‘นฤมล’ลั่นมีเงินทุนก้อนแรก 1 แสนล้าน ตั้ง‘สหกรณ์ สกสค.’คาด 3 เดือนครูลงทะเบียนได้

‘นฤมล’ลั่นมีเงินทุนก้อนแรก 1 แสนล้าน ตั้ง‘สหกรณ์ สกสค.’คาด 3 เดือนครูลงทะเบียนได้

‘นฤมล’ลั่นมีเงินทุนก้อนแรก 1 แสนล้าน ตั้ง‘สหกรณ์ สกสค.’คาด 3 เดือนครูลงทะเบียนได้

วันเสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.23 น.

‘นฤมล’ลั่นมีเงินทุนก้อนแรก 1 แสนล้าน ตั้ง‘สหกรณ์ สกสค.’คาด 3 เดือนครูลงทะเบียนได้

19 กรกฎาคม 2568 ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษา และรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานในสังกัด โดยมี นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บริการการศึกษา ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) นายณัฐวุฒิ  รัตนอรุณ ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศ คณะครู นักเรียน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคกล้าธรรม (กธ) อาทิ  นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ส.ส. เขต8 นครศรีธรรมราช นายปรีดา บุญเพลิง  กรรมการบริหารพรรคกธ ให้การต้อนรับ

นางนฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งนี้ อยากมารับฟังปัญหา และเสียงสะท้อน ว่า ในการดำเนินการตามนโยบายศธ. มีปัญหา และอุปสรรคอะไรบ้าง ที่ต้องดำเนินการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็น กฎระเบียบ งบประมาณ และบุคลากร ทั้งนี้หลังจากรับฟังปัญหาต่างๆ แล้วผู้บริหารองค์กร จะต้องนำข้อมูลที่ได้ไปหารือ เพื่อวางแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมต่อไป

“การมาเจอกันวันนี้ ไม่ใช้เป็นเรื่องบังเอิญ มีอะไรบางอย่างกำหนดให้เราต้องมาเจอกัน ทั้งที่ไม่ได้วางแผนว่าจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการศธ. แต่เมื่อได้มาทำงานตรงนี้ ก็จะเข้ามาช่วยสานต่องานที่อดีตรัฐมนตรีว่าการศธ. และผู้บริหารศธ.ทำไว้ดีแล้ว แต่ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็อยากจะมาช่วยขับเคลื่อนให้ก้าวข้ามอุปสรรคไปสู่ความสำเร็จไปให้ได้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นการมอบนโยบาย แต่เป็นการรับฟังปัญหาและอุปสรรคและสิ่งสะท้อนจากผู้เกี่ยวข้อง” นางนฤมล กล่าว

นายนฤมล กล่าวว่า เรื่องแรก ที่อยากผลักดัน คือเรื่องวิชาประวัติศาสตร์ แลหน้าที่พลเมือง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองฝากมาให้ช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ปัญหาการเมืองที่ผ่านมาเป็นเพราะเยาวชนคนไทยไม่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ให้เข้าใจที่มาของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น ขอฝากครูผู้บริหารศึกษาธิการให้ช่วยส่งเสริมในส่วนนี้ และขอให้ศธ.จัดทำแบบเรียน โดยแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งวิชา ว่าด้วยเรื่อง ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองให้ชัดเจน  เช่นเดียวกับหลายประเทศ ที่แยกวิชานี้ออกมาเช่นเดียวกัน เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้เข้าใจหน้าที่ของตัวเอง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่เป็นความทุกข์ของครูกว่า 5 แสนคนทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของภาระครูแต่ยังเป็นเรื่องความเสี่ยง ในการจัดซื้อจัดจ้าง ครูหลายคนถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูล ทำให้เกิดปัญหาในชีวิตจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้นจึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ที่ช่วยหาคนมาทำหน้าที่เหล่านี้แทนครู เพื่อให้ครูไปโฟกัสกับการทำหน้าที่สอน และมีเวลาทำวิทยฐานะซึ่งถือเป็นโอกาสเติบโตในอาชีพ ทั้งนี้ วิทยฐานะถือเป็นเรื่องสำคัญที่อยากให้ปรับให้มีความเหมาะสมกับบริบทขององค์กร แม้ระบบการประเมิน ในปัจจุบันจะมีข้อดี ที่มีการพิจารณาอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีเสียงสะท้อนออกมาว่า มีผู้ผ่านการประเมินน้อยลง ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การประเมินวิทยฐานะง่ายขึ้น แต่อยากให้ผู้ที่เข้ามาประเมินวิทยฐานะครู และบุคลากรทางการศึกษามีความเข้าใจงานด้านการศึกษาอย่างแท้จริง เรื่องนี้ ก.ค.ศ. ก็รับโจทก์ไปดำเนินการ เพราะการที่ครูมีวิทยฐานะสูงขึ้น ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจแต่หมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่การลดภาระเรื่องของค่าครองชีพ และแก้ไขปัญหาหนี้สินครู

ในปัจจุบันครูเป็นหนี้อยู่กว่า 1.4 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ก็ได้มีการแก้ปัญหาโดยรวมหนี้ไปไว้ที่ธนาคารออมสิน แต่ปรากฏว่าครูก็ไปก่อหนี้เพิ่มที่จุดอื่น  ปัจจุบันมีหนี้อยู่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 9 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีทั้งกลุ่มที่ยังเป็นข้าราชการประจำการ และผู้ที่เกษียณอายุราขการไปแล้ว ดังนั้น ที่ผ่านมาตนได้มีการหารือกับนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีการก่อตั้ง สหกรณ์กลางให้ครู ที่เป็นหนี้จากสถาบันการเงินต่างๆ สมัครใจจะแก้หนี้  โอนหนี้เข้ามาที่สหกรณ์กลาง ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้นที่ 0% ปีที่ 2 ขยับขึ้นตามขั้น บันได แต่จบที่ไม่เกิน 4.5% ก็จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระครู ซึ่งปัจจุบันครูจ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.5% โดยมีเงื่อนไขว่าครูจะต้องไม่ไปก่อหนี้ที่ไหนอีก ขณะเดียวกันจะต้องเพิ่มสวัสดิการทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค ให้ครูด้วย มิฉะนั้นไม่ว่าจะแยกหนี้อย่างไร ก็ไม่พอต่อการครองชีพหรือคุณภาพชีวิตครูให้ดีขึ้น

“วันที่ 22 กรกฎาคม นี้ ดิฉัน จะหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กรมส่งเสริมสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ สกสค. สามารถจัดตั้งสหกรณ์กลางได้ ส่วนเรื่องแหล่งเงินทุนก็ไม่มีปัญหา เพราะได้เจรจาเป็นการภายในกับธนาคารของรัฐแห่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะมีเงินทุนก้อนแรก ประมาณ 1 แสนล้านบาท มาตั้งธนาคารกลางมาช่วยแก้ปัญหาหนี้ครู ที่มีอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ กว่า 9 แสนล้านบาท และถ้ามีความต้องการจนเต็ม 1 แสนล้านบาท คิดว่าจะขอความกรุณาจากรัฐบาล  นำเงินทุนที่ไม่ใช่แบงก์ของรัฐ แต่เป็นเงินจากกองทุนที่มีอยู่ของรัฐบาล เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็ดบำนาญข้าราชการ(กบข.) มาช่วย แต่ก็ต้องไปดูระเบียบข้อบังคับ ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 3 เดือนนี้ น่าจะเห็นเป็นรูปธรรมและประกาศให้ครูลงทะเบียนได้” นางนฤมล กล่าว

นายวิทยา กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่รัฐมนตรีว่าการศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษา ถือเป็นขวัญและกำลังใจแก่คณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ จะได้ร่วมรับฟังแนวนโยบายอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสะท้อนข้อคิดเห็นและข้อแลกเปลี่ยนแนวทางในการพัฒนาการศึกษา นำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาของจังหวัด สำหรับจ.นครศรีธรรมราช มีทั้งหมด 23 อำเภอ มีสถานศึกษาในทุกระดับรวม 1,335 แห่ง มีผู้บริหารการศึกษา 1,375 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา  19,587 คน นักเรียน 274,242 คน มีห้องเรียน 14,581 ห้อง สภาพปัจจุบันของผู้เรียนมีความไม่เท่าเทียมด้านโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ขาดครู ขาดงบประมาณ และไม่มีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย ประสิทธิภาพการเรียนรู้ในห้องเรียน ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนโดยรวมถือว่าอยู่ในระดับสูง แต่ความสำเร็จยังขึ้นกับปัจจัยผู้นำสถานศึกษา ผู้บริหาร ครูผู้สอน ความสามารถในการใช้สื่อและเทคโนโลยี การวางแผนและดำเนินงาน ทั้งด้านวิชาการ จิตสังคม มาตรฐานคุณภาพการศึกษา

ปลัดกระทรวงแรงงาน รับมอบเข็มเชิดชูเกียรติ ‘ราชทัณฑ์กีรติภิวัฒน์’ ประจำปี 2568

ปลัดกระทรวงแรงงาน รับมอบเข็มเชิดชูเกียรติ 'ราชทัณฑ์กีรติภิวัฒน์' ประจำปี 2568

ปลัดกระทรวงแรงงาน รับมอบเข็มเชิดชูเกียรติ ‘ราชทัณฑ์กีรติภิวัฒน์’ ประจำปี 2568

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.48 น.

ปลัดกระทรวงแรงงาน รับมอบเข็มเชิดชูเกียรติ “ราชทัณฑ์กีรติภิวัฒน์” ประจำปี 2568

 วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ ปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีรับมอบ เข็มเชิดชูเกียรติ“ราชทัณฑ์กีรติภิวัฒน์” ประจำปี พ.ศ. 2568 พร้อมเข้ารับมอบเข็ม ฯ และเกียรติบัตร จากพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  ณ อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 9 – 10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

 ทั้งนี้  เข็มเชิดชูเกียรติ“ราชทัณฑ์กีรติภิวัฒน์” เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรในสังกัดกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธธรรม หน่วยงาน หรือองค์กร และบุคคลทั่วไป ที่ทำคุณงามความดี มีคุณประโยชน์ต่อกรมราชทัณฑ์และประเทศชาติอย่างขาวสะอาด โปร่งใส เป็นที่ประจักษ์

‘นฤมล’เผยเตรียมแถลงแผนลดภาระครู–แก้หนี้ครูสัปดาห์หน้า

'นฤมล'เผยเตรียมแถลงแผนลดภาระครู–แก้หนี้ครูสัปดาห์หน้า

‘นฤมล’เผยเตรียมแถลงแผนลดภาระครู–แก้หนี้ครูสัปดาห์หน้า

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.58 น.

‘นฤมล’นำ ศธ.ผนึกกำลังกระทรวงเกษตรฯ เปิดงานคลินิกเกษตรฯ จ.นครศรีฯ เดินหน้าบูรณาการแก้ปัญหาให้ ปชช. เผยเตรียมแถลงแผนลดภาระครู–แก้หนี้ครูสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา และติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและข้าราชการ ร่วมคณะเดินทางด้วย

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมพิธีเปิดงานโครงการ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ” เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 จัดโดยกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ) เป็นประธาน พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมกว่า 1,000 คน ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 อำเภอนาบอน จ.นครศรีธรรมราช ภายในงานจะมีการเปิดคลินิกเกษตรพระราชทาน มีหน่วยงานในสังกัด กษ. และเครือข่ายภาครัฐ-เอกชน รวมกว่า 20 หน่วยงาน

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.นฤมล  และคณะ ได้เยี่ยมชมบูธกิจกรรมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ การจัดการศึกษารูปแบบทวิศึกษา การจัดการเรียนการสอน Learn to earn ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it center) และฝึกอาชีพ 108 อาชีพ และการฝึกวิชาชีพระยะสั้น

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ถือเป็นความร่วมมือระหว่าง กษ.และศธ. ซึ่งในส่วนของศธ. มีการนำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ มาร่วมออกบูธ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีการออกบูธศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it center) และฝึกอาชีพ 108 อาชีพ และการฝึกวิชาชีพระยะสั้น ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีกิจกรรม การหารายได้ระหว่างเรียน และได้ช่วยเหลือ เกษตรกรแก้ปัญหา ผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด ยกตัวอย่างเช่น ลำไย ซึ่งสพฐ. ได้ประเมินแล้วว่ามีความต้องการอยู่กว่า 109,000 กิโลกรัม ที่จะช่วยพี่น้องชาวเกษตรกรได้ ถือเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 ซึ่งในอนาคตก็จะมีการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆเช่นเดียวกัน 

นอกจากนี้ ศธ.ยังมีการวางแผนเกี่ยวกับการลดภาระครู และแก้ปัญหาหนี้สินครู อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะมีการแถลงแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมต่อไป

‘รศ.ดร.ดวงฤทธิ์’ต้อนรับนศ.‘ม.กรุงเทพธนบุรี’เยี่ยมชมรัฐสภา พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ

‘รศ.ดร.ดวงฤทธิ์’ต้อนรับนศ.‘ม.กรุงเทพธนบุรี’เยี่ยมชมรัฐสภา พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ

‘รศ.ดร.ดวงฤทธิ์’ต้อนรับนศ.‘ม.กรุงเทพธนบุรี’เยี่ยมชมรัฐสภา พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

‘รศ.ดร.ดวงฤทธิ์’ต้อนรับนศ.‘ม.กรุงเทพธนบุรี’เยี่ยมชมรัฐสภา พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ

17 กรกฎาคม 2568 ที่สัปปายะสภาสถาน รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมทีมงาน และเจ้าหน้าที่รัฐสภา ให้การต้อนรับคณาจารย์และนักศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.)ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานกระบวนการทำงานของรัฐสภาไทย

ภายใต้กิจกรรมครั้งนี้ นักศึกษาได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชม ห้องประชุมวุฒิสภา (ห้องประชุมจันทรา) และ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ( ห้องประชุมสุริยัน) ชั้น4 ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการดำเนินงานนิติบัญญัติของประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่จากรัฐสภาให้คำบรรยายและแนะนำข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบริบท บทบาท หน้าที่การทำงานพร้อมบอกวิธีการ ขั้นตอนการกดปุ่มโหวตลงคะแนน และขั้นตอนการพิจารณากฎหมายอย่างเป็นระบบ พร้อมนำพาชมนิทรรศการพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ.พิพิธภัณฑ์รัฐสภาชั้นmb1และชมสถาปัตยกรรมต่างๆ

ในการนี้ รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ ได้บรรยายแนะนำและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับน้องๆนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมน้องๆนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ที่ตั้งใจเรียนรู้ด้านการเมืองการปกครองในเชิงปฏิบัติจริง และแนะนำให้นักศึกษาเข้าใจบริบทของการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้ และเข้าใจอย่างถูกต้อง

“การที่น้องๆนักศึกษาได้เข้ามาเห็นรัฐสภาของจริง ได้เรียนรู้จากสถานที่จริง จะช่วยให้เข้าใจการทำงานของสภาได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในเชิงประจักษ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคตที่ดี” 

บรรยากาศการเยี่ยมชมเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเป็นกันเอง นักศึกษาได้ซักถามข้อสงสัยต่อ(สส.ดร๊าฟ) พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับแรงบันดาลใจในการมีส่วนร่วมทางการเมืองในฐานะพลเมืองรุ่นใหม่กับสส.ดร๊าฟ ยังเป็นกันเอง

การศึกษาดูงานในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่เสริมสร้างความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยและบทบาทของสถาบันนิติบัญญัติ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของคณะรัฐศาสตร์ (มกธ.) ในการผลิตบัณฑิตที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมอย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรม จริยธรรม สืบต่อไป

‘ในหลวง’พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน แก่นักเรียน คณะครู บุคลากรและเจ้าหน้าที่ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

'ในหลวง'พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน แก่นักเรียน คณะครู บุคลากรและเจ้าหน้าที่ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

‘ในหลวง’พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน แก่นักเรียน คณะครู บุคลากรและเจ้าหน้าที่ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

วันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.19 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงสุขอนามัยขั้นพื้นฐานและการโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ในสถานสงเคราะห์ และสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

18 กรกฎาคม 2568 เวลา  09.48  น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี ธีระ  เชียงทอง เป็นประธานเชิญอาหารพระราชทาน ไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 4,761 คน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อให้นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ ได้รับประทานอาหารที่ดีมีคุณค่าตามหลักโภชนาการ อันจะส่งผลให้มีสุขอนามัยที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี สำหรับรายการอาหารในวันนี้ ประกอบด้วย ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวหมูแดงหมูกรอบ ข้าวไก่เทอริยากิ ข้าวเหนียวไก่ย่าง ก๋วยเตี๋ยวเรือ ก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ก๋วยจั๊บน้ำข้น ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง รวมทั้งเครื่องดื่ม น้ำเก๊กฮวย น้ำกระเจี๊ยบ และน้ำดื่ม จากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นต้น                  

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญในการดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการที่ดี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป 
ในโอกาสนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอาหารแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษา และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เดิมชื่อ “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เป็นโรงเรียนสหศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย ถือกำเนิดขึ้นตามแผนการศึกษาชาติพุทธศักราช 2479 เดิมสังกัดอยู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมนักเรียนแผนกต่าง ๆ ไว้สำหรับเข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ ต่อมาสภามหาวิทยาลัยได้ลงมติให้ก่อตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2480 และให้ใช้ “พระเกี้ยว” เป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน ต่อมาในปี 2490 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้โอนย้ายไปสังกัดกรมวิสามัญศึกษา และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” 

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ รับนักเรียนชายและหญิงจากทุกภูมิภาคของประเทศ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 

เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 4,471 คน ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 290 คน โดยโรงเรียน ฯ มุ่งพัฒนานักเรียนให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการแบบเจาะลึก ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรม เพื่อเตรียมนักเรียนให้มีความพร้อมในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
 

ผอ.สำนักพุทธฯ ยอมรับ การทำงานมีปัญหาจริง ย้ำไม่มีการหมกเม็ด

ผอ.สำนักพุทธฯ ยอมรับ การทำงานมีปัญหาจริง ย้ำไม่มีการหมกเม็ด

ผอ.สำนักพุทธฯ ยอมรับ การทำงานมีปัญหาจริง ย้ำไม่มีการหมกเม็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.19 น.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยหลังเข้าประชุมกับศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและส่งเสริมพระธรรมวินัยนานกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา

ระหว่างที่นายอินทพร กำลังเดินขึ้นรถตู้และกำลังจะออกจากอาคารพิทักษ์สันติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สื่อมวลชนได้เข้าไปสอบถามว่าหลังเข้าประชุมวันนี้เรียบร้อยดีหรือไม่ นายอินทพร บอกว่า วันนี้เรียบร้อยดี มีการประชุมในภาพรวมกับหลายหน่วยงาน

ส่วนเมื่อถามว่ายอมรับหรือไม่ว่าที่ผ่านมาการทำงานของสำนักพุทธฯ นั้นมีปัญหา นายอินทพร กล่าวว่า “ยอมรับครับ” “มีหลายหน่วยงานที่ต้องมาแก้“

ทั้งนี้ ได้สอบถามว่าวันนี้ตกลงกับหลายหน่วยงานได้หรือไม่ นายอินทพร บอกว่า “ได้ๆ ไม่มีปัญหา”

สื่อยังถามอีก แล้วจริงหรือไม่ ที่เรื่องการร้องเรียนต่างๆ มักไปตันอยู่ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาและมักมีการหมกเม็ดกันเอง นายอินทพร กล่าวสั้นๆ ว่า “ไม่มีหรอกครับ” ก่อนที่รถตู้จะเคลื่อนตัวออกไป

ไทยพีบีเอส บวงสรวงละครใหม่ 3 เรื่อง ‘แซนดี้ ครูแสนดี’ ‘วิชาทุก(ข์)พื้นฐาน’ และ ‘อาชญาโกง 2’

ไทยพีบีเอส บวงสรวงละครใหม่ 3 เรื่อง 'แซนดี้ ครูแสนดี' 'วิชาทุก(ข์)พื้นฐาน' และ 'อาชญาโกง 2'

ไทยพีบีเอส บวงสรวงละครใหม่ 3 เรื่อง ‘แซนดี้ ครูแสนดี’ ‘วิชาทุก(ข์)พื้นฐาน’ และ ‘อาชญาโกง 2’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

ไทยพีบีเอส ร่วมมือ 3 บริษัทผู้ผลิต บวงสรวงละคร “แซนดี้ ครูแสนดี”, “วิชาทุก(ข์)พื้นฐาน” และ “อาชญาโกง 2” ประเดิม “แซนดี้ ครูแสนดี” ขนทัพนักแสดงเด็กล้นจอ เริ่ม 23 ส.ค.นี้ ทางช่องหมายเลข 3 ไทยพีบีเอส และแอปฯ VIPA

วันที่ 17 ก.ค. 2568 ณ ศาลพระพรหม ไทยพีบีเอส องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมกับ บริษัท ฟิล์ม แซด บางกอก จำกัด, บริษัท จูเวไนล์ จำกัด และบริษัท ทรีสตูดิโอ จำกัด ถือฤกษ์ดี เวลา 09.09 น. จัดพิธีบวงสรวงละครใหม่ 3 เรื่อง โดยมี รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. พร้อมนายสมยศ เกียรติอร่ามกุล รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์และหลอมรวมเนื้อหา คณะผู้บริหารและทีมนักแสดงกว่า 40 คน จากละครทั้ง 3 เรื่อง ได้แก่ “แซนดี้ ครูแสนดี”, “วิชาทุก(ข์)พื้นฐาน” และ “อาชญาโกง 2” เข้าร่วมงาน ซึ่งละครทั้ง 3 เรื่อง เตรียมทยอยออกอากาศภายในปีนี้

นายสมยศ เกียรติอร่ามกุล รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์และหลอมรวมเนื้อหา กล่าวว่า ครั้งนี้ไทยพีบีเอส ร่วมมือกับ 3 บริษัทผู้ผลิตละคร บวงสรวงละครใหม่ 3 เรื่อง สำหรับเรื่อง “แซนดี้ ครูแสนดี” ที่เตรียมออกอากาศตอนแรกในวันที่ 23 ส.ค.นี้ นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าติดตาม เรื่องราวของ “ครู” ที่ไม่ใช่แค่ผู้สอน แต่คือ “ผู้จุดประกายความหวังให้เด็กนักเรียน” ส่วน “อาชญาโกง 2” กระแสการตอบรับดีจนทำให้มีการทำภาค 2 ด้วยเนื้อหาเน้นการสะท้อนถึงภัยทางสังคมที่มักถูกปกปิดไว้ อย่างคดีทุจริต ฟอกเงิน เงินทอนต่าง ๆ  และ “วิชาทุก(ข์)พื้นฐาน” สอดคล้องกับวาระหลักขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิต และการเป็นสื่อที่ขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความร่วมมือในการส่งเสริมป้องกันสุขภาพใจ

สำหรับละครเรื่อง “แซนดี้ ครูแสนดี” ผลิตโดย บริษัท ฟิล์ม แซด บางกอก จำกัด กำกับการแสดงโดย ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์ แสดงนำโดย กุลฑีรา ยอดช่าง, สิทธา สภานุชาติ, ดาวิชญ์ กรีพลฤกษ์, ดนัย จารุจินดา, วัชรเกียรติ บุญภักดี, ด.ญ.กวิสฎ์ศรา วงศ์เจริญถาวร, ด.ช.คณินณัชญ์ ยมปัดชา, ด.ญ.ปิ่นปินัทธ์ ลิ้มวิไลรัตนา, ด.ญ.กรองขวัญ สาดแก้ว, ด.ช.พชรพล รัตนพร, ด.ช.ณัชชาภัสส์ เกิดเมืองสมุทร, ด.ช.ศุภัช ท้าวสกุล เป็นเรื่องราวของ “แซนดี้” ครูอาสาสาวหัวใจนักสู้ ที่ต้องดูแลเด็ก ป.6 หกคนที่เสี่ยงหลุดจากระบบ เธอต้องพิสูจน์ตัวเองทั้งการสอนเด็ก ๆ ดังที่ตั้งปณิธานว่า “จะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” และปมหลังชีวิตวัยเยาว์ของเธอไปพร้อมกัน เริ่มออกอากาศตอนแรก วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เวลา 20.30 น.

ในส่วนของละครเรื่อง “วิชาทุก(ข์)พื้นฐาน” ผลิตโดย บริษัท จูเวไนล์ จำกัด กำกับการแสดงโดย วิรดา คูหาวันต์ แสดงนำโดย ชัญญา แม็คคลอรี่ย์, ธฤษณุ สรนันท์, ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์, ณฐมน จันทราวิภาต, ณัฐพัชร์ นิมจิรวัฒน์, อรวรรยา โตสมบัติ, ปฏิภาณ ขุนเงิน เป็นเรื่องราวของ “ฝ้าย” อดีตนักจิตบำบัดสาววัย 30 ปี ถูกทาบทามให้มาเป็นอาจารย์สอน “วิชาความสุข” ให้กับนักศึกษาที่เต็มไปด้วยปัญหา และจะต้องพิสูจน์ว่า “วิชาความสุข” จำเป็นหรือไม่ ? ฝ้ายจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร ? ออกอากาศตอนแรก วันที่ 28 กันยายน 2568 เวลา 20.30 น.

เรื่องสุดท้าย “อาชญาโกง 2” ผลิตโดย บริษัท ทรีสตูดิโอ จำกัด กำกับการแสดงโดย เปลว ศิริสุวรรณ แสดงนำโดย กนกฉัตร มรรยาทอ่อน, แพรวพรรณรายณ์ ศันสนะพิทยากร, สาธิดา ปิ่นสินชัย, สามารถ พยัคฆ์อรุณ, องอาจ เจียมเจริญพรกุล ภาคต่อสุดเข้มข้นของ “หลิว” ผู้ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อทวงคืนความยุติธรรม แม้ต้องเดิมพันด้วยชีวิต หลังถูก “ราเชน” หลอกใช้ จนพ่อเสียชีวิตและชีวิตพังทลาย ชีวิตพลิกผันพาหลิวเข้าสู่ทีมตามหาคนหาย และคดีทุจริตการฟอกเงินขนาดใหญ่ ร่วมลุ้นระทึกหาทางออกไปพร้อมกันและ ออกอากาศตอนแรก วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 20.30 น.

สามารถติดตามรับชมละครเรื่องใหม่จากไทยพีบีเอส ได้ทางช่องหมายเลข 3 และทางแอปพลิเคชัน VIPA หรือทางเว็บไซต์ www.vipa.me 

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

โรงเรียนหญิงล้วนดังราชบุรี ออกแถลงการณ์! หลังครูตัดผมนักเรียน 50 คน อ้างผิดระเบียบ

โรงเรียนหญิงล้วนดังราชบุรี ออกแถลงการณ์! หลังครูตัดผมนักเรียน 50 คน อ้างผิดระเบียบ

โรงเรียนหญิงล้วนดังราชบุรี ออกแถลงการณ์! หลังครูตัดผมนักเรียน 50 คน อ้างผิดระเบียบ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.16 น.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2568  เพจเฟซบุ๊ก “นักเรียนเลว” โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า   จากกรณีนักเรียนหญิงร้องเรียนผ่านโซเชียล หลังถูกครูใน #โรงเรียนหญิงล้วนย่านบ้านโป่ง ตัดผมจนแหว่งอย่างไม่สมัครใจ โดยระบุว่า ครูอ้างว่าผมนักเรียนยาวเกินกว่าตำแหน่งปักชื่อบนชุดนักเรียน และถือว่าผิดระเบียบ แม้จะมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าเรื่องการตรวจผม แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะถูกตัดผมจริง และลักษณะการตัดก็รุนแรงจนเกิดความอับอาย

ผู้ร้องเรียนระบุว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยที่ผ่านมาโรงเรียนเคยละเมิดสิทธินักเรียนหลายครั้ง และมักมีคำพูดกดดันว่า “ใครไม่พอใจก็ลาออก” ซึ่งทำให้หลายกรณีเงียบหายไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

กรณีดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์บนโลกออนไลน์ หลายคนตั้งคำถามว่า การลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผมเช่นนี้เกินกว่าเหตุหรือไม่ และสะท้อนถึงระบบวินัยแบบโบราณที่ยังฝังรากอยู่ในโรงเรียนบางแห่ง ทั้งที่โลกยุคใหม่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและสิทธิส่วนบุคคลของนักเรียนมากขึ้น

ล่าสุด (17 กรกฎาคม) ทางโรงเรียนได้ออกแถลงการณ์ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าเป็นบทเรียนสำคัญ และให้คำมั่นว่าจะทบทวนแนวทางการดูแลระเบียบวินัยให้เหมาะสมกับบริบทสังคมปัจจุบัน รวมถึงจัดอบรมครูและบุคลากรให้ตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนและวิธีดูแลนักเรียนอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมจากฝ่ายบริหารของโรงเรียนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากสังคมให้มีการตรวจสอบและปฏิรูประเบียบทรงผมในโรงเรียนไทยให้ทันสมัยและเคารพสิทธินักเรียนมากกว่านี้

ส่วนเพจเฟซบุ๊ก “โรงเรียนนารีวุฒิ Narivooth School” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  ออกแถลงการณ์โรงเรียนนารีวุฒิ เรื่อง กรณีการตัดผมนักเรียน เรียน ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน

ตามที่มีเหตุการณ์การตัดผมนักเรียนเกิดขึ้นในโรงเรียนเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ที่ผ่านมาเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความไม่สบายใจและความกังวลให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และสังคมโดยส่วนรวม โรงเรียนขอแสดงความเสียใจและขอโทษอย่างจริงใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โรงเรียนตระหนักดีว่าการดูแลระเบียบวินัยด้านทรงผมควรดำเนินการด้วยความเหมาะสมให้เกียรตินักเรียนและคำนึงถึงสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนเป็นสำคัญ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทางโรงเรียนจะนำไปทบทวนและปรับปรุงกระบวนการดูแลระเบียบวินัยนักเรียนให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

ทั้งนี้ โรงเรียนจะดำเนินการทบทวนแนวปฏิบัติและมาตรการด้านระเบียบวินัยให้เหมาะสมกับบริบททางสังคมปัจจุบัน จัดให้มีการอบรมครูและบุคลากรให้ตระหนักถึงสิทธิของนักเรียนและวิธีการดูแลนักเรียนอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้น้ำอีกโรงเรียนขอกราบขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้คำแนะนำและกำลังใจเพื่อให้โรงเรียนได้พนาและปรับปรุงต่อไป

ยกระดับ’ระบบแนะแนว สกร.กลไกสร้างพลังชีวิต’

ยกระดับ'ระบบแนะแนว สกร.กลไกสร้างพลังชีวิต'

ยกระดับ’ระบบแนะแนว สกร.กลไกสร้างพลังชีวิต’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เดินหน้ายกระดับการแนะแนว ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสในการ “ค้นหา เข้าใจ และวางแผนชีวิต” พร้อมตั้งเป้าก้าวสู่การเป็น”ศูนย์กลางระบบแนะแนว สกร.” ที่ไม่เพียงให้ข้อมูล แต่เป็นกลไกสร้างพลังชีวิต

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันโลก ได้เปลี่ยนแปลงไปในทุกมิติ เด็ก เยาวชน ประชาชน จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง และการแนะแนว คือ หัวใจของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตนมอบหมายให้กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สกร.เร่งขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดและส่งเสริมให้มีระบบการแนะแนว (Coaching) และเป้าหมายชีวิตอย่างเข้มข้น ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลก และสอดคล้องตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 มาตรา 9 ที่เน้นให้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบแนะแนวการเรียนรู้ การประกอบอาชีพ และการพัฒนาตนเองอย่างมีทิศทาง โดยในปี 2567 สกร.ได้จัดทำหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะครูแนะแนวทั่วประเทศ ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ การแนะแนวการศึกษา อาชีพ และด้านส่วนตัว-สังคม รวมทั้งจัดตั้งศูนย์แนะแนวและให้คำปรึกษาครอบคลุมในสถานศึกษากว่า 928 แห่ง โดยมีบุคลากรผ่านการอบรมอย่างต่อเนื่อง รวมจำนวน 8,058 ราย และมีประชาชนเข้ารับบริการแล้วกว่า 270,000 คน ครอบคลุมประเด็น 487,823 เรื่อง ซึ่งแสดงถึงการเป็น “ระบบแนะแนวเพื่อชีวิต” ที่นำไปสู่การตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง

อธิบดี สกร.กล่าวด้วยว่า ระบบการแนะแนว ของ สกร.ไม่ใช่แค่การให้ข้อมูล แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนค้นพบตนเอง รู้จักเป้าหมาย และกล้าสร้างเส้นทางชีวิตของตนเองอย่างมั่นคง และการแนะแนวที่มีความหมายต้องเริ่มจากการ ‘เข้าถึงผู้เรียน’ ไม่ใช่รอให้ผู้เรียนเข้ามาหาเรา ครูแนะแนวในยุคใหม่ต้องลงพื้นที่ ทำงานเชิงรุก เข้าใจความหลากหลายของบริบทชีวิตประชาชน แนะแนวทิศทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การวางแผนและกำหนดเป้าหมายชีวิตของพวกเขาตามความถนัดและความสนใจ  และ ในปี 2568 นี้ สกร.ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญ อาทิ สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย และ กรมสุขภาพจิต ดำเนินการพัฒนามาตรฐานการให้บริการและจัดทำ “คู่มือแนะแนวและไกด์บุ๊กกรณีศึกษา” สำหรับครูที่ทำหน้าที่แนะแนว และบุคลากรทั่วประเทศ ได้นำไปใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการจัดการเรียนรู้ด้านแนะแนวการศึกษา อาชีพ และการดำเนินชีวิตอย่างเป็นระบบ อีกทั้งคู่มือนี้ยังเหมาะสำหรับทั้งผู้มีพื้นฐานและผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นการทำงานด้านแนะแนว ได้เข้าถึงองค์ความรู้ที่ถูกต้อง รวมทั้งการส่งต่อเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม ครอบคลุมการให้บริการและจัดการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เยาวชน และแรงงานนอกระบบ

นางสาวเอื้อมพร ศรีภูวงศ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สกร. กล่าวเสริมว่า สกร.มุ่งมั่นพัฒนาระบบที่เชื่อมโยงคนกับทางเลือกที่เหมาะสม และสร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาชีวิตอย่างยั่งยืน ดังนั้น ระบบแนะแนวของ สกร.จึงพัฒนาให้ครอบคลุมทั้งการศึกษาวิชาการ วิชาชีพ และการดำเนินชีวิตอย่างสมดุล เราไม่เพียงพัฒนาคนให้คำปรึกษา แต่พัฒนาทั้งระบบสนับสนุน เครื่องมือ กิจกรรม และเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอก เพื่อรองรับเป้าหมายการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนไทย การดำเนินงานด้านแนะแนวของ สกร.ในปีนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการปูรากฐาน “ระบบสนับสนุนชีวิต” ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การศึกษาและอาชีพ แต่ยังตอบโจทย์ “ความหมายของชีวิต” ที่หลากหลายของประชาชนทุกคน และในระยะถัดไป สกร. มีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มแนะแนวออนไลน์ระดับชาติ ที่เชื่อมโยงศูนย์แนะแนวระดับอำเภอ พร้อมพัฒนามาตรฐานการบริการร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น สมาคมจิตวิทยาแนะแนวแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสุขภาพจิต และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อยกระดับการแนะแนวให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง เพื่อพร้อมก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางระบบแนะแนว สกร.” ที่ไม่เพียงแค่ให้ข้อมูล แต่เป็นกลไกสร้างพลังชีวิต และ “ผู้ร่วมทาง” ที่ประชาชนไว้ใจได้ในทุกช่วงวัยของการเรียนรู้.

‘สกร.’พัฒนาอาชีพชุมชนจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์

'สกร.'พัฒนาอาชีพชุมชนจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์

‘สกร.’พัฒนาอาชีพชุมชนจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.21 น.

สกร.ลุยสร้างการเรียนรู้สู่โอกาส สร้างอาชีพ สร้างความยั่งยืน เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบ “ธนากร” เผยเตรียมส่งกว่า 20 ผลิตภัณฑ์ชุมชน ขอการรับรองสิทธิบัตร-อนุสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้มอบหมายให้กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สกร.ยกระดับทักษะอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ในชื่อ“โครงการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบ” ซึ่งครอบคลุมทั้งการพัฒนาหลักสูตรตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ การฝึกทักษะ การพัฒนาแบรนด์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การส่งเสริมพัฒนาสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ การอบรมวางแผน และเขียนแผนธุรกิจ โดยมีเป้าหมายพัฒนาการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีรากเหง้าและวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศไทย ให้ครู สกร.และประชาชน สามารถพัฒนาอาชีพจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ ตรงใจตลาด และต่อยอดสู่ความยั่งยืนได้จริง ซึ่งผลการขับเคลื่อนโครงการที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจ โดยในปีนี้ สกร.ได้เสนอหลักสูตรอาชีพเพื่อรับรองตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ จากสถาบันกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) รวมทั้งเตรียมนำผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจนมีความพร้อมกว่า 20 ผลิตภัณฑ์เสนอขอการรับรองสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วย เช่น กระเป๋าลายกาขาวย้อมสีครั่ง สกร.ประจำจังหวัดลำปาง ผ้าลายพระธาตุดอกกรันเกรา สกร.ประจำจังหวัดนครพนม และ กระเป๋า ipad ลายเกล็ดนาคา จาก สกร.ประจำจังหวัดบึงกาฬ เป็นต้น

“ การส่งเสริมการเรียนรู้ ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การจัดอบรม แต่คือการลงมือสร้างฐานอาชีพที่มั่นคงให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย มีครู สกร.ต้นแบบที่สามารถนำความรู้ไปใช้ในการขยายผลและถ่ายทอดให้แก่ประชาชน โดยใช้หลักการเรียนรู้วิชาเป็นอาชีพ  ที่ตอบโจทย์สภาพปัญหา ความต้องการ ตลอดจนความพร้อมของชุมชนและผู้เรียน สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ คู่ขนานไปกับการพัฒนาหลักสูตรอาชีพให้มีคุณภาพ ทันสมัย และด้วยกลไกการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เช่น ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การสร้างครูต้นแบบ และการพัฒนาหลักสูตรฝึกอาชีพเฉพาะทางตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ พร้อมการตลาดและเรื่องเล่าผลิตภัณฑ์ (Product Storytelling) โครงการนี้ฯ ได้กลายเป็นต้นแบบของการเรียนรู้ที่ ‘สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างคุณภาพชีวิต’ อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และชุมชนเป็นฐานแห่งพลังในการเปลี่ยนแปลง ผมหวังว่าการพัฒนาครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ และต่อยอดสู่การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เกิดจากการฝึกและส่งเสริมอาชีพจาก สกร.ให้ขยายผลไปสู่มาตรฐานสากลและเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม” อธิบดี สกร.กล่าว

ด้าน นางสาวเอื้อมพร ศรีภูวงศ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สกร. กล่าวว่า การส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบ เราได้คัดเลือกผลผลิตจากโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนของ สกร.ทั่วประเทศ มาต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีอัตลักษณ์ แต่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของการจัดการเรียนรู้รุ่นใหม่ สกร.ตระหนักว่า เมื่อโลกหรือสังคมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โมเดลการจัดเรียนรู้ย่อมต้องเปลี่ยนแปลง องค์กรต้องแสวงหาทิศทางใหม่ เพื่อตอบโจทย์อนาคต ว่าการจัดการเรียนรู้ ทำอย่างไรคนจะอยากรู้ ใครคือลูกค้า สินค้าและบริการอะไรที่สร้างคุณค่า ค้นหาการเปลี่ยนแปลง ต้องมองนอกตำราจริงๆ และออกแบบการเรียนรู้ให้แตกต่าง ดังนั้น โครงการนี้จึงไม่เพียงสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แต่ยังสร้างความมั่นใจให้ครูและผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะอาชีพ เชื่อมโยงกับทุนวัฒนธรรมและมาตรฐานอาชีพได้จริง ซึ่งภายในต้นเดือนกันยายน 2568 นี้ สกร.จะจัดโชว์ผลงาน โดยนำเสนอ 77 ผลงานต้นแบบและผลผลิตจาก สกร.จังหวัดทั่วประเทศ สู่การทดลองตลาด ซึ่งจะสะท้อนถึงศักยภาพการจัด ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อสร้างอาชีพได้อย่างแท้จริง.