ทวี สอดส่อง จี้ นายกฯ ล่าตัวคนร้าย รถ กอ.รมน. โผล่พัวพันคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

ทวี สอดส่อง จี้ นายกฯ ล่าตัวคนร้าย  รถ กอ.รมน. โผล่พัวพันคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

ทวี สอดส่อง จี้ นายกฯ ล่าตัวคนร้าย รถ กอ.รมน. โผล่พัวพันคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

จากกรณีที่ สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถูกคนร้ายลอบยิงบริเวณหน้าบ้าน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ขณะเดินทางกลับจากสนามบินหาดใหญ่ หลังการประชุมสภาฯ ส่งผลให้คนขับรถ ด.ต. หริรักษ์ จนได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น

ล่าสุดวันนี้ 3 เมษายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส แถลงข่าวความคืบหน้าในกรณีดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ตับุคลหลายคน และออกหมายจับผู้ก่อเหตุ ก่อนที่จะะบว่ารถกระบะคันสีขาวที่ใช้ก่อเหคุนั้นได้ถูกชำแหละเป็นชิ้นส่วนไปแล้ว แต่สิ่งที่ตนไม่สบายใจคือรถยนต์คันดังกล่าวที่ใช้ก่อเหตุลอบสังหาร สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ทราบมาว่าเป็นรถยนต์ของทางราชการ และหน่วยงานราชการนั้นก็คือ กอ.รมน.

ทวี สอดส่อง

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้ตั้งคำถามสำคัญส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแล กอ.รมน. โดยเฉพาะ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อขอความชัดเจนและสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่า เหตุใดจึงมีการปล่อยให้รถในความดูแลถูกนำไปใช้ในเหตุสังหารนายกมลศักดิ์ พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลและผู้บังคับบัญชาในสายงานโดยตรงไม่แสดงท่าทีหรือส่งสัญญาณที่ชัดเจนในการลากตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จะทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อตัวเจ้าหน้าที่รัฐ

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังชี้ให้เห็นว่าในพื้นที่ภาคใต้มีการนำหลักนิติวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยมาใช้ และมี กอ.รมน. เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหา จึงต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งตรวจสอบที่มาที่ไปว่ารถคันดังกล่าวหลุดไปอยู่ในมือคนร้ายได้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานถูกแทรกแซงหรือครอบงำ จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ผบ.ทบ. และแม่ทัพภาคที่ 4 ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมทำคดีทำงานอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

ทวี สอดส่อง

ขณะที่ทางด้าน นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมหรือถูกออกหมายจับในขณะนี้ ตนไม่เคยรู้จักหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวด้วยเลย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเรื่องความโกรธแค้นส่วนตัว สิ่งที่ตนต้องการทราบที่สุดคือแรงจูงใจเบื้องหลังว่าเหตุใดถึงมีรถของทางราชการถูกนำมาใช้ลอบสังหารตน อีกทั้งอาวุธที่ใช้ยังเป็นปืน M16 ถึง 2 กระบอกที่ไม่เคยมีประวัติก่อเหตุที่ไหนมาก่อน ซึ่งพฤติการณ์ชัดเจนว่าหวังเอาชีวิตตน แต่กลับมีความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นว่าคนร้ายต้องการยิงคนขับรถ ซึ่งตนมองว่าหากเป้าหมายคือคนขับรถจริงๆ คนร้ายก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาติดตามตนมาไกลตั้งแต่สนามบินหาดใหญ่ขนาดนี้

หลังจากที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส ออกแถลงข่าวถึงกรณีเหตุการณ์ดังกล่าว ในเวลาต่อมา พรรคประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของพรรคเปิดเผยข้อมูลสำคัญและการดำเนินคดี โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “[แถลงการณ์พรรคประชาชาติ]

ทวี สอดส่อง

กรณี สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถูกคนร้ายลอบยิง ด้วยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 01:05 น. โดยประมาณ จากกรณีมีคนร้ายลอบยิงรถยนต์ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ บริเวณหน้าบ้าน ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ขณะเดินทางกลับจากสนามบินหาดใหญ่ หลังจากการประชุมสภาฯ ส่งผลให้นายอุชลัมห์ โกะเลาะ คนขับรถ และด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ ตำรวจติดตามถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้ได้นอนรับการรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาส ตามที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนแล้วนั้น

จากการตรวจที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนจำนวน 30 ปลอก และการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามาจากอาวุธปืน M16 จำนวน 2 กระบอกและได้ภาพรถก่อเหตุเป็นรถยนต์กระบะ 4 ประตูสีขาว จากการรวบรวมพยานหลักฐานในเบื้องต้น ทั้งภาพถ่ายที่ได้จากกล้องด้านหน้ารถ และการติดต่อสื่อสารช่วงเวลาก่อนและหลังเกิดเหตุจาก จากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสื่อสาร เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 9 ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 รวม 2 คน เป็นอดีตทหารนาวิกโยธิน ชื่อนายสมพร ลังเดช และนายยศกร ลังเดช ต่อมามีการขยายผล ไปสู่การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม จนนำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐาน คดีได้เพิ่มขึ้น กล่าวคือเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ชุดคลี่คลายคดีได้ส่งกำลังรวมกับหน่วยเก็บกู้ และตรวจสอบวัตถุระเบิด และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดนราธิวาสเข้าตรวจสอบเป้าหมาย 2 จุด บ้านบาวง ตำบลบางขุนทอง อำเภอตากใบ นราธิวาส เป็นชำแหละชิ้นส่วนรถยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ และอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ในการ ก่อเหตุ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนนี้

ทวี สอดส่อง

จากพฤติการณ์การก่อเหตุถือเป็นการกระทำเป็นกระบวนการแบ่งหน้าที่กันทำ นับเป็นการกระทำที่ร้ายแรง และสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นการคุกคามต่อความปลอดภัยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากพฤติการณ์การก่อเหตุถือเป็นการกระทำเป็นกระบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการตรวจสอบความเชื่อมโยง อาจมีผู้บงการใช้จ้างวานให้ก่อเหตุในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงมีประเด็นที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะต้องสืบสวนสอบสวน วิธีร่วมกระทำความผิด และผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังต่อไป พรรคประชาชาติเห็นว่า ควรรีบดำเนินการ ดังนี้

1. เนื่องจากคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแถลงความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง

2. ในเบื้องต้น หากพบพยานหลักฐานความเชื่อมโยงกับบุคคลใดที่น่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะระดับใดหรือหน่วยงานใด ให้รีบดำเนินการเรียกมาสอบในฐานะพยานหรือผู้ต้องสงสัย

3. ที่มาของรถยนต์คันที่ใช้ในการก่อเหตุมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบุคคลใด ให้ดำเนินการเรียกมาสอบปากคำเพื่อขยายผลโดยเร็ว

4. การสืบสวนเชิงลึกเพื่อหาตัวผู้บงการและเครือข่ายผู้สนับสนุน การสืบสวนเพื่อให้ถึงตัว ผู้ใช้จ้างวาน และผู้สนับสนุนการก่อเหตุ ไม่ได้ตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ควรหยุดเพียงแค่การจับกุมผู้ปฏิบัติการโดยใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสื่อสาร เพื่อระบุตัวตนผู้บงการที่แท้จริงมาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุดไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ใดก็ตาม

ทวี สอดส่อง

[ข้อเสนอมาตรการความปลอดภัย จชต]

​​1. นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.กอ.รมน. ใหญ่ ดูแล กอ.รมน.ภาค 4 สน. มีหน้าที่ควบคุมการบริหารงานภาพรวม ติดตามสถานการณ์ และสั่งการหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคง มาถึงวันนี้ สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควรต้องลงพื้นที่ รับฟัง ตรวจสอบสถานการณ์จริง เพื่อทบทวน สั่งการดำเนินการด้นคดี ทุกคดีอย่างรวดเร็ว เด็ดขาด

​​2. ทบทวนโครงสร้าง อัตรากำลังพล กอ.รมน.ระดับภาค ให้รัดกุม เน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนมากขึ้น

​​3. นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้กำกับดูแล ศอ.บต. ต้องสั่งการ ทบทวน อำนาจหน้าที่ ศอ.บต. ให้มีบทบาทในการอำนวยความเป็นธรรม ด้านคดี และการติดตามเร่งรัด ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อรายงาน เสนอแนะ และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่้เข้มแข็ง ผ่านสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. (ในอดีต สภาที่ปรึกษาเคยตั้งคณะ กก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง)

​​4. เนื่องจากสถานการณ์ในความไม่สงบในชยแดนภาตคใต้ในขณะนี้ มีการก่อเหตุ มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับ ศอ.บต.ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ศอ.บต. หรือ หน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรม ติดตาม เร่งรัด ตรวจสอบข้อเท็จจริงในแต่ละคดี เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกกรณี ไม่เฉพาะแต่กรณีการก่อเหตุลอบยิงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พรรคประชาชาติ 3 เมษายน 2569 #พรรคประชาชาติ”

พรรคประชาชาติ
พรรคประชาชาติ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคประชาชาติ Prachachat Party

เปิดทรัพย์สิน อนันต์ สุวรรณรัตน์ กกต.ใหม่ รวย 29.2 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

เปิดทรัพย์สิน อนันต์ สุวรรณรัตน์ กกต.ใหม่ รวย 29.2 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

เปิดทรัพย์สิน อนันต์ สุวรรณรัตน์ กกต.ใหม่ รวย 29.2 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สิน “อนันต์ สุวรรณรัตน์” รับตำแหน่งกกต.รวย 29.2 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

วันที่ 3 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้ของนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรณีเข้ารับตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.68 โดยนายอนันต์ และนางพัชพร สุวรรณรัตน์  คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม29,218,813 บาท ไม่มีหนี้สินโดยแบ่งเป็นทรัพย์สินของนายอนันต์ 21, 790,033 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 9 บัญชี 18,734,161 บาท ส่วนใหญ่อยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์กรมวิชาการเกษตร และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เงินลงทุนในหุ้นและกองทุนเปิดต่างๆรวม 2,327,872 บาท ที่ดิน1แปลงในอ.มะขาม จ.จันทบุรี 228,000 บาท ยานพาหนะ 500,000 บาท ทรัพย์สินอื่น ไม่มี  และแจ้งมีรายได้รวมต่อปีประมาณ2,743,000 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ 2,453,000 บาท และเบี้ยประชุม 200,000 บาท มีรายจ่ายต่อปีรวม758, 257 บาทโดยเป็นค่าอุปโภคบริโภค 600,000 บาท เบี้ยประกันชีวิต 58,257 บาท และเงินบริจาค 100,000 บาท

ส่วนนางพัชพร มีทรัพย์สินรวม7,428 ,780 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 5 บัญชี 2,395,380 บาท เงินลงทุน265, 399บาท ที่ดิน 2 แปลงย่านตลิ่งชันกรุงเทพฯ รวม 3,168,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านพักอาศัยในย่านทวีวัฒนา กทม. 1.5 ล้านบาท ยานพาหนะ 100,000 บาท  ทรัพย์สินอื่นไม่มี และไม่แจ้งว่ามีรายได้ต่อปี แต่แจ้งว่ามีรายจ่ายต่อปีรวม350,000 บาท เป็นค่าอุปโภคบริโภค 300,000 บาท ค่าอุปการะบิดามารดา 50,000 บาท

ทั้งนี้ นายอนันต์ เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2561 หลังเกษียณอายุราชการ จนถึงก่อนเข้ารับตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรวิจัย ด้านการวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน) ประธานกรรมการจริยธรรมประจำสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการบริษัทเพิ่มผลผลิต จำกัด บริษัทไซโล เพิ่มผลผลิต จำกัด บริษัทปุ๋ยสะหวัน จำกัด

หมอวรงค์ ฟาดเดือด! กองทุนบำนาญ สส.-สว. อภิสิทธิ์ชน กินภาษีทะลุฟ้า

หมอวรงค์ ฟาดเดือด! กองทุนบำนาญ สส.-สว. อภิสิทธิ์ชน กินภาษีทะลุฟ้า

หมอวรงค์ ฟาดเดือด! กองทุนบำนาญ สส.-สว. อภิสิทธิ์ชน กินภาษีทะลุฟ้า

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

3 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคไทยภักดี” โพสต์ข้อความระบุว่า ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า กองทุนนี้อย่างไรก็เป็นกองทุนที่ติดลบ และถือเป็นกองทุนอภิสิทธิ์ เพราะสภาฯ เสนอเอง และพิจารณากฎหมายเอง และผู้ที่ใกล้ชิดก็เป็นผู้ออกระเบียบเอง และพูดได้อย่างเต็มปากว่า เป็นกองทุนที่เอาภาษีของประชาชนมาดูแลมากที่สุดในทุก ๆ กองทุนที่สภาฯ เคยพิจารณา

หลายคนออกมาชี้แจงว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบ โดยให้ สส. และ สว. จ่ายเดือนละ 3,500 บาท แต่เมื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการ 5 สิทธิ ทั้งเงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) ค่ารักษาพยาบาล ตรวจร่างกาย เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร กรณีทุพพลภาพ และกรณีถึงแก่กรรม สำหรับการจ่ายรายเดือนที่ 3,500 บาท ถือเป็นผลประโยชน์ที่ทะลุฟ้า ทะลุเพดาน ที่ไม่มีกองทุนไหนให้สวัสดิการมากมายเช่นนี้

ผมมองว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป ดังนั้นอะไรที่ลดได้ก็ลด อะไรที่ตัดได้ก็ควรตัด ไม่อย่างนั้นกองทุนนี้ก็จะถังแตก เพราะเมื่อดูรายงานค่าใช้จ่ายแล้ว พบว่าปี 2566 ก็ติดลบที่ 19 ล้านบาท ปี 2567 ติดลบที่ 23 ล้านบาท”

สมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น หากเป็น สส. ตั้งแต่ 1 เดือน ถึงไม่เกิน 1 ปี และเกิดการยุบสภา จะได้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิตที่ 21,300 บาท ซึ่งตนมองว่าเอาเปรียบประชาชนเกินไป ได้รับการเลี้ยงดูตลอดชีวิต

ยิ่งสมัยนี้ สส.อายุยังน้อย 20 กว่า 30 กว่า หากเกิดการยุบสภา ประชาชนต้องเลี้ยงดูตลอดชีวิต เผลอ ๆ บางคนรัฐต้องเลี้ยงดูมากกว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจ่ายบำนาญว่า หากเป็น สส. ไม่ถึง 1 ปี จะได้รับบำนาญที่ 4 เท่าของระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง

สำหรับเกณฑ์การดำรงตำแหน่ง 16 ปี ไม่ถึง 20 ปี จะได้รับบำนาญตลอดชีวิตที่ 35,600 บาท ตั้งแต่ 20 ปี ไม่ถึง 24 ปี ได้รับบำนาญ 39,100 บาท และหากเป็น สส. ตั้งแต่ 24 ปีขึ้นไป จะได้รับบำนาญ 42,700 บาทตลอดชีพ

นี่คือสิทธิประโยชน์ที่กองทุนนี้โดยพวกเราเองดำเนินการกันเอง ตั้งงบกันเอง และยกมือกันเอง สนับสนุนกันเอง เชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้

แผนงบประมาณกองทุนฯ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันว่า ตั้งแต่ปี 2558 ใช้งบประมาณลดลง เพราะมี คสช. เข้ามา และลดสิทธิประโยชน์ และปี 2567 มีการแก้ไขระเบียบ เพราะมีการใช้เงินมากขึ้น ทำให้ปี 2568 งบประมาณไม่พอใช้ จึงจำเป็นต้องตั้งงบกลางมาเลี้ยงดูสมาชิกกว่า 500 ล้านบาท

การเก็บเงินสมาชิกที่เดือนละ 3,500 บาท สส. 500 คน สว. 200 คน 1 เดือนได้ 29 ล้านบาท หากเทียบกับกองทุนประกันสังคม สัดส่วนการนำเงินรัฐมาอุดหนุนนั้นต่างกันมากกว่า 13-15 เท่า ตัวเลขของอดีตสมาชิกที่มีสิทธิ 3,832 คน มีสมาชิกที่ยื่นบำนาญ 1,291 คน งบส่วนนี้ตีไปกว่า 500 ล้านบาท หากอดีตสมาชิกทั้ง 3,832 คนยื่นขอรับเงินบำนาญหมดทุกคน กองทุนนี้จะต้องจ่ายกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

“กองทุนนี้จะเป็นกองทุนที่แบกรับภาระคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มากที่สุดในประเทศ ภายใต้สภาวะอย่างนี้ เรา สส. สว. เป็นนักการเมืองที่อาสาเข้ามา วันที่ไม่มีตำแหน่ง ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราจนตลอดชีพเชียวหรือ ผมว่าประชาชน เพื่อนข้าราชการ รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงอยากให้พวกเราในฐานะผู้มีส่วนได้เสียลองช่วยกันเสียสละยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมพอรับได้ แต่บำนาญที่เป็นภาระที่ประชาชนต้องเอาภาษีมาเลี้ยงดู ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม
สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี

#ไทยภักดี #หมอวรงค์ #ยกเลิกบำนาญสส #บำนาญสส #กองทุนสวัสดิการสส #ภาษีประชาชน #งบประมาณแผ่นดิน #นักการเมือง

ศบก.ห่วงคนไทย! อิหร่านขู่โจมตีบริษัทเทคฯในอิสราเอล

ศบก.ห่วงคนไทย! อิหร่านขู่โจมตีบริษัทเทคฯในอิสราเอล

ศบก.ห่วงคนไทย! อิหร่านขู่โจมตีบริษัทเทคฯในอิสราเอล

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.36 น.

ศบก.ห่วงคนไทย หลังอิหร่านขู่ยิงบริษัทเทคโนโลยีในอิสราเอล ระบุน้ำมันอยู่ในสถานการณ์ปกติ เพียงพอในช่วงสงกรานต์ เผยพิกัดธงฟ้าราคาประหยัด กทม.-ตวจ. ช่วง 2-10 เม.ย. แจ้ง ช่วงรอยต่อรบ.เก่า-ใหม่ ให้ติดตามเพจหลักกระทรวง

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงผลการประชุม ศบก.ว่า สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีทิศทางในระยะต่อไปที่ชัดเจนว่า จะยกระดับหรือถอนกำลังจากภูมิภาค ยังไม่มีกรอบเวลาแน่นอน ในส่วนของประเทศอื่นๆ สหราชอาณาจักรได้เป็นเจ้าภาพการประชุมร่วมกับกว่า 40 ประเทศ โดยไม่มีสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือแนวทางการกดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เน้นมิติทางการทูต ความปลอดภัย และการจัดการทุ่นระเบิดภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มีการยกระดับการโจมตี โดยอิหร่านได้มีการโจมตีบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯในประเทศใกล้เคียง รวมถึงมีการข่มขู่จะโจมตีบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯในประเทศอิสราเอลด้วย ซึ่งความสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ มีคนไทยอยู่เป็นจำนวนมาก ทางกระทรวงการต่างประเทศจึงฝากให้ติดตามข่าวสาร ติดตามจากเพจเฟซบุ๊กของกระทรวงการต่างประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับดูแลเรื่องความปลอดภัยของคนไทยในอิสราเอลในช่วงนี้ 

น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ในเรื่องพลังงาน ในที่ประชุม ศบก.ราบรื่นดี โดยกระทรวงพลังงานยืนยันว่า จะมีซัพพลายน้ำมันมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ปกติ น้ำมันที่มีอยู่ในสต๊อกและการกลั่นน้ำมันออกมาอยู่ในปริมาณที่เป็นปกติ และยืนยันว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะอยู่ในสภาวะปกติเช่นนี้ด้วย ดังนั้น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปั๊มน้ำมันต่างๆ จะไม่ขาดแคลนน้ำมันถ้าประชาชนใช้ในปริมาณปกติเช่นเดียวกับปีที่ผ่านๆ มา อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงคมนาคมได้มีการเตรียมแผนสำรองเอาไว้ โดยจะมีรถน้ำมันไปให้บริการเป็นจุดสำรองต่างๆ ในกรณีที่มีการใช้มากในบางพื้นที่ด้วย

โฆษก ศบก.กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีข่าวดีเช่นกัน ในเรื่องการดูแลราคาสินค้าและบริการตามกรอบกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์ทำได้ เรื่องการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการ หากร้านไหนไม่ปิดป้ายแสดงสินค้าจะเป็นความผิด เรื่องของการจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินสมควรหรือการกักตุนสินค้า จะมีกฎหมายดำเนินการได้ ขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นการกระทำดังกล่าวให้แจ้งที่สายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 ขณะเดียวกัน ยังมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง 

โฆษก ศบก. กล่าวว่า สำหรับโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ขณะนี้เริ่มมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภครายการสำคัญมาลดราคาแล้ว โดยในช่วงวันที่ 2 – 10 เม.ย. จะมีในส่วนของ กทม. และภูมิภาค โดยใน กทม. ที่โรงเรียนบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 5 เม.ย., ที่วัดสีกัน เขตดอนเมือง 4 – 6 เม.ย. ที่สนามกีฬาเคหะฉลองกรุง เขตหนองจอก 7 – 9 เม.ย. และตลาดห้าแยกพระยาสุเรนทร์ เขตคลองสามวา 8 – 10 เม.ย. ในส่วนภูมิภาคจะเริ่มที่ลานกิจกรรมนิคมอุตสาหกรรม 304 หรือ ตลาด 304 พลาซ่า อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ระหว่างวันที่ 8 – 10 เม.ย. โดยจะมีรายการสินค้าที่อยู่ในร้านธงฟ้า เช่น น้ำมันพืช 1 ลิตรปกติ 50 บาทเหลือ 43 บาท ไข่ไก่ เบอร์M ปกติ 125 บาทเหลือ 95 บาท น้ำตาลทรายขาวปกติ 28 บาท เหลือ 23 บาท ข้าวหอมมะลิจาก 180 บาท เหลือ 110 บาทต่อถุง ในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นอาจจะมีเงินสนับสนุนในส่วนของราคาสินค้าตรงนี้ให้ใช้จ่ายน้อยลง เป็นการชดเชยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

โฆษก ศบก. กล่าวว่า ในช่วงรอยต่อของรัฐบาลที่ ศบก.จะหมดอายุไปพร้อมกับวาระของรัฐบาลชุดเดิม หากไม่มีการแถลงข่าว ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ต่างๆ จากเพจหลัก หากเป็นเรื่องของน้ำมันให้เข้าไปที่เพจและเว็บไซต์ของกระทรวงพลังงาน เรื่องความปลอดภัยของประชาชนในต่างประเทศให้ติดตามที่เพจหลักของกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องเกี่ยวกับราคาสินค้าให้ติดตามที่เพจกระทรวงพาณิชย์ เรื่องมาตรการเยียวยาต่างๆ ให้ติดตามที่เพจกระทรวงการคลัง ส่วนเพจกลางของ ศบก. จะมีการรวมศูนย์ข้อมูลเหล่านั้นมาไว้ในเพจเช่นกัน

ทร.แกะรอยพิรุธ! พบ 20 เรือน้ำมันเดินเรือช้าผิดปกติ ตุนน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร

ทร.แกะรอยพิรุธ! พบ 20 เรือน้ำมันเดินเรือช้าผิดปกติ ตุนน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร

ทร.แกะรอยพิรุธ! พบ 20 เรือน้ำมันเดินเรือช้าผิดปกติ ตุนน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.22 น.

“กองทัพเรือ”ชี้การวิเคราะห์ฐานข้อมูลเดินเรือ ศรชล.​ พบการเดินเรือช้าประวิงเวลาผิดปกติ​ 20 เที่ยว​เรือ​ รวมปริมาณน้ำมัน​ 50 ล้านลิตร​ จ่อประสาน​ DSI​ ดำเนินคดี​ ยัน​ยึดผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ​ กล่าวว่า​ จากสถานการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงในห้วงเดือน มี.ค.จากการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ถึงมาตรการงดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งได้มีประกาศออกไปเมื่อ 6 มี.ค.นั้น พล.ร.อ.ไพโรจน์​ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด​ในการตรวจสอบ สกัดการส่งออกน้ำมันทางทะเลมาโดยตลอด​

พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ในช่วง มี.ค.มีการเน้นย้ำการปฏิบัติ​ ซึ่งเกิดเหตุการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ​ จากภาวะสงครามทำให้การขนส่งน้ำมันขาดตอน​ และเกิดภาวะการกักตุนน้ำมันในประเทศไทย​ ซึ่ง ศรชล.ได้ร่วมกับหน่วยต่างๆ​ ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะใน จ.สุราษฎร์ธานี ในส่วนของเส้นทาง พฤติกรรมการเดินเรือ​ที่มีการขนส่งน้ำมัน​ เส้นทางเดินเรือทางทะเลของไทย

จากการตรวจสอบการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลในเดือน มี.ค.มีเที่ยวเรือ 96 เที่ยว พบความผิดปกติในการเดินเรือ​ จากการเปรียบเทียบจากการเดินเรือปกติ มีการเดินเรือช้าขึ้นกว่าเดิมอยากมีนัย ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน ด้วยการชะลอการเดินทาง หรือการประวิงเวลาการเดินเรือ พบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือผิดปกติจากเดิมที่เคยเดินเรือ 1 วัน มีจำนวน 13 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 35,764,709 ลิตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมาก แม้จะเป็นเพียงแค่ 1 วัน แต่มูลค่าของการปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้มีมูลค่าสูง และอีกกลุ่มจะใช้เวลาปกติ ช้าลง 2 วัน มีอยู่จำนวน 7 เที่ยวเรือ ซึ่งมีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 16,235,294 ลิตร​ ซึ่งหากรวมทั้ง 2 กลุ่มมีอยู่ประมาณ 50 ล้านลิตร ถือเป็นปริมาณน้ำมันที่มีนัย จะต้องมีการตรวจสอบต่อไป

นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของ ศรชล.​ได้พบพฤติกรรมของเรือบางกลุ่มมีการเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน ทั้งตามแนวชายแดนและฝั่งไทย ซึ่งอาจจะมีการขนถ่ายน้ำมัน​ ซึ่งในเบื้องต้นมีการตรวจสอบข้อมูลแล้ว แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียด และจะดำเนินการต่อ หากพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่ง ศรชล.มีการดำเนินการในการตรวจสอบเส้นทาง​ หลังจากนั้น ศรชล.จะประสานกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) การส่งข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะดำเนินการให้มีผลทางคดี หากมีการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย

เสนาธิการทหารเรือ กล่าวอีกว่า ตนขอยืนยันในฐานะเลขาธิการ ศรชล. ในการปฏิบัติเราเน้นเรื่องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทั้งในการปฏิบัติของ ศรชล.​และทางกองทัพเรือ ฉะนั้นตนยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาล และ ศรชล.มีการตรวจสอบการเดินเรืออย่าง เข้มข้น และจะไม่ให้มีการลักลอบการขนส่งน้ำมัน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล การปฏิบัติของ ศรชล.ช่วงนี้เข้มข้นกว่าปกติ และจะไม่ให้มีการเล็ดลอดออกไปเป็นอันขาด

น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร รุทธพล แฉพิรุธขนส่งสุราษฎร์ฯ-ยันโรงกลั่นไม่เกี่ยว

น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร รุทธพล แฉพิรุธขนส่งสุราษฎร์ฯ-ยันโรงกลั่นไม่เกี่ยว

น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร รุทธพล แฉพิรุธขนส่งสุราษฎร์ฯ-ยันโรงกลั่นไม่เกี่ยว

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.57 น.

“รุทธพล”แฉพิรุธขนส่งสุราษฎร์ฯ น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ยันโรงกลั่นไม่เกี่ยว สั่ง”ดีเอสไอ”รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ตั้งวอร์รูมติดตามทุกขั้นตอน ป้องกันกักตุนน้ำมัน

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แถลงว่า จากนโยบายนายกรัฐมนตรีมอบให้กระทรวงยุติธรรมทำการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ดำเนินการจากปลายทางคือสถานีน้ำมันหรือปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมการปกครอง เข้าไปทำการตรวจสอบต่อเนื่องมาถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน 2.มอบกรมการสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำการตรวจสอบจากต้นทางคือตั้งแต่โรงกลั่นมาคลังน้ำมันเมื่อเอาข้อมูลมาชนกัน ซึ่งที่ผ่านมาผลการดำเนินการในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พบการกระทำผิดและมีการจับกุมจำนวนหลายราย เช่น ในส่วนของพื้นที่จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และตรวจพบกระทำความผิดในการกักตุนน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของการตรวจสอบทางต้นทาง ตนขอยกเคสการดำเนินการที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางมีเรือขนบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปที่จังหวัดคลังน้ำมัน 6 แห่ง ใน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันจำนวนทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางก็มีน้ำมันหายไปบางส่วน มีน้ำมันถึงปลายทางในคลังของ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 160 ล้านลิตร ซึ่งหายไปจำนวนทั้งสิ้น 57 ล้านลิตร นี่คือในส่วนของข้อมูลทางทะเล

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การดำเนินการในเรื่องของคดีต่างๆ เราจะดำเนินการเป็นรูปแบบเดียวกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเราจะเอาเคส จ.สุราษฎร์ธานี ดำเนินการเกี่ยวกับขนถ่ายทางทะเล ในมาตรการในการต่างๆ โดยเอกสารต่างๆ เราได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทั้งหมดแล้วเกี่ยวกับเรื่องตั้งแต่ น.ม.9 แบบรายงานการจ่ายน้ำมันภายในประเทศ (สถานีต้นทาง) น.ม.10 เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ การคงคลังเกินเวลาจำเป็น การเดินทางเกินเวลาที่จำเป็น ในส่วนนี้ก็จะให้ทางดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ แล้วก็ดำเนินการ จะมีการเรียกมาสอบปากคำหากพบการกระทำผิดก็จะแจ้งข้อหาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า โดยจะมีชุดป้องกันการกักตุนน้ำมัน และหลังจากนี้จะตั้งวอร์รูมที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และจะรายงานข้อมูลในเรื่องของปริมาณน้ำมันทุกระบบ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ ประเทศไทยสามารถผลิตเองได้จำนวนเท่าไหร่ เป็นตัวเลขที่เราจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามว่า สรุปโรงกลั่นไม่เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ทั้งนี้ ในส่วนโรงกลั่น ได้เข้าทำการตรวจสอบทั้งระบบเอกสาร และพิสูจน์ทราบภายในถังน้ำมัน ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน จะมีน้ำมันเหลือคงถังเพียงแค่ที่เขาไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้เท่านั้นเอง

เมื่อถามว่า ในส่วนของเรือน้ำมันที่พบเวลาเดินทางเกินปกติ สามารถเข้าไปยึดหรืออายัดน้ำมันไว้ได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตรวจสอบแล้วน้ำมันก็อยู่ที่คลังแล้ว ในการเดินทางเรายังไม่สามารถไปยึดได้ เพราะไม่ได้กระทำผิดยังไง นอกจากว่าเป็นในส่วนที่เราดำเนินคดีในพื้นที่ จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.นครสวรรค์

นายกฯนำทีมแถลงใหญ่! แฉขบวนการกักตุน-ลักลอบส่งออกน้ำมัน สั่ง DSI ฟันคดีพิเศษ

นายกฯนำทีมแถลงใหญ่! แฉขบวนการกักตุน-ลักลอบส่งออกน้ำมัน สั่ง DSI ฟันคดีพิเศษ

นายกฯนำทีมแถลงใหญ่! แฉขบวนการกักตุน-ลักลอบส่งออกน้ำมัน สั่ง DSI ฟันคดีพิเศษ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.53 น.

นายกฯนำแถลงพบขบวนการกักตุน-ค้ากำไรเกินควร-ลักลอบส่งออกน้ำมัน แฉลอยเรือกลางทะเลประวิงเวลาหวังรอประกาศขึ้นราคา ยันบริหารจัดการได้ สงกรานต์กลับบ้านไม่ต้องกังวล เดินหน้า ศบก.พลัส ทำงานคำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรกเสมอตลอดไป

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล. , นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน , พล.ต.อ.ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. , นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า , นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันแถลงข่าว

โดยนายกฯ กล่าวว่า การแถลงวันนี้เพื่อต้องการชี้แจงในส่วนของการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงความพยายามปราบปราม ผู้ที่พยายามกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ หรือผู้ที่ทำผิดกฎหมายที่ฉวยโอกาสในการทำให้น้ำมันของประเทศถูกนำไปขายด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รวมทั้งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขการป้องกันปราบปรามการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ.2516 ทำการตรวจสอบติดตาม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุน จนทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน ซึ่งตนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชนทำลายความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ หากพบว่าเป็นใครมีอิทธิพลแค่ไหน ก็จะถูกดำเนินการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดเฉียบขาด ซึ่งตนได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจติดตามผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลางที่รับน้ำมันจากผู้ค้า หรือจ็อบเบอร์

นายกฯ กล่าวต่อว่า ผลการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พบรูปแบบการกักตุน และหากำไร ดังนี้ 1.มีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยลอยลำเรือไว้ไม่ให้ฟีดน้ำมันเข้ามาในคลังตามเวลาปกติ เพื่อหวังว่าจะมีการประกาศเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน จึงค่อยฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น 2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการน้ำมัน และ 3.การขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายใดบ้าง เกี่ยวกับปริมาณของน้ำมันของเรือขนส่งทางทะเล เราเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการสอบสวน และขยายผล

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนความผิดปกติที่ได้รับการตรวจพบจากการรายงานปริมาณน้ำมัน จากหน่วยตรวจสอบคือกรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงานกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะตรวจสอบยืนยันจากฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล.และจะขยายผลการตรวจสอบจากทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำมันเกินที่ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่

“การกระทำทั้งหมดเป็นการค้ากำไรเกินควร จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนมากขึ้น จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันได้ชดเชยทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่เอาไปสนับสนุนให้กองทุนน้ำมันลิตรละ 17 บาท เรามีเจตนารมณ์ที่ต้องการสนับสนุนประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทย และผู้สัญจรตามท้องถนน ไม่ใช่สนับสนุนให้เกิดการกักตุนลักลอบน้ำมันของไทยไปขายยังต่างประเทศ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการปราบปรามเรื่องพวกนี้อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะการขาดน้ำมันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนจะมอบหมายให้ดีเอสไป ได้ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินคดีอย่างเฉียบพลันต่อไป ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขอยืนยันต่อประชาชน ว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อน และให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สังคมได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และหลังจากนี้จะใช้มาตรการเชิงป้องกันในการเฝ้าระวังจากสิ่งที่ได้ตรวจพบ ควบคู่กับการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในยุคที่มีวิกฤติขนาดนี้ยังมีคนคิดเอาเปรียบ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องร่วมมือกันดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด คาดว่าเราจะสามารถหยุดการกระทำผิดกฎหมายนี้ เพราะตั้งแต่มีเหตุการณ์ก็มีความต้องการน้ำมันมากกว่าเดิมเกือบ 20 ล้านลิตร แสดงว่ามีการซื้อหรือถ่ายน้ำมันออกไปจากระบบ เราไปตรวจสอบในระบบการผลิตและภาคอุตสาหกรรมก็ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะต้องใช้นำ้มันขนาดนี้จึงสันนิฐานได้ว่าต้องมีการลักลอบหรือกักตุน โดยรวมทีมบูรณาการหน่วยงานปราบปรามไปตรวจสอบและได้พบสิ่งผิดปกติเหล่านี้ โดยลดการกักตนไปได้ 7 – 10 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังมีการใช้มากเกินปกติอยู่ จึงต้องขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่าถ้าใช้อย่างปกติเรื่องการบริหารสถานการณ์น้ำมันจะไม่มีคำว่าขาดแคลน ตอนนี้เราสั่งน้ำมันดิบยืนยันออเดอร์ไปจนถึงต้นเดือน มิ.ย.แล้ว และจะให้วิธีหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆด้วย และหลังจากดำเนินการคิดว่าการที่จะมีน้ำมันออกจากระบบก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น ขอย้ำว่ารัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางให้ปริมาณน้ำมันในประเทศไทยถูกควบคุมและใช้ในประเทศไทยมากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการในทุกส่วน ส่วนที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนในเรื่องราคาน้ำมัน และส่วนที่จะสร้างความมั่นใจว่าจะมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ตามรูปแบบปกติโดยเฉพาะช่วงวันหยุดสงกรานต์ ขอให้ประชาชนมั่นใจ เราได้บริหารจัดการ และเชื่อมั่นว่าจะมีน้ำมันในรูปแบบต่างๆบริการประชาชนในช่วงวันหยุดได้ตามปกติ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกว่าน้ำมันจะขาดไปแล้วกลับบ้านไม่ได้ ถ้าเราใช้แบบสภาวะปกติไม่ต้องเผื่อใส่ในถังใส่แกลอนไปตุนไว้ น้ำมันก็จะมีให้บริการเหมือนทุกปี ซึ่งปีนี้เราป้องกันไว้ว่าเดี๋ยวจะเกิดการขาดบ้างจึงได้ประสานไปยังผู้ประกอบการมาตรา 7 มาตรา 10 ของ พ.ร.บ.น้ำมัน ให้เตรียมพร้อมรถขนส่งในช่วงเทศกาลเป็นพิเศษ จากปกติช่วงเทศกาลรถขนส่งน้ำมันจะกำหนดเวลาการส่งไว้ แต่ปีนี้เพื่อให้ประชาชนคลายกังวลได้ใช้เวลาวันหยุดให้มีความสุขมากที่สุด เราได้ยกเว้นระเบียบให้รถขนส่งน้ำมันถ้ามีการร้องขอจากปั้มต่างๆในเวลาใดที่ขาดก็จะไปเติมให้อย่างทันท่วงที แต่ถ้าเติมใส่ถังใส่แกลอนกลับบ้านก็จะเกิดการขาดน้ำมันให้บริการแน่นอน ถ้าใช้อย่างปกติขับไปถึงบ้านขากลับค่อยเติม ไม่ใช่น้ำมันลดขีดเดียวแล้วเติมเพราะกลัวไม่มีน้ำมันสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ขอให้ทุกท่านเตรียมวางแผนกลับภูมิลำเนาไปฉลองกับครอบครัวอย่างเต็มที่ ส่วนพวกเราจะป้องกันปราบปรามดำเนินคดี ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้มีความมุ่งมั่นปราบปรามและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาเปรียบประชาชนในภาวะวิกฤติพลังงานเช่นนี้ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นความพยายามของรัฐบาลในการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเรื่องน้ำมันให้มากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับศบก.ปัจจุบัน ถูกตั้งโดยคำสั่งของนายกฯในรัฐบาลที่กำลังจะสิ้นสุดวาระลง โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการตั้ง ศบก.ใหม่ขึ้นมาตามกฎหมายใหม่ทุกอย่าง รอบแรกเราเน้นเรื่องบริหารจัดการให้มีน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศไม่ให้ขาดแคลน แต่ ศบก.ที่จะมาใหม่นี้จะเน้นมาตรการช่วยเหลือประชาชน เน้นเรื่องบริหารจัดการปรับโครงสร้างพลังงานให้สอดคล้องภาวะปัจจุบัน จะมีภารกิจเพิ่มมากขึ้นกว่าชุดเดิม เรียกไว้ว่าเป็น ศบก.พลัส ที่จะมีภารกิจเพิ่มเติมอีกหลายระดับที่ต้องประคับประคองสถานการณ์นี้ต่อไป ประเทศไทยไม่มีน้ำมันของตัวเอง เราต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรามีโรงกลั่น สิ่งที่เราสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้คือเรามีโรงกลั่น เรามีหน่วยงานและบริษัทที่ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง เช่นปตท.และบริษัทในเครือทั่วโลกเชื่อมช่องทางต่างๆที่เขามีเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะสรรหาน้ำมันดิบเข้ามาในประเทศให้เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าประชาชนใช้อย่างกังวลก็จะขาดได้ ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทาง บางทีไม่ได้พูดไม่ได้แถลงออกมาเยอะ เพราะบางเรื่องเป็นความลับที่ต้องมั่นใจว่าจะปฏิบัติได้ ทำสำเร็จแล้ว ไม่ให้ข่าวรั่ว เราถึงมาแจ้ง ไม่มีอะไรซ่อนเร้นปิดบังข้อมูลกับประชาชน ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลคำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรกเสมอและจะเป็นเช่นนี้ตลอด

เปิดภาพ 9 หน่วยงาน ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือสถานการณ์พลังงาน

เปิดภาพ 9 หน่วยงาน ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือสถานการณ์พลังงาน

เปิดภาพ 9 หน่วยงาน ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือสถานการณ์พลังงาน

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.37 น.

เปิดภาพ 9 หน่วยงาน ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือสถานการณ์พลังงาน “เอกนัฏ”รมว.พลังงานป้ายแดง เข้าฟังด้วย

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน และด้านความมั่นคง ประชุมหารือที่ห้องทํางานชั้น 2 บนตึกไทยคู่ฟ้า ประกอบด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม , พ.ต.ต. ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ , พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล. , นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน , พล.ต.อ. ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. , นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า , นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต

โดยมีการหารือถึงสถานการณ์การกักตุนน้ำมันหลายจุดในประเทศ โดยเฉพาะการพบบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่ส่อจะมีการกักตุนน้ำมัน รวมถึงการลักลอบการเดินเรือส่งน้ำมันไปยังกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ นายกฯ ได้เรียก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะเตรียมปฏิบัติหน้าที่ รมว.พลังงาน เข้ามารับฟังรายงานสถานการณ์ ก่อนจะเข้าทำหน้าที่ รมว.พลังงาน อย่างเป็นทางการ หลังถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

– 006

ดีเซลพุ่ง 47 บาท! วิบากกรรมคนไทยใต้เปลวแดด 42 องศา

ดีเซลพุ่ง 47 บาท! วิบากกรรมคนไทยใต้เปลวแดด 42 องศา

ดีเซลพุ่ง 47 บาท! วิบากกรรมคนไทยใต้เปลวแดด 42 องศา

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.02 น.

ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 3.50 บาท มาอยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตรในเช้าวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขหน้าปั๊ม แต่เป็นต้นทุนที่ไหลเข้าไปในชีวิตประจำวันทันที ตั้งแต่ค่าเดินทางไปจนถึงราคาของกินของใช้ที่ต้องจ่ายทุกวัน

จังหวะเดียวกัน อุณหภูมิที่แตะระดับ 42 องศา ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขสภาพอากาศ แต่เป็นต้นทุนอีกด้านที่คนทำงานต้องแบกรับ ทั้งแรงกายที่ใช้มากขึ้น เวลาพักที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายจุกจิกที่ตามมาในแต่ละวัน

เมื่อดีเซลแพงขึ้นพร้อมกับอากาศที่ร้อนจัด ภาระจึงไม่ได้เพิ่มทีละด้าน แต่เพิ่มพร้อมกัน คนที่ต้องใช้รถทำมาหากินเริ่มเห็นชัดว่า รายได้เท่าเดิม แต่เงินที่เหลือในแต่ละวันลดลง

ภาพบนถนนยังเหมือนเดิม รถบรรทุก รถส่งของยังวิ่งต่อ แต่ต้นทุนต่อเที่ยวเพิ่มขึ้นทันที และต้นทุนนี้ไม่ได้จบที่คนขับ

จุดเชื่อมอยู่ตรงนี้ หากค่าขนส่งขยับ ราคาสินค้าปลายทางก็ขยับตาม และสุดท้ายก็ย้อนกลับมาที่ปากท้องของคนทั้งประเทศ

หากไล่ดูสาเหตุของการขึ้นราคา จะเห็นว่ามันเกิดจากแรงกดสองด้านที่มาชนกันในเวลาเดียว ไม่ใช่ปัจจัยเดียวโดด ๆ

ปัจจัยภายนอก ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ประเทศที่นำเข้าอย่างไทยจึงต้องรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยตรงและหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ภายในประเทศ ก่อนหน้านี้ราคาดีเซลถูกพยุงผ่านกองทุนน้ำมัน ทำให้ราคาหน้าปั๊มต่ำกว่าต้นทุนจริงอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อภาระกองทุนสูงขึ้น การอุดหนุนถูกปรับลดลง ราคาที่เห็นในวันนี้จึงขยับเข้าใกล้ต้นทุนจริงมากขึ้น

แรงจากตลาดโลกที่ดันขึ้น และแรงพยุงในประเทศที่ลดลงพร้อมกัน ทำให้ราคาปรับขึ้นในจังหวะเดียว และกระทบถึงผู้ใช้ทันทีโดยไม่มีช่วงให้ตั้งตัว

และในจังหวะเดียวกันนี้เอง ไม่ได้มีแค่ต้นทุนจริงที่ขยับ แต่พฤติกรรมในตลาดบางอย่างก็เริ่มเคลื่อนไหวตามมา

ผลกระทบที่ลงถึงระดับครัวเรือนเห็นชัดทันที ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลายทางในเวลาเดียวกัน ทั้งค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าขนส่ง ขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่ยังอยู่ที่เดิม

สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยต่อหน่วย กลายเป็นภาระที่ต้องจ่ายทุกวัน และไม่มีทางเลี่ยง เพราะเกี่ยวข้องกับการทำมาหากินโดยตรง

อากาศที่ร้อนจัดยิ่งซ้ำเติม คนทำงานกลางแจ้งต้องใช้แรงมากขึ้น ใช้น้ำมากขึ้น ใช้เวลาพักมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในแต่ละวันโดยที่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม

ในจังหวะที่คนส่วนใหญ่กำลังประคองตัว กลับมีบางกลุ่มเลือกใช้สถานการณ์นี้เป็นช่องทางหากินอย่างไม่สนผลกระทบที่ตามมา

กักตุนของไว้ไม่ยอมปล่อย รอจังหวะขึ้นราคา ตั้งราคาสินค้าเกินต้นทุนทั้งที่ต้นทุนไม่ได้ขึ้นตามนั้น

อีกด้านหนึ่งคือการลักลอบนำน้ำมันเถื่อนเข้ามาหมุนในระบบ เพื่อลดต้นทุนตัวเองแล้วฟันกำไรส่วนต่าง พฤติกรรมแบบนี้ไม่เกี่ยวกับตลาด ไม่เกี่ยวกับต้นทุน แต่มันคือการเอาความเดือดร้อนของคนอื่นมาทำเงินตรง ๆ

และสุดท้าย คนที่ต้องจ่ายคือประชาชนที่ต้องซื้อของแพงขึ้นทุกวัน

ภาพรวมของปัญหาที่ชัดขึ้น ทำให้การรับมือจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่างต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้กับพฤติกรรมที่ต้องควบคุมให้ได้

ต้นทุนจากตลาดโลกเป็นสิ่งที่เลี่ยงยาก และการพยุงราคาที่เคยมีอยู่ก็ถูกลดลงตามภาระของกองทุน ทำให้ราคาที่เห็นสะท้อนต้นทุนมากขึ้น นี่คือข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ

แต่สิ่งที่ยอมปล่อยไม่ได้คือพฤติกรรมในตลาด

การกักตุนสินค้า การโก่งราคา และการลักลอบน้ำมันเถื่อน ต้องถูกจัดการ ต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่แค่ตรวจสอบหรือออกคำเตือนแล้วจบ

รัฐต้องแสดงให้เห็นว่าการหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนมีต้นทุน ต้องถูกจัดการจริง ไม่ปล่อยให้คนบางกลุ่มใช้ช่องว่างของสถานการณ์มาทำกำไรโดยไม่มีความรับผิดชอบ

ฝั่งผู้ประกอบการ การตั้งราคาต้องอิงต้นทุนจริง ไม่ใช่เห็นจังหวะแล้วขึ้นตามกันไปหมด ขณะที่ประชาชนต้องปรับตัวภายใต้เงื่อนไขที่ต้นทุนสูงขึ้น

ดีเซลที่แพงขึ้นกับแดดที่ร้อนจัดกำลังบีบชีวิตคนพร้อมกัน หากไม่จัดการทั้งระบบ ภาระก็จะยังไหลไปกองอยู่ที่คนตัวเล็กเหมือนเดิม.

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ เรียกถกด่วน! หลังพบเรือลักลอบขนน้ำมันขายกัมพูชา

นายกฯ เรียกถกด่วน! หลังพบเรือลักลอบขนน้ำมันขายกัมพูชา

นายกฯ เรียกถกด่วน! หลังพบเรือลักลอบขนน้ำมันขายกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.57 น.

“นายกฯ”เรียกหน่วยงานพลังงาน-ความมั่นคง ถกหลังพบเรือลักลอบขนน้ำมันขายกัมพูชา ด้าน”เสธ.ทร.”ย้ำกองทัพเรือจับเรือทุกลำที่ทำผิดกฎหมาย

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ทีทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน และความมั่นคง หารือ อาทิ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน , พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ตัวแทนศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ

โดย พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งจำกัดเรือขนส่งน้ำมันหรือไม่ ว่า เราได้มีการตรวจสอบเส้นทางเรือ ซึ่งจะมีการแถลงรายละเอียด เมื่อถามว่า จะมีการรายงานนายกฯ เรื่องการลักลอบเดินเรือขนส่งน้ำมันให้กัมพูชาหรือไม่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า เรามีการประกาศห้ามส่งอยู่แล้ว ตามนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า กองทัพเรือมีการจับกุมผู้ลักลอบเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ต้องรอตรวจสอบข้อมูล เพราะการจับกุมเราทำตามปกติอยู่แล้ว ใครทำผิดกฎหมายเราก็จับกุม เมื่อถามว่า ช่วงนี้มีการลักลอบขนน้ำมันเยอะหรือไม่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า มีตามปกติ แต่ต้องตรวจสอบข้อมูล ยืนยันว่าเรือลำใดผิดกฎหมาย เราดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้ว