ไอคอนสยาม จัดมหกรรมโคมไฟยู่หยวนจากเซี่ยงไฮ้ครั้งแรกในไทย “Yuyuan Lantern Festival 2025” สานสายใยมิตรภาพ เฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน

ไอคอนสยาม จัดมหกรรมโคมไฟยู่หยวนจากเซี่ยงไฮ้ครั้งแรกในไทย “Yuyuan Lantern Festival 2025” สานสายใยมิตรภาพ เฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน

ไอคอนสยาม จัดมหกรรมโคมไฟยู่หยวนจากเซี่ยงไฮ้ครั้งแรกในไทย “Yuyuan Lantern Festival 2025” สานสายใยมิตรภาพ เฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.41 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับบริษัท เซี่ยงไฮ้ ยู่หยวน ทัวริสต์มาร์ท กรุ๊ป (Shanghai Yuyuan Tourist Mart Group Co., Ltd.) ผู้จัดเทศกาลโคมไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจีน และ อินเตอร์สเต็ปส์ (Intersteps) จัด “มหกรรมแสดงศิลปะโคมไฟยู่หยวน ชุดจิตวิญญาณแห่งภูผาและมหาสมุทรและเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์การทูตไทย-จีน – Spirit of Mountains and Seas · Yuyuan Lantern Festival and 2025 China-Thailand Culture Month” มหกรรมโคมไฟยู่หยวนเต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย เปิดประสบการณ์ให้ประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้สัมผัสความงดงามทรงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของจีน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G ไอคอนสยาม

โดยพิธีเปิดงาน “Spirit of Mountains and Seas · Yuyuan Lantern Festival and 2025 China-Thailand Culture Month” ได้รับเกียรติจากคุณสื่อ จงจวิ้น เลขาธิการศูนย์อาเซียน-จีน,คุณฉาง ยู่ เหมิง อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน, คุณพาสินี ลิ่มอติบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, คุณหวง เจิ้น ประธานกรรมการ บริษัท ยู่หยวน อิ้งค์, ดร.โภคิน พลกุล นายกสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจไทย-จีน, คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, คุณรักชนก โคจรานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคุณอู๋ เสี่ยวคัง รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมงาน ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมเฉลิมฉลองให้กับวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์การทูตไทย-จีน อย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นถึงสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

มหกรรมโคมไฟยู่หยวนจากเซี่ยงไฮ้ จัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ณ ไอคอนสยาม ไม่เพียงสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ยังทำให้เห็นถึงพลังของศิลปะวัฒนธรรมที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากต่างเชื้อชาติให้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของไอคอนสยาม ในฐานะ Global Experiential Destination จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ระดับโลก มุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือทางศิลปะและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษด้านศิลปะวัฒนธรรมให้กับผู้มาเยือนทุกคน

ทั้งนี้เทศกาลโคมไฟโคมไฟยู่หยวนจากนครเซี่ยงไฮ้ เป็นเทศกาลโคมไฟที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของจีน โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เทศกาลโคมไฟอันงดงามและยิ่งใหญ่ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย โดยจัดแสดงในธีม “จิตวิญญาณแห่งภูผาและมหาสมุทร” (Spirit of Mountains and Seas) ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากคัมภีร์โบราณ “ซานไห่จิง” หรือ “คัมภีร์ขุนเขาและท้องทะเล” มารวมเข้ากับแนวคิด “เกาะแห่งเจ้าพระยา” จำลองเป็นดินแดนมหัศจรรย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ดูราวกับเป็นเกาะลอยน้ำซึ่งประดับประดาด้วยแสงสีหลากหลายของโคมไฟร่วมสมัย ผสานเทคนิคแสง เงา และอินเตอร์แอคทีฟ ให้โคมไฟแต่ละกลุ่มเปรียบเสมือนเกาะลึกลับที่กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณ โดยมีสิ่งมีชีวิตจากคัมภีร์ขุนเขาและท้องทะเลรอคอยให้ผู้ชมได้เข้าไปสำรวจและค้นพบประสบการณ์ใหม่อันตระการตาและน่าประทับใจในรูปแบบ “Immersive Art” นับเป็นการนำเสนอภาพแห่งมิตรภาพอันงดงามระหว่างจีนกับไทยในรูปแบบที่ชวนตื่นตาตื่นใจ

นอกจากความตระการตาของมหกรรมโคมไฟ ภายในงานยังมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรม ตลาดสินค้าท้องถิ่น สัปดาห์วัฒนธรรมในธีมต่างๆ รวมถึงนิทรรศการศิลปะและแสงสี ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วัฒนธรรม และอาหาร รวมทั้งธุรกิจระหว่างองประเทศอย่างลึกซึ้ง ท่ามกลางแสงสีของโคมไฟที่สะท้อนแสงแห่งมิตรภาพไทย-จีนสู่สายตาทั่วโลก

“มหกรรมแสดงศิลปะโคมไฟยู่หยวน ชุด จิตวิญญาณแห่งภูผาและมหาสมุทรและเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์การทูตไทย-จีน – Spirit of Mountains and Seas · Yuyuan Lantern Festival and 2025 China-Thailand Culture Month” เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าชมฟรี (ยกเว้นโซนนิทรรศการพิเศษ บัตรเข้าชมราคา 200 บาท) ตั้งแต่วันนี้ – 15 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONSIAM #YuyuanLanternFestival2025 #YuyuanAtICONSIAM #50ปีไทยจีน #มหกรรมโคมไฟจีนยักษ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา #ICONSIAM

เตรียมพบกับการCollaboration ที่ทุกคนรอคอย! ‘MCM x Butterbear’Thailand Limited Edition

เตรียมพบกับการCollaboration ที่ทุกคนรอคอย! 'MCM x Butterbear'Thailand Limited Edition

เตรียมพบกับการCollaboration ที่ทุกคนรอคอย! ‘MCM x Butterbear’Thailand Limited Edition

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.21 น.

สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการแฟชั่น! เมื่อแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง MCM โคจรมาพบกับไอคอนคาแรกเตอร์สุดน่ารักของประเทศไทยอย่าง Butterbear สร้างสรรค์เป็นคอลเลกชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “MCM × Butterbear” Thailand Limited Edition ที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าต่างตั้งตารอคอย! ภายใต้แนวคิดที่ MCM ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เต็มไปด้วยจินตนาการและความสนุกสนาน โดยเลือก น้องเนย จาก Butterbear คาแรกเตอร์ที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและเข้าถึงง่าย มาร่วมเป็นแรงบันดาลใจหลักของคอลเลกชั่นนี้ โดยหยิบซิกเนเจอร์ของทั้งสองแบรนด์มาผสานกันอย่างประณีต ถ่ายทอดเป็นแฟชั่นไอเทมภายใต้คอนเซ็ปต์ Playful Luxury ที่สะท้อนถึงความหรูหราแต่แฝงไว้ด้วยความสดใสอย่างลงตัว  

เตรียมพบกับงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการของคอลเลกชันสุดพิเศษ “MCM × Butterbear” Thailand Limited Edition ได้ในวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 15.45 น. เป็นต้นไป ที่ MCM Pop-Up Store ชั้น M โซนธารา ฮอลล์ ไอคอนสยาม โดยภายในงานจะได้พบกับ น้องเนย (Butterbear) ในลุคใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมด้วย เบ็คกี้–รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง และ แจ๊คกี้–จักริน กังวานเกียรติชัย ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของคอลเลกชั่นผ่านกิจกรรมสุดพิเศษที่ไม่ควรพลาด

สามารถเข้าชมคอลเลกชั่น MCM x ButterBear ได้ที่หน้าร้าน MCM ทั้ง 4 สาขา ได้แก่ MCM EmQuartier: อาคาร A ชั้น G โทร. 02-003-6016, MCM Siam Paragon: ชั้น M โทร. 02-610-9999, MCM ICONSIAM: ชั้น M โทร. 02-288-0818, MCM CentralWorld: ชั้น 1 โทร. 065-526-6608 และช่องทางออนไลน์ผ่าน Line Official Account: @MCMTHAILAND, Facebook: MCM, และ Instagram: @MCMThailand

งานบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าประจำปี 2568 มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

งานบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าประจำปี 2568 มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

งานบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าประจำปี 2568 มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เพื่อการค้นคว้าและเผยแผ่ทางพระพุทธศาสนา ได้จัดงานบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี ประจำปี 2568  เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568  ณ ศาลาการเปรียญวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร  เพื่อนำรายได้สมทบทุนในการจัดสร้างและเผยแผ่พระคัมภีร์ฉบับภูมิพโลภิกขุ โดยท่านเจ้าคุณพระปัญญาวชิราภรณ์  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ  เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  และอรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยให้เกียรติเป็นประธานในงาน  พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูงของกระทรวง อาทิ ขจร  ศรีชวโนทัย  รองปลัดกระทรวง ,สยาม  ศิริมงคล  อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ,นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ,ระพินทร์  จารุดุล  กรรมการผู้จัดการ พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิฯ  มาร่วมงานบำเพ็ญกุศลดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธี ถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ในขณะทรงพระผนวช พร้อมถวายสักการะรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

ท่านเจ้าคุณปัญญาวชิราภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ประธานสงฆ์และคณะสงฆ์

ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ กล่าวขอบคุณและมอบของที่ระลึกแด่ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ  เพื่อการค้นคว้าและเผยแผ่ทางพระพุทธศาสนา  ถือกำเนิดโดยเงินทุนพระราชทาน  ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  พระองค์ได้พระราชทาน “กองทุนพิเศษ” ให้มูลนิธิฯ  ดำเนินโครงการจัดสร้างและเผยแผ่พระคัมภีร์ใบลานอักษรขอมและอักษรโบราณท้องถิ่น  และแปลเป็นภาษาไทย  เพื่อเผยแผ่แก่สถาบันการศึกษาทางพระพุทธศาสนา  และได้พระราชทานพระนามขณะทรงผนวชว่า “ภูมิพโลภิกขุ” เป็นนามมงคลแห่งมูลนิธิฯ  อีกทั้งยังได้พระราชทานพระบรมราโชวาทความตอนหนึ่งว่า “ฉันขออนุโมทนา… ขอให้ทำต่อไป… ฉันสนับสนุนงานนี้ร้อยเปอร์เซนต์เต็ม  เป็นการช่วยให้คนเข้าถึงธรรม…”

ประธานในพิธี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ พร้อมข้าราชการระดับสูงกระทรวงมหาดไทย อาทิ ขจร ศรีชวโนทัย,สยาม ศิริมงคล,นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ,ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ พร้อมกรรมการมูลนิธิฯ และแขกผู้มีเกียรติ

ปัจจุบันสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  รับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  รับโครงการ “ปริวรรตอักษรขอมและอักษรโบราณท้องถิ่น  ชำระและแปลพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเป็นภาษาไทย” ของมูลนิธิฯ  เป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์

ประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี ประจำปี 2568 มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส, ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ

มูลนิธิฯ  จะมุ่งมั่นดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง  โดยน้อมนำพระบรมราโชวาทมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน

ระพินทร์ จารุดุล กรรมการผู้จัดการมูลนิธิฯ,ดวงตา – เฉลิมวิวัฒน์ – ฐิตารีย์ ส่งสัมพันธ์,นิรมล เรียบร้อยเจริญ กรรมการมูลนิธิฯ,พัทธนันท์ สมบูรณ์พงษ์ กรรมการมูลนิธิฯ

กรรมการผู้จัดการพร้อมกรรมการและแขกผู้มีเกียรติ

นันทัชพร ศรีจาด,สุภาคินี เอกฉัตร,แม้นมณี จารุดุล กรรมการมูลนิธิฯ

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงนำหัตถศิลป์รังสรรค์จากผ้าไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แคมเปญพิเศษระหว่าง UNESCO x SACIT x ICONCRAFT

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงนำหัตถศิลป์รังสรรค์จากผ้าไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แคมเปญพิเศษระหว่าง UNESCO x SACIT x ICONCRAFT

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงนำหัตถศิลป์รังสรรค์จากผ้าไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แคมเปญพิเศษระหว่าง UNESCO x SACIT x ICONCRAFT

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยพระปณิธานในการธำรงรักษาและยกระดับมรดกภูมิปัญญาไทยสู่เวทีโลก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นพลังสำคัญในการเผยแพร่คุณค่าของ “ผ้าไทย” ให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ   พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ผ้าไทยดำรงอยู่ในโลกสมัยใหม่ได้อย่างสง่างาม จึงทรงริเริ่มโครงการต่างๆ อาทิ  “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของผ้าไทยในฐานะแฟชั่นที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน พัฒนาองค์ความรู้ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้ช่างทอผ้า ช่างหัตถศิลป์ และชุมชน และสร้างแรงบันดาลใจในการนำผ้าไทยมาต่อยอดเชิงสร้างสรรค์

พระราชกรณียกิจในการพัฒนาลวดลายผ้าไทย ภายใต้แนวพระดำริ “Sustainable Fashion  แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ยังได้ขยายผลไปสู่ระดับนานาชาติ องค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้ยกย่องให้พระองค์เป็นเจ้าหญิงผู้พระราชทานความตระหนักรู้ถึงแนวทางแห่งความยั่งยืนให้แก่ประชาชนคนไทย    โดยในโอกาสสำคัญล่าสุดที่พระองค์ทรงร่วมขับเคลื่อนภารกิจร่วมกับ องค์การยูเนสโก (UNESCO) และ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และ สยามพิวรรธน์ ผู้ก่อตั้ง ICONCRAFT เพื่อสืบสานงานหัตถศิลป์ไทย  ร่วมส่งเสริมช่างฝีมือจาก 7 จังหวัดในโครงการ “เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก” (UNESCO Creative Cities Network: UCCN)    

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แคมเปญพิเศษ “UNESCO x SACIT x ICONCRAFT: A Celebration of Thai Artisans and Creative Cities” เชิดชูช่างฝีมือไทย ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นจาก 7 จังหวัดเมืองสร้างสรรค์ ต้นแบบมรดกแห่งวัฒนธรรมและช่างฝีมือไทย สู่ผลงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยจากการสร้างสรรค์โดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI และ 14 สุดยอดดีไซเนอร์ไทย เพื่อต่อยอดเป็นงานดีไซน์ใหม่ที่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่

กิจกรรมสำคัญในงานนี้ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ของแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” กับผลงานการออกแบบกระเป๋าคลัตช์ 2 ใบอันทรงคุณค่าโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้วิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ที่วิจิตรงดงามด้วยงานปักอันประณีตโดยทีมช่างผู้ชำนาญแห่ง SIRIVANNAVARI Atelier & Academy  กระเป๋าใบแรกเลอค่า ด้วยงานปักลายนกยูงสีทองอันเปล่งประกาย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI โดยในส่วนหางนกยูงที่รำแพน ใช้สัญลักษณ์รวงข้าวอันสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง มีการปักประดับด้วยปล้องแก้วและคริสตัลอันระยิบระยับ

 ส่วนใบที่สองเป็นการปักลวดลายล้อไปกับลายผ้าทอ เพื่อเสริมให้ลวดลายดูมีมิติและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น กระเป๋าทั้งสองใบ ดุจงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก  เนรมิตจากผ้าไหมทอลายแก้วชิงดวง สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง ความสามัคคี และความกลมเกลียวที่ยั่งยืน ผลงานของ อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย บรมครูผ้าไหมไทยผู้ก่อตั้งแบรนด์ “จันทร์โสมา” ของจังหวัดสุรินทร์ โดยลายผ้าที่รังสรรค์ขึ้นมาเฉพาะสำหรับงานนี้ถือว่ามีความพิเศษเป็นอย่างยิ่งเพื่อร่วมเชิดชูจิตวิญญาณแห่งช่างฝีมือไทย และสะท้อนความงามของงานหัตถศิลป์ไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย และการเปิดประมูลกระเป๋าคลัตช์ผ้าไหมทรงออกแบบทั้งสองใบ เพื่อระดมทุนให้โครงการ UNESCO Youth Program ส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ให้กับเยาวชนใน 7 จังหวัดเมืองสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 350 เมืองทั่วโลกโดยประเทศไทยได้รับเลือกรวม 7 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต, เชียงใหม่, กรุงเทพฯ, สุโขทัย, เพชรบุรี, เชียงราย และ สุพรรณบุรี

อีกหนึ่งความพิเศษของงาน คือนิทรรศการฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 8 ชุด ซึ่งเป็นการจัดแสดงครั้งแรกในประเทศไทย โดยทุกชุดเป็นผลงานการออกแบบและตัดเย็บโดย ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ดีไซเนอร์เจ้าของห้องเสื้อธีระพันธ์ (TIRAPAN) ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) ประจำปี 2562 อาทิ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา, ชุดไทยอัมรินทร์ ซึ่งเป็นฉลองพระองค์ในพระราชพิธีหรือโอกาสอันเป็นทางการ และแฝงไปด้วยความหมายทางประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนามแสดงเจตจำนง (Letter of Intent)  ระหว่าง องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และ สยามพิวรรธน์ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ของไทยเป็นผู้นำและบุคลากรด้านวัฒนธรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งต่อยอดโครงการ “เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก”  โดยมุ่งสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างยั่งยืนให้กับเยาวชนในพื้นที่

ความร่วมมือในครั้งนี้ภายใต้แคมเปญ “UNESCO x SACIT x ICONCRAFT: A Celebration of Thai Artisans and Creative Cities” ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นจาก 7 จังหวัดเมืองสร้างสรรค์ในประเทศไทย เข้ากับงานหัตถศิลป์ของไทยผ่าน 14 ดีไซเนอร์ชั้นนำ

ทั้งนี้ แบ่งเป็น 7 ดีไซเนอร์ที่เป็นผู้สืบสานภูมิปัญญาไทย ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และอีก 7 ดีไซเนอร์แถวหน้าของประเทศ ที่ ICONCRAFT ได้เชิญมาร่วมออกแบบคอลเลคชันพิเศษ ได้แก่ แบรนด์ “ATELIER PICHITA” ออกแบบชุดจากผ้าทอไทลื้อของ “กลุ่มผ้าทอไตลื้อ ครูดอกแก้ว” จังหวัดเชียงราย, แบรนด์ “THEATRE” ออกแบบชุดจากผ้าทรงดำของ “กลุ่มทอผ้าไทยทรงดำบ้านดอนมะนาว” จังหวัดสุพรรณบุรี, แบรนด์ “CHAI GOLD LABEL” ออกแบบชุดจากผ้าบาติกกลิ่นอายล้านนาของ “รักษ์บาติก” จังหวัดเชียงใหม่, แบรนด์ “HOOK’S BY PRAPAKAS” ออกแบบชุดจากผ้าบาติกวาดมือของ “กลุ่มยิ่งบาติกเพ้นท์” จังหวัดภูเก็ต, แบรนด์ “WISHARAWISH” ออกแบบชุดจากผ้าลายอย่างของ “ภูษาผ้าลายอย่าง” จังหวัดเพชรบุรี, แบรนด์ “PYVET” ออกแบบชุดจากผ้าจกขนเม่นของ “สุนทรีผ้าไทย” จังหวัดสุโขทัย และ แบรนด์ “JANESUDA” ออกแบบชุดจากผ้าบาติกสีสันสดใสของ “Marionsiam” (มารียองสยาม) กรุงเทพมหานคร

ดีไซเนอร์แต่ละแบรนด์ได้ออกแบบชุดจากผ้าทอท้องถิ่นไทยแบรนด์ละ 2 ชุด รวมเป็น 14 ชุดสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งคอลเลกชันพิเศษภายใต้แคมเปญนี้ได้เผยโฉมให้ได้ชมเป็นครั้งแรกในงาน Crafts Bangkok 2025 เมื่อวันที่ 18 – 22 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยทั้ง SACIT และสยามพิวรรธน์ นับเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด มีเป้าหมายในการยกระดับงานศิลปหัตถกรรมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทั้ง 7 จังหวัดให้ได้รับการพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญนักออกแบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

ร่วมเชิดชูภูมิปัญญาไทยและชื่นชมความสร้างสรรค์ของเหล่าช่างฝีมือและนักออกแบบไทย พร้อมชมนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยมฉลองพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตั้งแต่วันนี้ – 29 มิถุนายน 2568 ณ ICONLUXE AVENUE, ICONSIAM ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: SIAM PIWAT และ ICONCRAFT

ฟิลิปส์ เผยผลสำรวจด้านเฮลท์แคร์ Philips Future Health Index 2025 พบความล่าช้าและการเสียโอกาสการรักษา เร่งปรับใช้ AI ช่วยบุคลากรทางการแพทย์

ฟิลิปส์ เผยผลสำรวจด้านเฮลท์แคร์ Philips Future Health Index 2025 พบความล่าช้าและการเสียโอกาสการรักษา  เร่งปรับใช้ AI ช่วยบุคลากรทางการแพทย์

ฟิลิปส์ เผยผลสำรวจด้านเฮลท์แคร์ Philips Future Health Index 2025 พบความล่าช้าและการเสียโอกาสการรักษา เร่งปรับใช้ AI ช่วยบุคลากรทางการแพทย์

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รอยัล ฟิลิปส์ (NYSE: PHG, AEX: PHIA) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพระดับโลก เผยผลสำรวจด้านเฮลท์แคร์ที่ใหญ่ที่สุด Future Health Index (FHI) 2025 ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน โดยรายงานผลสำรวจนี้ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากบุคลากรทางการแพทย์กว่า 1,900 คน และผู้ป่วยกว่า 16,000 คน จาก 16 ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เป็นต้น โดยชี้ให้เห็นว่าถึงแม้ผลตอบรับการใช้เทคโนโลยี AI ในระบบสาธารณสุขในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะค่อนข้างไปในเชิงบวก แต่ยังมีความกังวลในแง่ความมั่นใจและการนำไปใช้

นายแจสเปอร์ เวสเตอร์ริงค์ รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ฟิลิปส์ ประเทศญี่ปุ่น และรักษาการประธานและกรรมการผู้จัดการ ฟิลิปส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ความจำเป็นของการใช้เทคโนโลยี AI สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยต้องรอพบแพทย์เฉพาะทางนานกว่าหนึ่งเดือน ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนต้องเสียเวลาทำงานทางคลินิกไปราว 4 สัปดาห์ต่อปี เนื่องจากข้อมูลผู้ป่วยไม่ครบถ้วน ดังนั้น AI จึงมีบทบาทสำคัญที่เข้ามาช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น  ตัดสินใจได้ดีขึ้น และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิมากขึ้นแก่ผู้คนจำนวนมากขึ้นเช่นกัน”

แจสเปอร์ เวสเตอร์ริงค์ รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ฟิลิปส์ ประเทศญี่ปุ่น และรักษาการประธานและกรรมการผู้จัดการ ฟิลิปส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผลลัพธ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพจากการรักษาผู้ป่วยล่าช้า ตัวเร่งให้เกิดการใช้เทคโนโลยี AI

จากผลสำรวจพบว่า ผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 2 ใน 3 (66%) ใช้เวลาในการรอพบแพทย์เฉพาะทางถึงเดือนครึ่ง ซึ่งระยะเวลารอคอยเฉลี่ยสูงถึง 47 วัน โดยผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 1 ใน 3 (33%) ระบุว่าอาการของพวกเขาแย่ลงจากความล่าช้าในการพบแพทย์ และผู้ป่วย 1 ใน 4 (25%) ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากรอพบแพทย์นานเกินไป

เทคโนโลยี AI มีศักยภาพในการยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ และช่วยปรับปรุงผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 81% ของบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเชื่อว่า เทคโนโลยีดิจิทัลเฮลท์อย่าง AI และระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ น่าจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในอนาคตได้ 86% ของบุคลากรทางการแพทย์ คาดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดอัตราการทำหัตถการแบบเร่งด่วน หรือการรักษาแบบฉุกเฉินได้ 89% ของบุคคลากรทางการแพทย์ เชื่อว่าเทคโนโลยี AI และระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยจากการเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

ความท้าทายด้านบุคลากร และด้านข้อมูลผู้ป่วย ดันให้เทคโนโลยี AI เป็นตัวช่วยสำคัญ

3 ใน 4 (76%) ของบุคลากรทางการแพทย์ในเอเชียแปซิฟิกระบุว่าพวกเขาเสียเวลาสำคัญทางคลินิก เนื่องจากข้อมูลผู้ป่วยไม่ครบถ้วนหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ และเกือบ 1 ใน 3 (31%) ของบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มนี้ยังระบุว่าพวกเขาเสียเวลาทางคลินิกมากกว่า 45 นาทีต่อ 1 กะการทำงาน หรือคิดเป็นเวลารวมถึง 23 วันต่อปีต่อบุคลากรแต่ละคน ขณะเดียวกัน 2 ใน 5 (39%) ของบุคลากรทางการแพทย์กล่าวว่าปัจจุบันพวกเขามีเวลาในการดูแลผู้ป่วยน้อยลง แต่ต้องใช้เวลามากขึ้นในงานด้านเอกสารเมื่อเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน

จากผลสำรวจบุคลากรทางการแพทย์กว่า 300 คน พบมีความกังวลหลายประการ หากไม่มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ 45% กังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยตกค้างที่เพิ่มขึ้น 42% กังวลถึงการเผชิญภาวะหมดไฟในการทำงานที่เพิ่มขึ้น จากภาระงานด้านเอกสาร 40% กังวลว่าจะไม่สามารถให้การรักษาที่ทันต่อยุคสมัย

ขจัดความกังวลของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ตัวแปรสำคัญสู่การใช้เทคโนโลยี AI ในวงกว้าง

บุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถึง 81% มีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กรของตัวเอง อย่างไรก็ตาม 39% ของบุคลากรทางการแพทย์ยังเห็นว่าเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมานั้นไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้ นอกจากนี้ ข้อกังวลในด้านความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยียังเป็นปัจจัยสำคัญ โดย 71% กังวลเกี่ยวกับความรับผิดต่อกฎหมายจากการใช้เทคโนโลยี AI ในขณะที่ 66% กังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่ไม่เป็นกลางในระบบที่ใช้ AI อาจส่งผลให้การรักษาและผลลัพธ์ไม่ถูกต้องได้

ในกลุ่มผู้ป่วยถึง 75% ยอมรับต่อการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น หากสามารถช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา แต่กว่าครึ่ง (51%) กังวลเกี่ยวกับการถูกลดเวลาในการเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์แบบตัวต่อตัว และอีก 54% กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลหากมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในระบบสาธารณสุข

“ความเชื่อมั่น” คือหัวใจสำคัญสู่การปฏิวัติวงการเฮลท์แคร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผลสำรวจชี้ 84% ของบุคลากรทางการแพทย์เห็นว่าการสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี AI ต้องมาพร้อมกับกรอบแนวทางปฏิบัติ วิธีรับมือหากเกิดปัญหา และความรับผิดทางกฎหมายที่ชัดเจน มากไปกว่านั้น บุคลากรทางการแพทย์ยังระบุว่าการพัฒนาโซลูชั่นส์ AI ควรจะต้องมีหลักฐานพิสูจน์แน่ชัด มีความโปร่งใส และสามารถเฝ้าติดตามได้ (72%) ตามด้วยความชัดเจนในด้านความปลอดภัยของข้อมูล (51%)

ในกลุ่มผู้ป่วย 3 ใน 4 (74%) มีความยินดีที่จะใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในระบบสาธารณสุข หากจะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับบุคลากรทางการแพทย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น และหากช่วยปรับปรุงการดูแลรักษาให้ดีขึ้น (75%) ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ป่วยและเทคโนโลยี AI โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ (86%) จะรู้สึกสบายใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี AI หากได้รับข้อมูลโดยตรงจากแพทย์ของพวกเขา ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าแพทย์คือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับผู้ป่วยแม้แต่ในเรื่องเทคโนโลยี

“สิ่งสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยให้มีการนำเทคโนโลยีไปใช้ในวงกว้างและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความร่วมมือของทุกฝ่ายในวงการเฮลท์แคร์เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและลดความกังวลในการใช้เทคโนโลยี AI และขับเคลื่อนการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับระบบสาธารณสุขในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างรับผิดชอบและครอบคลุม” นายแจสเปอร์  กล่าวสรุป

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และผลสำรวจฉบับเต็ม Future Health Index 2025 ได้ที่ Future Health Index | Philips

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : พาราเซตามอล ยาที่คุณอาจรู้จักไม่ดีพอ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : พาราเซตามอล ยาที่คุณอาจรู้จักไม่ดีพอ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : พาราเซตามอล ยาที่คุณอาจรู้จักไม่ดีพอ

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม้ว่าคุณอาจจะบอกว่าไม่รู้เรื่องยาเลย แต่ผู้เขียนมั่นใจว่าคุณน่ารู้จักยาชื่อ พาราเซตามอลอย่างแน่นอน และน่าจะเป็นยาที่ทุกคนเคยกินด้วย
พาราเซตามอล (Paracetamol) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) เป็นชื่อที่เรียกกันในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ถ้าคุณไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาแล้วต้องการซื้อพาราเซตามอล อาจหาไม่เจอเนื่องจากบนฉลากยาเขียนเป็น Acetaminophen
ยาพาราเซตามอล มีสรรพคุณลดไข้ บรรเทาปวด เป็นยาที่ใช้รักษาตามอาการ ในประเทศไทย ยาตัวนี้ที่ทำเป็นเม็ด ส่วนมากขนาดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม โดยทั่วไปขนาดการกินยาพาราเซตามอลจะขึ้นกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย เช่น ผู้ใหญ่น้ำหนักไม่ถึง 50 กิโลกรัม ให้กินครั้งละ 1 เม็ด (500 มิลลิกรัม) ก็เพียงพอ ส่วนคนที่น้ำหนักตัวมากกว่านี้ อาจกินได้เม็ดครึ่ง (เท่ากับ 750 มิลลิกรัม) หรือถ้าน้ำหนักตัวเกิน 70 กิโลกรัม อาจกินได้ถึง 2 เม็ด และในกรณีที่ยังมีอาการปวดหรือยังมีไข้อยู่ ก็สามารถกินซ้ำได้ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง
การกินยาพาราเซตามอล สามารถกินในเวลาใดก็ได้ ไม่ขึ้นกับมื้ออาหาร โดยทั่วไปถ้ากินพาราเซตามอลในขนาดปกติอย่างถูกต้อง ก็ไม่ค่อยทำให้เกิดอาการข้างเคียง และไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ในบางคนก็มีโอกาสแพ้ยาพาราเซตามอลได้เช่นกัน ถ้ากินแล้วมีผื่นคัน หายใจลำบาก ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าแพ้ยา ในกรณีที่แพ้ยา ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน และถ้าใครแพ้พาราเซตามอล ต้องจำไว้ หรือจดไว้ในสมุดว่าแพ้ยาตัวนี้ แล้วต้องระวังการใช้ยาชนิดต่าง ๆ ด้วย เพราะยาสูตรผสมหลายชนิดมีส่วนประกอบของยาพาราเซตามอล
ข้อควรระวังที่สำคัญของการใช้ยาพาราเซตามอล คือการกินยาขนาดสูงสุด และกินระยะเวลานานต่อเนื่อง อาจเกิดพิษต่อตับ โดยขนาดยาสูงสุดต่อวันที่ใช้ได้คือ วันละ 4,000 มิลลิกรัม หรือ 8 เม็ดของยาขนาด 500 มิลลิกรัม และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเกิน 5 วัน ถ้าใครน้ำหนักตัวไม่ถึง 50 กิโลกรัม ไม่ควรใช้เกินวันละ 3,000 มิลลิกรัม หรือ 6 เม็ด เพราะการกำจัดยาพาราเซตามอลต้องพึ่งพาการทำงานของตับ และตับของเรามีความสามารถกำจัดยาตัวนี้ได้ประมาณวันละ 4 กรัมติดต่อกัน 5 วัน ถ้าเกินจากนี้จะเสี่ยงต่อภาวะตับอักเสบ
ดังเหตุดังกล่าว จึงเป็นที่มาของข้อควรระวัง จนถึงห้ามใช้ยาพาราเซตามอลในผู้ป่วยที่ตับทำงานบกพร่องรุนแรง ถ้าใครเจ็บป่วยมีอาการปวด หรือเป็นไข้ และต้องกินยาพาราเซตามอลในขนาดสูง และกินติดต่อแล้วไม่หายป่วย ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และรักษาที่ต้นเหตุ
ส่วนคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดพิษต่อตับได้ง่ายจากการกินยาตัวนี้ และเสี่ยงมากกว่าคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น ต้องระมัดระวังการใช้ยาพาราเซตามอลเป็นพิเศษ หรือปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ยาพาราเซตามอลมีหลากหลายยี่ห้อและรูปแบบ มีทั้งเม็ดแบบกลม และรี รูปร่างของเม็ดยามีผลต่อความยากง่ายในการกลืนยา บางคนกลืนยาเม็ดกลมไม่ค่อยได้ เพราะยาชนิด 500 มิลลิกรัมมีขนาดค่อนข้างใหญ่ บางคนอาจรู้สึกว่าเม็ดแบบรี กลืนง่ายกว่าอันนี้เป็นเรื่องของปัจเจก
ในกรณีที่ซื้อใช้ส่วนตัวหรือภายในครอบครัวขนาดเล็ก แนะนำให้ซื้อแบบแผงน่าจะสะดวกกว่า และไม่ต้องซื้อตุนไว้จำนวนมาก เพราะเราควรใช้ยาในระยะสั้น ๆ แต่กรณียาน้ำยาพาราเซตามอล มีทั้งแบบยาน้ำเชื่อมใส ๆ กับยาแขวนตะกอน ยามีความแรงหลากหลาย และหลายรสชาติ พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องดูฉลากให้ดี ถ้ารับประทานผิดขนาดจะเป็นพิษต่อตับ ส่วนเด็กน้อยที่กินยายาก ก็ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองปรึกษาเภสัชกร เพื่อหารสชาติยาที่ทำให้ลูกหลานกินได้ง่ายขึ้น
ย้ำว่ายาพาราเซตามอลที่มีอยู่ทุกบ้าน ทุกคนต้องเคยใช้ แถมยังหาซื้อได้จากทุกที่ จึงต้องศึกษาให้ดีก่อนใช้ เพื่อจะได้ใช้ยาได้ปลอดภัย แต่หากคุณมีคำถามหรือปัญหาเกี่ยวกับยาตัวนี้ หรือยาอื่น ๆ โปรดสอบถามจากเภสัชกรใกล้บ้าน หรือทาง line @guruya ศูนย์ข้อมูลยาคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการใช้ยาอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

PRINC Group เปิดแคมเปญ ‘พาคนกลับบ้าน’ สร้างอาชีพ สร้างความสุขให้ชุมชน

PRINC Group เปิดแคมเปญ ‘พาคนกลับบ้าน’ สร้างอาชีพ สร้างความสุขให้ชุมชน

PRINC Group เปิดแคมเปญ ‘พาคนกลับบ้าน’ สร้างอาชีพ สร้างความสุขให้ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ สำหรับแคมเปญ “พาคนกลับบ้าน” หรือ “ผสานคนสู่บ้านเกิด” ภายใต้ “โครงการพริ้นซ์ผสาน” จาก PRINC Group ที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 7 ปี และถือเป็นความสำเร็จที่สามารถส่งพนักงานซึ่งหอบความฝันเดินทางออกจากบ้านเกิดไปหางานในเมืองใหญ่ กระทั่งวันที่ได้หวนกลับมาทำงานที่ภูมิลำเนามากกว่า 150 ครอบครัวแล้ว ซึ่งการได้กลับมาทำงานในถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่เพียงแต่ทำให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว แต่ยังได้ใช้ความรู้ และความสามารถ เพื่อพัฒนาและดูแลชุมชนของตัวเอง รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น ทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล รองประธานคณะกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล หรือ PRINC Group กล่าวว่า ย้อนกลับไปกว่าจะมาเป็นแคมเปญ “พาคนกลับบ้าน” มีจุดเริ่มต้นจากเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา PRINC Group เริ่มดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลในเมืองรอง ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดการกระจุกตัวของการบริการสุขภาพในเมืองใหญ่ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะบุคลากรสายสุขภาพ ได้กลับไปทำงานและพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง เพื่อช่วยลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม ระหว่าง “เมืองใหญ่” กับ “เมืองรอง” และช่วยเสริมสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสำหรับผู้คนในเมืองรอง อีกทั้ง ยังก่อให้เกิดการกระจายการจ้างงาน และพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่โดยรอบของโรงพยาบาลตั้งอยู่อีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน โรงพยาบาลภายใต้ PRINC Group ได้เปิดให้บริการไปแล้ว 16 แห่ง ในประเทศไทย

นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล รองประธานคณะกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล

แคมเปญ “พาคนกลับบ้าน” หรือ “ผสานคนสู่บ้านเกิด” ซึ่งดำเนินมาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ถือเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์และพนักงานทั่วไปได้เข้าร่วมโครงการ โดยมีจุดประสงค์สำคัญคือการกลับมาทำงานที่บ้านเกิด พร้อมทั้งช่วยเติมเต็มระบบสาธารณสุขในพื้นที่เมืองรองที่ยังขาดแคลน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือการที่ลูกหลานคนในท้องถิ่นได้กลับมา ดูแลครอบครัว และ อยู่กับคนที่ตัวเองรักอย่างใกล้ชิด เป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างการทำงานกับความผูกพันอย่างแท้จริง

นอกจากการ “พาคนกลับบ้าน” ยังมีอีกหลายกรณีที่อาจไม่ได้เริ่มจากการพาใครกลับมาโดยตรง แต่เป็นการ เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้ “อยู่บ้าน” ต่อ เพราะในหลายชุมชน เราอาจไม่ได้พาใครกลับมา แต่การขยายบริการทางการแพทย์ การเปิดโรงพยาบาล หรือแม้แต่การเพิ่มตำแหน่งงานในท้องถิ่น คือโอกาสใหม่ที่ทำให้คนที่กำลังจะจากบ้านเพราะไม่มีทางเลือกด้านอาชีพ ได้มองเห็นความเป็นไปได้อีกครั้ง และเลือกจะอยู่บ้านต่อได้อย่างมีความสุข เมื่อจิตใจได้รับการเติมเต็มด้วยความรัก ซึมซับความผูกพันในท้องถิ่น และปลูกฝังความหวงแหนในถิ่นกำเนิด สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ งอกงามเป็นพลังของการแบ่งปัน ส่งต่อความผูกพัน และจุดประกายให้ใครหลายคนอยากจะดูแล “คนบ้านเดียวกัน” ด้วยหัวใจ เสมือนเป็นญาติมิตรในครอบครัวเดียวกัน

อติยา อาวัชนาการ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล 

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ PRINC Group เปิดเผยข้อมูลด้านการจ้างงานว่า ในปี 2568 แคมเปญดังกล่าวสามารถเติมเต็มความฝัน และพาพนักงานหวนกลับมาทำงานที่ภูมิลำเนาแล้วมากกว่า 150 ครอบครัว ทั้งนี้ มีการจ้างงานบุคลากรในพื้นที่ภูมิลำเนาไปแล้วรวมทั้งสิ้น 3,659 คน คิดเป็นสัดส่วน 45.78% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด (อ้างอิงจากข้อมูลทะเบียนบ้าน)   โดยในปี 2567 ถือเป็นช่วงเวลาที่มีจำนวนบุคลากรเข้าร่วมงานกับ PRINC Group มากที่สุด  ข้อมูลล่าสุดยังระบุว่า โรงพยาบาลในเครือที่มีสัดส่วนพนักงานซึ่งได้กลับไปปฎิบัติงานในภูมิลำเนาสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่ โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร คิดเป็นร้อยละ 80.49 รองลงมาคือโรงพยาบาลวิรัชศิลป์ ชุมพร ร้อยละ 80.00 และโรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ ร้อยละ 75.38 ตามลำดับ

ด้วยความเชื่อมั่นว่า “หัวใจสำคัญของผู้ให้ เริ่มต้นที่บ้านเกิดของเรา” PRINC Group ยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อแคมเปญนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อร่วมแบ่งปันความสุข และขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชุมชนในเมืองรอง พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาคทั่วประเทศอย่างยั่งยืน

นางสาวอติยา อาวัชนาการ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล กล่าวเสริมอีกว่า นอกจากนี้ PRINC Group ยังคงขับเคลื่อนโครงการ “ผ ส า น” ได้แก่ ผสาน “รักษ์” ผสาน “ใจ” และ ผสาน “ธรรม” โดยเฉพาะโครงการพริ้นซ์ผสาน “ผสานงานสู่ชุมชน” ที่ให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างในระดับท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตไปพร้อมกับระบบสุขภาพในพื้นที่หนึ่งในตัวอย่างของการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม คือโครงการ One Princ One Product ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานในแต่ละโรงพยาบาลได้ร่วมกันสืบเสาะของดีจากชุมชนบ้านเกิด เพื่อชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นในบริบทต่าง ๆ ให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปและคนนอกพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาออกแบบและพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้สินค้าชุมชนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากโครงการ One Princ One Product ถูกพัฒนาและรวบรวมจากโรงพยาบาลในเครือทั่วประเทศ โดยมีตัวอย่างเช่น ชุดของขวัญ “กรุ่น” “กล้วยๆ” และ “ชื่นชา” ที่คัดสรรสินค้าท้องถิ่นจากจังหวัดที่โรงพยาบาลภายในเครือตั้งอยู่มารวมไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมตลาดนัดชุมชน รวมถึงการจัดซื้อผลิตภัณฑ์จากชุมชนกว่า 100 รายการ เพื่อนำมาใช้เป็นของที่ระลึกภายในโรงพยาบาลในเครือ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการส่งเสริมการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างยั่งยืน สะท้อนถึงการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างการต่อยอด และสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนอย่างภาคภูมิใจ

ปัจจุบัน PRINC Group มีเครือข่ายโรงพยาบาลรวม 17 แห่ง ใน 14 จังหวัด ประกอบด้วย (1) โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ (2) โรงพยาบาลพริ้นซ์ ลำพูน (3) โรงพยาบาลศิริเวช ลำพูน (4) โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1  (5) โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 (6) โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี (7) โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี (8) โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ ชุมพร (9) โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร (10) โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ (11) โรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก (12) โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ (13)โรงพยาบาลรวมแพทย์ พิษณุโลก (14) โรงพยาบาล พริ้นซ์ สกลนคร (15) โรงพยาบาลพริ้นซ์ มุกดาหาร (16) โรงพยาบาลธนกาญจน์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดกำแพงเพชร คาดว่าจะพร้อมให้บริการ ในปี 2569

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมการเชื่อมโยงบริการสุขภาพสู่ชุมชน และส่งเสริมให้บุคลากรกลับไปพัฒนาบ้านเกิด สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://psarn.princhealth.com/ และติดตามข่าวสารรวมถึงโอกาสในการสมัครงานได้ทาง Facebook : PRINC Group

แอสตร้าเซนเนก้า และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามความร่วมมือพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเภสัชกรรมผ่านประสบการณ์จริง

แอสตร้าเซนเนก้า และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามความร่วมมือพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเภสัชกรรมผ่านประสบการณ์จริง

แอสตร้าเซนเนก้า และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามความร่วมมือพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเภสัชกรรมผ่านประสบการณ์จริง

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประกาศความร่วมมืออันทรงคุณค่าโดยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อส่งเสริมศักยภาพของนิสิตและบุคลากรในบริษัทฯ ผ่านโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการทำงาน พร้อมกับการจัดการเข้าถึงยานวัตกรรม ร่วมยกระดับความร่วมมือด้านสาธารณสุขในการส่งเสริมศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศไทย พิธีลงนามได้จัดขึ้น ณ อาคาร 80 ปี เภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้บริหารจากทั้งสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน

ภายใต้ความร่วมมือ ประกอบด้วยโครงการ “Early Talent Future Career Development” ซึ่งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของนิสิตคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการฝึกงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อมอบประสบการณ์จริงให้กับนิสิต อีกทั้ง ยังมีการจัดกิจกรรม เวิร์กช็อป และการบรรยายโดยพนักงานของแอสตร้าเซนเนก้า เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตในการเข้าสู่โลกการทำงาน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เป็นต้นไปทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ร่วมกับแอสตร้าเซนเนก้าในการพัฒนาหลักสูตรการจัดการการเข้าถึงยานวัตกรรม ภายใต้โครงการ “Professional Market Access Capability Building” ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนนี้ สร้างความรู้ ทักษะ และศักยภาพให้พนักงานแอสตร้าเซนเนก้าในการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการการเข้าถึงยานวัตกรรม เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยานวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเริ่มต้นในเดือนมิถุนายน 2568

นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ Frontier Markets กล่าวว่า “แอสตร้าเซนเนก้า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่เน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในประเทศไทย แอสตร้าเซนเนก้าพร้อมนำเสนอความรู้เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ รวมถึงส่งเสริมระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนชาวไทย”

รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ความร่วมมือกับแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทยในครั้งนี้ ตอกย้ำเจตนารมณ์ของคณะเภสัชศาสตร์ ในการส่งเสริมบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศด้านวิชาชีพเภสัชกรรม พร้อมเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกในยุคปัจจุบัน และการสร้างองค์ความรู้จากการวิจัยสู่นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ความร่วมมือครั้งนี้จะยกระดับศักยภาพของนิสิตและวงการเภสัชกรรมให้ตอบโจทย์ความท้าทายของอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการพัฒนาบุคลากรและขยายขอบเขตความรู้ในวงการเภสัชกรรม อีกทั้งยังเน้นย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขให้ก้าวไกลในอนาคตผ่านการให้องค์ความรู้  เพื่อการพัฒนาสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ ทำบุญครบรอบ 49 ปี รำลึกถึงผู้มีอุปการคุณและผู้ก่อตั้ง

มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ ทำบุญครบรอบ 49 ปี รำลึกถึงผู้มีอุปการคุณและผู้ก่อตั้ง

มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ ทำบุญครบรอบ 49 ปี รำลึกถึงผู้มีอุปการคุณและผู้ก่อตั้ง

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในวันครบรอบ 49 ปี การก่อตั้ง มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงผู้มีคุณูปการต่อมูลนิธิฯ นายกองใหญ่ ดร.วิญญู อังคณารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายกองโท คุณหญิง สุภางค์ อังคณารักษ์ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานกรรมการมูลนิธิฯ ในการนี้ นายกองเอก บุญชนะ เจริญผล ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และกรรมการมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ เป็นประธานในพิธี จัดขึ้นเมื่อ วันที่ 25 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00น. ณ ห้องบอลรูม โรงแรม บลิสตัน สุวรรณปาร์ค วิว ซอยต้นสน เขตปทุมวัน

คณะสงฆ์ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาส ครบรอบ 49 ปี มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ

นายกองเอก บุญชนะ เจริญผล ประธานในพิธี

คณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมถวายภัตตาหารเพลและเครื่องไทยทาน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ นายกองโท สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และกรรมการมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯได้มอบหมายให้ นายกองโท สยาม สุขสมใจ เป็นตัวแทนมอบเงินจำนวน 300,000บาท จากมูลนิธิเครือเจริญโภคภัณฑ์เพื่อสมทบทุนกองทุนการศึกษา(พิเศษ) มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ เพื่อสนับสนุนการศึกษาให้แก่บุตรของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่บิดามารดา เสียชีวิตหรือพิการจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯร่วมรับมอบ พร้อมกันนี้คณะกรรมการมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ ได้ร่วมกันมอบเงินคงเหลือที่คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสนับสนุนหลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 49 ปี มูลนิธิฯ จำนวน 63,085 บาท เพื่อสมทบทุนกองทุนการศึกษา(พิเศษ) มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ

นายกองใหญ่ ดร.วิญญู อังคณารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายกองโท คุณหญิง สุภางค์ อังคณารักษ์ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานกรรมการมูลนิธิฯ

คณะกรรมการมูลนิธิฯ นายหมวดเอก พนม เหล็กเพชร, นายหมวดตรี รชาดา พงศ์พีรเดช, นายกองตรี จักริน วรสารพิทักษ์ , นายกองโท ระพินทร์ ชลพินทุ , นายกองตรี ฐิติกา ตั้งทวีวัฒนกุล, นายหมวดเอก สุวรรณี ประเทืองสิทธิ์ , นายกองเอก บุญชนะ เจริญผล , นายหมวดโท ไอยเรศ จักรภพโยธิน , นายกองตรี กิดากร อังคณารักษ์ บุตรผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ , นายกองโท พิมล บูรณะชน, นายหมวดโท สุธาสินี  ชลพินทุ, นายหมวดตรี ประวัติ รัตนวิภาพงศ์, นายหมวดเอก ศุภกร ทิมจรัส

มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดตั้งเป็นมูลนิธิขึ้นด้วยความริเริ่มของ นายกองโท คุณหญิง สุภางค์ อังคณารักษ์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2519 ใช้ชื่อว่า มูลนิธิอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ด้วยทุนจดทะเบียนครั้งแรกจำนวน 100,000บาท ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์” ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2522 เป็นองค์กรหรือสถานสาธารณกุศลลำดับที่ 110 ของประกาศกระทรวงการคลัง

นายกองโท สุภกิต เจียรวนนท์ ปธ.กก.เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ กก.มูลนิธิฯ มอบหมายให้ นายกองโท สยาม สุขสมใจ เป็นตัวแทนมอบเงิน จากมูลนิธิเครือเจริญโภคภัณฑ์เพื่อสมทบทุนกองทุนการศึกษา(พิเศษ) มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ

คณะกรรมการมูลนิธิฯ มอบเงินสมทบทุนกองทุนการศึกษา(พิเศษ) ของมูลนิธิฯ โดยมี นายกองตรี จักริน วรสารพิทักษ์ ผอ.ส่วนกำลังพล สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน เป็นผู้รับมอบ

มูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ ในการสงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ สงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้หรือภัยพิบัติต่างๆ การมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมทั้งการจัดหาสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่การครองชีพเพื่อมอบเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนและครอบครัว โดยในแต่ละปีมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลืออันเป็นสาธารณะประโยชน์ ปีละประมาณ 2-3 ล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่มาจากการบริจาคจากกรรมการภาคเอกชน องค์กร ประชาชนทั่วไป และการจัดกิจกรรมจัดหารายได้อื่น ๆ เช่น กอล์ฟการกุศลชิงถ้วยพระราชทาน การจัดดินเนอร์การกุศล เป็นต้น

นายกองเอก บุญชนะ เจริญผล , นายกองโท สยาม สุขสมใจ และ วีรวุฒิ จุมพลคุณวุฒิ ปธ.กก.ผจก. บจก. ต๊ะ ล้านนา ร่วมพิธี

นายหมวดเอก สุวรรณี ประเทืองสิทธิ์ , นายกองเอก บุญชนะ เจริญผล และ นายหมวดโท ไอยเรศ จักรภพโยธิน

คณะกรรมการ – เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ, ผู้มีอุปการคุณ และ ข้าราชการจากกรมการปกครอง ถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกัน

ท่านผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนกิจการมูลนิธิฯ ได้ที่ ธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาสนามเป้า ชื่อบัญชี มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เลขที่บัญชี 928-2-02129-5 โดยทุกการบริจาคผ่านมูลนิธิฯ สามารถนำใบเสร็จไปใช้ลดหย่อนภาษีฯ ได้ตามกฎหมาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-2781008 ต่อ 401 

โรงงานในเครือ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง จัดกิจกรรม ‘รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’

โรงงานในเครือ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง จัดกิจกรรม ‘รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’

โรงงานในเครือ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง จัดกิจกรรม ‘รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ประกอบกับวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมาเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ในนามกลุ่มโรงงานในเครือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดย บริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นโอกาสอันดีในการกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันแหล่งน้ำธรรมชาติในหลายพื้นที่ประสบปัญหาคุณภาพน้ำมีมลพิษและขยะที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในน้ำ

เตรียมโยนลูก EM Ball ฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำให้กลับมาสมดุล

โครงการ “รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” จัดขึ้นเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูอนุรักษ์ธรรมชาติ ในงานได้รับเกียรติจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด,สำนักงานประมงจังหวัด /องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร ,โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ สำนักงานชลประทานที่ 11,กองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม อบต.ลำไทร/,โรงเรียนวัดกุฎีประสิทธิ์ และผู้นำชุมชนรอบบริเวณโรงงานฯ กิจกรรมหลัก คือ การปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาวจำนวน 50,000 ตัว เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งนี้ทางสำนักงานประมงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้สนับสนุนพันธ์ปลาดังกล่าว รวมถึงทางโรงงานฯ ได้จัดเตรียมลูก EM Ball และน้ำ EM เพื่อบำบัดคุณภาพน้ำ โดยใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติช่วยย่อยสลายของเสียในน้ำเพื่อลดกลิ่น ฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำให้กลับมาสมดุล พร้อมมอบน้ำ EM ให้ครัวเรือนได้นำกลับไปใช้ในบ้าน โครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนและชุมชนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ตลอดจนร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนให้น่าอยู่และเป็นมิตรต่อธรรมชาติ  ปีนี้โรงงานได้เห็นคุณค่าและตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในด้านการศึกษาจึงได้จัดบุคลากรของโรงงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์มาสอนการใช้คอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5 และ 6 โรงเรียนวัดกุฎีประสิทธิ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีวัตถุประ สงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) หลักสูตร CANVA ให้น้องๆในพื้นที่ห่างไกลได้เท่าทันกับโลกยุคดิจิทัลและมีโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

ร่วม ปล่อยปลา 50,000 ตัว

ภาคเอกชนผู้จัดกิจกรรม นำทีมโดย กิตติพงศ์  ศรีชุม ผู้จัดการผลิต บริษัท คอสมอส  บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (ธุรกิจในเครือไทยเบฟ) กล่าวว่า “ กลุ่มธุรกิจในเครือไทยเบฟ ได้มีความตระหนักเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีแนวโน้มที่มีความเสื่อมโทรมมาก บริษัทจึงได้ใช้โอกาสในการที่จะเข้ามีส่วนร่วมในการปรับปรุงและร่วมงานกับชุมชนในการส่งเสริมการมีส่วนร่วม กลุ่มโรงงานในเครือฯ มุ่งมั่นสร้างธุรกิจให้เจริญเติบโตควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสั่งคม โดยยึดหลักในด้าน ESG คือ มีการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม แล้วก็ความโปร่งใสในเรื่องของ Good Governance ต่างๆ ซึ่งแนวทางการดำเนินงานเป็นกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับทางด้าน DJSI ซึ่งเป็นเป้าหมาย 17 ข้อที่บริษัทได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมา”

โรงงานให้ความรู้กับนักเรียน ด้าน EM BALL

ด้าน สมชาย เถื่อนสุวรรณ์  ผู้อำนวยการระดับสูง อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ชื่นชมกิจกรรมว่า“กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมรณรงค์เรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก กิจกรรมของเรื่องการปล่อยปลา แล้วก็โยน EM Ball เพื่อเป็นประโยชน์ในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางน้ำ บำบัดน้ำด้วย EM ball ซึ่งเป็นจุลินทรีย์บำบัด เป็นการบำบัดธรรมชาติ เป็นกิจกรรมให้เยาวชนคนรุ่นหลังหันมามองเรื่องสิ่งแวดล้อม ว่าทุกวันนี้เรื่องของสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตประจำวันของพวกเราก็มีส่วนที่ไปทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น กิจกรรมในครัวเรือนที่มีการปล่อยน้ำใช้ ก็ระบายสู่แอ่งน้ำ แม้กระทั่งกิจกรรมภาคอุตสาหกรรม กิจกรรมการผลิตก็ปล่อยน้ำลงสู่แหล่งน้ำเช่น เดียวกัน แม้กระทั่งภาคเกษตรเองก็มีการใช้สารเคมีต่างๆ ถ้าไม่มีกิจกรรมวันนี้ขึ้นมา ธรรมชาติเหล่านี้ก็จะถูกทำลายไปเรื่อยๆ สังคมเราในอนาคต ลูกหลานเราก็จะมีสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี กิจกรรมวันนี้จะเป็นเครื่องยืนยันว่าแหล่งน้ำที่เราใช้ เรากินอยู่ทุกวันนี้เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพ สัตว์น้ำต่างๆ สามารถอยู่ได้ เป็นแหล่งอาหารของพวกเราเองในอนาคตได้อย่างยั่งยืน ”

สอนน้องใช้คอมพิวเตอร์โดยพี่สาวในโรงงาน

จุฑามณี เมยมงคล ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดกุฎีประสิทธิ์ กล่าวว่า ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ การสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องเริ่มต้นจากโรงเรียนผ่านการเรียนรู้ และการแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่น กิจกรรมรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นับว่าเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนอย่างมาก รวมถึงกิจกรรมสอนน้องใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งได้ดำเนินมาเป็นปีที่ 6 แล้ว การส่งเสริมทักษะด้าน ICT  ที่มีค่ามากต่อนักเรียน เช่น การทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆทำให้เกิดการปรับตัว การแก้ปัญหาในการตัดต่อวิดีโอ การสร้างเกมที่ง่ายๆ ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เด็กมีการเจริญเติบโตที่ดี สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดและสร้างความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง”      

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน

กลุ่มโรงงานในเครือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาและปรับปรุงโครงการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ตั้งไว้