เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน อนุทิน มาเอง คอมเมนต์โพสต์ ดร.อานนท์

เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน อนุทิน มาเอง คอมเมนต์โพสต์ ดร.อานนท์

เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน อนุทิน มาเอง คอมเมนต์โพสต์ ดร.อานนท์

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 จากรกณี  นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้แทนการค้าไทย ที่ได้รับการแต่งตั้งจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ จนเกิดการโต้เถียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆ 

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเป็น 3 ข้อ เพื่อลดความสับสนและวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (มาร์ค แจงดรามา วีระพงษ์ ย้ำต้องไขก๊อกพรรคเพื่อความสง่างาม)

กระทั้ง วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความว่า ได้ลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (วีระพงษ์ ประภา ประกาศลาออกรองหัวหน้า ปชป. พร้อมเปิด 3 เหตุผล)

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ภาพ เนวิน ชิดชอบ คู่กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยที่ เนวิน ชิดชอบ พาสส.กลุ่มเพื่อนเนวินย้ายขั้วมาสนับสนุนนานอภิสิทธิ เป็นนายกฯ

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เข้ามาคอมเมนต์ด้วยว่า “เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน”  พร้อมภาพถ่ายร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.

ไม่ใช่เรื่องหักหลัง! อัษฎางค์วิเคราะห์ปม ศุภจี ดึง วีระพงษ์ ช่วยงานรัฐบาล แค่สื่อสารคลาดเคลื่อน

ไม่ใช่เรื่องหักหลัง! อัษฎางค์วิเคราะห์ปม ศุภจี ดึง วีระพงษ์ ช่วยงานรัฐบาล แค่สื่อสารคลาดเคลื่อน

ไม่ใช่เรื่องหักหลัง! อัษฎางค์วิเคราะห์ปม ศุภจี ดึง วีระพงษ์ ช่วยงานรัฐบาล แค่สื่อสารคลาดเคลื่อน

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.49 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระออกโรงโพสต์เฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “เหตุใดเรื่องนี้จึงบานปลาย: ดราม่า ศุภจี อาร์ต และ ปชป.”

โดยระบุว่า  ผมขอเริ่มต้นตรงประเด็นเลยว่า เรื่องนี้ไม่ควรถูกรีบสรุปว่าเป็น “เรื่องการเมือง การหักหลัง หรือเป็นเรื่องเล็กน้อยไร้สาระ” เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้อยู่ที่เจตนาร้ายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก แต่อยู่ที่การที่ทั้งสองฝั่งกำลังมอง “คนละชั้นของปัญหา”

ฝั่งหนึ่งมองจากโจทย์งานและความต่อเนื่องของนโยบาย อีกฝั่งมองจากสถานะทางการเมือง ขั้นตอน และผลสะเทือนต่อระบบพรรค

ดราม่าจึงเกิดขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่การดึงผู้เชี่ยวชาญธรรมดา แต่เป็นการทาบทาม “รองหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน” มาช่วยงานรัฐบาล เมื่อเรื่องออกมาในลักษณะนี้ ย่อมทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองทันที ฝ่ายหนึ่งอาจมองว่าเป็นการดึงคนที่มีประสบการณ์ตรงมาช่วยงานประเทศ แต่อีกฝ่ายย่อมมองไปถึงผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของพรรค

ข้อเท็จจริงที่ผมได้รับจากฝั่งคุณศุภจีคือ คุณศุภจีไม่ได้รู้จักคุณวีระพงษ์เป็นการส่วนตัว แต่ได้รับการแนะนำว่าบุคคลนี้มีประสบการณ์ตรงและมีผลงานเกี่ยวกับ FTA ไทย–EU จึงเห็นว่าหากได้มาช่วยสานงานต่อ ก็จะไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ในชั้นแรก นี่เป็นการมองจากโจทย์ของงานเป็นหลัก ไม่ใช่การเริ่มต้นจากโจทย์การเมือง

ต่อมาเมื่อทราบภายหลังว่า คุณวีระพงษ์เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีความตั้งใจจะประสานพูดคุยกับคุณอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรค แต่สถานการณ์กลับบานปลายเป็นดราม่าเสียก่อน

ขณะที่ข้อมูลสาธารณะจากฝั่งคุณอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ ระบุว่า คุณวีระพงษ์ได้มาปรึกษาเรื่องการถูกทาบทามให้ไปเป็นผู้แทนการค้าไทย และหากจะไปรับตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ก็ต้องตรวจสอบคุณสมบัติและจัดการสถานะทางพรรคให้ชัดเจนก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับบทบาทของการเป็นรองหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

ดังนั้น ในมุมของประชาธิปัตย์ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ขั้นตอน ความชัดเจน และความเหมาะสมของกระบวนการ

เมื่อเอาทั้งสองด้านมาวางคู่กัน ภาพที่เห็นจึงชัดขึ้นว่า เรื่องนี้อาจไม่ได้เริ่มจากเจตนาร้ายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่บานปลายเพราะ “ข้อเท็จจริงเชิงงาน” กับ “ข้อเท็จจริงเชิงการเมือง” ถูกพูดกันคนละจังหวะ และสาธารณะรับรู้ก่อนที่กระบวนการภายในจะเคลียร์กันเสร็จ

เมื่อเรื่องงานยังไม่ชัด แต่การสื่อสารออกมาก่อน ดราม่าจึงตามมาแทบจะทันที

“จากข้อมูลที่ผมได้รับ และจากคำอธิบายที่ปรากฏในที่สาธารณะ ภาพที่เห็นคือมีทั้งเรื่องงาน เรื่องขั้นตอน และเรื่องจังหวะการสื่อสารที่คลาดกัน”

เพราะเมื่อบุคคลที่ถูกทาบทามยังเป็นรองหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ประเด็นจึงขยับจากเรื่องความสามารถ ไปสู่เรื่องสถานะทางการเมือง ขั้นตอน และความชัดเจนว่า หากจะไปรับตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ต้องตรวจสอบคุณสมบัติและจัดการสถานะกับพรรคให้เรียบร้อยก่อน
เมื่อเรื่องงานยังไม่ชัด
แต่การสื่อสารออกมาก่อน
ดราม่าจึงตามมาแทบจะทันที
คนหนึ่งมองว่าเป็นการดึงคนมีฝีมือมาช่วยชาติ
อีกคนมองว่าเป็นเรื่องมารยาททางการเมืองและการเคารพระบบพรรค
และเมื่อสองกรอบนี้ชนกันในพื้นที่สาธารณะ ความเข้าใจของสังคมก็ย่อมแตกออกเป็นหลายทาง

โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า ในความเป็น “ศุภจี” ที่ไม่ได้นิยามตัวเองเป็น “นักการเมือง” แต่เข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง ก็พยายาม “หาคนที่ตรงกับงานมาช่วยกันทำงาน” ซึ่งก็อาจจะไม่ทันคิดถึง “การบริหารราชการ หรือบริหารการเมือง นั้นต่างจากบริหารธุรกิจ“

ส่วนคุณอภิสิทธิ์และ ปชป. ก็ไม่ได้คำนึงถึงหน้าตาหรือศักดิ์ศรี มากเหมือนที่ผู้สนับสนุนคิด แต่คุณอภิสิทธิ์และ ปชป.ก็คำถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง สังเกตได้จาก เมื่อคุณวีระพงษ์มาแจ้งว่าจะไปทำงานกับคุณศุภจี ซึ่งเป็นพรรคตรงข้าม คุณอภิสิทธิ์และ ปชป.ก็ไม่ได้ขัดขวาง เพียงแต่แนะนำว่า ควรทำให้ถูกต้องตามครรลอง

เพราะฉะนั้น ผมจึงขึ้นต้นบทความนี้ว่า เรื่องนี้อย่ารีบสรุปว่าเป็นเรื่องการเมือง การหักหลัง หรือรีบสรุปว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไร้สาระ 

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ทั้งสองฝั่งอาจมองคนละชั้นของปัญหา

ฝั่งหนึ่งมองจากโจทย์งานและความต่อเนื่องของนโยบาย 

อีกฝั่งมองจากสถานะทางการเมือง ขั้นตอน และผลสะเทือนต่อระบบพรรค

อนุทิน ลงพื้นที่เชียงราย ขอแจมเป่าขลุ่ย วงดนตรีไทยที่สนามบิน

อนุทิน ลงพื้นที่เชียงราย ขอแจมเป่าขลุ่ย วงดนตรีไทยที่สนามบิน

อนุทิน ลงพื้นที่เชียงราย ขอแจมเป่าขลุ่ย วงดนตรีไทยที่สนามบิน

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.13 น.

“อนุทิน” บินเชียงราย แจมเป่าขลุ่ย วงดนตรีไทยที่สนามบิน ปล่อยมุก “ฮั้ว สว ของจริง เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย”

วันที่ 12 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งนายกฯได้ระบุก่อนหน้านี้ว่าจะใช้เวลาลงพื้นที่แบบออร์แกนิค โดยวันที่ 12 เมษายน นายอนุทิน ได้เดินทางไปจังหวัดเชียงราย เพื่อสำรวจด้านการท่องเที่ยว  ทันทีที่ถึงสนามบินนานาชาติ แม่ฟ้าหลวง นายกฯได้ขอร่วมแจมเป่าขลุ่ยกับกลุ่มผู้สูงอายุชมรมดนตรีพื้นเมือง วัดเชตวัน ที่บรรเลงเพลงให้ผู้โดยสารฟังที่สนามบิน

นายอนุทิน ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กด้วยว่า “ถ้านับอายุก็ใกล้ครบคุณสมบัติที่พอจะเข้ากลุ่ม สว กลุ่มนี้ได้แล้ว นี่แหละเรียกว่า ฮั้ว สว ของจริงเพราะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย”

FC แห่คอมเมนต์ให้กำลังใจ อาร์ท วีระพงษ์ ร่วมทีมศุภจี เป็นผู้แทนการค้าไทย

FC แห่คอมเมนต์ให้กำลังใจ อาร์ท วีระพงษ์ ร่วมทีมศุภจี เป็นผู้แทนการค้าไทย

FC แห่คอมเมนต์ให้กำลังใจ อาร์ท วีระพงษ์ ร่วมทีมศุภจี เป็นผู้แทนการค้าไทย

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.00 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 ภายหลัง นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมา โพสต์ภาพหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังถูก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยรับผิดชอบงานเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (วีระพงษ์ ประภา ประกาศลาออกรองหัวหน้า ปชป. พร้อมเปิด 3 เหตุผล)

ล่าสุดหลังโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมมาก อาธิ  ให้กำลังคุณอาร์ทตลอดครับ เราชาวสีฟ้าทุกคน เห็นประโยชน์แก่ชาติทุกคนครับ ไม่ว่าจะบทบาทไหน , ดีใจด้วยครับ ที่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศในภาวะที่มีความเสี่ยงแบบนี้ ชาติต้องการคนเก่ง ,  สุดยอดครับ ประเทศชาติสำคัญกว่าพรรคการเมืองครับ ,จากคนเลือก ปชป 2 ใบ ยินดีด้วยนะคะ ได้ทำเพื่อประเทศชาติแล้วควรภูมิใจค่ะ ,เชื่อมั่นว่าคุณอาร์ทต้องการทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง เป็นกำลังใจให้นะครับ ,

คิดแบบคนมีความคิด แบบนี้ ถึงเรียกว่าทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศ อย่างแท้จริง ,เชื่อว่าประสบการณ์และความต่อเนื่องที่มี จะช่วยผลักดันงานสำคัญนี้ให้สำเร็จได้ ขอให้ทุกอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จครับขอให้ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง..ยินดีด้วยครับ, เป็นกำลังใจให้ค่ะ ทำงานเสร็จกลับ ปชป นะคะ , ชัดเจนครับ ถ้าให้ชัดกว่านี้ ควรลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่หัวหน้าพรรค เสนอแนะด้วยครับ

กรณ์ จี้ กลต.สอบ‘บางจาก’ ปมไม่ชอบมาพากล-เอื้อทุนเทา?

กรณ์ จี้ กลต.สอบ‘บางจาก’ ปมไม่ชอบมาพากล-เอื้อทุนเทา?

กรณ์ จี้ กลต.สอบ‘บางจาก’ ปมไม่ชอบมาพากล-เอื้อทุนเทา?

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.46 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โพสต์ข้อความระบุว่า  ความไม่ชอบมาพากลที่ ‘บางจาก’ กลต. เงียบ? #ปิดชื่อถือพฤติกรรม อย่างที่นายกฯ พูดไว้จริงหรือไม่!? 

อาทิตย์ที่ผ่านมา มีประชุมผู้ถือหุ้นบางจาก

มีข้อเสนอที่จะแก้ข้อบังคับบริษัทเพื่อกันตัวแทนของทุนเทาออกจากคณะกรรมการบริษัท (หุ้นที่ตอนนี้ถูกอายัดไปและอยู่ในขั้นตอนพิจารณาในชั้นศาล) แต่ล้มเหลวเพราะได้คะแนนสนับสนุนไม่พอ

บริษัทบอกว่าการมีทุนเทาอยู่ในบริษัทเป็นปัญหาเพราะต่างชาติที่เข้มงวดเรื่องแบบนี้ถึงขั้นออกมาตรการควํ่าบาตร และแม้แต่ตลาดกหลักทรัพย์ไทยก็ถอนชื่อบางจากออกจากทะเบียนบริษัทที่มีการกำกับดูแลที่ดี

แต่บางจากเองโทษใครไม่ได้ ยังไม่เคยชี้แจงว่าทำไมจึงได้เอื้อต่อกลุ่มทุนเทานี้ให้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทอย่างรวดเร็วสายด่วน โดยในวันที่ 11 เมษายน 2568 ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ได้มีการแต่งตั้งกรรมการตามวาระ 5 ท่าน โดยที่มี 4 ท่านกลับเข้าดำรงตำแหน่ง แต่ต่อมาเพียง 1 สัปดาห์ ในวันที่ 18 เมษายน 2568 โดยไม่มีวาระตามรอบใดๆ ไม่มีการต้องลงคะแนนเสียงผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด คณะกรรมการ กลับมีมติ อนุมัติการลาออกของกรรมการ 2 ท่าน และ ให้แต่งตั้งกรรมการตัวแทนจาก ACE 2 ท่าน ซึ่ง ACE ได้หุ้นมาอย่างไม่ปรกติจำนวนมากจาก Capital Asia Investment ถึง 3 รายการ เป็นกิจการซึ่งเพิ่งจัดตั้ง วันที่ 23 มกราคม 2568 (เพียง 3 เดือน) และ ซื้อหุ้น บางจากฯ มูลค่า 10,000 ล้านบาท แต่มีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท (หนี้/ทุน 200 เท่า) 

คำถามที่ คณะกรรมการบางจากฯ ต้องทบทวนจริงจังคือ ทำไมจึงได้เปิดประตูอย่าง (1) หละหลวม (2) เร่งร้อนเกินรอบเวลา (3) ไม่โปร่งใส เพราะ ไม่ต้องผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้น และ มติล่าสุด ก็ชี้ให้เห็นว่า แม้เสียงแก้ข้อบังคับจะไม่พอ 75% แต่เสียงสนับสนุน ACE ก็มีน้อยมาก และ (4) เป็นพฤติกรรมจงใจร่วมมือ ให้มีกรรมการลาออก 2 คน และ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งแทน โดยไม่ผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้น บทเรียนการไม่ได้ทำหน้าที่อย่างรอบคอบ ครบถ้วน ทำให้เกิดปัญหาต่อบริษัทในวันนี้ และ ควรที่จะเปิดโปง อำนาจ ”ไอ้โม่ง“​ ที่ผลักดันการแต่งตั้งอัปยศในครั้งนี้ 

นอกจากนั้น ยังได้แต่งตั้งในเดือน พฤษภาคม ในฐานะที่ บางจากฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BCPG ยังดำเนินการให้มีการแต่งตั้งให้ตัวแทน ACE เป็นรองประธานบริษัท BCPG และ เป็นประธานการลงทุนของ BCPG โดยไม่มีรอบเวลาที่จำเป็นแต่อย่างใด

และในอดีต ตั้งแต่ ปลายปี 2563 ยังอนุมัติให้บริษัทลูกคือ BCPG ขายหุ้นก้อนใหญ่ 4,500 ล้านบาทให้กับกลุ่มนาย Ben Smith อึกด้วย 

และหลังจากนั้นยังมีการซื้อทรัพย์สินในราคาที่แพงเกินจริง มูลค่า 9,000 ล้านบาท อย่างไม่โปร่งใส โดยบริษัทที่ซื้อมานั้น จัดตั้งบริษัทขึ้น หลังมติกรรมการ BCPG ไม่มีข้อมูลกำไร และ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ แต่อย่างใด แต่จ่ายเงิน 9,000 ล้านบาทไปแล้ว ในเดือน พฤษภาคม 2566 โดยกิจการนั้น ซื้อจากกิจการกลุ่มครอบครัว กลุ่ม Cosmo ของ ‘เสียตือ’ ที่เคยมีสมาชิกครอบครัวถูกจับคดี เว็บพนันออนไล์ และ การฟอกเงิน ในปี 2565

ที่ประชาชนกังวลใจ คือ ความสัมพันธ์ ของกลุ่ม เสี่ยตือ คอสโม กับกลุ่มท่านนายกฯ และ พรรคภูมิใจไทย โดย “นายคิว”​ บุตรเสี่ยตือคอสโม มีข่าวเสนอสินบนให้ท่าน ไชยชนก ชิดชอบ 40 ล้านบาท เพื่อชะลอคดีปราบสแกมเมอร์ กลับตามข่าว Next News เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย รัฐบาลจึงควรจะดำเนินการทุกเรื่องนี้ อย่าง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” อย่างที่กล่าวอ้าง และ พรรคประชาธิปัตย์ จะทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ส่วนคณะกรรมการของบางจาก ทั้งชุดปัจจุบันและชุดในอดีต ควรต้องชี้แจงว่าได้มีส่วนเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่ม scammer หรือไม่ อย่างไร โดยใคร?

และที่สำคัญ เมื่อแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แกะปมไม่ออก จะรับผิดชอบต่อความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นอย่างไร?

กลต. เองก็ไม่ควรเงียบต่อไปกับเรื่องนี้ มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องสืบสวน และหากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ต้องมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจนตามกฎหมาย

วีระพงษ์ ประภา ประกาศลาออกรองหัวหน้า ปชป. พร้อมเปิด 3 เหตุผล

วีระพงษ์ ประภา ประกาศลาออกรองหัวหน้า ปชป. พร้อมเปิด 3 เหตุผล

วีระพงษ์ ประภา ประกาศลาออกรองหัวหน้า ปชป. พร้อมเปิด 3 เหตุผล

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 จากกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายวีระพงษ์ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยนายอภิสิทธิ์ได้แจกแจงข้อเท็จจริงเป็น 3 ข้อ เพื่อลดความสับสนและวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายวีระพงษ์ ประภา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สวัสดีครับ ทุกท่าน 

วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะเรียนว่า ผมได้ลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความจริง กระบวนการทั้งหมดตรงไปตรงมากับทุกฝ่าย แต่เนื่องจากที่ปรากฏในสื่อ มีการตีความคาดเดาไปมากมาย ผมจึงอยากจะขอเรียนชี้แจ้งข้อเท็จจริง ดังนี้ครับ 

ข้อแรก เหตุผลที่ผมลาออก เพราะผมได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยรับผิดชอบงานเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป งานนี้ผมทำมาตั้งแต่เป็นผู้แทนการค้าไทยในรัฐบาลที่แล้ว และอยากจะทำต่อเนื่องให้สำเร็จ เพราะผมเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์กับคนไทยได้มาก การเจรจานี้ดำเนินการมาหลายรัฐบาล ความต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมากครับ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้แทนการค้าไทยขับเคลื่อนงานให้รัฐบาล จึงอาจไม่สอดคล้องกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปัจจุบันอยู่ในฐานะตรวจสอบรัฐบาล ผมจึงขอลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรค เพื่อให้การทำงานมีความโปร่งใส และตรงไปตรงมาครับ 

ข้อสอง แม้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่อุดมการณ์ผมไม่เคยเปลี่ยน ผมเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ เพราะผมประทับใจและเห็นตรงกับความคิดของท่านอภิสิทธิ์ที่อยากจะพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยการเจรจาการค้าที่ทันโลก เที่ยงธรรม และเกิดผลจริง ผมยึดถืออุดมการณ์นี้มาโดยตลอด ไม่เคยเปลี่ยนแปลง 

ในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา ผมได้ให้สัญญาไว้ว่าจะร่วมผลักดันการเจรจาการค้าให้สำเร็จ เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าไปทำให้สัญญากลายเป็นความจริง ผมจึงตัดสินใจรับทำงานนี้ และวันนี้ไปในฐานะคนทำงาน ไม่ได้ยึดโยงกับพรรคการเมืองใด 

สำหรับผู้ที่สนับสนุนผมในบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าท่านสนับสนุนผม เพราะเห็นว่าผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศนี้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมยังยืนยันว่า ผมยังเป็นอาร์ทคนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลงครับ 

ข้อสาม เรื่องกระบวนการซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันเป็นพิเศษ ผมขอเรียนว่า เมื่อผมได้รับการทาบทามอย่างเป็นทางการจากท่านศุภจี ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคได้รีบเรียนหารือกับท่านอภิสิทธิ์โดยไม่รอช้า ถึงการตอบรับและกระบวนการภายในพรรค โดยมีการติดต่อประสานงานอย่างต่อเนื่องและตรงไปตรงมา เพื่อความโปร่งใสและเป็นการเคารพในหน้าที่บทบาทของทุกฝ่าย ผมมั่นใจว่าทุกท่านต่างรักษากติกามารยาททางการเมือง โดยมีผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักยึดที่สำคัญครับ 

สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ที่ให้การสนับสนุนการทำงานด้วยดีเสมอมา วิสัยทัศน์ ความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริตของท่านเป็นสิ่งที่ผมยึดเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ ผมขอบคุณกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และผู้สนับสนุนทุกท่านที่ให้พลังใจกับผมมาโดยตลอดครับ

ในวันนี้ แม้ผมจะไม่ได้ทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว แต่ผมหวังว่าทุกท่านจะร่วมเดินทางกับผมต่อไป เพราะบทบาทไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับการพาประเทศไทยเดินหน้าไปให้ได้ในภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตเช่นนี้ครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : FC แห่คอมเมนต์ให้กำลังใจ อาร์ท วีระพงษ์ ร่วมทีมศุภจี เป็นผู้แทนการค้าไทย

แบกหัวใจ 66 ล้านดวง! สารจาก อ.อัจฉราวดี ถึง นายกฯอนุทิน ในวันที่โชคชะตาเลือกให้เป็นผู้นำ

แบกหัวใจ 66 ล้านดวง! สารจาก อ.อัจฉราวดี ถึง นายกฯอนุทิน ในวันที่โชคชะตาเลือกให้เป็นผู้นำ

แบกหัวใจ 66 ล้านดวง! สารจาก อ.อัจฉราวดี ถึง นายกฯอนุทิน ในวันที่โชคชะตาเลือกให้เป็นผู้นำ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า 

การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การได้รับเกียรติยศ  แล้วได้มีภาพใส่สายสะพายไว้แปะฝาผนัง  แต่มันคือการใช้หัวใจหนึ่งดวง ยืนขึ้นเพื่อแบกน้ำหนักของหัวใจอีก 66 ล้านดวง

นายกต้องใช้กำลังใจ กำลังความดีและความหนักแน่นเป็นอันมาก  ในการฟันฝ่าอุปสรรค  เพื่อลากเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปให้ถึงฝั่งได้โดยสวัสดิภาพ

อาจารย์เคยเป็นคนที่ไม่อินังขังขอบเรื่องการเมือง  กับนายกอนุทินเองก็มองว่า  เป็นแค่นักการเมืองในระบบการเมือง “อีกคนหนึ่ง” เท่านั้น  

แต่บัดนี้เห็นแล้วว่า การหันหลังให้  กลายเป็นการยอมรับให้การเมืองย่ำยีชาติ   จึงหันหน้ากลับมาเผชิญความจริงและสู้เพื่อชาติในมิติที่ทำได้   

นายกอนุทินอยู่บนเส้นทางการเมืองมานาน  ได้เป็นนายกชั่วคราวมาแล้วก็หนึ่งครั้ง  แต่ครั้งนี้ คือของจริงที่สุด หินที่สุด แต่ก็สง่างามที่สุด  เหมือนบุญมีแต่กรรมก็คอยถาโถม แต่ก็มอบโอกาสให้ได้สร้างบารมี



อนุทิน ชาญวีรกูลในวันนี้ คือคนที่ถูกเลือกมาทั้งด้วยโชคชะตาและจากพลังของประชาชน
อนุทินวันนี้จะเห็นพี่น้องสำคัญกว่าชาติไม่ได้  
จะเห็นเพื่อนและผู้สนับสนุนพรรคที่มีเงื่อนงำทุจริต  สำคัญกว่าประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยาก  ไม่ได้

อนุทินวันนี้ คือนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ลำดับที่ 33 ของประเทศไทย  ผู้ให้สัญญาว่า จะทำตามข้อสั่งการของประชาชน  และได้กล่าวคำแถลงนโยบาย 5 ข้อ ที่เมื่ออ่านแล้ว  ก็เห็นว่านายกฟังและมีความตั้งใจจะทำเพื่อแก้ปัญหาตามที่ประชาชนเรียกร้อง  เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ความมั่นคงและเศรษฐกิจของชาติ  

แม้จะมีหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งบอกว่า “เป็นนโยบายที่ไม่มีประชาชนอยู่ในหัวใจ”  แต่เราก็รู้ว่า  เป็นเพียงวาทกรรมหรูๆ ที่ไว้พูดในการอภิปรายเท่านั้น

อาจารย์เชื่อมั่นในเจตนารมย์ของนายก  เชื่อในความจงรักภักดีต่อสถาบันของนายก แต่ไม่เชื่อมั่นคนข้างๆ ไปจนถึงคนรอบข้าง  และไม่ค่อยเชื่อมั่นว่า  นายกจะกล้าหาญพอที่จะต้านทานการเมืองเดิมๆ ที่มีการถอนทุน  มีการแสวงหาประโยชน์เชิงนโยบายไปจนถึงคอยหาช่องทุจริต ได้หรือไม่

นายกต้องไม่ลืมว่า   การที่ภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในครั้งนี้    เป็นเพราะเสียงของปวงชนยอมเปิดทางให้   เพื่อกันไม่ให้พรรคประชาชนได้เสียงข้างมาก  มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

นายกต้องไม่ลืมว่า พรรคภูมิใจไทยคือตัวแทนของประชาชนฝั่งสีน้ำเงิน ที่หมายปกปักรักษาสถาบัน

การที่ ภท.กระโดดจากการเป็นพรรคขนาดกลางมาเป็นพรรคขนาดใหญ่  ทำให้ ภท.มีลักษณะเหมือนพรรคเฉพาะกิจ  ที่สั่งสมฐานเสียงของประชาชนมาไม่เพียงพอ   หากพลาด  ภูมิใจไทยจะกลับคืนสู่สามัญและอาจตกต่ำแบบพรรค รทสช.  ที่ก่อตั้งโดยพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่เมื่อหมดอำนาจบัดนี้ก็เหลือแค่ 2 ที่นั่ง  

นายกอนุทินได้พาภูมิใจไทยขึ้นมาอยู่ในจุดที่  แม้จะสำเร็จสูงสุดแต่ก็เปราะบางที่สุด   
หากไม่ทำตามข้อสั่งการของประชาชน  พรรคจะถูกตัดตอนเหมือนต้นบอนไซ  แล้วความสำเร็จในวันนี้ จะกลายเป็นภาพในอดีตที่เฝ้ารอคอยให้เกิดขึ้นอีกอย่างเจ็บปวด  

ไม่ว่านับแต่นี้นายกจะเจอแรงกดดันอันทุจริตจากกลุ่มใด  ขอให้ตระหนักว่า นายกมีประชาชนที่เดิมพันศรัทธาไว้  หนุนอยู่   
ขอให้นายกเผชิญหน้ากับแรงกดดันนั้นอย่างมีสติ  ระลึกถึงความรู้สึกของตนในวันแถลงนโยบาย   ที่ยืนขึ้นมาใช้หัวใจหนึ่งเดียวแบกหัวใจของประชาชนเรือนล้าน   แล้วยกมือขึ้นเหนี่ยวไกพลังความสุจริต  พุ่งใส่ไปที่แรงกดดันอันทุจริตต่อประชาชนนั้น

ความซื่อสัตย์แม้บางครั้งจะเจ็บปวด  แต่จะมอบรางวัลอันยิ่งใหญ่ ให้แก่ผู้ที่กล้าหาญยืนหยัดต่อต้านอำนาจอธรรมเสมอ
ชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดมาแล้ว  มันไม่มีอะไรที่จะอิ่มใจและงดงามไปกว่า การได้ใช้ลมหายใจที่เหลืออยู่  เสียสละเพื่อผู้อื่น

ขอให้ธรรมะรักษานายกอนุทินและคณะรัฐบาล   ขอส่งแรงใจให้ทุกท่านยืนหยัดด้วยความเที่ยงธรรมได้อย่างกล้าหาญ

อนุทิน อวยพรสงกรานต์ ขอปชช.ตักตวงความสุข ใช้วันหยุดกับครอบครัว ย้ำดื่มแล้วไม่ขับ

อนุทิน อวยพรสงกรานต์ ขอปชช.ตักตวงความสุข ใช้วันหยุดกับครอบครัว ย้ำดื่มแล้วไม่ขับ

อนุทิน อวยพรสงกรานต์ ขอปชช.ตักตวงความสุข ใช้วันหยุดกับครอบครัว ย้ำดื่มแล้วไม่ขับ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.43 น.

อนุทิน อวยพรสงกรานต์ ขอปชช.ตักตวงความสุข ใช้วันหยุดกับครอบครัว ย้ำดื่มแล้วไม่ขับ 

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กล่าวผ่านเพจไทยคู่ฟ้า ว่า เนื่องในวันสงกรานต์ 2569 ว่า สงกรานต์ปีนี้ขอให้ทุกท่าน ได้ใช้ความสุขอย่างเต็มที่ เดินทางไปทุกที่ด้วยความปลอดภัย อย่าลืมว่าดื่มแล้วต้องไม่ขับ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ใช้ช่วงเวลาของวันหยุดตักตวงความสุข ให้กับตนเองและครอบครัว ขอให้โชคดีสวัสดีปีใหม่ไทยทุกคน

โสภณ อวยพรสงกรานต์ ขอ นักการเมือง ข้าราชการ เป็นแบบอย่างที่ดี

โสภณ อวยพรสงกรานต์ ขอ นักการเมือง ข้าราชการ เป็นแบบอย่างที่ดี

โสภณ อวยพรสงกรานต์ ขอ นักการเมือง ข้าราชการ เป็นแบบอย่างที่ดี

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

วันนี้ 12 เม.ย. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุ ในพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ อำเภอคูเมือง อำเภอพุทไธสง อำเภอนาโพธิ์ และอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,600 คน เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ไทย ประจำปี 2569 นอกจากนี้ ยังได้พบปะหารือร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและผู้นำในพื้นที่ อาทิ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สมาชิกสภาจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ  นายกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ประธานสภาฯ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจแก่ผู้สูงอายุ เราต้องให้ความสำคัญของการดูแลสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ การดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในครอบครัวที่อบอุ่น ตลอดจนการปลูกฝังค่านิยมความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งถือเป็นคุณธรรมพื้นฐานอันสำคัญของสังคมไทย

โสภณ ซารัมย์

นายโสภณ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันว่า ผู้นำทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือข้าราชการ พึงประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน ยึดมั่นในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

“ผมขออวยพรพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง เดินทางโดยสวัสดิภาพ และใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกับครอบครัวอย่างอบอุ่น และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันสถานการณ์ต่างๆของประเทศ เพื่อก้าวสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป” ประธานสภาฯ กล่าว

โสภณ ซารัมย์

สุวัจน์ อวยพรสงกรานต์ วอนคนไทยมีน้ำใจฝ่าวิกฤต หนุนรัฐเร่งดับทุกข์ค่าครองชีพ

สุวัจน์ อวยพรสงกรานต์ วอนคนไทยมีน้ำใจฝ่าวิกฤต หนุนรัฐเร่งดับทุกข์ค่าครองชีพ

สุวัจน์ อวยพรสงกรานต์ วอนคนไทยมีน้ำใจฝ่าวิกฤต หนุนรัฐเร่งดับทุกข์ค่าครองชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนา ได้ส่งคำอวยพรถึงพี่น้องประชาชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ปี 2569 ว่าวันสงกรานต์ปีนี้ เป็นประเพณีวันหยุดยาวที่พี่น้องประชาชนชาวไทยจะได้กลับบ้าน เยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ ขอพรและทำบุญเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็หวังว่าการจราจรน่าที่จะติดขัดน้อยกว่าทุกปี เพราะส่วนหนึ่งมาจากปัญหาน้ำมันแพง อาจทำให้มีการเดินทางน้อยลง และมีการเปิดใช้มอเตอร์เวย์หลายสาย อาทิ สายบางใหญ่ไปกาญจนบุรี หรือ สายบางปะอินไปนครราชสีมา แม้ว่ายังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตลอดสายก็คงจะอํานวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น อุบัติเหตุต่างๆ ก็น่าที่จะน้อยลง

สงกรานต์ปีนี้เราก็มีวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำมันแพงจากสงคราม สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก อยากให้รัฐบาลใหม่ซึ่งได้แถลงนโยบายกับรัฐสภาไปแล้ว ได้รีบลงมือทํางานอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน ซึ่งจากนี้ไปจะต้องมีหลายปัญหาที่ติดตามมามากมาย น้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคา สินค้าขาดแคลน ค่าครองชีพสูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาหนี้สินที่จะติดตามมา การเลิกกิจการของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งคาดว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จะนําไปสู่เศรษฐกิจที่จะย่ำแย่ลงไปอีก ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอาจจะได้รับผลกระทบมากขึ้น อยากให้รัฐบาลได้เตรียมการและหามาตรการต่างๆ ในการรองรับ เยียวยาให้ทันเหตุการณ์ และตรงกับปัญหาของทุกกลุ่มของประชาชน ขอให้กําลังใจรัฐบาลให้ทํางานให้เต็มที่ ให้ประสบความสําเร็จในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

นายสุวัจน์ กล่าวว่าเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ปีนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ได้เติมกำลังใจซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันในวันครอบครัวในวันหยุดยาวจะสร้างกําลังใจและน้ำใจที่เรามีต่อกัน  นี่คือพลังที่ยิ่งใหญ่ พลังครอบครัว จะทำให้เราสามารถฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมันแพง กำลังใจและน้ำใจสู้กับน้ำมันแพง ขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความปลอดภัย

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ