‘ลิณธิภรณ์’น้อมรับดราม่าสะกดคำผิด บอกมีปัญหาสุขภาพ ทำพูดสั่งการโทรศัพท์เพี้ยน

'ลิณธิภรณ์'น้อมรับดราม่าสะกดคำผิด บอกมีปัญหาสุขภาพ ทำพูดสั่งการโทรศัพท์เพี้ยน

‘ลิณธิภรณ์’น้อมรับดราม่าสะกดคำผิด บอกมีปัญหาสุขภาพ ทำพูดสั่งการโทรศัพท์เพี้ยน

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

‘ลิณธิภรณ์’ดอดเข้าดูห้องทำงาน พร้อมน้อมรับดราม่าสะกดคำผิดพลาด บอกมีปัญหาเรื่องเส้นประสาท ทำพูดสั่งการโทรศัพท์มีคำเพี้ยน

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2568 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาดูห้องทำงาน ซึ่งเป็นห้องทำงานเดิมของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดย น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวถึงดราม่าเกี่ยวกับการสะกดคำพิมพ์ผิดที่เผยแพร่ทางโซเชียล ว่า ต้องขอน้อมรับกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น บางครั้งเราทำงานรวดเร็วแต่ไม่ได้ตรวจสอบ อาจจะมีการสะกดคำที่ผิด บางครั้งก็ใช้ระบบช่วยพูดก็ไม่ได้ตรวจสอบ การออกเสียง ร, ล ไม่ชัดเจน อันนี้เป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ เรื่องของเส้นประสาท เวลาพูดสั่งการในโทรศัพย์ก็อาจจะมีคำผิดเพี้ยน ก็ต้องน้อมรับ แต่วันนี้เมื่อเราเข้ามาสู่การทำงานตรงนี้ (ศธ.) ก็อยากจะเป็นตัวอย่างที่ดี

ส่วนเรื่องของในเชิงการทำงาน ก็ตั้งใจเต็มที่ ซึ่งครอบครัว ตั้งแต่พ่อแม่ น้า อา ถ้าเข้าไปสำรวจที่พิษณุโลก เป็นข้าราชการครูกันหมด และตัวเองก็เป็นข้าราชการเก่ามาก่อน เพราะฉะนั้นก็ค่อนข้างมีความตั้งใจมีแพชชั่นในเรื่องนี้ แต่ว่าก็ต้องขอหารือกับท่านรัฐมนตรีว่าการศธ. แล้วแต่ท่านจะมอบหมายงาน แต่ก็อยากให้มองกันในเรื่องของเนื้องาน สาระ ความผิดพลาดของคนเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับยอมรับปัจจุบันแก้ไขมันไหม และต่อไปในอนาคตทำให้ดีขึ้นค่ะ 

เมื่อถามว่า ในฐานะที่รัฐมนตรีเป็นครอบครัวข้าราชการครูมาก่อน ได้มองถึงปัญหา และภาระครูในด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่ด้านการสอนอย่างไรบ้าง

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า มีหลายเรื่อง แต่คงจะต้องมองเป็นมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งถ้าในส่วนตัวมุ่งเน้นไปในแผนระยะสั้นก่อนเพื่อให้เห็นว่า กระทรวงศึกษาฯ วันนี้คิดว่าต้องหารือกันหลายฝ่าย การทำงานจะสำเร็จลุล่วงไปได้แม้ระยะสั้น เรามีหน้าที่ในการคิดนโยบายร่วมด้วยช่วยกันกับท่านรัฐมนตรีในการทำงาน แต่ก็ต้องได้รับการตอบรับ และได้รับความพึงพอใจจากผู้ปฏิบัติงานด้วยเช่นกัน แต่คิดว่าปัญหาหลายๆ เรื่องน่าจะเห็นพ้องต้องกันที่จะแก้ไขได้ แต่ในเบื้องต้นต้องขอหารือกับท่านรัฐมนตรีก่อน ซึ่งท่านก็คงจะมีการเรียกคุยถึงการทำงาน เพราะ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาฯ ก็เป็นคนที่น่าเคารพนับถืออยู่แล้ว และตนก็มีความเคารพท่านตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก็ต้องมีการหารือกันเพื่อให้การทำงานเห็นผล ไม่ใช่ที่ทำอยู่ไม่ดี ที่ทำมาก็ดีแต่จะทำให้ดีขึ้นสำหรับครู ผู้ปกครอง และนักเรียน

ถามว่าทางพรรคเพื่อไทยมีธงที่จะพัฒนาจุดไหน น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ทางพรรค ไม่ใช่ว่าทางพรรคมีธง แต่เป็นวิศัยทัศของรัฐบาล ซึ่งวันนี้แนวทางการศึกษาของรัฐบาลเราต้องมุ่งเป้าไปก่อน ว่า วันนี้เราต้องการให้เด็กจบมาเป็นอะไร ทำงานด้านไหน ถ้ายุทธศาสตร์ของประเทศมีอยู่เราก็ต้องมาดูว่ากระบวนการเหล่านี้สอดรับกันไหม ตั้งแต่ระดับประถมฯ มัธยมฯ ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ซึ่งอันนี้ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลมุ่งเป้า โดยงบประมาณส่วนหนึ่งก็ลงไปทีาเกี่ยวกับสเต็ม และอนุมัติงบให้กับทุนโอดอสเป็นทุนการศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ

ดังนั้น ตนคิดว่าก็ต้องมาดูกันว่าจะเสริมตรงไหน ส่วนไหนเข้าไปเพิ่ม และต้องมองการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ในการเชื่อมต่อการบูรณาการทางด้านการศึกษาที่จะทำให้เห็นว่าถึงแม้ต่างศาสนาแต่เป็นคนไทยเหมือนกันมีความผูกพันกัน ดังนั้น จึงมีหลายประเด็นที่จะต้องนำมาหารือกันในการทำงาน แต่อย่างน้อยๆ ก็อยากให้โฟกัสที่งานก่อน ถ้า 3 เดือนงานไม่มีค่อยมาด่ารัฐมนตรีช่วยก็ได้ แต่ตอนนี้ขอโอกาสในการทำงานก่อน

‘นฤมล’มั่นใจ แคมป์ ASC 2025 เป็นโอกาสสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทย

'นฤมล'มั่นใจ แคมป์ ASC 2025 เป็นโอกาสสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทย

‘นฤมล’มั่นใจ แคมป์ ASC 2025 เป็นโอกาสสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทย

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

‘นฤมล’มั่นใจ แคมป์ ASC 2025 เป็นโอกาสสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทย ชี้ การศึกษาต้องพัฒนาบุคลากรครู-นักเรียน ก่อนจะลงทุนกับเครื่องมือ

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำแถลงความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Asian Science Camp 2025 (ASC2025) ระหว่างวันที่ 31 ก.ค.-6 ส.ค.2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 และเทคโนธานี มทส.โดยมีศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิ มูลนิธิ สอวน.ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ม.ร.ว.ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานฯ รองศาสตราจารย์ ดร.อนันต์ ทองระอา อธิการบดี มทส.ศาสตราจารย์ ดร.สันติ แม้นศิริ คณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์  และรองประธานคณะกรรมการดำเนินงาน ร่วมแถลงข่าว 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ครบรอบ 10 ปีแล้วที่ประเทศไทยเราเคยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเมื่อปี 2015 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดงาน Asian Science Camp 2015 และทรงแสดงปาฐกถาเรื่อง “Young Scientists of Asia”ด้วย เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนกับเยาวชนต่างชาติ และนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้า ถือเป็นโอกาสที่ดีของเด็กและเยาวชนไทยที่จะได้ร่วมทำกิจกรรมกับเยาวชนกว่า 22 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งตนหวังว่า กิจกรรมดังกล่าวจะสำเร็จลุล่วงและเกิดคุณูปการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ความสำคัญของกิจกรรม ASC2025 ถือว่าสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับทักษะสมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายในการสร้างเด็กให้มีอาชีพและอนาคตที่มั่นคง ในโลกสมัยใหม่ได้ และถือเป็นกิจกรรมระดับนานาชาติที่เด็กไทยจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในแคมป์วิทยาศาสตร์ รวมกับเด็กในประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย โดยจะทำให้เรื่องวิทยาศาสตร์มีอนาคตและมีความหวังในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ตนขอขอบคุณคณะทำงานทุกท่านที่ได้ทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยได้มีพื้นฐานและทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสุดท้ายต้องขอขอบคุณเจ้าภาพทุก ๆ ท่านด้วย 

“ภายใต้การบริหารงานกระทรวงศึกษาธิการของทีมผู้บริหารชุดใหม่ อาจารย์หวังว่าจะได้รับความกรุณาให้คำแนะนำ และคำปรึกษาที่จะมาร่วมกันพัฒนาการศึกษา ส่วนตัวแล้วอยากจะเน้นในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรครูและนักเรียน เป็นหลักก่อนที่จะนำงบประมาณไปจัดซื้อเครื่องมือหรือการลงทุนกับเครื่องมือต่างๆ โดยที่บุคลากรด้านการศึกษายังไม่ได้รับการพัฒนา ตรงนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ขอเน้นย้ำทุกท่าน รวมไปถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญ เพราะเราไม่ได้ดูแลเด็กนักเรียนเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น แต่การเรียนรู้นอกห้องเรียนก็มีความจำเป็นอย่างมากต่อสถานการณ์โลกในปัจจุบัน และหากท่านใดมีคำแนะนำ หรือข้อเสนอเชิงนโยบาย ก็สามารถส่งมาที่อาจารย์เพื่อที่จะนำมาพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกัน“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.14 น.

‘นฤมล’เริ่มงาน ศธ.วันแรก เป็นประธานแถลงการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เดินทางมาเป็นประธานแถลงข่าวการจัดโครงการ Asian Science Camp 2025 ที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นงานแรกหลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และข้าราชการ รอให้การต้อนรับ 

โดย นางนฤมล ได้ใช้ห้องกลางในการทำงาน ซึ่งเป็นห้องทำงานเดิมของ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ส่วนนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นั่งทำงานทางปีกซ้ายของอาคารราชวัลลภ 

นางนฤมล  ตอบคำถามว่า ในฐานะที่ รมว.ศธ.อยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อน มีวิสัยทัศน์อย่างไรเกี่ยวกับการศึกษา ว่า เราอยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อนก็เข้าใจว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ฮาร์ดแวร์หรือเครื่องมือ สิ่งเหล่านี้ต้องมาทีหลัง เป็นสิ่งเสริม ที่สำคัญคือการพัฒนาซอฟแวร์ คือ ตัวครู และบุคลากรทางการศึกษาที่จะต้องมาก่อนและต้องมีความพร้อมมีความเข้มแข็งก่อน และมีทุกอย่างสนับสนุน ไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่เท่านั้น แต่ต้องมีงบประมาณในการสนับสนุนบุคลากรในการทำการวิจัยการอบรมพัฒนาต่อยอด ที่จะสนับสนุนด้านต่างๆเพื่อให้บุคลากรเข้มแข็งก่อน  

“เราได้ยินมาตลอดว่า การศึกษาควรจะเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง แต่เราอาจจะลืมเรื่องของครู เรื่องของความเป็นอยู่ สวัสดิการของครู ที่จะมีความพร้อมไปสร้างอนาคตของประเทศได้ ดังนั้น รมว.ศธ. และ รมช.อีก 2 ท่าน จึงให้ความสำคัญกับการทำให้ครูมีความเข้มแข็งก่อน จึงจะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืนรวมถึงการลดภาระงานให้กับครู และจะดูแลสวัสดิการของเด็กว่าจะเพิ่มเติมในส่วนไหนบ้าง โดยจะทำเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับครู และนักเรียน“ รมว.ศธ. กล่าว

พม.พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

พม.พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

พม.พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

พม. พัฒนา “App DepFund” สร้างโอกาส “คนพิการและผู้ดูแล” เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้นหนุนคนพิการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พัฒนานวัตกรรมดิจิทัลให้คนพิการ บริหารจัดการเงินกู้ยืมกองทุนฯ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทันต่อการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ผ่าน “แอปพลิเคชัน DepFund” ตอบโจทย์การเข้าถึงสิทธิด้านการกู้ยืมเงินสำหรับคนพิการในการประกอบอาชีพได้ง่ายยิ่งขึ้น และรองรับความต้องการของคนพิการที่จะใช้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวนกว่า 2.2 ล้านคน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ จะช่วยให้คนพิการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (3 ก.ค.68) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. พร้อมด้วย นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และคณะผู้บริหาร ร่วมเปิดตัว “แอปพลิเคชันกู้ยืมเงินคนพิการ หรือ DepFund” เพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ย ทั้งยังเข้าถึงการบริการของภาครัฐได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมคนพิการ คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ภายในงานมีการออกบูธแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่ประสบความสำเร็จจากการกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเพื่อประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ จำนวน 5 ร้านค้า ณ ลานชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวภายหลังการเปิดตัว “แอปพลิเคชันกู้ยืมเงินคนพิการ หรือ App DepFund” ว่า กระทรวง พม. มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน กลุ่มเปราะบาง เพื่อให้เข้าถึงสิทธิของตนอย่างเท่าเทียม โดยงานด้านคนพิการเป็นภารกิจหนึ่งในการขับเคลื่อนการทำงานด้านการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้อยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม โดยปัจจุบัน มีคนพิการ ในประเทศไทยจำนวน 2,242,693 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.39 ของประชากรไทยทั้งประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2568) ซึ่งในจำนวนนี้ มีคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใช้บริการการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ภายใต้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จำนวนกว่า 300,019 ราย รวมเป็นจำนวนเงิน 11,284,049,918 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568) การสร้างอาชีพให้คนพิการมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในตลาด เพิ่มรายได้ให้กับคนพิการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและส่งเสริมให้คนพิการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สำหรับการพัฒนานวัตกรรมระบบดิจิทัล “แอปพลิเคชัน DepFund” ภายใต้แนวคิด “เพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว” เป็นอีกระบบหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนงานด้านคนพิการให้เข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ ที่คนพิการพึงได้รับด้วยความสะดวก รวดเร็ว และทันต่อวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งแอปพลิเคชัน DepFund จะช่วยในการบริหารจัดการเงินกู้สำหรับคนพิการ ให้เข้าถึงระบบบริการดิจิทัลด้านเงินกู้ได้อย่างครอบคลุม สะดวก และรวดเร็วขึ้น

“ในปัจจุบันวิวัฒนาการของดิจิทัลถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น การพัฒนาและนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้เพื่อสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ จะช่วยให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้อย่างไร้รอยต่อ จึงเป็นสิทธิและสวัสดิการหนึ่งที่คนพิการพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม และการพัฒนา“แอปพลิเคชัน DepFund” ช่วยให้คนพิการมีเงินตั้งต้นประกอบอาชีพได้ทันที ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้คนพิการเกิดความสะดวกในการกู้ยืมเงินกองทุนฯ โดยไม่ต้องเดินทางมารับบริการต่อหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดปัญหาการเดินทาง ส่งผลให้คนพิการสามารถทำงานหารายได้ได้อย่างเต็มกำลังมากขึ้น ทำให้คนพิการมีศักยภาพ มีความเข้มแข็ง สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าอย่างมีเสถียรภาพต่อไป” นายวราวุธ กล่าว

ด้าน นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุว่า กองทุนส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ โดยกองกองทุนและส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ ได้พัฒนา “แอปพลิเคชัน DepFund” ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กองทุนฯ มีการปล่อยเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ จำนวน 14,792 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 757,121,796 บาท (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2567) ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กองทุนฯ ตั้งเป้าหมายจำนวนคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใช้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวน 15,000 ราย จำนวนเงินกู้ 1,000 ล้านบาท และปัจจุบัน มีคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ กู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวน 6,632 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 339,850,285 บาท (ข้อมูล ณ 28 พฤษภาคม 2568)  ดังนั้น การพัฒนา “แอปพลิเคชัน DepFund” จะเป็นอีกช่องทางเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการเข้าถึงบริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อันส่งผลให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้อย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม

“แอปพลิเคชัน DepFund ที่พัฒนาขึ้น จะช่วยบริหารจัดการการกู้ยืมเงินกองทุนฯ ผ่านระบบดิจิทัล อำนวยความสะดวกให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการในการยื่นกู้ยืมเงินกองทุนฯ ตรวจสอบผลการอนุมัติ ยอดคงเหลือ ประวัติการชำระเงิน ทั้งยังสามารถชำระหนี้ที่กู้ยืมผ่าน QR Code ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงการบริการของภาครัฐได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android สามารถเข้าใช้งานผ่าน DIGITAL ID” นายโชคชัย กล่าว

ทั้งนี้ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้บริการคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ผ่อนชำระคืนภายในไม่เกิน 5 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย สำหรับการกู้ยืมเงินกองทุนฯ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. การกู้รายบุคคล รายละไม่เกิน 60,000 – 120,000 บาท และ 2. การกู้รายกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่สนใจกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนสำหรับประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ สามารถยื่นคำร้องได้ทาง https://efund.dep.go.th/

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและบริการด้านต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนพิการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม พึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ในสังคมต่อไป

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู ‘วิว-เมย์’ร่วมสร้างแรงใจ ในกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู ‘วิว-เมย์’ร่วมสร้างแรงใจ ในกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู ‘วิว-เมย์’ร่วมสร้างแรงใจ ในกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

‘ศ.ดร.บังอร’เป็นประธานพิธีไหว้ครู‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ สุดอบอุ่น‘วิว’กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันมือ 1 ของโลก และ‘น้องเมย์’รัชนก อินทนนท์ ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกิจกรรม‘รักษ์น้อง’

3 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี ม.กรุงเทพธนบุรี (มกธ.) เป็นประธานพร้อมให้โอวาทแก่นักศึกษา ในพิธีไหว้ครู ประจำปีการศึกษา 2568 ณ อาคาร BANGKOKTHONBURI HALL ม.กรุงเทพธนบุรี

พิธีไหว้ครู ประจำปีการศึกษา 2568 ของ ม.กรุงเทพธนบุรี ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างการปลูกฝังให้นักศึกษาทุกคณะทุกระดับของสถาบัน ได้แสดงความเคารพ กตัญญูกตเวที  และยอมรับนับถือครูบาอาจารย์อย่างจริงใจ อีกทั้งยังกระตุ้นให้นักศึกษาได้ตระหนักรู้ เข้าใจถึงคุณค่าเชิงคุณธรรมจริยธรรม และแนวปฎิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย ในฐานะเป็นผู้สืบทอดมรดกทางปัญญา  ความรู้ทั้งในเชิงวิชาการและวิชาชีพด้วยความวิริยะ อุตสาหะ มานะ เพียรพยายาม อดทน เพื่อให้นักศึกษาได้บรรลุเป้าประสงค์ของการศึกษาตามที่ได้ตั้งใจไว้

ในพิธี ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล  ยังได้มอบธง ม.กรุงเทพธนบุรี ธงประจำคณะแก่ผู้แทนนักศึกษาคณะต่าง ๆ  พร้อมทั้งมอบเกียรติบัตรให้แก่ศิษย์เก่าดีเด่น ศิษย์ปัจจุบันดีเด่น ได้แก่ หม่อมหลวงปุญยนุช เกษมสันต์ (คณะรัฐศาสตร์-ป.เอก), นายวรเดช รุกขพันธุ์ (คณะบริหารธุรกิจ-ป.เอก) เป็นต้น

สำหรับพิธีไหว้ครูครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ดวงฤทธิ์  เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก ได้แก่ “วิว” วิวกุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยว มือ 1 ของโลก เจ้าของเหรียญเงิน โอลิมปิกเกมส์ 2024 และ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย ซึ่งเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รวมทั้งนักศึกษาต่างชาติ ศิษย์เก่า ศิลปิน ดารา เข้าร่วมในพิธีไหว้ครู อย่างพร้อมเพรียง

นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาของคณะต่าง ๆ ยังได้จัดกิจกรรม “รักษ์น้อง” เชิงสร้างสรรค์  เพื่อเสริมสร้างความรักสมัครสมานสามัคคีร่วมกันระหว่างคณาจารย์และนักศึกษาของ ม.กรุงเทพธนบุรี อีกด้วย

มจร.เปิดตัว ‘เหลาครอบครัว Family Talk’ เวทีสร้างครอบครัวพลังบวกด้วยหลักธรรม เริ่ม 24 ก.ค.นี้

มจร.เปิดตัว 'เหลาครอบครัว Family Talk' เวทีสร้างครอบครัวพลังบวกด้วยหลักธรรม เริ่ม 24 ก.ค.นี้

มจร.เปิดตัว ‘เหลาครอบครัว Family Talk’ เวทีสร้างครอบครัวพลังบวกด้วยหลักธรรม เริ่ม 24 ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ รายการ “เหลาครอบครัว Family Talk”

โครงการสื่อสารกิจกรรมและจัดเวทีกลางสื่อสารให้ความรู้แก่ภาคีเครือข่ายภายใต้โครงการพัฒนาครอบครัวคุณธรรมพลังบวก Positive Parenting ในสังคมไทย ผ่านสื่อออนไลน์ในรายการ “เหลาครอบครัว Family Talks”

โดยวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ อาคารพระพรหมบัณฑิต วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์เปิดตัวรายการ “เหลาครอบครัว Family Talk” พร้อมเวทีเสวนา โดยมีพระครูสมุห์วชิรวิชญ์ ฐิตวํโส ดร., ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน, เสวนาเหลาครอบครัว โดย รศ.นพ.สุรยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), รศ.ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ, ผู้อำนวยการ (ฝ่ายวิชาการ)​ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ โดยในงานมีเครือข่ายการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชน มาร่วมเป็นสักขีพยาน

รายการ: “เหลาครอบครัว Family Talks” มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคม เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของนักวิจิตวิทยารุ่นใหม่และผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย และเป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป แกนนำพี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก เครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวก ทั้งหน่วยงานในระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เครือข่ายนักวิชาการด้านจิตวิทยา นักจิตวิทยารุ่นใหม่ นักการศาสนา จากมหาวิทยาลัยต่างๆ

จะถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ YouTube และเพจของโครงการ จำนวนตอน​ 14 ตอน โดยออกอากาศรายการทุกเย็นวันพฤหัส เวลา 18.00 -19.30 (พิเศษเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนจะออกอากาศในวันพุธ เริ่มวันที่ เริ่มตอนแรก 24 ก.ค.นี้เป็นต้นไป

เนื้อหารายการประกอบด้วย

ช่วงที่ 1 เหลาเรื่องเล่า : เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก
ช่วงนี้เน้นการนำเสนอเนื้อหาหลักจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและครอบครัวในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการสื่อสาร การเข้าใจพัฒนาการเด็ก การแก้ไขปัญหาในครอบครัว โดยเน้นให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป
 
ช่วงที่ 2 พลังบวกส่งต่อ : เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคมช่วงนี้จะเป็นเวทีสำหรับแขกรับเชิญพิเศษ เช่น แกนนำชุมชน พี่เลี้ยงครอบครัวพลังบวก หรือตัวแทนจากหน่วยงานเครือข่าย ให้มาแบ่งปันประสบการณ์จริง ความสำเร็จ ความท้าทาย และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้เกิดครอบครัวพลังบวกในชุมชน รวมถึงการเสริมพลังใจให้แก่ผู้ทำงานเพื่อสังคม
 
ช่วงที่ 3 Family Coach ตอบโจทย์ :  ช่วงนี้จะเน้นบทบาทของ Family Coach ในการ ให้คำปรึกษา และ พัฒนาทักษะ โดยผู้ชมสามารถถามตอบแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเจาะลึกเทคนิคการโค้ช/หลักจิตวิทยาบางอย่างที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และสร้างพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาทักษะสำหรับ นักจิตวิทยารุ่นใหม่ ผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวในการมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย
 
ช่วงที่ 4 สร้างฐานแห่งรักด้วยธรรม (ทำ) : เป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทยช่วงนี้จะนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักคำสอนหรือคุณธรรมจากศาสนาต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างความสุข ความเข้าใจ และสันติสุขในครอบครัว สามารถติดตามรับชมสดผ่านช่องทางยูทูป เฟสบุคส์ ติ๊กต๊อก พิมพ์คำว่า เหลาครอบครัว Family Talk

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

องคมนตรีมอบรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ยกย่องต้นแบบเสริมพลังสังคมคุณธรรม

2 กรกฎาคม 2568 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล “Thailand Moral Awards 2024” ครั้งที่ 5 ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัลให้แก่บุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อ ที่เป็นต้นแบบแห่งคุณธรรม รวม 166 รางวัล เพื่อส่งเสริมแรงบันดาลใจและยกระดับคุณค่าความดีในสังคมไทย

ในพิธีได้รับเกียรติจากหลายภาคส่วนร่วมแสดงความยินดี อาทิ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม และ รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เข้าร่วมแสดงพลัง พร้อมเปิดตัว Moral Ambassador ได้แก่ คุณสายสุนีย์ จ๊ะนะ และเรืออากาศตรีหญิง จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง สองนักกีฬาที่ขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังด้านความอดทน มุ่งมั่น ทุ่มเท

พร้อมกันนี้ศูนย์คุณธรรมยังได้มอบรางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษแด่ นางสาวปลื้มจิตร์ ถินขาว และเรืออากาศโทหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ อดีตนักกีฬาทีมชาติไทย เพื่อยกย่องความมุ่งมั่นและคุณธรรมที่สร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและสังคม

ทั้งนี้รางวัล Thailand Moral AWards 2024 ในปีนี้ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทสื่อ 69 รางวัล ประเภทบุคคล 58 รางวัล และประเภทชุมชนและองค์กร 39 หน่วยงาน

รางวัลทั้งหมดผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และชื่อของผู้ได้รับรางวัลจะถูกจารึกไว้ใน Hall of Fame บนเว็บไซต์ศูนย์คุณธรรม

#TMA2024 #Thailandmoralawards2024 #Thailandmoralawards #ศูนย์คุณธรรม #ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว #คนดีมีพื้นที่ยืน #ความดีมีพื้นที่ในสังคม #กระทรวงวัฒนธรรม ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand , YouTube : Moral Channel

‘สาธิตจุฬาฯ’ร่วม’ยูนิโคล่’ สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย

'สาธิตจุฬาฯ'ร่วม'ยูนิโคล่' สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย

‘สาธิตจุฬาฯ’ร่วม’ยูนิโคล่’ สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

สาธิตจุฬาฯ ร่วมกับ ยูนิโคล่ สานต่อโครงการ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง จากการคิดค้นของนวัตกรเยาวชนไทย พร้อมส่งมอบถุงมือจำนวน 1,000 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาฯ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม 2568 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ร่วมกับ บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จัดงานแถลงข่าวกิจกรรมด้านความยั่งยืน ร่วมต่อยอดโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” พร้อมส่งมอบถุงมือจำนวน 1,000 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาฯ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เด็กพิการทางสมอง

โดยในงานแถลงข่าว ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติเป็นประธานร่วมกล่าวแสดงความยินดีกับการพัฒนาโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” คุณโยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ร่วมกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนโครงการนี้ พร้อมทั้งได้เชิญ ศาสตราจารย์ พญ.กัญญา ศุภปิติพร หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ หัวหน้าฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ คุณอมรศรี รัศมิทัต ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและพัฒนาคนพิการ เข้ารับมอบถุงมือพร้อมกับกล่าวถึงคุณประโยชน์ของถุงมือ Happy Gloves ที่ทางโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม และ ยูนิโคล่ ได้มอบให้แก่เด็กพิการทางสมองในประเทศไทย

จากนั้น อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางสาวณิชมน สุภัทรเกียรติ ผู้แทนนักเรียนผู้คิดค้นพัฒนาโครงการกล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการคิดค้นนวัตกรรม ถุงมือ Happy Gloves สู่การส่งเสริมและต่อยอดโครงการ ซึ่งเป็นโครงการนวัตกรรมที่คิดค้นและพัฒนาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม

ผู้ป่วยเด็กพิการทางสมอง หรือ Cerebral Palsy เป็นโรคความผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดในทารกและเด็กเล็ก ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และมักมีอาการเกร็ง จนอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดกระดูกและข้อต่อผิดรูป ผู้ป่วยเด็กเหล่านี้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมีเด็กพิการทางสมองประมาณ อัตรา 0.61 ต่อ 1,000 คน ต่อประชากรเด็กเกิดใหม่ หรือ ประมาณ 6,600 – 12,600 คน (จากค่าเฉลี่ย 0.61)* แต่อุปกรณ์ในการช่วยเหลือเด็กพิการกลุ่มนี้ยังมีน้อยอยู่มาก และยังคงต้องการความช่วยเหลือสำหรับผู้ป่วยเด็กพิการทางสมองในทุกด้านอีกมาก

นางสาวไอริณรยา โสตางกูร ตัวแทนผู้รับผิดชอบโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” เล่าถึงที่มาของโครงการนี้ว่า “โครงการ Happy Gloves ริเริ่มคิดค้นพัฒนาขึ้นจากทีมทั้ง 4 คน (นางสาวณิชมน สุภัทรเกียรติ, นางสาวไอริณรยา โสตางกูร, นายศุภวิชญ์ วรรณดิลก, นายสุภชีพ สหกิจรุ่งเรือง) ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.5 ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ภายใต้การดูแลของ อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เพื่อเข้าประกวดโครงงานนวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือคนพิการ ทำให้ได้เรียนรู้ถึงความต้องการและปัญหาของเด็กพิการทางสมอง ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เราจึงได้ร่วมกันคิดค้นและออกแบบอุปกรณ์ถุงมือเพื่อช่วยลดการเกร็ง ที่เล็บจะจิกเข้าไปในฝ่ามือ ทำให้เกิดรอยแผล หรือทำให้มือเปื่อย และป้องกันข้อมือหัก จากนั้นเราจึงนำถุงมือต้นแบบไปทดลองใช้งานจริงกับน้องผู้พิการทางสมองผ่านทางศูนย์การเรียนรู้คนพิการแม่นกและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อเก็บข้อมูลและนำมาปรับปรุงจนเป็นถุงมือต้นแบบที่เหมาะสมกับเด็กพิการทางสมอง และช่วยลดการเกร็งของมือได้จริง หลังจากที่น้อง ๆ ได้ลองถุงมือ น้อง ๆ มีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเวลาที่มีของเล่นอยู่ในมือ เนื่องจากมีการสร้างสรรค์อุปกรณ์รักษาในรูปแบบของเล่นประกอบไปด้วยด้วยเหล็กตามข้อมือเพื่อบรรเทาอาการเกร็ง และมีตุ๊กตาตรงกลางรองรับเวลาที่นิ้วจิกเข้าไป ทำให้ไม่เกิดบาดแผล และลดอาการเกร็ง ถุงมือเป็นแบบฟรีไซส์ น้อง ๆ สามารถใช้ได้กับทุกช่วงวัย และเมื่อน้องมีอาการเกร็งมาก ๆ จะมีเสียงสัญญาณดังขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่ดูแลได้รับรู้ว่าตอนนี้น้องมีอาการบีบเกร็งอยู่ จะได้มาดูแลน้องได้ทันเวลาและยังเป็นของเล่นที่สร้างความสุขพร้อมส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กพิการทางสมองทั้งทางด้านอารมณ์สังคม และสติปัญญา เราทั้ง 4 คนยินดีเป็นอย่างมากที่นวัตกรรมของเราสร้างความสุขให้เด็กพิการทางสมอง ทำให้น้องๆ ยิ้มได้อีกครั้ง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยจริง ๆ”

คุณโยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) เผยถึงการสนับสนุนโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” ว่า “ยูนิโคล่สานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือล่าสุดกับโครงการ Happy Gloves “ถุงมือบันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” ของทางโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ที่ยูนิโคล่ให้การสนับสนุนเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคจากลูกค้ายูนิโคล่ทั่วประเทศผ่านโครงการ RE.UNIQLO เพื่อบริจาคให้กับผู้ที่ขาดแคลน และในส่วนของเสื้อผ้าที่ไม่สามารถนำไปบริจาคได้ ยูนิโคล่ได้นำมารีไซเคิลเป็นผ้าใหม่เพื่อ ยืดอายุการใช้งาน และมอบให้เป็นวัสดุหลักสำหรับผลิตถุงมือ Happy Gloves เพื่อเด็กพิการทางสมอง พร้อมส่งมอบถุงมือ จำนวน 1,000 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อมอบให้แก่เด็กพิการทางสมองที่ต้องการต่อไป ยูนิโคล่ยังคงให้การสนับสนุนสังคมไทยผ่านหลักปรัชญาไลฟ์แวร์ และพร้อมที่จะต่อยอดพันธกิจด้านความยั่งยืนของเราผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรในอนาคตเพื่อสร้างสังคมไทยที่แข็งแกร่งและ น่าอยู่ไปด้วยกัน”

ติดตามโครงการ Happy Gloves “ถุงมือปันสุข เพื่อน้อง เพื่อโลก” ได้ที่ https://www.facebook.com/HappyCPGloves/

– 006

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล'พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล”พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

นายบัณฑิต สะเพียรชัย นำคณะผู้บริหาร EXIM BANK บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 MCOT HD เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568

– 006

พัฒนากลไก..หนุนเสริมขับเคลื่อน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ภาคเหนือตอนล่าง

พัฒนากลไก..หนุนเสริมขับเคลื่อน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ภาคเหนือตอนล่าง

พัฒนากลไก..หนุนเสริมขับเคลื่อน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ภาคเหนือตอนล่าง

วันพุธ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อไม่นานมานี้ โครงการพัฒนากลไกหนุนเสริมการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนคุณภาพของชุมชน ครูรัก(ษ์)ถิ่น 4 ภูมิภาค จัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้บริหารและครูแกนนำภาคเหนือตอนล่าง (Q-Leadership, Q-Learning) สำหรับโรงเรียนในโครงการครูรักษ์ถิ่น ปี 2567 – 2568  ที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าในวิชาชีพตามเกณฑ์ ว.PA ณ โรงแรมเรือนแพ รอยัล ปาร์ค จ.พิษณุโลก

โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วีระ แข็งกสิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ วิทยากรผู้มีอุดมการณ์แห่งความเป็นครู ได้บรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาโรงเรียนครูรัก(ษ์)ถิ่น ให้มีคุณภาพ ครูเพื่อศิษย์สู่โรงเรียนแห่งการเรียนรู้” และร่วมอภิปรายแนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา และวิทยากร ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ คณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลเป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน(ครูรัก(ษ์)ถิ่น) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ปรึกษาโครงการและคณะ โดยโครงการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย บริหารและครูแกนนำโรงเรียน และทีมหนุนเสริมภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด จำนวน 130 คน ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายวัลลภ โตวรานนท์  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดการประชุมและบรรยายพิเศษ

การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนคุณภาพของชุมชน (ครูรัก(ษ์)ถิ่น) 4 ภูมิภาคนี้มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก เป็นการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง เป็นการขับเคลื่อนร่วมกันของกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่(Cluster) โดยใช้กลไกสำคัญที่ประกอบด้วยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Q-PLC) ซึ่งเป็นกระบวนการเสริมสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างกลุ่มครูทั้งในระดับโรงเรียนและเครือข่าย เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง จนนำไปสู่เป้าหมายการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (Q-Learning) โดยอาศัยภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร (Q–Leadership) มาขับเคลื่อนการพัฒนาโรงเรียนโดยมีเป้าหมายชัดเจน