ทีมนวัตกรรมไทย-คว้ารางวัล ‘นวัตกรรมระดับนานาชาติ’ ที่ประเทศญี่ปุ่น

ทีมนวัตกรรมไทย-คว้ารางวัล ‘นวัตกรรมระดับนานาชาติ’ ที่ประเทศญี่ปุ่น

ทีมนวัตกรรมไทย-คว้ารางวัล ‘นวัตกรรมระดับนานาชาติ’ ที่ประเทศญี่ปุ่น

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.21 น.

ทีมนวัตกรรมไทย-คว้ารางวัล ‘นวัตกรรมระดับนานาชาติ’ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำทีมประดิษฐ์นวัตกรรมไทยเข้าร่วมแข่งขันในงาน Japan Design, Idea and Invention Expo ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีผลงานกว่า 366 งานจาก 25 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน โดยหนึ่งในผลงานนวัตกรรมของประเทศไทยเรื่อง ‘การสร้างดวงตาปลอมจากเครื่องพิมพ์สามมิติให้ผู้ป่วยได้ภายในเวลาหนึ่งวัน’ ของทีมศูนย์ดวงตาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำทีมโดย รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ อาจารย์จักษุแพทย์ และ ผศ.ทพญ.จิตพิมล ศิริพันธุ์ อาจารย์ทันตแพทย์ สามารถคว้ารางวัล JDIE Best Invention Award  ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดของงานได้

นอกจากนั้น ยังสามารถกวาดรางวัลสำคัญๆของงานได้อีกมากมาย อาทิเช่น รางวัลเหรียญทอง(Gold Medal)จาก World Invention Intellectual Property Associations และถ้วยรางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นต้น

ผลงานนวัตกรรม ‘3D.Printed Customized Ocular Prosthesis in One Visit Delivery’ ซึ่งเริ่มมีการนำมาใช้จริงที่รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรตินี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยโรคตาชาวไทยต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

‘นฤมล-รมช.ศธ.’ ร่วมงาน ‘วันสถาปนาฯ ครบรอบ 22 ปี สพฐ.’

'นฤมล-รมช.ศธ.' ร่วมงาน 'วันสถาปนาฯ ครบรอบ 22 ปี สพฐ.'

‘นฤมล-รมช.ศธ.’ ร่วมงาน ‘วันสถาปนาฯ ครบรอบ 22 ปี สพฐ.’

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

‘นฤมล-รมช.ศธ.‘ ร่วมงาน ‘วันสถาปนาฯ ครบรอบ 22 ปี สพฐ.‘ มั่นใจการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก พร้อมร่วมพัฒนาการศึกษาไทยให้ดียิ่งขึ้น เร่งลดภาระครูเพิ่มสวัสดิการให้ครู

7 ก.ค. 2568 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงานวันคล้าย วันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครบรอบ 22 ปี โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ. และผู้บริหาราะดับสูงของ สพฐ. ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขตฯทั่วประเทศ ผู้บริหารสำนัก ข้าราชการ พนักงานราชการ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ อาคารสามัญ 99 สพฐกระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ  Zoom meeting

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล กล่าวเปิดงานพร้อมให้โอวาทและมอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์และผู้ชนะเลิศการประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากร สพฐ.” ว่า ตนถือว่าเป็นหนึ่งในผลผลิตของ สพฐ. เพราะจบจากโรงเรียนสังกัด สพฐ.เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ก่อนจะเป็น สพฐ. ซึ่งหลายคนในที่นี้ก็เป็นผลผลิตจาก สพฐ. เช่นกัน ฉะนั้น เวลาคนมาบอกว่าการศึกษาไทยไม่ได้เรื่อง ใช้ไม่ได้ ต้องปฏิรูป ต้องแก้ไข ยังพัฒนาได้อีก แต่ถ้าถามว่าเป็นอย่างที่เขาพูดไหม ตนเองไม่เคยเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น เพราะเราก็พิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้วว่า เราเรียนจบโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เราสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้ และเราก็สอบชิงทุนไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เราสอบได้คะแนนสูงกว่านักเรียนจากต่างชาติเสียอีก เราเข้ามหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกได้ เพราะฉะนั้นตนจึงเชื่ออยู่เสมอว่า การศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่ถามว่ายังมีจุดที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีกไหม มี พวกเราทุกคนในที่นี้ก็มีอยู่ในใจ และอยากจะทำให้การศึกษาไทยดีขึ้น แต่ทุกคนก็ทราบว่าอุปสรรคก็มี ข้อจำกัดไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมาย ทางทรัพยากร ที่เราจะต้องก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นให้ได้ และเราจะข้ามได้ก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ส่วนตนเองไปอยู่ที่ไหนก็ไม่อยากให้มีการบริหารงานแบบที่เป็นนายและเป็นลูกน้อง เราอยากจะให้เป็นครอบครัวเดียวกัน ตอนอยู่ที่กระทรวงเกษตร เราถือว่าเป็นครอบครัวเกษตร ผู้บริหารทุกคนถ้าอายุเยอะกว่าตนก็จะเรียกเขาว่าพี่ ที่กระทรวงศึกษาก็ขออนุญาตเรียก พี่ธนุ(เลขาธิการ กพฐ.) พี่สุเทพ (ปลัดศธ.) พี่เทวัญ(รมช.ศธ.) น้องหญิง (รมช.ศธ.) ขอเริ่มต้นที่เราเป็นครอบครัวเดียวกัน มีอะไรเราก็ปรึกษาหารือกัน เข้าอกเข้าใจกันจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหา ก็ต้องขอชื่นชมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ รวมไปถึงท่านรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านมาทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ถือว่าท่านมีคุณูปการในการที่ช่วยกันพัฒนาการศึกษาไทยจนมาถึงปัจจุบัน 

ดังนั้น ไม่ว่าอะไรที่ท่านก่อนๆได้มอบนโยบายไว้แล้วได้ทำสิ่งที่ดีๆให้กับกระทรวงศึกษาฯ เราก็จะดำเนินนโยบายเหล่านั้นต่อ เพียงแต่ว่าสิ่งที่อยากจะทำเพิ่มเติมมีอะไรบ้าง ก็อยากจะเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สำหรับ สพฐ. ก็คงจะเป็นเรื่องภาระงานของครู และตนก็หวังว่าจะได้ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ก็คงจะได้มีโอกาสคุยกันในทางปฏิบัติให้มากยิ่งขึ้น ว่าจะลดภาระงาน ธุรการ งานการเงิน งานพัสดุอย่างไรให้กับครูทั่วประเทศไทย กว่า 500,000 คน เพื่อที่จะให้ตัวเหล่านั้นได้มีเวลามาพัฒนางานของตนให้ดี และไปโฟกัสที่งานสอนเพื่อพัฒนาลูกศิษย์ได้มากยิ่งขึ้น อันนี้จะเป็นภารกิจแรกที่เราจะทำงานร่วมกัน

ภารกิจที่สอง ที่อยากจะดูแลเพิ่มเติมคือเรื่องของสวัสดิการของครู ที่ยังมีไม่เพียงพอ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เพียงแค่ สพฐ. อย่างเดียว คงต้องฝาก เลขาธิการ สกสค.ด้วย เพื่อให้เข้ามาร่วมกัน เพื่อให้ครูได้มีสวัสดิการที่เหมาะสม ครูจะได้ไม่ต้องห่วงน่าพะวงหลังในการที่จะทำภารกิจหลักของตนเอง นอกจากนี้ก็ยังมีภารกิจเรื่องของวิทยฐานะครูซึ่งตนก็จะได้หารือกับเลขาธิการ ก.ค.ศ. เพิ่มเติม    

“ ก็ฝากให้กำลังใจพี่น้องครู ที่ดูผ่านระบบซูม ในเรื่องของนโยบายอื่นๆของกระทรวงศึกษาฯ ดิฉันได้คุยกับท่านปลัด และ เลขาธิการ สพฐ. ว่าเราไม่อยากจะทำอะไรที่ออกจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว โดยที่ครูไม่ได้มีส่วนร่วม เรามีครูที่จะต้องปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงศึกษาฯ รวม 500,000 คน ก็อยากให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกๆคน จึงขอฝากท่านธนุ และท่านปลัดศธ. ทำงานร่วมกันเพื่อให้ครูทุกๆคนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและรับฟังจากทุกพื้นที่ นอกจากนั้น ก็อยากให้รับฟังจากผู้แทนองค์กรต่างๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการการศึกษา พี่น้อง สส.ในสภา ที่มีข้อเสนอแนะในการพัฒนาภาคการศึกษาของไทยมากมาย แล้วเราค่อยมาตกผลึกกัน ว่าเราจะทำอะไรบ้างในระยะเร่งด่วนนี้ และในระยะกลาง ระยะยาว เนื่องจากการเมือง ทุกท่านก็ทราบเรามาจากฝ่ายการเมือง เรามาเราก็ไป แต่ว่าพวกท่านเป็นฝ่ายประจำที่ต้องอยู่กับภาคการศึกษาไทยไปอีกนาน 

สุดท้ายที่ตนได้รับข้อเสนอที่ฝากมาดูแลภาคการศึกษา เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นซึ่งตนเองก็ทราบว่ามีการปรับปรุงแก้ไขไปในระดับหนึ่งแล้ว ก็คือเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ของการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย เมื่อปีพ.ศ. 2566 ก็มีการออกอากาศของกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนก็อยากจะขอฝากท่านธนุ เลขาธิการ กพฐ. ว่าเราจะเพิ่มเติมเป็นวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ชัดเจน ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร ถือเป็นส่วนสำคัญที่เราจะต้องรู้ ที่มาที่ไปของประเทศที่มาที่ไปของระบอบการปกครองของเรา และรู้หน้าที่ว่าภายใต้ระบอบการปกครองของประเทศไทยที่เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ทุกคนมีหน้าที่สำคัญอะไรอย่างไรบ้าง จะได้สามารถไปทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่ดียิ่งๆขึ้นไป”

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความยินดีกับ สพฐ. ที่ยังเป็นทางการก็ครบรอบ 22 ปี แต่ถ้าไม่เป็นทางการก็น่าจะเกิน 100 ปีมาแล้วที่เราดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับประเทศไทย ขอเป็นกำลังใจให้กับข้าราชการทุกท่านทั้งที่ส่วนกลางข้าราชการครูและข้าราชการในทุกระดับในทุกพื้นที่ด้วย 

สุดท้ายคือหลักสูตรแกนกลาง ที่สพฐ. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตนก็อยากจะให้พิจารณาเพิ่มเติมในรอบถัดไปถ้าเป็นไปได้ ช่วยดูบริบทของพื้นที่ว่าความต้องการของความรู้พื้นฐานในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดอาจจะไม่เหมือนกัน อย่างเช่นในพื้นที่ที่เป็นเกษตรกร เด็กอาจจะต้องมีความรู้ในเรื่องการเกษตร ความรู้เกี่ยวกับคุณภาพของดิน การพัฒนาดิน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ทรงทำเรื่องดินเอาไว้อย่างมากมาย ถ้าเราจะบูรณาการงานกับกระทรวงเกษตรก็ได้ เพราะมีหมอดินอาสาอยู่ 70,000 กว่าคนทั่วประเทศ ที่พร้อมจะมาเป็นครูอาสาให้กับโรงเรียน ทั่วประเทศไทย เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจเรื่องของคุณภาพดินและการพัฒนาดินเพื่อให้การเกษตรสามารถทำให้มีคุณภาพมีผลผลิตที่ดียิ่งขึ้นได้ ขอบคุณทุกท่านที่ทำงานการศึกษามาอย่างหนัก และขอให้ท่านทำงานอย่างเต็มกำลังใจต่อไป

ผศ.ดร. กล่าวเพิ่มเติม ว่า ส่วนที่มีครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ลงโทษด้วยการตีนักเรียน 60 ครั้งนั้น ซึ่งทางเลขาธิการการ กพฐ.บอกว่าได้ตั้งกรรมการสอบสวนและสั่งให้ย้ายครูคนดังกล่าวออกจากพื้นที่ไปแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ สพฐ.มีกระบวนการและมีขั้นตอนในการลงโทษครูที่ลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องตรวจสอบด้วยว่าทำไมครูถึงลงโทษเด็กรุนแรงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

ด้านเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาฯ สพฐ. ครบรอบ 22 ปี ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 สพฐ. ได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาฯ เพื่อให้ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัด ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่เป็นพลังขับเคลื่อนของ สพฐ. ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคีในหน่วยงาน รวมถึงมอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2568 และมอบรางวัลการประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2568” และในโอกาสอันสำคัญนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 245 เขต ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ก็ได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน ทั้งในรูปแบบ On-site และ Online อย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงออกถึงความร่วมมือความพร้อม และความภาคภูมิใจในองค์กรร่วมกัน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นภารกิจหลักของ สพฐ. และเป็นส่วนสำคัญ ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยให้มีพื้นฐานการศึกษาที่ดี มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีสติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อีกทั้งการศึกษาของไทยจำเป็นต้องก้าวต่อไปพร้อมเผชิญกับความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบการศึกษาไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างคนไทยให้มีความรู้และมีคุณภาพ จึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืนเพราะการศึกษาถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ 

“สพฐ. พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 23 ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นให้เด็กและเยาวชนไทย เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ มีความรัก ความสามัคคี ตระหนักในหน้าที่ของตน โดยขับเคลื่อนผ่านนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ.อย่างต่อเนื่อง จนประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เน้นย้ำการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นอย่างรอบด้านสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์ โดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ด้วยหัวใจที่พร้อมรับความท้าทายใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

พร้อมกันนี้ สพฐ. ได้จัดพิธี Kck-off การใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของ สพฐ. อย่างเป็นทางการในชื่อระบบสำนักงานดิจิทัล OBEC-DO (OBEC Digital Office) โดยทุกสำนักของ สพฐ. จะใช้ระบบดิจิทัลในการรับ-ส่งงาน เสนองาน ลงนามเอกสารต่างๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัลเพื่อลดการใช้กระดาษ เพิ่มความรวดเร็ว ประหยัด และมีประสิทธิภาพ ยกเว้นเอกสารที่จำเป็นยังคงใช้กระดาษตามเหมาะสม โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

009

รัฐบาลเตรียมจัด3งานใหญ่ของประเทศ

รัฐบาลเตรียมจัด3งานใหญ่ของประเทศ

รัฐบาลเตรียมจัด3งานใหญ่ของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

รัฐบาลเตรียมจัด 3 งานใหญ่ของประเทศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 และงาน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล.นายภูมิธรรม เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรี  รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ผู้อำนวยการสำนักการประสานงานมูลนิธิอานันทมหิดล และเลขาธิการมูลนิธิเพชรรัตน์ – สุวัทนา นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ ที่ทรงมีคุณูปการต่อประเทศชาติ อย่างอเนกอนันต์ และแสดงความจงรักภักดี รัฐบาลเห็นสมควรให้การจัดงานเฉลิมพระเกียรติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติทุกประการ ทั้งนี้ การจัดงานมีทั้งงานพระราชพิธีและพิธีการ รวมถึงโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสสำคัญยิ่ง ทั้ง 3 วาระดังกล่าว ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแนวทางการดำเนินการ โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อทราบและพิจารณาต่อไป  ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณท่านพลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้เกียรติเข้าร่วมการประชุมในวันนี้ 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24  พฤศจิกายน 2568 และการจัดทำตราสัญลักษณ์ งานเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 ตราสัญลักษณ์ งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

รวมทั้ง การเชิญหน่วยงานภาครัฐพิจารณาดำเนินการจัดทำโครงการและกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรติซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานที่ดำเนินการจัดทำโครงการและกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรติฯ รวมทั้งสิ้นจำนวน 108 หน่วยงาน จำนวน 1,013 โครงการ/กิจกรรม (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568)  ประกอบด้วย

1. โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 38 หน่วยงาน จำนวน 340 โครงการ/กิจกรรม

2. โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิ บดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 จำนวน 33 หน่วยงาน จำนวน 370 โครงการ/กิจกรรม

3. โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 37 หน่วยงาน จำนวน 303 โครงการ/กิจกรรม

สำหรับการจัดพิธีการงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 ประกอบด้วย

1. การจัดพิธีการงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 ในวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

2. การจัดพิธีการงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลพระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ณ วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร

3. การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 3568 ได้แก่ การจัดสร้างเหรียญที่ระลึกและเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติฯ การจัดสร้างดวงตราไปรษณียากรที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติฯ และการจัดกิจกรรมถวายพระราชกุศล พระกุศล แสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และการจัดกิจกรรมถวายพระราชกุศล พระกุศล แสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ

4. การจัดกิจกรรมเรียนรู้พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และจัดทัศนศึกษานิทรรศการ ณ หอวชิราวุธานุสรณ์

5. การจัดนิทรรศการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร  ระหว่างวันที่ 20 – 27 กันยายน 2568 ณ วัดสุทัศนเทพวราราม

6. การจัดทำหนังสือจดหมายเหตุ และจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

 7. การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์พระประวัติ พระกรณียกิจ พระปรีชาสามารถ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

“รัฐบาลขอให้หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบหลักและหน่วยงานสนับสนุน ในการจัดกิจกรรมงานเฉลิมพระเกียรติฯ ดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติทุกประการ” นายภูมิธรรม กล่าว

โรงเรียนปิยมาส สืบสานพระราชปณิธาน’ในหลวงรัชกาลที่ ๙’ ชวนนักเรียนลงแขกดำนา

โรงเรียนปิยมาส สืบสานพระราชปณิธาน'ในหลวงรัชกาลที่ ๙' ชวนนักเรียนลงแขกดำนา

โรงเรียนปิยมาส สืบสานพระราชปณิธาน’ในหลวงรัชกาลที่ ๙’ ชวนนักเรียนลงแขกดำนา

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

โรงเรียนปิยมาส สืบสานพระราชปณิธาน’ในหลวงรัชกาลที่ ๙’ ชวนนักเรียนลงแขกดำนา

วันนี้ (7 ก.ค.68) โรงเรียนปิยมาส ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา จัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ “ลงแขกดำนา” เพื่อให้คณะครูและนักเรียนได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวนาอย่างแท้จริง ณ แปลงนาสาธิตของโรงเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ ๙) บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานและรอยยิ้มของเด็กๆ ที่ได้ลงมือเรียนรู้การทำนาด้วยตนเอง

นางพูลศรี ไม้ทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนปิยะมาศ เปิดเผยว่า กิจกรรม “ลงแขกดำนา” ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับเยาวชน นักเรียนทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์จริงในการดำนา เรียนรู้ขั้นตอนการปลูกข้าวตั้งแต่เริ่มต้น ตลอดจนเข้าใจถึงคุณค่าของข้าวและแรงกายของชาวนาอย่างลึกซึ้ง

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้จะช่วยหล่อหลอมให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าของธรรมชาติ รู้จักพึ่งพาตนเอง และมีใจรักในแผ่นดิน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ อย่างยั่งยืนต่อไป” นางพูลศรีกล่าว

กิจกรรมนี้ได้รับความร่วมมือและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคณะครูและผู้ปกครองที่มาร่วมกิจกรรม ทำให้การเรียนรู้ภาคปฏิบัตินอกห้องเรียนเป็นไปอย่างราบรื่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย

สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ จัดสัมมนา‘AI เพื่อสังคม 2025’

สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ จัดสัมมนา‘AI เพื่อสังคม 2025’

สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ จัดสัมมนา‘AI เพื่อสังคม 2025’

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานวิจัยในจุฬาฯ จัดสัมมนาวิชาการ “AI เพื่อสังคม 2025: ปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนอนาคตไทย” เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568 ณ Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ เพื่อจุดประกายความคิดและวางแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีจริยธรรม ครอบคลุม และยั่งยืนในสังคมไทย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นผู้กล่าวเปิดงาน และปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “บทบาทของมหาวิทยาลัยไทยในยุค AI เปลี่ยนโลก” โดยเน้นย้ำว่า การศึกษาต้องไม่เพียงให้ความรู้เท่าทันเทคโนโลยี แต่ต้องสร้างสำนึกและโครงสร้างสังคมใหม่ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในอนาคต AI อย่างเท่าเทียม

ในยุคที่ Generative AI แทรกซึมเข้าสู่ทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่ระบบแรงงานไปจนถึงการศึกษา งานสัมมนาครั้งนี้เน้นให้เห็นถึง “โอกาส” ที่เทคโนโลยีจะเพิ่มขีดความสามารถของสังคมไทย ในขณะเดียวกัน “ความเสี่ยง” ที่จะทวีความเหลื่อมล้ำและทำให้ผู้คนบางกลุ่มถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยการสัมมนาครั้งนี้กล่าวรายงานโดย รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ การนำเสนอผลการศึกษา “AI in Thai Society” โดยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ

ซึ่งเผยให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยังขาดความรู้เท่าทัน AI กลุ่มแรงงานระดับล่างมีโอกาสถูกแทนที่โดยเทคโนโลยี รวมทั้งการใช้ AI ในระบบการศึกษาอาจกระทบจริยธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานสัมมนายังได้สัมผัสนิทรรศการ AI แบบอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อเรียนรู้ว่า “เราเป็น AI ประเภทใด” ผ่านแบบทดสอบสนุกๆ ที่กระตุ้นให้แต่ละคนหันกลับมาทบทวนบทบาทของตนในโลกที่เทคโนโลยีกำลังนิยามตัวตนของเรา

ยังมีการเสวนา “Thailand Reimagined: When AI Designs the Future” โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาคแรงงาน ภาคสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชน ร่วมเสนอทางออกในการออกแบบนโยบายที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การคุ้มครองสิทธิพลเมืองในยุคดิจิทัล และการป้องกันอคติที่ AI อาจผลิตซ้ำ อนึ่ง เพื่อสนับสนุนการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้มอบ 7 รางวัลสำหรับผลงาน Generative AI โดดเด่น ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้นวัตกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม พร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชน นักวิจัย และผู้ประกอบการไทย

งานสัมมนานี้ไม่เพียงเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ AI เท่านั้น แต่ยังปลุกกระแสสังคมให้ตั้งคำถามว่า “เราจะอยู่ร่วมกับ AI อย่างไร ให้เป็นธรรม ครอบคลุม และมีจริยธรรม” รวมถึง “เราจะสร้างคนให้มีปัญญาเพื่อสร้าง ควบคุม และใช้เทคโนโลยีอย่าง AI อย่างเท่าทัน” ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันจุฬาฯ สู่การเป็นมหาวิทยาลัยนำทางความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในยุค AI

2 โครงการ บพท. ร่วม 25 มหาวิทยาลัย คว้ารางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแปซิฟิก

2 โครงการ บพท. ร่วม 25 มหาวิทยาลัย คว้ารางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแปซิฟิก

2 โครงการ บพท. ร่วม 25 มหาวิทยาลัย คว้ารางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแปซิฟิก

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับการประกาศผล “รางวัลนวัตกรรมภาครัฐยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2568” หรือ “Gov Award 2025” จากนิตยสารกอฟมีเดีย (Gov Media Magazine) ซึ่งเป็นองค์กรสื่อระดับนานาชาติ ในเครือชาร์ลส์มีเดียกรุ๊ป ที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศสิงคโปร์ เมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมี 2 โครงการที่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย ผ่านการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลด้วย

ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. เปิดเผยว่า “โครงการวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ” ซึ่ง บพท. ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ ที่มีปัญหาความยากจนกระจุกตัวในระดับสูง และ “โครงการวิจัยบ่มเพาะและเร่งรัดกระบวนการเพื่อมุ่งสู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะ” ซึ่ง บพท. ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และเทศบาลนคร เทศบาลเมือง จำนวน 18 เมืองทั่วประเทศ เป็น 2 โครงการที่ได้รับรางวัลดังกล่าว

“เกณฑ์ในการพิจารณาของคณะกรรมการตัดสิน จะตรวจสอบครอบคลุม 5 ประเด็นคือ 1.หลักการเหตุผลความเป็นมาของโครงการวิจัย 2.ความเป็นนวัตกรรมต้นแบบ ที่เกิดขึ้นจากความคิดริเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ และกระบวนการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เป็นรูปธรรม 3.ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย 4.ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อองค์กร ชุมชน และภาคีเครือข่าย และ 5.เป็นนวัตกรรมที่มีความเป็นพลวัตร ยืดหยุ่นไปได้กับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งโครงการวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ  และโครงการวิจัยบ่มเพาะและเร่งรัดกระบวนการเพื่อมุ่งสู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะ สามารถสอบผ่านการตรวจสอบได้อย่างครบถ้วน” ดร.กิตติ  กล่าว

สำหรับโครงการวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ มุ่งมั่นยุติความยากจนทุกรูปแบบ ยุติความหิวโหย และสร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (United Nation Sustainable Development Goals -UN-SDGs) ซึ่ง บพท. ร่วมกับ 18 มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยานราธิวาสราชนครินทร์

มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัย ราชภัฏลำปาง  วิทยาลัยชุมชนยโสธร วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร สถาบันวิทยาลัยชุมชน วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน ดำเนินโครงการใน 20 จังหวัดนำร่องได้แก่กาฬสินธุ์ อำนาจเจริญ สกลนคร ศรีสะเกษ สุรินทร์ ยโสธร มุกดาหาร ชัยนาท แม่ฮ่องสอน ปัตตานี อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา เลย พัทลุง ยะลา นราธิวาส พิษณุโลก และลำปาง

ผลลัพธ์และผลกระทบที่เป็นรูปธรรมจากโครงการวิจัยแก้ปัญหาความยากจนฯ คือ 1.ทำให้ครัวเรือนคนจนกลุ่มเป้าหมายมีทักษะอาชีพ แสวงหารายได้พึ่งพาตัวเองได้ 2.ครัวเรือนคนจนกลุ่มเป้าหมายมีรายได้ดีขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 20 3.เกิดวิสาหกิจชุมชน 4.เกิดกองทุนสวัสดิการชุมชน 5.เกิดกลไกความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อขจัดความยากจน 6.เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะซึ่งถูกทิ้งร้าง ในการทำเกษตรแปลงรวม และ 7.ชุมชนเข้มแข็ง และ 8).สมาชิกในชุมชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ส่วนโครงการวิจัยบ่มเพาะและเร่งรัดกระบวนการ เพื่อมุ่งสู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บพท. สมาคมเทศบาลนครและเมือง กับ 12 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ  มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง

ดำเนินโครงการใน 18 พื้นที่ 18 เมืองนำร่อง ได้แก่ เทศบาลเมืองลำพูน-พนัสนิคม-ทุ่งสง-ศรีสะเกษ-กาฬสินธ์ุ-ร้อยเอ็ด-สระบุรี-แพร่-ชุมพร–นครสวรรค์-แม่เหียะ และเทศบาลนครนนทบุรี-ปากเกร็ด-สกลนคร-เชียงราย-พิษณุโลก-ลำปาง-นครศรีธรรมราช ทั้งนี้โดยมุ่งบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่ ผ่านกระบวนการบ่มเพาะองค์ความรู้ ด้วยชุดความรู้ที่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และบริบทสังคม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงเครือข่ายการพัฒนาเมือง โดยยึดหลักการพัฒนาเมืองอย่างสมดุลและยั่งยืน

เน้นการขับเคลื่อนและผลักดันโครงการวิจัยในระดับเทศบาลเมืองและเทศบาลนครให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญคือ 1.การใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมือง 2.การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กันการพัฒนาสังคม 3.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคเอกชน 4.การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

หมายเหตุ : หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ร่วมเชิดชู-เปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย และครูรางวัลคุณากรประจำปี68

ร่วมเชิดชู-เปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย และครูรางวัลคุณากรประจำปี68

ร่วมเชิดชู-เปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย และครูรางวัลคุณากรประจำปี68

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.05 น.

ร่วมเชิดชู-เปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย และครูรางวัลคุณากร ประจำปี 2568

วันที่ 6 กรกฎาคม 2568  ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดงานแถลงข่าว ‘เปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย และครูรางวัลคุณากร ประจำปี 2568’ โดยครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ประจำปี 2568 ของประเทศไทย คือ ครูไพรวัลย์ ยาปัญ โรงเรียนบ้านกองม่องทะ (สาขาบ้านไล่โว่) อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และครูรางวัลคุณากร ได้แก่ ครูไพลรัตน์ สำลี วิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย และครูทอน บัวเรือง โรงเรียนบ้านดงน้ำเดื่อ จ.เพชรบูรณ์ 

การคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ดำเนินการตั้งแต่ปี 2558-2568 รวมแล้ว 6 รุ่น ปัจจุบันมีครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รวม 69 คน จาก 14 ประเทศ จากกลุ่มประเทศอาเซียน ติมอร์-เลสเต และในปี 2568 ได้เพิ่มเติมประเทศบังกลาเทศ ภูฏาน และมองโกเลีย ส่วนครูรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ จะเป็นการมอบให้กับครูไทยจากทุกสังกัดการศึกษา ไม่ว่าในระบบการศึกษา การศึกษาตามอัธยาศัย รวมไปถึงครูอาชีวศึกษา ทั้ง 77 จังหวัด ซึ่ง 6 รุ่นที่ผ่านมา มีผู้รับรางวัลรวมแล้วทั้งหมด 1,035 คน ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวจะมีการมอบในวันที่ 15 ต.ค. 2568  เพื่อยกย่องและเชิดชูครูผู้ ‘สร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์ และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา’ 

นายไพรวัลย์ ยาปัญ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย ปี 2568 กล่าวว่า ตนเป็น ‘ครูอาสา’ และร่วมผลักดันให้เกิดการจัดตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านปิล๊อกคี่ โดยได้ตั้งปณิธานไว้ว่า อยากพัฒนาเด็กในถิ่นทุรกันดาร จึงตัดสินใจเดินทางมาที่บ้านกองม่องทะ ซึ่งต้องเดินเท้าเข้าพื้นที่ในขณะนั้น เพื่อเป็นครูอาสา ท่ามกลางสถานการณ์ที่ชาวบ้านกำลังหมดศรัทธาต่อการศึกษา เพราะครูอยู่ได้ไม่นานก็ย้ายออก ตนจึงเข้ามาสอนทุกวิชาและทุกระดับชั้น เป็นเวลา 17 ปี จากการผลักดันให้เกิดการจัดตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านปิล๊อกคี่ จากโรงเรียนชั่วคราวให้เป็นโรงเรียนในสังกัดกองตำรวจตระเวนชายแดนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้นั้น จึงนำมาพัฒนาให้ห้องเรียนสาขาบ้านไล่โว่ เป็นโรงเรียนสาขาบ้านไล่โว่  ทำให้นักเรียนที่จบประถมศึกษาตอนปลายไม่ต้องกลับมาเรียนซ้ำ ซึ่งการปฏิบัติต่อลูกศิษย์ทุกคนอย่างสม่ำเสมอเท่าเทียม โดยจัดการศึกษาเด็กเป็นรายบุคคลทั้งพื้นฐานความรู้ ทักษะชีวิต และความถนัดที่ต่างกัน ใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นสื่อการสอน จนเด็กอ่านเขียนภาษาไทยได้ ทำให้นักเรียนสามารถมีผลการทดสอบระดับชาติ O-Net ในวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้น ป.6 ที่สูงกว่าผลทดสอบระดับประเทศได้สำเร็จ รวมถึงริเริ่มกิจกรรม ‘ขายข้ามเขาออนไลน์ By Kongmongta School’ เพื่อบ่มเพาะให้เป็นผู้ประกอบการ และตั้งใจอุทิศตนทำหน้าที่ครูต่อไป ให้ลูกศิษย์ถึงฝั่งที่ฝันให้ได้มากที่สุด

นายไพลรัตน์ สำลี รางวัลคุณากร ครูจากวิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัยและครูรางวัลคุณากร กล่าวว่า ตนเกิดมาเป็นผู้พิการก่อนจะได้รับการรักษาจากแพทย์ และเริ่มต้นชีวิตครูอัตราจ้างที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งพนักงานราชการ ประเภทครูผู้สอน สังกัดวิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย เป็นระยะเวลากว่า 26 ปี และอยากที่จะส่งต่อความรู้ ให้การช่วยเหลือลูกศิษย์ให้ได้รับโอกาสและพัฒนาตนเอง รวมถึงลูกศิษย์ที่ขาดโอกาสเป็นผู้พิการให้ได้รับการช่วยเหลือให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นพร้อมกับมีรายได้ เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพราะลูกศิษย์คือเครือข่ายที่ดี ที่เอามันสมองของผมไปกระจายความรู้

นายทอน บัวเรือง รางวัลคุณากร ครูจากโรงเรียนบ้านดงน้ำเดือ จ.เพชรบูรณ์และครูรางวัลคุณากรกล่าวว่า คุณภาพการสอนของครูสามารถเปลี่ยนชีวิตลูกศิษย์ได้ แม้ลูกศิษย์ที่เรียนรู้ช้าหรือมีข้อจำกัดทางทรัพยากรระหว่างโรงเรียนในเมืองกับชนบท ครูต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง พยายามเชื่อมโยงบทเรียนเข้ากับชีวิตของนักเรียน ทำให้การเรียนมีความหมายและนำไปใช้ได้จริง โดยปรับวิธีการสอนอยู่เสมอ สังเกตการตอบสนองของนักเรียน วิเคราะห์ข้อดีข้อจำกัด และพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่หากครูมีใจรักและมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ความสำเร็จของลูกศิษย์ คือ ดอกไม้ที่หอมหวานที่สุดในสวนแห่งชีวิตครู และการศึกษาที่มีคุณภาพไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในเมือง ทุกพื้นที่ควรมีโอกาสเท่าเทียมกัน

‘นฤมล’สั่งสอบข้อเท็จจริง’ครูกาญจนบุรี’ร้องขอความเป็นธรรม หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

'นฤมล'สั่งสอบข้อเท็จจริง'ครูกาญจนบุรี'ร้องขอความเป็นธรรม หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

‘นฤมล’สั่งสอบข้อเท็จจริง’ครูกาญจนบุรี’ร้องขอความเป็นธรรม หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

‘นฤมล’สั่ง’สพฐ.-สพท.’สอบข้อเท็จจริง’ครูกาญจนบุรี’ร้องขอความเป็นธรรม หลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พร้อมเคียงข้างให้ความช่วยเหลือ เตรียมหารือทบทวนบทบาท-ภาระงานครู ลดงานที่ไม่เกี่ยวการสอน

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับรายงานกรณีข้าราชการครูผู้รับผิดชอบงานการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรม ภายหลังถูกชี้มูลความผิดร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน จากการลงนามในเอกสารเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้นสังกัด แล้ว

“จากรายงาน พบว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยออกโดยเขตพื้นที่ฯ แต่อย่างใด สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป สพฐ. ได้จัดเตรียมนิติกรจากส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย และการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ได้อย่างเต็มที่ ยืนยันกระทรวงศึกษาธิการพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่ได้ร่วมกระทำความผิด พร้อมอยู่เคียงข้าง และสนับสนุนในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ และเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างมั่นใจ“ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุ

นางนฤมล กล่าวว่า ครู คือบุคคลสำคัญเป็นต้นแบบหรือแบบพิมพ์ที่ใช้หล่อหลอมนักเรียนให้เป็นคนดี และมีคุณภาพของสังคม หน้าที่หลักครูคือการถ่ายทอดความรู้ และอบรมสั่งสอนนักเรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ และมีคุณธรรม

ทั้งนี้ ตนเองจะหารือกับผู้บริหาร ศธ. เพื่อทบทวนบทบาทภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะงานด้านการเงิน และพัสดุ ซึ่งมีความซับซ้อน และมีความเสี่ยงเชิงกฎหมายสูง เพื่อลดภาระให้กับครู ให้ครูทำหน้าที่อย่างเหมาะสมกับวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น

‘นฤมล’สั่ง’สพฐ.-สพท.’สอบข้อเท็จจริง ‘ครูเมืองกาญจน์’ขอความเป็นธรรม หลังถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

‘นฤมล’สั่ง'สพฐ.-สพท.'สอบข้อเท็จจริง ‘ครูเมืองกาญจน์’ขอความเป็นธรรม  หลังถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

‘นฤมล’สั่ง’สพฐ.-สพท.’สอบข้อเท็จจริง ‘ครูเมืองกาญจน์’ขอความเป็นธรรม หลังถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 09.14 น.

‘นฤมล’สั่งการ สพฐ.-สพท. สอบข้อเท็จจริง  ‘ครูกาญจนบุรี’ ร้องขอความเป็นธรรม  หลังถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พร้อมเคียงข้างให้ความช่วยเหลือหากไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำผิด  เตรียมหารือทบทวนบทบาท-ภาระงานครู ลดงานที่ไม่เกี่ยวการสอน

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม  นางนฤมล  ภิญโญสินวัฒน์   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับรายงานกรณีข้าราชการครูผู้รับผิดชอบงานการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรม ภายหลังถูกชี้มูลความผิดร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน จากการลงนามในเอกสารเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน  โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัด แล้ว

 “จากรายงานพบว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยออกโดยเขตพื้นที่ฯ แต่อย่างใด  สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป สพฐ. ได้จัดเตรียมนิติกรจากส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางกฎหมายและการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ได้อย่างเต็มที่ ยืนยันกระทรวงศึกษาธิการพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่ได้ร่วมกระทำความผิด พร้อมอยู่เคียงข้างและสนับสนุนในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิและเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างมั่นใจ“ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวย้ำว่า  ครูคือ บุคคลสำคัญเป็นต้นแบบหรือแบบพิมพ์ที่ใช้หล่อหลอมนักเรียนให้เป็นคนดี และมีคุณภาพของสังคม หน้าที่หลักครูคือการถ่ายทอดความรู้และอบรมสั่งสอนนักเรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ และมีคุณธรรม ทั้งนี้ ตนเองจะหารือกับผู้บริหาร ศธ. เพื่อทบทวนบทบาทภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะงานด้านการเงินและพัสดุ ซึ่งมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงเชิงกฎหมายสูง เพื่อลดภาระให้กับครู ให้ครูทำหน้าที่อย่างเหมาะสมกับวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น

สพฐ.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ยกระดับครู บุคลากรทางการศึกษา

สพฐ.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ยกระดับครู บุคลากรทางการศึกษา

สพฐ.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ยกระดับครู บุคลากรทางการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.44 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ตามโครงการพัฒนาครูต้นแบบในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เพื่อพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาในการ “พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาโดยพัฒนาครูให้มีศักยภาพสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21” โดยการร่วมพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง เชิงระบบ GPAS 5 Steps ไปสู่การสร้างผู้เรียนให้เป็นนวัตกร อันเป็นกิจกรรมสำคัญ ตามโครงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (1 อําเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ) ระดับประถมศึกษา พร้อมกัน 6 จุด ในจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และร้อยเอ็ด โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมอบรมทั้งสิ้นจำนวน 650 คน

สำหรับการอบรมในจุดที่ 1 นางสาวปุณยนุช ดวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 4 ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 4 อำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี

การอบรมในจุดที่ 2 นายวรวิทย์ โสภาพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มาร่วมดำเนินการโครงการนี้จะเป็นกําลังสําคัญในการร่วมขับเคลื่อนการดําเนินงาน โปรดให้ความสนใจในสาระสําคัญและเทคนิคกระบวนการที่วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจะได้สร้างความตระหนักรู้ในความสําคัญของการพัฒนาครูตามโครงการนี้ ขอให้ทุกท่านให้ความร่วมมือเรียนรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการจนเกิดความเข้าใจในเทคนิคกระบวนการการเรียนรู้ด้วยการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และฝึกลงมือทําจนมีทักษะอย่างเพียงพอที่จะไปมีส่วนร่วมผลักดันการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับห้องเรียนด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นการพัฒนานวัตกรรมการสอนของครูให้ส่งผลถึงการสร้างนวัตกรรมของนักเรียน เน้นการเพิ่มพูนมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วย Soft Power ให้เกิดผลจริงเป็นรูปธรรม จนมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นไปได้ที่จะเป็นผลงานนวัตกรรมที่เกิดจากการทำงานของครู และอะไรจะเป็นไปได้ที่จะเป็นนวัตกรรมของนักเรียนตามโครงการนี้  หากกิจกรรมการอบรมครั้งนี้สามารถส่งผลให้ครูนำไปพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมได้ตามเป้าหมายของโครงการฯ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูเหล่านั้นก็จะเป็นผลงานสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพครูได้เช่นกัน

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การเรียนแบบเดิมที่เน้นการฟัง อ่าน ท่อง เพื่อสอบ เป็นเพียงการกระตุ้นความจำระยะสั้น ซึ่งลืมง่ายและไม่พัฒนาสมองในระยะยาวทำให้การเรียนรู้สูญเปล่าเมื่อเด็กโตขึ้น แต่หากเปลี่ยนมาใช้รูปแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ที่ผู้เรียนได้ลงมือคิด ปฏิบัติ แก้ปัญหาด้วยตนเอง จะช่วยพัฒนาความจำระยะยาวและสมองได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นแนวทางที่นักการศึกษาทั่วโลกย้ำมานานกว่าร้อยปีว่า “การเรียนรู้ต้องมาจากการลงมือทำ” ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพลิกโฉมการศึกษา ต้องเปลี่ยนทั้งระบบการเรียนรู้ เพื่อหยุดความสูญเปล่าทางการศึกษา