รวมพลังนักวิจัย SHA ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยด้วยความรู้เพื่อสังคมยั่งยืน

รวมพลังนักวิจัย SHA ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยด้วยความรู้เพื่อสังคมยั่งยืน

รวมพลังนักวิจัย SHA ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยด้วยความรู้เพื่อสังคมยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

‘เวทีสานพลังวิจัย สู่การปฏิบัติจริง’รวมพลังนักวิจัย SHA ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยด้วยความรู้เพื่อสังคมยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดเวทีประชุมวิชาการ “เวทีสานพลังวิจัย สู่การปฏิบัติจริง: เมื่อสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ออกแบบอนาคตประเทศไทย” ในวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00–16.30 น. ณ ห้องอินฟินิตี้ 2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ

เวทีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้าน SHA (Social Sciences, Humanities, and Arts) สู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งเชิงนโยบาย เชิงพื้นที่ และเชิงสังคม โดยสอดคล้องกับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2566–2570 ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ ผ่านการบูรณาการพลังความรู้จากทุกภาคส่วน

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ ปาฐกถาพิเศษ โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว” ซึ่งกล่าวถึง มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์จะนำประเทศของเราก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้อย่างไร” โดยให้ความสำคัญของการพัฒนาแบบสมดุลระหว่างความรู้ “สองขา” ทั้งด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ที่ควรเดินควบคู่กัน

“STEM สอนเรา วิธีการสร้าง แต่มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สอนเรา สร้างอะไร สร้างเพื่อใคร และสร้างทำไม” ศ. พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนกฯ ย้ำว่า ประเทศไทยต้องไม่มองมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นเพียงศาสตร์เสริม แต่ต้องถือเป็นแกนกลางของการกำหนดทิศทางการพัฒนา โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวดเร็ว หากไม่มี “พวงมาลัย” ที่ชี้ทางจากศาสตร์แห่งจริยธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ไทย เทคโนโลยีอาจกลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนผิดทิศได้

“ประเทศที่เจริญที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่มีแต่วิศวกร แต่เป็นประเทศที่วิศวกรและนักประวัติศาสตร์เดินไปด้วยกัน” พร้อมเสนอ 6 แนวทางเชิงนโยบาย ได้แก่ การเพิ่มทุนวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ การบูรณาการปรัชญาในหลักสูตร STEM การฟื้นฟูวัฒนธรรมอย่างมีอัตลักษณ์ และการเปลี่ยนมายเซ็ตของสังคมให้เห็นว่างานวิชาการก็สนุกและมีจินตนาการได้

ศ. พิเศษ ดร.เอนก ให้โจทก์ท้าทายว่า อยากจะเห็นแผนงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ สำเร็จภายในปี 2580 คืออยากให้งานด้านนี้สำเร็จลุล่วงและนำพาประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่สำคัญเราต้องทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ และขับเคลื่อนงานอย่างมีกลยุทธ์และต้องมองบริบทอย่างรอบด้านมองทั้งบริบทไทยและต่างประเทศทำงานต้องทำให้เร็วต้องมีความรับผิดชอบต่อภารกิจที่เราทำอยู่และมีความรับผิดชอบต่องบประมาณที่เราได้รับ

ทั้งนี้ อยากให้นักวิจัยไทยและนักวิชาการไทยเชื่อมั่นในความเก่งของตัวเองเชื่อมั่นในความรู้และต้องเอาความรู้มาใช้ให้ได้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและที่สำคัญคืองานทั้งสามด้านต้องบูรณาการไปด้วยกันต้องไม่คิดแยกส่วนเพราะถ้าแยกส่วนจะไม่เกิดพลัง รวมถึงการมองปัญหาให้เป็นโอกาสที่สำคัญอยากให้นักวิชาการไทยส่งออกความรู้ใหม่ใหม่ไปให้ทั่วโลกได้รับรู้ และอยากให้สื่อสารถึงความงดงามตลอดจนคุณค่าความเป็นไทย ไปให้สากลโลกได้เห็นศักยภาพของประเทศไทย

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)กล่าวถึง แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2566–2570 ว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมรับมือกับอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างเศรษฐกิจบนฐานคุณค่าและคุณภาพ ด้วยพลังจากวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ต้องผสาน “ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เข้ากับ “ความเข้าใจมนุษย์ผ่านศาสตร์ด้าน SHA” เพื่อสร้างสังคมที่มีทั้งขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และความงอกงามทางอารยธรรม

ศ.ดร.สมปอง กล่าวเสริมว่าหนึ่งในความสำเร็จเชิงรูปธรรมของงานวิจัยทางสังคมไทย ภายใต้โครงการ “มีดี พลังเกษียณสร้างชาติ” ที่พิสูจน์ว่า งานวิจัยสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง โดยเฉพาะในสังคมสูงวัยที่กำลังทวีความสำคัญในประเทศไทย โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์ที่ 2 ของแผนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (ววน.) ซึ่งได้รับการสนับสนุน โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผ่าน กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมตั้ งแต่ปี พ.ศ. 2563 ที่มุ่งเปลี่ยน “ผู้สูงอายุ” ให้กลายเป็นพลังของชาติ “เกษียณมีดี” เทคโนโลยีที่เข้าใจผู้สูงวัย หนึ่งในหัวใจของความสำเร็จคือการพัฒนา แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ผ่านแอปพลิเคชัน “เกษียณมีดี” บน Line และ Facebook ที่ออกแบบอย่างเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานของผู้สูงวัย ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงความรู้ ทักษะ และตลาดออนไลน์ได้ง่ายดายโดยไม่ต้องมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อน

Impact ที่สัมผัสได้จริง: ผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาส

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจาก “มีดี” ไม่เพียงเป็นตัวเลข แต่คือการยกระดับชีวิต

• ผู้สูงวัย เข้าร่วมโครงการกว่า 12,782 คน

• สร้างรายได้เฉลี่ย 7,987.50 บาท/เดือน ผ่านตลาดออนไลน์ “มีดี: ตลาดคนมีดี”

• ผู้เข้าร่วมบางรายมีรายได้สูงสุดถึง 30,000 บาท/เดือน

• มีเครือข่าย โรงเรียนและชมรมผู้สูงอายุ 42 แห่ง

• เชื่อมโยงกับ หน่วยงานราชการท้องถิ่น 58 แห่ง

• ผู้ได้รับประโยชน์ทางอ้อมกว่า 19,886 คน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง “นโยบายและการขับเคลื่อนงานด้าน SHA” “มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ (SHA) ไม่ใช่แค่ศาสตร์แห่งความงามหรือความเข้าใจมนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบอนาคตของประเทศไทย”

ในช่วงบ่ายมีกิจกรรม Workshop และการระดมสมอง ในหัวข้อ “ปัจจุบันและอนาคตในการขับเคลื่อนงานวิจัยด้าน SHA” ซึ่งจะเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย ภาคนโยบาย และ ภาคปฏิบัติ ได้ร่วมกันเสนอแนวทางการนำงานวิจัยไปใช้จริง

อย่างไรก็ดีเวทีนี้จึงเป็นมากกว่างานสัมมนา แต่คือ “พื้นที่แห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่สะท้อนให้เห็นว่า งานวิจัยด้าน SHA มีพลังในการยกระดับชีวิตคนไทยทุกช่วงวัย, เพิ่มรายได้, สร้างโอกาส, และ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเข้าสู่สังคมอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.สุรชัย กล่าวทิ้งท้าย โดยได้ฉายภาพบริบทเชิงนโยบาย และทิศทางที่สอวช. และ สกสว. จะดำเนินการร่วมกันในแง่ของการพัฒนางานด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ซึ่งสอวช. ก็กำลังอยู่ในช่วงบูรณาการความรู้ต่างๆ ให้เข้ากันกับบริบททางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยที่ สอวช. จะพยายามพัฒนาอีโคซิสเต็มส์หรือระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนงานทั้งสามด้านดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้นต่อไป

สพฐ.ปฏิวัติการสอน ‘GPAS 5 Steps’ พาครูอีสานตอนล่างสร้างนักเรียนให้เป็น ‘นวัตกร’ เรียนเพื่อเปลี่ยนโลก

สพฐ.ปฏิวัติการสอน 'GPAS 5 Steps' พาครูอีสานตอนล่างสร้างนักเรียนให้เป็น 'นวัตกร' เรียนเพื่อเปลี่ยนโลก

สพฐ.ปฏิวัติการสอน ‘GPAS 5 Steps’ พาครูอีสานตอนล่างสร้างนักเรียนให้เป็น ‘นวัตกร’ เรียนเพื่อเปลี่ยนโลก

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.02 น.

วันที่ 5–6 กรกฎาคม 2568  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เปิดฉากเวิร์กชอป

ระดมครู 650 คน จากโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ภาคอีสานตอนล่าง คือ “กองหน้า” ของการปฏิรูปตัวจริง เปลี่ยนครูให้เป็นโค้ช เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นเวที และเป็นการอบรมเพื่อปลุกครูให้ “เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็น’สนามนวัตกรรม’ เปลี่ยนเด็กไทยให้เป็นนวัตกร พวกเขาไม่ใช่แค่จะสอนให้เด็กคิดเป็น แต่จะ “ปลุกไฟ” ในตัวนักเรียนให้กลายเป็น “ผู้สร้างอนาคตของประเทศ”  เพราะวันนี้ครูไทยไม่ได้ถูกฝึกให้สอนเด็กให้สอบผ่าน แต่ต้องสอนเด็กให้ “คิดเป็น แก้ปัญหาได้ และสร้างได้” ด้วยหัวใจของกระบวน การ GPAS 5 Steps ที่ไม่ได้เน้นการยัดข้อมูลใส่สมอง แต่ให้เด็กลงมือคิด ลงมือทำ และลงมือเปลี่ยน “นี่ไม่ใช่แค่เวิร์กชอป แต่มันคือ “สงครามเปลี่ยน แปลงห้องเรียนไทย”

นางสาวปุณยนุช ดวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) เขต 4 กล่าวในการเปิดอบรมที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราช ธานี ว่า ครูวันนี้ไม่ใช่แค่ผู้สอน แต่คือหัวใจของการปฏิรูป ถ้าเรายังสอนแบบเดิม เราก็จะได้เด็กแบบเดิม แต่โครง การนี้คือโอกาสในการฝึกครูให้กลายเป็น”ผู้ออกแบบการเรียนรู้’ที่สร้างเด็กให้เป็นผู้คิด ผู้สร้าง และผู้เปลี่ยน

นายวรวิทย์ โสภาพันธ์ ผอ.สพป. อุบล ราชธานี เขต 1 กล่าวเปิดอบรมว่า เราไม่ได้ฝึกครูให้เก่งขึ้นเพื่อตัวเอง แต่เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในห้องเรียน โดยครูที่กลับจากอบรมนี้ต้องสามารถออกแบบกิจกรรมที่ผลักให้เด็ก ‘สร้างนวัตกรรม’ ได้จริง ถ้าเด็กสร้างนวัตกรรมได้ การเรียนก็ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศึกษา  วุฒิสภา กล่าวว่า ระบบเดิมที่เน้นฟัง อ่าน ท่อง เพื่อสอบ เป็นแค่การกระตุ้นความจำระยะสั้น ใช่ มันสอบผ่าน แต่เด็กก็ลืมภายในไม่กี่สัปดาห์ และสุดท้าย สมองไม่พัฒนา เราเสียเวลา เสียทรัพยากร และที่เจ็บที่สุด คือ เราเสีย‘เด็กไทย’ ไปกับระบบที่ไม่ได้เปลี่ยนพวกเขาให้ดีขึ้น แต่ ‘GPAS 5 Steps’ คือ จุดเปลี่ยนที่ใช้การคิดขั้นสูงเชิงระบบ ฝึกให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ สร้างและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง  นี่แหละสมองระยะยาว ไม่ใช่แค่ข้อสอบ แต่มันคือชีวิตจริง พร้อมย้ำอีกว่า นี่คือแนว ทางที่นักการศึกษาทั่วโลกยืนยันมาเป็นร้อยปีว่า การเรียนรู้ที่แท้จริง ต้องมาจากการลงมือทำ และถ้าเรายังไม่เปลี่ยน วันนี้ความสูญเปล่าทางการศึกษาจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมแน่นอน

-(016)

คืนชีพ‘อควาเรียมหอยสังข์’ สอศ.ชง‘นฤมล’เคาะส่งต่อ ครม. ถ่ายโอนให้‘อบจ.สงขลา’ดูแล

คืนชีพ‘อควาเรียมหอยสังข์’ สอศ.ชง‘นฤมล’เคาะส่งต่อ ครม. ถ่ายโอนให้‘อบจ.สงขลา’ดูแล

คืนชีพ‘อควาเรียมหอยสังข์’ สอศ.ชง‘นฤมล’เคาะส่งต่อ ครม. ถ่ายโอนให้‘อบจ.สงขลา’ดูแล

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

‘สอศ.’เตรียมชง‘อควาเรียมฯ’ให้‘นฤมล’พิจารณา ก่อนส่งต่อ ครม.เห็นชอบ ถ่ายโอนให้‘อบจ.สงขลา’ดูแล

8 กรกฎาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.สำนักงานป.ป.ช.) มีมติเห็นชอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ดำเนินโครงการก่อสร้างและปรับปรุงอควาเรียมหอยสังข์ หรือศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา บนพื้นที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ให้เป็นศูนย์ประชุมสัมมนาและศูนย์แสดงสินค้าครบวงจร และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เร่งรัดการส่งคืนที่ราชพัสดุให้กับกรมธนารักษ์ เพื่อให้ อบจ.สงขลา สามารถดำเนินการขอใช้พื้นที่ได้โดยเร็วนั้น ที่ผ่านมาได้มีการประสานพูดคุยถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว และ สอศ.ได้ทำเรื่องหารือไปยัง ป.ป.ช. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอยู่ระหว่างรอหนังสือตอบกลับมาอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม สอศ.ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอให้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณา เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้ความเห็นชอบต่อไป โดยการดำเนินการเรื่องนี้ ต้องมีมติ ครม.รองรับ หากจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องเสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สอศ. ได้มีการพูดคุยกับ อบจ.สงขลา มาโดยตลอด และได้ข้อตกลงเบื้องต้นในการให้ อบจ.สงขลา นำไปดูแล ขณะเดียวกัน สอศ.ก็มีวัตถุประสงค์ ที่จะให้อควาเรียมฯ เป็นศูนย์การเรียนรู้  เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่หากยังมีปัญหาเรื่อง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอยู่ ก็ต้องไปดูข้อกฎหมาย ระเบียบและข้อปฏิบัติว่า ในระหว่างที่มีการชี้มูล ทาง สอศ.จะสามารถทำอะไรได้บ้าง ดังนั้น จึงต้องรอหนังสือตอบกลับมาอย่างเป็นทางการจากทั้ง ป.ป.ช.และกฤษฎีกาก่อน ว่าจะมีทางออกไปในทิศทางใด

นายยศพล กล่าวว่า การโอนพื้นที่ให้อบจ.สงขลา ก็ต้องหารือไปยัง กรมธนารักษ์ เนื่องจากอควาเรียมฯอยู่ในที่ราชพัสดุ แต่ทั้งหมดนี้ก็มีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินการมีประโยชน์สูงสุด คิดว่าเรื่องดังกล่าวจะคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะได้มีการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหามาโดยตลอด แต่เนื่องจากมีการชี้มูล ก็ต้องดำเนินการไปตามกติกา และเห็นว่า หากมีการดำเนินการต่อเนื่อง ก็ยังมีประโยชน์กับเด็กอาชีวะ ที่ใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ และมรประโยชน์กับประชาชน

“ที่ผ่านมาอควาเรียมฯใช้งบจัดสร้างไปแล้วกว่า  1,400 ล้านบาท แต่เจอปัญหาเรื่องการชี้มูลความผิด จึงต้องหยุดดำเนินการ แต่ขณะเดียวกัน อดีตรัฐมนตรี ที่ผ่านมาก็เคยศึกษา เรื่องการเดินหน้าต่อ แต่ก็ยังไม่ได้เสนอให้ ครม.พิจารณา และล่าสุดก็เห็นพ้องกันแล้วว่า หากท้องถิ่นจะนำไปดำเนินการต่อ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ก็เป็นเรื่องดี” นายยศพล กล่าว

‘นฤมล’ควง2รมช.เข้าศธ. ยันสานต่องานค้างจากรมว.คนก่อนให้สำเร็จ

‘นฤมล’ควง2รมช.เข้าศธ. ยันสานต่องานค้างจากรมว.คนก่อนให้สำเร็จ

‘นฤมล’ควง2รมช.เข้าศธ. ยันสานต่องานค้างจากรมว.คนก่อนให้สำเร็จ

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.04 น.

‘นฤมล’นำ 2 รมช.เข้าศธ. ลั่นสานต่องานจากรมว.คนก่อน ที่ยังคงค้างให้สำเร็จตามเป้าหมาย ยันไม่นำเรื่องการเมืองมาเป็นตัวหลักในการดำเนินงาน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม  เวลา 08.15 น.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นางนฤมล  ภิญโญสินวัฒน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เดินทางเข้ากระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ โดยได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์”, ศาลพระภูมิ, พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 , พระพุทธรูป (หน้า สอศ.) และศาลปู่เจียม เพื่อความเป็นสิริมงคล

จากนั้นเดินทางเข้าห้องทำงานรัฐมนตรี และพบปะผู้บริหาร ศธ. ณ ห้องราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รองศาสตราจารย์ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายยศพล เวณุโกเศศ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะผู้บริหาร รวมทั้งข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ นำพวงมาลัยและแจกันดอกไม้มอบแสดงความยินดีด้วย

นางนฤมลกล่าวกับผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการตอนหนึ่งว่า  ตนไม่ต้องการให้ใช้คำว่ามอบนโยบาย  แต่วันนี้มาคุยกันในสิ่งที่ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาฯ  โดยรัฐมนตรีทั้ง 3 คนที่เข้ามาบริหารงานใหม่ ตั้งใจพัฒนาต่อยอด ผลักดันและช่วยให้งานที่คงค้างอยู่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้   ทั้งนี้ เรื่องที่รัฐมนตรีคนก่อนวางไว้ อะไรเป็นเรื่องดี เราจะสานต่อ ไม่นำเรื่องการเมืองมาเป็นตัวหลักในการดำเนินงาน

​ขับเคลื่อนเครือข่ายจัดการขยะแบบองค์รวม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนให้ยั่งยืน

​ขับเคลื่อนเครือข่ายจัดการขยะแบบองค์รวม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนให้ยั่งยืน

​ขับเคลื่อนเครือข่ายจัดการขยะแบบองค์รวม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนให้ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พัชทรา  มณีสินธุ์  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และ น.ส.ณิศรา  ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่าง วว. และบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด ในการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมจากผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) สู่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขับเคลื่อนเครือข่ายด้านการจัดการขยะแบบองค์รวม ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพ  ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ยั่งยืน ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี

ดร.พัชทรา  มณีสินธุ์  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวว่า  การดำเนินงานเชิงบูรณาการของทั้งสองหน่วยงานครอบคลุมการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมจากผลงานวิจัยที่แล้วเสร็จ และประสบการณ์ด้านการคัดแยก การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะชุมชน รวมถึงขยะพลาสติก เสริมสร้างความร่วมมือและเครือข่ายการดำเนินงานด้านการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการจัดการและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะชุมชน น้ำเสีย เพื่อสร้างโอกาสในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ปัจจุบันการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นสิ่งที่เราเผชิญและเป็นความท้าทาย ซึ่งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันในการก้าวผ่านและสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในการเติบโต มีศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ การลดปริมาณของเหลือทิ้ง โดยนำกลับมาใช้ใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาการใช้วัตถุดิบรอบ 2 ที่มีคุณภาพ เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มและลดต้นทุนในการผลิต การลดคาร์บอนฯ ในกระบวนการผลิตด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อโรงงาน สิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ” ดร.พัชทรา  กล่าว

รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ NEO   กล่าวว่า  NEO มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมาตลอดระยะเวลา 35 ปี  ผ่านการขับเคลื่อนพันธกิจด้าน ESG  ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutral ภายในปี 2593 ที่ NEO ได้ตั้งเป้าหมายไว้ เชื่อมั่นว่าจากความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมนี้ จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่ของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประเทศของเราต่อไป

ม.นครพนม พัฒนาไก่พันธุ์ลูกผสมพื้นเมือง ‘ศรีโคตรบูรณ์’ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร

ม.นครพนม พัฒนาไก่พันธุ์ลูกผสมพื้นเมือง ‘ศรีโคตรบูรณ์’ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร

ม.นครพนม พัฒนาไก่พันธุ์ลูกผสมพื้นเมือง ‘ศรีโคตรบูรณ์’ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.มัทนียา สารกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยถึงความสำคัญของงานวิจัยด้านการพัฒนาไก่พันธุ์พื้นเมืองว่า ปัจจุบันการผลิตไก่พื้นเมืองในประเทศไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค อันเนื่องมาจากข้อจำกัดของไก่พื้นเมืองที่เติบโตช้า ให้ไข่น้อย และมีอัตราการแปรรูปต่ำเมื่อเทียบกับไก่ลูกผสม ด้วยเหตุนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงเล็งเห็นความสำคัญในการยกระดับสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองของไทย โดยมอบโจทย์และสนับสนุนงานวิจัยเพื่อพัฒนาแม่พันธุ์ไก่ลูกผสมพื้นเมือง หรือที่รู้จักกันว่า “ไก่สามสายเลือด” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่สามารถนำมาเลี้ยงและจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทดแทนการพึ่งพาแม่พันธุ์ไก่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ที่ในปัจจุบันอยู่ในมือของบริษัทรายใหญ่ไม่กี่แห่ง ทำให้เกษตรกรทั่วไปไม่มีโอกาสเข้าถึงแม่พันธุ์คุณภาพดีที่ให้ผลผลิตสูง

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนครพนมจึงได้พัฒนาแม่พันธุ์ไก่สายพันธุ์ไทย ที่เกิดและเติบโตในประเทศไทยภายใต้ชื่อว่า “ไก่ศรีโคตรบูรณ์” โดยตั้งชื่อตามพื้นที่ต้นแบบในการเพาะเลี้ยงและวิจัยในจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นแหล่งที่มีความเหมาะสมด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

“กระบวนการวิจัยเริ่มต้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 โดยพัฒนาแม่พันธุ์จนถึงรุ่นที่ 3 ผ่านกระบวนการคัดเลือกและจับคู่ผสมพันธุ์อย่างมีระบบ ได้สายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งในด้านการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว ใช้ต้นทุนค่าอาหารต่ำ ให้ไข่ดกฟองใหญ่ และสามารถให้ลูกไก่สามสายเลือดที่เติบโตไว ใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้น เป็นที่ต้องการของตลาด ดร.มัทนียา กล่าวและว่า…

ไก่ศรีโคตรบูรณ์ไม่เพียงแค่สามารถเติบโตได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าแม่พันธุ์ที่นำเข้า แต่ยังมีจุดแข็งสำคัญคือ ความทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้น และสามารถเลี้ยงได้ในโรงเรือนแบบเปิด ซึ่งเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทย อีกทั้งยังต้านทานโรคและแมลงได้ดี ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการจัดการโรคและยารักษาได้อย่างมาก

ปัจจุบันพบว่า มีเกษตรกรให้ความสนใจพันธุ์ไก่ศรีโคตรบูรณ์ โดยมีการลงทะเบียนขอรับลูกไก่ไปเลี้ยงเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ทางสาขาวิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ยังได้มอบพันธุ์ไก่ให้แก่เกษตรกรรายย่อยเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงไก่ลูกผสมพื้นเมืองในระดับครัวเรือนและขยายสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การผลิตพ่อแม่พันธุ์ การผลิตลูกไก่เพื่อจำหน่าย การขุนส่งตลาด ไปจนถึงการแปรรูปเป็นไก่สดและไก่แช่แข็งจำหน่าย

โครงการดังกล่าวนอกจากจะช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังเป็นการลดการผูกขาดตลาดจากกลุ่มทุนรายใหญ่ สร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับประเทศ และยังส่งผลดีในด้านการสร้างงาน สร้างอาชีพ และเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

พลิกโฉมการประเมินคุณภาพภายนอกด้วย AI เสริมความ ‘โปร่งใส – แม่นยำ’ พัฒนาอย่างยั่งยืน

พลิกโฉมการประเมินคุณภาพภายนอกด้วย AI เสริมความ ‘โปร่งใส – แม่นยำ’ พัฒนาอย่างยั่งยืน

พลิกโฉมการประเมินคุณภาพภายนอกด้วย AI เสริมความ ‘โปร่งใส – แม่นยำ’ พัฒนาอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เปิดเผยวิสัยทัศน์ และแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ภายใต้ วิสัยทัศน์ ONESQA 5.0 โดยมุ่งเน้นการนำ AI เข้ามาใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความแม่นยำ ในกระบวนการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา พร้อมยกระดับสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคของข้อมูลขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีดิจิทัล ดังนั้น สมศ. จึงต้องปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อให้การประเมินคุณภาพภายนอกมีความทันสมัย ยืดหยุ่น เป็นธรรม และตรวจสอบได้ สมศ. จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ ONESQA 5.0 ที่เน้นเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพที่ยั่งยืน ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยในกระบวนการประเมินคุณภาพภายนอกนั้น สมศ. ได้กำหนดแนวทางอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

“สมศ. เริ่มดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยพัฒนาและเริ่มใช้ Machine Learning ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ AI มาใช้ใน “ระบบวิเคราะห์ข้อมูล” เพื่อชี้เป้า (Targeted Identification) กลุ่มโรงเรียนที่มีศักยภาพในการพัฒนา โดยพิจารณาจากคุณภาพบริบทเฉพาะของแต่ละสถานศึกษา เช่น โรงเรียนในพื้นที่ชายขอบ ในเมือง หรือพื้นที่พิเศษ ซึ่งโมเดลการวิเคราะห์นี้ สามารถจำแนกกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่าการใช้วิธีการแบบเดิม สามารถสะท้อนศักยภาพของสถานศึกษาแต่ละแห่งตามจริง ผลักดันให้เกิดนโยบายที่ลงไปช่วยพัฒนาโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งโมเดลยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็น AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลการประเมินคุณภาพภายนอกโดยอัตโนมัติได้ในอนาคต” ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวและว่า

และลำดับต่อไป สมศ. มีเป้าหมายในการพัฒนาแพลตฟอร์มการประเมินอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลจากรายงานผลการประเมินตนเอง (SAR) ของสถานศึกษา ไปจนถึงรายงานของผู้ประเมินภายนอก เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในระดับเชิงลึก และแสดงผลข้อมูลแบบสรุปข้อมูลทุกอย่างให้อยู่ในหน้าจอเดียว (แดชบอร์ด) ที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ทั้งผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ประเมินภายนอกสามารถใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เฉพาะทางสำหรับการวิเคราะห์ข้อความด้วยเทคโนโลยี Natural Language Processing (NLP) ที่มีความโดดเด่น สามารถประมวลผลรายงานการประเมินกว่า 2,000 ฉบับ โดยแยกเนื้อหาตามตัวบ่งชี้ด้านคุณภาพ เช่น การบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ หรือผลลัพธ์ด้านผู้เรียน พร้อมตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูล และแจ้งเตือนข้อผิดพลาดได้แบบอัตโนมัติ

“ในยุคที่ AI ไม่ใช่เครื่องมือแทนคน แต่คือคู่คิด ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน สมศ. ได้กำหนดให้ AI เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของผู้ประเมินภายนอก โดย AI จะเข้ามาสนับสนุนการสรุปรายงาน การจัดกลุ่มสถานศึกษา และสร้างแดชบอร์ดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยที่ผู้ประเมินภายนอกยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการประเมินคุณภาพการศึกษา จนถึงการให้ข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพและสร้างความไว้วางใจให้กับสถานศึกษาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน นี่คือแนวทางของ สมศ. ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาภายใต้วิสัยทัศน์ ONESQA 5.0 เพื่อการพัฒนางานประกันคุณภาพการศึกษาให้เกิดความก้าวหน้าเท่าทันในระดับสากล โดย สมศ. จะเดินหน้าพัฒนาระบบ AI ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้และทักษะให้กับบุคลากร ทั้งในองค์กรและผู้ประเมินภายนอก เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของความโปร่งใส ความยุติธรรม และเป้าหมายสำคัญคือ การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.องอาจ กล่าวสรุป

‘เด็กไทย ใฝ่ดี’ ปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ สร้างเยาวชนเติบโตเป็น ‘พลเมืองที่ดี’

‘เด็กไทย ใฝ่ดี’ ปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ สร้างเยาวชนเติบโตเป็น ‘พลเมืองที่ดี’

‘เด็กไทย ใฝ่ดี’ ปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ สร้างเยาวชนเติบโตเป็น ‘พลเมืองที่ดี’

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 และโรงเรียนเอกชนในจังหวัดตาก  ร่วมโครงการ “เด็กไทย ใฝ่ดี” จัดโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และภาคีเครือข่ายในจังหวัด ณ โรงพยาบาลแม่สอด โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 151 คน

โครงการนี้มุ่งมั่นปลูกฝังคุณธรรมหลัก 5 ประการให้แก่เยาวชน ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียง, การมีวินัย, ความซื่อสัตย์สุจริต, การมีจิตอาสา และความกตัญญู เพื่อปลูกฝังคุณธรรมเหล่านี้จะหล่อหลอมให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

ตลอดระยะเวลาสองวัน นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น การบรรยายพิเศษจากแพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์, กิจกรรมส่งเสริมความรู้ทางการเงิน, การให้ความรู้ด้านสุขภาวะ รวมถึงการเสริมสร้างคุณธรรมด้านต่างๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ โครงการ “เด็กไทย ใฝ่ดี” จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการร่วมสร้างอนาคตของชาติให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

‘สุชาติ’เล็งตั้งธนาคารพุทธฯ แยกเงินวัดกับพระให้ชัดเจน

‘สุชาติ’เล็งตั้งธนาคารพุทธฯ แยกเงินวัดกับพระให้ชัดเจน

‘สุชาติ’เล็งตั้งธนาคารพุทธฯ แยกเงินวัดกับพระให้ชัดเจน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘สุชาติ’เล็งตั้งธนาคารพุทธฯ แยกเงินวัดกับพระให้ชัดเจน

ล้วงย่ามพระ! พร้อมจัดการทันที“สุชาติ”แก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาของพุทธศาสนิกชน เล็งตั้งธนาคารพุทธศาสนา ดูแลทรัพย์สินวงการสงฆ์ แยกเงินวัด-พระ ให้ชัดเจน จัดการระบบการเงินให้โปร่งใส

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการแบ่งงานตามหน้าที่ ว่าจะหารือกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายก ฯ และ รมว.มหาดไทย แต่ส่วนตัวทำได้ทุกเรื่อง อยู่การเมืองมา 40 ปี เป็นรัฐมนตรีหลายครั้ง และเคยเป็นรองประธานสภาฯ

เมื่อถามว่าถ้าต้องดูสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะมีความหนักใจหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ขณะนี้เกิดวิกฤตวงการสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้พุทธศาสนิกชน มีความไม่สบายใจ มีความเศร้าหมอง เกี่ยวกับความศรัทธา เพราะฉะนั้นคงต้องรีบดำเนินการแก้ไข โดยดูว่าปัญหามาจากตรงไหน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องทรัพย์สินของวัด ความประพฤติของเจ้าอาวาส หรือพระผู้ใหญ่ ที่ได้รับการบริจาคเยอะๆ จึงต้องไปจัดการที่ต้นตอของปัญหา

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า นโยบายของตนคือจะดำเนินการจัดการทรัพย์สินของวัดให้เป็นระบบ เช่น ควรจำแนกว่าทรัพย์สินของวัดนี้มีจำนวนเท่าไหร่ เป็นของวัดเท่าไหร่ เป็นของพระเท่าไหร่ ซึ่งควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน และดำเนินการให้ถูกต้อง มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยไม่ปล่อยปละละเลย อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาจนเกิดวิกฤตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าเป็นขบวนการด้วยหรือไม่ เพราะมีเรื่องเกิดขึ้นต่อเนื่อง วิกฤตศรัทธาตรงนี้ต้องรีบแก้ไข บ้านเราประชาชนนับถือศาสนาพุทธเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดวิกฤตแบบนี้ก็เกิดความไม่สบายใจ

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ต้องหารือกับมหาเถรสมาคม และอาจมีการตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา ขึ้นมา เพื่อดูแลทรัพย์สินของศาสนาโดยเฉพาะเรื่องนี้ต้องออกกฎหมาย และต้องดูระเบียบทุกอย่างให้ชัดเจนเพราะที่ผ่านมา ก็มีระเบียบกฎหมาย แต่ทำไมยังมีการฝ่าฝืน ตนจะเร่งดำเนินการและรายงานให้สังคมทราบเป็นระยะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นในเวลา 09.09 น.นายสุชาติ ได้สักการะพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล หลังจากเข้ารับตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

‘นฤมล’ ควง’รมช.ศธ.’ร่วมสถาปนา’สพฐ.’ครบ 22 ปี เชื่อการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

'นฤมล' ควง'รมช.ศธ.'ร่วมสถาปนา'สพฐ.'ครบ 22 ปี เชื่อการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

‘นฤมล’ ควง’รมช.ศธ.’ร่วมสถาปนา’สพฐ.’ครบ 22 ปี เชื่อการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.59 น.

‘นฤมล’ ควง’รมช.ศธ.’ร่วมสถาปนา’สพฐ.’ครบ 22 ปี เชื่อการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก พร้อมจับมือสพฐ. ลดภาระงานครู เพิ่มสวัสดิการครูไทย 

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐานครบรอบ 22 ปี พร้อมด้วยนางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (รมช.ศธ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาจาก สพฐ. ในส่วนกลาง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ ลานจอดรถอาคารสามัญ 99 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting และ OBEC Channel

รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นภารกิจหลักของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเป็นส่วนส่วนสำคัญสำคัญช่วยส่งเสริม พัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ให้มีพื้นฐานการศึกษาที่ดีมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ มีสติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การศึกษาของไทยจำเป็นต้องก้าวต่อไป พร้อมเผชิญกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบการศึกษาไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างคนไทยให้มีความรู้และมีคุณภาพจึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน เพราะการศึกษาถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ 

“ตนเองถือว่าเป็นผลผลิตของ สพฐ. จบจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เมื่อมีคนพูดถึงการศึกษาจึงไม่เชื่อ เพราะได้พิสูจน์ด้วยการเรียนของตนเอง ที่สามารถเรียนจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั้งในประเทศ และสอบชิงทุนไปเรียนต่อ  มหาวิททยาลัยในต่างประเทศ ด้วยคะแนนที่สูงกว่านักเรียนนานาชาติ จึงเชื่อเสมอว่า “การศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่หากถามถึงจุดที่ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ก็ต้องยอมรับว่ายังมีอยู่ ซึ่งตนเองขอฝากไปยังผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร สพฐ. ครู และบุคลากร ให้ช่วยกันคิดเพื่อพัฒนางานด้านการศึกษา อันดับแรกคือการลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูในประเทศไทยกว่า 500,000 คนได้มีเวลาพัฒนางานของตนเอง และมุ่งสอนลูกศิษย์ให้มากยิ่งขึ้น สองคือเรื่องของสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อไม่ให้ครูต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และทำหน้าที่หลักของครูให้ดีที่สุด สามคือเรื่องของวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย และหน้าที่ความเป็นพลเมือง เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของระบอบการปกครองของประเทศ ที่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเรื่องทีสี่ เรื่องของการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และเรื่องของการพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หากสามารถดำเนินการปรับปรุงได้ทันในห้วงต่อไป ขอให้ สพฐ. ช่วยในเรื่องของการปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ สำหรับการทำงาน ขอให้เป็นในลักษณะของครอบครัวเดียวกัน มีอะไรปรึกษาหารือกันด้วยความเข้าอกเข้าใจ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาการศึกษาของประเทศ” รมว.ศธ. ย้ำ

รมว.ศธ. กล่าว ชื่นชมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ รวมไปถึงอดีตรัฐมนตรีที่ผ่าน ๆ มาทุกท่าน นโยบายใดที่เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ก็จะดำเนินการสานต่อนโยบายเหล่านั้นต่อไป ทั้งนี้ ไม่ต้องการทำงานแบบ Top-Down แต่ต้องการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ขอฝากให้กระทรวงศึกษาธิการรับฟังความคิดเห็นของครู ผู้บริหาร และองค์กร ต่าง ๆ เช่น คณะกรรมาธิการการศึกษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายขับเคลื่อนงานการศึกษาในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป