ไอคอนคราฟต์ และกลุ่ม Million Hands รวมพลังผลักดันแบรนด์ไทย ชวนช้อปสินค้าแฟชั่นสุดคราฟต์ในงาน “Buy Thai Save Thai”

ไอคอนคราฟต์ และกลุ่ม Million Hands รวมพลังผลักดันแบรนด์ไทย ชวนช้อปสินค้าแฟชั่นสุดคราฟต์ในงาน “Buy Thai Save Thai”

ไอคอนคราฟต์ และกลุ่ม Million Hands รวมพลังผลักดันแบรนด์ไทย ชวนช้อปสินค้าแฟชั่นสุดคราฟต์ในงาน “Buy Thai Save Thai”

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.15 น.

ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจจากช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ ร่วมกับกลุ่ม Million Hands ชวนคนไทยช้อปแบรนด์ไทย ส่งกำลังใจให้ผู้ประกอบการรายย่อยจากทั่วประเทศเดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปด้วยกัน ในงาน “Buy Thai Save Thai” รวมสินค้าแฟชั่นและงานคราฟต์น่าใช้จาก 35 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย มาให้เลือกซื้อเลือกสนับสนุน ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4

นภัศภรณ์ ประดาศักดิ์ Brand Manager ไอคอนคราฟต์ เผยว่า “ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยจำนวนมากกำลังประสบปัญหา ด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ธุรกิจเริ่มสั่นคลอน แทบไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ไอคอนคราฟต์ ในฐานะพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ส่งเสริมและสนับสนุนช่างฝีมือไทย รวมถึงผู้ประกอบการไทยมาโดยตลอด จึงมุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยจากท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ ให้สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้ โดยร่วมกับกลุ่ม Million Hands จัดโครงการ Buy Thai Save Thai เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการแฟชั่นรายย่อยนำสินค้ามาวางจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยได้มีช่องทางในการโปรโมตและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ตลอดจนกระตุ้นให้คนไทยเห็นคุณค่าของแบรนด์ท้องถิ่นและร่วมกันผลักดันแบรนด์เหล่านั้นให้ก้าวสู่ตลาดระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งจะเป็นการต่อความหวังให้ผู้ประกอบการไทยมีแรงพลังในการต่อยอดแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์แบบไทย ๆ ต่อไปด้วย”

ด้าน อโนทัย ชลชาติภิญโญ  ประธานกลุ่ม Million Hands กลุ่มจิตอาสาจากการรวมตัวของผู้นำทางความคิด นักออกแบบ นักกลยุทธ์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักกิจกรรม เพื่อช่วยผลักดันและเยียวยาอุตสาหกรรมแฟชั่นฐานรากของไทย เผยว่า “โครงการ Buy Thai Save Thai เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการแฟชั่นไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย แบรนด์ชุมชน และผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยใช้พลังของเครือข่ายและความร่วมมือจากภาคสังคม สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมแฟชั่น ร่วมกันฟื้นฟูให้แบรนด์ไทยกลับมาอยู่ในกระแส เป็นที่สนใจ และถูกเลือกซื้อจากลูกค้ามากขึ้น ผ่านเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย อย่างการเปิดตลาด ไลฟ์สด และกิจกรรมจิตอาสา”

ทั้งนี้งาน “Buy Thai Save Thai” จัดขึ้น ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม โดยคัดสรรแบรนด์ ดีไซเนอร์ไทยจากทั่วประเทศรวม 35 แบรนด์ มานำเสนอสินค้าที่สร้างสรรค์จากฝีมือ ความตั้งใจ และจิตวิญญาณท้องถิ่น ให้ผู้สนใจเลือกซื้ออย่างจุใจมากกว่าพันรายการ  พร้อมเชิญดีไซเนอร์ชื่อดัง  อาทิ คุณจ๋อม ศิริชัย ทหรานนท์ แบรนด์ Theatre และคุณโรจน์ ภูภวิศ กฤตพลนารา แบรนด์ Issue รวมทั้งศิลปินดารา อินฟลูเอนเซอร์  ทั้งนักแสดงจาก Star Latiz และ น้องหมีพูห์ กัญติชา ดีทรีส Miss Tiffany Live Seller by MizuMi มาร่วมชมสินค้าและสร้างคอนเท้นท์รีวิว ในช่องทางของตนเอง ผ่านแพลตฟอร์ม YouTube / Facebook / Instagram ภายใต้แนวคิด “คนไทยช่วยคนไทยด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นสื่อกลางให้แบรนด์เล็กที่ขาดช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภค ได้มีโอกาสเปล่งแสงบนเวทีโซเชียลมีเดียที่มีอิทธิพลสูงสุดในยุคปัจจุบัน

โดยเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขายในระยะสั้นให้กับผู้ประกอบการ แต่เป็นการจุดประกายให้คนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของงานฝีมือ มองเห็นความน่าสนใจของสินค้าแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์จากแบรนด์ท้องถิ่นทั่วประเทศไทย พร้อมกับสร้างโมเดลความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายผู้สร้างสรรค์ในสังคม

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดัน เติมความหวัง มอบโอกาสและพลังใจ ให้ดีไซเนอร์ ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการไทย เดินหน้าต่อไปด้วยกัน ในงาน “Buy Thai Save Thai” ตั้งวันนี้ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

เฉลยแล้ว! Patrick X Foxy Project เล่นใหญ่ ใจกลางกรุง

เฉลยแล้ว! Patrick X Foxy Project เล่นใหญ่ ใจกลางกรุง

เฉลยแล้ว! Patrick X Foxy Project เล่นใหญ่ ใจกลางกรุง

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.58 น.

แค่ปล่อยทีเซอร์ไปไม่นาน ก็ทำเอาทุกคนรอลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อจนมาถึงวันเฉลยแล้ว สำหรับโปรเจกต์ที่ทุกคนรอคอย PatrickXFoxy ว่ามันคืออะไร งานนี้ “แพทริค นิพัธ” พรีเซนเตอร์สุดฮอตจับมือกับน้อนฟ็อกซี่ มาสคอตสุดคิ้วท์ เตรียมเล่นใหญ่เกินต้าน

วานก่อน (1 กรกฎาคม)  ภารกิจส่งต่อความหล่อความสวยอย่างปลอดภัย ได้เริ่มแล้ววันนี้ เมื่อทีมได้ปล่อยแคมเปญ Patrick X Foxy Project ขึ้นจอ Digital Billboard ขนาดยักษ์ที่ So Bangkok และอีก 4 จุดสำคัญกลางกรุงเทพฯ! เพื่อส่งต่อความหล่อความสวยอย่างปลอดภัยให้ทุกคนได้ร้องว้าวกันทั้งเมือง โดยที่ใครที่ได้เดินผ่านหรือเห็นแล้วต้องร้องกรี๊ดกันเลยทีเดียว เพราะนี่คือภารกิจที่อยากบอกให้ทุกคนมั่นใจว่า ความสวยหล่อไม่ต้องเสี่ยง ไม่ต้องลุ้น ใช้ของดีปลอดภัย และได้มาตรฐานเท่านั้น

นี่เป็นเดียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น เรายังมีความพิเศษอีกมากมายที่รอทุกคนอยู่ ทั้งกิจกรรม ของรางวัลและคอนเทนต์สุดพิเศษที่จะทำให้คุณยิ่งรัก แพทริคและน้อนฟ็อกซี่มากขึ้นอีก ใครที่เห็นจอบิลบอร์ดแล้วถ่ายรูปทัน อย่าลืมแชร์รูป + ติดแฮสแท็ก #PatrickxFoxy #น้อนฟ็อกซี่พาสวย #RichAesthetic มาอวดกันหน่อยนะ

ฮอตเวอร์!’อ่ำ-ลูกน้ำ’แท็กทีมอวดรอยยิ้มเงินล้าน โชว์นวัตกรรมตัวพ่อ ‘Cosdent Age of Smile’

ฮอตเวอร์!'อ่ำ-ลูกน้ำ'แท็กทีมอวดรอยยิ้มเงินล้าน โชว์นวัตกรรมตัวพ่อ 'Cosdent Age of Smile'

ฮอตเวอร์!’อ่ำ-ลูกน้ำ’แท็กทีมอวดรอยยิ้มเงินล้าน โชว์นวัตกรรมตัวพ่อ ‘Cosdent Age of Smile’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

ที่สุดของพ.ศ.นี้ต้องยกให้คู่จิ้นเงินล้านนักร้องยุค90 “อ่ำ อัมรินทร์” กับคู่ขวัญฝีปากกล้า “ลูกน้ำ พาเมล่า” สองนักแสดงสุดฮอตจากละคร “สายรักสายเลือด” ที่โชว์ความเก๋าทางการแสดงเป็นไวรัลในโลกโซเชียลมากมาย งานนี้เคลียร์คิวฮอตแพ็คคู่มารับงานอีเว้นท์คู่กันครั้งแรก ร่วมแคมเปญ “Cosdent Age of Smile” ที่คอสเดนท์ เกษรทาวเวอร์ชั้น10 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ “Tooth Age Scan” โชว์นวัตกรรมแรกในไทยที่ใช้ AI ถอดรหัสอายุฟันที่แท้จริงของคุณได้อย่างแม่นยำ พร้อมมอบประสบการณ์ทันตกรรมยุคใหม่ที่ปลายนิ้วผ่าน Web App วิเคราะห์รอยยิ้มอัจฉริยะ ให้คุณเริ่มต้นการเดินทางสู่รอยยิ้มที่เหนือกาลเวลาได้จากทุกที่ ทุกเวลา โดยได้รับการต้อนรับจากเจ้าบ้าน “คุณสรรเสริญ เกียรติเวชสุนทร” กรรมการผู้จัดการ และ “หมอแดน ทพ.สันติราช เกียรติเวชสุนทร” ร่วมอัปเดตเทรนด์ใหม่สุดล้ำด้านเทคโนโลยีทันตกรรม เปิดประสบการณ์ใหม่สุดพรีเมียมจากคอสเดนท์ ร่วมด้วย นักแสดงสาวมาแรง “อาลีน่า โด๊หลิ่ง” เจ้าของบทบาท “ตรีประภา” ครบถ้วนความปังจากละครดังไวรัลยืนหนึ่งในโลกออนไลน์ ท่ามกลางเหล่าสื่อมวลชนที่มาเต็มเติมสีสัน ก้าวทันเรื่องสุขภาพช่องปาก

ด้านตัวพ่อเครื่องด่าสุดฮอต “อ่ำ อัมรินทร์” ถึงแม้จะงานแน่นสุดๆ แต่ก็พร้อมเคลียร์คิวด่วน มาทำความรู้จักเทคโนโลยีด้านทันตกรรม กล่าวว่า”การดูแลด้านทันตกรรมไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือไกลตัวอีกต่อไป ส่วนตัวได้มีโอกาสมาใช้บริการที่นี่แล้ว คอสเดนท์พรีเมียม และแตกต่างจากที่อื่นมาก และทันสมัยในเรื่องของวงการทันตกรรม ได้มารู้จักเทคโนโลยี “Tooth Age Scan” เช็คอายุฟันของตัวเอง ที่สามารถวิเคราะห์สุขภาพและอายุของฟันได้อย่างแม่นย้ำ โดยไม่ต้องเจ็บตัวหรือน่ากลัวอย่างที่คิด เราสามารถสแกนโครงสร้างและเห็นถึงเฉดสีฟันอย่างละเอียด แล้วประมวลผลด้วย AI ร่วมปรึกษาพูดกับทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายๆ เพื่อให้คุณทราบว่าปัจจัยต่างๆ เช่น ไลฟ์สไตล์ การดูแล รักษาฟันได้ทันเวลา ทำให้การวางแผนดูแลและฟื้นฟูรอยยิ้ม ร่วมถึงปัญหาสุขภาพฟันของเราได้รวดเร็วและง่ายขึ้น”

ปิดท้ายด้วยสาวสวยอมตะ “ลูกน้ำ พาเมล่า” ขอเชิญชวนรู้จัก Web App ที่ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล กล่าวเพิ่มเติมว่า”สำหรับที่นี่เซอร์ไพร์สมาก มีเทคโนโลยีระดับพรีเมียมนี้เข้าถึงได้ง่ายที่สุด COSDENT ได้เปิดตัว Web App ที่ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลโดยเฉพาะ เพียงคุณใช้สมาร์ทโฟนอยู่บ้าน ก็สามารถถ่ายภาพรอยยิ้มตามคำแนะนำง่ายๆ ระบบ AI ก็จะทำการวิเคราะห์เบื้องต้นและส่งผลประเมินให้คุณ พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากทีม COSDENT ได้ทันที เป็นการทลายกำแพงระหว่างคลินิกและคนไข้ ให้การปรึกษาปัญหารอยยิ้มเป็นเรื่องส่วนตัว สะดวก และทันสมัยเข้ากับยุคดิจิทัล คุณสามารถตรวจเช็คอายุฟัน และปัญหาสุขภาพช่องปากด้วยตัวเองได้ง่ายๆตลอด24ชั่วโมง แค่ปลายนิ้ว” สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการจองคิวปรึกษา สามารถติดต่อทุกช่องทางโซเชียลของคอสเดนท์ทาง: Cosdentsmiledesign#CosdentAgeOfSmile #COSDENT

SW19 ชวนคุณเติมความสดชื่นในวันฝนพรำกับกลิ่นหอมเอกลักษณ์จากลอนดอน

SW19 ชวนคุณเติมความสดชื่นในวันฝนพรำกับกลิ่นหอมเอกลักษณ์จากลอนดอน

SW19 ชวนคุณเติมความสดชื่นในวันฝนพรำกับกลิ่นหอมเอกลักษณ์จากลอนดอน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

ในช่วงเวลาที่อากาศไม่เป็นใจ SW19 แบรนด์น้ำหอมกลิ่นเอกลักษณ์จากเกาหลีที่ได้แรงบันดาลใจจากวิมเบิลดัน กรุงลอนดอน ชวนคุณปลอบโยนตัวเองด้วยกลิ่นหอมที่จะช่วยให้ทุกวันในหน้าฝนยังคงน่าหลงใหลและเปล่งประกาย ผ่านกลิ่นหอมบางเบาและนุ่มนวลของ Hair Parfum Mist ที่ครองใจใครหลายคนHair Parfum Mist เป็นน้ำหอมสำหรับเส้นผมที่ SW19 ออกแบบมาให้กลิ่นหอมบางเบาแต่ติดทนมาพร้อมคุณสมบัติช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มลื่น ชุ่มชื้น และเงางาม ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความชื้นหรือสายฝนที่ไม่คาดคิด โดยมีให้เลือก 2 กลิ่นที่ต่างอารมณ์

-Midnight – กลิ่นหอมลุ่มลึกจากไม้แซนดัลวูด (sandalwood) และไวท์มัสก์ (white musk) ให้ความรู้สึกอันแสนหรูหรา สงบ และน่าค้นหา ที่ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาเที่ยงคืนในลอนดอน

-3pm – กลิ่นชาสดชื่นผสานซิตรัสและดอกไม้หอมละมุน ให้ความรู้สึกสดใส ผ่อนคลาย และเบาสบายแบบช่วงบ่ายแดดอ่อน ๆ

พิเศษ Hair Parfum Mist ขนาด 75 ml. ทั้งสองกลิ่นวางจำหน่ายในราคาพิเศษ 1,019.- จากราคาปกติ 1,390.- เฉพาะวันที่ 1 – 15 กรกฎาคม 2025สำหรับผู้ที่อยากเพิ่มเลเยอร์ของกลิ่นให้มากขึ้นอีกระดับ SW19 ยังขอแนะนำ Midnight Mini Duo Set Limited Edition ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ขายดีอย่างน้ำหอมและครีมทามือไว้ด้วยกันในเซ็ตเดียว โดยประกอบไปด้วย น้ำหอม EDP ขนาด 8 ml. และ Hand Cream ขนาด 50ml. ในมูลค่า 1,990 เซ็ตพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด เฉพาะช่วงวันที่ 16 – 31 กรกฎาคม 2025 เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันตลอดเดือนกรกฎาคม ที่พร้อมมอบความคุ้มค่าให้คุณเลือกเติมกลิ่นหอมในแบบที่ชอบ เมื่อช้อปครบ 2,500 บาทขึ้นไป รับฟรี SW19 Bag มูลค่า 1,090 บาทให้ฤดูฝนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจาก SW19 พร้อมเติมเสน่ห์ทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างกลมกล่อม พบโปรโมชันพิเศษตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ได้แล้ววันนี้ที่ SW19 ชั้น 1 โซน Eden เซ็นทรัลเวิลด์#SW19THAILAND #JourneytotheMoments #ulgofficialติดตามข่าวสารและอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่Facebook: SW19 Official ThailandLINE Official: @SW19Thailand

สัมผัสนิยามของการพักผ่อนที่แท้จริงกับผ้าปูที่นอน TENCEL™จาก HOOGA

สัมผัสนิยามของการพักผ่อนที่แท้จริงกับผ้าปูที่นอน TENCEL™จาก HOOGA

สัมผัสนิยามของการพักผ่อนที่แท้จริงกับผ้าปูที่นอน TENCEL™จาก HOOGA

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

เพราะการนอนหลับที่ดีไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือการดูแลตัวเองในทุกวัน ผ้าปูที่นอน TENCEL™ จาก HOOGA จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งเรื่องสุขภาพและความสบาย ด้วยเส้นใยยูคาลิปตัสจากธรรมชาติที่ให้สัมผัสนุ่มลื่น เย็นสบาย และระบายอากาศได้ดี เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทยเนื้อผ้ามีคุณสมบัติช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย ไม่กักเก็บความชื้น จึงรู้สึกสะอาดและแห้งสบายอยู่เสมอ อีกทั้งยังอ่อนโยนต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองแม้กับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย และไม่อมฝุ่นหรือขนสัตว์ง่าย เหมาะกับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง เพราะช่วยให้ห้องนอนดูสะอาดเป็นระเบียบโดยไม่ต้องคอยปัดฝุ่นหรือขนบ่อยๆ

ผ้าปูที่นอน TENCEL™ จาก HOOGA จึงไม่ใช่แค่ของตกแต่งห้องนอน แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งในแง่ของสุขอนามัย ความคุ้มค่า และความรู้สึกผ่อนคลายที่คุณและครอบครัวจะสัมผัสได้ในทุกค่ำคืนพบกับ 3 คอลเลกชันที่เราคัดสรรมาเพื่อคุณ มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด Twin, Queen ไปจนถึง King:

-Olav Collection – โดดเด่นด้วยลวดลายทอ Dobby ที่ให้ผิวสัมผัสนุ่มลึกและดูหรูหรา ผสมผสานความเงางามละมุนจาก TENCEL™ พร้อมความละเอียด 1200 เส้นด้าย เพื่อคืนแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง
-Raine Collection – ผ้าปูเรียบหรูสีพื้น (Solid Color) ที่เข้ากับห้องนอนได้ทุกสไตล์ ด้วยเฉดสีธรรมชาติและความเรียบง่ายที่เปี่ยมด้วยรสนิยม ให้สัมผัสเนียนลื่น เย็นสบาย และหายใจได้จากเส้นใยธรรมชาติ TENCEL™

-Faythe Collection – เติมสีสันให้ห้องนอนด้วยผ้าปูแบบพิมพ์ลายที่มีสองลุคในเซ็ตเดียว หน้าหนึ่งลายพิมพ์สวย อีกหน้าสีพื้นอ่อนโยน เปลี่ยนอารมณ์ห้องนอนได้ทุกเมื่อ โดยไม่ลดทอนความนุ่มสบายจาก TENCEL™

พิเศษ! ชุดผ้าปูที่นอนทุกชุดมาพร้อมกับแพคเกจจิ้งถุงผ้า ที่ผลิตจากเนื้อผ้าเดียวกับตัวผ้าปูที่นอน สามารถใช้ซ้ำได้จริงในชีวิตประจำวัน จะใช้เก็บของหรือพกพาในวันเบาๆ ก็ได้อย่างมีสไตล์

และในช่วงนี้ ชุดผ้าปูที่นอน TENCEL™ ทุกคอลเลกชัน ยังร่วมรายการ Hooga Mid of Season Sale ที่ขยายเวลาความคุ้มค่าไปจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 เท่านั้น!

ร่วมสัมผัสความสบายจากธรรมชาติ ผ่านผ้าปูที่นอน TENCEL™ จาก HOOGA ด้วยตัวคุณเองได้แล้ววันนี้ที่ HOOGA สาขา centralwOrld ชั้น 5 โซน Central Court

ติดตามแรงบันดาลใจและอัปเดตไอเทมใหม่จาก HOOGA ได้ที่Instagram / Facebook / TikTok: @hoogaofficial.th LINE Official Account: @hoogaofficial.th

The Luxury Group by Marriott International เปิดตัวรายงาน ‘The Intentional Traveler’ เผยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงใน 7 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก

The Luxury Group by Marriott International เปิดตัวรายงาน ‘The Intentional Traveler’ เผยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงใน 7 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก

The Luxury Group by Marriott International เปิดตัวรายงาน ‘The Intentional Traveler’ เผยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงใน 7 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

ยุคใหม่ของการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีกำลังก่อตัวขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยมีจุดเด่นคือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน การปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างลึกซึ้ง จากผลการศึกษาล่าสุดโดย ลักชัวรี กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (The Luxury Group by Marriott International) พบว่า กลุ่มนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNW) ในภูมิภาคนี้กำลังปรับมุมมองที่มีต่อวิธีการเดินทาง สถานที่ และเหตุผลในการเดินทางใหม่ โดยให้ความสำคัญกับสุขภาวะ ประสบการณ์ที่ดื่มด่ำ คุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึก และการออกแบบที่มีเป้าหมาย มากกว่าเรื่องปริมาณหรือความหรูหราเกินจำเป็น

รายงานฉบับใหม่นี้ได้สำรวจความคิดเห็นของนักเดินทางผู้มีฐานะมั่งคั่งจำนวน 1,750 คนจาก 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และประเทศไทย โดยเผยให้เห็นมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยวแบบลักชัวรีที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การวางแผนการเดินทางอย่างแม่นยำมากขึ้น และความคาดหวังที่สูงขึ้นจากทั้งแบรนด์และประสบการณ์ที่ได้รับ

“นักเดินทางสายลักชัวรีในปัจจุบันมีความตั้งใจและจุดมุ่งหมายชัดเจนมากกว่าที่เคย” โอริออล มอนทัล รองประธานฝ่ายลักชัวรี่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “พวกเขาแสวงหาการเดินทางที่สอดคล้องกับค่านิยมของตนเอง ส่งเสริมสุขภาวะ และตอบโจทย์นิยามการใช้ชีวิตของตนแบบลึกซึ้ง สำหรับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล นี่หมายถึงโอกาสในการปรับโฉมบริการระดับลักชัวรีไปสู่สิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่า พิถีพิถันยิ่งกว่า และเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น”

การสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวมเป็นหัวใจหลักของการเดินทาง

สุขภาวะ (Wellbeing) ได้กลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวแบบลักชัวรี โดยในปี 2568 นักเดินทางถึง 90% ระบุว่า “ประสบการณ์ด้านการดูแลส่งเสริมสุขภาพ” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจจองที่พัก เพิ่มขึ้นจาก 80% ในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวสายลักชัวรีกำลังเปิดรับประสบการณ์ด้านสุขภาวะแบบองค์รวมที่มากกว่าโปรแกรมสปาแบบดั้งเดิม ตั้งแต่การบำบัดด้วยธรรมชาติ (forest immersion) โปรแกรมโภชนาการ การบำบัดด้วยเสียง (sound healing) ไปจนถึงโปรแกรมที่ช่วยเรื่องการนอนหลับ (sleep therapy) เอเชียยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับการเดินทางเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ (wellness journey) 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกเดินทางมายังเอเชีย และในจำนวนนี้มีถึง 26% มีแผนจะเดินทางเพื่อเข้าร่วมโปรแกรมดูแลสุขภาพหรือสปารีทรีตโดยเฉพาะ

ใช้จ่ายมากขึ้น คาดหวังมากขึ้น

นักท่องเที่ยวสายลักชัวรีในปัจจุบันวางแผนการเดินทางด้วยความมั่นใจและความพิถีพิถัน โดย 72% มีแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ในปีต่อไป แนวโน้มการเติบโตนี้นำโดยนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลีย (85%) อินโดนีเซีย (81%) และสิงคโปร์ (80%) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างชัดเจนในการลงทุนเพื่อประสบการณ์ที่เหนือระดับ ในบรรดาประเภทการเดินทางทั้งหมด การเดินทางเป็นครอบครัวโดดเด่นที่สุดในแง่ของความเต็มใจที่จะใช้จ่าย โดย 47% ของนักเดินทางผู้มีกำลังซื้อสูงยินดีที่จะทุ่มงบประมาณมากที่สุดเมื่อต้องเดินทางร่วมกับสมาชิกในครอบครัว

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นในแบรนด์เพิ่มสูงขึ้น แบรนด์โรงแรมหรูที่เป็นที่รู้จักได้รับความนิยมมากกว่าวิลล่าหรือที่พักอิสระ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในแง่ของมาตรฐานที่ไว้วางใจได้ ประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน และการบริการที่เหนือระดับ

กลับมาเยือนที่ที่คุ้นเคย เสริมด้วยเส้นทางท่องเที่ยวสุดหรูใหม่ ๆ

93% ของนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงในภูมิภาคนี้ระบุว่าพวกเขาชื่นชอบการกลับไปยังจุดหมายปลายทางที่เคยประทับใจมาแล้ว ขณะที่ 89% กล่าวว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะกลับไปยังสถานที่ที่มีความผูกพันทางใจมากเป็นพิเศษ การเดินทางเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “การกลับไปซ้ำ” แต่เป็นการเดินทางที่มีเป้าหมาย นั่นคือ เพื่อสัมผัสจุดหมายปลายทางในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น หรือย้อนรำลึกช่วงเวลาพิเศษร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง

ในขณะเดียวกัน แม้ว่านักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงจำนวนมากยังคงนิยมจุดหมายปลายทางที่คุ้นเคย แต่ตลาดใหม่ที่เดินทางสะดวกในระดับภูมิภาคก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บังกลาเทศ (26%) นิวซีแลนด์ (24%) และกัมพูชา (23%) กำลังกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในปี 2568 โดยขยับขึ้นมาติดใน 10 อันดับจุดหมายปลายทางที่มีการวางแผนเดินทางมากที่สุด ควบคู่ไปกับจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีนแผ่นดินใหญ่

การเติบโตของแผนการเดินทางที่มีจุดมุ่งหมาย

นักเดินทางสายลักชัวรีในปัจจุบันจองทริปน้อยลงแต่เน้นความลึกซึ้งและความรอบคอบมากขึ้น โดยระยะเวลาพักผ่อนเฉลี่ยสำหรับทริปสั้นเพิ่มขึ้นจาก 3 คืนเป็น 4 คืน และแผนการเดินทางถูกวางไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยมักวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน สำหรับทริปที่ยาวนานขึ้น มักจองล่วงหน้า 2-3 เดือน ขณะที่ทริปสั้นจองล่วงหน้า 1-2 เดือน นักเดินทางถึง 93% คาดหวังประสบการณ์เดินทางที่ปรับแต่งให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะบุคคล และ 62% วางแผนรายละเอียดทุกขั้นตอนล่วงหน้าการได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติกลายเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวที่กำลังมาแรง

แม้ว่าการลิ้มรสอาหารจะยังคงเป็นแรงจูงใจอันดับต้น ๆ ของการเดินทาง แต่ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติกำลังกลายเป็นเสาหลักใหม่ของการท่องเที่ยวแบบลักชัวรี การพักผ่อนในชนบทกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดย 28% ของนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงวางแผนจะไปพักผ่อนในพื้นที่ชนบท เพิ่มขึ้นจาก 19% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ 30% กำลังจองทริปซาฟารีดูสัตว์ป่า มีถึง 92% ที่ระบุว่าการได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวแนวเอาท์ดอร์แบบใกล้ชิดและมีส่วนร่วมแบบแท้จริง นอกจากนี้ นักเดินทางกลุ่มนี้ยังเป็นนักวางแผนตัวยง โดยส่วนใหญ่จองทริปยาวล่วงหน้า 2 ถึง 6 เดือน และบางส่วนจองล่วงหน้านานถึง 9 ถึง 12 เดือน

การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเดินทาง:  “แล้วเราจะไปกับใครบ้าง”

นักท่องเที่ยวผู้มีความมั่งคั่งสูงกำลังมอบนิยามใหม่ให้กับการเดินทางเป็นกลุ่ม จะเห็นได้จากรูปแบบใหม่ๆ ที่ก่อตัวขึ้นมา

  •  พ่อแม่ผู้เปิดเส้นทางแห่งการเรียนรู้ (Guardian Trailsetters)

จากเดิมที่เป็นกลุ่มเฉพาะ การท่องเที่ยวของผู้ปกครองที่เดินทางกับลูกเพียงลำพังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 24% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี เมื่อเดินทางในฐานะผู้ปกครองเดี่ยว กลุ่มนี้มักเลือกแผนการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์ที่เติมเต็มและมีคุณค่าให้กับลูก ๆ เช่น กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา (41%) ทริปเพื่อการเรียนรู้ (38%) ตามด้วยซาฟารีหรือกิจกรรมผจญภัยสุดขั้ว (35% เท่ากันทั้งสองประเภท)

  • นักสำรวจผู้มีเป้าหมาย (Impact Explorers)

นักเดินทาง Gen Z กำลังมุ่งความสนใจไปยังจุดหมายปลายทางอย่างออสเตรเลีย ศรีลังกา และไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความชื่นชอบในธรรมชาติ วัฒนธรรม และการผจญภัย แตกต่างจากภาพจำของนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนทั่วไป คนรุ่นนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยการได้รับประสบการณ์จริงและมีจุดมุ่งหมาย โดย 47% ให้ความสำคัญกับการใกล้ชิดธรรมชาติ 45% ต้องการได้เจอสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด และ 43% สนใจวันหยุดที่ได้ใช้เวลาไปกับการเล่นกีฬา มีถึง 31% ที่กำลังวางแผนเดินทางคนเดียว เพราะเป็นทางเลือกที่ให้อิสระเป็นตัวของตัวเองและเอื้อให้เกิดการค้นพบตัวเอง อย่างไรก็ตาม การเดินทางเป็นกลุ่มเล็กที่มีสมาชิกไม่เกินห้าคนยังคงเป็นรูปแบบที่พวกเขาชื่นชอบมากที่สุดในการสำรวจโลก

  • นักเดินทางผู้แสวงหาโอกาสทางธุรกิจ (Venture Travelist)

กลุ่ม Venture Travelist ซึ่งได้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในรายงาน New Luxe Landscapes ปี 2567 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 โดยปัจจุบัน 86% ของนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงระบุว่าพวกเขามักมองหาโอกาสทางธุรกิจหรือการลงทุนระหว่างการเดินทาง เพิ่มขึ้นจาก 69% ในปีที่ผ่านมา

การเดินทางประเภท “Bleisure” เติบโตในประเทศไทย 

สำหรับประเทศไทย นักเดินทางชาวไทยมีแผนจะเดินทางเพื่อพักผ่อนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค (5 ทริปในประเทศ และ 3 ทริปต่างประเทศ เทียบกับค่าเฉลี่ย 6 ทริปในประเทศ และ 4 ทริปต่างประเทศ) ขณะที่การเดินทางประเภท “bleisure” (การเดินทางที่ผสมผสานระหว่างการเดินทางเพื่อธุรกิจและการพักผ่อน) กำลังได้รับความนิยมอย่างในประเทศไทย โดย 90% เป็นการเดินทางต่างประเทศ และ 95% เป็นการเดินทางภายในประเทศ ทั้งนี้การเดินทางแบบครอบครัวใหญ่ในประเทศไทยขยายตัวต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วน 40% ซึ่งมากกว่าตลาดเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยรูปแบบวันหยุดที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและบันเทิง 36% การพักผ่อนในชนบท 32% และการลาพักระยะยาว (sabbatical) 32% รวมไปถึงรูปแบบที่โดดเด่นอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค เช่น การท่องเที่ยวในเมืองระยะสั้นและการพักผ่อนวันหยุดริมชายหาด

จุดหมายปลายทางนอกกระแสหลักกำลังได้รับความนิยมจากชาวไทยผู้มีความมั่งคั่งสูง

แม้การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง จุดหมายปลายทางต่างประเทศที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฮ่องกง, จีน โดยบังกลาเทศและบรูไนกำลังขึ้นสู่ท็อป 5 ของจุดหมายปลายทางในแผนการเดินทางในปีหน้า สะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นใน “สถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนไปหรือไม่ได้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลัก” (off-the-beaten-path) ยังคงติดอันดับจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวชาวไทยผู้มีความมั่งคั่งสูง

นักท่องเที่ยวชาวไทยสายลักชัวรี คาดหวังประสบการณ์ที่ได้รับการออกแบบเฉพาะ

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยสายลักชัวรี 97% ต้องการให้ทุกรายละเอียดของทริปถูกปรับให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของตนเอง โดย 60% ชื่นชอบโรงแรมลักชัวรีขนาดใหญ่มากกว่า ขณะที่ 41% สนุกกับการวางแผนทริปด้วยตนเอง และต่างคาดหวังประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ การรับประทานอาหารถือเป็นความสำคัญอันดับต้น โดย 60% มองว่าไฟน์ไดนิ่งคือคืนในอุดมคติ และ 39% ยินดีจ่ายให้กับร้านอาหารระดับมิชลิน รีวิวดี ๆ  (57%) รางวัลและประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟ (อย่างละ 51%) คือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากที่สุด

“สุขภาพ” และ “ความยั่งยืน” เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

สิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ของนักท่องเที่ยวชาวไทย คือ สุขภาพและความยั่งยืน พวกเขาคาดหวังจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย (98%) สิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพแบบครบวงจร (97%) และแนวทางการดำเนินงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในโรงแรมระดับลักชักรี (97%)  สระว่ายน้ำและโปรแกรมช่วยให้นอนหลับสบาย (96%) ซึ่งถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีคุณค่ามากที่สุด โดย 62% มีแนวโน้มจะจองบริการสปาในทริปของตน

ไอคอนสยาม จับมือ YIMU ART และ Intersteps พาคาแรกเตอร์ดัง “แพนด้า Seven” และ “HIPPO GO!” เยือนไทยครั้งแรก

ไอคอนสยาม จับมือ YIMU ART และ Intersteps พาคาแรกเตอร์ดัง “แพนด้า Seven” และ “HIPPO GO!” เยือนไทยครั้งแรก

ไอคอนสยาม จับมือ YIMU ART และ Intersteps พาคาแรกเตอร์ดัง “แพนด้า Seven” และ “HIPPO GO!” เยือนไทยครั้งแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.06 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา จับมือ อี้มู่ อาร์ต (YIMU ART) สตูดิโอศิลปะชั้นนำจากประเทศจีน และ อินเตอร์สเต็ปส์ (Intersteps) ฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน จัด “YIMU ART EXHIBITION” แสดงผลงานอาร์ตสุดสร้างสรรค์ของ ลีโอ หวง (Leo Huang) ศิลปินรุ่นใหม่ดาวรุ่งชาวจีนซึ่งได้รับการยอมรับระดับประเทศ พาคาแรกเตอร์ IP ซิกเนเจอร์อันโด่งดัง “Seven” แพนด้าสีน้ำตาลไซส์ใหญ่ยักษ์ และ “HIPPO GO!” ฮิปโปสีชมพู มาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมเปิด Pop-up Shop ยกทัพ Art Toy และของที่ระลึกสุดน่ารักจากคาแรกเตอร์ฮิต ให้ชาวไทยได้ชื่นชมและเลือกเก็บสะสม ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 ณ ไอคอนสยาม

สุมา วงษ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม กล่าวว่า “นิทรรศการ YIMU ART EXHIBITION ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับมิตรภาพและเชื่อมสัมพันธ์สองประเทศ ในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน ด้วยการนำผลงานศิลปะของ ลีโอ หวง จาก YIMU ART ซึ่งโด่งดังเป็นอย่างมากในประเทศจีนและเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ มามอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ผู้มาเยือนไอคอนสยามได้ชื่นชมและสัมผัสผลงานศิลปะระดับโลก ซึ่งเต็มไปด้วยจินตนาการ ความสร้างสรรค์ และพลังบวก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและตอกย้ำภาพไอคอนสยาม ในฐานะ Global Experiential Destination ที่มุ่งมั่นสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือทางศิลปะและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติให้กับผู้เข้าชมจากทั่วโลก”

ทั้งนี้ ลีโอ หวง เป็นศิลปินผู้ก่อตั้ง YIMU ART เจ้าของ IP ดังที่นำแรงบันดาลใจจากธรรมชาติในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกมาสร้างสรรค์เป็นคาแรกเตอร์หลากหลายด้วยศิลปะสื่อผสมผสาน (Cross-Media Art) เพื่อเชื่อมโยงผู้คน ธรรมชาติ และเมือง เข้าด้วยกันผ่านงานศิลป์ ผลงานของเขาครอบคลุมทั้งประติมากรรมเมืองขนาดใหญ่ การแสดงผลงานศิลปะสาธารณะ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านมาเขาได้สร้างแลนด์มาร์กผลงานศิลปะสาธารณะในระดับไอคอนิกมาแล้วใน 9 เมืองทั่วโลก นอกจากนี้ยังได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านศิลปะและผู้อำนวยการบริหารฝ่ายศิลป์ของสถานที่จัดการประชุมหลักใน “การประชุมสุดยอดจีน-เอเชียกลางปี 2023 (ซีอาน)” และยังเคยขึ้นเวที TEDx รวมถึงเป็นศิลปินพิเศษให้กับ Alibaba Group

“ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้นำผลงานมาจัดแสดงในประเทศไทย นี่เป็นครั้งแรกที่คาแรกเตอร์ Seven และ HIPPO GO! รวมถึงคาแรกเตอร์อื่น ๆ ภายใต้การสร้างสรรค์ของ YIMU ART ได้มาเยือนกรุงเทพฯ เมืองที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ ผมหวังว่าพวกเขาจะสามารถทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรม สะท้อนสัมพันธไมตรีและเชื่อมมิตรภาพระหว่างประเทศจีนและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นได้ รวมถึงสร้างรอยยิ้ม ความสุข และแรงบันดาลใจให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาเยือนไอคอนสยาม แลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ด้วย” ศิลปิน ลีโอ หวง กล่าว

โดยครั้งนี้ YIMU ART และ ลีโอ หวง ได้นำประติมากรรมเป่าลมขนาดใหญ่ ซึ่งโด่งดังจากงาน Design Shanghai หนึ่งในงานออกแบบและสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ให้ทุกคนได้ตื่นตาตื่นใจกับคาแรกเตอร์ซิกเนเจอร์ยอดฮิต 2 ผลงาน IP หลัก ได้แก่ “Seven” แพนด้าสีน้ำตาลไซส์ใหญ่ยักษ์ จากผลงานชุด “Guardians of the Loong: มหาสมบัติแห่งเขาฉินหลิ่ง” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมบัติธรรมชาติ 4 ชนิดของเขาฉินหลิ่ง ซึ่งมีทั้งทาคินสีเหลือง, นกกระเรียนแดง, ลิงทอง และแพนด้าสีน้ำตาลที่มีอยู่เพียงตัวเดียวในโลก โดยเจ้าแพนด้า “Seven” ที่มาเยือนกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ มาในแนวคิด “ปรัชญาท้องกลมของ Seven” แสดงท่าทางขี้เล่นของแพนด้าหลังจากกินอิ่ม ด้วยการเหยียดขา ลูบท้องกลม ๆ อย่างผ่อนคลาย พร้อมรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ รอให้ทุกคนมาเก็บภาพความน่ารักริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ไอคอนสยาม พาร์ค ชั้น 2 ไอคอนสยาม

และอีกหนึ่งผลงานเด่นคือ “HIPPO GO” คาแรกเตอร์ฮิปโปสีชมพูอ้วนกลม ที่มาแจกความสดใส พร้อมมอบความอบอุ่นและพลังเยียวยาใจให้กับทุกคน ที่โถงระเบียง ชั้น 2 ไอคอนสยาม โดยมาในท่วงท่าที่เหมือนเจ้าฮิปโปยักษ์กำลังปีนขึ้นจากสระน้ำด้วยสีหน้าบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และเปี่ยมด้วยความหวัง สื่อถึงจิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนั้นนิทรรศการครั้งนี้ยังยกขบวนคาแรกเตอร์ยอดฮิตทั้งน้องหมี “HELLO! Bear” และเหล่า “Guardians of the Loong: มหาสมบัติแห่งเขาฉินหลิ่ง” มาให้แฟน ๆ ได้ชมความน่ารัก พร้อมเลือกซื้อ Art Toy และของที่ระลึกใน Pop-up Shop บริเวณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม อีกด้วย

คนรักศิลปะและผู้ที่ชื่นชอบคาแรกเตอร์น่ารัก ๆ ห้ามพลาด กับนิทรรศการ “YIMU ART EXHIBITION” จัดแสดงให้ทุกคนได้ชื่นชมความน่ารัก ตื่นตาตื่นใจกับความอลังการ และสนุกกับการถ่ายภาพกับคาแรกเตอร์ซิกเนเจอร์ยอดฮิต ฟรี! ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 สิงหาคม 2568 ณ ไอคอนสยาม พาร์ค ชั้น 2, โถงระเบียง ชั้น 2 ไอคอนสยาม และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONSIAM

บพท.ดัน ‘นวัตกรชุมชน’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไทยด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม

บพท.ดัน 'นวัตกรชุมชน' ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไทยด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม

บพท.ดัน ‘นวัตกรชุมชน’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไทยด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.13 น.

วันที่ 1-2 กรกฎาคม ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับโครงการสังเคราะห์และขับเคลื่อนแพลตฟอร์มสร้างรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชนสู่การใช้ประโยชน์และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริม ววน. ร่วมกันจัดการประชุมและนิทรรศการเพื่อการขับเคลื่อนชุมชนพื้นที่ “นวัตกรชุมชน: เทคโนโลยีที่เหมาะสมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไทย” ภายใต้แนวคิด “พลังสร้างสรรค์ จากนวัตกรชุมชน สู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม”

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา  ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า  หน่วย บพท. จัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยได้รับงบประมาณวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริมววน.) เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยกระดับขีดความสามารถ “นวัตกรชุมชน” แกนนำจากภาคประชาชนที่สามารถเรียนรู้-รับ-ปรับใช้องค์ความรู้ และขยายผลนวัตกรรม/เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ รวมถึงสามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่ชุมชนอื่นๆ ได้อย่างยั่งยืน สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ (Change Agent) โดยเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานรูปแบบเครือข่ายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ด้วยเหตุนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความเข้มแข็งของชุมชน ให้มีศักยภาพในการแข่งขัน สามารถพึ่งพาตนเองได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น จึงได้มีการได้สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมในแผนงาน “ชุมชนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” (พ.ศ.2563-2567)  และแผนงาน “ชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้” (พ.ศ.2563-2567) และแผนงาน “การวิจัยต่อยอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology)” (พ.ศ.2566-ปัจจุบัน)  เพื่อให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีความสามารในการรับ-ปรับ-ใช้ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีพร้อมใช้  ผ่านการสร้างนวัตกรชุมชนให้มีทักษะการจัดการความรู้ เรียนรู้และรับปรับใช้นวัตกรรม สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ไปใช้ในการจัดการปัญหาสำคัญในชุมชนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน รวมถึงรับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงทั้งในสภาวะปกติและสภาวะวิกฤตให้ฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดปัญหา (Resilience)

“ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2563 – 2568) บพท. ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ เครือข่ายมหาวิทยาลัย  รวม 55 หน่วยงาน และโครงการวิจัยสังเคราะห์ 3 หน่วยงาน รวมถึงภาคีต่าง ๆ ทั่วประเทศขับเคลื่อนนวัตกรรมชุมชนผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมสังคม ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนไปแล้วกว่า 2,647 ชุมชน 1,511 ตำบล ในพื้นที่ 69 จังหวัดทั่วประเทศ สร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมและพร้อมใช้รวมทั้งนวัตกรรมกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชุมชนทั้งสิ้น 1,653 นวัตกรรม/เทคโนโลยีที่เหมาะสม ยกระดับอัตราการเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก และมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 รวมถึงสร้างนวัตกรชุมชนที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในบทบาทนวัตกรชุมชนให้กับชุมชนทั่วประเทศ 23,753 คน และในปัจจุบันคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ได้มีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนแผนงานตาม ยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง “ครัวเรือนในชนบทและครัวเรือนเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม 32,000 ครัวเรือน” โดยวางเป้าหมายขับเคลื่อนนวัตกรรมพร้อมใช้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาพื้นที่ (Appropriate Technology) เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนในชนบท กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการรายในพื้นที่ บนความร่วมมือระหว่างหน่วย บพท. กับ 3 เครือข่าย มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง เพื่อขยายผลต่อยอดนวัตกรรมพร้อมใช้/เทคโนโลยีที่เหมาะสมจากงานวิจัยให้กับครัวเรือนในชนบท กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการในพื้นที่”

รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอำไพ ประธานอนุกรรมการพิจารณาติดตามและประเมินผล แผนงานย่อยรายประเด็น การขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อยกระดับเศรฐกิจฐานรากและแก้หนี้ครัวเรือน  กล่าวว่า พลังสร้างสรรค์จากนวัตกรชุมชน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่ บพท.สนับสนุนให้เกิดการดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ (Catalyst for Change) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ผลจากการทำงานที่ผ่านมา บพท. มีข้อค้นพบว่า งานวันนวัตกรชุมชนเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วย เสริมพลังภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงจังในการสร้างและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ “ปัญหา–บริบท–โอกาส” ของแต่ละชุมชน จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมฐานราก ให้เป็นพลังที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนของประเทศ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นเวทีรวมพลังความรู้ พลังความร่วมมือของภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคีเครือข่ายทุกระดับ ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานของสังคมไทยโดยมีนวัตกรรมที่เกิดจากความสามารถของคนในพื้นที่ เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นอย่างแท้จริง”

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เป็นเพียงเวทีเพื่อยกย่องเชิดชูบทบาทของนวัตกรชุมชนในฐานะ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ให้เป็นที่รับรู้ของสังคมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ นวัตกรชุมชน รวมถึงนวัตกรรมกับเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีการนำไปใช้และต่อยอดจนประสบความสำเร็จ  อันจะนำไปสู่การถอดบทเรียน การรวบรวมแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) เพื่อให้เกิดการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในโอกาสต่อไป พร้อมกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนวัตกรชุมชน หน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนในระดับพื้นที่ได้อีกด้วย

-(016)

เอ็ม ดิสทริค จับมือพันธมิตร สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ กับขบวนพาเหรดสีรุ้งยาวที่สุดในเอเชียส่งท้าย Pide Month

เอ็ม ดิสทริค จับมือพันธมิตร สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่  กับขบวนพาเหรดสีรุ้งยาวที่สุดในเอเชียส่งท้าย Pide Month

เอ็ม ดิสทริค จับมือพันธมิตร สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ กับขบวนพาเหรดสีรุ้งยาวที่สุดในเอเชียส่งท้าย Pide Month

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอ็ม ดิสทริค และเดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมกับพันธมิตร สร้างปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายเดือนแห่งความภาคภูมิใจกับ “LOVE PRIDE ♡ PARADE, BANGKOK 2025” ขบวนพาเหรดสีรุ้งสุดตระการตา สุดอลังการ และยาวที่สุดในเอเชีย ตอกย้ำภาพลักษณ์ “LGBTQIA+ FRIENDLY DESTINATION”  ของประเทศไทย พร้อมโชว์ศักยภาพกรุงเทพมหานครสู่การเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WORLD PRIDE 2030

เป็นอีกหนึ่งวันที่ประวัติศาสตร์แห่งความไพรด์ต้องจารึกไว้เป็นประวัติการณ์  เมื่อ เอ็ม ดิสทริค และ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึกกำลังภาครัฐบาล ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กรุงเทพมหานคร  พร้อมภาคีภาคเอกชนมากกว่า 200 องค์กรชั้นนำ จัดงาน “LOVE PRIDE ♡ PARADE, BANGKOK 2025” อย่างยิ่งใหญ่ เป็นขบวนพาเหรดสีรุ้งที่ยาวที่สุดในเอเชีย ในคอนเซ็ปต์ “Spectrum Forward : Power of Creation” มุ่งมั่นขับเคลื่อนอนาคตด้วยพลังแห่งความสร้างสรรค์  โดยมี จิราพร สินธุไพร ผู้แทนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานปล่อยขบวนพาเหรด ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย พร้อมด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด SIAM PARAGON RETAIL และ EM DISTRICT BANGKOK MALL

นอกจากนี้ ยังมี นักธุรกิจ นักแสดง นักร้อง นักกีฬา กลุ่ม LGBTQIA+ นางงาม ฯลฯ  มาร่วมขบวนสร้างสีสันในงาน อาทิ สาวงามจาก TPN GLOBAL อย่าง แอนโทเนีย โพซิ้ว รองอันดับ 1 Miss Universe 2023, หมูแฮม โชตินภา นางสาวไทย 2568 และรองทั้ง 4 เอมมี่ พรชนิตว์, แพรว     กีราณา, แก้ม พณิดา, พลอย สวรรณกมล, เหล่าศิลปินและนักแสดงจากช่อง One31 บี น้ำทิพย์, แก้ม วิชญาณี, บิ๊นท์ สิรีธร, เฟิร์น นพจิรา, เพิร์ล ศัจกร, ดีดี้ ณิรินทร์ญา, เนส ฐากร และ เอิร์ท ธนกฤต, นักแสดงจากค่าย GMMTV ทั้ง โอห์ม ฐิติวัฒน์, หลุยส์ ธณวิน, ฟอร์ด อรัญญ์, ฟลุ๊ค จีรัสณ์, เลโอ โซสเซย์, ฟลุ๊ค ณัฐนนท์, เอิร์น ปรียาภัทย์ และ กอล์ฟ กิตติพัทธ์, นักแสดงจากค่าย Be On Cloud นำโดย ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส, เจเจ ปฏิภาณ, คิวพี ชินดนัย และ จ๊อบ ยศธร, นอกจากนี้ค่าย DOMUNDI ส่ง  จิมมี่ กานต์ – โอม กฤต มาเป็นตัวแทน ร่วมด้วย ทาทา ยัง, พอร์ช อภิวัฒน์-อาม สัพพัญญู, เตยยี่-ลูกปัด รวมถึงเหล่า KOLS และ Influencer ชื่อดังอย่าง OK WE GO, POOCAO CHANNEL และอีกมากมายที่ออกมาร่วมสนุกสนานในโมเม้นต์สุดพิเศษแห่งการเฉลิมฉลองนี้

งานนี้จัดเต็มทั้งขบวนรถเทรลเลอร์ที่ตกแต่งสีสันสดใสสวยงามสุดตระการตาจากภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมจัดงาน และยังสร้างสีสันด้วยขบวนรถซูเปอร์คาร์, รถเปิดประทุน, รถโบราณ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และอีกมากมาย ที่มาร่วมพาเหรดฉลองให้กับความไพรด์ตลอดระยะทาง 6 กิโลเมตร จากสนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย ไปตามถนนพระราม 1 ผ่านย่านปทุมวัน, ย่านสยาม, ย่านราชประสงค์, ย่านเพลินจิต, ย่านอโศก, ย่านสุขุมวิท และสิ้นสุดที่ เอ็ม ดิสทริค โดยบรรยากาศเป็นไปอย่าสนุกสนานตลอดเส้นทาง ท่ามกลางสีสันของเหล่าผู้ร่วมขบวนที่จัดเต็มด้วยการแต่งตัว และแสดงออกถึงความหลากหลายอย่างเท่าเทียมและเสรี

นับได้ว่า “LOVE PRIDE ♡ PARADE, BANGKOK 2025” เป็นหนึ่งในงานไพรด์ที่ยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงปักหมุดให้ เอ็ม ดิสทริค เป็น Pride Festival Global Destination ที่นักท่องเที่ยวจากนานาชาติต้องมาเยือน ยังเป็นการโชว์ศักยภาพให้ทั่วโลกเห็นว่า กรุงเทพมหานครพร้อมแล้วที่จะเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WORLD PRIDE 2030  ในอีก 5 ปีข้างหน้า

‘เอส แอนด์ พี ประกาศแต่งตั้ง ‘กำธร ศิลาอ่อน’ นั่งเก้าอี้ซีอีโอคนใหม่ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

‘เอส แอนด์ พี  ประกาศแต่งตั้ง ‘กำธร ศิลาอ่อน’ นั่งเก้าอี้ซีอีโอคนใหม่ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

‘เอส แอนด์ พี ประกาศแต่งตั้ง ‘กำธร ศิลาอ่อน’ นั่งเก้าอี้ซีอีโอคนใหม่ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ของไทย ประกาศแต่งตั้ง นายกำธร ศิลาอ่อน  ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคง ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และการบริการ พร้อมเดินหน้าสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

นายกำธร ศิลาอ่อน เป็นทายาทคนกลาง ของ นางภัทรา ศิลาอ่อน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจาก MIT Sloan School of Management และปริญญาโทสาขาวิศวกรรมเคมีจาก Imperial College London และเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางด้านการเงินและการลงทุนให้กับองค์กรใหญ่ทั้งในและต่างประเทศมานานกว่า 20 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองประธานคณะกรรมการอาหารและคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการตรวจสอบ การกำกับดูแลกิจการ และบริหารความเสี่ยง ให้กับอีกหลายบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นายกำธร ศิลาอ่อน ได้เข้ามาบริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) แบบเต็มตัว ตั้งแต่ปี 2557 โดยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในสายการเงิน การผลิต และซัพพลายเชน และดำรงตำแหน่งสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ กรรมการบริหาร ประธานคณะกรรมการความยั่งยืนและบริหารความเสี่ยง ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในครั้งนี้ ทั้งนี้ นาย กำธรเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย ตลอดจนมีผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับตลอดหลายปีที่ผ่านมา

กำธร ศิลาอ่อน ซีอีโอคนใหม่ กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับบทบาทสำคัญในการสานต่อธุรกิจของครอบครัว และขอขอบคุณคณะกรรมการที่ให้ความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของ “เอส แอนด์ พี” ผมจะกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ และขับเคลื่อน ‘เอส แอนด์ พี’ ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมทั้งสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ตลอดจนพัฒนาองค์กรไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน”

การประกาศแต่งตั้งผู้นำองค์กรคนใหม่ในครั้งนี้ของ “เอส แอนด์ พี” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปรับตัวและเติบโตของธุรกิจท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความท้าทายและการเปลี่ยนแปลง และถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างทีมผู้บริหารที่มีศักยภาพ และมีวิสัยทัศน์ที่ทันสมัย เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตและประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย