5 ปีที่ยืนหยัดเพื่อความเท่าเทียม…กระทรวง พม. มูลนิธิออทิสติกไทย และทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา ผนึกพลังขับเคลื่อน ‘วันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก 2569’

5 ปีที่ยืนหยัดเพื่อความเท่าเทียม...กระทรวง พม. มูลนิธิออทิสติกไทย และทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา ผนึกพลังขับเคลื่อน 'วันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก 2569'

5 ปีที่ยืนหยัดเพื่อความเท่าเทียม…กระทรวง พม. มูลนิธิออทิสติกไทย และทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา ผนึกพลังขับเคลื่อน ‘วันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก 2569’

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.21 น.

เนื่องในวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก ประจำปี 2569 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มูลนิธิออทิสติกไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา และภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมแห่งความเข้าใจและการยอมรับความแตกต่าง เพื่อขยายโอกาสทางการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่บุคคลออทิสติกและครอบครัว ภายใต้แนวคิด “A World for All Life” ที่เชื่อมโยง Eco Spectrum และ Wellness โดยมีเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมผู้คน ครอบครัว และสังคมเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย ต่อยอดความร่วมมือตลอด 15 ปีแห่งระหว่างทรูและมูลนิธิออทิสติกไทย ที่ทั้งสององค์กรได้ร่วมสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับบุคคลออทิสติกและครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนา “ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัว” หรือ Autism Digital Learning Center สู่ต้นแบบการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพ เสริมทักษะชีวิต และต่อยอดสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ งานวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก ปี 2569 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–12 เมษายน 2569 ณ Nextopia ชั้น 5 สยามพารากอน เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง 

ภายในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานและมอบโล่แก่หน่วยงานที่สนับสนุนงานด้านบุคคลออทิสติกในประเทศไทย ประจำปี 2569 ร่วมด้วย นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เข้าร่วมแสดงพลังความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือการได้รับเกียรติจาก โอปอล สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025 ร่วมเป็นพลังเสียงแห่งความหวังในฐานะตัวแทนประเทศไทยบนเวทีมิสเวิลด์ ส่งต่อสารแห่งความเข้าใจ ความเท่าเทียม และการยอมรับความแตกต่าง ไปยังบุคคลออทิสติกและครอบครัวทั่วประเทศ ณ Nextopia ชั้น 5 สยามพารากอน

นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก รัฐบาลและกระทรวงฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างโอกาส และ การยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะบุคคลออทิสติก เน้นการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ การฝึกทักษะอาชีพ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต เรามุ่งหวังที่จะเปลี่ยนคำว่า ‘กลุ่มเปราะบาง’ ให้กลายเป็นพลังสำคัญของสังคม โดยนำเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมดิจิทัลมาลดช่องว่างการเรียนรู้ เพื่อให้บุคคลออทิสติกสามารถพึ่งพาตนเองได้และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม”

นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) และประธานมูลนิธิออทิสติกไทย  กล่าวว่า “ขณะนี้สถิติบุคคลออทิสติกในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ใน 100 คนของเด็กไทย และที่สำคัญผู้ปกครองจำนวนมาก ไม่สามารถเข้าถึงระบบการคัดกรองภาวะออทิสซึ่ม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพบุตรหลานตัวเองได้  มูลนิธิฯ จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย นำเทคโนโลยี เข้ามาเป็นเครื่องมือตั้งแต่การคัดกรองในเบื้องต้น  การพัฒนาสื่อ และเทคโนโลยี AI มาช่วยในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ผ่าน Autism Digital Learning Center  ผลจากการนำร่องใน 5 ศูนย์ ฯ เราพบว่า เทคโนโลยี และกระบวนการของผู้สอน มีส่วนช่วยในการพัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติกได้อย่างก้าวกระโดด ยกระดับคุณภาพชีวิตที่เป็นรูปธรรม ทำให้มูลนิธิฯ ตั้งเป้าหมายที่จะขยายศูนย์เรียนรู้ฯ เพิ่มใน 40 แห่งทั่วประเทศ และขอเชิญชวนทุกภาคีเครือข่ายมาร่วมสนับสนุนสมทบทุนในการขยายศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวผ่านแอปทรูมันนี่  โดยความร่วมมือไตรภาคีในครั้งนี้ ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการผสานพลังระหว่าง นโยบายรัฐ , องค์กรผู้เชี่ยวชาญ และ นวัตกรรมจากภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้และการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนให้กับบุคคลออทิสติกในประเทศไทยต่อไป”

ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 15 ปีแห่งความร่วมมือกับมูลนิธิออทิสติกไทย ทรูยังคงมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นพลังสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคคลออทิสติกอย่างยั่งยืน โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ อาทิ Autistic Application ระบบ STS และการจัดตั้ง Autism Digital Learning Center เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงสื่อดิจิทัลและอุปกรณ์ที่ทันสมัย การส่งเสริมทักษะอาชีพและการสร้างรายได้ ผ่านศูนย์ฝึกอบรมเพื่อการทำงานบุคคลออทิสติก CP-True Autistic Thai Foundation Vocational Training Center และหลักสูตรที่ตอบโจทย์ศักยภาพรายบุคคล เช่น หลักสูตรบาริสต้าร่วมกับ True Coffee รวมถึงการสนับสนุนการจ้างงานตามมาตรา 33 และ 35 ตลอดจนการรณรงค์สร้างความรับรู้ เพื่อผลักดันให้สังคมเปิดใจ ยอมรับ และเห็นคุณค่าของศักยภาพบุคคลออทิสติกอย่างแท้จริง”

ตลอดระยะเวลาความร่วมมือที่ผ่านมา มูลนิธิออทิสติกไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดตั้ง Autism Digital Learning Center นำร่องแล้วรวม 5 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร ราชบุรี และระยอง เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ออกแบบอย่างเข้าใจความแตกต่างของพัฒนาการรายบุคคล ครอบคลุมทั้งการเรียนรู้ ทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล และการเตรียมความพร้อมสู่การมีอาชีพในอนาคต พร้อมกันนี้ ศูนย์ดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการร่วมพัฒนาโซลูชันและนวัตกรรมเพื่อบุคคลออทิสติกอย่างต่อเนื่อง อาทิ “ตาราง 9 ช่องอัจฉริยะ” ที่ได้พัฒนาร่วมกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เพื่อเสริมพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว หลักสูตรการเรียนรู้การเข้าสังคมผ่านเทคโนโลยี VR, Commu Plus Application, ระบบ AI for Assessment System, สื่อการเรียนรู้ True Click Life เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ตลอดจน Workbox System Digital ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทาง www.autisticthai.net นอกจากนี้ ยังได้ต่อยอดองค์ความรู้สู่ Autism Digital Learning Corner เพื่อส่งมอบแก่ห้องเรียนการศึกษาพิเศษกว่า 131 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัด ช่วยให้บุคคลออทิสติกและครอบครัวกว่า 27,000 คนทั่วประเทศ เข้าถึงสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียม และสอดรับกับศักยภาพของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง

สำหรับการจัดงาน วันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก ปี 2569 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4–12 เมษายน 2569 ณ Nextopia ชั้น 5 สยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “A World for All Life” ที่เชื่อมโยง Eco Spectrum Wellness เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจบุคคลออทิสติกผ่านกิจกรรมหลากหลาย อาทิ โซน Autism Digital Learning Center ที่นำเสนอหลักสูตรดิจิทัลและประสบการณ์ใช้งานเทคโนโลยี VR และ AI เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคคลออทิสติกและครอบครัว พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมสมทบทุนผ่านแอป TrueMoney เพื่อขยายศูนย์เรียนรู้เพิ่มอีก 40 แห่งทั่วประเทศ ภายในงานยังมี บูธทรูคอฟฟี่ เมนูพิเศษจากแรงบันดาลใจของบาริสต้าบุคคลออทิสติก และ Merchandise Collection Donate Back จากศิลปิน Artstory by Autistic Thai รวมถึงกิจกรรมศิลปะและเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ร่วมกันในสังคมที่เปิดกว้าง

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หากคือการวางรากฐานของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและเท่าเทียม เพื่อให้บุคคลออทิสติกและครอบครัวเข้าถึงโอกาสในการพัฒนา เติบโต และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในสังคมที่พร้อมยอมรับความแตกต่างอย่างแท้จริง

ซูเลียน ล่องใต้สะเทือนสงขลา จุดไฟความสำเร็จครั้งใหญ่ ปลุกพลังนักธุรกิจสู่ชีวิตที่เลือกเอง

ซูเลียน ล่องใต้สะเทือนสงขลา จุดไฟความสำเร็จครั้งใหญ่  ปลุกพลังนักธุรกิจสู่ชีวิตที่เลือกเอง

ซูเลียน ล่องใต้สะเทือนสงขลา จุดไฟความสำเร็จครั้งใหญ่ ปลุกพลังนักธุรกิจสู่ชีวิตที่เลือกเอง

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

จังหวัดสงขลา ลุกเป็นไฟด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น เมื่อ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเวทีสัมมนาครั้งสำคัญภายใต้หัวข้อ “พลิกวิสัยทัศน์ธุรกิจ สู่ชีวิตที่คุณเลือก” เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางสมาชิกและผู้สนใจที่หลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนกระแสตื่นตัวของผู้คนที่ต้องการ “เปลี่ยนเกมชีวิต” ด้วยพลังธุรกิจของตนเอง

บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งความหวังและแรงบันดาลใจ ผู้เข้าร่วมงานทุกคนมาพร้อมเป้าหมายเดียวกัน คือการยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรายได้อย่างมั่นคง และก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจซูเลียนอย่างเต็มภาคภูมิ เวทีแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงงานสัมมนา หากคือพื้นที่แห่งการจุดประกายศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวทุกคนให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

เนื้อหาการบรรยายเข้มข้น ครบทุกมิติแห่งความสำเร็จ ตั้งแต่การวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน กลยุทธ์การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน การพัฒนาภาวะผู้นำ การสร้างทีมงานคุณภาพ ไปจนถึงการปลูกฝังแนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมพร้อมก้าวสู่การแข่งขันในโลกธุรกิจยุคใหม่      ทุกช่วงเวลาถูกออกแบบเพื่อสร้าง “นักธุรกิจตัวจริง” ที่มีทั้งวิสัยทัศน์ ระบบ และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ คุณณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO)       ผู้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์เชิงลึกด้านการวางรากฐานธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมส่งต่อพลังความเชื่อมั่นให้ผู้เข้าร่วมทุกคนที่สะท้อนหัวใจขององค์กรว่า “ซูเลียนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอดและความมั่นคงที่คุณออกแบบได้เอง”

ปิดท้ายบรรยากาศแห่งพลังด้วยกิจกรรมคืนกำไรสุดคึกคัก การจับฉลากอั่งเปาเงินสด พร้อมมอบของที่ระลึกสุดพิเศษ ท่ามกลางเสียงเชียร์ เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มแห่งความหวัง สร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นในก้าวต่อไปของแต่ละคน

งานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางธุรกิจ หากคือ “จุดเปลี่ยนของชีวิต” สำหรับผู้ที่เลือกจะคว้าโอกาสไว้ด้วยสองมือ และกล้าที่จะออกแบบอนาคตของตนเอง ซูเลียนได้ตอกย้ำอีกครั้งว่า ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นผลลัพธ์ของวิสัยทัศน์ การลงมือทำ และความเชื่อมั่นที่ไม่สั่นคลอน

มช. ดัน 18 สาขาติดอันดับโลก จากการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject 2026

มช. ดัน 18 สาขาติดอันดับโลก จากการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject 2026

มช. ดัน 18 สาขาติดอันดับโลก จากการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject 2026

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.18 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จบนเวทีโลกอีกครั้ง ด้วยจำนวน “สาขาวิชาที่ติดอันดับโลก” เพิ่มขึ้นเป็น 18 สาขา จากผลการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject ประจำปี 2026 ตอกย้ำศักยภาพด้านวิชาการและงานวิจัยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด และสะท้อนการยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับนานาชาติ

สาขาวิชาที่มีผลการจัดอันดับโดดเด่นในปีนี้ ได้แก่ Mathematics ซึ่งอยู่ในอันดับ 301–350 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ขณะที่ Agriculture & Forestry และ Nursing อยู่ในกลุ่มอันดับ 101–150 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย นอกจากนี้ Art & Design ยังสามารถติดอันดับโลกได้เป็นครั้งแรก โดยอยู่ในอันดับ 201–300 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย

ในกลุ่มสาขาที่มีผลงานอยู่ในระดับ Top 3 ของประเทศไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงแสดงศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โดยสาขาที่อยู่ในอันดับ 2 ของประเทศไทย ได้แก่ Politics & International Studies (อันดับ 301–400 ของโลก), Economics & Econometrics และ Environmental Sciences (อันดับ 351–400 ของโลก) และ Physics & Astronomy (อันดับ 501–550 ของโลก) ขณะที่สาขาที่อยู่ในอันดับ 3 ของประเทศไทย ได้แก่ Medicine และ Pharmacy & Pharmacology (อันดับ 351–400 ของโลก), Biological Sciences และ Materials Science (อันดับ 401–450 ของโลก), Chemistry (อันดับ 451–500 ของโลก) และ Computer Science & Information Systems (อันดับ 701–750 ของโลก)

ในภาพรวม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงติดอันดับครบทั้ง 5 กลุ่มสาขาวิชาหลัก (Broad Subject Areas) ได้แก่ Life Sciences & Medicine (อันดับ 274 ของโลก และอันดับ 3 ของไทย), Arts & Humanities (อันดับ 401–450 ของโลก และอันดับ 4 ของไทย), Natural Sciences (อันดับ 401–450 ของโลก และอันดับ 2 ของไทย), Social Sciences & Management (อันดับ 451–500 ของโลก และอันดับ 4 ของไทย) และ Engineering & Technology (อันดับ 501–550 ของโลก และอันดับ 4 ของไทย)

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างองค์ความรู้ที่มีคุณค่าในระดับสากล และขับเคลื่อนสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

อบจ.ภูเก็ต ปล่อยว่าวสู่ฟ้า เปิดงาน “Phuket Kite Festival 2026” ชูภูมิปัญญาว่าวไทยสู่เทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

อบจ.ภูเก็ต ปล่อยว่าวสู่ฟ้า เปิดงาน “Phuket Kite Festival 2026”  ชูภูมิปัญญาว่าวไทยสู่เทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

อบจ.ภูเก็ต ปล่อยว่าวสู่ฟ้า เปิดงาน “Phuket Kite Festival 2026” ชูภูมิปัญญาว่าวไทยสู่เทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.18 น.

จังหวัดภูเก็ตคึกคักต้อนรับฤดูท่องเที่ยว เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต จัดพิธีเปิดงานเทศกาลว่าวที่สุดอาร์ตแห่งปี!  “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนสาธารณะหนองหาน หาดกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาร่วมชมความงดงามของว่าวหลากหลายรูปแบบที่โบยบินแต่งแต้มสีสันเหนือท้องฟ้าชายหาดภูเก็ต 

ภายในพิธีเปิดงานเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยว่าวหลากหลายรูปแบบ ทั้งว่าวไทยพื้นบ้านจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ว่าวแฟนซี และว่าวขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ที่ร่วมกันสร้างภาพความงดงามเหนือชายหาดกะรน เปรียบเสมือนงานศิลปะบนผืนฟ้าขนาดใหญ่ สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต มีเป้าหมายสำคัญในการร่วมอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการเล่นว่าวของไทย ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมต่อยอดสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยเติมสีสันและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต

“องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ Phuket Kite Festival เป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของจังหวัด ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยนำเสน่ห์ของว่าวไทยและว่าวนานาชาติมาสร้างสีสันบนท้องฟ้าเหนือชายหาดภูเก็ต ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ เราหวังว่างานในครั้งนี้จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว และช่วยยกระดับภูเก็ตให้เป็นจุดหมายปลายทางของเทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติในอนาคต” 

สำหรับบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงว่าวทั้งว่าวไทยดั้งเดิม ว่าวแฟนซี และว่าวนานาชาติ เช่น ประเภทว่าวนานาชาติจากประเทศจีน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศโปแลนด์ ประเภทว่าวแฟนซี เช่น ว่าวมังกรของจีน ว่าวกวางโจเมืองหยางเจียง ว่าวรูปสัตว์ที่จะร่วมกันสร้างสีสันบนท้องฟ้าเหนือชายหาดภูเก็ตอย่างสวยงาม กิจกรรมเวิร์กชอปประดิษฐ์ว่าวและเพ้นท์ว่าวสำหรับเยาวชน รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การทำพวงกุญแจจากวัสดุรีไซเคิล นอกจากนี้ ยังมีโซน Creative Market จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน โซน Craft Coffee และร้านอาหารชื่อดัง รวมถึง Food Truck ริมชายหาดที่พร้อมเติมเต็มบรรยากาศการท่องเที่ยวให้คึกคักตลอดทั้งวัน ขณะที่ช่วงค่ำยังมีการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดังของไทย อาทิ วง Musketeers, OG-ANIC และ LAZYLOXY และวง ETC. ที่จะมาสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ทั้งนี้ การจัดงาน “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ทั้งในมิติของธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดให้คึกคักยิ่งขึ้น

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสีสันของว่าวหลากหลายรูปแบบ ในงาน “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 ณ สวนสาธารณะหนองหาน หาดกะรน จังหวัดภูเก็ต พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์แห่งความประทับใจและสีสันใหม่ของการท่องเที่ยวภูเก็ตไปด้วยกัน

‘ซีเอ็ด’จุดประกายครีเอเตอร์รุ่นใหม่ในงานสัปดาห์หนังสือ เปิดมุมมองศิลปินยุคใหม่ จากลายเส้นสู่แบรนด์และรายได้

‘ซีเอ็ด’จุดประกายครีเอเตอร์รุ่นใหม่ในงานสัปดาห์หนังสือ  เปิดมุมมองศิลปินยุคใหม่ จากลายเส้นสู่แบรนด์และรายได้

‘ซีเอ็ด’จุดประกายครีเอเตอร์รุ่นใหม่ในงานสัปดาห์หนังสือ เปิดมุมมองศิลปินยุคใหม่ จากลายเส้นสู่แบรนด์และรายได้

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

ซีเอ็ดประสบความสำเร็จในการจัดกิจกรรม “SE-ED PLAYGROUND x ARTIST: ศิลปินยุคใหม่ สร้างงาน สร้างแบรนด์ สร้างรายได้” ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ โดยได้รับความสนใจจากกลุ่มนักอ่านและครีเอเตอร์รุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ “ศิลปินยุคใหม่” ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างสรรค์ผลงาน แต่สามารถต่อยอด “ลายเส้น” ให้กลายเป็น “ตัวตน” สร้าง “แบรนด์” และพัฒนาเป็น “รายได้” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด SE-ED Playground ซึ่งซีเอ็ดมุ่งสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ค้นพบแรงบันดาลใจ และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์สู่โอกาสใหม่ โดยได้รับเกียรติจากศิลปินและครีเอเตอร์ 4 กลุ่ม ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดการสร้างสรรค์ในมุมที่หลากหลาย

พิมพ์พิชา อุตสาหจิต CEO วิธิตากรุ๊ป สะท้อนมุมมองการต่อยอดคาแรกเตอร์ระดับตำนานว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ขายหัวเราะอยู่คู่กับคนไทย เราไม่เคยหยุดนิ่งที่จะปรับตัวค่ะ เพราะเราตระหนักดีว่า ‘อารมณ์ขัน’ และพฤติกรรมการเสพสื่อของคนไทยเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันเราจึงมุ่งเน้นการยกระดับใน 2 มิติหลัก คือ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สร้างรอยยิ้มในรูปแบบที่ทันสมัย และการขยายพรมแดนของคาแรกเตอร์ขายหัวเราะไปสู่ธุรกิจที่หลากหลายผ่านการทำ Collaboration ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจต่าง ๆ

สำหรับในปีนี้ แฟนๆ จะได้เห็นขายหัวเราะในโฉมใหม่ที่ครอบคลุมทุกช่องทางออนไลน์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ Merchandise และบริการใหม่ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะโปรเจกต์มาสคอตอย่าง ‘หนูหิ่น’ ในลุคใหม่ที่ปรับเปลี่ยนสไตล์ได้ตลอดเวลา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก เราพร้อมที่จะพาคาแรกเตอร์ที่ทุกคนคุ้นเคยไปทำความรู้จักกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และสร้างความสุขให้คนไทยต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด”

ด้าน ครูอ้าว เกียรติสุดา และ ผาล ภิรมย์ ผู้สร้าง “เจ้าขุนทอง” เน้นย้ำบทบาทของคอนเทนต์เพื่อเด็กว่า ความพิเศษของเจ้าขุนทองคือการนำกลุ่ม “สัตว์ไทย” ที่คนคุ้นเคยมาทำเป็นคาแรกเตอร์ที่มีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นสุนัข ควาย หรือจระเข้ ซึ่งในยุคหนึ่งเรามักจะเห็นแต่สื่อจากต่างประเทศเป็นหลัก คุณแม่ (ผู้ก่อตั้ง) จึงมีความตั้งใจที่จะสร้างรายการของคนไทย เพื่อเด็กไทยโดยเฉพาะ ทำให้ตัวละครอย่าง “ฉงน” กลายเป็นตัวแทนของคนในสังคมที่มีความหลากหลาย ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่รู้สึกใกล้ชิดและผูกพันมาจนถึงปัจจุบัน”

“ในก้าวต่อไปของเจ้าขุนทอง เรายังคงมุ่งผลิตสื่อสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องทั้งทางโซเชียลมีเดียและโทรทัศน์ และที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือในปีนี้เรากำลังจะมีโปรเจกต์ Collaboration ร่วมกับพันธมิตรใหม่ๆ รวมถึงการร่วมงานกับ SE-ED เพื่อพาเจ้าขุนทองไปทำความรู้จักกับแฟนๆ ในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น เราหวังว่ารากฐานความรักที่เราสร้างมาตั้งแต่วันที่ผู้ชมยังเป็นเด็ก จะเติบโตเป็นพลังที่ส่งต่อความสุขให้แก่กันในฐานะผู้ใหญ่ในวันนี้”

ขณะที่ นรวิชญ์ ธารากิจ จาก TOYLAXY ผู้สร้างปรากฏการณ์ “Battle of Talingchan” ได้เล่าถึงการนำวัฒนธรรมไทยมาต่อยอดว่า “เราพยายามสร้างความแตกต่างในตลาดด้วยการใส่ ‘ความตลก’ และ ‘ความสนุก’ เข้าไปในตัวละคร เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แม้แต่ตัวละครยักษ์ที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงอย่าง กุมภกรรณ หรือ ทศคีรีวัน-ทศคีรีธร เราก็นำมาทำเป็นการ์ดเกมจนทำให้เด็กๆ ที่เล่นเกมสามารถจดจำชื่อและประวัติของพวกเขาไปใช้ต่อยอดในการศึกษาได้จริง”

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเติบโตเพียงลำพัง แต่เราอยากให้ Battle of Talingchan เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นเหมือน ‘แกลเลอรี’ ให้กับศิลปินและอาร์ทติสไทยได้โชว์ฝีมือ เราพร้อมที่จะผลักดันอุตสาหกรรมเกมและคอมมูนิตี้คนทำงานสร้างสรรค์ให้เติบโตไปพร้อมๆ กับเราครับ”

 aibig เจ้าของเพจ “แมวน่าเบื่อเพื่อนรัก” สะท้อนเส้นทางของครีเอเตอร์ยุคใหม่ว่า “เพจ ‘แมวหน้าเบื่อ’ (This is Boring Day) เชื่อมั่นใน ‘พลังของความเรียบง่าย’ ครับ เราตั้งใจออกแบบคาแรคเตอร์และเนื้อหาโดยหยิบยกเรื่องราวใกล้ตัวในชีวิตประจำวันที่ทุกคนพบเจอมาเล่าใหม่ เพราะเราเชื่อว่าคอนเทนต์ที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องเป็นสิ่งที่ผู้ชมดูแล้วรู้สึกว่า ‘นี่คือเรื่องของเรา’ ความเรียบง่ายนี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงเราเข้ากับคนรุ่นใหม่ เมื่อเนื้อหาเข้าใจง่ายและน่าประทับใจ ผู้ชมก็จะเกิดความสนุกและพร้อมที่จะแบ่งปันเรื่องราวเหล่านั้นต่อให้กับคนรอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ”

รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีเอ็ดต้องการเป็นมากกว่าร้านหนังสือ แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ ทดลอง และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ‘SE-ED Playground’ จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนที่อยากพัฒนาตัวเองและสร้างสิ่งใหม่”

เวที “SE-ED PLAYGROUND x ARTIST” ไม่เพียงถ่ายทอดประสบการณ์ของศิลปินแต่ละคน แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า “ความคิดสร้างสรรค์” สามารถพัฒนาไปสู่โอกาสใหม่ได้จริง ตั้งแต่การสร้างตัวตน การต่อยอดเป็นแบรนด์ ไปจนถึงการสร้างรายได้ในรูปแบบที่หลากหลาย โดยซีเอ็ดมุ่งหวังว่ากิจกรรมนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักอ่านและครีเอเตอร์รุ่นใหม่ กล้าที่จะเริ่มต้น และพัฒนาศักยภาพของตนเองในเส้นทางที่หลากหลายต่อไป

สงกรานต์นี้ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ชวนร่วมสรงน้ำพระสักการะองค์ครุฑ

สงกรานต์นี้ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ชวนร่วมสรงน้ำพระสักการะองค์ครุฑ

สงกรานต์นี้ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ชวนร่วมสรงน้ำพระสักการะองค์ครุฑ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.57 น.

สงกรานต์ปีนี้ พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยทีเอ็มบีธนชาต ได้เปิดพื้นที่จัดกิจกรรมพิเศษตามขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย เพื่อให้ผู้มาเยือน ได้ร่วมสืบสานประเพณีอันงดงาม ผ่านการสรงน้ำพระและขอพรรับปีใหม่ไทย อัญเชิญ “สมเด็จมหาราชทรงครุฑ” พระพุทธรูปองค์สำคัญมาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ทุกวันศุกร์และวันเสาร์  ตั้งแต่วันนี้ขนถึงวันที่ 25 เมษายน 2569

พระพุทธรูป “สมเด็จมหาราชทรงครุฑ” องค์นี้ถูกสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี นับเป็นพระพุทธรูปเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการประดับพระครุฑพ่าห์  และได้รับพระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. กิจกรรมครั้งนี้จึงไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ชื่นชมความงดงามทางศิลปวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังได้สัมผัสถึงคุณค่าความหมายอันลึกซึ้งของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปีใหม่ไทย พร้อมทั้งร่วมสรงน้ำองค์ครุฑ ณ พิพิธภัณฑ์ครุฑ สถานที่ที่เป็นหนึ่งใน “UNSEEN THAI THAI เสน่ห์วัฒนธรรมทั่วไทย” จังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย

หลังจากอิ่มบุญ อิ่มใจแล้ว การเดินชมพิพิธภัณฑ์ครุฑก็เปรียบเสมือนการเปิดมุมมองใหม่ให้กับวันหยุด ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน ที่รวบรวมองค์ครุฑกว่า 150 องค์จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ละองค์มีรูปแบบและเอกลักษณ์เฉพาะ สะท้อนศิลปะ ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านงานแกะสลักที่วิจิตรงดงามและเปี่ยมด้วยรายละเอียด

พื้นที่จัดแสดงถูกออกแบบให้ทันสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสื่อแอนิเมชันและมัลติมีเดีย ทำให้การเรียนรู้เรื่องตำนานและสัญลักษณ์ไทยเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้ทุกวัย เส้นทางการชมจะพาผู้เยี่ยมชมค่อย ๆ เดินผ่านโลกแห่งจินตนาการและคติความเชื่อ ตั้งแต่บรรยากาศป่าหิมพานต์ กำเนิดจักรวาล เรื่องราวของพญาครุฑและพญานาค ไปจนถึงการตามรอย “ตราพระครุฑพ่าห์” สัญลักษณ์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ก่อนปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงครุฑจากทั่วประเทศที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลา

พิพิธภัณฑ์ครุฑจึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการใช้เวลาคุณภาพกับการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์นี้ หากอยากปรับโหมดมาสู่ความสงบที่ได้ทั้งความรู้ ความสบายใจ และความเป็นสิริมงคล พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยทีเอ็มบีธนชาต คืออีกหนึ่งจุดหมายที่ช่วยเติมความหมายให้วันหยุดปีใหม่ไทยได้อย่างลงตัว

ผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูป “สมเด็จมหาราชทรงครุฑ” และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ครุฑ เพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่ไทย สามารถเข้าชมได้ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 25 เมษายน  2569 วันละ 3 รอบ เวลา 10:00 น. / 13:00 น. / 15:00 น. ทั้งนี้ สามารถแจ้งความประสงค์ผ่านระบบจองล่วงหน้าได้ที่https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/     สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 09 8882 3900 ทั้งนี้ มีบริการผู้นำชม ไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมรถตู้รับ-ส่งจาก สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ไปยังพิพิธภัณฑ์ครุฑ ฟรีตลอดการเดินทาง

‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ผสานพลังรุ่นสู่รุ่น ถ่ายทอด ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน”

‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ผสานพลังรุ่นสู่รุ่น ถ่ายทอด ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน”

‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ผสานพลังรุ่นสู่รุ่น ถ่ายทอด ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน”

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

ยังคงสานต่อโครงการดีๆ อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 สำหรับ “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” โครงการที่เสริมสร้างทักษะความรู้เรื่องชุมชนให้กับเยาวชน และฝึกฝนการเป็นเจ้าบ้านที่ดีพร้อมเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยไปสู่สากล พร้อมทั้งเผยแพร่เรื่องราว บอกเล่าประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของชุมชนให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่มาเที่ยวงาน “Water Festival 2025 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ครั้งที่ 11 ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569  ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปกครองและเยาวชนในชุมชนอายุระหว่าง 7-14 ปี จำนวนกว่า 67 ชีวิต ตอบรับเข้าร่วมโครงการ

ปีนี้ได้มีการจัดกิจกรรมอบรมน้องๆ เยาวชนที่มีความกล้าแสดงออก จิตอาสา และ มีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนตนเองให้กับนักท่องเที่ยวได้ ก่อนลงพื้นที่ “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” จัดขึ้น ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร  เริ่มต้นด้วยพิธีเปิดและกิจกรรมละลายพฤติกรรม เพื่อสร้างความคุ้นเคย เสริมความมั่นใจ และเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน จากนั้นเป็นกิจกรรมเสริมทักษะอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ กิจกรรม “ทายชื่อข้ามกำแพง” และ “ปริศนาจิ๊กซอว์พาวุ่น” ที่ช่วยฝึกการทำงานเป็นทีมและการคิดวิเคราะห์ ก่อนพักเบรก และต่อด้วยกิจกรรม “จำแล้วแกะ แปะให้เป๊ะ” เพื่อพัฒนาทักษะการสังเกตและความคิดสร้างสรรค์ ต่อจากนั้นน้องๆ ได้เข้าร่วม Workshop เรียนรู้ “ของดีชุมชนของเรา” พร้อมทั้งรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นพี่เยาวชนเจ้าบ้าน บรรยากาศการอบรมตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างคึกคักและสร้างสรรค์ เยาวชนทุกคนมีความตั้งใจ พร้อมเรียนรู้ และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สะท้อนถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมสืบสานและถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยสู่สังคมในรูปแบบร่วมสมัย

น้องอีฟนิ่ง-เมธาณีย์ สวัสดิ์รัตพล อายุ 22 ปี ศึกษาที่ คณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตัวแทนพี่เลี้ยงเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม เผยว่า “หนูได้มีส่วนร่วมในการคิดกิจกรรมอบรมเยาวชนเจ้าบ้าน ซึ่งช่วยให้น้องๆ ได้เรียนรู้เรื่องชุมชนและวัดต่างๆ นอกพื้นที่ของตนเอง รวมถึงได้สานสัมพันธ์กับเพื่อนๆ จากหลากหลายพื้นที่ โดยหนูเป็นเยาวชนเจ้าบ้านมาเกือบ 10 ปีแล้ว และได้นำความรู้เรื่องวัดต่างๆ มาถ่ายทอดให้กับน้องๆ รุ่นใหม่ กิจกรรมนี้มุ่งเตรียมความพร้อมให้น้องๆ เป็นเยาวชนเจ้าบ้านที่ดี ทั้งด้านการทำงานเป็นทีมและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในงาน Water Festival 2026 ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมงานระหว่างวันที่  11–15 เมษายน 2569 นะคะ”

ทางด้าน นายณภัชป์ รัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสายน้ำแห่งวัฒนธรรม จำกัด เผยว่า การจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” สะท้อนทั้งความรื่นเริงของกิจกรรม และการสืบสานประเพณีอันดีงามของสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล โดยคำว่า สนุก คือกิจกรรมและการแสดงที่หลากหลาย ส่วนคำว่า สนาน คือความหมายของการชำระล้าง เสริมสิริมงคล และ สงกรานต์บ้านฉัน คือการนำเสนออัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนผ่านพื้นที่จัดงาน

“วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญกับการเปิดอบรมโครงการ เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม เพราะเราเชื่อว่าไม่มีใครเล่าเรื่องชุมชนได้ดีเท่าคนในชุมชนเอง และเยาวชนคือกำลังสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้สู่สายตานักท่องเที่ยวโดยน้อง ๆ จะได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับชุมชน ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และได้สร้างเครือข่ายเพื่อนที่มีความสนใจร่วมกัน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตในอนาคต หากทุกท่านพบเยาวชนเจ้าบ้านในเสื้อสัญลักษณ์ เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม สามารถสอบถามข้อมูลหรือขอคำแนะนำได้ น้อง ๆ ทุกคนพร้อมต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ครับ”

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่ปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความรัก ความหวงแหนวัฒนธรรรมวิถีชีวิตแบบไทย ที่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ  ของชุมชนตนเองจนก่อให้เกิดการท่องเที่ยวโดยชุมชนและความยั่งยืน

‘VISION’ นิทรรศการระดับโลกผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

‘VISION’ นิทรรศการระดับโลกผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

‘VISION’ นิทรรศการระดับโลกผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.52 น.

Art Jewel พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ร่วมกับ Mighty One × All About Art Gallery ประเทศสิงคโปร์ สร้างปรากฏการณ์ศิลปะระดับโลก ด้วยการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “VISION” รวบรวมผลงานของ 15 ศิลปินร่วมสมัย จาก 10 ประเทศทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรม มุมมอง และภาษาเชิงทัศนศิลป์ ผ่านผลงานหลากหลายรูปแบบ พร้อมเปิดบทสนทนาทางศิลปะอันไร้ขอบเขต ที่เชื้อเชิญให้ผู้รักงานศิลป์ร่วมสำรวจมุมมองของศิลปินจากต่างวัฒนธรรม ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 28 เมษายน 2569

“VISION” คือนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ไม่เพียงนำเสนอผลงานศิลปะเปี่ยมคุณค่า ยังเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างได้เผยตัวตนร่วมกันอย่างมีความหมาย ด้วยการเปิดโอกาสให้ มุมมองหลากหลายได้ทับซ้อน เชื่อมโยง และต่อยอดกันและกัน ผ่านผลงานที่สะท้อนวิธีคิดและ วิธีมองโลกของศิลปินจากยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ ซึ่งล้วนสะท้อนบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่าง ตั้งแต่งานนามธรรม ภาพบุคคล ศิลปะเมือง ไปจนถึงการสำรวจแนวคิดร่วมสมัยในรูปแบบที่หลากหลาย เผยให้เห็นพลังของวัฒนธรรมเมืองที่ถูกถ่ายทอดผ่านจังหวะและ โครงสร้างภาพที่เฉียบคม ร่วมกับผลงานที่สำรวจความทรงจำอัตลักษณ์ และภูมิทัศน์ทางอารมณ์ของมนุษย์

นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ ดูโอศิลปินระดับนานาชาติ  พิชีอาโว (PichiAvo) จากประเทศสเปน ที่โดดเด่นในการหลอมรวมความงดงามของศิลปะคลาสสิก เข้ากับพลังของสตรีตอาร์ตได้อย่างลงตัว สร้างภาษาทางศิลปะที่เคลื่อนไหวระหว่างอดีตและปัจจุบันอย่างทรงพลัง, ดาเรีย โคโลโซวา (Daria Kolosova) ศิลปินหญิงจากรัสเซีย ซึ่งนำเสนอ ผลงานจิตรกรรมบนพื้นผิวทองแดง ที่นำแรงบันดาลใจจากแสงเหนือมาถ่ายทอดเป็นความหรูหราในรูปแบบของ VIP Pop Art ผสานความงามเข้ากับความลุ่มลึกทางความหมายได้อย่างน่าสนใจ และ เด็มสกี (DEMSKY) ศิลปินสายกราฟฟิตี้จากสเปน ผู้บิดแปลงโครงสร้างกาล-อวกาศ ถ่ายทอดประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่างผ่าน โครงสร้างภาพเชิงทดลอง สู่ผลงานที่ท้าทายการรับรู้ของมนุษย์

ขณะที่ แวนซ์ ดีเอ็นเอ (Vance DNA) จากเซี่ยงไฮ้ สร้างเอกลักษณ์ผ่าน Transparent Style ที่รื้อสร้างภาพจำของวัฒนธรรมป๊อป ให้กลายเป็นมิติใหม่ทางสายตา, เซลัม ลิม (ZELAM LIM) ศิลปินจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้มีลายเซ็นเป็นเอกลักษณ์ ในการสำรวจเส้นแบบระหว่าง ประเพณี และความร่วมสมัย ผ่านมุมมองงที่เปิดกว้าง

นอกจากนี้ยังมีศิลปินที่น่าจับตามองอย่าง เจฮาน (Jahan) ตัวแทนวัฒนธรรมขบถจากสิงคโปร์, ราฟาเอล สลิกส์ (Rafael Sliks)  จากบราซิล ผู้เปลี่ยนอักษรเมืองสู่ภาษาทัศนศิลป์ระดับสูง, เซวา (XEVA)  ศิลปินเกาหลีใต้ผู้ขยายขอบเขตของสเปรย์เพนต์สู่จักรวาลแห่งสีสัน

ร่วมด้วยศิลปินนามธรรมร่วมสมัยชั้นครู อย่าง เควิน ดูยเยซ์ (Kevin Douillez) จากเบลเยียม, โยมาร์ ออกุสโต (Yomar Augusto) ศิลปินบราซิล-อเมริกันผู้เชี่ยวชาญการออกแบบตัวอักษร, วินเซนต์ ลังการ์ด (Vincent Langaard)จากนอร์เวย์ผู้ถ่ายทอดโลก ไซเบอร์ ผ่านผืนผ้าใบ และ แกรี กาลยาโน (Gary Gagliano) ศิลปินจากสหรัฐอเมริกา ผู้ปลุกเร้าบรรยากาศ และอารมณ์อันยากจะนิยามผ่านรูปทรงและสีสันของศิลปะนามธรรมพร้อมกันนี้ยังนำเสนอผลงานของศิลปินไทย รุ่นใหม่ที่ก้าวสู่ระดับสากลอย่าง ธัชชัย ช่างเสนาะ (THUTCHAI CHANGSANOH) กับการตีความ สถาปัตยกรรม สู่รูปทรง นามธรรม, ไฟว์ (FIVE)  ศิลปินแนว Retro-Futuristic ที่ดึงเสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิกมา สร้างสรรค์ใหม่ และ พงศธร ทิพาเสถียร (PONGSATORN TIPASATIEN) ศิลปินจาก Mighty One Agency ผู้ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนของหัวใจมนุษย์ผ่านตัวละคร “ละมุน (Lamoon)”

เชิญก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งการมองเห็นที่ไร้ขอบเขต เปิดรับมุมมองที่หลากหลาย และค้นพบความหมายใหม่ของศิลปะ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เห็น แต่อยู่ที่วิธีที่เราเลือกจะมองให้ลึกไปไกลกว่าสายตา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon

สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.42 น.

สภาเภสัชกรรม นำโดย ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรมม, รศ.พิเศษ ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ที่ปรึกษาสภาเภสัชกรรม, รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม เลขาธิการสภาเภสัชกรรม, ภก.อภินันท์ วัชราภิชาต ผู้ช่วยเลขาธิการด้านการบริหารจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี และภก.ธีรวิทย์ บำรุงศรี ผู้ช่วยเลขาธิการด้านพัฒนาวิชาชีพ เข้ายื่นหนังสือถึง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอรับการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเภสัชกรทั่วประเทศ โดยระบุว่าเภสัชกรเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายซึ่งประกอบไปด้วย “น้อมนำการพัฒนางานสาธารณสุข ตามแนวพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ “30 บาทรักษาทุกที่” และ “ฟอกไตฟรี ได้ทุกแห่ง” “รอบรู้ เพื่ออยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต”“หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการ ผ่านเทคโนโลยี”“เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” และ “ขวัญกำลังใจบุคลากร” นั้น

สภาเภสัชกรรมซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพ ที่เป็นตัวแทนของเภสัชกรทั่วประเทศ ได้เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและระบบสุขภาพของประเทศไทย หากเภสัชกรได้รับการสนับสนุนให้มีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน โดยขอเรียนให้ทราบว่า เภสัชกรในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ได้ร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายของท่านและกระทรวงสาธารณสุข มาอย่างต่อเนื่อง

โดยเภสัชกรได้ร่วมดำเนินการพัฒนาระบบการให้บริการด้านยาแบบไร้รอยต่อ One Region-One Province-One Hospital เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงยาจำเป็นได้อย่างปลอดภัย แบบไร้รอยต่อ ในผู้ป่วยโรคไต โรคมะเร็ง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคอื่น ๆ ที่สำคัญ โดยเภสัชกรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตาม Service Plan ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ ทำงานร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสหสาขาวิชาชีพ โดยมีการบริหารคลังยา ทรัพยากร และบัญชียาร่วม เป็นคลังเดียวกันในทุกสถานบริการ มีการเชื่อมโยงข้อมูลคลังยา (Digital Supply Chain Backbone) และประวัติด้านสุขภาพเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปัญหาการรักษาล่าช้า ลดการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอยของประชาชน และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทย ทำให้ประชาชนเพียงนำบัตรประชาชนใบเดียว ก็สามารถไปรับบริการได้ทุกที่ เพราะมีการบริหารระบบยาและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาศักยภาพเภสัชกรในหน่วยบริการปฐมภูมิ ให้เป็น “หมอยาประจำตัว” โดยทำงานร่วมกับทีมหมอครอบครัว ทำงานเชิงรุกในพื้นที่ในการดูแลสุขภาพประชาชนด้านยาที่บ้านและในชุมชน โดยเน้นการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตลอดจนสร้างความรอบรู้ด้านยาให้กับประชาชน ลดการใช้ยาซ้ำซ้อน มีความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง อันจะส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีภาวะฉุกเฉิน เกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ อันเป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งภัยจากสงครามกับเพื่อนบ้าน ผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน โรคระบาด โรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ ภัยพิบัติจากน้ำท่วมและสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ เภสัชกรเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบยาเพื่อสร้างความพร้อมการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินเหล่านี้ โดยมีแผนการเตรียมความพร้อม (Preparedness) ก่อนเกิดเหตุ การตอบโต้และให้บริการ (Response) ในภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการฟื้นฟู (Recovery) หลังเหตุการณ์สงบ เพื่อบริหารจัดการด้านยา ระบบผลิตและจัดหายา ระบบ Logistics เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาในการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง เพียงพอไม่ขาดแคลน

ดังจะเห็นได้จาก การจัดการยาและเวชภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดการยาในสถานการณ์สงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกากับอิหร่านในปัจจุบัน ที่มีการประสานข้อมูลระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา องค์การเภสัชกรรม บริษัทผู้จัดจำหน่าย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และทุกโรงพยาบาลในประเทศไทย ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลยาและเวชภัณฑ์ในแต่ละโรงพยาบาล ในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันผ่านระบบ Dashboard ที่สามารถสร้างระบบติดตามได้สำเร็จภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ในทุกสถานการณ์วิกฤตด้านสุขภาพ ทั้งโรคระบาด หรือภัยพิบัติต่างๆ เภสัชกรได้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ในการทำงานกับสหสาขาวิชาชีพ ร่วมสนับสนุนทุกนโยบายของผู้บริหารและกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน มีความปลอดภัยจากการใช้ยา และมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น

อย่างไรก็ตาม เภสัชกรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ยังประสบปัญหาสมองไหลและขาดขวัญกำลังใจอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลย้อนหลังพบว่า ตั้งแต่ปี 2563 เภสัชกรมีการปรับเปลี่ยนสถานะการจ้างจากข้าราชการเป็นพนักงานราชการ โดยได้รับจัดสรรปีละ 350 ตำแหน่งมาจนถึงปี 2569 แต่มีอัตราการสูญเสียเภสัชกรออกจากระบบราชการตั้งแต่ปี 2565 – 2567 จำนวน 146 ราย 216 ราย และ 185 รายตามลำดับ (สูญเสียเฉลี่ยปีละ 182 ราย) ในขณะที่เภสัชกรใช้ทุนปี 2568 ที่ได้รับจัดสรร 350 ตำแหน่ง มีผู้สมัครใช้ทุนเพียง 264 ราย (ร้อยละ 75) มีตำแหน่งว่าง 86 ตำแหน่งที่ไม่มีผู้เลือกสถานที่ใช้ทุน (ร้อยละ 25) โดยตำแหน่งว่างดังกล่าว ไม่ได้ถูกส่งกลับไปยังพื้นที่เพื่อรับสมัครเองแต่ถูกดึงตำแหน่งกลับส่วนกลาง ทำให้ยังเกิดปัญหาความขาดแคลนในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจ และภาระงานของเภสัชกรในพื้นที่

สำหรับการจัดสรรตำแหน่งข้าราชการให้กับเภสัชกรที่มีสถานการณ์จ้างเป็นพนักงานราชการที่มีอายุงาน2 ปีขึ้นไป ในปี 2567 ได้รับจัดสรรมา 152 ตำแหน่ง ในขณะที่ยังมีเภสัชกรพนักงานราชการที่ยังตกค้างอีกประมาณ 1,000 ราย

ในขณะที่สถานการณ์จ้างของเภสัชกรเป็นพนักงานราชการมาจำนวนเท่าเดิม 350 ตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน แต่แพทย์และทันตแพทย์ ได้รับการจ้างเป็นข้าราชการต่อเนื่องมาทุกปีด้วยการใช้ตำแหน่งว่างบริหารจัดการในภาพรวม โดย 2 ปีย้อนหลังแพทย์ได้รับจัดสรรตำแหน่งข้าราชการเพิ่มขึ้นจาก 2,013 ตำแหน่งในปี 2568 เพิ่มเป็น 2,801 ตำแหน่งในปี 2569 ส่วนทันตแพทย์ได้รับจัดสรรตำแหน่งข้าราชการเพิ่มขึ้นจาก 587 ตำแหน่งในปี 2568 เพิ่มเป็น 602 ตำแหน่งในปี 2569

ทั้งนี้ เพื่อให้เภสัชกรทุกคน มีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน สามารถทำงานดูแลผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ และสหสาขาวิชาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ลดการสูญเสียกำลังคนจากระบบราชการ สภาเภสัชกรรมจึงขอสนับสนุนการดำเนินการจากท่านดังนี้

1. ขอปรับสถานะการจ้างเภสัชกร ที่มีสถานะการจ้างเป็นพนักงานราชการหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้เป็นข้าราชการ ตั้งแต่แรกเริ่มบรรจุ ส่วนพนักงานราชการเดิมหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้ปรับเปลี่ยนเป็นข้าราชการในอนาคตจนครบทุกตำแหน่ง เพื่อให้เกิดความมั่นคงและจูงใจให้อยู่ในระบบราชการ

2. ขอจัดสรรตำแหน่งว่างของข้าราชการตำแหน่งเภสัชกร ส่งกลับไปยังพื้นที่โดยเร็วที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนและภาระงาน โดยมีรายละเอียดตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด่วนที่สุด ที่ สธ 0208.02/ว 7874 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ให้ชะลอการใช้ตำแหน่งว่าง โดยสงวนเพื่อบริหารจัดการภาพรวม ทำให้ตำแหน่งเภสัชกรที่เกษียณอายุราชการ ลาออก หรือย้ายเลขว่าง ไม่ได้รับการจัดสรรกลับคืนลงไปยังพื้นที่ ทำให้สถานการณ์ความขาดแคลนเภสัชกร และภาระงานในการดูแลประชาชนในพื้นที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

3. ขอสนับสนุนและส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่ง ให้เภสัชกรเข้าสู่ตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เลื่อนไหล) ได้ทุกราย โดยไม่ต้องยุบตำแหน่ง ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2568 พบว่ามีเภสัชกรที่ยังตกค้างในระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ รวมกัน 8,117 ตำแหน่ง จาก 9,377 ตำแหน่ง (ร้อยละ 87) และมีแนวโน้มที่จะลาออกจากระบบราชการหากมีอายุราชการครบ 25 ปี

4. ขอปลดล็อคการตรึงตำแหน่งของเภสัชกรที่เป็นข้าราชการ ตามหนังสือที่ สธ 0201.032/ว76 ลงวันที่ 21 มกราคม 2556 เพื่อให้เภสัชกรสามารถย้ายกลับภูมิลำเนากลับไปดูแลบิดามารดา และได้อยู่ร่วมกับครอบครัวได้

5. ขอปรับค่าตอบแทนไม่ทำเวชปฏิบัติ จาก 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท เทียบเท่ากับเภสัชกรขององค์การเภสัชกรรม และ เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ที่ได้รับการปรับเพิ่มในอัตราดังกล่าวแล้ว และเทียบเท่าแพทย์ ทันตแพทย์ ที่มีระยะเวลาการศึกษา 6 ปีเท่ากัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และลดการลาออกของเภสัชกรที่ลาออกจากระบบราชการไปสู่ภาคเอกชน รวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษกรณีไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวนี้ ไม่ได้ปรับเพิ่มมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว

6. ขอปรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ (พ.ต.ส.) และตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุขของพนักงานราชการ (ค.ต.ส.) ขอปรับเพิ่มจากเดิมที่แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1,500 บาท และ 3,000 บาท เป็น 3,500 / 7,500 / 15,000 บาท ตามหนังสือที่ สภ.01/01/182 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2565 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้เกิดความเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับสายงานอื่น โดยเภสัชกรมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเป็น 6 ปี เช่นเดียวกับแพทย์และทันตแพทย์ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเภสัชกรผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตราย หรือมีการปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้ความชำนาญและประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นสาขาขาดแคลน มีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานจากระบบเป็นจำนวนมาก

ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช เน้นย้ำว่า การส่งเสริมขวัญกำลังใจในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวบุคลากร แต่เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานการดูแลด้านยาให้แก่ประชาชน สามารถเข้าถึงบริการด้านยาได้อย่างต่อเนื่อง และมีความปลอดภัยจากการใช้ยา

​ปิดม่าน! ‘THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026’ เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก

​ปิดม่าน! ‘THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026’ เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก

​ปิดม่าน! ‘THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026’ เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.26 น.

​จบลงอย่างยิ่งใหญ่และน่าประทับใจ สำหรับโปรเจกต์เฟ้นหาดาวดวงใหม่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งปี “THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026” รอบไฟนอล ณ คาลิปโซ่ คาบาเร่ต์ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิในวงการบันเทิงอย่างล้นหลาม เพื่อร่วมพิสูจน์ศักยภาพของเยาวชนไทยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางเพศ ภายใต้คอนเซปต์ Gender Inclusive

​บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก เริ่มต้นด้วยแฟชั่นโชว์สุดตระการตาจากเหล่าผู้เข้าประกวด ตามด้วยการแสดงรอบความสามารถพิเศษที่แต่ละคนงัดไม้ตายทั้งร้อง เต้น และการแสดงออกมามัดใจคณะกรรมการ นำโดย คุณน็อต แม็กซิม (กฤติน จิกิตศิลปิน), คุณเวสป้า อิทธิพล เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษกับโชว์จาก ตะวัน-ภูตะวัน แย้มใสย์ (ตะวัน วง XI) ที่เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นฮอลล์

สรุปผลการประกาศรางวัลค่ำคืนแห่งเกียรติยศ ​ผู้ที่ฉายแววโดดเด่นและคว้าตำแหน่งในแต่ละรุ่น มีดังนี้

​รุ่น Teen (เยาวชน)

​รางวัลชนะเลิศ: ขวัญเอย – ณัฏฐ์กฤตา โรจน์รัตนกานต์

​รองชนะเลิศอันดับ 1: พอร์ช – กันตภณ เจตนาไทกุล

​รองชนะเลิศอันดับ 2: วีนัส – วีนัส พงษ์ประสิทธิ์

​รองชนะเลิศอันดับ 3: วินเทอร์ – ณัฏฐ์ธนัน มาสมบูรณ์

​รองชนะเลิศอันดับ 4: เอญ่า – อัญญพัชร์ รุ่งเรืองธนาวงศ์

​รุ่น Child (เด็ก)

​รางวัลชนะเลิศ: น้องเจ้านาง – ศิรภัสสร วิริยะศาสตร์

​รองชนะเลิศอันดับ 1: น้องลินา – วรวลัญช์ ชูศรีพัฒน์

​รองชนะเลิศอันดับ 2: น้องมิวสิค – สุพิชชญา ไพรสุวรรณ

​รองชนะเลิศอันดับ 3: น้องโบนัส – ธนัชพร เบ็ญจพรเลิส

​รองชนะเลิศอันดับ 4: น้องเจอาร์ – ธนกฤต จักรแก้ว และ น้องจีโอ้ – ธนวิน จักรแก้ว

​รางวัลพิเศษ (Special Awards)

​Sakiso Brand Ambassador Contest 2026: พอร์ช – กันตภณ เจตนาไทกุล และ มายลีณ – อภิรมย์กัลยา ศศิพงศ์ไพโรจน์

​The Next Icon By “VESPA”: ขวัญเอย – ณัฏฐ์กฤตา โรจน์รัตนกานต์ และ โทสต์ – วรินทร กิจธนากำจร

​ก้าวต่อไปสู่ระดับสากล: ผู้ชนะเลิศจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกาศศักดาบนเวทีระดับโลกอย่าง Junior Celebrity World ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

​ส้ม-พิศณุพร แก้วพิภพ ผู้ถือลิขสิทธิ์และผู้อำนวยการกองประกวด เผยว่า “ส้มรู้สึกภูมิใจมากค่ะที่เห็นน้องๆ ทุกคนตั้งใจพัฒนาตัวเองมาจนถึงรอบนี้ เวทีนี้เราสร้างขึ้นเพื่อเปิดโอกาสแบบ Gender Inclusive อย่างแท้จริง เพราะเราเชื่อว่าความฝันไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศ วันนี้ทุกคนพิสูจน์แล้วว่าเด็กไทยมีศักยภาพพร้อมก้าวสู่ระดับสากล และเราพร้อมจะผลักดันผู้ชนะให้ไปให้ไกลที่สุดบนเวที Junior Celebrity World ค่ะ”

​ทิพย์-พันธ์ทิพย์ วัฒนวารุณ ผู้ถือลิขสิทธิ์และผู้อำนวยการกองประกวด กล่าวเสริม “กระแสตอบรับปีนี้เกินคาดมากค่ะ คณะกรรมการหนักใจทุกคนเพราะน้องๆ มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่ต่างกัน ทิพย์อยากให้เวทีนี้เป็นบันไดขั้นแรกที่มั่นคง ให้พวกเขาได้รับทั้งประสบการณ์และการฝึกฝนสู่การเป็นไอดอลมืออาชีพ ฝากทุกท่านช่วยเป็นกำลังใจและติดตามผลงานของเด็กๆ ต่อไปด้วยนะคะ”

​ร่วมเป็นกำลังใจให้เหล่าไอดอลรุ่นใหม่ได้ที่ Facebook: THE IDOL NEXT GEN THAILAND