ครม.นัดพิเศษ 11 เม.ย. เคาะวงเงินแก้ปัญหาสงครามตะวันออกกลาง 3,709.08 ล้านบาท

ครม.นัดพิเศษ 11 เม.ย. เคาะวงเงินแก้ปัญหาสงครามตะวันออกกลาง 3,709.08 ล้านบาท

ครม.นัดพิเศษ 11 เม.ย. เคาะวงเงินแก้ปัญหาสงครามตะวันออกกลาง 3,709.08 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ครม.นัดพิเศษ 11 เม.ย. เคาะวงเงินแก้ปัญหาสงครามตะวันออกกลาง 3,709.08 ล้านบาท เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,388.48 ล้านบาท ช่วยภาคขนส่ง 2,060  ล้านบาท และเป็นโครงการสินเชื่อธงเขียวราคาประหยัด วงเงิน 260 ล้านบาท เอกนิติ ชี้บริหารงบจากแหล่งงบฯ หลากหลายทั้งงบกลางฯ และกองทุนเลขสวยของคมนาคมมาเยียวยาวิกฤต เล็งออกสินเชื่อซอฟต์โลน 5 พันล้าน หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ซื้อรถEV ติดโซลาร์เซลล์ 

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกวันนี้( 11 เม.ย.)ได้มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รัฐบาลจึงได้อนุมัติโครงการต่างๆ ได้แก่ มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง  (มาตรการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับตัว (Transform) และหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันให้มากขึ้น 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ยังมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคการเกษตรที่เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศ ให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและการทำการเกษตร 

โดยรัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะเป็นการแบ่งเบาภาระและช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดการส่งผ่านภาระต้นทุนไปสู่ผู้บริโภค โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง 

ทั้งนี้การจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้มีการจัดสรรจากแหล่งงบประมาณที่หลากหลาย ได้แก่ งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน และงบประมาณจาก กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน หรือ “กองทุนเลขสวย”

1. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน ได้แก่ 
    1) การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยรัฐบาลมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.22 ล้านคน โดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 วงเงิน 1,322.84 ล้านบาท  ซึ่งการเพิ่มงบประมาณในครั้งนี้เป็นการเพิ่มงบประมาณ จากเดิมที่มีการอนุมัติไว้ที่เดือนละ 4,700 ล้านบาทในการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 
   2) เตรียมพร้อมประชาชนทั่วไปสำหรับการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน โดยให้ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สำหรับการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน (โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ) วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยังสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย (1) สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 

โครงการสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และ โครงการสินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท 

2. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต และมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน ระยะเวลาโครงการ 3 ปี

โดยช่วยเหลือคู่สัญญาภาครัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและลูกจ้างของคู่สัญญาภาครัฐ กรมบัญชีกลางจึงได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีที่ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้น

พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00 – 69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสำนักงบประมาณได้ดำเนินการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ

3.มาตรการสำหรับ SMEs  กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว (Transformation) ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนี้ได้ 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งโครงการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน ระบบพลังงานทดแทน และเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) และรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ

โดยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้มีมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 4.00 ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง 

4.มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง ซึ่งนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคมเปิดเผยว่า รัฐบาล ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,061 ล้านบาท ให้แก่ 
1)กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ) จำนวน 1,354 ล้านบาท 
2) กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 97 ล้านบาท 
3) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และหมวด 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) จำนวน 81 ล้านบาท 
4) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท 
5) กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 8 ล้านบาท 
6) กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 311 ล้านบาท 
และ 7) สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกลุ่มประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยในช่วง 6 – 19 เมษายน 2569 จำนวน 200 ล้านบาท

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่าที่มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ได้เสนอของบกลางฯจำนวน 260.6 ล้านบาทเพื่อทำโครงการบรรเทาผลกระทบประชาชนจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ได้แก่ โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดหาปุ๋ยเคมีและปัจจัยการผลิต โครงการลดค่าครองชีพของประชาชน โดยจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในโครงการธงฟ้า และจัดร้านพุ่มพวงกระจายไปในชุมชน และโครงการไทยช่วยไทยเพิ่มรายได้เอสเอ็มอี โดยจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเร่งด่วน โดยเสริมสถาพคล่องและลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน โดยจะดำเนินการในเดือน พ.ศ.2569 

นอกจากนี้ ครม.ได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณาลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้มีการปฏิบัติหน้าที่จากที่พักอาศัยของตนเอง (Work From Home) ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ 

ทั้งนี้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นดำเนินมาตรการข้างต้นเพื่อเร่งบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรรายย่อย ประชาชน และผู้ประกอบการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ และวางรากฐานให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวและขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในทุกมิติ

โปรดเกล้าฯ พันตำรวจตรี ข้าราชการอัยการพ้นจากตำแหน่ง เรียกคืนเครื่องราชฯ ปมผิดวินัยร้ายแรง

โปรดเกล้าฯ พันตำรวจตรี ข้าราชการอัยการพ้นจากตำแหน่ง เรียกคืนเครื่องราชฯ ปมผิดวินัยร้ายแรง

โปรดเกล้าฯ พันตำรวจตรี ข้าราชการอัยการพ้นจากตำแหน่ง เรียกคืนเครื่องราชฯ ปมผิดวินัยร้ายแรง

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ข้าราชการอัยการพ้นจากตำแหน่ง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ตามที่ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พันตำรวจตรี วรภาส บุญศรี ดำรงตำแหน่ง อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคดีแพ่งกรุงเทพใต้ ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2560 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 นั้น

บัดนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งว่า คณะกรรมการอัยการได้มีคำสั่งลงโทษไล่ พันตำรวจตรี วรภาส หรือนพรัตน์ บุญศรี ข้าราชการอัยการ ตำแหน่ง อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคดีแพ่งกรุงเทพใต้ ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2560 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 55 (7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทและขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทาน ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้สำนักงานองคมนตรีนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทาน ทั้งนี้ ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 และพันตำรวจตรี วรภาส หรือนพรัตน์ บุญศรี เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 9 เมษายน 2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายอนุทิน ชาญวีรกุล

อนุทิน คึก ลงพื้นที่ส่ง ปชช.กลับภูมิลำเนา มั่นใจรมต.เป็นสส.ใกล้ชิดปชช. ทำงานอยู่ตลอด

อนุทิน คึก ลงพื้นที่ส่ง ปชช.กลับภูมิลำเนา มั่นใจรมต.เป็นสส.ใกล้ชิดปชช. ทำงานอยู่ตลอด

อนุทิน คึก ลงพื้นที่ส่ง ปชช.กลับภูมิลำเนา มั่นใจรมต.เป็นสส.ใกล้ชิดปชช. ทำงานอยู่ตลอด

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.32 น.

อนุทิน คึก ลงพื้นที่ส่ง ปชช.กลับภูมิลำเนา มั่นใจรมต.เป็นสส.ใกล้ชิดปชช. ทำงานอยู่ตลอด

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่าบ่ายวันนี้ตนจะลงพื้นที่ไปดูตามสถานีขนส่งที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่วนช่วงวันหยุดยาวนั้น ตนก็จะตระเวนดูความเรียบร้อยของพื้นที่ต่างๆ 

นายกฯ กล่าวว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นี้ ขอให้ประชาชนพักผ่อนใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน เรามีให้บริการอย่างแน่นอน แต่ขอให้ใช้อย่างตระหนัก ส่วนเรื่องความสนุกสนานก็ขอให้เต็มที่ สาดน้ำ เล่นน้ำตามประเพณี แต่อย่าให้ใครเดือดร้อนอารมณ์เย็นๆ กันไว้ ที่สำคัญดื่มสุราต้องไม่ขับยวดยานพาหนะเลย ทั้งรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ ถ้ายึดมั่นตรงนี้ ความปลอดภัยก็จะเกิดขึ้น และเทศกาลสงกรานต์ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนมีความสุขกัน

เมื่อถามว่าได้กำชับรัฐมนตรีช่วงวันหยุดนี้อย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐมนตรีแต่ละคนก็มีพื้นที่ที่ต้องไปดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เพราะรัฐมนตรีของเราส่วนใหญ่ก็เป็นสส.ไม่มีอะไรกังวล

เมื่อถามว่าช่วงนี้นายกฯ มีข้อกังวลอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องคอยมอนิเตอร์เรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และต้องพยายามดูแลเพราะวันหยุดในเทศกาลสงกรานต์มีแต่ประเทศเราที่หยุด แต่ประเทศอื่นไม่ได้หยุดด้วย ซึ่งเราเองก็ต้องหาน้ำมันดิบหรือสิ่งจำเป็นที่ต้องนำมาใช้ในประเทศเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเรียบร้อย อย่างนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ก็จะใช้ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ เดินทางไปเจรจาเรื่องปุ๋ย เรื่องน้ำมันในต่างประเทศ ยืนยันว่ารัฐมนตรีเราไม่หยุดนิ่ง เราพยายามหาทางเลือกให้ประเทศของเราเพื่อประชาชนตลอดเวลา นักข่าวเองก็ขอให้ไปเที่ยวให้สนุก พักผ่อนกันให้เต็มที่ แล้วค่อยกลับมาทำงานกันใหม่ 

ครม.เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ สั่งเจ้าสังกัดเร่งดำเนินการ พร้อมแจ้ง สลค. ภายใน 24 เม.ย.นี้

ครม.เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ สั่งเจ้าสังกัดเร่งดำเนินการ พร้อมแจ้ง สลค. ภายใน 24 เม.ย.นี้

ครม.เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ สั่งเจ้าสังกัดเร่งดำเนินการ พร้อมแจ้ง สลค. ภายใน 24 เม.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.52 น.

ครม.เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้าสังกัดเร่งดำเนินการต่อ และแจ้ง สลค. ภายใน 24 เม.ย.นี้ ก่อนเสนอ ครม. ร้องขอรัฐสภาพิจารณาต่อไป

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (11 เม.ย.2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ในรัฐสภา ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งหมด 24 ฉบับ และมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการเร่งทบทวนพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ พร้อมแจ้งยืนยันต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 

จากนั้นจะนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อพิจารณาร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่อไปให้ทันกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 12 พ.ค. 2569

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างอยู่ทั้ง 24 ฉบับ ได้แก่ 1) ร่างพระราชบัญญัติที่ค้างในชั้นการพิจารณาของ สผ. จำนวน 20 ฉบับ และ 2. ร่างพระราชบัญญัติที่ค้างในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา จำนวน 4 ฉบับ แบ่งเป็นของหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้  

1) กระทรวงกลาโหม 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 2. ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

2) กระทรวงการคลัง 3 ฉบับ : 
1. ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. …. 
2. ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์) 
3. ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ในท้องที่ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีให้แก่ นางมี รักเสมอวงศ์ พ.ศ. …. 

3) กระทรวงการอุดมศึกษาฯ 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. …. 2. ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

4) กระทรวงคมนาคม 5 ฉบับ :
1. ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (เพิ่ม (ฆ/4) ว่าด้วยการค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ)
2. ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างกิจการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ ในท้องที่เขตวังทองหลาง เขตบางกะปิ เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ….
3. ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างกิจการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย – มีนบุรี ในท้องที่อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และเขตหลักสี่ เขตบางเขน เขตคันนายาว เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ….
4. ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกิจการขนส่งมวลชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรีในท้องที่เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ….
5. ร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

5) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1 ฉบับ : ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ….

6) กระทรวงยุติธรรม 3 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 พ.ศ. ….  2. ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และ 3. ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

7) กระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 2. ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ พ.ศ. ….

8) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 1 ฉบับ : ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

9) สำนักงาน ก.พ.ร. 1 ฉบับ :  ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ….

10) สำนักงาน ปปง. 2 ฉบับ :  1. ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 2. ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ….

11) สำนักงานศาลยุติธรรม 2 ฉบับ:  1. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (กำหนดให้มีเจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่ช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดี) 2. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  (การกำหนดตำแหน่งเจ้าพนักงานคดีประจำศาลยุติธรรม)

อนึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 147 กำหนดว่า เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติที่ยังพิจารณาไม่เสร็จจะถือว่า “ตกไป” ทันที อย่างไรก็ตาม หากมีการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หลังการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีสามารถขอให้รัฐสภานำร่างกฎหมายที่ตกไปนั้นกลับมาพิจารณาต่อได้ โดยต้องยื่นคำขอภายใน 60 วัน นับจากวันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง ซึ่งกรณีนี้คือภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 และหากรัฐสภาเห็นชอบ ก็สามารถนำร่างกฎหมายนั้นกลับมาพิจารณาต่อได้ตามขั้นตอนปกติ” น.ส.รัชดา ระบุ

ลุงป้อม ชี้เป้าลายแทงให้นักชิม ร้านอร่อย พร้อมหนุนผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย ต้อนรับสงกรานต์

ลุงป้อม ชี้เป้าลายแทงให้นักชิม ร้านอร่อย พร้อมหนุนผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย ต้อนรับสงกรานต์

ลุงป้อม ชี้เป้าลายแทงให้นักชิม ร้านอร่อย พร้อมหนุนผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย ต้อนรับสงกรานต์

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.47 น.

ลุงป้อม ชี้เป้าลายแทงให้นักชิม ร้านอร่อย พร้อมหนุนผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย ต้อนรับสงกรานต์ หลังนำมาประดับโฉมมูลนิธิป่ารอยต่อ

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ ภายหลังเปิดบ้านจัดกิจกรรมรดน้ำดำหัวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น โดยเฉพาะเพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 บิ๊กทหาร อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงนักการเมืองที่เข้าขอพรอย่างคึกคัก

พล.อ.ประวิตร เปิดเผยว่า จุดเด่นของงานที่ทุกคนไม่รู้ อยู่ที่ “ดอกกล้วยไม้ไทย” ที่นำมาประดับจนหลายคนชมว่าสวย ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก นายกฤษณา มีขำ นายกสมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย และ นายหิรัญ เอกอารีย์จิตร นายกสมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทย ที่มาร่วมดูแลการออกแบบและจัดวางดอกไม้ภายในงาน โดยเน้นสายพันธุ์จากประเศทศไทยที่มีสีสันสดใส ทนทาน และเหมาะกับการจัดแสดงในช่วงอากาศร้อน

สำหรับของชำร่วยภายในงาน ที่ตนเลือกเป็น “ผ้าไทย” รูปแบบผ้าคลุมไหล่ลายผ้าขาวม้า ใช้งานได้หลากหลาย โดยพลเอกประวิตรระบุว่า ต้องการช่วยสนับสนุนช่างทอผ้าและผู้ผลิตในประเทศ พร้อมมอบให้แขกผู้ร่วมงานและสื่อมวลชนนำไปใช้กันถ้าชอบก็ไปสั่งซื้อเยอะๆ ราคาไม่แพง 

ไฮไลต์อีกส่วนที่อยากบอกว่าเป็นร้านอร่อยที่น่าไปลองแบบหลากหลาย ที่สำคัญเลือกด้วยตนเองทั้งหมด อาทิ ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกร้านกาตุ่ย, ข้าวขาหมูจุฬา, ข้าวมันไก่เบตง, เซี๊ยะก๋วยเตี๋ยวเนื้อไร้เทียมทาน, หอยทอดสวัสดี และหมูทอด–เนื้อทอดมงคลชัย หลังกระทรวงการคลัง รวมถึงขนมหวานจิตรลดา เต้าทึงน้ำลำไย และกาแฟ–ปาท่องโก๋มังกรบิน

พล.อ.ประวิตร อยากกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนที่ติดตาม ย้ำว่าอ่านทุกความคิดเห็น พร้อมกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่าแม้หลายคนชวนไปชิมอาหารหลายร้าน แต่ต้องดูแลสุขภาพ ก่อนอวยพรให้ประชาชนมีความสุขกับครอบครัวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และดูแลสุขภาพท่ามกลางอากาศร้อน

ครม. เคาะงบฯ 7.7 พันล้าน ช่วย ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง-อุ้มต้นทุนขนส่ง

ครม. เคาะงบฯ 7.7 พันล้าน ช่วย ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง-อุ้มต้นทุนขนส่ง

ครม. เคาะงบฯ 7.7 พันล้าน ช่วย ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง-อุ้มต้นทุนขนส่ง

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.40 น.

ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พันล้าน เดินหน้าช่วย ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนขนส่งและจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท  แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้ 

1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท 

2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง  ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 แสนคัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน
2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน 
โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 

1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท  ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น 
2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท  
3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท  

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

เช็กที่นี่! นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่ง 8 กลุ่มภารกิจบริหารราชการแผ่นดิน

เช็กที่นี่! นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่ง 8 กลุ่มภารกิจบริหารราชการแผ่นดิน

เช็กที่นี่! นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่ง 8 กลุ่มภารกิจบริหารราชการแผ่นดิน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.01 น.

นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่ง 8 กลุ่มภารกิจ อนุทิน คุมภารกิจปราบปรามทุจริต-ยาเสพติดค้ามนุษย์- อาชญากรรมข้ามชาติ ส่วน พิพัฒน์ ดูพัฒนาสาธารณูปโภค ด้าน ทรงศักดิ์ กำกับดูแลกระจายอำนาจปกครองท้องถิ่น เอกนิติ ด้านลงทุน ศุภจี ส่งเสริมการค้า สีหศักดิ์ มั่นคง-ตปท. ส่วน ยศชนัน ดูสร้างเสริมทรัพยากรส่งเสริมสุขภาพ ลุยภารกิจรัฐบาลดิจิทัล

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 83/2569 เรื่อง การบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ โดยที่เป็นการสมควรให้มีการบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (2) และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7 ) พ.ศ.2550

นายกรัฐมนตรีมีคำสั่ง โดยให้มีการบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ ดังต่อไปนี้ 1. กลุ่มภารกิจปราบปรามการทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การกระทำความผิดออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ มีนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้ รับผิดชอบการรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยของสังคม เฉพาะการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการพนัน การกระทำความผิดออนไลน์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ นอมินี อาชญากรรมข้ามชาติ การทุจริต และประพฤติมิชอบ กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่อยู่ในบังคับบัญชาโดยตรงของนายกฯ

2.กลุ่มภารกิจพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ
กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการจัดให้มี และบำรุงรักษาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทุกประเภท เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง และต่อเนื่อง กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจให้นายพิพัฒน์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

3.กลุ่มภารกิจส่งเสริม รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการส่งเสริม รักษา และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภทอย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) และส่งเสริมการกระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างหลากหลาย กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

4.กลุ่มภารกิจส่งเสริมการลงทุน มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มการกิจนี้รับผิดชอบการส่งเสริม และอำนวยความสะดวกแก่การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semiconductor, Al, Robotic ดิจิทัลพลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ ยาและเวชภัณฑ์การแพทย์ สุขภาพ และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่นายกฯ มอบหมาย และมอบอำนาจให้นายเอกนิติ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

5.กลุ่มภารกิจส่งเสริมการค้า พาณิชยกรรม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบกลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการสร้างเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการค้า และพาณิชยกรรม ส่งเสริม SMEs พัฒนาคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า เกษตรและอุตสาหกรรม เชื่อมการค้าพาณิชย์ของไทยกับการค้าโลก สร้างพันธมิตรทางการค้า ผลักดันสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม และบริการไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่นายกฯมอบหมายและมอบอำนาจให้ นางศุภจี กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

6.กลุ่มภารกิจความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบภารกิจนี้รับผิดชอบด้านการรักษาความมั่นคง อธิปไตยของชาติ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ กลุ่มภารกิจนี้ ประกอบด้วยหน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจให้นายสีหศักดิ์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

7.กลุ่มภารกิจวิจัย และพัฒนาประเทศไทย สร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์และส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ มีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว และความมั่นคงของมนุษย์ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี เสริมสร้างทักษะดิจิทัล และทักษะด้านการเงินให้แก่ประชาชน พัฒนาการศึกษา และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งเพิ่มพูนทักษะแห่งอนาคตให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงาน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้เป็นหลักในการพัฒนาประเทศ กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯ มอบหมาย และมอบอำนาจให้นายยศชนัน กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

8.กลุ่มภารกิจพัฒนากฎหมาย และการบริหารราชการแผ่นดิน มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการพัฒนากฎหมาย และกระบวนการตรากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากล และสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น อำนวยความสะดวกให้แก่การค้า การลงทุน ลดต้นทุน และภาระแก่ประชาชน สร้างความเป็นธรรมในสังคม พัฒนาระบบ
ราชการ และการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเป็น Digital Government และการเข้าเป็นสมาชิก OECD กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจนายปกรณ์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มภารกิจใด หากต้องได้รับความร่วมมือจากกลุ่มภารกิจอื่น หรือหน่วยงานในสังกัดของกลุ่มภารกิจอื่น ให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจประสานการทำงานร่วมกัน และบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเต็มความสามารถ ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของนายกฯ 

หมอวรงค์ ข้องใจ พิพัฒน์ ทำไมไม่กล้ามาตอบในสภาฯ ปมน้ำมันดีเซลหาย 600-700 ล้านลิตร

หมอวรงค์ ข้องใจ พิพัฒน์ ทำไมไม่กล้ามาตอบในสภาฯ ปมน้ำมันดีเซลหาย 600-700 ล้านลิตร

หมอวรงค์ ข้องใจ พิพัฒน์ ทำไมไม่กล้ามาตอบในสภาฯ ปมน้ำมันดีเซลหาย 600-700 ล้านลิตร

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.29 น.

หมอวรงค์ ข้องใจ พิพัฒน์ ทำไมไม่กล้ามาตอบในสภาฯ ปมน้ำมันดีเซลหาย 600-700 ล้านลิตร 

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมจี้คุณพิพัฒน์ เรื่องน้ำมันดีเซลหาย 600-700ล้านลิตร ช่วงเดือนมีนาคม ทำไมเขาจึงไม่กล้ามาตอบในสภา?เพราะอะไร?” 

จี้ศุภจีขอโทษอภิสิทธิ์! แม่ยกปชป.ตามจิกรัวๆ ลั่นเจตนาไม่ดีกับพรรค

จี้ศุภจีขอโทษอภิสิทธิ์! แม่ยกปชป.ตามจิกรัวๆ ลั่นเจตนาไม่ดีกับพรรค

จี้ศุภจีขอโทษอภิสิทธิ์! แม่ยกปชป.ตามจิกรัวๆ ลั่นเจตนาไม่ดีกับพรรค

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.05 น.

จี้ศุภจีขอโทษอภิสิทธิ์! แม่ยกปชป.ตามจิกรัวๆ ลั่นเจตนาไม่ดีกับพรรค

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ศุภจีต้องออกมาขอโทษคุณอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

– จะบอกว่าดึงมาเพราะเห็นมีความสามารถ เพื่อประเทศชาติต่างพรรคก็ไม่เป็นไร #นั่นคือข้ออ้าง

– การกระทำเยี่ยงนี้มันเหมือนคิดว่าตนถือไพ่เหนือทุกคน อยากทำอย่างไรก็ได้ สังคมต้องชื่นชมคุณ .. ไม่ใช่แล้วหล่ะศุภจี มันต้องมีมารยาททางสังคม

คิดเอาเองว่าจากนี้ต้องทำอย่างไร

– อย่าหลงตนว่าแน่ ฉันคนหนึ่งที่ไม่ได้เชื่อว่าคุณเป็นมือ1 ยังมีคนเก่งกว่าคุณอีกหลายขุม

– ตอนนี้ฉันมองไปด้วยซ้ำว่าอาจมีเจตนาไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์”

คปท.จี้รัฐฯรื้อโครงสร้างพลังงาน ดับไฟกำไรบนคราบน้ำมัน

คปท.จี้รัฐฯรื้อโครงสร้างพลังงาน ดับไฟกำไรบนคราบน้ำมัน

คปท.จี้รัฐฯรื้อโครงสร้างพลังงาน ดับไฟกำไรบนคราบน้ำมัน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.01 น.

วันที่ 11  เม.ย.2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายพิชิต ไชยมงคล และนายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เดินทางมา ยื่นหนังสือ ร้องเรียน ต่อนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าของชีพ หรือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุกวัน ทำให้ข้าวของเครื่องใช้สิ่งอุปโภคบริโภค สิ่งของจำเป็นของ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ขยับตัวสูงขึ้นตามที่สถานการณ์ความตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ยังคงลุกลาม สะเทือนราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งแรงกระเพื่อมถึงประเทศไทย จนราคาน้ำมันผันผวน ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ปัจจัยภายนอกจะเกินควบคุม ทว่า “ปัจจัยภายใน” กลับกลายเป็นชนวนซ้ำเติม เมื่อเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และภาคประชาชนหลายองค์กร ออกมาแสดงความกังวลถึงกลุ่ม “ไอ้โม่ง” ที่ฉวยจังหวะวิกฤติ กักตุนน้ำมัน หวังโกยกำไรบนความเดือดร้อนของคนทั้งชาติ

คปท.

สถานการณ์ยิ่งส่อเค้ารุนแรง เมื่อเกิดภาวะน้ำมันขาดตลาดในบางช่วง ทั้งที่มีสต็อกเพียงพอ สะท้อนความผิดปกติของระบบ ขณะที่รัฐบาลถูกเรียกร้องให้เร่งจัดการ “ตัวกลาง” ที่เอาเปรียบประชาชนอย่างเด็ดขาด โดยไม่เกรงใจเครือข่ายอิทธิพลที่ถูกจับตาว่ามีความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมือง

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังปรับขึ้นค่าการกลั่นอย่างรวดเร็ว ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ทั้งที่น้ำมันที่จำหน่ายยังเป็นสต็อกเดิม แต่กลับเพิ่มภาระให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนถูกมองว่า “สวนทางความทุกข์ของประชาชน”

คปท.

คปท.ชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงวิกฤติราคา แต่คือ “วิกฤติโครงสร้างพลังงาน” ที่ต้องแก้ทั้งระบบ บนหลักคิดว่า “พลังงานคือความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือแสวงหากำไร” พร้อมกันนี้ ได้เสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่

1.ให้นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ น้ำมัน-ไฟฟ้า-ก๊าซ

2.ลดค่าการกลั่นตามต้นทุนจริง ลดภาษีสรรพสามิต และควบคุมค่าการตลาดไม่เกินระดับที่เหมาะสม

3.ยกเลิกการอ้างอิงราคา MOPS สิงคโปร์ หันมาใช้ระบบ “ต้นทุนจริง + กำไรที่เหมาะสม”

4.เปิดเผยหลักเกณฑ์กองทุนน้ำมันอย่างโปร่งใส

5.ปฏิรูปกองทุนน้ำมันสู่ “คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ”

6.จัดตั้งองค์กรพลังงานแห่งชาติ แยกโครงสร้างพื้นฐานออกจากเอกชนให้อยู่ภายใต้รัฐ

คปท.

ท้ายที่สุด คปท.ย้ำชัดว่า “พลังงานคือเสาหลักของประเทศ” หากประชาชนยังถูกซ้ำเติม ความมั่นคงของชาติย่อมสั่นคลอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลงมือ “ก่อนวิกฤติจะลุกลามเกินเยียวยา”

การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในระยะสั้น ในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ในเรื่องของการหาตัวไอ้โม่ง ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการแล้วได้ดำเนินการอยู่ ซึ่งในหลายวันก่อนได้ลงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเบาะแสเพื่อดำเนินการหาคนผิดภวนี้ไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน

คปท.

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมว. ประจำสำนักนายกฯรัฐ พร้อม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหสดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์  รมช.มหาดไทยม ได้เดินทางออกมารับหนังสือ พร้อมนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป

โดยนายภราดร ได้กล่าวก่อนรับหนังสือร้องเรียนว่า ในวันนี้มีการประชุมครม.นัดแรก ซึ่งทางรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวานนี้ (10 เม.ย.)และมีอำนาจเต็ม ในการบริหารราชการแผนดิน  ซึ่งทางรัฐบาลได้แบ่งระยะการดำเนินการ  ในการ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ในระยะ เร่งด่วน เป็นแก้ไขปัญหาค่าครองชีพในระยะของพี่น้องประชาชน

คปท.

แนวทางสำคัญคือการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยกำหนดให้หน่วยงานราชการทบทวนโครงการต่าง ๆ อย่างเข้มงวด โครงการใดที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีความสำคัญเร่งด่วน ให้ชะลอหรือระงับไว้ก่อนทั้งหมด

ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้งบประมาณแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า โดยมีเป้าหมายหลักให้งบประมาณปี 2570 สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด