ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’

ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’

ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’ ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยวัฒนธรรมอาหารผ่าน ‘มิชลิน ไกด์’ คู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก

ภายในงานเสวนาดังกล่าว ททท. ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของ ‘มิชลิน ไกด์’ มานานกว่า 9 ปี ได้เชิญบุคลากรจากร้านอาหารในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 มาร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นบนเวทีเสวนา ได้แก่ นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์ จาก ‘โกท’ ร้านอาหารรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ และ ‘ดาวมิชลิน รักษ์โลก’, เชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ จาก ‘แก่น’ และ “กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์ นักออกแบบและตกแต่งอาหาร หรือ Food Stylist จาก ‘แก่นกรุง’ โดยสองร้านหลังติดอันดับร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและช่วยฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดย “วัฒนธรรมอาหารไทย” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ”

ภายในงานมีการนำเสนอข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก ซึ่งสะท้อนบทบาทของ ‘มิชลิน ไกด์’ ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ที่มีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดย 74% ของนักเดินทางใช้การมีร้านอาหารใน ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 76% มีแนวโน้มขยายระยะเวลาการพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ที่ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% หลังได้รับดาวแรก ขณะที่ 60% มีการจ้างงานเพิ่ม และ 58% มีการลงทุนปรับปรุงร้าน และ ด้านวงการอาหาร ที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอาหารสู่ระดับสากล

ทั้ง 3 ผู้ร่วมเวทีเสวนารับเชิญ ซึ่งเป็นบุคลากรจากร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในหลากหลายประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มทิศทางการดำเนินงานร้านอาหารในอนาคต, ระบบนิเวศอาหารไทย, ความสัมพันธ์กับเกษตรกรหรือผู้ผลิตท้องถิ่น, บทบาทของร้านอาหารที่มีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ฯลฯ

ในปี 2569 ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผ่านนโยบาย “ก้าวใหม่ท่องเที่ยวไทย” (Thailand Tourism Next) ที่เน้นการยกระดับสู่ความยั่งยืนตามแนวคิดการเน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” (Value over Volume) โดยวัฒนธรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน ‘มิชลิน ไกด์’ ยังคงเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนนโยบายของ ททท. โดยช่วยตอกย้ำความเป็นเลิศและมาตรฐานสากลของวงการอาหารในประเทศไทยบนเวทีโลก

คุณแหน : 3 เมษายน 2569

คุณแหน : 3 เมษายน 2569

คุณแหน : 3 เมษายน 2569

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดเวทีเสวนา “ทิศทางการขับเคลื่อนสุราษฎร์ธานี สู่เมืองเกษตรมูลค่าสูง ท่องเที่ยวยั่งยืน สังคมเป็นสุข”..
  • ชื่นชม มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ แพทยสภา สถาบันมหิตลาธิเบศร นักศึกษาหลักสูตร ปธพ.12 และ ปนพ. 3 ร่วมจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี..
  • วิรัตน์ รักษ์พันธ์ เลขานุการ คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมด้วย ผศ. (พิเศษ) ดร.อลงกต วรกี และคณะ ได้เข้าร่วมพิธีเปิดอาคารคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและติดตามการดำเนินงานด้านการสืบสานพระราชปณิธานด้านสาธารณสุข ณ รพ.สมเด็จพระยุพราชเวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี นพ.ปรีชา สุมาลัย ผอ.รพ. ให้การต้อนรับ งานนี้ ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, จักร โกศัลยวัตร, ดร.ศิพัตม์ ไตรอุโฆษ, นพ.พลลภัตม์ เสถียร, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร ร่วมด้วย..
  • กิติพล เวชกุล รอง ผวจ.พิจิตร เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ทวิกีฬา “Phichit Duathlon 2026” เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่..
  • ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ พร้อม จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล, กรกฎ ชาตะสิงห์, อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์, เกรียงศักดิ์ ศักดิ์เรืองนาม, ดร.พิทักษ์ ศิลป์ประสิทธิ์, นันทนา มีประเสริฐ เป็นผู้แทนเพื่อนๆ MPPM 1 ไปสวดพระอภิธรรมศพ นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ประธานรุ่น..
  • ดร.นพ.ตุลวรรธน์ พัชราภา ผอ.ปฏิบัติการ รพ.เวชธานี ให้การต้อนรับชาวคณะหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9 มาศึกษาดูงานเทคโนโลยีทางการแพทย์..
  • โยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ชวนเพื่อนๆ Digital CEO#3 มาสังสรรค์ โดยมี บัณฑิต อัมพรศรีสุภาพ, ดร.อลิสา คงทน, พิศุทธิ์ อารีมิตร, ธนภร ธนวันต์กิตติ, อาทิชา เอนคสัมพันธ์ ร่วมด้วย..
  • อนุโมทนาบุญกับ สันทวัฒน์ สินาเจริญ ซีอีโอ บจ. เอนีเพย์ ที่ได้บริจาคเงินช่วยปรับปรุงหอผู้ป่วยศัลยกรรมและศัลยกรรมกระดูก รพ. รพ.สมเด็จพระยุพราชเวียงสระ สุราษฎร์ธานี..
  • ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก.บจ.ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมหนุนโครงการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วย ปชช.” มอบวัสดุอุปกรณ์ตรวจซ่อมบำรุงให้กับ ฐิติปกรณ์ ภคุโล ผอ.วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เตรียมพร้อมให้บริการตรวจเช็ก-ซ่อมรถฟรีให้แก่ ปชช. ช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนได้อีกแรง..
  • นิติ เมฆหมอก ชวนเพื่อนๆ Digital CEO# 6 กว่า 30 คน มากินข้าวรียูเนียนกันอย่างอบอุ่น งานนี้ ธานินทร์-ชุติลักษณ์ พานิชชีวะ, เกศนรี จองโชติศิริกุล, ผศ.ดร.พร วิรุฬห์รักษ์, สมศักดิ์ กุญชรยาคง, ธีรัส บุญ-หลง, ยอดฤดี สันตติกุล, สมชาย ตรีรัตนนุกูล, ฐิตกร อุษยาพร, ศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์, มณฑล นุ่นละออง, คงพันธ์ ฉมารัตน์ ไม่พลาด..
  • เพื่อนๆยินดีกับ ณัฐพงศ์ โกวิทยานันต์ ที่ได้เป็นคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมปฐพี ในคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมโยธา ประจำปี 2569 ของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์..

น้องใหม่

SACIT จัด ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’ ดันภูมิปัญญาเข้าถึงตลาดสากล

SACIT จัด 'อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17' ดันภูมิปัญญาเข้าถึงตลาดสากล

SACIT จัด ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’ ดันภูมิปัญญาเข้าถึงตลาดสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เตรียมจัดงาน “อัตลักษณ์   แห่งสยาม ครั้งที่ 17” เวทีสำคัญในการขยายตลาดและสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยทั่วประเทศ รวบรวมผลงานคุณภาพจากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เปิดโอกาสเชื่อมต่อผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ เพิ่มมูลค่าและต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด   “สานภูมิปัญญา สู่ความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยกล่าวว่า SACIT ภายใต้หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการ “สร้างตลาด สร้างโอกาส    สร้างรายได้” ให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า ไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยบทบาทใหม่ในฐานะ “นักปั้น”  ที่มุ่งบ่มเพาะและต่อยอดศักยภาพช่างฝีมือไทยให้สามารถแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ การสืบสานองค์ความรู้ดั้งเดิม การสร้างสรรค์ให้สอดรับกับความต้องการของตลาด และการส่งเสริมช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์

นอกจากนี้ SACIT ยังมุ่งเปิดพื้นที่ทางการตลาดใหม่ ๆ เชื่อมโยงผู้ผลิตกับกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ นักท่องเที่ยว และผู้ซื้อเชิงธุรกิจ (B2B) เพื่อขยายฐานลูกค้า เพิ่มมูลค่างานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับการสื่อสารคุณค่าเรื่องราว (Storytelling) ของชิ้นงาน เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาส   ในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิต เพราะงานหัตถศิลป์ไทยคือมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ ถ่ายทอดภูมิปัญญา วิถีชีวิต และความเชื่อจากรุ่นสู่รุ่น เป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่า และเปิดโอกาสทางอาชีพให้กับชุมชนทั่วประเทศ ส่งผลต่อ  การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

การนำงานศิลปหัตถกรรมไทยเข้าสู่ใจกลางเมือง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของ SACIT ในการขยายตลาด  และเพิ่มโอกาสทางการขาย โดยเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่กลุ่มคนเมือง คนรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยว ผ่านการ จัดกิจกรรมในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่เข้าถึงง่าย ควบคู่การทำตลาดเชิงรุกและรูปแบบการนำเสนอที่ทันสมัย อย่างเช่น งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569  ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตได้พบผู้ซื้อโดยตรง สร้างการรับรู้ เพิ่มมูลค่าสินค้า และต่อยอดสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ภายใต้แนวคิด “สานภูมิปัญญา สู่ความยั่งยืน”

ภายในงานพบกับโซนกิจกรรมหลากหลายที่ทั้งชม ชอป เรียนรู้ และสร้างประสบการณ์อย่างครบครัน  เริ่มจากโซนจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่รวบรวมงานหัตถศิลป์ไทยคุณภาพ อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้ายทอมือ งานจักสาน และเครื่องปั้นดินเผา โซนจัดแสดงและจำหน่ายงานหัตถศิลป์ชั้นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม จากทั่วประเทศกว่า 50 ราย กิจกรรมสาธิตงานหัตถศิลป์ไทยแบบใกล้ชิด ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ของงานฝีมือจริง และกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์พิเศษ “อัตลักษณ์แห่งสยาม Exclusive Auction” การประมูลงานหัตถศิลป์ไทยระดับมาสเตอร์พีซกว่า 40 ผลงาน ที่เปิดโอกาสให้นักสะสมและผู้สนใจได้ครอบครองผลงานอันทรงคุณค่า จัดขึ้น ในวันที่ 25 เมษายน 2569 ตั้งแต่ 16.30 น. เป็นต้นไป ณ ห้อง Moonlight Hall พิพิธภัณฑ์บ้าน  Jim Thompson

SACIT ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทย มาสัมผัสเสน่ห์ของภูมิปัญญาไทยผ่านผลงานช่างฝีมือชั้นครู ที่ทั้งงดงามและทรงคุณค่า หาชมได้ยาก พร้อมเลือกซื้องานหัตถศิลป์ไทยที่มีคุณภาพรวบรวมไว้ในที่เดียวในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G และ เฮลิค การ์เด้นท์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร เดินทางสะดวกด้วย BTS สถานีพร้อมพงษ์ (ทางออก 1) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1289 หรือ FacebookSACIT Shop

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมปรับภูมิทัศน์ศูนย์พัฒนาเด็กอ่อน ถวายพระราชกุศลกรมสมเด็จพระเทพฯ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมปรับภูมิทัศน์ศูนย์พัฒนาเด็กอ่อน ถวายพระราชกุศลกรมสมเด็จพระเทพฯ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมปรับภูมิทัศน์ศูนย์พัฒนาเด็กอ่อน ถวายพระราชกุศลกรมสมเด็จพระเทพฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.06 น.

เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับชมรมอาสาคนพิการสู้ต่อ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายรวมพลังทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลฯ

โดยกิจกรรมสาธารณประโยชน์ครั้งนี้ ได้ลงพื้นที่ปรับปรุงทัศนียภาพศูนย์พัฒนาเด็กอ่อนก่อนวัยเรียน ชุมชนเพชรสยาม นำโดยนางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับบริษัทไทย สมายล์ บัส และชมรมอาสาคนพิการสู้ต่อ นำโดยนายสุริยะ โกทา ประธานชมรม , นางสาวประภาวัลย์ เมฆประสาท และนางสาวเนตรนภา สมบัติยานุชิต สมาชิกชมรม เน้นการบูรณะทาสีรั้วโดยรอบศูนย์ฯ และทาสีเครื่องเล่นสนามเด็กเล่น สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี สดใส ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ​

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมในด้านการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ขณะเดียวการผนึกกำลังร่วมกับชมรมอาสาคนพิการทำประโยชน์เพื่อพัฒนาสังคมร่วมกันอันแสดงให้เห็นถึงความร่วมใจอย่างเท่าเทียม ไม่เพียงแต่เป็นการปรับปรุงสถานที่ อันแสดงให้เห็นถึงความร่วมใจอย่างเท่าเทียม แสดงให้เห็นว่าข้อจำกัดทางร่างกายไม่ใช่อุปสรรค และยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมร่วมกัน ทั้งนี้ มูลนิธิพร้อมเดินทางสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมในทุกๆ ด้าน ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่อไป เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

AIDSID เปิดตัว ‘ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย’ ศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศไทย

AIDSID เปิดตัว 'ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย' ศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศไทย

AIDSID เปิดตัว ‘ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย’ ศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานเปิด “ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย” อย่างเป็นทางการ ซึ่งขับเคลื่อนโดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย (AIDSID) (อ่านว่า เอ-สิด) โดยมี คณะผู้บริหารสภากาชาดไทย เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมพิธี ณ บริเวณด้านหน้าราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย ถ.ราชดำริ กรุงเทพฯ

กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดบูธนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับ HIV โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก วัคซีน HPV และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยการสอดแทรกผ่านการเล่นเกมพร้อมรับของรางวัลมากมาย และจัด Photo Booth ให้บริการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 13.45-16.00 น. ณ ชั้น 1 อาคารคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย

นอกจากนี้ ยังได้จัดแคมเปญพิเศษ ในโอกาสฉลองเปิด “ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย” ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 10 เมษายน 2569 ได้แก่ จัดโปรโมชั่นยาต้านไวรัส (ARV) ยา PrEP ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี สำหรับผู้เข้ารับบริการ และ จัดโปรโมชั่นวัคซีนราคาพิเศษผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ iRedcross ของสภากาชาดไทย ซึ่งเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว พร้อมให้บริการแบบ Fast Track รวดเร็วจบภายใน 10 นาที ในวันที่เข้ารับการฉีดวัคซีน ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด, วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก, วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ สำหรับเพศชายอายุ 9 ปีขึ้นไป, วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด High Dose และพิเศษ! วัคซีน HPV 2 สายพันธุ์ ฟรี สำหรับหญิงไทย อายุ 9-26 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน HPV มาก่อน หรืออยู่ในเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ซึ่งลงทะเบียนเพียง 1 ครั้งได้รับวัคซีนครบทุกเข็ม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาและวัคซีนเพิ่มมากขึ้น

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเรายังคงเผชิญกับความท้าทายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรคเอดส์ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วัณโรค และโรคตับอักเสบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย จึงได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการขยายบริการและการวิจัยเชิงรุกจากเดิมที่มีการให้บริการรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาและการป้องกันที่มีประสิทธิภาพของโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่มีความสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

สำหรับ “ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย” แห่งนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ (1) เพื่อเป็นศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศ เน้นการให้บริการที่ครอบคลุม ทั้งโรคติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วัณโรค และตับอักเสบ อย่างครบวงจร (2) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระดับประชากร ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่จำเป็นสำหรับกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิต (3) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการที่ทันสมัย ด้วยระบบการจัดการที่รวดเร็ว เป็นมิตร และให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการ และ (4) เพื่อเป็นแหล่งองค์ความรู้ อบรม และผลิตงานวิจัยของโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญของประเทศ”

สำหรับผู้สนใจเข้ารับบริการที่ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย ถ.ราชดำริ กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า BTS สถานีศาลาแดง และ MRT สถานีราชดำริหรือสถานีสีลม รวมถึงรถโดยสารประจำทางหลายสาย ซึ่งช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ http://www.aidsid.or.th หรือ เฟซบุ๊กเพจ : ราชดำริคลินิก คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย สอบถามโทร. 0 2251 6711-5

วิทยาลัยดุสิตธานีเชิดชู 6 ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน

วิทยาลัยดุสิตธานีเชิดชู 6 ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน

วิทยาลัยดุสิตธานีเชิดชู 6 ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

วิทยาลัยดุสิตธานี – นับเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาชั้นแนวหน้าด้านธุรกิจบริการในเครือโรงแรมดุสิตธานี ได้ริเริ่มมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นให้แก่ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ให้อุตสาหกรรมการบริการ สร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบัน และมีผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับสากล พณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธี และ ดร. คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา นายกสภาวิทยาลัย มอบรางวัลให้ในพิธีประสาทปริญญาบัตรร่วมกับมหาบัณฑิตและบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา

ปีนี้วิทยาลัยดุสิตธานีได้คัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569 และได้มอบรางวัลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในพิธีประสาทปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567-2568 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ โดยแบ่งรางวัลเป็น 2 ด้านคือ ศิษย์เก่าดีเด่น ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม และ ศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัลทั้ง 2 ด้าน ได้แก่ อักษรศิลป์ แก้วบุดดา, สุเมธชัย อินทกรณ์ และ ปิยะชาติ พุทธวงษ์ (เชฟบอย) ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม ขณะที่ จักรวรรดิ ละอองสุวรรณ, สุรกิจ เข็มแก้ว (เชฟปิง) และ นิตินันท์ มังคลา (เชฟนิว) รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน 

อักษรศิลป์ แก้วบุดดา


อักษรศิลป์ แก้วบุดดา กรรมการผู้จัดการบริษัท อเมอเอเชี่ยน เฟรเกร็นซ์ รีเสิร์ช จำกัด ผู้เป็นศิษย์เก่า ปริญญาตรี รุ่นที่ 25 และปริญญาโท รุ่นที่ 17ได้รับรางวัลในด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม เพราะเธอสนับสนุนทุนการศึกษา 100% ให้แก่นักศึกษาปัจจุบันวิทยาลัยดุสิตธานีรวมทั้งสิ้น 3 ทุนอันนับเป็นต้นทางของการบ่มเพาะบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสหกรรมการบริการ 

สุเมธชัย อินทกรณ์

สุเมธชัย อินทกรณ์ ศิษย์เก่ารุ่นที่ 8 สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โอคุริ เฮ้าส์ โดยเมื่อปีก่อน เขาเพิ่งได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นเอสเอ็มอี สาขาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง จากงาน CEO EconmassAwards 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ส่วนในปีก่อนหน้านั้นก็ได้รับรางวัล Success Case โครงการยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ 

สำหรับคนสุดท้ายที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม ได้แก่ เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ ศิษย์เก่ารุ่นที่ 16 สาขาการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร เขาเป็นเจ้าของตำแหน่งเชฟมิชลิน 1 ดาว ของร้านเสน่ห์จันทน์และยังเป็นเชฟประจำรายการ “ข้ามเวลาหากิน” ของข้าวพนมรุ้ง เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยของบริษัทสยามสินธร รวมถึงเป็นอาจารย์พิเศษให้กับวิทยาลัยดุสิตธานีด้วย

จักรวรรดิ ละอองสุวรรณ

จักรวรรดิ ละอองสุวรรณ ผู้ได้รับรางวัลด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน เป็นศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี สาขาการจัดการโรงแรม รุ่นที่ 2 อดีตเป็นผู้จัดการโรงแรมออนเซ็นแอทม่อนแจ่มปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (องค์รวม) นอกจากตัวเขาเองจะประสบความสำเร็จในวิชาชีพ ด้วยการเป็นผู้บริหารโรงแรมในฐานะผู้จัดการโรงแรมชั้นนำหลายแห่งทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว อาทิ Chiva-Som International Health Resorts, Hua Hin; Devasom Khao Lak Beach Resortฯลฯ เขายังมักมอบโอกาสให้บัณฑิตจากวิทยาลัยดุสิตธานีเข้าทำงานในโรงแรมเสมอ หากมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนและเหมาะสม 

สุรกิจ เข็มแก้ว

สุรกิจ เข็มแก้ว หรือที่รู้จักกันดีในนาม “เชฟปิง” เป็นศิษย์เก่าปริญญาตรี รุ่นที่ 14 สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร อีกทั้งยังเป็นศิษย์เก่าปริญญาโท รุ่นที่ 18 ของวิทยาลัยดุสิตธานีด้วย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Executive Chef บริษัท พีเอสเค คอนเนคชั่น จำกัด และยังเป็น Content Creator ด้านอาหารผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างด้วย นับว่าเขาช่วยยกระดับภาพลักษณ์วิชาชีพเชฟให้เป็นที่ยอมรับ สร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้กับคนรุ่นใหม่ และเผยแพร่มาตรฐานการศึกษาของวิทยาลัยดุสิตธานีให้สังคมทั่วไปรับทราบ

นิตินันท์ มังคลา

อีกหนึ่งคนที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน คือ นิตินันท์ มังคลา (เชฟนิว) ศิษย์เก่ารุ่นที่ 13 สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหารอากาเว่ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากมิชลินไกด์ให้รับรางวัลมิชลิน บิบกูร์มองด์ 2026 โดยได้รางวัลนี้มาตั้งแต่ปี 2023 

วิทยาลัยดุสิตธานีภาคภูมิใจในความสำเร็จของศิษย์เก่าทั้ง 6 คน รวมทั้งมุ่งหวังว่า พวกเขาจะเป็นแบบอย่างที่ดีและช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทั้งนักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีตลอดจนบุคคลทั่วไป ให้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการบริการอย่างมีคุณภาพและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับอุตสาหกรรมนี้ต่อไป

อัพเดทศิลปะเพื่อชีวิตที่แมด, มันมัน

อัพเดทศิลปะเพื่อชีวิตที่แมด, มันมัน

อัพเดทศิลปะเพื่อชีวิตที่แมด, มันมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ (MMAD, MunMun Srinakarin) คอมมูนิตี้ของศิลปะและดีไซน์ ที่เปิดกว้างสำหรับคนรักศิลปะทุกแขนง ชวนคุณมาอัพเดทกับนิทรรศการศิลปะหลากรูปแบบตลอดเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569

เริ่มต้นด้วย ‘1 วัน 1,000 ภาพ ครั้งที่ 7: Pawtrait’ นิทรรศการภาพถ่ายสุดไอคอนิคของ แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ ที่ชวนคอมมูนิตี้คนรักสัตว์ และชอบถ่ายภาพ มาสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘สัตว์เลี้ยง’ ผ่านภาพถ่ายสัตว์เลี้ยง 1,000 ภาพ คัดเลือกจากกว่า 12,500 ภาพ ของผู้ส่งผลงานรวมกว่า 1,700 คน พร้อมถ่ายทอดหลากหลายโมเมนต์แห่งความผูกพัน ในรูปแบบ A Photographic Installation ขนาดใหญ่ จัดแสดงที่ ชั้น 1 ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม

ต่อมา เปลี่ยนกำแพงทางเดินสีขาวที่เคยว่างเปล่า ให้กลายเป็น ‘Art Wall’ พื้นที่ที่เปิดให้ศิลปินหลากหลายสไตล์นำผลงานมาจัดแสดงร่วมกัน ทั้งงาน Illustration ร่วมสมัย และงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบดั้งเดิม พร้อมนำเสนอผลงานจากหลายเทคนิคบนกำแพงเดียวกัน โดยชั้น 2 นำเสนอผลงานรูปแบบภาพประกอบ (Illustration) แบบ Group Exhibition ที่รวบรวมศิลปินทั้ง 8 คน ได้แก่ Sibeclop , Jibchaa , Dewy , Pun-Cha-Lee , DaisiesDayDream , Joker Dude , Syrub Ai , Threeraboon จาก Alexgust Gallery และ ผลงานจากศิลปินในโครงการ White Canvas จาก Palette Art Space ชั้นที่ 3 นำเสนอผลงาน Painting บนผนัง แบบ Group Exhibition ที่หยิบยกผลงานหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะร่วมสมัย , ศิลปะดั้งเดิม ,ภาพประกอบ และประติมากรรม โดย The Arts Club BKK จัดแสดงถึง 10 พฤษภาคม 2569

มิติรัก ผลงานของ กฤตยชย์ ภู่หอม นิทรรศการนี้เชื้อเชิญให้ผู้ชมก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งการรับรู้ เพื่อสำรวจ ตกตะกอน และตีความมิติของความรักผ่านประสบการณ์ของตนเอง ราวกับการตกหลุมรักงานศิลปะเป็นครั้งแรก จากความรู้สึกที่ยังไม่คุ้นเคย ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ ความผูกพัน และความรักที่เติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ ภายในใจ พร้อมเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนผ่านอารมณ์ ความรู้สึก และช่วงเวลาที่ถูกแบ่งปันร่วมกันในพื้นที่เดียวกันอย่างอ่อนโยนและลึกซึ้ง ผลงานของ กฤตยชย์ ถ่ายทอดความงดงามของความรัก ผ่านภาพแทนและสัญญะทางศิลปะ โดยหยิบยก คิวปิด และ อโฟรไดท์ มาเป็นตัวแทนของความรัก ความปรารถนา และความลุ่มหลง ผสานเข้ากับสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ซ่อนนัยความหมายกระจายอยู่ในผลงานแต่ละชิ้น การจัดวางองค์ประกอบอย่างละเอียดอ่อนภายในนิทรรศการ ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความเปราะบางของช่วงเวลาแห่งการตกหลุมรักอย่างละเมียดละไม จัดแสดงถึง 17 พฤษภาคม

บ้าบอ โปรเจค ผลงานของศิลปินกลุ่ม ได้แก่ ฉลองศักดิ์ วงศ์รัตนพรกูร, ธีรัช อภิพัฒนา, ปัณฑ์ฉัฐม์ ฉันทภควินท์, ชยาวิชญ์ ณ เชียงใหม่และ อริสรา แดงประไพ ที่นำคำว่า “MAD” มาตีความใหม่ โดย “MAD” มาจากคำว่า Meaningful • Artistic • Diverse ที่อยากชวนทุกคนมาเฉลิมฉลองศิลปะที่มีความหมาย ผ่านผลงานของศิลปินที่มีพื้นฐานและวิธีเรียนรู้ที่หลากหลาย นิทรรศการนี้เกิดจากการร่วมมือกับแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ เช่น ดีสวัสดิ์, พาซาย่า หรือ อริสรา สตูดิโอ เพื่อถ่ายทอดพลังของความหลงใหล ความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าที่จะเป็นตัวเอง จัดแสดงถึง 17 พฤษภาคม 2569

ปิดท้ายด้วย Exit บทสนทนาจากครูสู่ศิษย์การแสดงผลงานร่วมกันของอาจารย์และลูกศิษย์จากกลุ่ม CAT Contemporary Art Thai เปรียบเหมือนการส่งต่อแสงจากเทียนเล่มหนึ่งสู่อีกเล่มหนึ่ง จากครูสู่ศิษย์ ให้ความรู้และแรงบันดาลใจขยายต่อไปไม่สิ้นสุด ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความกดดัน บ่อยครั้งที่ ‘ทางออก’ อาจไม่ได้หมายถึงการเดินหนีจากปัญหา แต่คือการก้าวเข้าไปสำรวจภายในจิตใจตนเอง นิทรรศการครั้งนี้คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง รศ.ดร.ม.ล.โอภาษจรัส นันทวัน และเหล่าลูกศิษย์ ผ่านกระบวนการทางทัศนศิลป์ที่เปรียบเสมือนเครื่องมือเยียวยาและสำรวจทางเดินใหม่ๆของพวกเรา ตลอดเดือนเมษายนนี้

สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เปิดอบรมโครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สานต่อพระดำริ 'ผ้าไทยใส่ให้สนุก' เปิดอบรมโครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เปิดอบรมโครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.03 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงให้ความสำคัญ กับเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับผ้าไทยและออกแบบแฟชั่น โดยโครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย เป็นหนึ่งในโครงการพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน

 
วันที่ 29 มีนาคม 2569  ณ โรงแรมเวลาดี ห้อง Yhamdee A-C จังหวัดนครพนม สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดอบรม โครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569  จุดดำเนินการที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครพนม ณ โรงแรมเวลาดี ห้อง Yhamdee A-C เพื่อยกระดับพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าไทย สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และผู้ที่มีความสนใจในการศึกษาเรียนรู้ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการในครั้งนี้


 
พิธีเปิดโครงการมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมทั้ง นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย, นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธ์, นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ราชการจังหวัดร้อยเอ็ด, นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ, นายอำเภอในพื้นที่จังหวัดนครพนม เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมพิธีเปิด


 
การจัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้ โครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569 โดยได้รับเกียรติจากคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยและ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย, ดร.ศรินดา จามรมา ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย, นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการฝ่ายพัฒนากายภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ. ดร. วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้แก่ กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 81 คน ซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, มหาวิทยาลัยนครพนม, โรงเรียนสาธิต ม. นครพนม, และกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่สนใจ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสนองงาน แบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน โดยพระราชทานแนวพระดำริการผสมผสานระหว่างศิลปะงานผ้าที่มีความเป็นอัตลักษณ์ในแต่ละภูมิภาค กับมุมมองด้านแฟชั่นร่วมสมัย ทรงมีแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะหัตถกรรมไทย มาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ให้เหมาะสมในโอกาสต่างๆ เป็นที่นิยมของทุกเพศทุกวัย สร้างอาชีพสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนและกลุ่มผู้ผลิตผ้าส่งเสริมและกระตุ้นการรังสรรค์ผ้าไทย ให้มีความทันสมัยเป็นสากลอยู่เสมอ

ฉลองการก่อตั้ง 25 ปีสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ องค์กรแห่งโอกาสที่หล่อหลอมผู้นำรุ่นใหม่

ฉลองการก่อตั้ง 25 ปีสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่  องค์กรแห่งโอกาสที่หล่อหลอมผู้นำรุ่นใหม่

ฉลองการก่อตั้ง 25 ปีสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ องค์กรแห่งโอกาสที่หล่อหลอมผู้นำรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.02 น.

ศ.(พิเศษ) อรรถนิติ ดิษฐอํานาจ องคมนตรี และคุณหญิง ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล นายกก่อตั้งสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ เปิดงานฉลองการก่อตั้ง 25 ปีสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ และพิธีรับมอบนายกสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ สมัยที่ 13 ให้แก่ สกล จินดาโชตสิริ โดยมี ซุน เหยียนเทา อุปทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย , ดร. ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน , ชิม ชินวิริยกุล นายกสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย , วสันต์ เต็มศิริพงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ สมัยที่ 12 ร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอาราวัณ กรุงเทพฯ

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล นายกก่อตั้งสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ได้ กล่าวว่า สมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ว่า สมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 25 ปี ที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลจีน โดยสำนักกิจการชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสำนักนายกรัฐมนตรี ริเริ่มโครงการ China Discovery Trip เพื่อเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง ชาวจีนโพ้นทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียนให้แน่นแฟ้นให้สืบทอดเจตนารมณ์จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อเป็นโอกาสสร้างความผูกพันกับมาตุภูมิ และเรียนรู้ถึงรากเหง้าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแผ่นดินแม่ จึงได้เชิญนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื้อสายจีนผู้ประสบความสำเร็จจากอาเซียน 5 ประเทศไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรุ่นแรก เมื่อปี 2544

สำหรับประเทศไทย มีสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยเป็นผู้ประสานงานหลัก คัดเลือกและเชิญผู้แทนจากประเทศไทย จำนวน 8 คน ไปร่วมกับผู้แทนประเทศอาเซียน รวมทั้งสิ้น 33 คน ระหว่างวันที่ 1-10 มิถุนายน 2544 ระหว่างการเยือนมีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยน และรับทราบถึงวิสัยทัศน์การดำเนินนโยบายของประเทศจีนในเชิงลึก และมีโอกาสเข้าพบปะสนทนากับผู้นำระดับสูงสุดของประเทศหลายท่านตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้นำกระทรวง และหน่วยงานสูงสุดของประเทศ เป็นอาทิ ผลตอบรับข้อเสนอของตนในการกล่าวปิดการประชุม ของโครงการ ทำให้รัฐบาลจีนดำเนินโครงการต่อเนื่องทุกปีและครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งประสบผลสำเร็จในอีก 3 ปีต่อมา เมื่อเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว จึงได้ร่วมกันจัดตั้งเป็น “ชมรมธุรกิจไทยรุ่นใหม่” ขึ้น และได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสและที่ปรึกษา จึงจัดตั้งเป็น “สมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2545

เมื่อโครงการครบ 5 ปี ได้เชิญดิฉันไปปาฐกถาพิเศษถึงความสำเร็จของโครงการและการก่อตั้งสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาชิกได้มีการพบปะร่วมกิจกรรมเป็นประจำทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กรเข้มแข็ง ขยายสมาชิกกว้างขวางขึ้น จนเป็นที่ยอมรับในปี 2557 สมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ได้รับคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลเป็น 1 ใน 10 สมาคมจีนโพ้นทะเลดีเด่นจากสำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเล สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งคัดเลือกจากกว่า 10,000 สมาคม ใน 119 ประเทศทั่วโลก ในการประชุมใหญ่ประจำปีของชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นใหม่”

ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา สมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ เป็นองค์กรที่สมาชิกเราภาคภูมิใจที่ เป็นเวที แห่งโอกาสที่หล่อหลอมผู้นำรุ่นใหม่ๆ ให้เติบโตเต็มศักยภาพ จนในปีนี้และวันนี้ จะได้มีการส่งมอบและรับมอบตำแหน่งของคณะกรรมการสมัยที่ 13 นายกและคณะกรรมการทุกสมัยหมุนเวียนและได้มีโอกาสก้าวขึ้นบริหารองค์กร นำพาองค์กรก้าวผ่านวิกฤตต่างๆ ด้วยความเข้มแข็งและมุ่งมั่นตลอดมาสมกับที่เป็นองค์กรศูนย์รวมผู้นำนักธุรกิจชาวไทย เชื้อสายจีนรุ่นใหม่ที่เข้มแข็งและทรงพลัง ด้วยงานบริหารอดีตนายกสมาคมทุกสมัย คณะกรรมการ สมาชิกทุกคนที่มีอุดมการณ์เข้มแข็ง มั่นคง ที่จะหนุนส่งให้ YTEA เป็นองค์กรตัวอย่างที่ดี สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สมาชิก สังคม และประเทศชาติ สานต่อเจตนารมณ์ สนับสนุนนโยบาย และโครงการต่างๆ ของสมาคม ร่วมผลักดันการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกัน ส่งเสริมการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในทุกมิติสืบไป

ชวนบริจาคโลหิต เติมคลังเลือดเตรียมรับมืออุบัติเหตุ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

ชวนบริจาคโลหิต เติมคลังเลือดเตรียมรับมืออุบัติเหตุ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

ชวนบริจาคโลหิต เติมคลังเลือดเตรียมรับมืออุบัติเหตุ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.52 น.

การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนเช่นเดียวกับการบริจาคโลหิต ถือเป็นการให้ชีวิตเพื่อต่อลมหายใจผู้อื่น ซึ่งเป็นการสร้างความสุขที่ยั่งยืนทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค จึงเดินหน้ากิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ภายใต้ MBK Care อาสาทำดีปันน้ำใจสู่สังคม โดยร่วมกับ ธนชาตประกันภัย และ สภากาชาดไทย  ปลุกพลังผู้ให้ทั่วประเทศ ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วย ผ่านกิจกรรมบริจาคโลหิต “GIVE BLOOD NOW ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย”  ณ  ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ประจำเดือนมีนาคม  พร้อมรับฟรีข้าวหอมมะลิจัสมิน จากข้าวมาบุญครอง กิจกรรมครั้งนี้มีพนักงานและประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจลงทะเบียนบริจาคโลหิตจำนวนกว่า 100 คน

นัยนา นาชัยพูล พยาบาลหัวหน้าทีมรับบริจาคโลหิต สภากาชาดไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภากาชาดไทย ได้ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนรณรงค์ให้ผู้บริจาคโลหิตร่วมบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เพื่อให้มีโลหิตสำรองเพียงพอ สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ “โดยเฉพาะช่วงเทศกาลและหลังสงกรานต์ ทุกโรงพยาบาลมีความจำป็นต้องมีการสำรองเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ ช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้นการออกหน่วยบริจาคเคลื่อนที่จึงมีความสำคัญเพื่อเข้าถึงผู้บริจาค อยากเชิญชวนผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาร่วมบริจาคเลือดช่วยเหลือคนไทยกันเยอะๆ ค่ะ”

รชต โกเมนรัตนกุล พนักงานบริษัท ธนชาตประกันภัย กล่าวว่า “ วันนี้มาบริจาคเลือดครั้งที่ 28 แล้วครับ ตั้งเป้าว่าต้องมาบริจาคทุก3 เดือน เพราะรู้สึกว่ามีความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ขอบคุณหน่วยบริการเคลื่อนที่ทำให้ผมสะดวกไม่ต้องเดินทางไปบริจาคถึงหน่วยงาน อยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นผู้ให้เช่นกัน เพียงแค่เตรียมความพร้อมร่างกายก่อนมาบริจาคโลหิต พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนมาบริจาคครับ ”

สำหรับผู้ประสงค์บริจาคโลหิต ต้องเตรียมความพร้อมร่างกาย โดยการพักผ่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอก่อนบริจาคไม่อยู่ในภาวะเจ็บป่วย หรือทานยาบางชนิด มีสภาพร่างกายแข็งแรงซึ่งสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน เพื่อส่งต่อลมหายใจให้เพื่อนมนุษย์  หรือหากใครไม่สะดวกบริจาค สามารถมาร่วมเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมอื่นๆ ของสภากาชาดได้ เพราะการบำเพ็ญประโยชน์ทำได้หลายทาง ช่วยเหลือผู้อื่นทำให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความสุขอย่างแท้จริง

นพวรรณ พิศาล จิตอาสภากาชาดไทย  กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้เคยบริจาคโลหิตมาตลอด แต่ช่วงหลังสภาพร่างกายไม่แข็งแรง จึงเลือกที่จะสมัครมาร่วมเป็นจิตอาสาของสภากาชาดไทย เพราะการช่วยเหลือสังคมทำได้หลายช่องทาง “เราไม่มีเงินทองมากมาย มีแค่ใจที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น จึงเลือกมาเป็นจิตอาสาออกหน่วยบริจาคโลหิตเคลื่อนที่  ช่วยงานตรวจความพร้อมร่างกายเบื้องต้นก่อนบริจาค แค่นี้ก็รู้สึกสบายใจ ภูมิใจที่ได้เจ้าหน้าที่แบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่แล้วค่ะ”

ทั้งนี้ สถานการณ์เลือดสำรองของไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ขั้นวิกฤต โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม พบเลือดในคลังเหลือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อการผ่าตัดและผู้ป่วยฉุกเฉินโดยเฉพาะช่วง 7วันอันตรายของเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้จะถึงนี้ จึงต้องสำรองเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ  ช่วยเหลือประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาซึ่งมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุดังนั้นการบริจาคโลหิตยังคงมีความสำคัญ โดยในปี 2569 เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 มุ่งมั่นเดินหน้าจัดกิจกรรม MBK Care อาสาทำดีปันน้ำใจสู่สังคม อย่างต่อเนื่องสามารถมาร่วมบริจาคครั้งต่อไปได้ใน วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 หากมีผู้บริจาคโลหิตบริจาคทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้นจะทำให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอตลอดปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์  1285  ติดตามกิจกรรมและ โปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าฯ ได้ที่  http://www.thenine.co.th  หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9  และ Instagram:  thenine_rama 9