นายกฯหนู ไม่รู้อีกละซิ? รสนา แฉ!อุ้มไอ้โม่งกักตุน-เมินลดราคาน้ำมัน

นายกฯหนู ไม่รู้อีกละซิ? รสนา แฉ!อุ้มไอ้โม่งกักตุน-เมินลดราคาน้ำมัน

นายกฯหนู ไม่รู้อีกละซิ? รสนา แฉ!อุ้มไอ้โม่งกักตุน-เมินลดราคาน้ำมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

9 เมษายน 2569 นางรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค (สภาองค์กรของผู้บริโภค) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า รัฐบาลหนู รู้ยัง กบน.ปล่อยผู้ค้าโยกส่วนลดน้ำมันไปที่ค่าการตลาดกว่า 10 บาท/ลิตรทำไมไม่ลดราคาหน้าปั๊ม 10 บาท เพราะกลัวไอ้โม่งกักตุน จะขาดทุน หรือป่าว??

ตอนขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแบบ รัวๆ อ้างกลไกตลาดโลกผันผวน รอไม่ได้ ใช่มั้ย พอน้ำมันดีเซลตลาดโลกเมื่อวานนี้ 8 เมษายน ราคาร่วงลงลิตรละ 11.67 บาท กลับไม่ยอมลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มให้คนใช้น้ำมัน

กบน.ปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมันโยกเงินส่วนลดราคาน้ำมันตลาดโลก ไปเก็บไว้ที่ค่าการตลาดลิตรละ 10.59 บาท และยังชดเชยราคาให้โรงกลั่น อีก ลิตรละ 15 บาท เพื่ออะไร เพื่อคงราคาเดิมไว้ ไม่ลดตามราคาตลาดโลก ใช่มั้ย เพราะอะไร !!??

ช่วงนี้ได้ข่าวว่าจ๊อบเบอร์แบรนด์ดัง ตะเวนขายน้ำมันตามปั๊มกันอุตลุด !!

ชาวประชาพากันสงสัยว่า…

ที่ไม่ลดราคาลงตามกลไกตลาดโลก เพราะห่วงใยปั้มกับไอ้โม่งกักตุนน้ำมันจะขาดทุนลิตรละ 10 บาท อ่ะป่าว ??!!

ประชาชนสงสัย แต่นายกฯหนู คงไม่รู้อีกละซิ (ฮา) ?!?

รสนา โตสิตระกูล
9 เมษายน 2569

ซูการ์โน มะทา นำสส.พรรคประชาชาติ ยื่นหนังสือ นายกฯ-พิพัฒน์ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

ซูการ์โน มะทา นำสส.พรรคประชาชาติ ยื่นหนังสือ นายกฯ-พิพัฒน์ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

ซูการ์โน มะทา นำสส.พรรคประชาชาติ ยื่นหนังสือ นายกฯ-พิพัฒน์ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.09 น.

ซูการ์โน มะทา นำสส.พรรคประชาชาติ ยื่นหนังสือถึง นายกฯ-พิพัฒน์ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์  ลั่นไม่ยอมกำชับเร่งติดตามคดี จ่อ ลงพื้นที่นราธิวาสพบปะปชช.-ให้กำลังใจครอบครัว หลังสงกรานต์

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่อาคารรัฐสภา นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังนำ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา และนายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลา ได้ร่วมกันเข้ายื่นหนังสือต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม  เพื่อขอให้มีการเร่งรัดทำการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด กรณีเหตุลอบยิงรถนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 ว่า นายกฯ กําชับให้เร่งติดตามคดี  โดยนายกฯกล่าวว่า จะไม่ยอม ให้สส.ถูกกระทําแบบนี้ และถ้าประชาชนโดนกระทําจะเป็นยังไง  นอกจากนี้ นายกฯยังรับปากว่าจะลงพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน และตามติดงานในพื้นที่ รวมถึงพบปะและให้กำลังใจครอบครัวของสส.กมลศักดิ์ด้วย.

เปรมศักดิ์ เตือนรัฐบาลเบี้ยวแก้รธน. ระวังเจอดี ด้าน นรเศรษฐ์ อัด ไม่มีในนโยบายแม้แต่บรรทัดเดียว

เปรมศักดิ์ เตือนรัฐบาลเบี้ยวแก้รธน. ระวังเจอดี ด้าน นรเศรษฐ์ อัด ไม่มีในนโยบายแม้แต่บรรทัดเดียว

เปรมศักดิ์ เตือนรัฐบาลเบี้ยวแก้รธน. ระวังเจอดี ด้าน นรเศรษฐ์ อัด ไม่มีในนโยบายแม้แต่บรรทัดเดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.32 น.

เปรมศักดิ์ เตือนรัฐบาลเบี้ยวแก้รธน. ระวังเจอดี จี้ทำด่วน ช้าไม่ได้ ด้าน นรเศรษฐ์ อัด หวงอำนาจ ไม่บรรจุในนโยบายแม้แต่บรรทัดเดียวตามผลประชามติ

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 โดยมีสมาชิกรัฐสภาตั้งคำถามต่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ไม่พบว่าได้ระบุไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายว่า ผลประชามติ 21 ล้านเสียง เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะที่ 11 ล้านเสียงไม่เห็นชอบ เหตุใดในคำแถลงนโยบายรัฐบาลไม่เขียนไว้ว่าจะทำอย่างไรต่อ หากรัฐบาลลืมตนขอให้เติมเข้ามาและมอบหมายให้ชัดเจนด้วยว่าให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเป็นผู้ดูแล ทั้งนี้การแก้รัฐธรรมนูญ สามารถทำพร้อมหรือทำควบคู่กับการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ หรือแก้ปัญหาของรัฐบาลทุกอย่างได้

“หากรัฐบาลเบี้ยวแก้รัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะเจอดีแน่ และผมขอให้รัฐบาลทำโดยด่วน โดยขอให้ทำภายในสมัยประชุมนี้ หรืออย่าเกินสมัยประชุมหน้า หรืออย่าให้เกิน ปี2569 ซึ่งต้องตั้งต้นตั้งแต่ตอนนี้ เรื่องนี้ช้าไม่ได้” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. อภิปรายประเด็นเดียวกันว่า รัฐบาลจงใจไม่พูดเลือกแก้รัฐธรรมนูญในคำแถลงนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ตนมองว่าไม่ใช่ความบกพร่อง  แต่คือการแสดงจุดยืนว่ารัฐบาลจะไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่เปลี่ยนกติกา ไม่ฟังเสียงประชาชนและพยายามรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมไว้ รัฐบาลอาจคิดว่าหากไม่พูดเรื่องดังกล่าวความขัดแย้งหายไป แต่การไม่พูดคือการปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน คือการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลตั้งแต่วันแรกของการทำงาน

“ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีหน้าที่บริหารเท่านั้น แต่ต้องฟังเสียงเจ้าของประเทศที่เขาพูดอย่างท้วมท้น 21 ล้านเสียงว่า ว่าต้องงการกติกาใหม่ หากเชื่อว่าอำนาจเป็นของประชาชน ทำไมรัฐบาลไม่มีแม้แต่บรรทัดเดียวที่จะตอบ 21 ล้านเสียงนั้น ทั้งที่หลังเลือกตั้งนายกฯทราบผลเลือกตั้งและมติของประชาชน ได้พูดออกรายการโทรทัศน์ ว่า มติของประชาชน ไม่ด่วนได้หรือ ผมหวังว่านายกฯ จะจำคำพูดได้”  นายนรเศรษฐ์ อภิปราย

นายนรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า ตนเชื่อว่ารัฐบาลไม่ลืม และไม่กลัวการแก้รัฐธรรมนุญ แต่กลัวการสูญเสียอำนาจที่ผูกไว้กับรัฐธรรมนูญ หากเป็นจริงตนขอถามและขอให้นายกฯ ตอบด้วยว่า จะเลือกอะไรระหว่างการเคารพเจตจำนงของประชาชน หรือ รักษาอำนาของตนเอง ทั้งนี้การแถลงนโบาย คือ สิ่งที่รัฐบาลเลือกไม่ทำ ไม่เดินตาม ไม่ฟังเสียงประชาชน ตนขอตั้งคำถามด้วยว่า หาก 21 ล้านเสียงของประชาชนไม่ดังพอ รัฐบาลชุดนี้ต้องการได้เสียงประชาชนที่ดังระดับไหนถึงยอมเปลี่ยนกติกาของประเทศนี้

คปท.นัดรวมพล 11 เม.ย.นี้ ใส่ผ้าใบไปทำเนียบฯ จี้รัฐแก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง

คปท.นัดรวมพล 11 เม.ย.นี้ ใส่ผ้าใบไปทำเนียบฯ จี้รัฐแก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง

คปท.นัดรวมพล 11 เม.ย.นี้ ใส่ผ้าใบไปทำเนียบฯ จี้รัฐแก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

9 เมษายน 2569 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้ออกเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นัดหมายมวลชนเตรียมตัวแสดงพลัง โดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เสาร์ 11 เม.ย.69 เวลา 10.00 น ใส่รองเท้าผ้าใบไปทำเนียบ ยื่นข้อเรียกร้องด้านน้ำมันกับ ครม.”

นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่กำหนดการนัดรวมตัวของกลุ่มประชาชน เพื่อเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล ในวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ภายใต้สัญลักษณ์ “ใส่รองเท้าผ้าใบไปทำเนียบ” เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ก่อสร้าง มหาดไทย แห่งใหม่คืบ34% รองปลัดมท. กำชับต้องถูกต้องตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง

ก่อสร้าง มหาดไทย แห่งใหม่คืบ34% รองปลัดมท. กำชับต้องถูกต้องตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง

ก่อสร้าง มหาดไทย แห่งใหม่คืบ34% รองปลัดมท. กำชับต้องถูกต้องตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.18 น.

โครงการเนรมิตรกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่คืบหน้าร้อยละ34! รองปลัดมท. กำชับฝ่ายเกี่ยวข้องดำเนินการยึดรอบคอบ-ถูกต้องตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง-ระเบียบที่เกี่ยวข้องเคร่งครัด มีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่สำนักงานชั่วคราวประจำโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจรับพัสดุโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 2/2569 โดยมี คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจากส่วนราชการระดับกรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม และประชุมผ่านระบบออนไลน์

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว เป็นติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าการก่อสร้างคิดเป็นร้อยละ 34.07 และได้มีการตรวจรับพัสดุและเบิกจ่ายงวดงานแล้วคิดเป็นร้อยละ 33.39 ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของสัญญา

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ ได้ร่วมกันพิจารณารายละเอียดการดำเนินงานอย่างรอบด้าน พร้อมรับฟังรายงานจากวิศวกรผู้ควบคุมงานและผู้รับจ้างก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด และสอดคล้องกับมาตรฐานด้านวิศวกรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการให้เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ขอกำชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ผู้ควบคุมงาน และผู้รับจ้างก่อสร้าง ปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ ถูกต้องตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง และระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วยความเคร่งครัดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ประชาชน และชุมชนโดยรอบพื้นที่โครงการฯ” นายชัยวัฒน์ กล่าว

กล้าธรรม ย้ำจุดยืนปมลอบทำร้าย กมลศักดิ์ ยันไม่เกี่ยวเรื่องการเมือง

กล้าธรรม ย้ำจุดยืนปมลอบทำร้าย กมลศักดิ์ ยันไม่เกี่ยวเรื่องการเมือง

กล้าธรรม ย้ำจุดยืนปมลอบทำร้าย กมลศักดิ์ ยันไม่เกี่ยวเรื่องการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

กล้าธรรม ย้ำจุดยืนปมลอบทำร้าย กมลศักดิ์ ยันไม่เกี่ยวเรื่องการเมือง ด้าน สัมพันธ์ แจงไม่รู้จัก น.อ.คนให้ยืมรถ แค่ไปร่วมงานแต่ง หลังมีภาพหลุดว่อนโซเชียล 

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนพรรคกล้าธรรม ต่อกรณีการลอบทำร้าย นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า ตนเองกับนายกมลศักดิ์ หรือแบแว ที่เคารพรักคุยกันมาโดยตลอดว่าเรื่องการเมืองที่เกี่ยวข้องระหว่างพรรคคงไม่มีทางอย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สส.พรรคใดก็ตาม โดยเฉพาะ สส.จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเราทุกคนเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน กลับมาเจอเรื่องแบบนี้ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น ขณะที่เรื่องความยุติธรรมในระดับ สส.หรือคนที่อาสามาทำงานแบบนี้ไม่ได้รับความยุติธรรม ก็อย่าหวังว่าประชาชนจะได้รับความยุติธรรมเช่นกัน

ส่วนที่มีการแชร์ภาพในโซเชียลมิเดียว่านายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม รู้จักกับ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ  หัวหน้ากองบริหาร กอ.รมน.นราธิวาส ซึ่งเป็นผู้ให้ยืมรถนั้น นายสัมพันธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องสาธารณะการที่เราจะรู้จักก็เป็นเรื่องปกติ ขอให้มาโฟกัสที่เรื่องของคดีดีกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังการแถลงข่าวนายสัมพันธ์ได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า ภาพดังกล่าวตนเองไปร่วมงานแต่งงานเมื่อ 2-3 ปีก่อน ซึ่งมีประชาชนมาขอถ่ายรูป พร้อมยืนยันว่าไม่รู้จักกับ น.อ.มนตรี

ศิริกัญญา ชี้ พรก.โอนงบฯ69 ส่อขัดรธน. ขอปรับใช้กลไกสภาฯ เชื่อออกกฎหมายได้ไม่ล่าช้า

ศิริกัญญา ชี้ พรก.โอนงบฯ69 ส่อขัดรธน. ขอปรับใช้กลไกสภาฯ เชื่อออกกฎหมายได้ไม่ล่าช้า

ศิริกัญญา ชี้ พรก.โอนงบฯ69 ส่อขัดรธน. ขอปรับใช้กลไกสภาฯ เชื่อออกกฎหมายได้ไม่ล่าช้า

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.50 น.

9 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า ตนกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปี 2569 มีคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันสูงขึ้นที่ทำให้สินค้าต่างๆ เพิ่มราคาตาม ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ทั้งนี้ ยังไม่เห็นนโยบายใดของรัฐบาลที่จะแก้ไขเรื่องดังกล่าว นอกจากโครงการคนละครึ่งพลัส อย่างไรก็ดี ตนมองว่ารัฐบาลควรกำหนดไว้ในนโยบายรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ ต่อการช่วยเหลือที่เพียงพอ หรือมาตรการเพิ่มเติมในการช่วยภาคขนส่งรายเล็กและรายใหญ่ ที่น่าสนใจคือ ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเหลือ 9 ล้านคน จากเดิมที่มี 13.4 ล้านคน โดยรัฐบาลระบุว่าจะทำให้เสร็จในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งน่ากังวลต่อการยืนยันรับสิทธิ์

“การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 69 ช่วย เม.ย. – พ.ค.นี้ จริงหรือไม่ แม้จะฟังดูดีที่เหมือนเกลี่ยก่อนกู้ ซึ่งเป็นคำถามว่าจริงหรือไม่ ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงภาวะการคลังที่เสี่ยงเข้าใกล้วิกฤต ส่วนงบกลาง เพื่อใช้ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ทราบมาว่าคงเหลือ 2.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ก่อนหน้านั้นใช้งบไป 1 ใน 3 ของงบดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การโอนงบ มีข่าวจะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ข้ามหัวสภาฯ ขอถามว่าจะแก้ไขฐานะการคลังของรัฐบาลหรือแก้ปัญหาให้ประชาชน ทั้งนี้ การออกกฎหมายโอนงบในช่วงไตรมาส 3 จะเสียก่อนได้ เพราะงบถูกใช้มาก ยอดเมื่อสิ้นเดือน มี.ค.ใช้งบเกิน 60% เบื้องต้นคาดว่าจะมีกองกลางที่ปรับได้ 4 แสนล้านบาท หากบอกว่าจะตัดจะโอนงบ 4 หมื่นล้านบาท กังวลว่าจะไปไม่ถึง” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า การตัดได้มากหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่จะออกมา หากเขียนเกณฑ์แบบหลวมๆ เหมือนบอกว่าห้ามข้าราชการดูงานต่างประเทศที่มีเงื่อนไขว่าอยู่ที่ดุลยพินิจ เชื่อว่าจะไม่มีงบให้ตัดแน่นอน แต่ความรวดเร็วไม่ใช่เหตุผลที่จะออกเป็น พ.ร.ก.และคิดว่าออกไม่ได้ เพราะตามมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้กฎหมายงบประมาณต้องออกเป็น พ.ร.บ.และต้องผ่านสภาฯ ส่วนที่บอกว่าต้องเร็วตนมองว่าไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะก่อนหน้านั้นการโอนงบที่ผ่านมาแม้จะทำล่าช้าไป 6 เดือน แต่กระบวนการของสภาฯ เร่งรัดให้เสร็จโดยเร็วได้ ดังนั้น ตนมองว่าการออก พ.ร.ก.โอนงบ จะไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญ และขอร้องอย่าข้ามหัวสภาฯ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับการลดภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลเสียงแข็งว่าไม่สามารถลดได้ ทั้งที่การลดแม้จะ 2 บาท จะสามารถชะลอการขึ้นราคาสินค้าได้ อย่างไรก็ดี ที่ไม่มีการปรับลดการเก็บภาษีสรรพสามิต ตนคาดว่าสถานการณ์การคลังจะวิกฤตกว่าที่รับรู้ อย่างไรก็ดี เมื่อไม่ลดภาษี ขออย่าเก็บเพิ่มได้หรือไม่ ขณะที่แนวทางการลดราคาน้ำมันขอความชัดเจน ว่าจะเก็บภาษีลาภลอยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะหนี้เบ่งบาน ที่ขอบอกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด 4 เดือนแรก ทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอจะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีล่าช้า หรือตกเบิกแน่นอน กองทุนประชารัฐ ที่ใช้เติมเงินบัตรสวัสดิการ งบ 69 ตั้งไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น หากคิดจะกู้ แสดงว่ากู้เพื่อใช้รายจ่ายประจำของงบประมาณ และหากรัฐบาลตั้งใจออก พ.ร.ก.เพื่อต้องการพยุงเศรษฐกิจ และออกจากวิกฤตให้ได้ มีข่าวว่าจะมียอดเงินกู้ จำนวน 5 แสนล้านบาท ตนต้องตั้งคำถามถึงการหาวิธีคืนเงิน

ชัยชนะ เหน็บแสบ! รัฐบาลอุลตร้าแมนพลัส อย่าทิ้ง ปชช.เหมือนที่ทำกับกล้าธรรม

ชัยชนะ เหน็บแสบ! รัฐบาลอุลตร้าแมนพลัส อย่าทิ้ง ปชช.เหมือนที่ทำกับกล้าธรรม

ชัยชนะ เหน็บแสบ! รัฐบาลอุลตร้าแมนพลัส อย่าทิ้ง ปชช.เหมือนที่ทำกับกล้าธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.07 น.

“ชัยชนะ”เหน็บแสบ “รัฐบาลอุลตร้าแมนพลัส” อย่าทิ้งประชาชนไว้กลางคันเหมือนที่ทำกับ”กล้าธรรม” แซะชาวบ้านฝากหวัง เพราะผสมกันระหว่าง”หนูกับหนิม”

9 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 โดย นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายตอนหนึ่งว่า ตนขอให้ฉายาคณะรัฐมนตรีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า “รัฐบาลอุลตร้าแมนพลัส” เพราะนายกฯ มีท่าประจำตัว เวลาลงพื้นที่ หรือออกงานไปไหน เป็นท่าอุลตร้าแมน ทุกครั้งจะบอกว่าพลัสตลอดเวลา แต่เปรียบเสมือนอุลตร้าแมนที่ไร้พลังงาน เพราะตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ราคาน้ำมัน ราคาพลังงานสูงขึ้น ทำให้ประชาชนอยู่ด้วยความยากเย็นลำบากตลอดมา

“ผมคิดว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ประชาชนฝากความหวัง เพราะเป็นการผสมกันระหว่าง “หนูกับหนิม” ตอนเลือกตั้งหนิมแนะนำหนูโดยตลอด แต่เมื่อมาผสมกันหนิมก็คารวะพี่หนูอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลหนูกับหนิมที่ผสมแดงกับน้ำเงิน คนไทยทั้งประเทศกำลังรออยู่ว่าจะนำพาเรือลำนี้ออกจากวิกฤตได้อย่างไร ผมอยากฝากถึงนายกฯ ที่ผมเคารพนับถือ อย่ามองชีวิตประชาชนเหมือนพรรคการเมืองผู้ร่วมอุดมการณ์กับท่านเมื่อปลายปีที่แล้วอย่างพรรคกล้าธรรม (กธ.) อย่าทิ้งเขากลางคันเหมือนพรรคการเมืองที่เคยร่วมอุดมการณ์ไว้กลางทะเล จงรักษาประชาชนอย่างเต็มเปี่ยมด้วย” นายชัยชนะ กล่าว

สส.ใต้แท็กทีม จี้ นายกฯ เร่งคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

สส.ใต้แท็กทีม จี้ นายกฯ เร่งคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

สส.ใต้แท็กทีม จี้ นายกฯ เร่งคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงเหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อค่ำวันที่ 20 มีนาคม ผ่านไปเกือบ 1 เดือน ยังไม่มีความคืบหน้า ว่า ยืนยันจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ความจริงปรากฏให้ได้ วันนี้ตนเองได้พบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามเรื่องทั้งหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับปากว่า จะไม่ปล่อย และจะไปดำเนินการ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่หาผู้บงการ และนำผู้กระทำผิดที่หลบหนีอยู่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ ยืนยันว่า สส. 3 จังหวัดใช้ภาคใต้ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องการความคืบหน้าของคดี อยากให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และผู้อำนวยการ กอ.รมน. ที่กำกับดูแลรถพยานหลักฐานดังกล่าว ให้ติดตามดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

ด้านนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า แม้ว่าจะมีความคืบหน้าในการสอบสวน แต่สิ่งสำคัญประชาชนต้องการรู้ว่าใครเป็นผู้บงการ และมีใครปกปิดไม่ให้เข้าถึงหลักฐาน รวมถึงอยากให้นายกรัฐมนตรี ทบทวนการรักษาความปลอดภัยของ สส. และบทบาทหน่วยงานความมั่นคง

สส.

ขณะที่ นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ขอบคุณสมาชิกที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ร่วมกันเรียกร้อง และทวงถามหาคำตอบ ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงแต่คำถามคงไม่เท่ากับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ยานพาหนะใช้กระทำความผิด เป็นของ กอ.รมน. รวมถึงทีมงานเป็นอดีตนาวิกโยธิน และทหารพราน ที่ยังจับกุมตัวไม่ได้ จึงขอให้พนักสอบสวนทำงานเชิงลึกมากกว่านี้ ขออย่าไปยึดเฉพาะคำให้การที่ให้การกับผู้สอบวินัยอย่างเดียว ต้องทำงานเชิงลึก ซึ่งข้อเท็จจริงทราบว่าก่อนหน้านี้มีการให้ยืมรถ และมีความพยายามลอบสังหาร ไม่น้อยกว่า 5 -6 ครั้ง แต่หาจังหวะไม่ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกต กระบวนการยืมรถของหน่วยงานที่ไม่มีเอกสาร และการเผยแพร่รูปภาพรวมถึงคลิปจากกล้องวงจรปิดวงจร แต่กลับไม่ได้นำมาถูกใช้ในการสืบสวนสอบสวน และยังมีความพยายามรีบไปแจ้งความรถหาย จึงอยากให้ชุดสืบสวนพยายามหารายละเอียดเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีอย่างตรงไปตรง

ส่วนมูลเหตุจูงใจเป็นประเด็นส่วนตัวหรือไม่นั้น นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว แต่มีข้อสงสัยด้านความมั่นคงและด้านการเมือง พร้อมปฏิเสธถึงการตั้งค่าหัวตนเองถึง 10 ล้านบาท แต่รับทราบต่อกันมา ขณะเดียวกันหากคดียืดเยื้อ การตัดสินใจร่วมรัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องของอนาคต 

สส.

ด้านนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส. นราธิวาส พรรคกล้าธรรม ชี้แจงถึงจุดยืนของพรรค ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างพรรคแน่นอน แม้จะรู้จักกับบุคคลที่ให้ยืมรถ แต่สิ่งนั้นเป็นเรื่องสาธารณะ จึงอยากให้สนใจในเรื่องของคดีมากกว่า เพราะมองว่าคนเป็นสส. ไม่ควรมาเจอเรื่องแบบนี้ และควรได้รับความยุติธรรม

ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร สว.ระบุว่า เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงสถานการณ์ที่มีการปิดเมือง ประชาชนสัญจรไปมาไม่ได้ แต่ผู้ก่อเหตุไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจและความหวาดกลัวให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก ขณะที่รัฐบาลผู้พูดถึงการสร้างสันติสุข ส่วนตัวคิดว่าตอนนี้สูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจ ระหว่างรัฐกับประชาชน เราจะสร้างสันติภาพไม่ได้หากไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งในการแถลงนโยบายของรัฐบาลวันนี้ น่าเสียใจที่ไม่มีคำว่า “ รัฐบาลจะมุ่งมั่นที่จะยุติวัฒนธรรมการงดเว้นโทษ ที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะการกระทำผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงอยากเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังกับเรื่องนี้ รวมถึงประธานรัฐสภาในฐานะที่มีบทบาทอย่างมากในการกำกับดูแลสมาชิกทุกคน และอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา เชื่อว่าเรื่องนี้จะถูกหยิกไปพูดถึงแน่นอน 

สส.

ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเราเป็นผู้แทนของประชาชนยังสามารถถูกคุกคามถึงชีวิตได้ขนาดนี้ นับประสาอะไรกับประชาชนทั่วไป หากยังปล่อยให้หน่วยงานความมั่นคงใช้อำนาจอะไรก็ได้ ที่จะทำอะไรกับคนที่เห็นต่าง แม้กระทั่งเรื่องของการยืมรถ ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น ถามว่ารถของ กอ.รมน. แสดงว่าใครก็นำไปใช้ได้ใช่หรือไม่ ขอนายกรัฐมนตรีอย่านิ่งนอนใจ

สส.
สส.

อนุทิน นำทีม ปปง.แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก-เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้าน

อนุทิน นำทีม ปปง.แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก-เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้าน

อนุทิน นำทีม ปปง.แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก-เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.40 น.

อนุทิน นำทีมแถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก-เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้าน ขอบคุณหน่วยงานแข็งขัน แม้ผู้ต้องหาใช้เทคโนโลยีขั้นสูง-อำนาจเงินมหาศาล แต่เอาผิดได้ ย้ำขอยึดหลักปราบปราม ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ลั่นถ้าทำผิดไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงข่าว การยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ในคดีที่นางสาวแตงไทย กรณีนายยิม เลียก, นางวิรินยา ยิม, นายเบน สมิธ และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับยาเสพติด ค้ามนุษย์ การฉ้อโกงประชาชน เป็นสมาชิกอั้งยี่ การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม และความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ

ทำให้สำนักงาน ปปง. มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน จำนวน 34 รายการ อาทิ รถยนต์ 6 คัน สิทธิเรียกร้องในสัญญากู้เงิน เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมถึงเงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,269 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดในคดีดังกล่าวทั้งหมด มีจำนวน 102 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 20,392 ล้านบาท

นายอนุทิน กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการยึด และอายัดทรัพย์สินในรายคดีดังกล่าวไว้ได้มูลค่านับถึงวันนี้ 20,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมหาศาลที่กลุ่มอาชญากรรมกลุ่มนี้ ที่กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทยและสร้างความเดือดร้อนให้กับระบบเศรษฐกิจและประชาชนที่เป็นเหยื่อ เนื่องจากการกระทำความผิดนี้มีพื้นฐานมาจากเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยการดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เคยมองข้ามอาชญากรรมประเภทนี้ พร้อมขอยืนยันว่า รัฐบาลนี้ ที่มีตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล เต็มใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานได้ หน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเต็มที่

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงาน ปปง. ตระหนัก และยอมรับว่า ประชาชนตลอดจนนานาชาติมีความต้องการที่อยากจะให้จัดการปัญหาอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ซึ่งภัยจากกลุ่มสแกมเมอร์ มีความซับซ้อน และมีผลกระทบเป็นวงกว้าง จึงได้กำชับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย กำหนดมาตรการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่กับผู้กระทำความผิด ซึ่งผู้กระทำความผิดเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นผู้มีอิทธิพล และมีเครือข่าย หรือแม้กระทั่งมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ บริหารบ้านเมืองอยู่ แต่รัฐบาลชุดนี้ได้กำชับกับหน่วยงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมลักษณะนี้ว่า ให้ยึดมั่นในแนวทางการดำเนินการตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบว่ากระทำความผิดก็จะดำเนินการทุกอย่างอย่างเข้มงวด และปราศจากข้อยกเว้น

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้กระทำความผิดเหล่านี้ จะต้องทำตามนโยบายที่ได้มอบหมายให้กับหัวหน้าส่วนราชการของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สำนักงาน ปปง. ก็จะมีการดำเนินการ เช่น การคุ้มครองผู้เสียหาย ตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งการนำทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดคืนให้กับผู้เสียหาย ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน แล้วจะเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหาย พร้อมทั้งความร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนสอบสวนขยายผล โดยมุ่งเน้นไปยังทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด นอกจากนี้จะมีการพิจารณาดำเนินการกล่าวโทษ กับผู้ที่กระทำความผิดอาญา ฐานฟอกเงินโดยไม่มีข้อยกเว้น

นายอนุทิน ย้ำว่า เครือข่ายดังกล่าวที่มีการแถลงข่าวในวันนี้ นอกจากจะพบว่า มีการกระทำความผิดประเภทสแกมเมอร์แล้ว ยังพบว่าพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งตนขอชื่นชมอย่างใจจริง ไปถึงหน่วยงานที่ทุ่มเทในการเอาผิดผู้กระทำผิด ซึ่งทำให้การปราบปรามอาชญากรรมที่ผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีอำนาจทางการเงินอย่างมหาศาลประมาณค่าไม่ได้ ก็ไม่ได้อยู่เหนือความสามารถของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

นายกฯ ชี้เกณฑ์ธุรกรรมการเงินเข้มขึ้น ไม่หวั่นนอมินี – บริษัทผี สแกมเมอร์ ลั่นเปิดทางโล่งจนท.จัดการสุดซอย

เมื่อถามว่า สแกมเมอร์เข้ามาในประเทศไทยโดยใช้รูปแบบบริษัทนอร์มินี ให้คนไทยถือครองทรัพย์สินแทน เขาอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย จะมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร นายกฯกล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันนี้ เรามีการตั้งกฎเกณฑ์ธุรกรรมทางการเงินเพิ่มมากขึ้น ทั้งจาก ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงมหาดไทย และกลต. ต่อให้ไปตั้งบริษัทนอมินีหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันมีธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ สิ่งพวกนี้เรามีอํานาจในการสันนิษฐานไว้ก่อน แล้วก็จะเข้าไปตรวจสอบหน้าที่การงาน เส้นทางการเงินว่ามันไม่สอดคล้อง ก็จะนําไปสู่การสืบสวนสอบสวนขยายผล ต่อให้เป็นเงินมาจากต่างประเทศ เราก็สามารถที่จะมีเครือข่าย เชื่อมโยงกัน คนที่ทําผิดกฎหมายแบบนี้ ด้วยเทคโนโลยีการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐของเรา ถ้าทําผิดกฎหมายโอกาสรอดยาก 

เมื่อถามย้ำว่า แต่ที่ผ่านมาเขาไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อเจ้าหน้าที่ไปเจอ แล้วกลายเป็นบริษัทผี นายกฯกล่าวว่า ถ้าดูการแถลงวันนี้ก็ไม่ผีนะ คนชัดๆ เลย ไม่ใช่คนไม่มีตัวตน บุคคลแต่ละคน ชื่อเสียงเรียงนามธรรมดาเสียเมื่อไหร่ นี่คือสิ่งที่จะต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เมื่อก่อนคนพวกนี้เข้าออกประเทศไทยสบายใจ เดี๋ยวนี้ตั้งแต่เราเข้มงวด เรื่องพวกนี้ขึ้นมา คนที่มีสัญชาติจีนก็ส่งกลับประเทศจีน ถ้าดูสมัยก่อน ผู้มีมีอํานาจในการบริหารบ้านเมืองไม่ได้เข้มข้น แล้วเปิดทางโล่งให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการได้อย่างเต็มที่ขนาดนี้ ตนขอยืนยันว่าตั้งแต่ตนเข้ามาเป็นนายกฯ และเชิญหัวหน้าส่วนราชการเข้ามาประชุมร่วมกันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  และตนเองบอกว่าให้ดําเนินการสุดซอยเต็มที่ ไม่มีใครคนไหนที่ดูหน้าตาแล้วจะไม่อยากทํา ทุกคนเต็มใจ พึงพอใจ อยากทํา เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนว่าเรื่องพวกนี้ประเทศไทยไม่เอา และรัฐบาลไม่เอา รวมถึงกลไกของรัฐบาลก็ไม่เอาด้วย ขอให้มั่นใจรัฐบาลชุดนี้ คนที่คิดว่าไปเคลียร์ตรงนั้นตรงนี้ได้ ใช้คอนเนคชั่นอะไรต่างๆ จะไม่สามารถทําได้ คนที่ทํางานก็สามารถทําด้วยความสบายใจและดําเนินการตามกฎหมายได้เต็มที่ 

เมื่อถามว่า ผู้เสียหายค่อนข้างกังวลเนื่องจากผู้ต้องหามีการตั้งทนายจากบริษัทยักษ์ใหญ่ขึ้นมาต่อสู้ นายกฯ กล่าวว่า คนนําทรัพย์สินไปคืนให้ผู้เสียหายคือ ภาครัฐ ผู้เสียหายไม่ต้องไปสู้กับทนาย ของผู้ต้องหา ทนายต่อให้เก่งระดับไหน ถ้าคุณทําผิดกฎหมายชัดเจนแบบนี้ และทําให้ประชาชนมีความเดือดร้อน มันไม่มีทางที่จะชนะความผิด ที่ลูกความตัวเองกระทําไปได้ ตนไม่เคยเห็น