​ตรวจวัดแบบเรียลไทม์ ‘E- nose’ ดมกลิ่นแทนคนแก้ปัญหามลพิษจาก ‘กลิ่น’

​ตรวจวัดแบบเรียลไทม์ ‘E- nose’ ดมกลิ่นแทนคนแก้ปัญหามลพิษจาก ‘กลิ่น’

​ตรวจวัดแบบเรียลไทม์ ‘E- nose’ ดมกลิ่นแทนคนแก้ปัญหามลพิษจาก ‘กลิ่น’

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พูดถึงมลพิษสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจบอกตรงกันว่า มลพิษจากฝุ่น มลพิษทางเสียง แย่ที่สุดแล้ว แต่สำหรับใครอีกหลายคน มลพิษที่สร้างความเดือดร้อนและน่าปวดหัวที่สุด น่าจะเป็นมลพิษจากกลิ่น โดยเฉพาะที่มาจากขยะ น้ำเสีย ฯลฯ

ในแต่ละปี ปัญหามลพิษทางกลิ่น มีจำนวนไม่น้อยและหนึ่งในวิธีที่นำมาใช้ตรวจสอบ คือการใช้คนดมกลิ่นหรือที่เรียกกันว่า “นักดมกลิ่น” ที่หน่วยงานภาครัฐได้มีการเปิดรับสมัครนักดมกลิ่นหลายต่อหลายรุ่นเพื่อไปพิสูจน์กลิ่นนำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรม มีความก้าวหน้าและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ในการใช้ชีวิตประจำวัน

โดยในงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2025 (SITE 2025) ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Global Innovation Partnership – AI & Sustainability: The Next Era of Innovation” โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)  ได้นำผลงานนวัตกรรม Electronic Nose หรือ E-nose เทคโนโลยีตรวจวัดกลิ่น-อากาศแบบเรียลไทม์ ของบริษัท เอ็มยูไอ โรบอติกส์ จำกัด ที่สามารถแก้ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์, มลพิษอากาศ, สารเคมี VOC, NH₃, H₂S หรือฝุ่น PM2.5 ได้ด้วยด้วยเทคโนโลยี E-nose และ AI

นายกิตติชิน ปลั่งพงษ์พันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีและ AI ประสาทสัมผัส บจก.เอ็มยูไอ โรบอติกส์ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหามลพิษเป็นปัญหาสำคัญ บริษัทฯจึงได้พัฒนาแพลต์ฟอร์ม Electronic Nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการใช้เซ็นเซอร์วัดกลิ่นดิจิทัล วัดฝุ่น วัดแก๊ส วัดความเร็วและทิศทางลม เป็นต้น เหมาะสำหรับการตรวจวัดกลิ่นแบบเรียลไทม์ 24 ชม. ผ่านระบบไร้สาย IoT สามารถประยุกต์ใช้งานได้หลายอุตสาหกรรม ทางด้านปศุสัตว์ สิ่งแวดล้อม และในโรงงานอุตสาหกรรม สามารถแจ้งเตือนกรณีที่ระดับความเข้มกลิ่นมีค่าเกินที่ผู้ใช้กำหนด ที่สำคัญสามารถเก็บสถิติการเกิดกลิ่นย้อนหลังเพื่อหาสาเหตุและการแก้ปัญหากลิ่นอย่างถูกวิธี ราคาไม่แพง ให้ผลการตรวจวัดที่แม่นยำ

กมว.เข้มโทษจรรยาบรรณ เตือนครูทำผิดมีผลพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ-ขั้นเงินเดือน-การขอรับรางวัล

กมว.เข้มโทษจรรยาบรรณ เตือนครูทำผิดมีผลพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ-ขั้นเงินเดือน-การขอรับรางวัล

กมว.เข้มโทษจรรยาบรรณ เตือนครูทำผิดมีผลพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ-ขั้นเงินเดือน-การขอรับรางวัล

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.52 น.

กมว.คุมเข้มโทษจรรยาบรรณ เตือนครูทำผิดมีผลการพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ-ขั้นเงินเดือน-การขอรับรางวัล

เมื่อที่ 15 ก.ค.2568 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.)ครั้งที่ 7/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม ที่ห้องประชุมมาลากุล ชั้น 3 สำนักงานเลขาธิกาาคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาและมีมติเห็นชอบการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 36,356 ราย ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต และขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 

กลุ่มขึ้นทะเบียนใหม่รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 13,634 ราย  แบ่งเป็น ครู 12,782 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา 658 ราย , ผู้บริหารการศึกษา 108 ราย, ศึกษานิเทศก์ 86 ราย และกลุ่มต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 22,722 ราย  แบ่งเป็น ครู 20,807 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา 1,651 ราย, ผู้บริหารการศึกษา 130 ราย, ศึกษานิเทศก์ 134 ราย 

นอกจากนี้ที่ประชุม กมว.ได้อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น ให้ผู้ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1 ราย โดยให้ใบอนุญาตมีอายุนับตั้งแต่วันที่ กมว. มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้ และที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อกระทำการอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ กมว. ตามมาตรา 25 (5) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 

“ประธานอนุกรรมการฯ แต่งตั้งโดยประธาน กมว.และ มีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา มีนักกฏหมายเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ เพื่อทำการกลั่นกรองคุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาตฯ ในเบื้องต้น เมื่อนำเข้าที่ประชุม กมว.จะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นพิจารณาใหม่ จะทำให้การพิจารณาเร็วขึ้นและได้จำนวนมากขึ้น ต่อไปนี้การต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะต้องขอดูใบ ก.พ.7 ซึ่งในใบ ก.พ.7มีประวัติของข้าราชการทุกคน ดังนั้น ถ้าใครเคยถูกลงโทษ การพิจารณาก็จะดูว่าสมควรต่อใบอนุญาตฯให้ได้หรือไม่ เนื่องจากมีลักษณะต้องห้าม“ 

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้พิจารณา อนุญาตให้คนที่เคยมีประวัติ มีโทษทางวินัย ทั้งครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีคดีความตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546-2547 ที่ไม่สามารถต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ ซึ่งขณะนี้คดีถูกตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว จึงได้รับการต่อใบอนุญาตฯได้ จำนวน 4 ราย      

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องจรรยาบรรณ มีการยกข้อกล่าวหา กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนเคยได้รับการร้องเรียนว่ามีลักษณะข่มขู่ผู้ปกครองนักเรียน ในปี 2566 สอบสวนแล้วไม่เป็นไปตามที่มีการร้องเรียน กมว.จึงยกข้อกล่าวหาดังกล่าว  รวมถึงกรณีครูส่งข้อความลงในไลน์กลุ่มคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา โดยใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม หรือใช้คำต่อต้าน(สามกลีบ) และใช้คำไม่สุภาพกับนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษามองว่าครูมีพฤติกรรมการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม จึงลงโทษด้วยการตักเตือน 2 ราย และภาคทัณฑ์ 1 ราย 

นอกจากนี้ที่ประชุม ยังพิจารณาโทษวินัยไม่ร้ายแรง กรณีครูนำเงินของสหกรณ์โรงเรียนไปใช้ในลักษณะไม่เหมาะสม จึงมีคนร้องเรียนมา และถูกลงโทษด้วยการภาคทัณฑ์ และมีครูดึงกระโปงเด็กจึงถูกโทษภาคทัณฑ์ นอกจากนี้ มีการลงโทษด้วยการตัดเตือน กรณีโครงการอาหารกลางวันที่ทำหลักฐานจ้างทำอาหารกลางวันในวันหยุดราชการ ต้นสังกัดมีการสอบสวนมาแล้ว และกมว.ได้ลงโทษตักเตือน 

ส่วนครูที่มีพฤติกรรมคุกครามทางเพศ ซึ่งต้นสังกัดสอบสวนมาแล้วมีโทษทางวินัยไม่ร้ายแรง  กมว.จึงพิจารณาโทษเป็นภาคทัณฑ์ และพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไปแล้ว ส่วนครูลงโทษนักเรียนไม่เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ตบศีรษะนักเรียน กมว.จึงลงโทษด้วยการภาคทัณฑ์ รวมถึงมีครูพรากผู้เยาว์เด็กอายุไม่เกิน 18 ปี  ซึ่งที่ผ่านมา กมว.พักใช้ใบอนุญาตฯไว้แล้ว แต่วันนี้ กมว.ได้พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย กรณีการล่วงละเมิดทางเพศถือเป็นเรื่องสำคัญ กมว.จะพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อนแล้ว เพื่อเข้าสู่ขบวนการสืบสวนสอบสวน และเมื่อผลสอบออกมาว่าผิดจริง กมว.จึงพักใช้ใบอนุญาตฯทันที    

“ยืนยันว่าคุรุสภาได้มีการลงโทษคนที่ทำผิดอย่างจริงจัง การภาคทัณฑ์จะมีผลกับการเลื่อนขั้นเงินเดือน และจะมีผลกับเรื่องการพิจารณาความดีความชอบ ไม่สามารถไปขอรับรางวัลต่างๆได้แล้ว เพราะถือว่าคุณเคยมีโทษมาแล้ว ดังนั้น ครูต้องระมัดระวังการทำผิด ซึ่งเรื่องนี้ทุกรัฐมนตรีศธ.ที่เข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณครู จึงอยากเน้นย้ำผู้ที่ประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นอาชีพควบคุม เป็นวิชาชีพชั้นสูง และเป็นวิชาชีพที่สังคมคาดหวังมาก ครูจึงต้องระมัดระวัง ซึ่งก็ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดคนเข้ามาเรียนครู จนกระทั้งการคัดเลือกเข้าไปเป็นครู และการเลื่อนวิทยฐานะความดีความชอบระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ถึงแม้ครูจะเหนื่อยแต่ความเหนื่อยจะเห็นผลที่เด็ก จึงอยากให้กำลังใจคุณครู ซึ่งขณะนี้ สพฐ. และ ก.ค.ศ. ซึ่งนำทีมโดยท่านรัฐมนตรีศธ. ที่จะเอางานที่ไม่จำเป็นออก เพื่อช่วยให้ครูมีเวลาในการสอนมากขึ้นจะได้เห็นชิ้นงานจริงๆของครู ก็ขอเอาใจช่วยซึ่งกันและกัน“ เลขาธิการ คุรุสภา กล่าว 
 

‘สพฐ.’เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ

'สพฐ.'เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ

‘สพฐ.’เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.46 น.

‘สพฐ.’เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ  

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2568 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา และทีมสถานีแก้หนี้ครูโคราช โดยมีผู้นำสหกรณ์ คณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และเจ้าหน้าที่สถานีแก้หนี้ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นางเกศทิพย์ กล่าวให้กำลังใจ และแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชื่นชมความสำเร็จในการสร้าง “เครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์และสถานีแก้หนี้ครูโคราช” ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ช่วยให้ครูและบุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และยังสามารถดูแลกลุ่มข้าราชการบำนาญที่เปราะบางได้อย่างน่าประทับใจ โดยต้นแบบแห่งความสำเร็จนี้สามารถขยายผลและถ่ายทอดประสบการณ์สู่สถานีแก้หนี้ครูเครือข่ายในพื้นที่อื่น ๆทั่วประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางเกศทิพย์ ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. และ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศธ. โดยมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการลดภาระหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสานต่อจากอดีตรมว.ศธ. (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) และอดีต รมช.ศธ. (นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล) ที่ดำเนินการให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อความยั่งยืนผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หน่วยงานในพื้นที่ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

ทั้งนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด มีสมาชิกถึง 30,263 คน นับเป็นหนึ่งในสหกรณ์ขนาดใหญ่ของประเทศ ที่มีระบบบริหารจัดการแบบมืออาชีพ และยึดหลักธรรมาภิบาล โดยไม่เพียงให้ความช่วยเหลือสมาชิกในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังแสดงบทบาทผู้นำในการสนับสนุนสหกรณ์อื่น ๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะ การปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาด ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของสหกรณ์เหล่านั้นลงอย่างมาก ส่งผลให้ สมาชิกของสหกรณ์คู่สัญญาได้รับประโยชน์ เช่น ได้รับเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม มีโอกาสในการปรับโครงสร้างหนี้ และสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือทางการเงินที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายพจน์ เจริญสันเทียะ ประธานกรรมการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และนายบุญธรรม เดชบุญ รองประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด เข้าร่วมให้ข้อมูลและถ่ายทอดประสบการณ์เชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการหนี้สินครูให้ครอบคลุมทุกบริบท โดยมีการวางแผนอย่างรอบคอบ คำนึงถึงศักยภาพของสมาชิกแต่ละราย และสร้างระบบติดตามอย่างใกล้ชิดผ่านคลินิกการเงินในพื้นที่

ด้านนายสมศักดิ์ จักสาร ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด รายงานว่า สหกรณ์ได้ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ช่วยเหลือสมาชิกผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ยึดหลักการหักเงิน 70/30 เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เพียงพอในการดำรงชีพ มีการปรับโครงสร้างหนี้ และขยายระยะเวลาผ่อนชำระสำหรับผู้ที่มีภาระเกินศักยภาพ อีกทั้งยังเปิดบริการคลินิกการเงินเพื่อให้คำปรึกษาเฉพาะราย และมีมาตรการช่วยเหลือผู้ค้ำประกันด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ รวมถึงการปรับข้อบังคับเพื่อให้สมาชิกที่ส่งเงินไม่ตรงเวลาบางเดือนได้รับปันผลเฉลี่ยคืนตามสัดส่วนของการส่งเงินตรงเวลา      

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังประสบผลสำเร็จในการช่วยเหลือสมาชิกที่มีปัญหาค้างชำระกับธนาคารออมสิน จำนวนทั้งสิ้น 447 สัญญา โดยดำเนินการเจรจาและปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่สมาชิก ลดภาระดอกเบี้ยรวมได้ประมาณ 3.8 ล้านบาท สะท้อนถึงบทบาทของสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการแก้หนี้อย่างเป็นธรรมและเห็นผลจริงในระดับบุคคล

“การดำเนินงานในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบที่โดดเด่นของการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม สามารถประสานประโยชน์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพื่อให้ครูสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และไม่ต้องเผชิญกับภาวะหนี้อย่างโดดเดี่ยว ทั้งนี้ สพฐ. โดยการนำของ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ยืนยันจะเร่งขับเคลื่อนนโยบายช่วยเหลือครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบการศึกษาไทยที่มั่นคงจากพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงของครูทุกคนต่อไป”
 

‘อิสระ’โชว์วิชั่น ยกระดับสถาบันพระปกเกล้า ให้เป็นผู้นำทางคลังสมองของอาเซียน

'อิสระ'โชว์วิชั่น ยกระดับสถาบันพระปกเกล้า ให้เป็นผู้นำทางคลังสมองของอาเซียน

‘อิสระ’โชว์วิชั่น ยกระดับสถาบันพระปกเกล้า ให้เป็นผู้นำทางคลังสมองของอาเซียน

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะว่าที่เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คนใหม่ ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัย Nanyang Technological University (NTU) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “The Roles of King Prajadhipok’s Institute (KPI) in Promoting Democracy in Thailand” ให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาเอก จากหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เข้าร่วม อาทิ  University of Lausanne , Seoul National University, Renmin University of China , Sun Yat-sen University และ Yonsei University  นอกจากนี้ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้เข้าร่วมการประชุมหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการกับ Nanyang Centre for Public Administration (NCPA) แห่ง NTU ร่วมกับ Professor Liu Hong รองอธิการบดีฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการศึกษาระดับผู้บริหารของ NCPA

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและบุคลากร และการจัดกิจกรรมทางวิชาการ รวมถึงการต่ออายุความร่วมมือที่มีอยู่เดิม เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและขยายผลในอนาคต

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นพระอุปัชฌาย์ โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่เข้าพรรษาปีพุทธศักราช 2568, โครงการอุปสมบทธรรมทายาทนานาชาติ AEC & WAB รุ่นที่ 9, โครงการอุปสมบทหมู่ธรรมทายาทนานาชาติ (ภาษาจีน) รุ่นที่ 20 และสามเณรโรงเรียนนานาชาติ รุ่นที่ 14 (Summer program) จำนวน 117 รูป ณ อุโบสถพระไตรปิฎก วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี 

พิธีกรรมเริ่มขึ้นในภาคเช้าเป็นพิธีเวียนประทักษิณรอบอุโบสถพระไตรปิฎก วันทาสีมา วันทาพระประทาน ต่อด้วยพิธีขอขมา มอบบาตรและผ้าไตรแด่นาคธรรมทายาท พิธีขอบรรพชา พิธีขอสรณคมน์และศีล พิธีถวายบาตร และพิธีอุปสมบท  โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่เข้าพรรษา และโครงการบวชพระนานาชาติที่วัดพระธรรมกาย จัดขึ้นเพื่อให้ผู้สนใจจากทั่วโลกได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยมีทั้งโครงการระยะสั้นและระยะยาว เปิดโอกาสให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วม

สำหรับนาคธรรมทายาทที่เข้าร่วมพิธีบรรพชาในครั้งนี้ 4 โครงการ ประกอบด้วย อุปสมบทโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ธรรมทายาทรุ่นเข้าพรรษา จำนวน 30 รูป, โครงการธรรมทายาทนานาชาติ AEC & WAB รุ่นที่ 9 จำนวน 42 รูป, โครงการธรรมทายาทนานาชาติ (ภาษาจีน) รุ่นที่ 20 จำนวน 35 รูป และ สามเณรนานาชาติ รุ่นที่ 14 (Summer program) จำนวน 10 รูป  รวมทุกโครงการ 13 สัญชาติ เข้าร่วม ได้แก่ ไทย, จีน, ลาว, อินเดีย, ศรีลังกา, เมียนมา , กัมพูชา, เวียดนาม, เนปาล, อังกฤษ, มาเลเซีย, ไต้หวัน และ สิงคโปร์

ไทยพีบีเอสร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยในงาน ‘SPLASH และ TCX 2025’ สู่เวทีนานาชาติ

ไทยพีบีเอสร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยในงาน 'SPLASH และ TCX 2025' สู่เวทีนานาชาติ

ไทยพีบีเอสร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยในงาน ‘SPLASH และ TCX 2025’ สู่เวทีนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.43 น.

ไทยพีบีเอส ขนทัพคอนเทนต์ร่วมสร้างสีสัน ในงาน “SPLASH – TCX 2025” เดินหน้าผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทย ผ่าน ละคร, สารคดี และ น้ำพริก ถ่ายทอดอัตลักษณ์วัฒนธรรม สู่เวทีนานาชาติ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเวทีระดับนานาชาติ “SPLASH – Soft Power Forum 2025” และ “TCX – Thai Content Experience 2025”เพื่อร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของไทยสู่ระดับสากล ระหว่างวันที่ 8-13 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เริ่มด้วยกันที่งาน SPLASH 2025 ไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อศิลปวัฒนธรรม ยกครัวมาตำน้ำพริกกันให้ชิมสด ๆ ในงาน กับกิจกรรม “ชิมสดน้ำพริก” สูตรเด็ด จากทีมนักตำตัวจริง รายการยกพลคนน้ำพริก อย่างทีมเชฟชุมชน จากท่องเที่ยวชุมชนบ้านเดื่อ จ.หนองคาย  และทีมคุณย่าบางช้าง จากแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม  พร้อมพูดคุยถึงแรงบันดาลใจ และผลตอบรับหลังจากการเข้าร่วมรายการยกพลคนน้ำพริก ที่สะท้อนศักยภาพของ “น้ำพริก” ซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมของไทย โดยมีอนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียนและ Food Activist ผู้เขียนหนังสือ “น้ำพริก มรดกรสแห่งเครื่องจิ้ม” และ สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอุษาคเนย์ และผู้ดำเนินรายการ ยกพลคนน้ำพริก ร่วมพูดคุยด้วย ในวันที่ 8 กรกฎาคม

ต่อด้วยในวันที่ 9 กรกฎาคม กับเวทีเสวนาเบื้องหลังการสร้างสารคดี “มนตราล้านนา” ตอน ม้าขี่ ที่ถ่ายทอดความศรัทธาและความงดงามของวัฒนธรรมล้านนา เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอัตลักษณ์ทางเพศ จากข้อจำกัดสู่การยอมรับอันเป็นมนตราแห่งล้านนาที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลา ที่ปลุกความภาคภูมิใจในรากวัฒนธรรมไทย  โดยมี ธีติ ศรีจันทร์ ผู้กำกับสารคดี “มนตราล้านนา” ตวงทิพย์ ณ นคร ผู้เขียนบทภาพยนตร์ และ บฤงคพ วรอุไร ผู้อยู่เบื้องหลังดนตรีประกอบสารคดี มาร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจ และเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญนี้  พร้อมด้วย คริษ อรรคราช ผู้อำนวยการ สำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส

วันที่ 11 กรกฎาคม ไทยพีบีเอส สะกดสายตาผู้ร่วมงาน ด้วยการเปลี่ยนเวทีธรรมดาให้กลายเป็นเวทีศิลปะที่มีชีวิต ถ่ายทอดความงดงามของนาฏศิลป์ไทยให้สัมผัสได้อย่างใกล้ชิดกับการแสดง ชุดรำเบิกโรง โดย ทับทิม อัญรินทร์ และฟิล์ม เฌอร์ลิษา ที่สวมชุดไทยสุดวิจิตร ร่ายรำอย่างอ่อนช้อย เบิกโรง เปิดม่านการแสดงอย่างเป็นทางการ  พร้อมด้วยการแสดงละครนอก โดย ก้าวหน้า กิตติภัทร นำเสนอลีลาการละครพื้นบ้านซึ่งมีจังหวะสนุกสนานแต่เปี่ยมด้วยศิลปะการแสดงดั้งเดิม ถ่ายทอดความบันเทิงแบบไทยที่เข้าถึงง่าย และคงคุณค่าทางวัฒนธรรม  สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไทยพีบีเอสในการร่วมสืบสานและต่อยอดวัฒนธรรมไทยผ่านสื่อร่วมสมัย

คริษ อรรคราช ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส กล่าวถึงละคร หม่อมเป็ดสวรรค์ ว่า เป็นหนึ่งในละครที่ถ่ายทอดความงดงามของนาฏกรรม เครื่องแต่งกาย และอาหารไทย อย่างลึกซึ้ง สะท้อนบทบาทของไทยพีบีเอส ในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทยมาโดยตลอด

“ถ้าจะพูดถึงวัฒนธรรมไทย และซอฟต์พาวเวอร์ไทยพีบีเอส ของเราได้ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านละคร เช่น ปลายจวัก ที่พูดถึงตำรับอาหารไทย, บุษบาลุยไฟ ที่หยิบยกวรรณกรรมและจิตรกรรมอันทรงคุณค่าของไทย และในปีนี้เรายังมีละครชุด ทุนไทย จำนวน 6 เรื่อง จาก 6 ภาค ที่พูดถึงของดีที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศอย่างมากมายในแต่ละปี” ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส กล่าว

นอกจากนี้ ไทยพีบีเอส ยังเข้าร่วมนำเสนอ และส่งเสริมคอนเทนต์ไทยในงาน “TCX – Thai Content Experience 2025” ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม นำกิจกรรมสนุก ๆ จาก VIPA แพลต์ฟอร์ม OTT สัญชาติไทย จากไทยพีบีเอส มาให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุก พร้อม ๆ กับ เหล่านักแสดงละครไทยพีบีเอสอาทิ ทับทิม อัญรินทร์, ฟิล์ม เฌอร์ลิษา, ก้าวหน้า กิตติภัทร, เอ๋ มณีรัตน์ และแพรว หัสสยา จาก หม่อมเป็ดสวรรค์ เนสท์ นิศาชล, บอส ธวัชนินทร์, ทะเล สงวนดีกุล, ต้นน้ำ เปี่ยมชล, มายด์ ฐาณิดาภัทฐ์ และเอม สาธิดา จาก สืบสวนสำนวนรัก 2 มาร่วมเติมบรรยากาศความสุขให้กับแฟนคลับแบบใกล้ชิด ทั้งบนเวที TCX 2025 และที่บูทไทยพีบีเอส  สร้างความประทับใจ ให้กับแฟน  ๆ เป็นอย่างมาก 

การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน SPLASH และ TCX 2025 ในปีนี้ สะท้อนถึงบทบาทของไทยพีบีเอสในการร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟท์พาวเวอร์ ผ่านพลังของเนื้อหา และแพลตฟอร์มที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จับมือ ม.อุซเบฯ พัฒนาหลักสูตร BRI หนุนเศรษฐกิจสองชาติ

สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จับมือ ม.อุซเบฯ พัฒนาหลักสูตร BRI หนุนเศรษฐกิจสองชาติ

สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จับมือ ม.อุซเบฯ พัฒนาหลักสูตร BRI หนุนเศรษฐกิจสองชาติ

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จับมือมหาวิทยาลัยตะวันออกศึกษาแห่งกรุงทาชเคนต์ พัฒนาหลักสูตร BRI เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย-อุซเบกิสถาน

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ซึ่งก่อตั้งโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารของ มหาวิทยาลัยตะวันออกศึกษาแห่งทาชเคนต์ (Tashkent State University of Oriental Studies) กรุงทาชเคนต์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน (Republic of Uzbekistan) โดยมี รศ.ดร.ริเคซีเยวา กุลเชครา ชัฟคาตอฟนา  (Associate Professor RIKHESIEVA GULCHEKHRA) อธิการบดี และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมการประชุม

สำหรับ มหาวิทยาลัยตะวันออกศึกษาแห่งทาชเคนต์ (Tashkent State University of Oriental Studies) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2461 และได้รับการยกย่องให้เป็นมหาวิทยาลัยด้านการศึกษาตะวันออกเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียกลาง และยังเป็นสถาบันการศึกษาด้านตะวันออกศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย ทั้งยังเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียและอดีตสหภาพโซเวียตอีกด้วย

การประชุมในครั้งนี้ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน, ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และ นางสาวคัณธรส หาญไชยพิบูลย์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ได้บรรลุข้อตกลงที่สำคัญในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งเป็นหลักสูตรอบรมระยะสั้น

หลักสูตรนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีระหว่างกัน โดยผู้ที่เข้าร่วมอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากทั้ง มหาวิทยาลัยตะวันออกศึกษาแห่งทาชเคนต์ และ สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนศักยภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายทางวิชาการและธุรกิจของสถาบันฯ ในเวทีระดับนานาชาติ และเป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพด้านธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย

ม.หอการค้าไทย พัฒนา ‘Ai UTCC’ สำเร็จ ยกระดับมหา’ลัยสู่การเป็น ‘Ai-First University’

ม.หอการค้าไทย พัฒนา ‘Ai UTCC’ สำเร็จ ยกระดับมหา’ลัยสู่การเป็น ‘Ai-First University’

ม.หอการค้าไทย พัฒนา ‘Ai UTCC’ สำเร็จ ยกระดับมหา’ลัยสู่การเป็น ‘Ai-First University’

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐระดับสูง หลังจากความสำเร็จในการพัฒนาโครงการ “Ai UTCC” ซึ่งเป็นการปฏิวัติการศึกษาครั้งใหญ่เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่การเป็น “Ai-First University” แห่งแรกของประเทศไทย

โดยเมื่อเร็วๆนี้ คณะทำงานจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) นำโดย ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ NECTEC พร้อมทีมงาน 11 ท่าน ได้เข้าศึกษาดูงานเพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาและต้นแบบในการพัฒนาการศึกษาในยุค Ai ของประเทศ

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาบุคลากรและพัฒนาประเทศเป็นหลัก เมื่อประเทศต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้าน Ai เราจึงต้องปรับกระบวนการเรียนการสอนและการศึกษาครั้งใหญ่ รวมถึงลงทุนเรื่อง Ai และเครื่องมือ Ai ที่สนับสนุนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพสูง อย่างปลอดภัย มีจริยธรรม และยังคงความเป็นมนุษย์อยู่ เราเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ตั้งวิสัยทัศน์เป็น Ai-First University”

ผศ.ดร.ชัชชัย หวังวิวัฒนา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้นำเสนอกระบวนการการศึกษาและเป้าหมายของโครงการ Ai UTCC ซึ่งพัฒนาระบบศึกษาแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ครอบคลุมช่วงเวลาก่อนการเป็นนักศึกษา ระหว่างการศึกษา และหลังจบการศึกษา

โดยไฮไลต์ของโครงการ Ai UTCC ประกอบด้วย JARVIS – ผู้ช่วย Ai อัจฉริยะที่เป็นระบบ Agentic Ai ทำหน้าที่เป็นเพื่อนให้คำปรึกษาเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตในระหว่างเป็นนักศึกษา , Ai ChatBot – ผนึกเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนในทุกหลักสูตร โดยมีการสอดแทรกเรื่อง Ai เข้าไปเป็นกิจกรรมให้สอดคล้องในศาสตร์ต่างๆในทุกมิติ , วิชา Ai 101 – วิชาปูพื้นฐานให้นักศึกษามีทักษะ Ai ที่ตอบโจทย์หน่วยงานธุรกิจ แต่ยังคงเป็นผู้ใช้ Ai อย่างเชี่ยวชาญ มีจริยธรรม และยังคงความเป็นมนุษย์ ,  HarbourSpace@UTCC – โครงการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ระดับโลก โดยนำอาจารย์ระดับโลกจากซิลิคอนวาเลย์ AWS และ Google เข้ามาถ่ายทอดความรู้

ทั้งนี้ ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ NECTEC ให้ความเห็นว่า “การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ปรับเปลี่ยนทั้งมหาวิทยาลัยไปสู่มหาวิทยาลัย Ai ได้อย่างรวดเร็วและก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุน ซึ่งน่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และน่าจะเป็นกรณีศึกษาและแบบอย่างให้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆ”

สำหรับโครงการ Ai UTCC นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวทันยุคดิจิทัลและเตรียมพร้อมบุคลากรสำหรับอนาคต พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับสถาบันการศึกษาอื่นๆในประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะ Ai ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

ม.นครพนม เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรม เป็นเจ้าภาพสัมมนาห้องสมุดอุดมศึกษาพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัล

ม.นครพนม เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรม เป็นเจ้าภาพสัมมนาห้องสมุดอุดมศึกษาพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัล

ม.นครพนม เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรม เป็นเจ้าภาพสัมมนาห้องสมุดอุดมศึกษาพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยนครพนม นำโดย นางรุ่งเรือง สงเคราะห์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการสัมมนาความร่วมมือระหว่างห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 37 ภายใต้หัวข้อ “Innovative and Transformative Library Spaces: Empowering Skills for Future Libraries” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และการพัฒนาวิชาชีพบรรณารักษ์ให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยมี รศ.ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.ดร.สุรสิทธิ์ วชิรขจร รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ ม.นครพนม และว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมวชิรบพิตร มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่มรุกขนคร) อ.เมือง จ.นครพนม

รศ.ดร.ประมา ศาสตระรุจิ กล่าวถึงบทบาทสำคัญของโครงการ ThaiLIS ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุดในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศที่มีเป้าหมายเชื่อมโยงทรัพยากรสารสนเทศ ฐานข้อมูล และบริการต่างๆ ให้เกิดการใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีสารสนเทศและ AI มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อทั้งรูปแบบการจัดการ การให้บริการ และพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ห้องสมุด โดย Uninet ยังคงมุ่งมั่นเป็นกลไกสนับสนุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และระบบบริการที่ทันสมัย เพื่อยกระดับศักยภาพของห้องสมุดในสถาบันอุดมศึกษาให้สามารถแข่งขันและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ศ.ดร.สุรสิทธิ์ วชิรขจร กล่าวเสริมว่า ห้องสมุดในยุคปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งในแง่พฤติกรรมผู้ใช้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล และปริมาณข้อมูลมหาศาล จึงจำเป็นต้องยกระดับทักษะดิจิทัลของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การสัมมนาครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ ๆ ที่สร้างคุณค่าให้ห้องสมุดไทยสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล

ทั้งนี้ การสัมมนาครั้งที่ 37 ยังมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุดในระดับอุดมศึกษา ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน  โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ห้องสมุดขนาดเล็กสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขณะที่ห้องสมุดขนาดกลางและขนาดใหญ่สามารถขยายฐานผู้ใช้งาน และเพิ่มมูลค่าการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยยกระดับระบบห้องสมุดของไทยให้สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปพร้อมกับระบบการเรียนรู้ในยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

​ม.เกษตรฯ เฟ้นหา ‘นักโต้วาที’ ร่วมแข่งขันโต้วาทีประเพณีอุดมศึกษา ปี 2569

​ม.เกษตรฯ เฟ้นหา ‘นักโต้วาที’ ร่วมแข่งขันโต้วาทีประเพณีอุดมศึกษา ปี 2569

​ม.เกษตรฯ เฟ้นหา ‘นักโต้วาที’ ร่วมแข่งขันโต้วาทีประเพณีอุดมศึกษา ปี 2569

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการการแข่งขันประเพณีโต้วาทีน้องใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี 2568 โดยในปีนี้มีทีมจากสโมสรนิสิตคณะต่างๆ รวม 8 คณะ เข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ คณะสังคมศาสตร์  คณะสิ่งแวดล้อม  คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะประมง และ คณะอุตสาหกรรมเกษตร แบ่งการแข่งขันออกเป็น สาย A และ สาย B เพื่อเฟ้นหาทีมที่แข็งแกร่งในแต่ละสาย ผ่านเข้าไปชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศ คือ วันที่ 11 กันยายน 2568 ในงานเปิดโลกกิจกรรมนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับการแข่งขันรอบ 8 ทีม จัดขึ้นในวันที่ 26 – 27 ก.ค.68 ณ อาคารวิทยาศาสตร์กายภาพ 45 ปี คณะวิทยาศาสตร์ และ วันที่ 2-3 ส.ค. 68 ณ อาคารระพี สาคริก รอบรองชนะเลิศ วันที่ 30 ส.ค. 68 จัดขึ้น ณ อาคารระพี สาคริก

ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ม.เกษตรฯ สนับสนุนและส่งเสริมให้นิสิตจัดกิจกรรมทุกรูปแบบเพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ การโต้วาทีเป็นการพูดโน้มน้าวใจอย่างหนึ่ง โดยผู้พูดจะต้องใช้เหตุผล และหลักฐานอ้างอิง รวมถึงวาทศิลป์และบุคลิกภาพที่ดีจึงทำให้การพูดนั้นดูน่าเชื่อถือ ดังนั้นกิจกรรมโต้วาที จึงเป็นการส่งเสริมให้นิสิตสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารได้อย่างรอบด้าน ทั้งการคิดวิเคราะห์ข้อมูล การใช้หลักเหตุผลในการแสดงออกทางความคิดอย่างสร้างสรรค์ วาทศิลป์ การทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นผู้ฟังที่ดีอีกทั้ยังรู้เท่าทันข่าวสารและบริบทต่างๆของสังคมไทยและสังคมโลก โดยโครงการดังกล่าว ยังได้สอดแทรกให้การพัฒนานิสิตโดยเกิดการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรม ซึ่งมุ่งหวังในการพัฒนาให้นิสิตเกิดคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์สร้างอัตลักษณ์นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีความสำนึกดีมุ่งมั่นสร้างสรรค์และสามัคคีให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

สำหรับโครงการดังกล่าว จัดโดยชมรมส่งเสริมศิลปะการพูดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีความเข้มแข็งและมีเครือข่ายจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วมแลกเปลี่ยนกิจกรรมมาโดยตลอด กิจกรรมนี้ยังเป็นการเฟ้นหานักโต้วาทีหน้าใหม่เพื่อร่วมการแข่งขันโต้วาทีประเพณีอุดมศึกษา ในปี 2569 อีกด้วย

นางผกามาศ ธนพัฒนพงศ์ หัวหน้างานสื่อสารองค์กร ม.เกษตรฯ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมส่งเสริมศิลปะการพูดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การแข่งขันประเพณีโต้วาทีน้องใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือ ที่นิสิตนักศึกษา รู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อของการแข่งขัน “โต้ชี่” นั้น ชมรมส่งเสริมศิลปะการพูดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้รับผิดชอบจัดโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องนับสิบปี แม้แต่ในช่วงที่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ก็ยังสานต่อการจัดการแข่งขันโต้ชี่ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้นิสิตได้มีทักษะในการสื่อสารและใช้ไหวพริบปฏิภาณ หาข้อมูล หลักฐานอ้างอิง และ ใช้วาทศิลป์ มาหักล้างกันด้วยเหตุและผล อีกทั้งยังส่งเสริมการใช้ภาษาไทย การทำงานเป็นทีม และความรู้รักสามัคคีเป็นหมู่คณะ