ศาสตร์และศิลป์แห่งเจ้าฟ้า เพื่อประชาและแผ่นดิน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

ศาสตร์และศิลป์แห่งเจ้าฟ้า เพื่อประชาและแผ่นดิน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

ศาสตร์และศิลป์แห่งเจ้าฟ้า เพื่อประชาและแผ่นดิน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงสืบสานตามพระราชปณิธานใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการประกอบพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการส่งเสริมสุขภาพอนามัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนับตั้งแต่ที่ทรงตัดสินพระทัยเลือกศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมทุกมิติ

ขณะเดียวกันทรงใช้พระอัจฉริยภาพด้านศิลปะและการดนตรี ที่ทรงได้รับการปลูกฝังความเป็นคีตศิลปินมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จนก่อเกิดเป็นผลงานหลากหลายรูปแบบที่จะนำไปสู่คุณูปการ อันยิ่งใหญ่แก่ประชาชนผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศในพระกรณียกิจด้าน สาธารณกุศลต่างๆ ตลอดจนเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างมิตรประเทศที่มีอยู่แล้วให้แน่นแฟ้นและสร้างมิตรใหม่ให้เกิดขึ้นแก่ประเทศเป็นอย่างดียิ่ง

ด้วยพระปณิธานอันมุ่งมั่นในการนำความรู้ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ กอปรกับการสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะและการดนตรีอย่างเกื้อกูลกัน จะเป็นพลังสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและประเทศชาติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้โดยเร็ว ดังพระดำรัสในโอกาสให้กระทรวงวัฒนธรรม (คณะกรรมการจัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติฯสิริศิลปิน) เข้าเฝ้า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ณ พระตำหนักจักรีบงกช ความตอนหนึ่งว่า…

“…วิทยาศาสตร์เป็นส่วนที่ประคับประคองประเทศ ในระหว่างที่ประเทศเดือดร้อน ศิลปะก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ผสมผสานกันสองสาขา เพื่อนำมาสู่การช่วยเหลือราษฎร ในยามที่ประชาชนลำบาก…”

นับตั้งแต่การก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2530 องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงตั้งมั่นในพระปณิธานดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมชนกนาถ อย่างเป็นรูปธรรม และทรงน้อมนำแนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้เป็นหลักและแนวทางการทรงงาน พร้อมกับทรงวางพระนโยบายให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือการศึกษาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการดำเนินงานวิจัยทั้งในระดับพื้นฐานและการประยุกต์ใช้โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้านเคมี ด้านชีวการแพทย์ ด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม และอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่จะมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาระบบด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมของประเทศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ตลอดระยะเวลาการทรงงานกว่า 3 ทศวรรษ ที่ทรงอุทิศพระองค์ทุ่มเทกับการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนางานวิจัย วิชาการ วิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมถึงการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ผ่านการศึกษาและงานวิจัยด้านต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาด้านการแพทย์และการสาธารณสุขให้แก่ประเทศ โดยทรงมุ่งเน้นด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นสำคัญ ด้วยทรงถือเป็นพลังขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศชาติ ซึ่งการดำเนินงานวิจัยของสถาบันฯ ตามพระนโยบาย จึงให้ความสำคัญแก่งานวิจัยที่ศึกษาผลกระทบของปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีต่อสุขภาพ และการคิดค้นพัฒนาตัวยาใหม่จากสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติของไทย รวมทั้งการศึกษาสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งและกลไกการออกฤทธิ์ รวมทั้งการสังเคราะห์สารเคมีที่ได้จากสารสกัดในผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีคุณสมบัติทางยา ซึ่งมีปริมาณน้อยให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นในห้องปฏิบัติการ เพื่อนำมาใช้ศึกษาและพัฒนาเป็นยารักษาโรคต่อไปได้

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานวิจัยหลากหลายด้านที่ผ่านมา ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการนำไปสู่นโยบายของประเทศในการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพื่อเฝ้าระวังป้องกันและลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ขึ้นได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรคมะเร็ง” จึงทรงแสวงหาความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับสถาบันชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ของโลกอยู่เสมอ สำหรับเป็นแนวทางแก่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตผลงานวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาที่จำเป็นในระบบสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทรงนำนักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ประสบความสำเร็จในการวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุคล้ายคลึง “ทราสทูซูแมบ” (trastuzumab) ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม และมะเร็งชนิดอื่น ๆ แบบมุ่งเป้า นับเป็นนวัตกรรมด้านยาชีววัตถุชนิดแรกของประเทศไทย โดยทีมนักวิจัยไทย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโดยไม่พึ่งพาการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ปัจจุบันสามารถขยายการผลิตสู่ระดับการนำไปใช้ได้จริง ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงยารักษามะเร็งได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นยาที่ผลิตได้เองภายในประเทศ อันเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางยาได้อย่างยั่งยืน ซึ่งยาชีววัตถุคล้ายคลึง “trastuzumab” ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ในชื่อพระราชทานว่า “HERDARA”

ตลอดจนเมื่อครั้งที่ทั่วโลกเกิดภัยคุกคามจากวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ทรงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทรงเพียรพยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรค จึงทรงริเริ่มการวิจัยเพื่อสังเคราะห์ยาต้านไวรัสโควิด-19 อย่างเร่งด่วน และมีพระวินิจฉัยให้คณะนักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ทำการวิจัยและพัฒนายาที่มีศักยภาพในการรักษาโรคโควิด-19  ด้วยทรงเล็งเห็นว่าการบริหารจัดการการระบาดของโรค จำเป็นต้องใช้ทั้งการป้องกันด้วยวัคซีน และการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพสูงควบคู่กัน โดยทรงประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์ตัวยา “Molnupiravir” (โมลนูพิลาเวียร์) และยาจากพืชสมุนไพรอย่าง สารสกัดและผงฟ้าทะลายโจร จากการพัฒนายาจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ พร้อมทั้งได้พระราชทานเทคโนโลยีการสังเคราะห์ยานี้ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อ พ.ศ. 2564 สำหรับนำไปต่อยอดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ด้วยพระนโยบายส่งเสริมการใช้สารสกัดธรรมชาติจากพืชและสมุนไพรไทย ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ และราคาไม่แพง

ด้วยเหตุนี้ จึงทรงตระหนักถึงความสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีความมั่นคงทางยาทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพสูง  จึงมีพระปณิธานมุ่งมั่นในการวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านยาให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ โดยทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องผลิตบุคลากรด้านงานวิจัยที่มีศักยภาพอย่างเพียงพอ และเพิ่มขีดความสามารถสำหรับการคิดค้นพัฒนายาประเภทต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ความมั่นคงทางด้านยาที่มีนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าและยั่งยืน  จึงพระราชทานพระนโยบายให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” (Center for Biologics Research and Development : CBRD) ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนายาอย่างครบวงจร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาในระดับเซลล์ต้นแบบ ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการผลิตในปริมาณต่าง ๆ การควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตยาที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) เพื่อจุดมุ่งหมายที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุที่มีคุณภาพ และราคาที่เข้าถึงได้ให้แก่ประชาชนชาวไทย

องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์มิเพียงพระปรีชาสามารถอันเป็นเลิศในศาสตร์แห่งการพัฒนางานวิทยาศาสตร์ แต่พระองค์ยังมีพระอัจฉริยภาพอย่างสูงในการสร้างสรรค์ผลงานทั้งด้านทัศนศิลป์ คีตศิลป์ และวรรณศิลป์ ด้วยพระทัยรักในงานศิลปะและเสียงดนตรีมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ทรงจัดสรรเวลา ส่วนพระองค์เพื่อการสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะในหลากหลายรูปแบบ เพื่อที่จะต่อยอดผลงานสู่การช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส ภายใต้โครงการหารายได้สมทบทุนมูลนิธิในพระดำริฯ อยู่เสมอ นอกจากนี้ ทรงมุ่งมั่นศึกษางานศิลปะและฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง จนกระทั่งทรงสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดทางด้านศิลปะ เมื่อ พ.ศ. 2563 นับเป็นเจ้าฟ้าพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ของพระราชวงศ์ไทยที่ทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยพระวิริยอุตสาหะอย่างแรงกล้าควบคู่ไปกับการทรงงานและการปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ

อีกทั้ง พระองค์ยังมีพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะการดนตรี ที่ทรงได้รับการปลูกฝังความเป็นคีตศิลปินมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงสนพระทัยและทรงเพียรพยายามในการศึกษาเครื่องดนตรีหลากหลายประเภท แม้แต่เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายของราชสำนักจีนโบราณอย่าง “กู่เจิง” ซึ่งการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดนี้มิใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยพระวิริยอุตสาหะ และทรงใฝ่พระทัยในการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง จนพระองค์สามารถบรรเลงเพลงด้วย “กู่เจิง” ทั้งเพลงไทยและเพลงจีนได้อย่างไพเราะ ภายในระยะเวลาอันไม่นาน โดยทรงเป็นพระราชวงศ์พระองค์แรกของโลกที่สามารถทรง “กู่เจิง” เครื่องดนตรีโบราณในราชสำนักจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปีได้ ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่รัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก จึงได้ถวายสถานะ  “ทูตวัฒนธรรม” แด่องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ขณะเดียวกัน ทรงใช้พลังแห่งศิลปะการดนตรีมาเชื่อมความสัมพันธ์ผ่านมิติทางวัฒนธรรมระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายใต้รูปแบบการจัดงานแสดงดนตรีและวัฒนธรรม “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” โดยทั้ง 2 ประเทศได้ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพจัดงานอย่างต่อเนื่องถึง 6 ครั้งแล้ว นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2544 เป็นต้นมา เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีระหว่าง 2 มิตรประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน และทุกครั้งที่มีการจัดแสดง “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” ในประเทศไทย พระองค์ยังทรงคำนึงถึงการช่วยเหลือประชาชนผู้ทุกข์ยากอยู่เสมอ โดยทรงจัดให้มีการหารายได้สมทบทุนแก่องค์การสาธารณกุศล และมูลนิธิในพระดำริฯ เพื่อดำเนินกิจกรรมการกุศลช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม และสนับสนุนการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแก่ประเทศ ซึ่งพระอัจฉริยภาพในผลงานด้านศิลปะการดนตรีทั้งมวล ล้วนเพื่อสร้างประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ผลงานของพระองค์จึงเป็นที่ยอมรับและได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านศิลปะและวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นการสร้างชื่อเสียงและเกียรติยศให้แก่ประเทศเป็นอย่างดียิ่ง อาทิ รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับต่างประเทศ รางวัลสูงสุดทางวัฒนธรรมของรัฐบาลจีน เมื่อปี พ.ศ. 2545 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน รางวัลเหรียญทองเชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์ผลงานดีเด่นและเป็นประโยชน์แก่มวลชน (CISAC Gold Medal Award) โดยสมาพันธ์แห่งสมาคมผู้สร้างสรรค์และนักประพันธ์เพลงระหว่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2547 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

พระเกียรติคุณในฐานะ “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” ที่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในหลากหลายด้านทั้งศาสตร์และศิลป์เหล่านี้ในการบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทั้งมวลมีความผาสุกร่มเย็นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชนมายุ 68 พรรษา วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ประชาชนชาว

IMCRANIB 100 ยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ดตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย จากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถใน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

IMCRANIB 100 ยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ดตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย จากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถใน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

IMCRANIB 100 ยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ดตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย จากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถใน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก หนึ่งในนวัตกรรมการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “ยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า” หรือ Targeted Therapy ซึ่งเป็นการใช้ยาที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งสามารถทำลาย หรือยับยั้งเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดการทำลายเซลล์ปกติในร่างกาย เป็นการลดผลข้างเคียงจากการรักษาแบบดั้งเดิม เช่น เคมีบำบัด นอกจากนี้ยังสามารถสามารถปรับแผนการรักษาได้อย่างรวดเร็วตามลักษณะการดำเนินโรคของผู้ป่วยแต่ละราย

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์กว้างไกลของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ด้วยทรงตระหนักถึงความยากลำบากของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ขาดโอกาสเข้าถึงเภสัชภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ทรงจัดตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ณ พระตําหนักพิมานมาศ อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ เพื่อให้เป็นโรงงานต้นแบบผลิตเภสัชภัณฑ์ที่จะเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถการวิจัยและการพัฒนาเภสัชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ต่อเนื่องสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ เป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยา GMDP PIC/s ตามมาตรฐานสากลและมีศักยภาพด้านการวิจัยทางเภสัชกรรมซึ่งมีความสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาต่อยอดเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้มียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประ เทศไทยซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และเสริมสร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรในด้านการผลิตเภสัชภัณฑ์ที่มีประ สิทธิภาพสูงให้แก่ประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงวางพระนโยบายการวิจัย และผลิตยารักษาโรคมะเร็งอย่างรอบ คอบ ทรงให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ด้วยแนวพระนโยบายที่กว้างขวางนี้จึงเกิดการวิจัยที่หลากหลาย และครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งในทุกรูปแบบ โดยยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine Kinase Inhibitors) เป็นหนึ่งในยาที่ทรงสนพระทัยเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด ให้ผลการรักษาดี มีอาการข้างเคียงต่ำ เป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา

ตลอดการดำเนินโครงการทรงมีพระวิริยะอุสาหะ และใส่พระทัยติดตามความก้าวหน้าของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริราชวิทยาลัยจุฬา ภรณ์ด้วยพระองค์เอง โดยทรงร่วมในกระบวนการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องมือเครื่องจักรต่างๆ และทรงร่วมปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ณ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ทรงใช้พระสติปัญญาและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลนำคณะทำงานของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริเพื่อการพัฒนามาตรฐานเภสัชกรรมอย่างยั่งยืนเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้มีคุณ ภาพเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล โดยทรงปฏฺิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์ และทรงวิเคราะห์หาปริมาณสารปนเปื้อน ความชื้นในวัตถุดิบด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมีฟิสิกส์ชั้นสูง นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป เช่น พฤติกรรมการปลดปล่อยตัวยาสำคัญ มิติความแข็ง ความกร่อนของเม็ดยาเม็ด เป็นต้น

ผลจากการทรงงานด้านเภสัชกรรมด้วยพระวิริยะอุตสาหะและพระปณิธานอันแน่วแน่ตลอดหลายปี เกิดเป็นคุณูประการสำคัญต่อวงการสาธารณ สุข คือ ยาเม็ดรักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย “อิมครานิบ 100 / IMCRANIB 100″ โดยประกอบด้วยตัวยาสำ คัญอิมาทินิบ (IMATINIB) ๑๐๐ มิลลิกรัม โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธา รณสุข เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ และพร้อมสำหรับการนำไปใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็ง

“ยาอิมครานิบ” มีคุณสมบัติยับยั่งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซีนไคเนสอย่างจำเพาะเจาะจง เป็นการทำลายเซลล์มะเร็งอย่างแม่นยำช่วยให้การควบคุมการแพร่กระจายของเซลล์ มะเร็งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST)  มะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP) โดยจะได้นำมาให้บริการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงและเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ชาวไทยสามารถเข้าถึงการรักษาและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ความสำเร็จนี้นับเป็นพระกรุณาธิคุณที่ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนคนไทยให้พ้นจากทุกข์ภัยของโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะความชำนาญด้านการพัฒนาตำรับ การผลิต การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ การทดสอบทางเภสัชวิทยา และการขึ้นทะเบียนยารักษาโรคมะเร็งให้แก่บุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เป็นการยกระดับความสามารถด้านเภสัชอุตสาหการและเทคโนโลยีเภสัชกรรมและบุคลากรทางด้านนี้ของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการผลิตและการวิจัยยารักษาโรคมะเร็งตำรับอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป สร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศในระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

COSDENT เปิดตัว ‘Tooth Age Scan’ เทคโนโลยีบอกอายุฟันจริง ด้วย AI

COSDENT เปิดตัว ‘Tooth Age Scan’ เทคโนโลยีบอกอายุฟันจริง ด้วย AI

COSDENT เปิดตัว ‘Tooth Age Scan’ เทคโนโลยีบอกอายุฟันจริง ด้วย AI

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

COSDENT เปิดตัวแคมเปญแห่งปี “Cosdent Age of Smile” ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ “Tooth Age Scan” นวัตกรรมแรกในไทยที่ใช้ AI ถอดรหัสอายุฟันที่แท้จริงของคุณได้อย่างแม่นยำ พร้อมมอบประสบการณ์ทันตกรรมยุคใหม่ที่ปลายนิ้วผ่าน Web App ใหม่ ที่สามารถวิเคราะห์รอยยิ้มโดยไม่ต้องมาที่คลินิก

นายสรรเสริญ เกียรติเวชสุนทร กรรมการผู้จัดการ คลินิก COSDENT กล่าวว่า COSDENT เล็งเห็นถึงความสำคัญของการใส่ใจสุขภาพฟันของผู้คนในปัจจุบัน จึงได้นำนวัตกรรมทางทันตกรรม “Tooth Age Scan” มาใช้ที่คลินิกเป็นที่แรกในไทย เพราะปัญหาอายุฟันไม่ได้เท่ากับอายุจริง จึงทำให้ COSDENT ได้ทลายข้อจำกัดเดิมๆ ของวงการทันตกรรมด้วยเทคโนโลยี “Tooth Age Scan” ที่สามารถวิเคราะห์สุขภาพและ “อายุ” ของฟันได้อย่างลึกซึ้ง โดยไม่ต้องเจ็บตัวหรือสัมผัสฟันแม้แต่น้อย ผ่านการสแกนโครงสร้างและเฉดสีฟันอย่างละเอียด แล้วประมวลผลด้วย AI ร่วมกับทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณทราบถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ไลฟ์สไตล์ การดูแล และสภาพฟันที่ผ่านมา ส่งผลต่อรอยยิ้มของคุณอย่างไร ทำให้ผู้ใช้งานได้วางแผนดูแลและฟื้นฟูรอยยิ้มอย่างตรงจุด และเฉพาะบุคคลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

พร้อมกันนี้ COSDENT ยังเปิดตัว Web App ใหม่ล่าสุด เพื่อปลดล็อกศักยภาพรอยยิ้มของคุณด้วย เทคโนโลยีระดับพรีเมียมให้เข้าถึงได้ง่ายที่สุด โดย Web App นี้ได้ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลโดยเฉพาะ ด้วยการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนถ่ายภาพรอยยิ้มตามคำแนะนำง่ายๆ จากนั้นระบบ AI ก็จะทำการวิเคราะห์เบื้องต้นและส่งผลประเมิน พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากทีม COSDENT ได้ทันที ซึ่งนอกจากจากความสะดวกสบายแล้ว ยังถือเป็นการทลายกำแพงระหว่างคลินิกและคนไข้ ให้การปรึกษาปัญหารอยยิ้มเป็นเรื่องส่วนตัว สะดวก และไร้รอยต่อ

ด้าน ทพ.สันติราช เกียรติเวชสุนทร กรรมการผู้จัดการ คลินิก COSDENT กล่าวว่า นอกจากการใส่ใจสุขภาพทันตกรรมของคนไข้แล้ว COSDENT ยังยึดหลักกลยุทธ์ที่ยึดคนไข้เป็นศูนย์กลาง (Hyper-Personalization) เพราะหัวใจในการบริการของ COSDENT คือปรัชญาที่ว่า “รอยยิ้มของคุณคือผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลก” เราไม่เชื่อใน ‘One-Size-Fits-All Smile’ ทุกบริการของ COSDENT จึงถูกออกแบบภายใต้กลยุทธ์ Hyper-Personalization ที่นำข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven Insights) มาออกแบบแผนการรักษาที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่รอยยิ้มที่สวยงาม แต่เป็นรอยยิ้มที่สะท้อนตัวตนและสร้างความมั่นใจให้คุณได้อย่างแท้จริง

สำหรับเป้าหมายต่อไปของ COSDENT ไม่ได้มองเพียงการขยายสาขา แต่จะมุ่งมั่นสร้าง “ระบบนิเวศทางทันตกรรมดิจิทัล (Digital Dental Ecosystem) ที่สมบูรณ์แบบ ด้วยการผสมผสานของเทคโนโลยี AI การดูแลเฉพาะบุคคล และความสะดวกสบายของลูกค้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พร้อมกันนี้ จะนำข้อมูลและเสียงตอบรับจากลูกค้ามาพัฒนาและค้นหานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อยกระดับมาตรฐานวงการทันตกรรม และทำให้การมีรอยยิ้มที่สวยงามและสุขภาพดีเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน ทพ.สันติราช กล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการจองคิวปรึกษา สามารถติดต่อทุกช่องทางโซเชียลของคอสเดนท์ทาง: Cosdentsmiledesign

-(016)

MSI ยกทัพเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก บูสต์โปร ในงาน ‘Commart Unlimit 2025’

MSI ยกทัพเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก บูสต์โปร ในงาน 'Commart Unlimit 2025'

MSI ยกทัพเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก บูสต์โปร ในงาน ‘Commart Unlimit 2025’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

Commart Unlimit 2025 MSI บูสต์โปรโมชั่นอลังการ เกมมิ่งโน้ตบุ๊กที่ลดสุด Unlimit ถึง 10,000 บาทและมาพร้อมกับ MSI RTX 50 Series กับของแถมสุด  Exclusive ฟรี! ที่งานนี้เท่านั้น

เขย่าวงการสินค้าไอทีไปมหกรรมสินค้าไอทีที่คัดสรรสินค้าคุณภาพสุดคุ้มอย่างงาน Commart ครั้งนี้ที่มีชื่อ Commart Unlimit 2025 ในกลางปีนี้ ต้อนรับการเปิดเทอมของเหล่านักเรียน นักศึกษา โดยMSI หนึ่งในแบรนด์อยู่คู่กับงานนี้มาโดยตลอด ครั้งนี้ได้ทำการบูสต์โน็ตบุ๊กให้แรงสเปคสูงกว่าเดิมพร้อมโปรโมชั่นความคุ้มค่ากับดีลลับโปรเด็ดรุ่นโดน ลดสูงสุด 10,000 บาทและของ

พรีเมี่ยมสุดเอ็กซ์คูลซีฟในทุกรุ่นมารอให้สาวกMSI ได้แบกกลับบ้านภายในงาน Commart Unlimit 2025 ในครั้งนี้พร้อมด้วยกิจกรรมที่จัดไว้ให้มาร่วมสนุกกันกับพวกเรา MSI ในโลเคชันเดิมที่บูธหมายเลขB12 ของงาน Commart Unlimit 2025ตั้งแต่วันที่ 3 – 6 กรกฎาคม 2568 เพียง 4 วันนี้เท่านั้น!

ดาวน์โหลดเพื่อดูโปรโมชั่นทั้งหมดได้ที่ https://msi.gm/SE126516     

โปรโมชั่น Commart Exclusive Premium Promotion สำหรับลูกค้า MSI ที่ซื้อGaming Notebook รุ่นใดก็ได้ที่เข้าร่วมรายการรับทันทีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษลิมิเต็ดอิดิชันภายในงาน!ของแถมจัดเต็มเฉพาะในงานนี้เท่านั้นพร้อมด้วย Promotion ดีลลับโปรเด็ด กับ RTX 50 ที่มาพร้อมกับส่วนลดของแถมสุดเซอร์ไพรส์ สำหรับรุ่นที่กำหนดนี้

สุดพิเศษกับการนำโน๊ตบุ๊ก New Lineup MSI RTX 50 Series Laptop ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานนอร์สที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้โดยมีทั้งหมด4 ซีรีย์ด้วยกันอาทิเช่น Titan Series, Raider Series, Crosshair Series, Stealth Series ที่นำมาจัดแสดงตัวเครื่องจริงให้ได้ลองสัมผัสทดลองประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องภายในงาน Commart Unlimit 2025 นี้ ตอกย้ำด้วยดีไซน์ลวดลายที่รังสรรค์ออกมาอย่างไม่เหมือนใคร นำมาจัดแสดงให้ได้สัมผัสกับความเป็นที่สุดใน MSI Laptop Gaming ล้ำที่สุดแห่งยุค มากไปกว่านั้นเตรียมพบกับ การสัมภาษณ์ พูดคุย ร่วมเล่นเกมรับของรางวัลสุดพิเศษ กับ Influencer สายเกมและสร้างสรรค์อย่าง GamingDose และ Asayhi  ที่มาแชร์ความรู้และประสบการณ์ตรงไปกับMSI พบกันได้ที่บูธ MSI B12 วันที่ 5 และ 6 กรกฏาคม 2568

MSI ยังมีกิจกรรม RTX 50 Series Promotion ให้ร่วมสนุกไปกับ“Flash Deal ความเร็วนั้นฉันขอ” เงื่อนไขให้ผู้ที่สนใจร่วมสนุกโดยซื้อ Notebook ของ MSI ที่อยู่ในรุ่น RTX 50 Series ที่กำหนดในช่วงเวลา Flash Deal รับไปเลย Central Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท** จากทางMSI และยังไม่หมดเพียงเท่านั้นหากลูกค้าท่านใดที่ซื้อ MSI Laptop RTX 50 Series ในรุ่นที่กำหนดไปแล้ว เพียงถ่ายรูป MSI Laptop RTX 50 Series ที่ซื้อไปและทำการ Post & Share ช่องทางใดก็ได้พร้อม ติด #MSI Gaming #CommartUnlimit 2025 บน Social Media รับไปเลย พวงกุณแจ Lucky Keychain 20th Anniversary Edition กิจกรรมสุดพิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้นได้ที่บูธ MSI B12 มาร่วมสนุกกับประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นไปกับกิจกรรมภายในบูธ MSI อีกมากมายที่รอให้เหล่าแฟนๆโน็ตบุ๊กเกมมิ่งMSIได้มาร่วมสนุกกัน

MSI ขนความสนุกจากเกมมิ่งแอนด์เฮลท์ล่าสุดอย่าง Claw 8 AI+ มาสมทบความสนุกพร้อมมอบประสิทธิภาพการทำงานดีเยี่ยมของ MSI Claw 8 AI+ ที่เราขนมาให้ทดลองภายในบูธ MSI โดยครั้งนี้มาพร้อมกับเกม Action RPG สุดเร้าใจอย่าง ‘เกม Genshin Impact’ รอให้เหล่าคนรักเกมแนว Open World มาเปิดประสบการณ์ใหม่บนเกมมิ่งแอนด์เฮลท์ MSI Claw 8 AI +  ได้ที่บูธ MSI หรือจะเป็นโปรโมชั่นสุด Exclusive ที่มากับราคาสุดคุ้มค่า ที่ห้ามพลาด พบกับเราได้ตั้งแต่วันที่ 3 – 6 กรกฎาคม 2568 นี้ที่บูธหมายเลข B12 Hall EH98-99 และตามบูธตัวแทนจำหน่ายภายในงาน Commart Unlimit ไบเทคบางนา!

ติดตามรายละเอียดได้ที่ MSI Gaming Website https://th.msi.com/  , MSI Thailand Facebook https://msi.gm/2u6kGeX   , MSI Thailand Instagram https://msi.gm/2QOli6R  , MSI Thailand YouTube https://msi.gm/2ZgU1tt

พม. พัฒนา ‘App DepFund’ สร้างโอกาสคนพิการและผู้ดูแล เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

พม. พัฒนา 'App DepFund' สร้างโอกาสคนพิการและผู้ดูแล เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

พม. พัฒนา ‘App DepFund’ สร้างโอกาสคนพิการและผู้ดูแล เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พัฒนานวัตกรรมดิจิทัลให้คนพิการ บริหารจัดการเงินกู้ยืมกองทุนฯ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทันต่อการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ผ่าน “แอปพลิเคชัน DepFund” ตอบโจทย์การเข้าถึงสิทธิด้านการกู้ยืมเงินสำหรับคนพิการในการประกอบอาชีพได้ง่ายยิ่งขึ้น และรองรับความต้องการของคนพิการที่จะใช้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวนกว่า 2.2 ล้านคน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ จะช่วยให้คนพิการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

3 กรกฎาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. พร้อมด้วย นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และคณะผู้บริหาร ร่วมเปิดตัว “แอปพลิเคชันกู้ยืมเงินคนพิการ หรือ DepFund” เพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ย ทั้งยังเข้าถึงการบริการของภาครัฐได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมคนพิการ คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ภายในงานมีการออกบูธแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่ประสบความสำเร็จจากการกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเพื่อประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ จำนวน 5 ร้านค้า ณ ลานชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวภายหลังการเปิดตัว “แอปพลิเคชันกู้ยืมเงินคนพิการ หรือ App DepFund” ว่า กระทรวง พม. มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้เข้าถึงสิทธิของตนอย่างเท่าเทียม โดยงานด้านคนพิการเป็นภารกิจหนึ่งในการขับเคลื่อนการทำงานด้านการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้อยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม โดยปัจจุบัน มีคนพิการในประเทศไทยจำนวน 2,242,693 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.39 ของประชากรไทยทั้งประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2568) ซึ่งในจำนวนนี้ มีคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใช้บริการการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ภายใต้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จำนวนกว่า 300,019 ราย รวมเป็นจำนวนเงิน 11,284,049,918 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568) การสร้างอาชีพให้คนพิการมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในตลาด เพิ่มรายได้ให้กับคนพิการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและส่งเสริมให้คนพิการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สำหรับการพัฒนานวัตกรรมระบบดิจิทัล “แอปพลิเคชัน DepFund” ภายใต้แนวคิด “เพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว” เป็นอีกระบบหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนงานด้านคนพิการให้เข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ ที่คนพิการพึงได้รับด้วยความสะดวก รวดเร็ว และทันต่อวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งแอปพลิเคชัน DepFund จะช่วยในการบริหารจัดการเงินกู้สำหรับคนพิการ ให้เข้าถึงระบบบริการดิจิทัลด้านเงินกู้ได้อย่างครอบคลุม สะดวก และรวดเร็วขึ้น

“ในปัจจุบันวิวัฒนาการของดิจิทัลถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น การพัฒนาและนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้เพื่อสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ จะช่วยให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้อย่างไร้รอยต่อ จึงเป็นสิทธิและสวัสดิการหนึ่งที่คนพิการพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม และการพัฒนา“แอปพลิเคชัน DepFund” ช่วยให้คนพิการมีเงินตั้งต้นประกอบอาชีพได้ทันที ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้คนพิการเกิดความสะดวกในการกู้ยืมเงินกองทุนฯ โดยไม่ต้องเดินทางมารับบริการต่อหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดปัญหาการเดินทาง ส่งผลให้คนพิการสามารถทำงานหารายได้ได้อย่างเต็มกำลังมากขึ้น ทำให้คนพิการมีศักยภาพ มีความเข้มแข็ง สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าอย่างมีเสถียรภาพต่อไป” นายวราวุธ กล่าว

ด้าน นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุว่า กองทุนส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ โดยกองกองทุนและส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ ได้พัฒนา “แอปพลิเคชัน DepFund” ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กองทุนฯ มีการปล่อยเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ จำนวน 14,792 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 757,121,796 บาท (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2567) ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กองทุนฯ ตั้งเป้าหมายจำนวนคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใช้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวน 15,000 ราย จำนวนเงินกู้ 1,000 ล้านบาท และปัจจุบัน มีคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ กู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวน 6,632 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 339,850,285 บาท (ข้อมูล ณ 28 พฤษภาคม 2568)  ดังนั้น การพัฒนา “แอปพลิเคชัน DepFund” จะเป็นอีกช่องทางเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการเข้าถึงบริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อันส่งผลให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้อย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม

“แอปพลิเคชัน DepFund ที่พัฒนาขึ้น จะช่วยบริหารจัดการการกู้ยืมเงินกองทุนฯ ผ่านระบบดิจิทัล อำนวยความสะดวกให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการในการยื่นกู้ยืมเงินกองทุนฯ ตรวจสอบผลการอนุมัติ ยอดคงเหลือ ประวัติการชำระเงิน ทั้งยังสามารถชำระหนี้ที่กู้ยืมผ่าน QR Code ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงการบริการของภาครัฐได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android สามารถเข้าใช้งานผ่าน DIGITAL ID” นายโชคชัย กล่าว

ทั้งนี้ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้บริการคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ผ่อนชำระคืนภายในไม่เกิน 5 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย สำหรับการกู้ยืมเงินกองทุนฯ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. การกู้รายบุคคล รายละไม่เกิน 60,000 – 120,000 บาท และ 2. การกู้รายกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่สนใจกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนสำหรับประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ สามารถยื่นคำร้องได้ทาง https://efund.dep.go.th/

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและบริการด้านต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนพิการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม พึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ในสังคมต่อไป

-(016)

Chai Jia Chai จับมือเชฟดังจากร้านมิชลิน 3 ดาวในสิงคโปร์ ชวนนักชิมสัมผัสมิติใหม่ของรสชาติอาหารจีน

Chai Jia Chai  จับมือเชฟดังจากร้านมิชลิน 3 ดาวในสิงคโปร์ ชวนนักชิมสัมผัสมิติใหม่ของรสชาติอาหารจีน

Chai Jia Chai จับมือเชฟดังจากร้านมิชลิน 3 ดาวในสิงคโปร์ ชวนนักชิมสัมผัสมิติใหม่ของรสชาติอาหารจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

ไชย เจีย ชัย (Chai Jia Chai)  ร้านอาหารจีนร่วมสมัยชื่อดัง ในซอยสุขุมวิท 31 จัดดินเนอร์สุดพิเศษ 2 คืนเท่านั้น ในวันที่ 12 และ 13 กรกฎาคม นี้ เชิญชวนนักชิมร่วมออกเดินทางสู่มิติใหม่ของรสชาติอาหารจีน โดยได้รับเกียรติจาก เชฟนากะ เซียง (Chef Naka Xiong) หัวหน้าเชฟจากร้าน Odette ร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินและหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดของโลกจากประเทศสิงคโปร์ พร้อมด้วย เลสลีย์ หลิว (Lesley Liu) หัวหน้าซอมเมอลิเยร์มือฉมัง ที่จะมารังสรรค์ประสบการณ์การจับคู่อาหารและไวน์อันน่าตื่นตาตื่นใจ

งานสุดพิเศษนี้ เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง เชฟไช่ ซื่อ เหว่ย (Chef Tsai Shih Wei) เชฟเจ้าของและผู้ก่อตั้ง Chai Jia Chai และเชฟนากะ เซียง เพื่อนำเสนอเมนูอาหารจีนที่หลากหลาย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากงานเลี้ยงระดับตำนานอย่าง “แมนจู-ฮั่น” (Manchu-Han banquet) ซึ่งคัดสรรวัตถุดิบหายากและทรงคุณค่ามารังสรรค์เป็นจานเด็ด ที่จะพาผู้มาร่วมงานดำดิ่งสู่บทสนทนาระหว่างความทรงจำแบบจีนกับความเชี่ยวชาญแบบฝรั่งเศส แต่ละจานคือหน้ากระดาษ แต่ละแก้วคือบทกวี ทุกช่วงเวลาคือการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่

ดินเนอร์สุดพิเศษ 2 คืน ในวันที่ 12 และ 13 กรกฎาคม เริ่มเวลา  18.30 น. เป็นต้นไป ที่ ร้าน Chai Jia Chai, สุขุมวิท 31  ราคา: 16,800++ บาท (จำนวนจำกัดเพียง 16 ที่นั่ง) สำรองที่นั่งได้ที่โทร. 093-117-1909 Line : @Chaijiachai   

เชฟไช่ ซื่อ เหว่ย (Chef Tsai Shih Wei)  : แม้ว่าพ่อแม่จะไม่เห็นด้วย แต่เชฟไช่ ก็ยังคงมุ่งมั่นเดินตามความฝันในการทำอาหาร เขาเริ่มต้นอาชีพในครัวที่ Zhujiang Banquet ร้านอาหารชื่อดังในไทเป โดยทำงานอย่างหนัก ทั้งการหั่น การเตรียมวัตถุดิบ การล้าง และแม้กระทั่งการแก้ไขท่อระบายน้ำอุดตันในแต่ละวัน สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาได้เรียนรู้และเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากร้านอาหารแห่งนี้เสิร์ฟได้มากถึง 300 โต๊ะต่อวัน

เมื่อเชฟไช่พบเจออาหารจานอร่อย เขาจะพยายามเป็นลูกศิษย์และเรียนรู้จากเชฟผู้เชี่ยวชาญ “ย้อนกลับไปตอนนั้น มีแค่หนังสือและการฝึกงานเท่านั้นที่ผมเรียนรู้จากมัน” เขากล่าว  อาหารจานแรกที่น่าจดจำของเขา คือไข่เจียวหัวไชโป๊ว ซึ่งเกิดเพลิงไหม้จากการรวมกันโดยไม่ได้ตั้งใจของน้ำมันและน้ำ จนทำให้ไข่ไหม้และเส้นผมของเขาบางส่วน

ต่อมา เชฟไช่ ได้ออกเดินทางสู่สากลในปี 2558 โดยเข้ารับตำแหน่งในครัวที่ออสเตรเลีย โปแลนด์ และจีน เขาได้ไต่เต้าในตำแหน่งหน้าที่ และได้รับตำแหน่งผู้นำอย่างเป็นทางการสองทศวรรษหลังจากเหตุการณ์ไข่เจียวหัวไชโป๊วอันร้อนระอุ ในที่สุด โอกาสก็มาถึง และเชฟไช่  ก็ได้เปิดร้านอาหารแห่งแรกของเขาในกรุงเทพฯ ประเทศไทย 

ไชย เจีย ชัย (Chai Jia Chai)  เปิดให้บริการในปี 2564 บนถนนสุขุมวิท ซอย 31 ใจกลางกรุงเทพฯ  ที่นี่นักชิมได้สำรวจอาหารจีนที่หลากหลาย วัตถุดิบอันล้ำค่าและท้าทายอย่างกระดูกและเอ็นปลาสเตอร์เจียน รวมถึงหนังปลาเก๋ายักษ์แห้ง ถูกนำเสนอในอาหารและสูตรอาหารที่ครั้งหนึ่งเคยสงวนไว้สำหรับราชวงศ์เท่านั้น เชฟไช่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงประเภทเดียว แต่มีเป้าหมายที่จะขยายประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกงานและเพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความลึกและความกว้างของอาหารจีน

เชฟเซิง เซียง หรือเชฟนากะ เซียง ชาวสิงคโปร์ : เชฟใช้เวลากว่าทศวรรษภายใต้การนำของเชฟจูเลียน ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าเชฟที่ Odette เชฟเซิง เซียง เติบโตมาใกล้กับมหาสมุทร ใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ช่วยงานฟาร์มปลาของพ่อ และออกทริปตกปลาเป็นประจำตามเกาะใกล้เคียง สิ่งนี้ได้บ่มเพาะความรักในท้องทะเล และปลูกฝังความหลงใหลในอาหารทะเลและการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรมที่เขายังคงยึดถือมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี 2553 เขาเริ่มต้นอาชีพในฐานะพนักงานฝึกหัดที่ Brasserie Les Saveurs ในโรงแรม St. Regis Singapore ซึ่งเป็นที่แรกที่เขาได้พบกับเชฟจูเลียน รอยเยอร์ และในที่สุดก็ได้ย้ายไปทำงานกับเขาที่ JAAN และไต่เต้าขึ้นไป

เชฟเซิง เซียง อยู่กับทีมงานมาตั้งแต่ Odette ก่อตั้งขึ้น โดยนำความเชี่ยวชาญและทิศทางในการบริการและการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเมนูอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดูแลของเชฟจูเลียน เขาได้พัฒนาแนวทางการทำอาหารที่เรียบง่าย โดยได้รับอิทธิพลจากมรดกเอเชียและการฝึกฝนด้านอาหารฝรั่งเศสสมัยใหม่

เลสลีย์ หลิว (Lesley Liu) : เป็นซอมเมอลิเยร์มากประสบการณ์ที่มีอาชีพที่โดดเด่นในวงการอาหารชั้นเลิศทั่วเอเชีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าซอมเมอลิเยร์ที่ร้าน Odette ซึ่งได้รับ 3 ดาวมิชลิน เธอมีประสบการณ์ยาวนานกว่าทศวรรษจากสถานประกอบการที่มีชื่อเสียงมากมาย รวมถึง Maison Lameloise Shanghai และ Le Moût
เลสลีย์ได้รับรางวัล Tatler Best Sommelier ประจำปี 2025 และเป็นแชมป์สองสมัยของ Sopexa Singapore’s Best Sommelier in French Wines เธอได้รับใบรับรอง Advanced Certificate จาก Court of Master Sommeliers และยังได้รับการรับรองความเชี่ยวชาญด้านไวน์ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี อีกทั้ง เลสลีย์เป็นที่รู้จักในด้านความเป็นผู้นำที่สงบและมีความรู้ด้านไวน์อย่างลึกซึ้ง เธอจึงยังคงเป็นผู้มีอิทธิพลที่ได้รับการยอมรับในชุมชนซอมเมอลิเยร์แห่งเอเชีย

ครบรอบ 91 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบรางวัลศิษย์เก่าผู้ทำประโยชน์แก่สถาบัน

ครบรอบ 91 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบรางวัลศิษย์เก่าผู้ทำประโยชน์แก่สถาบัน

ครบรอบ 91 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบรางวัลศิษย์เก่าผู้ทำประโยชน์แก่สถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบปีที่ 91 โดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี ภายในงานยังมีพิธีเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าผู้ทำคุณงามความดีต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์และจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่อยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้า การช่วยเหลือสังคมและมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ซึ่งปีนี้ได้พิจารณาคัดเลือกมอบรางวัลอันทรงคุณค่าสูงสุดคือ รางวัลเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2568 ให้กับ ผาณิต พูนศิริวงศ์   ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยที่ได้ทำงานรับใช้สังคมและประเทศชาติ สนับสนุนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยที่เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากมาอย่างต่อเนื่อง โดยรางวัลดังกล่าวได้พิจารณามอบให้กับบุคคลหรือศิษย์เก่า ปีละ 1 คน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบัน รวม 45 คน และมีศิษย์เก่าที่ได้รับโล่เกียรติยศ ประจำปี 2568 รวม 82 ราย งานจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หอประชุมใหญ่) ท่าพระจันทร์

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ติดเข็มเกียรติยศให้กับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ผู้สร้างคุณูปการแก่มหาวิทยาลัยอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ผาณิต พูนศิริวงศ์ นับเป็นศิษย์เก่าคนที่ 45 และเป็นสตรีคนที่ 6 ที่ได้รับรางวัลเข็มเกียรติยศทองคำ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเข็มเกียรติยศทองคำให้กับ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (2530) และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (2563) รวมถึง ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (2541), ศ.คุณหญิง นงเยาว์ ชัยเสรี (2543) และ ศาสตราจารย์ เกษรี ณรงค์เดช (2548) 

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ. และอดีตอธิการบดี มธ. พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มธ. ร่วมยินดีกับ ศิษย์เก่าผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2568 ผาณิต พูนศิริวงศ์

รายชื่อผู้ได้รับเข็มเกียรติยศตั้งแต่ พ.ศ.2525-2567 มีดังนี้ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ (2525), ศ. ประภาศน์ อวยชัย (2526), บุญชู โรจนเสถียร (2526), ศ.ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ (2527), ศ.วิจิตร ลุลิตานนท์ (2527), ศ.ประกอบ หุตะสิงห์ (2528), ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ (2529),  ศ.ปกรณ์ อังศุสิงห์ (2529), สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา (2530), มารุต บุนนาค (2532), ศ.ไพโรจน์ ชัยนาม (2533), ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ (2534), สุวัฒน์  วรดิลก (2535), ศ.ดร.พนัส สิมะเสถียร (2536), ชวน หลีกภัย (2537), 

นายกสภามหาวิทยาลัยฯ, อธิการบดี ถ่ายภาพร่วมกับ ผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ และผู้รับโล่เกียรติยศ ประเภทศิษย์เก่าดีเด่น

ศ.ดร.สุธี สิงห์เสน่ห์ (2538), อนันต์ อนันตกูล (2539), บัญญัติ บรรทัดฐาน (2540), ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (2541), สถาพร กวิตานนท์ (2542), ศ.คุณหญิง นงเยาว์ ชัยเสรี (2543), มานิจ สุขสมจิตร (2544), สัก กอแสงเรือง (2545), รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร (2546), ดร.อรัญ ธรรมโน (2547), ศ.เกษรี ณรงค์เดช (2548), ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล (2549), ศ.ดร.คณิต ณ นคร (2550), ศ.ดร.อักขราทร จุฬารัตน (2551), อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (2552), ศ.หิรัญ รดีศรี (2553)

อภัย จันทนจุลกะ (2554), ศ.ดร.อรุณ ภาณุพงศ์ (2555), ธรรมศาสตราภิชาน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ (2556), สวัสดิ์ โชติพานิช (2557), ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ (2559), มนู เลียวไพโรจน์ (2560), ศ.วิโรจน์ เลาหะพันธุ์ (2561), เตช บุนนาค (2562), สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (2563), ดร.อาษา เมฆสวรรค์ (2564), ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (2565), ประกิต อภิสารธนรักษ์ (2566), อาคม เติมพิทยาไพสิฐ (2567)

ผู้ได้รับโล่เกียรติยศ ประเภทศิษย์เก่าดีเด่นรุ่นใหม่

สำหรับผู้ได้รับโล่เกียรติยศ ประจำปี 2568 ประเภทศิษย์เก่าดีเด่น จำนวน 53 ราย ได้แก่ กมลชนก จงเสถียร, กรวีร์ ปริศนานันทกุล, กุลกัญญา ทุมเสน, ม.ล.จิรทิพย์ เทวกุล, จิรภา สินธุนาวา, ดร.ชญานิน เกิดผลงาม, ชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล, ชาธิป รุจนเสรี, ชุลีวันทน์ สายสิงห์ทอง, ณฐอร อินทร์ดีศรี, ณรงค์ เทพเสนา, ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา, นพ.ดิเรก สุดแดน, รศ.ดร.ตุลวิทย์ สถาปนจารุ, นันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล, ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ดร.พญ.เบญจมาส พฤกษ์กานนท์, ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต, ปราชญา อุ่นเพชรวรากร, ปราบต์ บุนปาน, ปวีณา จริยฐิติพงศ์, ปิยะ ปิจนำ, ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล, พรพิมล นิลทจันทร์ และ พรยศ กลั่นกรอง

พิสิฐ ทางธนกุล, ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์, เพียงจิต ศรีประสาธน์, ฟาบีโอ จินดา, ดร.ภุมรินทร์ กลั่นแก้ว, ภูวนารถ ณ สงขลา, มงคล วิศิษฏ์สตัมภ์, ดร.รวีวรรณ ถิรมนัส, ราชันย์ ซุ้นหั้ว, รุจิกร แสงจันทร์, วชิรา การสุทธิ์, วรางค์ ไชยวรรณ, ว่องไว วิฑูรชาติ, วิทยากร มณีเนตร, วิเรขา สันตะพันธุ์, วีระยุทธ นิ่มเสมอ, รศ.ดร.ศุภกาญจน์ ชำนิ, ดร.สติธร ธนานิธิโชติ, รศ.ดร.สมบัติ กุสุมาวลี, สมภพ สมิตะสิริ, สุดา สุหลง, ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ, สุรนาม พานิชการ, น.พ.สุรพจน์ สุวรรณพานิช, สุวพงศ์ ศิริสรณ์, แสวง บุญมี และ อลิสา สิมะโรจน์

ผู้ได้รับโล่เกียรติยศ ประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัย

ประเภทศิษย์เก่าดีเด่นรุ่นใหม่ 17 ราย ได้แก่ กัญญาภัทร์ มงคลพรสุข, ชนวีร์ หอมเตย, ชริน กฤตเมธาพร, ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา, ไตรศุลี ไตรสรณกุล, ดร.พท.ป.นันทิกา พรหมมี, ภาวรินทร์ รามัญวงศ์, รชกร สุรภักดี, วรรธนสกล รักปทุม, วราเศรษฐ์ อัศวพิศาลบูลย์, วัชรพงษ์ จิโสะ, วิภาดา แหวนเพชร, วิภาวี กิตติเธียร, วีระสิทธิ์ จึงประสบการค้า, วุฒิชัย แตงทอง, ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ และ อาชัย ซาลูยา

ผู้ได้รับรางวัลบุคลากรดีเด่น

ประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัย 12 ราย ได้แก่ กัลยาณี วิสิษฐยุทธศาสตร์, จันทรา พงศ์ศรี, ฉัตรชัย วิไลรัตนสุวรรณ, ชมนาด พงศ์พนรัตน์, ชมภูนุช ปฐมพร, ดวงเดือน คงดี, ประณุท เบนดาปุดี รศ.พรชัย ตระกูลวรานนท์, ยุทธนา สาโยชนกร, ผศ.วันชัย ขันตี, ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล และ ศ.กิตติคุณ นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล

ผู้ได้รับรางวัลครูดีเด่น และ รางวัล Active Learning ประจำปี 2567

นอกจากนี้ภายในงานยังมีมอบโล่เกียรคุณแก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ ประจำปี 2568, รางวัลกีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2567, รางวัลครูดีเด่น ประจำปี 2567,  รางวัล Active Learning ประจำปี 2567, มอบรางวัลบุคลากรดีเด่น ปิดงานด้วยการขับรองเพลงโดยชุมนุมขับร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน และ ปิยาพัชร คนชม รักษาการเลขานุการคณะวารสารศาสตร์ฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ร่วมแสดงความยินดีกับ

ผาณิต พูนศิริวงศ์  ศิษย์เก่าวารสารฯ มธ. ที่ได้รับเข็มเกียรติยศ

‘แจ็ค ไททัส’ อวดหุ่นล่ำ แซ่บสมมง Mister Model International 2025

‘แจ็ค ไททัส’ อวดหุ่นล่ำ แซ่บสมมง Mister Model International 2025

‘แจ็ค ไททัส’ อวดหุ่นล่ำ แซ่บสมมง Mister Model International 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

สร้างประวัติศาสตร์ให้กับไทยเลยทีเดียวสำหรับ “แจ็ค ไททัส” นายแบบสายเลือดไทยที่เติบโตในสหรัฐฯ ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวด Mister Model International 2025 ที่ประเทศโคลอมเบีย ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดของหนุ่มๆ ลาตินกว่า 30 ชาติ

นอกจากนั้นแล้ว แจ็ค ไททัส ยังได้รับรางวัล Best in Social Media จากคะแนนโหวตออนไลน์ มียอดวิวและการรีโพสต์ถล่มทลายตลอดการเก็บตัว แฮชแท็ก #JackTitus พุ่งติดเทรนด์หลายประเทศ ทั้งไทย โคลอมเบีย เม็กซิโก สหรัฐฯ

เรียกว่า แจ็ค ไททัส หนุ่มไทยหล่อไม่แพ้ชาติใดในโลก แถมยังแซ่บอีกต่างหาก ดูจากรูปชุดว่ายน้ำในวันเก็บตัวพูดเลยหล่อ ล่ำ น่าขย้ำสุดๆ ไม่แปลกใจเลยทำไมฮอตติดเทรนด์ระดับโลก

จากอดีตผู้ช่วยแพทย์ในลาสเวกัส สู่รันเวย์ LA Fashion Week และ New York Fashion Week จนวันนี้ผงาดเป็น “มิสเตอร์โมเดลเบอร์หนึ่งของโลก” แจ็คเอ่ยหลังรับมงว่า

“มงนี้คือชัยชนะของคนไทยทุกคน อยากให้ทุกคนเชื่อว่าความฝันใหญ่แค่ไหนก็ไม่เกินมือถ้าไม่ยอมแพ้”

ซึ่งเร็วๆ นี้ แจ็ค ไททัส จะเดินทางกลับมาที่ไทย เพื่อฉลองตำแหน่งรางวัลชนะเลิศ Mister Model International 2025 ใครที่เป็นแฟนนางงามเตรียมรวมพลต้อนรับ และหลังจากนั้นเจ้าตัวก็มีคิวออกรายการและงานแฟชั่นโชว์ในกรุงเทพฯ ก่อนบินไปทำงานที่ยุโรป ติดตามเบื้องหลังชีวิต “Mister Model International 2025” และกองทัพภาพชุดว่ายน้ำแบบไม่เซ็นเซอร์ได้ที่ Instagram @jacktituss

สำหรับ แจ็ค ไททัส นั้นดีกรีไม่ธรรมดา เป็นนายแบบ ไทย-อเมริกัน นักร้อง นักเดินทาง และนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมที่มีบทบาทโดดเด่นในระดับนานาชาติ และแฟชั่น สำเร็จการศึกษาด้านผู้ช่วยแพทย์จากมหาวิทยาลัยเนวาดา ลาสเวกัส (University of Nevada, Las Vegas) ในปี 2021 แจ็ค ไททัส ได้รับตำแหน่ง Mr. Gay World Nevada และเป็นตัวแทนรัฐเนวาดาในการประกวด Mr. Gay World USA โดยเขาเป็นคนเอเชียเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในปีนั้น ยังมีประสบการณ์เดินแบบในงานแฟชั่นระดับโลก เช่น New York Fashion Week และ LA Fashion Week รวมถึงงานแฟชั่นโชว์ในประเทศไทยและเอเชียตะวัน

นอกจากนั้นแล้วแจ็คยังทำงานด้านสังคมมาโดยตลอด โดยเป็นอาสาสมัครที่ศูนย์ The Center ในลาสเวกัส ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนชุมชน LGBTQ+ เขายังมีส่วนร่วมกับ YMCA ในหลายเมือง เช่น ลอสแอนเจลิส ซานดิเอโก และบาร์รังกียา ประเทศโคลอมเบีย โดยจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและศักยภาพให้กับเยาวชน

-(016)

เน็กโกะ ชวน ‘มิว-ตุลย์’ เปิดตัวฉลองแคมเปญ ‘NEKKO x GARFIELD: Happy Cat, Happy Life’

เน็กโกะ ชวน ‘มิว-ตุลย์’ เปิดตัวฉลองแคมเปญ ‘NEKKO x GARFIELD: Happy Cat, Happy Life’

เน็กโกะ ชวน ‘มิว-ตุลย์’ เปิดตัวฉลองแคมเปญ ‘NEKKO x GARFIELD: Happy Cat, Happy Life’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

บริษัท ฟู้ดอินโนวา เทรดดิ้ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย อาหารแมวเน็กโกะอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ครั้งแรกที่คาแรกเตอร์แมวยอดฮิตของคนทุกเพศทุกวัย GARFIELD คอลแลปกับอาหารแมวเกรดพรีเมียมอย่างเน็กโกะในแคมเปญ “NEKKO x GARFIELD : Happy Cat, Happy Life” ภายใต้แนวคิด “แมวสุขล้น คนสุขใจ” ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษใจกลางกรุงเทพฯ  ในวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2568 ณ Holiday Pastry  Flagship Store   ร้านคาเฟ่ยอดฮิตของนักแสดงหนุ่ม   “อิน – สาริน รณเกียรติ” และ “ไท้ – วสุวัส คูหาเปรมกิจ” ที่ได้มาร่วมฉลองเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ และแฟนคลับผู้โชคดีเข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น โดยการคอลแลปครั้งนี้ไม่เพียงเติมเต็มประสบการณ์ของทาสแมว และยังสะท้อนความตั้งใจของแบรนด์เน็กโกะที่ต้องการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแมวผ่านอาหารที่ดี มีคุณค่า และสนับสนุนไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์เจ้าของแมวยุคใหม่ พร้อมกันนี้ยังถือเป็นโอกาสเฉลิมฉลองที่อาหารแมวเน็กโกะครบรอบ 12 ปี และยังเป็นการครบรอบ 42 ปีของ Garfield อีกด้วย

ภายในงานได้รับเกียรติจาก 2 ผู้บริหาร   คุณอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ และ    คุณสมภพ โรจนชัยชนินทร รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟู้ดอินโนวา เทรดดิ้ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ที่จะมาเล่าถึงแนวความคิดและความตั้งใจของแบรนด์เน็กโกะในการส่งต่อความสุขอย่างยั่งยืนให้แมวไทยผ่านการคอลแลปกับ GARFIELD แมวที่เป็นตัวแทนของคนทุกเพศทุกวัยที่มีไลฟ์สไตล์ “สุขภาพดี มีความสุข เป็นตัวของตัวเอง ”

การเปิดตัวครั้งนี้ เน็กโกะ ยังจัดทำของพรีเมียมสุดน่ารักให้แฟนๆ Garfield ได้สะสมและเป็นเจ้าของไอเท็มลิมิเต็ด Garfield l Nekko แบบฟินๆ อาทิ ร่มกันแดด, แก้วเก็บความเย็น, กระเป๋า, หมวกแมว ที่มีจำหน่ายเพียงที่ Holiday Pastry  Flagship Store เท่านั้น และคอลเลกชั่น Garfield l Nekko อื่นๆ ยังมีให้ติดตามและสะสมได้ตาม ร้านเพ็ทช้อปและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 เป็นต้นไป

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ อาหารแมวเน็กโกะ เอาใจคนรักแมว โดยร่วมกับร้าน Holiday Pastry Flagship Store เนรมิตร้านในธีม GARFIELD HOUSE สร้างมุมถ่ายรูปในสไตล์ของ “NEKKO x GARFIELD” ให้สาวกแมว GARFIELD และเน็กโกะ ได้มาถ่ายรูปเช็คอิน พร้อมเอ็กซ์คลูซีฟพรีเมียมคอลเลกชั่นสุดลิมิเต็ดให้สาวกคนรักแมว และคนรักการ์ฟิลด์ได้สะสมที่มีขายที่นี่เพียงเท่านั้น นอกจากนี้เน็กโกะยังได้รังสรรค์เมนูสุดพิเศษเพื่อฉลองเปิดตัวแคมเปญนี้ ให้ได้ลิ้มลองรสชาติเมนูอาหารที่ทำขึ้นในสไตล์ของกาฟิลด์ อาทิ Tuna & Cheese Melt Bagel, Thai Tea Dark Chocolate Twist และ Bombolini Chocolate ทุกเมนูตกแต่งผสมผสานความน่ารักของ GARFIELD เข้ากับความใส่ใจของ อาหารแมวเน็กโกะ ได้อย่างลงตัว คนรักการ์ฟิลด์และเน็กโกะ สามารถไปช้อป ไปชิม  ไปถ่ายรูป และ เช็คอิน  ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 กรกฎาคม 2568

ความพิเศษยังไม่จบเพียงเท่านี้ NEKKO ส่งท้ายความสุข   ด้วยการเปิดตัวแขกรับเชิญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “มิว–ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” และ “ตุลย์–ภากร ธนศรีวนิชชัย” คู่รักนักแสดงที่มาพร้อมกับบทเพลงไพเราะ ร่วมแบ่งปันมุมมองความรัก ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตกับสัตว์เลี้ยงในแบบของตัวเอง ท่ามกลางเสียงกรี๊ดของแฟนคลับที่มารอเก็บภาพน่ารักโมเมนต์สุดประทับใจ ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์การเลี้ยงแมวให้มีความสุขแบบ Happy Cat, Happy Life โดยมี ป้อปปี้ รัชพงศ์ อโนมกิติ รับหน้าที่พิธีกร

ผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารเรื่องราวดีๆ ของอาหารแมวเน็กโกะ และ GARFIELD รวมถึงแคมเปญใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณอัพเดตข่าวสารแบบใกล้ชิดได้ก่อนใคร ผ่าน facebook fanpage  :  https://www.facebook.com/nekkocatfood                                                                      

-(016)

ม.ซีอาน เปิดค่ายฤดูร้อนนำนักศึกษาจาก 34 ประเทศ ถอดรหัสจีนสมัยใหม่

ม.ซีอาน เปิดค่ายฤดูร้อนนำนักศึกษาจาก 34 ประเทศ ถอดรหัสจีนสมัยใหม่

ม.ซีอาน เปิดค่ายฤดูร้อนนำนักศึกษาจาก 34 ประเทศ ถอดรหัสจีนสมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

มหาวิทยาลัยซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดกิจกรรมเปิดค่ายฤดูร้อนนักศึกษานานาชาติครั้งที่ 6 ณ สถาบันกวนจง โดยการสนับสนุนจากสำนักงานการศึกษาเมืองซีอาน นำนักศึกษาจาก 34 ประเทศรวม 69 คน ร่วมถอดรหัสจีนสมัยใหม่ ผ่านการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ พร้อมสัมผัสเรื่องราวในอดีตจนถึงปัจจุบันของนครซีอาน

มหาวิทยาลัยซีอาน จัดพิธีเปิดค่ายฤดูร้อนนักศึกษานานาชาติครั้งที่ 6 ขึ้นที่สถาบันกวนจง โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการศึกษาเมืองซีอาน ภายใต้หัวข้อ “จุดเริ่มต้นเส้นทางสายไหมและอนาคตที่ใช้ร่วมกัน” โดยมีนักศึกษาจาก 34 ประเทศ จำนวน 69 คน เข้าร่วมกิจกรรม และมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการศึกษาเมืองซีอาน และสำนักงานการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์ซีอาน รวมทั้งตัวแทนจากสถานกงสุลประเทศต่าง ๆ ในนครซีอาน เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการจัดกิจกรรมสำคัญครั้งนี้ โดยในส่วนของประเทศไทยมี นางอรพินทร์ หาญชาญชัยกุล กงสุลใหญ่ ณ นครซีอาน เข้าร่วมพิธี และได้พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับนักศึกษาชาวไทยที่เข้าร่วมค่ายฤดูร้อนในครั้งนี้ด้วย

ศาสตราจารย์ ตงหงเจี๋ย แห่งมหาวิทยาลัยซีอาน เปิดเผยว่า ค่ายฤดูร้อนนักศึกษานานาชาติ ปี 2025 ของเมืองซีอานเป็นหนึ่งในโครงการที่ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และเป็นกิจกรรมหลักของโปรแกรม “เรียนที่ซีอาน” ของมหาวิทยาลัยซีอาน ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา โดยค่ายนี้ได้จัดกิจกรรมมาแล้ว 5 ครั้ง และมีนักศึกษานานาชาติเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 300 คน จากกว่า 40 ประเทศ และได้รับคำชื่นชมจากผู้เข้าร่วมงานอย่างกว้างขวาง โดยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและสร้างสะพานเชื่อมโยงเยาวชนจากหลากหลายประเทศทั่วโลก

“ค่ายฤดูร้อนในปีนี้เป็นการยกระดับกิจกรรม โดยเน้นความโดดเด่นในเรื่อง “การถอดรหัสอย่างลึกซึ้งของจีนสมัยใหม่ โดยเชื่อมโยงจากหัวข้อที่หลากหลายจากอดีตสู่ปัจจุบัน” ซึ่งนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้มีโอกาสเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในนครซีอาน เช่น พิพิธภัณฑ์กองทัพทหารจิ๋นซีฮ่องเต้ พระราชวังหัวชิง และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ส่านซี เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางประวัติศาสตร์อันยาวนานของนครซีอาน ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของ 13 ราชวงศ์ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเชิงลึกใน 7 ด้านหลัก ได้แก่ การปฏิบัติด้านกฎหมาย การปกครองเมือง มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ วัฒนธรรมยุคราชวงศ์ถังในเมืองฉางอัน อุตสาหกรรมข้าวและน้ำมัน ธรรมชาติ และโลจิสติกส์ทางอากาศ โดยจะมีที่ปรึกษานักศึกษานานาชาติ จำนวน 7 คนคอยนำการศึกษาในแต่ละหัวข้อ ซึ่งนักศึกษานานาชาติที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสประสบการณ์ดังกล่าวในตลอดระยะเวลา 7 วัน ซึ่งนอกจากการได้สัมผัสกับประวัติศาสตร์ และเรียนรู้การพัฒนาจากอดีตสู่ปัจจุบันของนครซีอานแล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจเพื่อวางแผนการเติบโตร่วมกับเมืองโบราณแห่งนี้ในอนาคตด้วย” ศาสตราจารย์ ตงหงเจี๋ย กล่าว