งานวาด” ไม่ใช่เพียงงานอดิเรกอีกต่อไป แต่เป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีชีวิต มีพลัง และมีผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นในทุกเจเนอเรชัน

“งาน ILLUST FUSION EXPO 2025 จะไม่ใช่แค่ ‘ตลาดงานอาร์ต’ แต่คือพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่รวบรวมพลังแห่งศิลปะ ภาพประกอบ และไอเดียสร้างสรรค์จากศิลปินยุคใหม่ทั่วไทย สู่ประสบการณ์งานแฟร์ที่หลอมรวมแรงบันดาลใจ คอมมูนิตี้ และโอกาสใหม่ๆ ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้สร้างหรือผู้เสพงานศิลป์ จะเป็นมืออาชีพหรือนักสร้างสรรค์หน้าใหม่ แต่ที่นี่คือสถานที่ที่แรงบันดาลใจจะสามารถเกิดขึ้นจริงได้ เตรียมพบกับงานที่ทุกลายเส้นมีความหมาย และทุกไอเดียมีค่า ILLUST FUSION EXPO 2025 – เพราะศิลปะไม่เคยมีกรอบ”

โดยภายในงานยังมีกิจกรรมบนเวทีสุดเข้มข้นตลอดสองวัน โดยศิลปินชื่อดังและผู้เชี่ยวชาญสายอาร์ต ที่พร้อมร่วมแบ่งปันแรงบันดาลใจและเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน ในรูปแบบมินิทอล์กและเวิร์กช็อปสด อาทิ ‘Meimo’ นักวาดภาพประกอบที่มีเส้นสายแสนอบอุ่นที่ทำให้คนจดจำและมีผลงานร่วมกับแบรนด์ดังมากมาย ‘แมวน่าเบื่อเพื่อนรัก’ กับคาแร็กเตอร์สุดปั่นที่กวนใจแต่ก็ครองใจและมีผู้ติดตามบนโลกออนไลน์กว่าสองแสนคน ต่อยอดผลงานและความรู้กับกูรูตัวจริง อาทิ คุณวิชชุลดา ‘เอ๋’ ปัณฑรานุวงศ์ ผู้ชุบชีวิตวัสดุเหลือใช้ให้เป็นงานศิลปะชิ้นใหม่ด้วยแบรนด์ ‘WISHULADA’ เบื้องหลังการปั้นสินค้าธรรมดาให้เป็นแบรนด์รุ่นใหม่กับ ‘โรงงานสมุดโกญจนาท’ และพร้อมให้คุณได้ไขปัญหาคาใจของคนสร้างสรรค์กับนักวิชาการจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา งานนี้จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่ขายผลงาน แต่เป็นสนามแห่งการเรียนรู้ แบ่งปัน และผลักดันวงการสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต

อีกหนึ่งมิติสำคัญของงาน ILLUST FUSION EXPO 2025 คือการเป็น “จุดนัดพบของความเป็นไปได้” สำหรับผู้ที่อยากก้าวเข้าสู่สายงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนศิลปะ นักออกแบบมือใหม่ หรือครีเอเตอร์อิสระ งานนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้แลกเปลี่ยนไอเดีย แบ่งปันประสบการณ์ และแม้แต่พบเจอโอกาสร่วมงานในอนาคต ผ่านบูธศิลปิน เวทีทอล์ก และกิจกรรมกลุ่มเล็กแบบเป็นกันเอง นี่จึงไม่ใช่แค่งานแสดงผลงานศิลปะ แต่คือจุดเริ่มต้นของคอมมูนิตี้ใหม่ ที่หล่อเลี้ยงฝันของผู้สร้างสรรค์รุ่นต่อไปให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในโลกจริง

นอกจากจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศสร้างสรรค์และกิจกรรมสุดเข้มข้น ตลอด 2 วัน ผู้เข้าร่วมงานยังมีสิทธิ์รับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟอีกมากมาย พิเศษสำหรับผู้เข้าชมงาน 5,000 ท่านแรก (ของแต่ละวัน) จะได้รับโปสการ์ดลายพิเศษที่ออกแบบเฉพาะงานนี้เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม มินิเวิร์กช็อปทำของที่ระลึกที่คุณสร้างด้วยมือของคุณเอง และเกมลุ้นรางวัลอีกเพียบ อาทิ ชุดเครื่องเขียนจากแบรนด์ Uni คูปองเงินสด และพิเศษสุด! รับโค้ดส่วนลด 10% เป็นของแถมของบัตรประเภท 2 วัน จำนวน 100 สิทธิ์ สำหรับการซื้อผลงานดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม Friendii เพื่อสนับสนุนศิลปินที่คุณรักได้ง่ายยิ่งขึ้น

พร้อมให้คุณได้ร่วมค้นหา พบปะกับศิลปินคนโปรด และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในโลกศิลปะที่คุณจะหาจากไหนไม่ได้ ที่งาน ILLUST FUSION ประกอบร่างสร้างเส้น EXPO 2025 วันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ 28-29 มิถุนายน 2568 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ค่าเข้าชมงาน 120 บาท/ท่าน/วัน พิเศษ! บัตรประเภทสองวัน ราคา 220 บาท/ท่าน (บัตรจำหน่าย ณ จุดจำหน่ายบัตรหน้าทางเข้างาน)ติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/illustfusion และแฮชแท็ก #ILLUSTFUSIONEXPO2025 #IFEXPO25

เตรียมจัดงานประกาศรางวัล ‘ASIA TOP AWARDS 2025’ ครั้งที่ 4 เพื่อยกย่องบุคลากร-องค์กร

เตรียมจัดงานประกาศรางวัล 'ASIA TOP AWARDS 2025' ครั้งที่ 4 เพื่อยกย่องบุคลากร-องค์กร

เตรียมจัดงานประกาศรางวัล ‘ASIA TOP AWARDS 2025’ ครั้งที่ 4 เพื่อยกย่องบุคลากร-องค์กร

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.08 น.

เพ็ญจันทร์ วงศ์สมเพ็ชร กรรมการผู้บริหาร บริษัท ใบลาน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ และ ประธานมูลนิธิพรโชคฤดีเพื่อการศึกษา  ร่วมกับ คุณณชพัฒน์ ชินวัตร ประธานชมรมพัฒนาธุรกิจและทรัพย์กรมนุษย์ และ ดร.อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์   นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์และพันธมิตร จัดงานแถลงข่าวประกาศรางวัล ASIA TOP AWARDS 2025 ครั้งที่ 4 ภายใต้ธีม “Soft Power & Wellness Grand Tourism” โดยได้รับเกียรติจาก นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในงานแถลงข่าว

นอกจากนี้ยังมีแขกผู้มีเกียรติ อาทิ นายต้น ณ ระนอง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , นายมงคล วัตตะโร ผู้อำนวยการกองเผยแพร่โฆษณาต่างประเทศ  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , พลตำรวจตรี กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผู้แทน พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ,คุณวิพุธ ศรีวะอุไร รองประธานสภากรุงเทพมหานคร สก.เขตบางรัก พรรคเพื่อไทย, คุณเมธา ขำโสภา เลขานุการคณะกรรมการตรวจรายงานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร , คุณทัดดาว ตั้งตรงเจริญ สมาชิกพรรคเพื่อไทย , คุณซายิด กาซิม ฮายัด   ประธานสภาวัฒนธรรมเขต ราชเทวี พร้อมทัพ เซเลบ ผู้จัด นักแสดง ร่วมงาน นำโดย คุณณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย , คุณผิง สุภาวดี ทัพมาลัย , คุณยุ้ย กันธิชา ฉิมศิริ Mrs.International 2016 , คุณเมนิกา ศรีชยังกูร , อ.พิทักษ์ โค้ววันชัย เจ้าของ เทวาลัยสยามคเณศ  , ดร.วโรดม ศิริสุข ผู้จัดซีรีส์วาย ลอยแก้ว บ.เก้าสตาร์กรุ๊ป , เล้ง ณัฐพล นิลดอนหวาย , แสตมป์ พรวศิน เรืองนุกูล นักแสดงจากซีรีส์ B.FRIEND เจตนาไม่(ลืม) น้ำ จุฑามาศ หวังสวัสดิ์ , ฮานะ อัญพัชร์ ชัยอนันต์นิธิ , ฟ้าสา สาระวารี ศรีพิลัย , กลัฟ ธนพงศ์ ประภาศิริสุลี นักแสดงจากซีรีส์ “I Promise I Will Come Back ฉันคอยเธอ”  โต๋นแตร์ ทินกร ภูวศักดิวงศ์ , เบส นรเทพ นนทรัตน์ , เซี่ยเอิน JN Hsia Chen En , เซี่ยเต๋อ JD Hsia Chen Te , ส้มโอ  พลอยพิมพ์ภา ภัทจินดาศิลป์ , มาร์ค ธิระศักดิ์ แก้วยอดดี นักแสดงจากซีรีย์Swing Kick ( ยกนี้พี่ต้องชนะ ) ทีม ธัชนนท์ ทองเภ้า  ,ไกด์ ปิยวัฒน์ คงสำราญ , นัท ตรัยพัทธ์ วุฒิบวรนันท์ , บีบอย นันทกร ศรีเงินทาบ ,ซัน ชยณัฐ รุ่งเรืองวิวัฒน์ นักแสดงจากค่าย DFJ ENTERTAINMENT ดิว ภาณุภัทร ขวัญชูชัย , แจม พีรภัทร จารุทัศน์โรจน์ , เฮ วชิรวิทย์ ฮอ , อมตะ พีรธัช ฉวีวงษ์ , ปอนด์ ปรเมศวร์  ปรางทอง และไนซ์ ศุภากร ร่างน้อย เข้าร่วมงาน ณ  ฟีนิกซ์ เลานจ์  ชั้น 4 โครงการฟีนิกซ์ ประตูน้ำ

งาน ASIA TOP AWARDS 2025 ครั้งที่4 ประจำปี 2568 เป็นงานประกาศรางวัลเพื่อยกย่อง ความสำเร็จและเชิดชูเกียรติ ให้กับ ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ศิลปิน – นักแสดง และบุคคล ทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยคัดเลือกบุคคลและองค์กรที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม รวมถึงช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว และเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในภูมิภาค นอกจากนี้ยังมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม  วัตถุประสงค์ในการจัดงานในปีนี้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนามูลค่าเศรษฐกิจ เป็น Soft Power อันทรงพลัง ได้แก่ อุตสาหกรรมบันเทิง การท่องเที่ยว วัฒนธรรม การแพทย์ สุขภาพและความงาม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อขับเคลื่อน และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกด้าน   พร้อมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศต่าง ๆ ใน ภูมิภาคเอเชีย และ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ ไทย-จีน จึงมีการแต่งตั้งฑูต จากโครงการ ASIA TOP AWARDS  ดังนี้ ทูตแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย-จีนได้แก่ วง RACEBACE เรซเบส และ ทูตส่งเสริมการท่องเที่ยวจีน-ไทย ได้แก่  ZHANG NAN  จางหนาน

งาน ASIA TOP AWARDS 2025 ครั้งที่ 4 ได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากภาครัฐ และเอกชน ดังนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , บริษัท แอตแลนต้า เมดดิดแคร์ จำกัด โดย คุณศุภเดช อำนวยสกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร , Porsche Exotic Zoo โดยคุณ  สุวัฒน์ มีสุข  กรรมการบริหาร , บริษัท ไทย โซไซตี้ (ไทยแลนด์) จำกัด โดย คุณอัญชนา ทองใหญ่ ณ อยุธยา , บริษัท SIAM LIVE BASE , สถาบันการแสดง บียอน สกาย อคาเดมี่ , KIKI Beauty Space และ โครงการฟีนิกซ์ ประตูน้ำ

งาน ASIA TOP AWARDS 2025 ครั้งที่ 4 จัดขึ้นในวันเสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม 2567 ณ Phenix Grand Ballroom ชั้น 5 โครงการ ฟีนิกซ์ ประตูน้ำ สามารถลงทะเบียนรับบัตรเข้างานได้ ที่เพจ  ASIA TOP AWARDS    https://www.facebook.com/asiatopawardsth

รายชื่อผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ มีดังนี้

1.คุณ สิรณัฐ สก๊อต

2.พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ผู้การแต้ม จากรายการแต้มต่อ

3.คำเพ้า บัวพัน

4.วงจันทร์ บัวแพง

5.เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ

6.พูห์ กฤติน และ พาเวล นเรศ

7.ลูกหมี-ปัญญาพัชร  และ ซอนญ่า-ศรัญย์ภัทร์

8.ออมสิน-สุพิทชา และโฟค-สุธิมา

9.เล้ง-ณัฐพล  และ แสตมป์-พรวศิน

10.มอส-ภาณุวัฒน์  และ แบงค์-มณฑป

11.กองทัพ พีค

12.ชิน ชินวุฒ อินทรคูสิน

13.เต๊ะ ศตวรรษ เศรษฐกร

14.สุริวิภา กุลตังวัฒนา 

15.ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ 

16.อ๋อง-สิทธานต์ ศุภเกรียงไกร

17.ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล

18.อาร์ต-พศุตม์ บานแย้ม

19.ต่อ -ธนภพ ลีรัตนขจร

20.อรุโณชา ภาณุพันธุ์

21.เทอร์โบ ชนกชนม์ บุญมานะวงศ์ และ โฟร์วีล ชญานนท์  บุญมานะวงศ์

22.ปีเตอร์แพน-ทัศน์พล วิวิธวรรธ์

23.อันดา-อนันตา เตียวิรัตน์ และ ลูกแก้ว-กมลลักษณ์ แสงทรัพย์สิน

24.สมุย สมุทร แก้ววัน   

25.เทป วรชัย และ โจชีฮยอน

26.ด.ช. พันธ์ชนกชนม์ พันธ์สังข์

27.เป๊ก ผลิต​โชค​ อายนบุตร

28.แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล

29.วง RACEBACE  (เรซเบส)

30. ZHANG NAN  (จางหนาน)

31. LU ZEHAO (ลู จือ ฮาว)

32. Gary Sui Hung Yeung (แกรี่  , หยาง เส้า หงส์)

33. LUN8 (ลูเนท) Artist From Korea (ลูเนท บอยแบนด์)

34. Jung Min Gyu (จอง มิน กยู)

35. Trinh Tu Trung ตริน ตู ตุง

36. Thien An เทียนอัน

37. Wonbi วอนบิ

38. Vuong Khang วูคเข่ง

39. A Linn Yaung เอ ลิน ยัง

40. Teler Sisombath  เทเลอร์ ศรีสมบัติ

41. TAIY  AKARD  ต่าย อากาด

42. The Sai เดอะทราย

43. Lar Say Paw ลา เซ พอล

44. U&PIA วง ยูแอนด์เพีย

45. WOLF HOWL HARMONY วูฟฮาวล์ฮาร์โมนี

46. JN Hsia Chen En เซี่ยเอิน และ JD Hsia Chen Te เซี่ยเต๋อ

47.ภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า”

48.ซีรีส์วายเรื่อง “ฉันคอยเธอ I Promise I Will Come Back”

49.ซีรีส์ยูริเรื่อง  “กัษธิษฐาน”

50.ซีรีส์วาย เรื่อง  Ai No Kisetsu ฤดูกาลแห่งรัก in Shimane

51.ซีรีส์วายเรื่อง กี่หมื่นฟ้า

52.ช่อง Cullen Hateberry

-(016)

มธ. ปักหมุดหลักสูตร ‘AI Ethics’ บริบทใหม่ของห้องเรียนทันโลก สร้างจุดยืนคนรุ่นใหม่ ‘ใช้เอไออย่างมีจริยธรรม’ ปลุกการใช้เทคฯ คู่ธรรมาภิบาล

มธ. ปักหมุดหลักสูตร ‘AI Ethics’ บริบทใหม่ของห้องเรียนทันโลก สร้างจุดยืนคนรุ่นใหม่ ‘ใช้เอไออย่างมีจริยธรรม’ ปลุกการใช้เทคฯ คู่ธรรมาภิบาล

มธ. ปักหมุดหลักสูตร ‘AI Ethics’ บริบทใหม่ของห้องเรียนทันโลก สร้างจุดยืนคนรุ่นใหม่ ‘ใช้เอไออย่างมีจริยธรรม’ ปลุกการใช้เทคฯ คู่ธรรมาภิบาล

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.15 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตอกย้ำจุดยืนเชิงรุกต่อการเปลี่ยนผ่านของโลกยุคดิจิทัล ผ่านการพัฒนาหลักสูตร “AI Ethics” หรือจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Thammasat Next Century เตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยมีทั้งความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบในการใช้งานเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทั้งในห้องเรียน ที่ทำงาน และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หลักสูตรนี้ถูกวางให้เป็นรากฐานสำคัญของระบบการศึกษายุคใหม่ ที่ไม่เพียงเน้นทักษะด้านเทคนิคเท่านั้น แต่ยังปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกับเทคโนโลยี พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของ AI ที่เกิดจาก “อคติของข้อมูล” (Data Bias) หรือการนำไปใช้ในบริบทที่มีความอ่อนไหวในแต่ละสาขาวิชาชีพ อาทิ แพทย์ จิตวิทยา หรือกฎหมาย ที่ต้องพิจารณาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความไว้วางใจ ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพทางเทคโนโลยี และคำนึงว่า AI ไม่ใช่ศาสตร์แยกขาดจากบริบทของมนุษย์ แต่เป็นทักษะเสริมและเครื่องมือที่ต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละวิชาชีพ

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นแกนหลักของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ด้วยศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระงาน และแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ขณะที่ในด้านการลงทุน AI กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในภาคบริการทางการเงินที่คาดการณ์ว่าจะมีการใช้จ่ายด้าน AI สูงถึง 9.7 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 ซึ่งการคาดการณ์ที่แข็งแกร่งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้นำองค์กร โดย 70% ของ CEO และ 68% ของ CFO เชื่อว่าองค์กรที่ไม่ลงทุนในเทคโนโลยี AI โครงสร้างพื้นฐาน และทักษะที่เกี่ยวข้องในขณะนี้ จะไม่สามารถอยู่รอดได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกันยังมีความท้าทายสำคัญในการ ใช้ AI เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งอาจนำไปสู่การละเลยด้านจริยธรรมในกระบวนการพัฒนาและปรับใช้ AI อย่างรอบคอบ ซึ่งการมุ่งเน้นเพียงประสิทธิภาพและผลตอบแทนทางธุรกิจโดยไม่ให้ความสำคัญกับหลักการจริยธรรม อาจสร้างความเสี่ยงและผลกระทบเชิงลบที่รุนแรงในระยะยาว เช่น การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล การสร้างอคติในระบบ หรือการขาดความโปร่งใส ซึ่งสามารถทำลายความไว้วางใจของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ขององค์กรในระยะยาว

“ในช่วงที่ AI เข้ามามีบทบาทในแทบทุกมิติ ภาคการศึกษาของไทยต้องไม่เดินตามหลังโลก โดยต้องเป็นผู้นำการปลูกฝังความเข้าใจ ความเท่าทันเทคโนโลยีควบคู่กับหลักจริยธรรม เพื่อเตรียมเยาวชนให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมีความรับผิดชอบ ดังนั้น ธรรมศาสตร์จึงมีการผลักดันหลักสูตร จริยธรรม AI’ หรือ ‘AI Ethics’ ร่วมกับคณะผู้บริหารฝ่ายวิชาการมธ. โดยมี ผศ. ดร.รัชฎา คงคะจันทร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมข้อมูล (Data Science and Innovation) เป็นหนึ่งในแกนนำหลักที่เชี่ยวชาญด้าน AI ร่วมจัดทำรายวิชา AI นี้ขึ้น อาทิ รายวิชา TU280 “จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้นำอนาคต” (Artificial Intelligence Ethics for Leader of the Future) นำร่องภายใต้รายวิชาศึกษาทั่วไป หรือ เจนเอด (General Education) เพื่อบ่มเพาะนักศึกษาทุกคณะให้มีจริยธรรมตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ซึ่งไม่เพียงรู้จักการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังตระหนักถึงผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และความโปร่งใสด้วย”

ด้าน ผศ. ดร.รัชฎา คงคะจันทร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมข้อมูล (Data Science and Innovation) วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า อคติใน AI เป็นข้อกังวลที่สำคัญของการใช้งานกับงานหลากหลายประเภท เนื่องจาก AI เรียนรู้โดยการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล และหากข้อมูลที่ใช้ในการฝึกฝนมีอคติหรือไม่ได้เป็นตัวแทนที่หลากหลาย อัลกอริทึมก็จะสะท้อนและขยายอคตินั้นออกไป ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมหรือการเลือกปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตาม การที่ AI มีอคติเนื่องจากข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน ไม่ได้หมายความว่า AI สร้างอคติขึ้นมาเอง แต่เป็นผลลัพธ์ของการที่อคติทางสังคมที่มีอยู่เดิมในอดีตและปัจจุบันถูกฝังอยู่ในชุดข้อมูลที่ AI เรียนรู้ ยกตัวอย่างเช่น หากข้อมูลการจ้างงานในอดีตแสดงการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง AI ก็จะเรียนรู้และทำซ้ำรูปแบบนั้น การแก้ไขอคติใน AI จึงต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการ ได้แก่ การทบทวนและปรับปรุง คุณภาพของข้อมูล รวมถึงการสร้างชุดข้อมูลที่หลากหลายและเป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชากร

นอกจากนี้  AI ยังส่งผลกระทบเชิงจริยธรรมในภาควิชาชีพ นำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายเชิงจริยธรรมที่แตกต่างกันตามบริบทการใช้งาน อาทิ ในด้านการแพทย์ เทคโนโลยี AI มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดภาระงานเอกสาร ช่วยในการอ่านผลการตรวจ คัดกรองผู้ป่วย และวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะช่วยเสริมศักยภาพระบบบริการสุขภาพอย่างมหาศาล แต่ก็ยังมาพร้อมกับประเด็นจริยธรรมที่ซับซ้อน โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย รวมถึงอคติของอัลกอริทึมที่อาจนำไปสู่การให้คำแนะนำการรักษาที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่ถูกต้อง ซึ่งหากไม่มีการควบคุมหรือกลไกตรวจที่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและสุขภาพของผู้ป่วย

นอกจากด้านการแพทย์แล้ว เทคโนโลยี AI ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในวิชาชีพด้านจิตวิทยาและสุขภาพจิต โดยเฉพาะในรูปแบบแชทบอท (Chatbot) ที่สามารถให้คำปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ เวลา และค่าใช้จ่าย ทั้งยังช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รู้สึกไม่สะดวกใจในการพูดคุยแบบตัวต่อตัว อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในบริบทนี้ก็ไม่อาจมองข้ามได้ ตั้งแต่ประเด็นเรื่องการรักษาความลับของผู้ใช้งาน ไปจนถึงความแม่นยำของการวินิจฉัยที่อาจคลาดเคลื่อน ในอีกด้านหนึ่งของความท้าทายคือ วิชาชีพด้านกฎหมาย ซึ่ง AI กลับกลายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุด หนึ่งในข้อกังวลหลักคือ อคติจากข้อมูลในอดีตที่อาจส่งผลต่อการทำนายหรือวิเคราะห์ เช่น ระบบทำนายการกระทำผิดซ้ำที่ตอกย้ำความไม่เป็นธรรมทางเชื้อชาติ อีกทั้งยังมีกรณีที่ทนายความใช้ ChatGPT ทำวิจัยและอ้างอิงคดีที่ไม่เคยมีอยู่จริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมและมีความเสียหายต่อระบบกฎหมายอย่างร้ายแรง

“การประยุกต์ใช้ AI ในแต่ละวิชาชีพ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี หากแต่เป็นเรื่องของ “ความไว้วางใจ” และ “คุณธรรม” ที่ต้องเดินควบคู่กัน การพัฒนา AI ให้เก่งขึ้นต้องมาพร้อมกับการกำหนดแนวทางจริยธรรมและธรรมาภิบาลที่ชัดเจน เพื่อให้เทคโนโลยีอัจฉริยะกลายเป็นพลังบวกของสังคม ไม่ใช่ดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์เองในที่สุด แนวคิดสำคัญคือ การมอง AI ที่ไม่ใช่เป็นเพียงศาสตร์หนึ่ง แต่คือ ‘ทักษะเสริม’ ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกสายอาชีพ ควบคู่ไปกับเปลี่ยนจากการสอน ‘AI คืออะไร’ มาเป็น ‘เราจะอยู่ร่วมกับ AI อย่างไร’ โดยเฉพาะการใช้ AI ให้สอดคล้องกับทักษะสายอาชีพที่หลากหลาย นักเรียนและนักศึกษาจึงควรมีทั้งทักษะดิจิทัลและความเข้าใจด้านจริยธรรมควบคู่กันไป เช่น นักศึกษาแพทย์ที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยโรค ก็ต้องเข้าใจว่าเบื้องหลังโมเดลเหล่านั้นมีข้อจำกัดและความเสี่ยงจากอคติของข้อมูลที่ต้องระมัดระวัง”

ท้ายสุด ผศ. ดร.รัชฎา กล่าวว่า ในอีกด้านหนึ่ง ภาครัฐและเอกชนก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบนิเวศการเรียนรู้ด้าน AI อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่มีความเสี่ยงจะถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติ รัฐควรลงทุนกับการจัดอบรมหรือบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับ AI ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาเพื่อปูพื้นฐานการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเองก็ต้องไม่มองแค่การใช้เครื่องมือ แต่ต้องปลูกฝังวัฒนธรรมการตัดสินใจเชิงจริยธรรมภายในองค์กรด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาบุคลากร การให้บริการลูกค้า หรือการประเมินผลต่าง ๆ

 ทั้งนี้ หลักสูตร AI Ethics ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ “Thammasat Next Century” ที่มุ่งยกระดับธรรมศาสตร์ให้เป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบเพื่อสังคมแห่งอนาคต โดยเชื่อมั่นว่าการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัลต้องไม่ทิ้งหลักจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมวางเป้าหมายให้ผู้เรียนสามารถเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ “เก่งและดี” อย่างสมดุล มีทักษะคิดวิเคราะห์ ใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างเท่าทัน และไม่หลงลืมหลักคุณธรรมในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“มธ.ไม่ได้มุ่งเพียงสร้าง “คนเก่ง” แต่ต้องสร้าง “คนเก่งอย่างมีความรับผิดชอบ” เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตท่ามกลางยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นคง เข้าใจทั้งพลังและขีดจำกัดของเทคโนโลยี และเป็นผู้ใช้ AI ที่มีสติและจริยธรรมเป็นเข็มทิศนำทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ผศ. ดร.รัชฎา กล่าวในที่สุด

Amazfit เปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุด Bip 6 ตอบโจทย์ทุกไลฟ์คนรักสุขภาพ

Amazfit เปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุด Bip 6 ตอบโจทย์ทุกไลฟ์คนรักสุขภาพ

Amazfit เปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุด Bip 6 ตอบโจทย์ทุกไลฟ์คนรักสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แบรนด์สมาร์ทวอทช์และอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะโดยเซปป์ เฮลท์ (Zepp Health) (NYSE: ZEPP) ผู้นำด้านเทคโนโลยีสุขภาพ เปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุด Amazfit Bip 6 ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้รองรับทุกๆ ไลฟ์สไตล์การใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังและผู้ที่ชอบดูแลสุขภาพ โดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัย น้ำหนักเบา ฟังก์ชันการวัดค่าสุขภาพครบครัน และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 2 สัปดาห์  ตัวเรือนใช้โครงอะลูมิเนียมอัลลอยด์ที่มีความแข็งแรงทนทาน สามารถกันน้ำได้ถึง 5 ATM พร้อมหน้าจอ AMOLED แสดงผลคมชัด ขนาด 1.97 นิ้ว และยังมีฟีเจอร์วัดคุณภาพการนอนหลับและอัตราการเต้นของหัวใจที่มีความแม่นยำสูง รวมถึงมี AI ช่วยออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกาย และยังสามารถใช้ระบบการนำเส้นทางแบบออฟไลน์ได้อีกด้วย

นายเวย์น ฮวง (Wayne Huang) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของซีอีโอของเซปป์ เฮลท์ กล่าวว่า “เราเชื่อว่าสมาร์ทวอทช์และสมอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะควรมีเทคโนโลยีฟังก์ชันการใช้งานที่ครอบคลุมโดยที่ยังคงความสวยงามของดีไซน์ที่ทันสมัยสามารถใส่ในชีวิตประจำวันได้ รวมถึงราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ Amazfit Bip 6 นี้ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การประเมินผลการออกกำลังกายขั้นสูง โค้ชอัจฉริยะที่ช่วยออกแบบการออกกำลังกายให้เหมาะกับแต่ละบุคคล และโหมดสำหรับการฝึก HYROX โดยเฉพาะ รวมทั้งมีความแข็งแรงทนทานสามารถปรับให้เหมาะกับทุกกิจกรรม”

ฟีเจอร์และฟังก์ชันที่น่าสนใจของ Amazfit Bip 6 ประกอบด้วย 1. ดีไซน์อะลูมิเนียมน้ำหนักเบา พร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.97 นิ้ว พร้อมค่าความสว่างถึง 2000nits ช่วยให้แสดงผลคมชัดในทุกสภาพแสง 2. ประเมินข้อมูลการนอนหลับและวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่แม่นยำด้วยเทคโนโลยี BioTracker™ Amazfit Bip 6 มาพร้อมเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ BioTracker™ 6.0 PPG ที่ดีที่สุดของ Amazfit โดยสามารถวัดผลอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด การวัดระดับความเครียด และความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างแม่นยำ

3. มีโหมดการออกกำลังกายมากกว่า 140 โหมด รวมถึงโหมดการแข่งกัน HYROX  รองรับกิจกรรมฟิตเนสและไลฟ์สไตล์มากกว่า 140 กิจกรรม รวมถึงโหมดที่จะช่วยฝึกความแข็งแกร่งให้กับร่างกายเพื่อการแข่งขัน HYROX โดยเฉพาะ และยังมี AI ช่วยประเมินและให้ข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียด เพื่อช่วยออกแบบรูปแบบการออกกำลังให้เหมาะกับแต่ละบุคคล รวมถึงยังมีระบบ GPS สามารถนำทางแบบออฟไลน์ ช่วยในการติดตามตำแหน่งและระยะทางในการออกกำลังกาย เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งอีกด้วย  4. อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานสูงสุด 2 สัปดาห์และกันน้ำได้ 5 ATM ทำให้ Amazfit Bip 6 สามารถรองรับกิจกรรมสุดแอ็คทีฟได้หลากหลายรูปแบบ

5. ฟีเจอร์เพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน โดยรองรับการแจ้งเตือนในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นการโทร.ออกและรับสาย การอ่านข้อความ การอัปเดตโซเชียลมีเดีย การพิมพ์ข้อความโดยการใช้เสียง และซิงค์การแจ้งเตือนต่างๆ โดยมี Zepp Flow ระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมนาฬิกา, ตอบกลับข้อความ, เข้าถึงข้อมูลสุขภาพ และเริ่มโหมดออกกำลังกายด้วยการใช้เสียงโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ

6. แอปพลิเคชัน Zepp ตอบโจทย์ด้านข้อมูลสุขภาพและการออกกำลัง ถือเป็นจุดเด่นของสมาร์ทวอทช์ Amazfit ที่ช่วยติดตามข้อมูลสุขภาพและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของแต่ละบุคคล พร้อมฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยบันทึกข้อมูลโภชนาการของผู้ใช้ โดยสามารถถ่ายภาพมื้ออาหารของตนเองและบันทึกได้โดยตรงผ่านแอปเพื่ออัปโหลดข้อมูลโภชนาการอัตโนมัติ

Amazfit Bip 6 วางจำหน่ายแล้วที่ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศและร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการของ Amazfit  สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.amazfit.com

ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ออฟฟิศซินโดรม โรคร้ายที่พบเจอมากขึ้นกับยุคสมัยใหม่ ที่ต้องทำงานก้มหน้ามองจอมือถือคอมพิวเตอร์ ทำให้อาการนี้พบเจอได้ในคนไข้อายุน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้โรคพัฒนาไปเป็นอาการข้อเสื่อมในคนอายุน้อยจึงเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม

 นพ. ฉัตรดนัย พันธุ์อุดม (ว.48555) แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ – ศัลยกรรมข้อสะโพกและข้อเข่า ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูก และข้อ โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายวิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง สำหรับนำไปปรับใช้กับตนเองและคนรอบข้าง กรณีหากเริ่มมีอาการรุนแรงจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร?

ในยุคที่การทำงานส่วนใหญ่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง “ออฟฟิศซินโดรม” ได้กลายเป็นโรคที่คุ้นหูของคนวัยทำงานมากขึ้น ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือกลุ่มอาการที่มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ ท่าทางเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ และอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง ตาแห้ง มือชา หรือปวดศีรษะเรื้อรัง หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาการอาจลุกลามไปถึงกระดูกสันหลังและระบบประสาทได้

อาการปวดเรื้อรัง….ต้นเหตุจากเรื่องเล็ก ๆ

จุดเริ่มต้นของออฟฟิศซินโดรมส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย เช่น การนั่งหลังงอ การยกไหล่ขณะใช้เมาส์ การวางจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสม หรือแม้แต่การพิมพ์บนแป้นพิมพ์ในท่าทางที่ไม่สอดคล้องกับสรีระ พฤติกรรมเหล่านี้เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดอาการตึงและอักเสบ รวมถึงการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้เกิดอาการชาและปวดเรื้อรัง

นอกจากปัจจัยทางร่างกายแล้ว ความเครียดจากการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นอาการออฟฟิศซินโดรม เพราะความเครียดมีผลต่อกล้ามเนื้อ ทำให้หดเกร็งโดยไม่รู้ตัว และอาจจะกระทบการนอนตอนกลางคืนได้

วิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง

ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นออฟฟิศซินโดรม มักจะเริ่มจากอาการเล็กน้อย เช่น รู้สึกเมื่อยไหล่หรือคอบ่อย ๆ แต่เมื่อปล่อยไว้ อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปวดตึงจนขยับคอยาก ปวดหลังจนไม่สามารถนั่งได้นาน หรือมือชาเมื่อต้องพิมพ์งานต่อเนื่อง

การดูแลตัวเองสามารถเริ่มได้จากการปรับท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งโดยให้หลังตรง เท้าทั้งสองข้างวางแนบพื้น ข้อมือไม่งอขณะพิมพ์ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา หมั่นลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุก 1-2 ชั่วโมง และทำท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ ไหล่ หลัง เป็นประจำจะช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ดี

หากมีอาการปวดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อรับการตรวจหาอาการแทรกช้อน เช่น อาการกระดูกคอเสื่อม หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท และเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้อาการเรื้อรังเพราะจะนำไปสู่ปัญหากระดูกและเส้นประสาทที่ยากต่อการรักษาในระยะยาว

ยืดเส้นวันละนิด ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม

การยืดกล้ามเนื้อระหว่างวันทำงานเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้ร่างกายไม่เมื่อยล้าจากการนั่งทำงานนานเกินไป ท่าเหล่านี้สามารถทำได้แม้อยู่ที่โต๊ะทำงานโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ 

บริหารต้นคอ : หมุนศีรษะเป็นวงกลมช้า ๆ 5 รอบไปทางซ้าย และอีก 5 รอบไปทางขวา ช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ

บริหารหัวไหล่และหลังส่วนบน: ประสานมือยกแขนขึ้นระดับอก เหยียดตรงหันฝ่ามือออก เหยียดไปด้านหน้าจนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อหลังส่วนบน ค้างไว้ 10–15 วินาทีต่อครั้ง และหลังส่วนบน ค้างท่าไว้ประมาณ 10–15 วินาที ทำซ้ำ 10–15 ครั้งต่อรอบ และควรทำประมาณวันละ 3–5 รอบ

บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว: นั่งหลังตรง แล้วบิดลำตัวไปทางซ้าย มือจับพนักเก้าอี้ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับไปอีกด้าน

บริหารกล้ามเนื้อขา: เหยียดขาทีละข้างให้ตึงใต้โต๊ะ ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับข้าง หากเอื้อมมือจับปลายเท้าด้วย จะทำให้ยืดได้มากขึ้น

บริหารกล้ามเนื้อมือและข้อมือ: เพื่อผ่อนคลายข้อมือจากการใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์ ให้กำแล้วแบมือช้า ๆ สัก 10 ครั้ง และหมุนข้อมือไปมา

การยืดกล้ามเนื้อทุก 1–2 ชั่วโมง ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของออฟฟิศซินโดรม แต่ยังช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง เพิ่มสมาธิ และยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย

สุขภาพดี เริ่มที่โต๊ะทำงาน

 โต๊ะทำงาน ควรเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้ร่างกายอย่างถูกต้อง ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของอาการปวดเรื้อรัง การจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ และหน้าจอให้เหมาะกับสรีระ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้มาก และที่สำคัญคือต้องไม่ละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย หากเริ่มมีอาการปวดหรือชา แม้เพียงเล็กน้อย ก็ควรรีบปรับพฤติกรรมหรือขอคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางทันที

ทั้งนี้ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วย คุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งโรงพยาบาลนวเวชได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej ให้ผู้ชำนาญการเฉพาะทางดูแลคุณตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอาการ

SACIT ปั้นดาวดวงใหม่ในงานคราฟ์ เปิดตัว ‘New Young Craft 2025’

SACIT ปั้นดาวดวงใหม่ในงานคราฟ์  เปิดตัว ‘New Young Craft 2025’

SACIT ปั้นดาวดวงใหม่ในงานคราฟ์ เปิดตัว ‘New Young Craft 2025’

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT  ประสบความสำเร็จกับภารกิจเฟ้นหาดาวดวงใหม่ “ผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์เจนใหม่  New Young Craft 2025”   เพื่อสืบสานงานศิลปหัตถกรรมอย่างยั่งยืน  เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “Crafts Bangkok 2025″  ที่เพิ่งปิดฉากลงไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งเน้นบทบาทการเป็น “นักปั้น” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของช่างศิลปหัตถกรรมไทยผ่านการสนับสนุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ไทยให้มีความร่วมสมัยยิ่งขึ้น ล่าสุดได้มีการเฟ้นหาดาวดวงใหม่ในฐานะ “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ : New Young Craft 2025”  ด้วยเล็งเห็นถึงพลังของคนเจนใหม่ที่จะเป็นส่วนช่วยสืบสาน ส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาในงานศิลปหัตถกรรมไทย ควบคู่การ รักษาคุณค่าภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่คู่สังคม ผ่านผลงานร่วมสมัย ที่มีการพัฒนาต่อยอดผสมผสานความคิดสร้างสรรค์สู่ความร่วมสมัย นำไปสู่การสร้างโอกาสทางการตลาดในเชิงพาณิชย์  ทั้งนี้ มีกรอบการพิจารณาหลักๆ อาทิ เป็นงานศิลปหัตถกรรมจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีอายุไม่เกิน 45 ปี ที่สร้างสรรค์หรือริเริ่มการทำงานหัตถกรรมด้วยตนเอง มีการปรับประยุกต์ หรือสร้างสรรค์ผลงานให้มีความร่วมสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งมรดกทางภูมิปัญญาในงานหัตถกรรมไทย

“ในปี 2568 SACIT ได้ปั้นดาวดวงใหม่สู่วงการงานคราฟต์ ภายใต้ New Young Craft 2025 จำนวน 10 ราย และมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้ได้ชื่นชมผลงาน พร้อมร่วมพูดคุยอย่างใกล้ชิดในงาน ‘Crafts Bangkok 2025’ เวทีสำคัญที่จะเฉิดฉายให้เห็นแสงแห่งดาวดวงใหม่ของวงการ  และได้รับเสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมชมงานเป็นจำนวนมาก  ทั้งนี้  SACIT ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรมรุ่นใหม่ที่มีฝีมือโดดเด่น และผลักดันให้เป็นที่รู้จักในวงการงานคราฟต์ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อต่อยอดโอกาสการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานเชิงช่างศิลปหัตถกรรมอย่างยั่งยืน”

นายธีระกิจ เมณร์กูล หนึ่งในสมาชิก SACIT ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ ประเภทเครื่องโลหะ (เครื่องประดับ) กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนชาวสุโขทัย ถ่ายทอดภูมิปัญญาของอำเภอศรีสัชนาลัย ผ่านงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นที่มีคุณค่าอย่าง “หัตถกรรมเงินทองลายโบราณ” ในงาน “Crafts Bangkok 2025” โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับโอกาสจากทางสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยในการร่วมนำสินค้าจัดจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ “ณ ทัย”   ซึ่งทางแบรนด์ได้รับการสนับสนุนจากทาง SACIT ในการเสริมสร้างทักษะองค์ความรู้จากโครงการอบรมต่างๆ ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้สามารถพัฒนารูปแบบผลงานให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยได้ประยุกต์นำเอาเทคนิคการวางลวดลายและการใช้สี รวมถึงแนวคิดการออกแบบให้โลหะแลดูมีความพลิ้วไหว เพื่อเสริมเอกลักษณ์ความโดดเด่น สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ฉีกกรอบไปจากเดิม

“ผลงานชิ้นเอกที่ภูมิใจนำเสนอ อาทิ ชุดห่มเงิน ซึ่งเป็นการนำโลหะเงินมาขึ้นรูปเป็นดอกพิกุลร้อยเรียงต่อกันเป็นผืนผ้าคลุมไหล่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเครื่องประดับเงินชิ้นใหญ่ชิ้นแรกๆ ของประเทศไทย และต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์งานพุทธศิลป์ ในรูปแบบของสไบ ผ้าคลุมพระ โดยอนาคตมีแนวคิดที่จะต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าให้มากขึ้น”  ธีระกิจ กล่าว

ด้าน นางสาวอารียา บุญช่วยแล้ว ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ผู้เชี่ยวชาญด้านงานเครื่องปั้นดินเผา-งานผ้า และผู้ก่อตั้งแบรนด์สินค้าแฟชั่น INTHAI  กล่าวว่า ได้รับการสนับสนุนจาก SACIT ในหลายด้านนับตั้งแต่แรกเริ่มเป็นสมาชิก SACIT ซึ่งได้มีโอกาสร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในงานต่างๆ นับเป็นการเปิดตัวแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

อีกทั้ง SACIT ยังคัดเลือกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มาจัดจำหน่าย ณ SACIT Shop สนามบินสุวรรณภูมิ ในหมวดงานคราฟต์กลุ่มไลฟ์สไตล์ เช่น เครื่องแต่งกาย-กระเป๋า ซึ่งมีจุดเด่นลวดลายมงคลในสถาปัตยกรรมไทยที่ได้แรงบันดาลใจจากลายประดับวัดบวรนิเวศวิหาร ผ้าพันคอ งานเซรามิกที่รังสรรค์จากการประยุกต์ลวดลายครามบนจานข้าวโบราณ มาย่อส่วนเป็นเครื่องประดับที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน  โดยออกแบบแพทเทิร์น ผสมผสานลวดลายกราฟิกเพื่อให้เกิดภาพงานรูปแบบใหม่เฉพาะตัว ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทย นอกจากนี้ ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “SACIT Concept 2025” ที่มุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อต่อยอดโอกาสด้านการตลาดรวมถึงเป็นโอกาสในการเรียนรู้วิธีการเสริมศักยภาพแบรนด์ ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

“ล่าสุดในปี 2568 นี้ SACIT ยังได้ให้โอกาสคัดเลือกเป็น ‘ผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์เจนใหม่  New Young Craft 2025’ ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “Crafts Bangkok 2025”  นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับแบรนด์ INTHAI เป็นอย่างมาก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของดาวดวงเล็ก ๆ ที่สร้างการรับรู้ช่วยผลักดันให้คนไทยและต่างชาติได้รู้จักงานศิลปหัตถกรรมไทยที่มีเอกลักษณ์และมีความสวยงามไม่แพ้ชาติใด”   อารียา กล่าว

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th หรืออัพเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่างๆ ที่น่าสนใจได้ทางเฟซบุ๊กออฟฟิเชียล SACIT : https://www.facebook.com/sacitofficial  หรือ TikTok SACIT Official : https://www.tiktok.com/@sacit_official

Dyson สีเอ็กคลูซีฟจากญี่ปุ่น ‘Sakura Cherry’ มาถึงไทยแล้ว

Dyson สีเอ็กคลูซีฟจากญี่ปุ่น ‘Sakura Cherry’ มาถึงไทยแล้ว

Dyson สีเอ็กคลูซีฟจากญี่ปุ่น ‘Sakura Cherry’ มาถึงไทยแล้ว

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Dyson ประเทศไทย เปิดตัวสีใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการ มาในชื่อ สีซากุระ เชอร์รี่ (Sakura Cherry) สีที่เคยวางจำหน่ายแบบเอ็กคลูซีฟในประเทศญี่ปุ่น พร้อมมอบประสบการณ์ฤดูดอกซากุระบานส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่นสู่ไทย วางจำหน่ายแล้วใน 3 ผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผม เครื่องเป่าผม เครื่องหนีบผม และอุปกรณ์เป่าผมและจัดแต่งทรง

สีที่ออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลดอกซากุระบาน

หนึ่งในสิ่งที่ดึงดูดคนทั่วโลกให้เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นคงหนีไม่พ้นเทศกาลดอกซากุระบานอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ Dyson ในแผนกออกแบบสี วัสดุ และผิวสัมผัส (Colours, Materials, and Finishes) ออกแบบและผสมผสานสี ซากุระ เชอร์รี่ นี้ขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ และเพิ่มเทคโนโลยีอย่างผิวสัมผัสแบบ Ultra-Matte ที่ให้สัมผัสนุ่ม หรูหรา ในขณะเดียวกันก็ทำให้หยิบจับได้สะดวก บาลานซ์ระหว่างความสวยงามและฟังก์ชันได้อย่างลงตัว

ผสาน 3 สีที่แอบซ่อนไว้ด้วยเรื่องราว ได้แก่ สี Pale Pink – สีชมพูระเรื่อ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีของไข่มุก เพิ่มความอ่อนหวานแต่ยังคงความเรียบง่าย หรูหรา เพิ่มประกายสีด้วยเนื้อสัมผัสแบบเซรามิก, สี Blush Pink – สีชมพูสดใส ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีบานเย็นเมทัลลิก สีแรกของ Dyson สื่อถึงเอกลักษณ์และความเชี่ยวชาญของ Dyson ในฐานะผู้บุกเบิกและพลิกวงการเทคโนโลยีเพื่อเส้นผม โดยปรับผิวสัมผัสเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นจนกลายมาเป็นสีบลัชพิงก์ และ สี Strawberry Bronze – สีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตรอว์เบอร์รี่จริง ๆ จาก Dyson Farm เฉดสีชมพูอมแดงนี้เข้ากันเป็นอย่างดี ผสานจนกลายเป็นสี ซากุระ เชอร์รี่ สุดเอ็กคลูซีฟ

สีใหม่ ซากุระเชอร์รี่ วางจำหน่ายใน 3 ผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมมาที่พร้อมกล่องจัดเก็บ ได้แก่ เครื่องเป่าผม Dyson SupersonicTM Nural  เครื่องหนีบผม Dyson AirstraitTM และอุปกรณ์เป่าผมและจัดแต่งทรง Dyson AirwrapTM i.d. ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Dyson.co.th หรือสอบถามได้ที่ Dyson Store ทุกสาขา

50 ปี สัมพันธ์จีน–ไทย เพื่อนบ้านที่เชื่อมด้วยภูเขาและสายน้ำ

50 ปี สัมพันธ์จีน–ไทย เพื่อนบ้านที่เชื่อมด้วยภูเขาและสายน้ำ

50 ปี สัมพันธ์จีน–ไทย เพื่อนบ้านที่เชื่อมด้วยภูเขาและสายน้ำ

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 (50 ปีที่แล้ว) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมายาวนานในระดับประชาชนและภาคเอกชน เมื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อเจรจากับนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล นำไปสู่ข้อตกลงในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐไทยและจีน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันที่จะเปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศของตน และเริ่มต้นกระบวนการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในมิติต่าง ๆ และได้กลายมาเป็นรากฐานของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ขยายตัวต่อเนื่องตลอดห้าทศวรรษต่อมา

เพื่อนบ้านที่เชื่อมด้วยภูเขาและสายน้ำ

ไทยและจีนคือเพื่อนบ้านที่แม้จะมีพรมแดนคั่นกลางด้วยภูเขาและสายน้ำ แต่ก็มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาอย่างยาวนาน ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้ย้อนกลับไปนับพันปี ตั้งแต่การค้าทางเรือในสมัยโบราณ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมผ่านเส้นทางการค้า การอพยพของชาวจีนโพ้นทะเลที่มาตั้งรกรากในไทย และการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมทั้งสองสังคมอย่างแนบแน่น ชาวจีนในไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และครอบครัว ความเข้าใจและความคุ้นเคยในระดับประชาชนจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มั่นคงและยั่งยืน

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1975 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟนอยู่แล้วได้รับการยกระดับไปสู่อีกขั้น ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ไทยและจีนได้ร่วมมือกันในหลากหลายมิติ ทั้งในระดับรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยมีการแลกเปลี่ยนคณะ ผู้นำ นักธุรกิจ นักศึกษา และศิลปินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระดับที่นานาชาติยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ลึกซึ้งถึงระดับสายสัมพันธ์ทางสายเลือด

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังลึกซึ้งถึงระดับสายสัมพันธ์ทางสายเลือด มีรากฐานยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ ตั้งแต่การค้าทางเรือในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ซึ่งได้เชื่อมโยงทั้งสองประเทศให้มีความใกล้ชิด ขณะที่ชาวจีนจำนวนมากอพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างกลมกลืน

ในปัจจุบัน มีประชากรไทยเชื้อสายจีนกว่า 10 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 14% ของประชากรไทยทั้งหมด เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในทุกมิติของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ การศึกษา การเมือง และวัฒนธรรม บุคคลสำคัญในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนก็มีเชื้อสายจีน ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง นายกรัฐมนตรี นักวิชาการ ศิลปิน หรือนักธุรกิจ

ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากยังคงรักษาความผูกพันกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมผ่านการพูดภาษาจีน การเข้าร่วมเทศกาล เช่น ตรุษจีน เชงเม้ง และสารทจีน ตลอดจนการศึกษาต่อในประเทศจีน การมีสายสัมพันธ์ทางครอบครัวระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ทำให้เกิดเครือข่ายสังคมที่เอื้อต่อการขยายความร่วมมือในระดับประชาชนสู่ประชาชน (people-to-people ties) อย่างแน่นแฟ้น

มูลนิธิ สมาคม และหอการค้าของชาวไทยเชื้อสายจีนยังมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคเอกชนจีนกับไทย เป็นเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการลงทุน การแลกเปลี่ยนการศึกษา และการพัฒนาท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่สำคัญ ที่ช่วยเสริมสร้างทุนทางสังคมระหว่างสองประเทศให้มีพลวัตและความยืดหยุ่นท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สู่ชะตาร่วมกันในอนาคต

คำว่า “ชะตาร่วม” (命运共同体) ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใช้ในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ที่จีนร่วมมือด้วย ได้สะท้อนความจริงของความสัมพันธ์ไทย–จีนในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง ทั้งสองประเทศไม่เพียงแต่ร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังร่วมรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและโลก ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างไทยกับจีน เรามิได้เพียงย้อนรำลึกถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ หากแต่ยังได้มองเห็นเส้นทางแห่งอนาคตที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ทั้งสองประเทศพร้อมจะสานต่อความร่วมมือในรูปแบบใหม่ ๆ ทั้งในมิติของเทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจเขียว การศึกษา และนวัตกรรม ด้วยความเชื่อมั่นในมิตรภาพที่หยั่งรากลึก ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และความปรารถนาร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

50 ปีที่ผ่านมา คือบทพิสูจน์ของการเดินร่วมฝ่าฝนลมแห่งประวัติศาสตร์ แต่เส้นทางข้างหน้าคือการเฉลิมฉลองความร่วมมือที่จะยั่งยืนและดียิ่งขึ้น ไทยและจีนจะยังคงเป็นเพื่อนบ้านที่เข้าใจกัน หุ้นส่วนที่เติบโตไปด้วยกัน และญาติมิตรที่ร่วมสร้างโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป