‘มทภ.2′ นำสิ่งของพระราชทาน จาก’ในหลวง-กรมสมเด็จพระเทพฯ’ มอบให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

'มทภ.2' นำสิ่งของพระราชทาน จาก'ในหลวง-กรมสมเด็จพระเทพฯ' มอบให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

‘มทภ.2′ นำสิ่งของพระราชทาน จาก’ในหลวง-กรมสมเด็จพระเทพฯ’ มอบให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.59 น.

แม่ทัพภาคที่ 2 นำสิ่งของพระราชทานไปมอบให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.อุบลราชธานี 

วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อนำพระ และสิ่งของพระราชทานจาก “ในหลวง” และ“กรมสมเด็จพระเทพฯ” มามอบให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนในฐานปฏิบัติการต่างๆ บริเวณพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นห่วง และพระราชทานกำลังใจแก่ทหารหน้าแนวที่ปกป้องประเทศชาติ ทุกพระองค์ ทรงห่วงสุขภาพความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพวกเราทุกคน”

นอกจากนี้ยังได้มอบเสื้อยันต์ ผ้ายันต์ ลงอักขระและรูปลายเส้น “พหูรมาน” ของ “หลวงปู่ศิลา” ที่เป็นรูปหนุมาน เหยียบปากกระบอกปืนและปืนอาก้า เอาไว้เป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน

​มมส ‘ส่งเสริมกิจกรรมทางกายสู่สุขภาพที่ดี’ ตอบรับนโยบาย ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

​มมส ‘ส่งเสริมกิจกรรมทางกายสู่สุขภาพที่ดี’ ตอบรับนโยบาย ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

​มมส ‘ส่งเสริมกิจกรรมทางกายสู่สุขภาพที่ดี’ ตอบรับนโยบาย ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดโครงการ “ส่งเสริมกิจกรรมทางกายสู่สุขภาพที่ดี ด้วยการออกกำลังกาย กิจกรรมแอโรบิก” ณ บริเวณด้านหน้าอาคารศูนย์กีฬาและนันทนาการ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร เป็นประธานเปิดงาน และมี ดร.อนงค์ภาณุช ปะนะทังถิรวิทย์ ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต นำนิสิต บุคลากร และผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายอย่างคึกคัก

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียน นิสิต บุคลากรภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงประชาชนทั่วไปมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี และตอบรับนโยบายของมหาวิทยาลัยในการมุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยสุขภาพ” กิจกรรมแอโรบิกนี้ จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 17.30 – 19.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าอาคารศูนย์กีฬาและนันทนาการ

โดยกลุ่มงานกีฬาและนันทนาการ กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล็งเห็นถึงปัญหาด้านสุขภาพของนิสิตและบุคลากรที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะโรคอ้วนที่มีค่า BMI สูงกว่าปกติ รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพจิต การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ

การจัดกิจกรรมแอโรบิกในวันนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก และจะเป็นกิจกรรมที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสอันดีให้นิสิต บุคลากร และผู้สนใจได้ร่วมกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้ผ่อนคลายความเครียด และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย ตลอดจนประชาชนในชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยอีกด้วย

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ลงนาม MOU ความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับ’ม.เกษตรศาสตร์’

'ม.กรุงเทพธนบุรี'ลงนาม MOU ความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับ'ม.เกษตรศาสตร์'

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ลงนาม MOU ความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับ’ม.เกษตรศาสตร์’

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.55 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ หรือ MOU ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

การลงนามในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเรียนการสอน การวิจัย และบริการวิชาการทางด้านวิศวกรรม โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีวิศวกรรมยุคใหม่ อาทิ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรม 4.0 การออกแบบและจำลองระบบ หรือ Design & Simulation รวมถึงเทคโนโลยีโลกเสมือน (Immersive Technology) เช่น VR, AR และ MR ซึ่งล้วนเป็นทักษะแห่งใหม่แห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และผลิตกำลังคนที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมไทย

ผู้ร่วมลงนามในพิธี ได้แก่ อาจารย์สมมาตร ทองคำ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้รับมอบอำนาจจากอธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ยอดสุดใจ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้รับมอบอำนาจจาก รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ นภัทร วัจนเทพินทร์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และรองศาสตราจารย์ ดร.ศิริโรจน์ ศิริสุขประเสริฐ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา เข้าร่วมพิธีและให้เกียรติเป็นสักขีพยานในความร่วมมือครั้งสำคัญนี้

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองสถาบันในการนำ จุดแข็ง องค์ความรู้ และทรัพยากรเฉพาะด้านที่มีความแตกต่างกัน มาแลกเปลี่ยนและใช้ร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ อาทิ ห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมที่มีความพร้อมทั้งในเชิงทักษะ นวัตกรรม และวิสัยทัศน์ระดับโลก

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร คณบดี และตัวแทนจากทั้ง 16 คณะของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี รวมถึงผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง

ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐชั้นนำ และมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำ ของประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง ระบบนิเวศทางการศึกษาที่เข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อร่วมกันพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะและศักยภาพที่พร้อมรับมือกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

แสตมป์เซเว่นฯ พลิกโฉมสุขาให้เด็กไทย ทยอยปรับปรุง ‘ห้องน้ำเพื่อน้อง’ ทั่วไทย

แสตมป์เซเว่นฯ พลิกโฉมสุขาให้เด็กไทย ทยอยปรับปรุง 'ห้องน้ำเพื่อน้อง' ทั่วไทย

แสตมป์เซเว่นฯ พลิกโฉมสุขาให้เด็กไทย ทยอยปรับปรุง ‘ห้องน้ำเพื่อน้อง’ ทั่วไทย

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.57 น.

แสตมป์เซเว่นฯ พลิกโฉมสุขาให้เด็กไทย ทยอยปรับปรุง “ห้องน้ำเพื่อน้อง” ทั่วไทย

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ยกระดับคุณภาพชีวิตเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “สร้างชุมชนอุ่นใจ” ที่แปลงพลังใจจากการบริจาคแสตมป์ของลูกค้าในโครงการ “บุญนิธิแสตมป์เซเว่นเพื่อสาธารณกุศลทุกภูมิภาค” ให้เกิดเป็นห้องน้ำปรับปรุงใหม่

ปัจจุบัน ห้องน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐานกว่า 135 แห่งทั่วประเทศ ได้ส่งมอบให้แก่โรงเรียนต่างๆ เพื่อส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี สร้างความมั่นใจในการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ซีพี ออลล์ ยังคงเดินหน้าขยายการสนับสนุนไปยังโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้การช่วยเหลือกระจายไปในวงกว้าง

ล่าสุด นายธานี ลิมปนารมณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นผู้แทนส่งมอบ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่แก่ 2 โรหงเรียนในจังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ โรงเรียนวัดหนองนาดงกวาง ซึ่งมีนักเรียน 216 คน (ระดับอนุบาลถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3) โดยปรับปรุงห้องน้ำ 2 อาคาร ทั้งชายและหญิง ด้วยการเปลี่ยนสุขภัณฑ์ที่ชำรุด ประตู กลอนประตู ซ่อมแซมกระเบื้องหลังคา และทาสีใหม่ เพื่อให้ถูกสุขลักษณะและเพียงพอต่อการใช้งานของนักเรียน อีกแห่งคือ โรงเรียนบ้านใหม่เจริญธรรม ที่มีนักเรียน 234 คน (ระดับอนุบาลถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3) ซึ่งได้รับการปรับปรุงห้องน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เพียงพอต่อการใช้งาน สร้างความสะดวกสบายให้แก่นักเรียนมากยิ่งขึ้น

โครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ซีพี ออลล์ ในการร่วมพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน การส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีในโรงเรียนถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การศึกษาเหลื่อมล้ำ! ‘ศาสตรา’จี้แก้ปัญหา‘ครูงานล้น’ทำหมดไฟ’จบชีวิต-ลาออกไปสอนพิเศษ’

การศึกษาเหลื่อมล้ำ! ‘ศาสตรา’จี้แก้ปัญหา‘ครูงานล้น’ทำหมดไฟ'จบชีวิต-ลาออกไปสอนพิเศษ'

การศึกษาเหลื่อมล้ำ! ‘ศาสตรา’จี้แก้ปัญหา‘ครูงานล้น’ทำหมดไฟ’จบชีวิต-ลาออกไปสอนพิเศษ’

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.56 น.

9 ก.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายศาสครา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในช่วงหารือของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนขอเป็นตัวแทนครูทั้งประเทศที่กำลังหมดไฟ กำลังจะลาออก หรือแม้แต่กำลังจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 มีครูท่านหนึ่งตัดสินใจจบชีวิตตนเอง โดยเขียนจดหมายลาตาย ระบายความในใจเรื่องภาระงานของครูที่มากเกินไป รวมถึงความเครียดเพราะกลัวความผิดพลาดในการทำเอกสารพัสดุ – การเงิน แล้วอาจถึงขั้นติดคุกตะราง

“วันนี้ในเรื่องการเงินพัสดุเป็นเรื่องสำคัญมากที่รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข ซ้ำร้ายกว่านั้น เลขา สพฐ. ออกมาแถลงข่าว บอกว่าโรงเรียนมีตั้งกว่า 3 หมื่นโรงเรียน แต่ครูแค่โรงเรียนเดียว ออกมาพูดแบบนี้เป็นการตัดกำลังใจครูอย่างมาก เพราะวันนี้ครูมีภาระงานหนักจริงๆ เหมือนทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าวันนี้ปัญหานี้มันเกิดขึ้นจริงๆ” นายศาสครา กล่าว

นายศาสครา กล่าวต่อไปว่า จริงๆแล้วครูทุกโรงเรียนมีปัญหาแบบนี้หมด แต่ทราบหรือไม่ว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ถูกแก้ไข เพียงแต่ครูท่านอื่นๆ ไม่ได้คิดสั้นเหมือนกับครูท่านนั้นก็เท่านั้นเอง ครูต้องทำทุกอย่าง การเงิน ตำรวจ  แม่ครัว แม่บ้าน ภารโรง แต่อย่างเดียวที่ไม่ได้เป็นคือเป็นครู ตนจึงเสนอแนวทางแก้ไข คือปลดล็อกท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถบรรจุบุคคลเข้ามาทำหน้าที่การเงิน – พัสดุ หรือหน้าที่อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ครูได้ หรือจัดหาโปรแกรมในเรื่องนี้มาเป็นเครื่องมือช่วยให้ครูทำงานได้ง่ายและถูกต้อง

“ที่สำคัญสวัสดิการต้องเพิ่มให้กับครู เงินเดือนต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ใครจะอยากเป็นครู ครูเก่งๆ จะอยากเป็นครูได้อย่างไ? จะมีเกียรติมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร? วันนี้ครูไปสอนพิเศษหมดแล้วเพราะมีรายได้มากกว่า อย่างนี้เด็กยากจนจะเรียนกับครูดีๆ ต้องไปเรียนพิเศษ ต้องเพิ่มภาระให้กับผู้ปกครองอีก แบบนี้ครูจะเป็นครู หาครูที่ดีๆ ได้อย่างไรในระบบการศึกษาไทย” นายศาสครา ระบุ

นายศาสครา ยังกล่าวอีกว่า ตนขอฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ที่มีนโยบายเกี่ยวกับการลดภาระของคุณครู เพิ่มขวัญกำลังใจให้ครู ในหลักสูตรการเรียนการสอนน่าจะเพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ รากเหง้าต่างๆ ตลอดจนหน้าที่พลเมือง ให้กับนักเรียนด้วย

043…

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

https://www.naewna.com/local/892298 ขีดเส้น 7 วันตรวจสอบข้อเท็จจริง ปม ‘ครูมัท’ เสียชีวิต สั่งเขตพื้นที่ฯตั้งกก.สอบพิรุธ

วธ.เคลียร์ชัด’เขมร’ไม่มีสอดไส้! ยื่นยูเนสโกแค่ประเพณีแต่งงานไม่เกี่ยวกับ’ชุดไทย’

วธ.เคลียร์ชัด'เขมร'ไม่มีสอดไส้! ยื่นยูเนสโกแค่ประเพณีแต่งงานไม่เกี่ยวกับ'ชุดไทย'

วธ.เคลียร์ชัด’เขมร’ไม่มีสอดไส้! ยื่นยูเนสโกแค่ประเพณีแต่งงานไม่เกี่ยวกับ’ชุดไทย’

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.37 น.

9 กรกฎาคม 2568 จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก “ASEANมองไทย” ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ระบุว่า “มาแน่จ้ะ ยืนยันแล้ว ประเพณีแต่งงานเขมรสอดไส้ชุดไทยขึ้นทะเบียน UNESCO ปี 2026 คนที่ปั่นข่าวว่า UNESCO ปัดตกรับผิดชอบด้วยนะจ๊ะ ตอนนี้อยู่ใน Tentative list เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่กรรมการเคาะไม้ในที่ประชุมปีหน้าก็สำเร็จ ซึ่งการประชุมมีปีละ 1 ครั้ง จะทำอะไรก็รีบทำนะ บอกแล้วว่าอย่าเข้าข้างตัวเองมากเกินไป” (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เขมรตัวร้าย!! ยื่นประเพณีแต่งงานสอดไส้’ชุดไทย’ เสนอขึ้นทะเบียนยูเนสโกปี 2026)

ล่าสุด นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยถึงการดำเนินงานของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 (The 2003 Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ดังนี้ …

การเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก จะอยู่ในกระบวนการพิจารณาของยูเนสโกในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2567 และเป็นการดำเนินการตามอนุสัญญาของยูเนสโกว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

สำหรับข้อกังวลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเทศกัมพูชาเตรียมเสนอ “ประเพณีแต่งงานแบบเขมร” ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ต่อยูเนสโก เป็นการเสนอมรดกภูมิปัญญาที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นของกัมพูชา และไม่ได้มีการเสนอ “ชุดไทย” หรืออ้างอิงถึงวัฒนธรรมการแต่งกายแบบไทยแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดีกระบวนการพิจารณาของยูเนสโกมีการตรวจสอบเนื้อหาโดยละเอียด โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของยูเนสโก ที่ยึดหลักความโปร่งใส ความเคารพซึ่งกันและกันและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การที่ประเทศไทยเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกเพื่อให้ชุดไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก ด้วยความภาคภูมิใจภายใต้หลักของความเข้าใจ ความสร้างสรรค์ และการอยู่ร่วมกันอย่างสง่างามของมนุษยชาติ

จุฬาฯ จับมือ กค.เปิดหลักสูตรปริญญาโท พัฒนาบุคลากรคุณภาพด้านการจัดการภาษี

จุฬาฯ จับมือ กค.เปิดหลักสูตรปริญญาโท พัฒนาบุคลากรคุณภาพด้านการจัดการภาษี

จุฬาฯ จับมือ กค.เปิดหลักสูตรปริญญาโท พัฒนาบุคลากรคุณภาพด้านการจัดการภาษี

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงการคลังผนึกความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาหลักสูตรสหวิทยาการระดับปริญญาโทด้านการจัดการภาษี (หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาษี) เพื่อยกระดับการศึกษาหลักสูตรสหสาขาวิชา พัฒนาบุคลากรคุณภาพของประเทศเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาด้านการจัดการภาษีที่มีประสิทธิภาพ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ เข้าร่วมงาน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาษี ภายใต้ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงการคลัง เป็นการบูรณาการความรู้ทางวิชาการและนโยบายของภาครัฐเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นหลักสูตรสหสาขาวิชาด้านการจัดการภาษีหลักสูตรแรกของประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนระบบภาษีของประเทศให้ทันสมัย โปร่งใส และเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในยุคดิจิทัล หลักสูตรนี้จะเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างความรู้ทางวิชาการกับการปฏิบัติจริง และเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างสรรค์ผลงานและนวัตกรรมด้านการจัดการภาษีที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไปในอนาคต

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มหาบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรนี้ จะเป็นบุคลากรที่มีองค์ความรู้ด้านภาษีและบริบทที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ซึ่งไม่ว่าจะปฏิบัติงานอยู่ในภาครัฐหรือภาศเอกชน จะถือเป็นกลุ่มบุคคลคุณภาพที่จะต่อยออดส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีอากรได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งมีนโยบายในการสนับสนุนบุคลากรของ กค.ให้ได้รับการพัฒนาทางการศึกษาในหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ต่อภารกิจของหน่วยงาน ผ่านการให้ทุนการศึกษามากกว่า 30 ทุน เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการที่มีความมุ่งมั่น และมีผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ ให้ได้รับการพัฒนาต่อยอด และนำความรู้ที่ได้จากหลักสูตรนี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาภารกิจของกระทรวงการคลังให้เป็นเสาหลักที่มั่นคงแข็งแรง และขับเคลื่อนโยบายทางการคลังและเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ กล่าวถึงความโดดเด่นของหลักสูตรนี้ว่า เป็นหลักสูตรสหสาขาวิชาที่มีการผสานความร่วมมือจาก 5 คณะของจุฬาฯ ได้แก่ บัณฑิตวิทยาลัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะเศรษฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งความรู้และความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชานี้จะทำให้ผู้เรียนได้รับองค์ความรู้ มุมมองที่หลากหลายและครอบคลุม สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หลักสูตรได้รับการออกแบบให้มีแผนการเรียน 2 แผน คือ แผน 1 แบบวิชาการ (ศึกษารายวิชาและทำวิทยานิพนธ์) มุ่งเน้นการสร้างผู้นำทางวิชาการด้านการจัดการภาษี ผู้ที่จะสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบภาษี  ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับยุคดิจิทัล และแผน 2 แบบวิชาชีพ (ศึกษารายวิชาและรายวิชาค้นคว้าอิสระ) มุ่งเน้นการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติ สามารถนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงเพื่อยกระดับการจัดการภาษีให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร 36 หน่วยกิต กำหนดเปิดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2568 ในรูปแบบภาคนอกเวลาราชการ โดยจัดการเรียนการสอนวันเสาร์-อาทิตย์ ด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ให้ความยืดหยุ่นสูงสุดแก่ผู้เรียน

สำหรับผู้ที่สนใจจะสมัครเข้าศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาษี (หลักสูตรสหสาขาวิชา) สามารถติดตามดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.grad.chula.ac.th

ชู 5 อุตสาหกรรม สู่ ‘Thailand Innovation Hub’ พร้อมให้ทุนสตาร์ตอัปหนุนเติบโตในตลาดต่างประเทศ

ชู 5 อุตสาหกรรม สู่ ‘Thailand Innovation Hub’ พร้อมให้ทุนสตาร์ตอัปหนุนเติบโตในตลาดต่างประเทศ

ชู 5 อุตสาหกรรม สู่ ‘Thailand Innovation Hub’ พร้อมให้ทุนสตาร์ตอัปหนุนเติบโตในตลาดต่างประเทศ

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA กล่าวเปิดงาน “Thailand Innovation Hub ขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม” ในงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2025 หรือ SITE 2025 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Partnership – AI & Sustainability: The Next Era of Innovation” ด้วยคำถามว่าประเทศไทยเป็นฮับอะไรบ้าง เราอยากเป็นฮับแบบไหน เราก็ต้องสร้าง สิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้น เช่น เราอยากจะเป็นฮับด้านการท่องเที่ยว แต่เราไม่มีนวัตกรรม เราอยากเป็นเมืองด้านอาหาร แต่ไม่มีการนำเสนอด้านอาหารนวัตกรรมหรืออยากเป็นเมือง health and Well-being หรือเมืองแห่งสุขภาพและสุขภาวะ แต่เราไม่มีการบริการทางการแพทย์ให้บริการเลย แบบนี้เราจะเรียกว่าประเทศไทยเป็นฮับแห่งนวัตกรรมไม่ได้ ดังนั้น แนวคิดของ Thailand Innovation Hub เกิดขึ้นตั้งแต่ NIA ทำเรื่องของย่านนวัตกรรม NIA เริ่มทำพื้นที่ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์โยธีเพื่อเป็นฮับทางการแพทย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่เรากำลังจะขยายไปสู่ Thailand Innovation Hub ในอุตสาหกรรมเป้าหมายแทนที่จะเป็นเรื่องของย่านนวัตกรรมอย่างเดียว

ผอ.NIA กล่าวต่อไปว่า NIAมองอยู่ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.อาหารและอุตสาหกรรมการเกษตรและสมุนไพรมูลค่าสูง 2.การแพทย์ สุขภาพ เพราะปัจจุบันเรื่องของสุขภาพ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอันดับหนึ่ง มีเงินก็ซื้อสุขภาพไม่ได้ แต่จะดีหรือไม่ ถ้าจะมีเทคโนโลยีนวัตกรรมที่คอยเตือนว่าเราต้องดูแลสุขภาพแบบไหน รักษาตัวเองแบบไหน 3.ท่องเที่ยว เราอยากจะเป็นการท่องเที่ยวที่โชว์นวัตกรรม โชว์เรื่องความโดดเด่น มีอาหารแห่งอนาคต มีพื้นที่ท่องเที่ยว มีแอปพลิเคชัน มีระบบบริการที่เข้าถึงได้ผ่านระบบแพลตฟอร์มต่างๆ นี่คือการท่องเที่ยวในมิติของนวัตกรรม 4.ความยั่งยืน เรื่องของ EV เรื่องของเทคโนโลยีที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Tech เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของเทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนแปลงธุรกิจหรือเราจะเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ ดังนั้น เราจะต้องมีพื้นที่ที่ทำให้อุตสาหกรรมเกิดความเปลี่ยนแปลงเราจึงมองเป็นเรื่องของฮับและ 5.Culture Innovation เรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ ทำอย่างไรให้คำว่านวัตกรรมไม่เป็นแค่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่ทำให้เป็นเรื่องของชุมชนที่ทำขึ้นเอง

สพฐ.เตรียมขับเคลื่อนนโยบาย‘รมว.ศธ.-รมช.ศธ.’ พร้อมยกเครื่องโรงเรียนขนาดเล็ก

สพฐ.เตรียมขับเคลื่อนนโยบาย‘รมว.ศธ.-รมช.ศธ.’ พร้อมยกเครื่องโรงเรียนขนาดเล็ก

สพฐ.เตรียมขับเคลื่อนนโยบาย‘รมว.ศธ.-รมช.ศธ.’ พร้อมยกเครื่องโรงเรียนขนาดเล็ก

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.07 น.

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 25/2568 โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันนี้ ท่านได้กล่าวว่า พร้อมจะเดินหน้าสานต่อนโยบายดี ๆ ของ รมว.ศธ. ท่านเดิม เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและครูทั่วประเทศ โดยทำงานร่วมกันแบบ “ครอบครัวเดียวกัน” เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาอย่างมีพลัง และได้ฝากสิ่งที่ต้องการผลักดันเพิ่มเติม คือ การพัฒนาสวัสดิการและสร้างขวัญกำลังใจครู โดยการลดภาระงาน การปรับเกณฑ์วิทยฐานะและการโยกย้ายให้เป็นธรรม รวมถึงการรับฟังความต้องการจากพื้นที่ต่างๆอย่างรอบด้าน เพื่อวางนโยบายในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง ระยะยาว และการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาฯ ที่เน้นย้ำวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอให้ผู้บริหารและบุคลากรของ สพฐ. ติดตามแนวนโยบายซึ่งจะออกอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ เพื่อนำไปขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่องต่อไป

อีกเรื่องสำคัญที่ได้พูดคุยกันในวันนี้ คือเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้สั่งการให้สำนักที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กขนาดต่าง ๆ โดยระบุถึงวิธีการบริหารจัดการของแต่ละโรงเรียน การใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่สังกัด รวมทั้งหารูปแบบ นวัตกรรมการบริหารที่จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กประสบผลสำเร็จ โดยให้แยกตามบริบทของโรงเรียน ขนาดของโรงเรียนและแยกตามภาค พร้อมทั้งปรับคณะทำงานบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัด สพฐ. ใหม่ โดยมอบหมายให้นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมระบุหน้าที่ของคณะทำงานให้ชัดเจน

สำหรับความคืบหน้าของการจ้างอัตราจ้างในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สพฐ. ได้ดำเนินการขอทำความตกลงพิเศษกับกระทรวงการคลังแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงาน ก.พ. นำเสนอเข้าที่ประชุม คปร. เพื่อพิจารณากำหนดจำนวนกรอบอัตรากำลังลูกจ้างชั่วคราว โดยถ้าหากได้รับการอนุมัติให้อัตราจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวแล้ว เงินเดือนและคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง ให้ปฏิบัติตาม ว 1058 ของกระทรวงการคลัง  นอกจากนี้ จะมีการจัดทำหลักสูตรอบรมพัฒนาธุรการโรงเรียนให้ความรู้เกี่ยวกับด้านการบัญชี การเงินและพัสดุ โดยจะเปิดลงทะเบียนและเริ่มการอบรมผ่านระบบออนไลน์ ภายในเดือนสิงหาคม 2568 นี้ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กต่อไป

– 006

‘กสศ.’เร่งจัดสรรทุนเสมอภาครอบแรก ให้นักเรียนยากจนพิเศษ 8 แสนคน

'กสศ.'เร่งจัดสรรทุนเสมอภาครอบแรก ให้นักเรียนยากจนพิเศษ 8 แสนคน

‘กสศ.’เร่งจัดสรรทุนเสมอภาครอบแรก ให้นักเรียนยากจนพิเศษ 8 แสนคน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

กสศ. เร่งจัดสรรทุนเสมอภาครอบแรก ให้นักเรียนยากจนพิเศษ 8 แสนคน  ระหว่างวันที่ 21-24 ก.ค.68  พร้อมเปิดระบบให้โรงเรียนบันทึกข้อมูลนักเรียนจากครัวเรือนยากจนพิเศษกลุ่มใหม่ตั้งแต่วันนี้ – 21 ก.ค. 68  เพื่อรับทุนเสมอภาคป้องกันหลุดจากระบบการศึกษาต่อเนื่อง 3 ปีการศึกษา
 
วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2568 นี้ กสศ.จะจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาค ให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มที่ได้รับทุนต่อเนื่อง (รอบที่ 1 )   ตั้งแต่ช่วงชั้น อนุบาล 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่3 ในสถานศึกษามากกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศใน 6 สังกัดได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(บช.ตชด.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พ.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.)  จำนวนราว 800,000 คน  งบประมาณ 1,536 ล้านบาท
                            
สำหรับนักเรียนกลุ่มใหม่ที่โรงเรียนจะคัดกรองเข้ามา กสศ.เปิดระบบให้ครูประจำชั้นที่ดำเนินการเยี่ยมบ้านในช่วงเปิดเทอม 1/2568 สามารถบันทึกข้อมูลแบบขอรับเงินอุดหนุนนักเรียน หรือ นร/กสศ.01  ระหว่างวันที่  7-21 กรกฎาคม 2568   ผ่านเว็บไซต์https://cct.eef.or.th/  หากมีข้อสงสัย คุณครูสามารถสอบถามได้ที่ 02-079-5475 กด 1 หรือแอด Line เพิ่มเพื่อนที่ line @cctthailand   โดยนักเรียนกลุ่มใหม่นี้ กสศ.จะประกาศรายชื่อนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง วันที่ 21 สิงหาคม 2568
 
“ในช่วงเปิดเทอมทุกปีเป็นฤดูกาลลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของคุณครูประจำชั้นเพื่อสำรวจความเป็นอยู่ของลูกศิษย์ กสศ. ได้เปิดระบบให้คุณครูสามารถกรอกข้อมูลสถานะครัวเรือนของนักเรียนที่คุณครูพบว่าสมาชิกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยต่อคน/เดือนต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศที่ 3,043 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ได้รับการพิจารณาสนับสนุนทุนเสมอภาค ซึ่งแทบทุกปีจะมีครัวเรือนมากกว่า 2 ล้านครัวเรือนได้รับการเสนอข้อมูลผ่านระบบเข้ามาให้ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดทั้ง 6 หน่วยงานได้พิจารณาจัดสรรทุนเสมอภาค หากนักเรียนอยู่ในครัวเรือนยากจนหรือยากจนพิเศษ น้องๆ ก็จะได้รับการสนับสนุนเงินปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนและทุนเสมอภาค อย่างต่อเนื่อง 3 ปีการศึกษา ในวงเงินตั้งแต่ 1,000-7,200 บาท ต่อปีการศึกษา ตามระดับการศึกษา ระดับความยากจนของครัวเรือน และตามที่ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดทั้ง 6 สังกัดได้รับการจัดสรรงบประมาณจากทางรัฐบาลมาในแต่ละปี”
                                    
ผู้จัดการกสศ. กล่าวว่า  กสศ. ร่วมมือกับ  6 หน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษากว่า 30,000 แห่ง เพื่อสำรวจ 2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ  นำมาสู่ระบบฐานข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษทั้ง 1.3 ล้านคน เกิดระบบการช่วยเหลือนักเรียน ระบบการชี้เป้าและส่งต่อการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาในระดับสูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ จากแหล่งทุนต่างๆ ทั้ง ภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ และประชาชน  เช่น กสศ.ส่งข้อมูลนักเรียนทุนเสมอภาคที่ยืนยันสิทธิ์ในระบบ TCAS ให้มหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาส่งเสริมหรือดูแลนักเรียนกลุ่มนี้ได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่อง   และรวบรวมแหล่งทุนการศึกษาภายใต้โครงการส่องทางทุน เพื่อช่วยผลักดันให้นักเรียนยากจนและด้อยโอกาสที่ต้องการศึกษาในระดับสูงกว่าภาคบังคับได้เข้าถึงแหล่งทุนการศึกษากว่า 156 แหล่งทุน และมีทุนการศึกษาจำนวนกว่า 451 ประเภททุนการศึกษา 
                            
สำหรับทุนเสมอภาค ของกสศ. เป็นเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข สำหรับเด็กเยาวชนในครัวเรือนที่มีความยากจนระดับที่รุนแรง ในระดับที่แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ยังมีอุปสรรคทำให้เด็กไม่สามารถมาเรียนได้ เช่น ไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีค่าอาหาร ความห่างไกล ทุรกันดาร  ขาดแคลนของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน และอุปกรณ์การเรียน  กสศ.จึงจัดสรรทุนเสมอภาค เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาในรายการที่นอกเหนือจากรัฐจัดสรรให้ เช่น ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอาหาร โดยนักเรียนผู้รับทุนต้องรักษาอัตราการมาเรียนไม่ให้น้อยกว่าร้อยละ 85 และมีพัฒนาการที่สมวัยตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข 

ผลลัพธ์ของโครงการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ช่วยป้องกันไม่ให้นักเรียนยากจนพิเศษหลุดออกจากระบบก่อนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ ผ่านอัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษา และอัตราการศึกษาต่อในช่วงชั้นรอยต่อของการศึกษา (อ.3, ป.6, ม.3)   ล่าสุดในปี 2567 มีนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษจำนวนรวม 1.34 ล้านคน ได้รับเงินอุดหนุนทุนเสมอภาคเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องด้านการศึกษา  พบอัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาอยู่ที่ร้อยละ 97.88

นอกจากนี้กสศ.ยังพัฒนาต้นแบบระบบสารสนเทศเพื่อการคัดกรองความเสี่ยงของนักเรียนที่ครอบคลุมทุกมิติ (OBEC CARE) นำร่องใน 29 เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา จำนวน 1,136 โรงเรียน ใช้ข้อมูลต่อยอดในการส่งเสริมพัฒนาและการดูแลช่วยเหลือนักเรียนกว่า 280,000 คน และการจัดทำมาตรการป้องกันการเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเตรียมพร้อมขยายทั่วประเทศในปีการศึกษา 2568 นี้