โพลเปิดเสียงประชาชน ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทิน 2 แก้วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

โพลเปิดเสียงประชาชน ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทิน 2 แก้วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

โพลเปิดเสียงประชาชน ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทิน 2 แก้วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.55 น.

KPI Poll เสียงสะท้อนประชาชน ต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เสียงสะท้อนประชาชนต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่” ระหว่างวันที่ 27 – 30 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ร้อยละ 2.5 นอกจากนี้ทุกแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนและความสมเหตุสมผลของคำตอบ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และรายงานผลต่อไป

ผลการสำรวจทาง Line Today ในคำถาม “หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ท่านเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่า ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ จะสามารถรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 82.1 ระบุว่า “ไม่ค่อยเชื่อมั่น – ไม่เชื่อมั่นเลย” ขณะที่ร้อยละ 12.8 ระบุว่า “ค่อนข้างเชื่อมั่น – เชื่อมั่นมากที่สุด” และร้อยละ 5.1 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

ผลการสำรวจในคำถาม “หากรัฐบาลต้องเลือกระหว่าง ‘ตรึงราคาพลังงานชั่วคราว’ กับ ‘ปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง (เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ภาคขนส่ง)’ ท่านเห็นด้วยกับแนวทางใดมากกว่ากัน” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 39.0 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 30.7 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ขณะที่ร้อยละ 11.1 ระบุเท่ากันว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” และ “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ส่วนร้อยละ 8.1 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถาม “หากรัฐบาลต้องเลือกระหว่าง ‘ตรึงราคาพลังงานชั่วคราว’ กับ ‘ปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง (เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ภาคขนส่ง)’ ท่านเห็นด้วยกับแนวทางใดมากกว่ากัน” พบว่า กรุงเทพมหานคร มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 33.5 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 21.8 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ร้อยละ 15.3 ระบุเท่ากันว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” และ “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ขณะที่ร้อยละ 14.1 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ส่วนภาคกลาง มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 40.9 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด”

รองลงมาร้อยละ 22.7 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 17.8 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ร้อยละ 10.8 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” และร้อยละ 7.8 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ขณะที่ภาคตะวันออก มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 47.7 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 28.2 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 12.8 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ร้อยละ 6.0 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 5.3 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 41.3 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” รองลงมาร้อยละ 36.3 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” ร้อยละ 9.3 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ร้อยละ 7.7 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” และร้อยละ 5.4 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

ขณะที่ภาคเหนือ มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 40.0 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 26.8 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 12.2 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ร้อยละ 11.9 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 9.1 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ขณะที่ภาคใต้ มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 40.1 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 31.4 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 18.4 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ร้อยละ 7.9 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” และร้อยละ 2.2 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

ผลการสำรวจในคำถาม “ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านจะยอมรับได้หรือไม่ หากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้รัฐมีงบประมาณน้อยลงสำหรับนโยบายอื่นในปีนี้” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 38.6 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 25.3 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 14.9 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ขณะที่ร้อยละ 11.1 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” และร้อยละ 10.1 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถาม “ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านจะยอมรับได้หรือไม่ หากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้รัฐมีงบประมาณน้อยลงสำหรับนโยบายอื่นในปีนี้” พบว่า กรุงเทพมหานครมีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 32.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” รองลงมาร้อยละ 21.2 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ร้อยละ 18.8 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” ร้อยละ 15.3 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” และร้อยละ 11.8 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” สำหรับภาคกลาง ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 28.0 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” ตามมาด้วยร้อยละ 25.5 ที่ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ร้อยละ 19.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้นๆ” ร้อยละ 13.7 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 12.9 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว”

ด้านภาคตะวันออก ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 60.4 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 24.2 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 7.4 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” และมีร้อยละ 4.0 เท่ากันที่ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” และ “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ในกรณีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 42.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 25.7 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้นๆ” ร้อยละ 12.8 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ร้อยละ 10.0 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 8.6 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” เช่นเดียวกับภาคเหนือ ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 29.0 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 25.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 19.0 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” ร้อยละ 14.8 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” และร้อยละ 11.3 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

ขณะที่ภาคใต้มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 54.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” ตามด้วยร้อยละ 24.5 ที่ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 14.4 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ร้อยละ 4.7 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” และร้อยละ 1.5 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

11 โมงวันนี้ นายกฯอนุทิน เตรียมนำทีม ศบก. แถลงด่วนปมวิกฤตสู้รบตะวันออกกลาง

11 โมงวันนี้ นายกฯอนุทิน เตรียมนำทีม ศบก. แถลงด่วนปมวิกฤตสู้รบตะวันออกกลาง

11 โมงวันนี้ นายกฯอนุทิน เตรียมนำทีม ศบก. แถลงด่วนปมวิกฤตสู้รบตะวันออกกลาง

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.53 น.

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ทำเนียบรัฐบาล นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่ประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

โดย น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก. กล่าวว่า  วันนี้เวลา 11.05 น. นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเข้ามาร่วมการแถลงข่าว โดยจะมีการแบ่งเป็น 2 ส่วนแรกคือ แถลงถึงมติที่ประชุม และความคืบหน้าที่สำคัญ ส่วนที่สองคือ นายกฯจะเดินทางมาแถลงพร้อมกับผู้เกี่ยวข้องอีก 6 คน ซึ่งเรายังไม่ได้รับรายชื่อว่ามีใครบ้าง ขอให้ติดตามในเวลา 11.05 น.

จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น! คตร.สั่ง ก.พลังงาน รื้อสูตร ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด

จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น! คตร.สั่ง ก.พลังงาน รื้อสูตร ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด

จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น! คตร.สั่ง ก.พลังงาน รื้อสูตร ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

คตร.สั่งกระทรวงพลังงาน รื้อสูตร”ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด” จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น หวังลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มอุ้มประชาชน

3 เมษายน 2569 นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยถึงผลการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ประเด็นหลักที่มีการหารือกันอย่างหนักคือเรื่องค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้นจากปกติที่เคยอยู่ระดับ 2 – 3 บาทต่อลิตร ทะยานขึ้นไปถึง 10 – 14 บาทต่อลิตร ซึ่งตามปกติแล้ว สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน จะเป็นผู้คำนวณค่าการกลั่น โดยอ้างอิงจากราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ จากนั้นจะมีการบวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าพรีเมียมความเสี่ยงจากสงครามเข้าไป ก่อนจะหักลบด้วยต้นทุนราคาน้ำมันดิบ การที่ส่วนต่างระหว่างน้ำมันสุกและน้ำมันดิบห่างกันมากในภาวะวิกฤตนี้ ทำให้เกิดเป็นช่องว่างของค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติถึง 10 กว่าบาท ด้วยเหตุนี้ คตร.จึงมีมติสั่งการให้กระทรวงพลังงาน กลับไปทบทวนสูตรคำนวณดังกล่าวใหม่ทั้งหมด ให้ไปพิจารณาไส้ในว่าต้นทุนส่วนใดที่ไม่จำเป็น และสามารถตัดออกหรือลดหย่อนได้บ้าง เพื่อตรวจสอบว่าโรงกลั่นได้กำไรเกินปกติไปมากน้อยเพียงใด

“ในภาวะวิกฤตที่ประชาชนเดือดร้อน หากพบว่าโรงกลั่นมีกำไรมากเกินไป ก็สมควรที่จะต้องปรับลดกำไรส่วนนั้นลงมาให้อยู่ในระดับปกติ โดยไม่ได้มุ่งหวังให้โรงกลั่นต้องถึงขั้นขาดทุนแต่อย่างใด” นายพรายพล กล่าว

นอกจากนี้ คตร.ยังมีแนวคิดที่จะให้กระทรวงพลังงาน ไปพิจารณากำหนดเพดานขั้นสูงและขั้นต่ำของค่าการกลั่นที่เหมาะสมด้วย โดยกระทรวงพลังงานจะต้องส่งข้อมูลผลการศึกษาทั้งหมดกลับมาให้ คตร.พิจารณาภายในเวลา 16.00 น.ของวันที่ 3 เม.ย.นี้ เพื่อเร่งสรุปข้อมูลให้ทันก่อนการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกวันที่ 6 เม.ย.นี้ หากมีการปรับลดค่าการกลั่นในส่วนที่เป็นกำไรเกินควรของโรงกลั่นลงมาได้ จะส่งผลดีทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับลดลงตามไปด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในขณะนี้

สิ่งที่ไม่ได้พูดในสภา! คริส โปตระนันทน์ จี้ตัดงบ 400 ล้าน จ่ายบำนาญ สส.

สิ่งที่ไม่ได้พูดในสภา! คริส โปตระนันทน์ จี้ตัดงบ 400 ล้าน จ่ายบำนาญ สส.

สิ่งที่ไม่ได้พูดในสภา! คริส โปตระนันทน์ จี้ตัดงบ 400 ล้าน จ่ายบำนาญ สส.

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.13 น.

3 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นต่อเนื่องจากเหตุการณ์ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ล่าสุดวันนี้ นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาเปิดเผยเนื้อหาสำคัญที่ตั้งใจจะพูด แต่ถูกประธานสั่งตัดไมค์เสียก่อน โดยนายคริส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

นายคริส กล่าวว่า เชื่อว่าขณะนี้ประชาชนมีปัญหากับ สภาฯ แห่งนี้ มีปัญหากับนักการเมืองที่เขาเลือกเข้ามา ทำงานคุ้มค่าเงินภาษีหรือไม่

เข้ามาแล้วใช้ Chat GPT เขียนอภิปราย หรือเปล่า ใช้ Chat GPT แล้วยังท่องไม่ได้

แล้วเข้ามาอภิปรายในสภาฯ อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ทำงานคุ้มค่าภาษีที่ประชาชน จ่ายหรือไม่

บางคนเป็น สส. แค่ 1 เดือน 2 ปี บางคนเป็นสามล้อถูกหวย เกาะพรรคเข้ามา ไม่มีความเก่ง ไม่ได้มีความเป็นตัวเอง

แต่ท่านได้เข้ามาสู่สภาฯ ต้องตระหนักว่า ทำงานให้คุ้มภาษีไหม ได้สิทธิ์มากเกินกว่าประชาชนทั่วไปหรือไม่

พอดีโดนประธานตัดไมค์ก่อนเลยไม่ได้พูดประโยคที่ว่า

“สุดท้ายได้เงินบำนาญ เดือนละ 20,000-40,000
ทำไม คนเหล่านี้ถึงควรได้บำนาญ สส.?”

น่าเสียดายที่วันนี้ข่าวออกเรื่องดราม่าเยอะมาก
แต่ไม่มีใครเห็นประเด็นว่า

“เพราะฉะนั้น สส.พรรคเศรษฐกิจขอเสนอให้ยกเลิกเงินอุดหนุนภาษีที่อุดหนุนปีละ400 ล้านที่เอามาจ่ายบำนาญ สส. ครับ”
#คริสโปตระนันทน์ #พรรคเศรษฐกิจ

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI)

ปิยะพงษ์ จัดพวงหรีดน้ำมัน แก้วัดไม่มีเผาศพ แนะศุภจีทุ่มงบ จัดมหกรรมสินค้าราคาถูกทุกจังหวัด

ปิยะพงษ์ จัดพวงหรีดน้ำมัน แก้วัดไม่มีเผาศพ แนะศุภจีทุ่มงบ จัดมหกรรมสินค้าราคาถูกทุกจังหวัด

ปิยะพงษ์ จัดพวงหรีดน้ำมัน แก้วัดไม่มีเผาศพ แนะศุภจีทุ่มงบ จัดมหกรรมสินค้าราคาถูกทุกจังหวัด

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.41 น.

“ปิยะพงษ์” จัดพวงหรีดน้ำมัน แก้ปัญหาวัดไร้น้ำมันเผาศพ  แนะ “ศุภจี” ทุ่มงบจัดมหกรรมสินค้าราคาถูกทุกจังหวัดบรรเทาทุกข์คนไทย

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายปิยะพงษ์ เหมะ อดีตผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาพลังงานที่ปรับราคาสูงขึ้นและขาดแคลนอย่างหนัก แม้ปรับราคาสูงขึ้นผู้ใช้บริการพร้อมแต่หลายพื้นที่หาซื้อน้ำมันยากมาก หลายจังหวัดประชาชนต้องนำรถและอุปกรณ์ใส่น้ำมันไปนอนค้างคืนที่สถานีบริการน้ำมันแถวยาวหลายกิโลเพื่อซื้อน้ำมัน ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการในการกระจายน้ำมันไปทุกพื้นที่อย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

นายปิยะพงษ์ กล่าวด้วยว่า จากราคาน้ำมันที่ปรับราคาสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าอุปโภค-บริโภค หลายรายการขอปรับราคาสินค้าเหตุต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ล่าสุดบรรดาผู้ผลิตสินค้าหลายรายการตบเท้าขอเจรจากับผู้มีอำนาจในกระทรวงพาณิชย์เพื่อขอปรับราคาสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไปนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์อ้างว่าไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องยอมให้ผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าตามที่ขอมา อย่างไรก็ตามทางแก้ที่ดีที่สุดคือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ควรสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดจัดทำโครงการมหกรรมสินค้าราคาถูกเพื่อนำสินค้าอุปโภค-บริโภคจำหน่ายให้ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความดือดร้อนของประชาชน ไม่ควรจัดงานดังกล่าวในทำเนียบรัฐบาลหรือแค่ที่กระทรวงพาณิชย์เพราะประชาชนเข้าไม่ถึง

นอกจากนี้ จากกรณีข่าววัดในหลายจังหวัดไร้น้ำมันเผาศพ จนสัปเหร่อต้องขับรถขนโลงศพไปพร้อมเจ้าอาวาสนำใบมรณะบัตรไปแสดงเพื่อขอซื้อน้ำมันเผาศพจากสถานีบริการน้ำมันเป็นเหตุการณ์ที่น่าอนาถมาก จากเหตุการณ์นี้

“ตนในฐานะอดีตผู้สมัครสส. พรรคเพื่อไทย ไม่ทอดทิ้งประชาชน “ใครไม่ทำ พรรคเพื่อไทยทำ” จัดตั้งโครงการมอบน้ำมันให้วัดเพื่อบรรเทาปัญหาไร้น้ำมันเผาศพตามวัดต่างๆในพื้นที่ โดยจัดเป็นพวงหรีดน้ำมันเพื่อมอบน้ำมันให้เจ้าภาพและวัดใช้ในการเผาศพจำนวน 40 ลิตรต่อหนึ่งงาน ซึ่งได้รับการตอบรับจากเจ้าภาพและวัดต่างๆเป็นอย่างดี ทั้งนี้ตนและทีมงานพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการโครงการพวงหรีดน้ำมันให้วัดต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เพื่อบรรเทาทุกข์ให้คนไทยด้วยกัน” นายปิยะพงษ์ กล่าว

สมชัย โชว์เหนือ! เปิดโพย ChatGPT ตอกย้ำปม สส.หุ่นยนต์ ทำสภาเดือดเกือบวางมวย

สมชัย โชว์เหนือ! เปิดโพย ChatGPT ตอกย้ำปม สส.หุ่นยนต์ ทำสภาเดือดเกือบวางมวย

สมชัย โชว์เหนือ! เปิดโพย ChatGPT ตอกย้ำปม สส.หุ่นยนต์ ทำสภาเดือดเกือบวางมวย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.14 น.

3 เมษายน 2569 จากเหตุการณ์ความวุ่นวายกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา กรณีปะทะคารมระหว่าง นายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ และ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคประชาชน โดยมีชนวนเหตุมาจากการที่นายคริส วิจารณ์ สส.รุ่นใหม่บางคนว่าทำงานไม่คุ้มค่าภาษี ทำตัวเป็น “สามล้อถูกหวย” และใช้ AI อย่าง ChatGPT เขียนคำอภิปรายมาอ่านในสภา แทนการใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง จนเกือบเกิดเหตุการณ์วางมวยกลางห้องประชุม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI)

ล่าสุดวันนี้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นดังกล่าว โดยการทดสอบประสิทธิภาพของ AI ด้วยการป้อนคำสั่งให้ ChatGPT เขียนบทอภิปรายในฐานะ สส.เพื่อชี้ข้อผิดพลาดการแก้ปัญหาราคาน้ำมันของรัฐบาล โดยนายสมชัย ระบุว่า ให้ ChatGPT เขียนคำอภิปรายโดยมี Prompt ดังนี้

ช่วยเขียนคำอภิปรายในสภา ในฐานะ สส. ที่กล่าวถึงข้อผิดพลาดในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันของรัฐบาล และ เสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างมีปัญญา โดยเป็นคำอภิปรายที่ประทับใจ ในเวลา 7 นาที

คำตอบที่ได้ คือ

เรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ
และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน
วันนี้ ข้าพเจ้าลุกขึ้นอภิปรายในเรื่องที่อาจดูเหมือนเป็นเพียง “ตัวเลขราคาน้ำมัน” แต่แท้จริงแล้ว มันคือ “ต้นทุนชีวิต” ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ
ราคาน้ำมัน ไม่ได้กระทบแค่คนขับรถ
แต่มันไหลผ่านไปถึงราคาข้าวแกง จานละ 50 บาท
ไปถึงค่าโดยสารของคนทำงาน
ไปถึงต้นทุนของเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย
และเมื่อราคาน้ำมันผิดพลาด…ทั้งระบบเศรษฐกิจก็สะเทือน

ท่านประธานครับ
ตลอดช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหา แต่ต้องยอมรับว่า แนวทางที่ใช้ ยัง “ไม่ตรงจุด” และในบางกรณี “ซ้ำเติมปัญหา” โดยไม่ตั้งใจ
ความผิดพลาดประการแรก คือ การใช้ “เงิน” แก้ปัญหา มากกว่า “ปัญญา”
เราเห็นการตรึงราคา
การอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน
การลดภาษีแบบชั่วคราว
มาตรการเหล่านี้ เปรียบเสมือนการ “กินยาแก้ปวด”
มันช่วยให้ดีขึ้นชั่วคราว…แต่ไม่ได้รักษาโรค
และยิ่งใช้มากเท่าไร
ภาระก็ยิ่งตกอยู่กับงบประมาณของประเทศ
ซึ่งสุดท้าย…ประชาชนก็ต้องเป็นผู้จ่ายอยู่ดี

ประการที่สอง คือ การปล่อยให้โครงสร้างราคาน้ำมัน “ขาดความโปร่งใส”
ประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่า
ราคาน้ำมันหนึ่งลิตร
ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ต้นทุนจริงเท่าไร
ภาษีเท่าไร
กองทุนเท่าไร
เมื่อความไม่ชัดเจนเกิดขึ้น
ความไม่เชื่อมั่นก็เกิดขึ้นตามมา

และประการที่สาม ซึ่งสำคัญที่สุด
คือการที่เรายัง “ติดอยู่กับอดีต”
ประเทศไทยยังพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเป็นหลัก
ในขณะที่โลกกำลังเดินไปสู่พลังงานทางเลือก
แต่เรากลับเดินช้ากว่า
และบางครั้ง…เหมือนยืนอยู่กับที่
ท่านประธานครับ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“จะลดราคาน้ำมันอย่างไร”
แต่คือ
“เราจะทำอย่างไร ไม่ให้ราคาน้ำมันมาควบคุมชีวิตเราอีกต่อไป”

ข้าพเจ้าขอเสนอแนวทางที่อาจไม่ง่าย
แต่อยู่บนพื้นฐานของ “ความยั่งยืน” และ “สติปัญญา”

หนึ่ง
เราต้องเปลี่ยนบทบาทของกองทุนน้ำมัน
จากเครื่องมือ “อุดหนุน”
เป็นเครื่องมือ “บริหารความผันผวน”
กำหนดกติกาให้ชัด
ว่าจะเข้าแทรกแซงเมื่อไร และในระดับใด
ไม่ใช่ใช้ตามแรงกดดันทางการเมือง

สอง
ปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันให้ “ยืดหยุ่นและเป็นธรรม”
ในยามที่ราคาน้ำมันโลกสูง
ภาษีควรลดลงโดยอัตโนมัติ เพื่อลดภาระประชาชน
และในยามที่ราคาต่ำ
รัฐสามารถจัดเก็บเพิ่ม เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่คือการออกแบบระบบอย่างมีวินัย

สาม
ต้อง “เปิดเผยความจริง” ของราคาน้ำมัน
ทุกองค์ประกอบ
ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
เพราะความเชื่อมั่นของประชาชน
คือทุนที่สำคัญที่สุดของนโยบายพลังงาน

สี่
ช่วยเหลือให้ “ตรงเป้า”
แทนที่จะอุดหนุนทั้งประเทศ
เราควรช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม
เช่น ผู้มีรายได้น้อย
ผู้ขับขี่ขนส่งสาธารณะ
หรือภาคการผลิตที่จำเป็น
เพราะการช่วยแบบเหวี่ยงแห
ไม่เพียงสิ้นเปลือง
แต่ยังไม่เป็นธรรม

และห้า
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
เราต้อง “ลดการพึ่งพาน้ำมัน”
ลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะ
ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า
สนับสนุนพลังงานสะอาด
ไม่ใช่เพราะเป็นกระแส
แต่เพราะนี่คือ “ทางรอด” ของประเทศ

ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ
การแก้ปัญหาราคาน้ำมัน
ไม่ใช่การทำให้ตัวเลขดูดีในระยะสั้น
แต่คือการสร้างระบบที่ “ทนต่อความผันผวน”
และ “เป็นธรรมต่อทุกคน”
หากเรายังเลือกทางง่าย
เราจะต้องเผชิญปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่หากเราเลือกทางที่ยากกว่า
คือการปฏิรูปโครงสร้าง
แม้จะต้องใช้เวลา
แต่จะเป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง

สุดท้ายนี้
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวเพื่อกล่าวโทษ
แต่กล่าวเพื่อ “ชี้ทาง”
มิได้วิจารณ์เพื่อให้ใครแพ้
แต่เพื่อให้ประเทศ “ชนะ”
ขอให้รัฐบาลรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง
และกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง
เพราะราคาน้ำมัน
ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน
แต่คือเรื่องของ “อนาคตประเทศไทย”

ขอบคุณครับ

เสริมรบ 3 มิติ กองทัพเรือเดินหน้าจัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ งบ 1.7 หมื่นล้าน

เสริมรบ 3 มิติ กองทัพเรือเดินหน้าจัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ งบ 1.7 หมื่นล้าน

เสริมรบ 3 มิติ กองทัพเรือเดินหน้าจัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ งบ 1.7 หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.02 น.

“กองทัพเรือ”เดินหน้าจัดหา”เรือฟริเกต” 1 ลำ งบ 1.7 หมื่นล้าน ชูโปร่งใส”ข้อตกลงคุณธรรม”กันฮั้ว เสริมรบ 3 มิติ

3 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุถึงโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ การดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกตในปีงบประมาณ 2569 นี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 รวมทั้งคำสั่งและมติของคณะรัฐมนตรีไทย ตลอดจนกฎระเบียบของทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่กองทัพเรือไทยจะได้รับ และให้สอดคล้องกับความต้องการด้านยุทธการและวัตถุประสงค์การใช้งานของกองทัพเรือ

โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ.2560 – 2580 (ฉบับทบทวน พ.ศ.2566) ซึ่งกำหนดความต้องการเรือฟริเกต รวม 8 ลำ โดยปัจจุบันมีใช้งานแล้ว 4 ลำ จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบ 3 มิติ ได้แก่ การต่อต้านเรือผิวน้ำ (Anti Surface Warfare : ASUW) , การปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare : ASW) และการป้องกันภัยทางอากาศ (Anti Air Warfare : AAW) รวมทั้งรองรับภารกิจทางทหารนอกเหนือจากสงคราม (MOOTW) เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HA/DR) การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล (SAR) ภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลในสถานการณ์ปกติ

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกต จำนวน 1 ลำ พร้อมระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ การฝึกอบรม การทดสอบทดลอง และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร โดยกำหนดส่งมอบ ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ วงเงินรวม 17,000,000,000 บาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2569 – 2574)

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้นำโครงการจัดหาเรือฟริเกตเข้าร่วมดำเนินการตามแนวทาง “ข้อตกลงคุณธรรม” เช่นเดียวกับโครงการจัดหาเรือประเภทอื่นๆ ของกองทัพเรืออีกหลายโครงการ โดยข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) นี้อยู่ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เป็นมาตรการเสริมเพื่อป้องกันการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐ ผู้ยื่นเสนอราคา และผู้สังเกตการณ์อิสระ ร่วมลงนามยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ให้หรือรับสินบน และไม่กระทำการฮั้วประมูล มักใช้กับโครงการวงเงินสูงหรือโครงการที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีแนวทางกำกับโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ที่ได้พัฒนาแนวคิดร่วมกับภาคประชาสังคม โดยปัจจุบัน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (Anti-Corruption Organization of Thailand : ACT) ทำหน้าที่คัดเลือกผู้สังเกตการณ์อิสระที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณสมบัติเหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของโครงการ โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (คปท.) ทั้งนี้ ผู้สังเกตการณ์อิสระจะมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบกระบวนการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ เช่น การจัดทำ TOR การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การคัดเลือกผู้เสนอราคา การพิจารณาผล ไปจนถึงขั้นตอนบริหารสัญญาและการส่งมอบงาน เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้งบประมาณของภาครัฐตลอดทั้งโครงการ

คลิปน้ำมันเถื่อนมัดตัว เทพไทยันไอ้โม่งมีจริง จี้รัฐบาลลากคอมาลงโทษ

คลิปน้ำมันเถื่อนมัดตัว เทพไทยันไอ้โม่งมีจริง จี้รัฐบาลลากคอมาลงโทษ

คลิปน้ำมันเถื่อนมัดตัว เทพไทยันไอ้โม่งมีจริง จี้รัฐบาลลากคอมาลงโทษ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.15 น.

3 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไอ้โม่ง มีอยู่จริง ตอกหน้าอนุทิน

หลังจากมีคลิปข่าวเกี่ยวกับขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนกลางทะเล มีการขนถ่ายน้ำมันระหว่างเรือบรรทุกน้ำมันด้วยกัน และมีธงชาติไทยปักอยู่บนเรือด้วย ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า เป็นขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน และเป็นกรณีที่กลุ่มทุนกักตุนน้ำมัน และนำน้ำมันไปขายเพื่อหวังกำไรที่สูงขึ้น จนทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ได้รับรายงานจากกองทัพเรือว่า สามารถจับกุมขบวนการลักลอบนำน้ำมันไปขายให้กับประเทศกัมพูชาว่า ตอนนี้เราได้ตั้งหน่วยไล่ล่าพวกกักตุน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคา และลักลอบส่งน้ำมันออกไปขาย ยืนยันว่ากลุ่มเหล่านี้มีอยู่บ้าง แต่ไม่เยอะ ซึ่งหน่วยความมั่นคงได้ดูแลเป็นอย่างดี จะดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้ที่เป็นภัยความมั่นคงของชาติ เมื่อถามว่าการลักลอบนำน้ำมันไปขายประเทศกัมพูชา ถือว่าเป็นข้อหาหนักหรือไม่ นายอนุทินตอบทันทีว่า “ก็เลวครับ” เมื่อถามย้ำว่าการกระทำดังกล่าว จะเรียกว่าเป็นการขายชาติหรือไม่ นายอนุทินก็ยอมรับพยักหน้าว่าใช่

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องยืนยันได้ชัดเจนว่า ท่ามกลางวิกฤติพลังงาน น้ำมันแพง น้ำมันขาดแคลน ยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม บางพวก นักธุรกิจบางคน ใช้โอกาสกักตุนน้ำมัน เพื่อนำไปขายในต่างประเทศ หรืออาจจะขายในประเทศเพื่อหวังผลกำไร เป็นเครื่องยืนยันว่า ได้มีไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังการกักตุนน้ำมัน และทำให้น้ำมันขาดแคลน ซึ่งเรื่องนี้ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายอนุทินว่า ใครคือไอ้โม่ง รู้หรือยังว่าไอ้โม่งเป็นใคร จนนายอนุทินตอบว่า ไม่มีไอ้โม่ง มีแต่ประชาชนที่ตื่นตระหนก แห่ไปซื้อน้ำมันกักตุน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่า นายอนุทินกำลังกล่าวหาว่า ไอ้โม่งคือประชาชน ทั้งที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ผอ.ศบก.ได้ประกาศตามหาไอ้โม่งมาก่อนหน้านี้แล้ว

เพราะฉะนั้นภาพข่าวหรือคลิปข่าวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องยืนยันว่า ไอ้โม่ง มีจริง เพราะถ้าหากว่าไม่มีไอ้โม่ง น้ำมันในประเทศไทยคงจะไม่ขาดแคลน แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันหลายครั้ง ก็ยังเห็นน้ำมันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ยังมีการเข้าคิวกันยาวเหยียดในวันที่ กบน.ประกาศขึ้นราคาน้ำมัน และในบางปั๊มก็ต้องปิด และไม่มีน้ำมันให้บริการกับประชาชน แม้แต่นายอนุทินเองก็เคยโพสต์ Facebook ว่า มีปั๊มน้ำมัน ยี่ห้ออะไร ที่จังหวัดไหนบ้าง ขาดแคลนน้ำมัน

ถ้าหากว่าไม่มีกระบวนการกักตุน หรือไม่มีไอ้โม่งคอยกักตุน เก็งกำไรจากราคาน้ำมัน น้ำมันก็คงไม่ขาด เพราะรัฐบาลเคยประกาศมาก่อนหน้านี้ว่า มีน้ำมันเพียงพอบริการประชาชนได้ถึง 104 วัน บัดนี้เวลาล่วงเลยมาแค่เพียง 30 วัน แต่น้ำมันก็ยังขาดแคลนน้ำมันไม่มีจำหน่ายให้กับประชาชนในบางปั้ม แสดงว่ามีการกักตุนมีไอ้โม่งอย่างแน่นอน เมื่อนายอนุทินก็ทราบอยู่ว่า มีขบวนการขนน้ำมันขายต่างประเทศ มีการกักตุนน้ำมัน มีการเก็งกำไรจากน้ำมันในวิกฤตครั้งนี้ ก็ต้องหามาตรการและหาวิธีการดำเนินการจับกุม ไอ้โม่งมาให้ได้ โดยไม่ต้องปฏิเสธว่าไอ้โม่งไม่มีอยู่จริง

เมื่อวันนี้ทุกอย่างประจักษ์ชัดว่า ขบวนการค้าน้ำมันกลางทะเล ขบวนการส่งน้ำมันไปขายต่างประเทศเกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจัง และเปิดโฉมหน้าไอ้โม่งว่า ใครคือนายทุน หรือกลุ่มทุนที่หาประโยชน์ท่ามกลางวิกฤตน้ำมัน และความเดือดร้อนของประชาชน

ขนเชื้อเพลิงขายเขมร ‘อนุทิน’ด่าเลว ซัดหนักพวกขายชาติ

ขนเชื้อเพลิงขายเขมร  ‘อนุทิน’ด่าเลว  ซัดหนักพวกขายชาติ

ขนเชื้อเพลิงขายเขมร ‘อนุทิน’ด่าเลว ซัดหนักพวกขายชาติ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ขนเชื้อเพลิงขายเขมร ‘อนุทิน’ด่าเลว ซัดหนักพวกขายชาติ ตั้งหน่วยไล่ล่าจับกุม ชี้ทำในรูปแบบบริษัท ‘DSI’บี้ตรวจสต๊อกใต้

“อนุทิน” ยันหาทุกช่องทางช่วยลดภาระประชาชน ลั่นไม่มีใครในรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากวิกฤตพลังงาน อัดขบวนการลักลอบขายน้ำมันให้กัมพูชา ด่า “เลว” พวกขายชาติ ย้ำเดินหน้าลุยไล่ล่าพวกกักตุน-ลักลอบขาย บอกไม่ต้องให้กำลังใจ “พิพัฒน์” มาถึงสถานะนี้ได้ต้องทำงานอย่างเดียว ป้อง “โบว์” แจงตามข้อมูล ศบก.ไม่ได้คิดเอง ด้านดีเอสไอพร้อมพนักงานสอบสวน ลงตรวจสอบคลังน้ำมันรายใหญ่ พื้นที่ภาคใต้ตอนบน จ.สุราษฎร์ธานี หลังพบความผิดปกตินำน้ำมันดีเซลเข้าคลังจำนวนมากเดือนมี.ค. 10 ล้านลิตร ขายเกินยอดปกติไป 100%

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจับกุมเรือที่อยู่ในกระบวนการลักลอบขนน้ำมันไปขายยังกัมพูชาว่าขณะนี้เราตั้งหน่วยไล่ล่าพวกกักตุนที่ฉวยโอกาสขึ้นราคา และลักลอบนำออกไปขาย ซึ่งก็มีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มีอยู่เยอะขณะเดียวกันหน่วยงานด้านความมั่นคงก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงขอยืนยันว่าเราจะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ เพราะถือว่าคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

เดินหน้าเร่งลุยปราบปราม

เมื่อถามต่อถึงกรณีการลักลอบขายน้ำมันให้กัมพูชารู้ตัวหรือไม่ว่าเป็นใคร นายกฯกล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการแล้ว เพื่อปราบปรามดำเนินคดี โดยเป็นในรูปแบบบริษัท ซึ่งช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม จะมารายงานให้ตนทราบ เพราะเท่าที่ทราบขณะนี้มีการสนธิกำลังระหว่างตำรวจและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงทหารในการทำงานร่วมกัน

ด่าเลวขนน้ำมันขายเขมร

เมื่อถามว่าการลักลอบนำน้ำมันไปขายต่อที่กัมพูชาถือว่าเป็นข้อหาหนักหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า“ก็เลวอ่ะครับ”เมื่อถามย้ำว่าเรียกว่าขายชาติได้หรือไม่ นายกฯพยักหน้ารับ 

เมื่อถามอีกว่าปริมาณที่ลักลอบออกไปเยอะหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องขอดูก่อน และต้องใช้เวลา เพราะตัวเลขที่มาแต่ละที่ต้องมานั่งปรับจูนกัน เพื่อให้ตัวเลขเหมือนกันให้ได้ ก่อนที่จะไปดำเนินการ ซึ่งตนไม่ได้ฟังจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เดี๋ยวตัดสินใจผิดพลาด

รับฟังทุกคำวิพากษ์วิจารณ์

เมื่อถามต่อว่าขณะนี้โลกโซเชียลตำหนินายกฯ ค่อนข้างเยอะจะบริหารความรู้สึกอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนรับฟังหมด บางคนก็ให้ข้อคิดให้แนวทาง ตนก็ฟังก็อ่านดู เราเป็นนายกฯ เป็นคนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้

เมื่อถามอีกว่าไม่เครียดใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องบริหารให้ได้ จะบอกว่าอ่านแล้วยิ้มไม่รู้สึกอะไรไม่ได้หรอก แต่ที่รู้สึกไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิของประชาชนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่อย่างที่บอกว่าทุกคำวิพากษ์วิจารณ์จะมีข้อแนะนำ

ไม่ต้องให้กำลังใจ‘พิพัฒน์’ทำเต็มที่

เมื่อถามต่อว่าได้มีการให้กำลังใจ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม อย่างไรบ้าง เนื่องจากขณะนี้กระแสโซเชียลไม่ให้ไปเติมน้ำมันปั๊ม PT นายกฯกล่าวว่า ไม่ต้องให้กำลังใจกันหรอก ทุกคนมาถึงสถานะนี้ได้ก็ต้องทำงานอย่างเดียว ถ้ามัวแต่ขอกำลังใจทำงานหน่อยก็เปลี่ยนดีกว่าซึ่งไม่มีหรอก ไม่ต้องไปขอกำลังใจใคร ทำงานให้ถูกต้องอย่างเต็มที่ และทำงานเพื่อประชาชนก็ไม่ต้องไปขอกำลังใจจากใคร

เมื่อถามถึงการทำงานของ น.ส.ณัฏฐามหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) สอบผ่านหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ข้อมูลที่สื่อสารกับประชาชน เป็นข้อมูลที่ได้จากการประชุม ศบก. ซึ่งการจะเป็นโฆษกไม่เกี่ยวข้องกับจะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะเขาไม่ได้คิดเอง แต่เป็นข้อมูลที่ได้รับรายงานจาก ศบก. ก็สื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบ

ไม่มีใครในรบ.มีผลปย.ทับซ้อน

เมื่อถามย้ำว่ามีคนตำหนิเรื่องของการตอบคำถาม นายกฯ กล่าวว่าท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ อย่างเมื่อเช้ามีแถลงจากทางสหรัฐ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน แม้เราจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องมานั่งดูแลประโยชน์ของประเทศเราให้มากที่สุด และจริงๆ ของบางอย่างต้องทำงานอย่างเดียวให้ผลงานเป็นที่พิสูจน์ ซึ่งบางอย่างก็บอกไม่ได้ว่าเราจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลและความลับทางราชการ แต่รับรองว่าทุกคนทำงานเต็มที่ และไม่มีใครในคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีผลประโยชน์ทับซ้อน จากสถานการณ์น้ำมันในขณะนี้ ตนยืนยันจริงๆ ขอให้มั่นใจได้ว่าไม่มี จะไม่พูดถึงขนาดว่าถ้ามีจะไม่เลี้ยงไว้ เพราะมันไม่มี ก็เลยไม่ต้องพูดคำอื่น ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นายพิพัฒน์ จะมารายงานงานอื่นๆ ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการพูดคุยเรื่องสถานการณ์น้ำมันด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่เรียกเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาหารือบนตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อช่วงเช้า ที่ผ่านมา นายกฯ กล่าวว่า เป็นการสรุปสถานการณ์ในภาคใต้ เนื่องจากพอเปลี่ยนรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนคณะเจรจาต่างๆ รวมถึงพูดคุยสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง การรับมือผลกระทบต่างๆ และสถานะของประเทศไทยว่าต้องปฏิบัติอย่างไร จึงถือเป็นการรับทราบข้อมูล

ดีเอสไอลงสอบคลังน้ำมันรายใหญ่

เมื่อวันที่ 2เม.ย.2569เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยพนักงาสอบสวน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เตรียมเข้าตรวจสอบหลักฐาน และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องบริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำตาปี เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี หลังจากที่ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ร่วมกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ร่วมกับ พล.ต.ต.สุวิชชา จินดาคำ รอง ผบช.ภ.8พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผูบก.ภ.จว.สุราษฎร์ฯ สนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง 2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุด เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค. 2569 ในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พบผิดปกตินำน้ำมันเข้าคลังจำนวนมาก

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบความผิดปกติของคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับยอดขายเบนซิน คือ เดือน มี.ค. ที่มียอดขายราว 400,000 ลิตร ซึ่งต่ำกว่ายอดขายในเดือน ก.พ.ที่มีราว 1,700,000 ลิตร ขณะที่ยอดขายดีเซล เดือน มี.ค.ซึ่งมีราว 10,000,000 ลิตร เป็นยอดขายที่สูงกว่าเดือน ก.พ.ที่มีอยู่ราว 4,800,000 ลิตรเท่านั้น เป็นการขายเกินยอดปกติไป 100% ในขณะที่ยอดจำหน่ายน้ำมันทั้งประเทศ เดือนมี.ค.สูงกว่าก.พ ประมาณ 20%เท่านั้น

หากพบความผิดโอนคดีDSIเชือด

อย่างไรก็ตามข้อมูลระบุด้วยว่าสำหรับคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานีนั้น เป็นคลังน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 กระจายน้ำมันให้กับผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และในช่วงที่รัฐบาลยังมีนโยบายควบคุมราคาน้ำมัน ทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาดอย่างรุนแรง และในทางที่กลับกัน ยังพบการสั่งซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นตามปกติ

เจ้าหน้าที่จึงได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูล และสืบสวนสอบสวน ซึ่งหากพบหลักฐานความผิดจะมีการโอนคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักและขยายผลไปสู่การดำเนินงานตามมาตรการฟอกเงินต่อไป

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ‘เอกนิติ’สั่งลุย ปรับคำนวณราคาขายส่ง

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน  ‘เอกนิติ’สั่งลุย  ปรับคำนวณราคาขายส่ง

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ‘เอกนิติ’สั่งลุย ปรับคำนวณราคาขายส่ง

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ‘เอกนิติ’สั่งลุย ปรับคำนวณราคาขายส่ง หั่นค่าการกลั่นการตลาด

“เอกนิติ” สั่งกระทรวงพลังงานรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันด่วน จ่อตัดค่าขนส่ง-ประกันภัย พร้อมเล็งทบทวนค่าความเสี่ยงช่วงสงครามเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เตรียมชงเข้าที่ประชุมครม. นัดแรก 6 เม.ย. นี้ มั่นใจช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนได้ทันทีนายกฯ ลั่น ไม่มีใครในรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากวิกฤตพลังงาน ขณะที่“พิพัฒน์”แจงไม่เคยเอาข้อมูลขึ้นราคาน้ำมันไปแจ้งบริษัท ลั่นรอดูผลประกอบการไตรมาสแรกเครื่องพิสูจน์บขส.เคาะปรับค่าโดยสารรถตู้-มินิบัส5สตางค์ต่อกิโลเมตร เริ่ม6เม.ย.นี้ด้านม็อบแรงงานรวมตัวบุกทำเนียบ ยื่น7ข้อแก้น้ำมันแพง-ค่าไฟพุ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.45น.วันที่ 2เมษายน2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ว่าขณะนี้อยู่ที่การนำเสนอของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐบาลพยายามหาทุกช่องทางที่จะลดภาระของประชาชน ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจว่าจะดูแลไม่ให้เกิดการกักตุน เนื่องจากมีหลายปัจจัย เช่น ปัจจัยด้านราคาน้ำมัน ที่พอถูกกว่ามาเลเซียในระดับหนึ่งจะเกิดการกักตุนและมีการนำน้ำมันไปใช้ในพื้นที่อื่น ดังนั้นต้องหาจุดสมดุลที่ดี

ลั่นเป้าหมายคือประชาชน

ส่วนในสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีการออกพระราชกำหนดกู้เงินหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลจะใช้ทุกวิถีทาง แต่ต้องดูเรื่องวินัยการเงินการคลัง รายได้รัฐ สวัสดิภาพ และค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนด้วย ซึ่งมีหลายองค์ประกอบ โดยมีเป้าหมายคือประชาชน ซึ่งต้องมั่นใจก่อนว่าที่มีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลอุ้มนายทุน หรือ อุ้มธุรกิจ ฉะนั้นขอยืนยันว่าตนสำนึกอยู่เสมอ ว่าที่มาได้เพราะประชาชน ไม่มีทางแม้แต่จะคิดว่าจะเห็นคนอื่นดีกว่าประชาชน ไม่มีทางที่จะคิดปกป้องคนไหนก็ตามมากกว่าคนที่เลือกตนมา ตรงนี้ต้องขอพูดให้ชัดก่อน ไม่เช่นนั้นจะมีคนพูดเยอะแยะไปหมด เอาไปโพสต์ทำให้เกิดความสับสนในกระแสสื่อต่างๆ ขอย้ำว่าเราสำนึกเป็นอย่างดี ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ใครเลือกเรา และให้ความไว้วางใจเรามา จำไว้เลยว่าไม่มีทางที่ตนจะเห็นใครดีกว่าประชาชน

รับฟังเสียงวิจารณ์ทั้งหมด

สำหรับที่ขณะนี้โลกโซเชียลตำหนินายกรัฐมนตรีค่อนข้างเยอะจะบริหารความรู้สึกอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนรับฟังหมด บางคนก็ให้ข้อคิดให้แนวทาง ตนก็ฟังก็อ่านดู เราเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นคนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้

เมื่อถามว่าไม่เครียดใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุเพียงว่า ก็ต้องบริหารให้ได้ จะบอกว่าอ่านแล้วยิ้มไม่รู้สึกอะไรไม่ได้หรอก แต่ที่รู้สึกไม่ได้เพราะเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่อย่างที่บอกว่าทุกคำวิพากษ์วิจารณ์จะมีข้อแนะนำ

ไม่ต้องให้กำลังใจ‘พิพัฒน์’

ส่วนได้มีการให้กำลังใจ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อย่างไรบ้าง เนื่องจากขณะนี้กระแสโซเชียลไม่ให้ไปเติมน้ำมันปั๊มพีที นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้องให้กำลังใจกันหรอก ทุกคนมาถึงสถานะนี้ได้ก็ต้องทำงานอย่างเดียว ถ้ามัวแต่ขอกำลังใจทำงานหน่อยก็เปลี่ยนดีกว่า ซึ่งไม่มีหรอก ไม่ต้องไปขอกำลังใจใคร ทำงานให้ถูกต้องอย่างเต็มที่ และทำงานเพื่อประชาชนก็ไม่ต้องไปขอกำลังใจจากใคร

เมื่อถามถึงการทำงานของ นางสาวณัฏฐามหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. สอบผ่านหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าข้อมูลที่สื่อสารกับประชาชน เป็นข้อมูลที่ได้จากการประชุมศบก. ซึ่งการจะเป็นโฆษกไม่เกี่ยวข้องกับจะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะเขาไม่ได้คิดเอง แต่เป็นข้อมูลที่ได้รับรายงานจาก ศบก. ก็สื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบ

ย้ำไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ส่วนที่มีคนตำหนิเรื่องของการตอบคำถาม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ อย่างเมื่อเช้ามีแถลงจากทางสหรัฐฯ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน แม้เราจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องมานั่งดูแลประโยชน์ของประเทศเราให้มากที่สุด

“จริงๆของบางอย่างต้องทำงานอย่างเดียวให้ผลงานเป็นที่พิสูจน์ ซึ่งบางอย่างก็บอกไม่ได้ว่าเราจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลและความลับทางราชการ แต่รับรองว่าทุกคนทำงานเต็มที่ และไม่มีใครในคณะรัฐมนตรีมีผลทับซ้อน จากสถานการณ์น้ำมันในขณะนี้ ตนยืนยันจริงๆ ขอให้มั่นใจได้ว่าไม่มี จะไม่พูดถึงขนาดว่าถ้ามีจะไม่เลี้ยงไว้ เพราะมันไม่มี ก็เลยไม่ต้องพูดคำอื่น” นายอนุทิน กล่าว

‘พิพัฒน์’ยันไม่เคยแจ้งข้อมูลเอกชน

วันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ในรายการ พี่ก๊องMorning ดำเนินรายการโดยนายปรเมษฐ์ ภู่โต ออกอาการทางแนวหน้าออนไลน์ โดยได้ชี้แจงเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ หรือการล่วงรู้ข้อมูลภายใน กรณีน้ำมันขึ้นราคา 6 บาท ว่าตอนขึ้น 6 บาทนั้น น้ำมันที่สถานีบริการไม่มี ดังนั้นไม่มีบริษัทใดได้

“นายกฯ ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดตรวจสอบสถานีบริการที่ขึ้นป้ายน้ำมันหมด โดยนายอำเภอ และพลังงานจังหวัดไปดำเนินการ ผลคือ สถานีบริการเหล่านั้นไม่มีน้ำมันจริง ดังนั้นเมื่อไม่มีน้ำมันอยู่แล้วจะมีรายได้จาการขึ้นราคาน้ำมันตรงไหน” นายพิพัฒน์ กล่าว

สำหรับเรื่องการข้ดกันผลประโยชน์ (Conflict of Interest) นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารบริษัทพีที แต่ยอมรับว่ามีส่วนได้ส่วนเสียเพราะถือหุ้นก็ได้เงินปันผล อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าในการทำหน้าที่ประธานศบก.ไม่เคยโทรศัพท์ไปบอกบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ตนยึดมั่นว่าในฐานะที่กินเงินเดือนรัฐบาล มีหน้าที่ต้องรักษาความลับ “ผมพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อแน่นอน ดังนั้นขอให้ดูจากผลประกอบการของบริษัทไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งจะเปิดเผยกันประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ไปดูตรงนั้นดีกว่า ผลประกอบการจะเป็นเครื่องพิสูจน์” นายพิพัฒน์ กล่าว

รอครม.ชุดใหม่ เคาะลดภาษีนํ้ามัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายการลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน 1 บาทว่า ยังไม่ได้ทำโครงรายละเอียด เพราะกระทรวงการคลังเสนอมาในหลักการว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งเขาต้องไปทำคำขอและรายละเอียดเสนอมาอีกที แต่หากต้องไปขออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเป็นเรื่องการใช้งบกลาง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าน่าจะรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ เพราะอีกไม่กี่วัน

เมื่อถามว่า ได้เห็นร่างคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลแล้วหรือยัง นายปกรณ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าทางพรรคทำไว้แล้ว แต่ได้ให้แนวทางไปในส่วนการพัฒนากฎหมาย และการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งพรรคคงจะไปปรับข้อความต่างๆ โดยตนจะใช้วิสัยทัศน์เดิมจากที่เคยทำงานในคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

บขส.ปรับค่าโดยสารรถตู้-มินิบัส

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับอัตราค่าบริการรถโดยสารสาธารณะ ว่า ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลาง เตรียมอนุญาตให้ผู้ประกอบการขึ้นค่าโดยสาร เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานในปัจจุบัน กลุ่มแรก ที่จะเริ่มปรับเปลี่ยนราคา คือ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก (มินิบัส) ทุกเส้นทางรวมประมาณ 3,000 คัน จะปรับขึ้นในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2569 เป็นต้นไป สำหรับผู้โดยสารที่จะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ บขส. ยืนยันว่า จะยังคงตรึงราคาเดิมไปจนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน โดยรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (รถทัวร์) ทั้งของ บขส. และรถร่วมบริการรวมประมาณ 6,000 คัน จะเริ่มปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงการเดินทางกลับภูมิลำเนา

เปิด4มาตรการช่วยเหลือรถร่วมฯ

ต่อมา นายอรรถวิทเปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้ประกอบการรถร่วมฯ ทั้งรถโดยสารขนาดใหญ่ และรถโดยสารขนาดเล็ก (มินิบัส) และ รถตู้ เพื่อชี้แจงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ จากผลกระทบราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมฯ ประมาณ 50 คน ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 โดย บขส. มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ ดังนี้1. “ตรึงราคาค่าโดยสาร” กระทรวงคมนาคม ขอให้รถสาธารณะ (รถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ) ตรึงราคาค่าโดยสารในราคาเดิมไปก่อน ตั้งแต่วันที่ 6 – 19เม.ย.25692. รถมินิบัส และรถตู้ เตรียมปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตราใหม่ 2 บาท ต่อ 100 ก.ม. ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2569 เป็นต้นไป3. บขส.หารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อจัดเตรียมสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้

4. บขส. มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถร่วมฯ ตามการเดินรถจริง

‘เรือเจ้าพระยา-คลองแสนแสบ’ขึ้นราคา

นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด เจ้าของ เรือคลองแสนแสบ เปิดเผยว่า เนื่องจากอัตราต้นทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจึงขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาทตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2569 เป็นอัตรา 15-25 บาท โดยคิดอัตราราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 37.01-39.00 บาท/ลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลที่ 44.24 บาท/ลิตร ส่วนจะขึ้นอัตราค่าโดยสารอีกหรือไม่ ขอพิจารณาภายในวันที่ 16 เม.ย.นี้อีกครั้ง หากราคาน้ำมันดีเซลลดลงบริษัทจะปรับค่าโดยสารลงทันที

ด้านนาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขร กล่าวว่า เรือด่วนเจ้าพระยาจึงขอปรับอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทอีกครั้งขึ้น 2 บาทจากอัตราเดิม โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันอังคารที่ 7 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป สำหรับเรือธงส้ม จะปรับจาก 18 บาท เป็น 20 บาท เรือธงเหลืองปรับจาก 23 เป็น 25 บาท เรือธงเขียว ปรับจาก 16-35 บาทเป็น 18-37 บาท เรือธงแดง ปรับจาก 32 เป็น 34 บาท

ม็อบแรงงานรวมตัวบุกทำเนียบ

เวลา 11.00น.ที่บริเวณ ประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) ยอดมวลชน 100คน นำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และนายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เร่งแก้ไขวิกฤตปัญหาน้ำมันขาดแคลนราคาแพง และค่าไฟฟ้า สินค้า ราคาแพง

ยื่น7ข้อแก้น้ำมันแพง-ค่าไฟพุ่ง

โดยมีข้อเสนอแนวทางดำเนินการต่อนายกรัฐมนตรี จำนวน 7ข้อ ได้แก่1.ขอให้รัฐบาลควบคุมราคาพลังงาน ลดค่าการกลั่นให้เหลือลิตรละ 2 บาท ยกเลิกการเก็บ ภาษีที่ซ้ำซ้อน 2. หยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการเพื่อนำ ปตท. และกิจการโรงกลั่นน้ำมัน กลับคืน มาเป็นของรัฐ 3. รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการผลิตและการกลั่นน้ำมันในประเทศและการนำเข้าจากต่างประเทศ 4. รัฐต้องตรวจสอบเอาผิดกับโรงกลั่น บุคคล นิติบุคคล ที่มีการกักตุนน้ำมัน รวมทั้งการปรับ ขึ้นราคาทั้งๆ ที่เป็นน้ำมันสต๊อกเก่าอย่างเร่งด่วน 5. ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษในการบริหารกิจการพลังงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ประชาชนได้เข้าถึง อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 6.รัฐต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าครองชีพสูงขึ้น 7.ในกิจการไฟฟ้ารัฐต้องยกเลิกสัญญาทาสการซื้อไฟฟ้าที่แพงจากกลุ่มทุนเอกชน และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกลับมาเป็นองค์กร หลักในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประเทศชาติและประชาชน

‘เอกนิติ’เรียกประชุมคตร.นัดแรก

รายงานจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า วาระงานด่วนวันที่ 2 เม.ย.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ณ กระทรวงการคลัง

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนายเอกนิติ เป็นประธาน คตร.โดยมีคณะกรรมการ ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน รวมถึงนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต รมว.พลังงาน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตผู้บริหารระดับสูงบริษัทพลังงานร่วมเป็นกรรมการ

สั่งหั่นค่าการกลั่น-การตลาด

ต่อมา นายเอกนิติ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม คตร. นัดแรก ว่า ได้เชิญตัวแทนจากโรงกลั่นเข้ามาชี้แจงข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปโครงสร้างราคาให้สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายเอกนิติ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปศึกษาและปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณราคาขายส่งน้ำมันหน้าโรงกลั่น ทั้งในส่วนของ “ค่าการกลั่น” และ “ค่าการตลาด” เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เมษายน 2569 นี้

จากการพิจารณาสูตรการคำนวณราคาน้ำมันในปัจจุบันพบว่า อาจสูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากมีการนำค่าขนส่งและค่าประกันภัยเข้ามารวมในราคาขายส่งด้วย ที่ประชุมจึงมีมติให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงตัวเลขโดยตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นลดลงทันที

เล็งทบทวน War Premium

นอกจากนี้ ยังให้ศึกษาการบวกเพิ่มค่าความเสี่ยงส่วนต่างราคาน้ำมันในช่วงสงคราม หรือ War Premium แม้ตลาดโลกจะมีการอ้างอิงถึงค่าความเสี่ยงนี้ แต่ในข้อเท็จจริงพบว่า โรงกลั่นในไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว มีการจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริมด้วย จึงต้องตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงเพื่อนำมาคำนวณค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่เหมาะสม ป้องกันการผลักภาระที่เกินจริงไปสู่ผู้บริโภค ทั้งนี้ ได้กำหนดให้โรงกลั่นส่งข้อมูลภายในวันที่ 3 เมษายน 2569 เพื่อให้ คตร. ประชุมหารืออีกครั้ง โดยตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อนำเสนอต่อ ครม. นัดแรก ซึ่งเชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างในครั้งนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวลดลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน

พลังงานแจงค่าการตลาด-การกลั่นพุ่ง

ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า ปัจจุบันค่าการตลาดเฉลี่ย (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 2 เม.ย. 2569) อยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์ความเหมาะสมที่เคยศึกษาไว้ที่ระดับ 2.45 บาทต่อลิตร โดยกระทรวงพลังงานได้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้เกินระดับดังกล่าว ส่วนกรณีที่ตัวเลขค่าการกลั่นในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 13-14 บาทนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมด เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าพรีเมียมจากภาวะสงครามรวมอยู่ด้วย หากเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในสถานการณ์ปกติ ค่าการกลั่นจะอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับค่าการตลาด