เลวครับ! นายกฯซัดเดือด หลังมีขบวนการลักลอบขนน้ำมันขายให้กัมพูชา

เลวครับ! นายกฯซัดเดือด หลังมีขบวนการลักลอบขนน้ำมันขายให้กัมพูชา

เลวครับ! นายกฯซัดเดือด หลังมีขบวนการลักลอบขนน้ำมันขายให้กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

”อนุทิน“ซัดเดือด “เลว” พยักหน้ารับ “ขายชาติ” ขบวนการลักน้ำมันขายเขมร สั่งสนธิกำลัง ตำรวจ-ทหาร-ปปง. เร่งล่าจับกุม-ปราบปราม เบื้องต้นพบทำเป็นรูป“บริษัท” บ่ายนี้ รมว.ยธ. จ่อเข้ารายงานความคืบหน้า

วันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 12.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงขบวนการลักลอบนำน้ำมันไปขายให้ประเทศกัมพูชาได้รับรายงานแล้วหรือไม่ ว่า ตอนนี้เราตั้งหน่วยไล่ล่าพวกกักตุน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคา และ ลักลอบน้ำมันออกไปขาย 

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีอยู่บ้าง แต่ไม่เยอะ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงก็ดูแลทุกอย่างเป็นอย่างดีและจะดำเนินคดี กับบุคคลเหล่านี้ที่เป็นภัยความมั่นคงของชาติ 

ส่วนรู้ตัวคนที่อยู่เบื้องหลังขบวน การลักลอบขายน้ำมันส่งประเทศกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการจับกุม ปราบปราม และดำเนินคดี 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าพอจะเปิดเผยได้หรือไม่ว่าตัวการใหญ่เป็นใคร นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นรูปแบบบริษัท ซึ่งช่วงบ่ายวันนี้พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะเข้ามารายงานให้รับทราบ โดยเราได้สนธิกำลังทั้งตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. และทหาร 

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าการลักลอบนำน้ำมันไปขายให้ประเทศกัมพูชา ถือเป็นข้อหาที่หนักหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบทันทีว่า “ก็เลวครับ” 

ส่วนที่ถามย้ำว่าการกระทำดังกล่าวจะเรียกว่าเป็น“การขายชาติ”หรือไม่ นายอนุทิน พยักหน้ารับ 

ส่วนปริมาณน้ำมันที่ลักลอบนำไปขายมีปริมาณมากหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขอดูในรายละเอียดก่อน เพราะตัวเลขปริมาณน้ำมันในแต่ละพื้นที่จะต้องนำมาปรับและตรวจสอบให้ถูกต้อง ยืนยันว่า ก่อนจะดำเนินการใดๆ ก็ต้องมีการตรวจสอบปรับตัวเลขไม่ใช่ฟังจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อไม่ให้การตัดสินใจนั้นผิดพลาด ซึ่งเราอ้างอิงตัวเลขจากหน่วยงานต่างๆ และต้องทำให้ตัวเลขเหมือนกันให้ได้ โดยนายกรัฐมนตรีขอว่าอย่าพึ่งถามลงในรายละเอียด

มื้อเที่ยง หนู-เชน ชื่นมื่น อนุทิน บอกไม่ใช่คนไกล พร้อมเคลียร์ใจเรื่องอดีต

มื้อเที่ยง หนู-เชน ชื่นมื่น อนุทิน บอกไม่ใช่คนไกล พร้อมเคลียร์ใจเรื่องอดีต

มื้อเที่ยง หนู-เชน ชื่นมื่น อนุทิน บอกไม่ใช่คนไกล พร้อมเคลียร์ใจเรื่องอดีต

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

มื้อเที่ยง”หนู-เชน”ชื่นมื่น เสิร์ฟขนมผักกาด-ลูกชิ้นศรีย่าน “อนุทิน”บอกไม่ใช่คนไกล คุ้นกันตั้งแต่ช่วยงานช่วงโควิด โวทำงานร่วมกันซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน ชี้วงหารือชื่นมื่นเคลียร์ใจไปถึงเรื่องอดีต “ยศชนัน”บอกเวลานี้ต้องแก้ปัญหาบ้านเมือง ยังไม่ใช่เวลาการเมือง รับเศรษฐีเงินล้านไปยาก เหตุต้องเคารพพรรคแกนนำ

2 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 12.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ได้ลงมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดย นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้นัดกันมาหารือแนวทางการทำงานร่วมกัน ได้พูดกันหลายเรื่องและทั้งพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยเคยมีพื้นฐานการทำงานร่วมกันมา คิดว่าเมื่อรัฐบาลชุดใหม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณและเริ่มทำงาน การทำงานก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น

เมื่อถามว่า ในการพูดคุยได้เน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และนายยศชนัน ไม่ใช่คนใหม่ มีความคุ้นเคยกันมาก่อน สมัยตนเป็น รมว.สาธารณสุข สู้กับโควิด ก็ได้นายยศชนัน มาให้คำแนะนำหลายอย่างจึงคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า นโยบายไหนจะเป็นนโยบายเร่งด่วนหลังเข้าทำหน้าที่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกเรื่อง นโยบายของแต่ละพรรคเป็นเรื่องที่เราต้องทำด้วยกัน เมื่อถามว่า บรรยากาศการทานอาหารเป็นไปอย่างชื่นมื่นใช่หรือไม่ นายอนุทิน หันไปอมยิ้มให้กับนายจุลพันธ์ ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนที่นายจุลพันธ์ และนายยศชนัน จะพร้อมใจกันยิ้ม จากนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ยืนไหล่ชนไหล่กันอย่างนี้แล้ว”

เมื่อถามว่า การทำงานหลังจากนี้จะทำงานร่วมกันในนามคณะรัฐมนตรี โดยไม่ยึดถือความเป็นพรรคใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ได้พูดคุยกัน และพูดไปถึงขนาดว่าก่อนหน้านี้เคยมีอะไรที่ไม่เข้าใจกันในการทำงาน เพราะมีปัญหาใจอะไรต่างๆ แต่จากนี้ไปหวังว่าคงจะไม่มี เพราะตอนนี้เปิดเส้นทางตรง นายยศชนัน นายจุลพันธ์ หรือใครก็ตามที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยสามารถมาคุยกับตนได้ตลอด เราไม่ได้เจอกันเฉพาะตอนประชุมคณะรัฐมนตรี ตนบอกนายยศชนันว่ามีอะไร ไม่ต้องไลน์ให้โทรศัพท์มา หรือมาหากันเลย จะมาหาหรือให้ตนไปหาเป็นเรื่องปกติ เราทำงานแบบเอาผลของงานเป็นเป้าหมาย

เมื่อถามว่า นายยศชนันจะกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ครับ คุมกระทรวงทั้งหมดที่พรรคเพื่อไทยกำกับดูแล และยังมีหน่วยงานต่างๆ ในสำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่จะชวนรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลร่วมลงพื้นที่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ระหว่างทานอาหารได้แจ้งนายยศชนัน ว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ทั้งแรงงาน เกษตรและสหกรณ์ และ อว.ต่างมีความสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจก็ต้องมาร่วมประชุม เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าการจับมือทำงานร่วมกันครั้งนี้รัฐบาลจะอยู่ถึง 4 ปี นายอนุทิน หัวเราะไม่ตอบคำถาม เช่นเดียวกับนายยศชนัน ที่หัวเราะแล้วกล่าวว่า “เราต้องซัพพอร์ตกัน ผมว่ารัฐบาลต้องการเสถียรภาพ ตอนนี้ประชาชนสำคัญมาก และเสถียรภาพทางการเมืองจะทำให้หลายประเทศเชื่อมั่นเข้ามาลงทุน ฉะนั้น ตอนนี้เราต้องร่วมกันรักษาเสถียรภาพไว้ให้ประเทศเดินก้าวหน้าไปให้ได้”

ด้าน นายยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันภาวะวิกฤตมีหลายเรื่อง เราไม่สามารถทำงานแบ่งกระทรวงได้ บางเรื่องจำเป็นต้องหารือในภาพรวม เพราะความเดือดร้อนเมื่อรัฐบาลพร้อมทำงานเมื่อไหร่วันแรกต้องพร้อมทำงานทันที จึงอยากหารือแนวทางให้ชัดเจนเพื่อเตรียมความพร้อมว่าวันนี้เมื่อเข้ามาทำงานทุกกระทรวงสามารถทำงานสอดรับกันได้ และเป็นไปในแนวทางที่แถลงต่อรัฐสภา เพราะสิ่งที่แถลงเป็นมติของทุกคนที่พร้อมทำงานไปข้างหน้าให้บ้านเมืองและประชาชน โดยนายอนุทิน ได้ชวนคุยทิศทางและแนวทาง เพื่อให้เวลาที่เราสื่อสารออกไปจะได้เป็นเนื้อเดียวกันและเรื่องเดียวกัน ประเทศไทยต้องหลุดพ้นจากเรื่องความขัดแย้ง แล้วมุ่งหน้าไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน

เมื่อถามว่า จากการพูดคุยวันนี้เรื่องใดที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นายยศชนัน ตอบว่า “ผมคิดว่าเป็นเรื่องความอ่อนไหวของสถานการณ์โลกที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ต้องช่วยกันบริหารจัดการให้ดี”

นายยศชนัน กล่าวว่า เราต้องแยกการเมืองกับการบริหารบ้านเมือง เพราะตอนนี้ความมั่นใจของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญมาก พอเรารับจะบริหารบ้านเมืองต้องแยกเรื่องการเมืองออกไปเพื่อทำให้บ้านเมืองกลับมา เรื่องการเมืองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ฉะนั้น เวลาเราทำงานในโหมดของรัฐบาล นี้คือภาษีของประชาชนและการทำงานไม่สามารถที่จะขัดแย้งแล้วเอาการเมืองมาผสมได้ ฉะนั้น เวลาตอบคำถามในหลายประเด็นต้องตอบในโหมดเกี่ยวกับรัฐบาล เรามีหน้าที่ในเดือนนี้ ในสัปดาห์นี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประชาชนในหลายเรื่อง ตรงนี้เป็นสิ่งที่คุยกับนายอนุทิน ว่าเราพร้อมเดินหน้าทันทีและก้าวข้ามสิ่งที่เป็นอุปสรรคไปให้ได้

เมื่อถามว่า นโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน จะดำเนินการหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นรายละเอียดเกินไป แน่นอนว่าเรื่องนี้เราหาเสียงไว้ แต่สุดท้ายต้องเป็นไปตามคำแถลงนโยบายที่แถลงต่อสภาฯ รวมถึงเรื่องงบประมาณ ซึ่งในปัจจุบันเราไม่ได้เป็นพรรคแกนนำ เป็นพรรคร่วมรัฐบาล จึงต้องเคารพสิทธิ์ของทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยใช่หรือไม่ถึงการยกเลิก MOU 44 นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องหารือในองค์รวม เพราะเป็นเรื่องเปาะบางสำหรับประชาชน ด้าน นายอนุทิน กล่าวเสริมว่า เป็นเรื่องนโยบายที่เราจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ ก็ต้องหารือกัน ถ้าเรามาอยู่ในรัฐบาลร่วมกันแล้วนโยบายของพรรคร่วมเราก็ต้องนำมาปฏิบัติด้วย

เมื่อถามว่า สำหรับวันแถลงนโยบายประสานไปทางประธานรัฐสภาฯ แล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ประสานเบื่องต้นไปแล้ว โดยจะมีขึ้นก่อนสงกรานต์ เมื่อเราถวายสัตย์ปฏิญาณวันที่ 6 เม.ย.แล้ว จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบร่างนโยบายของรัฐบาลก่อนส่งต่อไปยังสถาฯ

ปกรณ์ เผยรอ ครม.ชุดใหม่ เคาะลดภาษีนํ้ามัน 1 บาท ชูนโยบายปฏิรูปกฎหมาย พัฒนาชีวิตปชช.

ปกรณ์ เผยรอ ครม.ชุดใหม่ เคาะลดภาษีนํ้ามัน 1 บาท ชูนโยบายปฏิรูปกฎหมาย พัฒนาชีวิตปชช.

ปกรณ์ เผยรอ ครม.ชุดใหม่ เคาะลดภาษีนํ้ามัน 1 บาท ชูนโยบายปฏิรูปกฎหมาย พัฒนาชีวิตปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.09 น.

ปกรณ์ เผยรอ ครม.ชุดใหม่ เคาะลดภาษีนํ้ามัน 1 บาท ชูนโยบายปฏิรูปกฎหมาย พัฒนาชีวิตปชช. 

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายการลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน 1 บาทว่า ยังไม่ได้ทำโครงรายละเอียด เพราะกระทรวงการคลังเสนอมาในหลักการว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งเขาต้องไปทำคำขอและรายละเอียดเสนอมาอีกที แต่หากต้องไปขออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเป็นเรื่องการใช้งบกลาง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าน่าจะรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ เพราะอีกไม่กี่วัน 

เมื่อถามว่า ได้เห็นร่างคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลแล้วหรือยัง นายปกรณ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าทางพรรคทำไว้แล้ว แต่ได้ให้แนวทางไปในส่วนการพัฒนากฎหมาย และการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งพรรคคงจะไปปรับข้อความต่างๆ โดยตนจะใช้วิสัยทัศน์เดิมจากที่เคยทำงานในคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงแนวทางการทำงาน และการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ตนให้สัมภาษณ์ไม่ค่อยเก่ง หากไม่ได้เป็นประเด็นทางการเมืองตนตอบได้ ถ้าเป็นเรื่องทางกฎหมายตนอธิบายได้  แต่หากถามว่าใครไปทะเลาะกับใครตนคงไม่ทราบ ส่วนแนวทางการทำงาน ตนยังคิดไม่ออก เพราะไม่เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีมาก่อน ทำตัวไม่ถูก 

วิปวุฒิฯยอมหั่นค่าอาหาร สภาฯจ่ายก่อน แล้วหักจากเงินเดือนคนละหมื่น

วิปวุฒิฯยอมหั่นค่าอาหาร สภาฯจ่ายก่อน แล้วหักจากเงินเดือนคนละหมื่น

วิปวุฒิฯยอมหั่นค่าอาหาร สภาฯจ่ายก่อน แล้วหักจากเงินเดือนคนละหมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.49 น.

“วิปวุฒิสภา”เคาะมติให้สำนักงานเลขาฯ จัดอาหารให้สมาชิกในวันประชุม แต่”สว.”ควักเงินจ่ายเองคนละ 1 หมื่นบาท

2 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการพิจารณาเรื่องสำคัญๆ อาทิ ระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา วันที่ 7 เมษายน 2569 การเตรียมการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญฯ ในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 และการเตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรม ทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด จำนวน 9 ราย

ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้มีการปรับปรุงระเบียบวุฒิสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการขอปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา เพื่อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ สว.ได้มีโอกาสปรึกษาหารือได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง สำหรับการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ซึ่งมี สว.อภิปรายแสดงความคิดเห็น ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมาธิการนั้นในการนำประเด็นข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมใส่ไว้ในรายงานหรือไม่ ก่อนส่งไปยังคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการจัดอาหารกลางวันให้แก่ สว.ในวันที่มีการประชุมวุฒิสภา โดยที่ประชุมมีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดอาหารกลางวันให้สำหรับในสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1 พ.ศ.2569 โดย สว.จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าอาหารเอง คนละ 10,000 บาท โดยอาจหักจากเงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มของ สว.

นิศามาศ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคส้ม ยอมรับใช้ IO เพื่อนบ้านปั๊มยอดเพจ

นิศามาศ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคส้ม ยอมรับใช้ IO เพื่อนบ้านปั๊มยอดเพจ

นิศามาศ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคส้ม ยอมรับใช้ IO เพื่อนบ้านปั๊มยอดเพจ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

นิศามาศ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคส้ม ยอมรับใช้ IO เพื่อนบ้านปั๊มยอดเพจ หลังเจอเพจดังแฉ

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 จากกรณีโลกโซเชียลมีการวิจารณ์กรณีเฟซบุ๊ก ดร.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา จ.ชลบุรี จากพรรคประชาชน มีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) โดยใช้เฟซบุ๊กแอคเคานท์จากเวียดนาม โดยเพจเฟซบุ๊ก ‘จักรวาลด้อมส้ม’ โพสต์ข้อความระบุว่า “ทุกคนคะ เพจผู้สมัครนายกพัทยาพรรคส้มมีผู้ติดตาม 52K มากกว่า 90% เป็นแอคเคานท์เวียดนาม ตัวผู้สมัครไม่สงสัย ไม่เอ๊ะ บ้างหรือคะ หรือจริงๆ แล้วซื้อผู้ติดตามเพจเพื่อสร้างภาพ ช่วยชี้แจงด้วยค่ะ”

จากนั้นเพจเฟซบุ๊ก “จักรวาลด้อมส้ม” ได้โพสต์ข้อความ เพิ่มเติมระบุว่า “ทุกคนคะ พี่เอิง ผู้สมัครนายกพัทยาพรรคส้ม ยอมรับว่าทีมงานใช้ไอโอเวียดนามจริง หลังถูกเพจ ความจริงชลบุรี-พัทยา จับได้

พี่เอิงได้สั่งยุติทั้งหมดและจะปรับปรุงแก้ไข ต้องขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เอาแล้ว พอแล้วค่าาาาา”

ทั้งนี้ก่อนหน้า ดร.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กยอมรับเรื่องเหตุการณ์ดังกล่าว ระบุว่า “จากกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผู้ติดตามในโซเชียลของเอิง

เอิงขอชี้แจงว่าที่ผ่านมาทีมงานได้มีการใช้เครื่องมือด้านการสื่อสารออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มจำนวนผู้ติดตามในบางช่วงเวลา เอิงขอยอมรับว่า แนวทางดังกล่าวไม่เหมาะสมและอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน แม้จะเป็นการดำเนินงานของทีมงาน แต่เอิงในฐานะผู้ดูแลบัญชี ขอรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ขณะนี้ได้สั่งยุติทั้งหมดและกำลังดำเนินการปรับปรุงบัญชีให้สะท้อนผู้ติดตามที่แท้จริง

จากนี้ไป เอิงจะมุ่งเน้นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ พัทยา อย่างเต็มที่

ขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ”

สภาฯ คึกคัก! 39 สส.เข้าคิวสะท้อนปัญหาชาวบ้าน

สภาฯ คึกคัก! 39 สส.เข้าคิวสะท้อนปัญหาชาวบ้าน

สภาฯ คึกคัก! 39 สส.เข้าคิวสะท้อนปัญหาชาวบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.27 น.

2 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า การประชุมเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น.โดย นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้เปิดให้ สส.หารือถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ ก่อนจะเข้าสู่วาระการประชุมตามปกติ

โดยในวันนี้ มี สส.ลงชื่อนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนทั้งสิ้น 39 คน แบ่งเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย จำนวน 15 คน , พรรคประชาชน 9 คน , พรรคเพื่อไทย 6 คน , พรรคกล้าธรรม 5 คน , พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน , พรรคประชาชาติ 1 คน และพรรคทางเลือกใหม่ 1 คน

กกต.สุพรรณ ส่งเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง เขต 2 ถึง กกต.กลาง อยู่ระหว่างประมวลผลคำร้อง

กกต.สุพรรณ ส่งเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง เขต 2 ถึง กกต.กลาง อยู่ระหว่างประมวลผลคำร้อง

กกต.สุพรรณ ส่งเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง เขต 2 ถึง กกต.กลาง อยู่ระหว่างประมวลผลคำร้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

กกต.สุพรรณ ส่งเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง เขต 2 ถึง กกต.กลาง อยู่ระหว่างการพิจารณา 

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดมีรายงานว่ากรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ส่งสำนวน ผลการตรวจสอบ ผลการเลือกตั้ง เขต 2 จ.สุพรรณบุรี มาให้สำนักงานแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณา ของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประมวลว่า ผลการสอบสวน จะออกมาเป็นอย่างไร ก่อนที่จะครบกำหนด 60 วัน ที่จะต้องประกาศ รับรองผลการเลือกตั้ง ตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 9 เมษายนนี้ 

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาล ได้ส่งเรื่องมายังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อขอพิจารณา อนุมัติงบประมาณเพื่อใช้ในโครงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ สู้รบในตะวันออกกลาง นั้นมีรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีการประสานเรื่องดังกล่าวมาจริง ทางสำนักงาน กกต. ก็ได้เตรียมที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ปรากฏว่าได้รับแจ้งในภายหลังว่ามีการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น จึงไม่ได้มีการส่งเรื่องดังกล่าวมาให้ สำนักงาน กกต. พิจารณา

ปชน.ยื่นร่างกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร จี้รัฐลงรายละเอียดนโยบายพลทหารอาสาเริ่มเมื่อไหร่

ปชน.ยื่นร่างกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร จี้รัฐลงรายละเอียดนโยบายพลทหารอาสาเริ่มเมื่อไหร่

ปชน.ยื่นร่างกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร จี้รัฐลงรายละเอียดนโยบายพลทหารอาสาเริ่มเมื่อไหร่

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.58 น.

พรรคประชาชนแถลงยื่นร่างกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร จี้รัฐบาลลงรายละเอียดนโยบายพลทหารอาสาจะเริ่มเมื่อไหร่ เตรียมเครือข่ายทั่วประเทศจับตาการละเมิดสิทธิพลทหารในค่ายทหาร

วันที่ 2 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพฯ เขต 10 พรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวการยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.รับราชการทหาร เพื่อนำไปสู่การยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร พร้อมทวงถามถึงนโยบายพลทหารอาสาของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย

โดย นายเอกราช ระบุว่า ในสมัยสภาชุดที่แล้ว พรรคประชาชนได้เคยยื่นร่างฯ ดังกล่าวไว้แต่ยังไม่มีการพิจารณา จึงได้มีการนำร่างฯ มาปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ก่อนยื่นเข้าใหม่ในสภาชุดนี้ โดยหลักการของร่างฯ ฉบับนี้เห็นว่าหากจะให้ภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงมีประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการ ทั้งด้านสวัสดิการ รายได้ และความก้าวหน้าทางอาชีพ ต้องมีการยกเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหาร ปลดล็อกให้มีการนำระบบสมัครใจเข้ามาใช้ผ่านการยกเลิกกฎหมายค้างเก่า 6 ฉบับด้วยกัน

โดยให้เยาวชนอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองเกิน และเข้าตรวจรับเป็นทหารกองประจำการได้ เมื่อเกิดระบบสมัครใจจะทำให้ได้กำลังพลที่มีมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันเวลานี้เป็นช่วงฤดูของการตรวจเลือกทหาร ยังมีใบแดงในระบบอีก 60,000 ใบ พรรคประชาชนขอเรียกร้องไปถึงรัฐบาลให้ดำเนินการตามนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลทหารอาสา ที่ยังมีรายละเอียดต้องดำเนินการอีกมาก

นายเอกราช กล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนจะทำงานขับเคลื่อนผ่านกลไกการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้การยกเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหารเกิดขึ้นจริง โดยจะตรวจสอบการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และที่จะจับตาเป็นพิเศษในปีนี้คือกรณีการนำพลทหารไปเป็นทหารรับใช้ การทุจริตในการเก็บบัตรเอทีเอ็มเพื่อหักหัวคิว รวมถึงการซ้อมทรมานในค่ายทหาร ซึ่งพรรคประชาชนมีเครือข่ายที่เป็นหูเป็นตาช่วยกัน และหากมีใครพบเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องหรือการล่วงละเมิด สามารถส่งข้อมูลมาที่พรรคประชาชนได้ ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินการตามกฏหมายที่ควรจะเป็นต่อปี

ส่วน น.ท.กิตติพงษ์ กล่าวว่า จากนโยบายพลทหารอาสาของรัฐบาล ทำให้ประชาชนตั้งความหวังว่าในปี 2569 จะเป็นปีสุดท้ายที่จะต้องส่งลูกหลานของตัวเองไปบังคับเกณฑ์ทหาร เรื่องนี้รัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่าจะดำเนินนโยบายพลทหารอาสาอย่างไร ความกังวลใจของประชาชนไม่ใช่เฉพาะเรื่องการส่งลูกหลานไปเป็นพลทหารเท่านั้น อีกเรื่องที่ประชาชนมีความกังวลเป็นอย่างมากคือเรื่องสวัสดิภาพของลูกหลานที่เป็นพลทหาร

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีเหตุพลทหารถูกซ้อมทรมานและถูกละเมิดสิทธิหลายราย รัฐบาลต้องมีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้พลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพ รักษาอธิปไตยของประเทศ ต้องถูกซ้อมทรมานและละเมิดสิทธิ ทั้งการเอาไปเป็นทหารรับใช้ หรือการซ้อมจากครูฝึก พรรคประชาชนขอทวงถามความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะมีนโยบายหรือแนวทางอย่างไรที่จะป้องกันเหตุเหล่านี้

เหยื่ออุดมการณ์ ธนาธร-ปิยบุตร บทเรียนราคาแพงจากคดี 112

เหยื่ออุดมการณ์ ธนาธร-ปิยบุตร บทเรียนราคาแพงจากคดี 112

เหยื่ออุดมการณ์ ธนาธร-ปิยบุตร บทเรียนราคาแพงจากคดี 112

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.37 น.

คดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่กำลังเข้าสู่ศาลฎีกาในเวลานี้ เป็นเส้นเรื่องเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ได้แยกเป็นคนละเหตุการณ์ คนกลุ่มเดิม การกระทำเดิม และประเด็นเดิมยังอยู่ครบ เพียงเปลี่ยนสถานะมาอยู่ในพรรคประชาชน ขณะที่สาระของเรื่องยังคงเดิม

การเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คือจุดตั้งต้นของเรื่องทั้งหมด และเป็นการกระทำเดียวกับที่เคยนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกลมาก่อน เส้นทางของคดีจึงไม่ได้เริ่มต้นใหม่ แต่เป็นความต่อเนื่องจากการตัดสินใจครั้งเดิมที่ยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

คดีเดินมาถึงศาลฎีกา และมี สส.พรรคประชาชนอย่างน้อย 10 คนอยู่ในรายชื่อเดียวกัน ภาพรวมจึงสะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่บนเส้นทางเดียวกัน และกำลังเดินต่อไปโดยไม่มีการตัดตอน

คดีดังกล่าวเป็นการพิจารณาในประเด็น “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งหากศาลมีคำพิพากษาไปในทิศทางดังกล่าว ผลที่ตามมาอาจถึงขั้น “เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต” ของผู้ที่เกี่ยวข้อง

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลือกอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยคำว่า “นิติสงคราม” พร้อมทั้งกล่าวถึงการสั่งสอน การตัดกำลัง และสิ่งที่เรียกว่า “ใบอนุญาตที่สอง”

คำอธิบายดังกล่าวโยนความรับผิดชอบออกไปข้างนอก ไปที่ “นิติสงคราม” ไปที่อำนาจ และสิ่งที่เรียกว่า “ใบอนุญาตที่สอง” แต่ไม่ได้พูดถึงจุดเริ่มต้นของคดี ทำให้ภาพของเหตุการณ์ถูกเล่าแค่ปลายทาง โดยไม่แตะต้นทางที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องทั้งหมด

การอธิบายที่เลี่ยงต้นเหตุ ทำให้ความเข้าใจของสาธารณะถูกพาออกไปจากแกนหลักของเรื่อง และทำให้ความรับผิดชอบถูกเบี่ยงไปยังปัจจัยอื่น แทนที่จะอยู่ที่การตัดสินใจซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์

ย้อนกลับไปดูต้นทาง จะเห็นว่าแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่มีการแสดงจุดยืนมาก่อนโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร” ผู้นำทางความคิดของพรรคการเมืองนี้

ภาพของอุดมการณ์ปรากฏผ่านคำพูดและท่าทีที่เคยแสดงออก “ธนาธร” วิจารณ์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และสื่อสารในเชิงสัญลักษณ์เรื่อง “การนั่งเสมอกัน” ซึ่งสะท้อนความพยายามปรับความสัมพันธ์เชิงลำดับให้เป็นความเท่าเทียม

ขณะที่ “ปิยบุตร” เสนอในทำนองว่าไม่ควรมีพระราชดำรัสในพื้นที่สาธารณะ เป็นการตั้งคำถามต่อบทบาทของสถาบันในพื้นที่สาธารณะโดยตรง

แนวคิดเหล่านี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือการขยับบทบาทของสถาบันจากรูปแบบเดิมไปสู่รูปแบบที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน และสอดคล้องกับแนวทางที่ถูกนำไปผลักดันต่อในเชิงนโยบาย

ในขณะเดียวกัน ถ้าดูที่ตัวบุคคลในพรรค จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เริ่มต้นด้วยจุดยืนในลักษณะนี้มาก่อน อย่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ต่างเคยมีภาพของการเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา สวมเสื้อเหลือง และแสดงออกถึงความผูกพันกับสถาบันในช่วงหนึ่งของชีวิต

ภาพในช่วงนั้นสะท้อนว่าจุดตั้งต้นของบุคคลไม่ได้อยู่ในแนวคิดที่ขัดแย้ง แต่เมื่อเข้ามาอยู่ภายใต้ทิศทางของพรรค และอยู่ในกรอบอุดมการณ์ที่ถูกวางไว้ การแสดงออกทางการเมืองกลับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน จนไปสู่การร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112

การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลที่แยกออกจากกัน แต่เป็นการเคลื่อนของจุดยืนภายใต้แนวคิดเดียวกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจในระดับนโยบาย

การเสนอแก้ไขไปจนถึงการกล่าวถึงการยกเลิกมาตรา 112 จึงไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นผลต่อเนื่องจากอุดมการณ์ที่ถูกวางมาก่อน

ประเด็นที่ต้องดูให้ชัดคือความแตกต่างระหว่างผู้กำหนดแนวคิดกับผู้ที่นำแนวคิดไปปฏิบัติ บทบาทของทั้งสองส่วนไม่เหมือนกันในแง่ของผลที่ตามมา

ผู้ที่ทำหน้าที่อธิบายและผลักแนวคิดยังคงอยู่ในพื้นที่ของการแสดงความเห็น ขณะที่ผู้ที่มีชื่ออยู่ในกระบวนการคือผู้ที่ต้องเผชิญกับผลทางกฎหมายโดยตรง

โครงสร้างแบบนี้ทำให้เห็นชัดว่า แนวคิดกับผลลัพธ์ไม่ได้ตกอยู่กับคนกลุ่มเดียวกัน และสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการวางแนวคิดกับผลที่เกิดขึ้นจริง

ภาพรวมของเหตุการณ์แสดงให้เห็นความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปัจจุบัน แนวคิดที่ถูกวางไว้ ถูกนำไปยึดถือ และถูกแปลงเป็นการตัดสินใจที่มีผลตามมา

การอธิบายว่าเป็น “นิติสงคราม” เป็นเรื่องของอำนาจรัฐ หรือถูกกดด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ใบอนุญาตที่สอง” อย่างเดียว ไม่พอจะอธิบายเรื่องนี้ได้ เพราะจุดเริ่มไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่เริ่มจากแนวคิดที่ถูกนำไปสู่การตัดสินใจเอง

คำว่า “เหยื่อ” ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เกิดจากการยึดถือและนำอุดมการณ์ของ “ธนาธร” และ “ปิยบุตร” ไปสู่การปฏิบัติ

และเมื่ออุดมการณ์ที่ถูกนำไปใช้จริง คนที่ลงมือจึงเป็นผู้ที่ต้องรับผลจากอุดมการณ์นั้นโดยตรง

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ยศชนัน-จุลพันธ์ มาตามนัด! ขึ้นตึกไทยฯ กินมื้อเที่ยง-คุยงาน ตามคำเชิญ อนุทิน

ยศชนัน-จุลพันธ์ มาตามนัด! ขึ้นตึกไทยฯ กินมื้อเที่ยง-คุยงาน ตามคำเชิญ อนุทิน

ยศชนัน-จุลพันธ์ มาตามนัด! ขึ้นตึกไทยฯ กินมื้อเที่ยง-คุยงาน ตามคำเชิญ อนุทิน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.52 น.

ยศชนัน-จุลพันธ์ มาตามนัด! ขึ้นตึกไทยฯ กินมื้อเที่ยง-คุยงาน ตามคำเชิญ อนุทิน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 2 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  เดินทางมาถึงตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตามคำเชิญ  เพื่อพูดคุยถึงการทำงานร่วมกันในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รอต้อนรับ 

จากนั้น เวลา 11.35 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางมาถึง ก่อนที่จะเดินเข้าไปสมทบภายในตึกไทยคู่ฟ้า