ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีทบทวนคำปฏิญาณ-สวนสนามของลูกเสือ ปี 2568

ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีทบทวนคำปฏิญาณ-สวนสนามของลูกเสือ ปี 2568

ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีทบทวนคำปฏิญาณ-สวนสนามของลูกเสือ ปี 2568

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เวลา 17.00 น.  ที่สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จัดสวนสนามในงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ครบ 114 ปี พร้อมพิธีทบทวนคำปฏิญาณ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย  และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ

โดยมี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือกรุงเทพมหานคร เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย และแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ

สำหรับการสวนสนามจะมีกองลูกเสือ กองเนตรนารี ร่วมเดินสวนสนาม จำนวน 7 ขบวน รวม 131 กอง รวมจำนวนทั้งสิ้น 4,192 คน ประกอบด้วย กองลูกเสือ กองเนตรนารี ที่ชนะเลิศการประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี “Scout Skill Challenge” ระดับจังหวัด จำนวน 77 กอง และผู้แทนกองลูกเสือ กองเนตรนารี 4 ประเภท กองลูกเสือ กองเนตรนารีเหล่าสมุทร กองลูกเสือ กองเนตรนารี เหล่าอากาศ ผู้แทนจากสมาคม และสโมสรลูกเสือ จำนวน 54 กอง ขณะเดียวกันจะมีการประกาศและมอบรางวัล การประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี “Scout Skill Challenge” ระดับประเทศ รวมถึงรางวัลพิเศษสำหรับกองลูกเสือที่เข้าร่วมกิจกรรม

Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ยกระดับสังคมรู้เท่าทันสื่อและ AI

Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ยกระดับสังคมรู้เท่าทันสื่อและ AI

Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ยกระดับสังคมรู้เท่าทันสื่อและ AI

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

เปิดเวที “Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง” ระดม 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ตีแผ่สังคมยุค AI สงครามข้อมูล ข่าวลวงหลอก Deepfake ภัยเงียบจาก AI ต้องแยกแยะ และเสริมทักษะเท่าทัน ชี้ “Thai PBS” สื่อที่น่าเชื่อถือ ปกป้อง/ตรวจสอบความจริง ฟื้นฟูความไว้วางใจ ตอกย้ำ Thai PBS Verify เครื่องมือตรวจสอบข่าวลวง ยกระดับสังคม เท่าทันสื่อ-AI ไม่ตกเป็นเหยื่อ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดยสำนักสื่อดิจิทัล จัดงาน “Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง” ซึ่งตรงกับ “วันโซเชียลมีเดีย” (Social Media Day) ในวันที่ 30 มิ.ย. 2568 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการทำงาน สร้างสังคมข้อมูลข่าวสารที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ เป็นเกราะภูมิคุ้มกัน “ข่าวลวง” ที่แพร่ระบาดบนทุกหน้าฟีดของโซเชียลมีเดีย และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง โดยมี 13 ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านข่าวปลอม ร่วมขึ้นเวทีทอล์กบรรยายใน 12 หัวข้อ ภายในงานมีสื่อมวลชน นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า งาน “Thai PBS Verify Talk: #ฟีดนี้ไม่มีข่าวลวง” เป็นกระบวนการทำงานที่สามารถยกระดับสร้างความโปร่งใส่ เป็นธรรม และความรับผิดชอบในยุค AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เพราะ AI ไม่ใช่นวัตกรรมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ AI มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น “อิทธิพลเงียบ” ในชีวิตประจำวัน เกี่ยวพันกับปากท้อง รายได้ และถูกห้อมล้อมในห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo chamber) การมองความจริงมีความซับซ้อนความไม่แน่นอน ไม่วางใจต่อสถาบันการเมือง เปราะบางขึ้นทุกที ความเชื่อมั่น จึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของสังคม ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามมากที่สุด “สื่อสาธารณะ” จึงต้องเป็นด่านหน้าของการปกป้องความจริง ตรวจสอบความจริง และฟื้นฟูความไว้วางใจ Thai PBS Verify ไม่ได้เป็นแค่ fact-checking แต่เป็นด้านหน้าของการปกป้องความจริงในสังคมประชาธิปไตย ที่ต้องอาศัยเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

“จริยธรรมของสื่อ คือ แนวต้านสุดท้ายของความจริงในยุค AI ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูล ตั้งคำถามกับแหล่งที่มา การเปิดพื้นที่ให้กับเสียงที่แตกต่าง เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อสาธารณะ ที่ไม่สามารถละเลยได้ Thai PBS Verify จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบความจริง แต่จริยธรรมสื่อ คือเครื่องมือในการตรวจสอบความจริงของคนทำสื่อ ในการตรวจสอบตนเอง” ผอ. ส.ส.ท. กล่าว

รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการ กทม. กล่าวถึงหัวข้อ จากหน้างาน…สู่หน้าฟีด ปิดเกมข่าวปลอมในภาวะวิกฤต กล่าวว่า แม้ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวปลอม แต่จากการทำงานในภาวะวิกฤตบอกได้เลยว่า อย่าไปคุมสื่อ เพราะจัดการไม่ได้ เราต้องหาวิธีทำอย่างไรกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก วิธีที่ใช้คือการ “สู้” ทำให้เราเป็นทางเลือกหนึ่ง อย่าให้เราไม่เป็นหนึ่งในทางเลือกของประชาชน เชื่อว่า ประชาชนมีวิจารณญาณ ดังนั้น ความจริงสามารถสู้ได้ ประเด็นสำคัญอีกประการคือ อย่าผิดพลาดบ่อย เมื่อผิดแล้วขอโทษ และบอกว่าแก้อย่างไร ไม่โยนความผิดให้คนอื่น อย่างน้อยข้อมูลที่เป็นทางเลือกก็จะสามารถแข่งได้ และในที่สุดประชาชนให้ความไว้วางใจเรา

ด้าน กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS กล่าวในหัวข้อ “Deepfake .. ภัยเงียบจาก AI ความท้าทายใหม่ของสื่อ” สะท้อนภาพรวมของภัยรูปแบบใหม่ในยุค AI พร้อมแนวทางการรับมือและตรวจสอบข่าวลวงของแพลตฟอร์ม Thai PBS Verify ว่า Deepfake เป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Generation AI ที่กำลังกลายเป็น “อาวุธใหม่” ในสงครามข้อมูลข่าวสารยุคดิจิทัล แม้จะมีข้อดีด้านการลดต้นทุนการผลิต และทำให้เนื้อหาซับซ้อนเข้าถึงง่ายขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงต่อการบิดเบือนความจริง กรณีตัวอย่าง เช่น คลิป Deepfake ของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ถูกตัดต่ออย่างแนบเนียน

ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS  กล่าวอีกว่า รูปแบบของ Deepfake ที่พบได้บ่อย 1.Face Swift สลับหน้า 2.Voice เลียนเสียง 3.Synthetic Media สื่อจำลองสร้างใหม่ทั้งหมด 4.Re-enactments การแสดงสีหน้าขยับปากและท่าทางที่ควบคุมโดยบุคคลในวีดีโอต้นทาง 5.Text  Based Deep Fake สร้างข้อความเลียนแบบสไตล์การเขียนหรือวิธีการสื่อสารของบุคคลหนึ่ง โดยกลุ่มเป้าหมายที่มักตกเป็นเหยื่อ เช่น สื่อมวลชน นักการเมือง บุคคลมีชื่อเสียง สำหรับวิธีการตรวจสอบ Deepfake ให้สังเกตลักษณะที่ผิดปกติ เช่น การเคลื่อนไหวของภาพผิดธรรมชาติ เช่น ดวงตาไม่กระพริบ, เสียงพูดมีโทนเดียว (monotone) หรือไม่มีเสียงพื้นหลัง, คำพูดผิดเพี้ยน หรือการสะกดคำไม่ถูกต้อง, แสงและเงาผิดธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นความท้าทายของสื่ออย่างมาก โดยพบว่า มีการนำมาใช้กับผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส และ Thai PBS Verify ตรวจสอบนำมาตีแผ่ว่าไม่เป็นความจริง

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.ก. (CIB) กล่าวว่า ทุกคนคงเคยได้รับ SMS หรือเคยเจอข้อความน่าสงสัยในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram หรือ LINE สิ่งเหล่านี้คือสนามล่าของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่จ้องจะหลอกลวงทุกเมื่อ จากข้อมูลพบว่า ที่ประเทศกัมพูชาเพียงแห่งเดียวมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 53 แก๊ง ทำงานกันเป็นระบบ เหมือนบริษัทขนาดย่อมในโลกออนไลน์มีการวางกับดักไว้หลายรูปแบบ ทั้งโฆษณาชวนเชื่อหลอกขายผลิตภัณฑ์ไร้คุณภาพ สร้างเพจข่าวปลอม ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการใช้ถ้อยคำกดดัน สร้างความกลัว เพื่อให้เหยื่อทำตามโดยไม่ทันตั้งตัว จำไว้ว่า หน่วยงานรัฐจะไม่โทรมาขู่ หรือให้โอนเงินเด็ดขาด หากมีการติดต่อจะเป็นเอกสารทางไปรษณีย์เท่านั้น ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันข่าวปลอม เราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อ ขอแค่มีสติ นั่นคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

สำหรับ 13 ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวลวง ประกอบด้วย  รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท., รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการ กทม., กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS, กชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย (Whoscall), กานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการ รายการสถานีประชาชน สำนักข่าว Thai PBS, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.ก. (CIB), คณิศ บุณยพานิช บรรณาธิการบริหาร ด้านข่าวสืบสวน สำนักข่าว Thai PBS, อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, คุณวงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายการเมือง,  อรุชิตา อุตมะโภคิน ผู้จัดการกลุ่มงานด้านนวัตกรรมการสื่อสาร The Active Thai PBS, พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า, แคลร์ ปัจฉิมานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ Thai PBS World, สิริประภา วีระไชยสิงห์ Outreach & Partnerships Manager, TikTok และ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดบูธนิทรรศการ พร้อมกิจกรรมให้ร่วมสนุกจาก Thai PBS Verify ร่วมด้วยบูธจากรายการสถานีประชาชน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากผู้ร่วมงานร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่งอีกด้วย สามารถรับชมเวทีทอล์กทั้ง 12 หัวข้ออีกครั้งได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/VerifyTalk2025

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

‘เรามีเวลาเท่ากัน’บริหารเวลาและชีวิตด้วยแนวคิดแบบ‘ซีเค เจิง’

‘เรามีเวลาเท่ากัน’บริหารเวลาและชีวิตด้วยแนวคิดแบบ‘ซีเค เจิง’

‘เรามีเวลาเท่ากัน’บริหารเวลาและชีวิตด้วยแนวคิดแบบ‘ซีเค เจิง’

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

‘เรามีเวลาเท่ากัน’บริหารเวลาและชีวิตด้วยแนวคิดแบบ‘ซีเค เจิง’

เป็นอีกหนึ่งขวัญใจมหาชนโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่สำหรับ ‘ซีเค เจิง” ซีอีโอ Fastwork แพลตฟอร์มศูนย์รวมคนหางานและจ้างงานฟรีแลนซ์ในประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงจะเป็นแพลตฟอร์มที่เจ้าตัวตั้งใจให้เข้ามารองรับพฤติกรรมการทำงานที่ตอบโจทย์ยิ่งขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังเชื่อว่านี่จะเป็นอนาคตในการกระจายความเจริญและโอกาสออกจากศูนย์กลางเพื่อให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

บางคนอาจจะคุ้นเคยกับซีเค ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับธุรกิจ และแนวทางการใช้ชีวิต เสนอในรูปแบบโดนใจ สั้น กระชับ จับคนฟังได้ใน 3 วินาทีแรก และจบอย่างเข้าใจง่ายได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของทุกคนคือ “เวลา” ซึ่ง “เรามีเวลาเท่ากัน” แต่คนที่เข้าใจความลับของการใช้เวลาเท่านั้นถึงจะสร้างความแตกต่างได้

เมื่อไม่นานมานี้ บนเวที “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ซึ่งจัดโดยพุทธปัญญาชมรม บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ตามนโยบายส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และปณิธานองค์กร “Giving and Sharing” ได้เชิญผู้ก่อตั้ง Fastwork มาร่วมแบ่งปันมุมมองความคิด สลายกำแพงระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นปัจจุบันที่มีความแตกต่างจากช่วงเวลาการใช้ชีวิตได้เข้าใจตัวเอง และเข้าใจกันและกันมากขึ้น

“เราต้องตั้งคำถามให้เยอะ มีคำตอบให้น้อยลง เพราะเราไม่สามารถเอาคำตอบของโลกเก่ามาเป็นคำตอบของโลกใหม่ได้ เราจึงต้องตั้งคำถามให้มาก เพราะเงื่อนไขคือเวลาในตอนนั้นกับตอนนี้ปัจจัยหลายๆ อย่างไม่ได้เหมือนกันแล้ว”

จากชีวิตที่ต้องดูแลตัวเองตั้งแต่เด็ก ช่วงเวลาที่เติบโตในสหรัฐฯ เป็นช่วงเวลาที่หล่อหลอมให้ซีเคมีมุมมองความคิดอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ เพราะความที่ทุกเส้นทางไม่ง่าย ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาจึงให้คุณค่ากับโอกาสมากๆ และเลือกจะใช้เวลากับสิ่งที่คิดแล้วว่าจะพาตัวเองไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจ

“ผมไปอเมริกาเพราะพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็กมาก เริ่มแรกไม่ได้สวยหรู ไปอยู่ไอดาโอเป็นเมืองเกษตรกรปิดไฟตั้งแต่ 1 ทุ่ม ต่อมาก็มีน้องสาวตามมา ข้อดีคือทำให้เราต้องดูแลตัวเองมากๆ ไม่มีเวลามารู้สึกสงสารตัวเอง มันไม่มีประโยชน์ เข้าใจแต่เด็กว่าอยากได้อะไรต้องหาเอง จึงต้องวางแผนชีวิตให้ดี แค่ 1 เดือนจึงได้ย้ายไปแมรีแลนด์ ตอนนั้นไม่มีบ้านให้กลับ ต้องหางานที่นี่ให้ได้ จึงเรียนบัญชี เพราะหางานได้แน่ถ้าได้เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาต คิดล่วงหน้ามาตลอด รอเดี๋ยวค่อยคิดไม่ได้”

หนึ่งประสบการณ์จากสหรัฐฯ ที่ซีเคอยากจะเปลี่ยนในประเทศไทยก็คือ ที่นั่นสอนว่าความสำเร็จวัดกันที่ความสามารถจริงๆ มันคือความสำเร็จที่ได้จากการเอาชนะความชื่นชมที่คนอื่นมีให้เรา ไม่ใช่ความสำเร็จที่เรายืมมาจากต้นทุนของครอบครัว

“คนไทยตัดสินที่วัตถุมากๆ สังคมอเมริกาสอนว่าทุกอย่างวัดที่ความสามารถจริงๆ โชคดีที่ผมโตมาแบบไม่ต้องมารู้ว่าบ้านรวยหรือไม่ นามสกุลอะไร ถ้าอยากได้ respect ต้อง earned แต่ความสำเร็จของคนไทยยังเป็น borrow คือพ่อเรามีอันนี้ๆ เรายืมมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อคนอื่น”

เพราะเขาเชื่อว่าความสำเร็จวัดที่ความสามารถ เขาจึงเชื่อว่าทุกคนก็ทำได้ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องให้ค่ากับคำว่า “โอกาส” มากกว่า “ความเสี่ยง” แม้จะฟังดูง่ายแต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ง่ายนัก เพราะความกลัว หรือเสียงค้านเพียงนิดเดียวก็ทำให้เราไม่กล้าขยับทำอะไรแล้ว แต่ซีเคกลับมองว่าไม่ทำต่างหากที่น่ากลัว

บางคนพูดว่าเราไม่โชคดีเหมือนคนอื่น สังคมไทยมักมองว่าคนนี้เติบโตไวเพราะเป็นอัจฉริยะ หรือมาถูกทาง แต่ซีเคมองว่า โชคเป็นเรื่องสำหรับคนที่พร้อมเท่านั้น ตราบใดที่เรายังมุ่งมั่นทำมันทุกวัน

“ความสำเร็จก็เหมือนต้นไม้ กว่าจะสูงต้องใช้เวลาหลายปี อาจจะถึง 30 ปี ช่วง 20 ปีแรกเป็นช่วงสร้างรากฐานให้แข็งแรง แต่พอมาถึงช่วงเติบโตเราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์เลยก็ได้ วันนี้เราอาจจะโชคดี แต่ต้องมาจากรากฐานที่แข็งแรงมากๆ”

แน่นอนไม่มีใครไม่เจออุปสรรค ซีเคเองก็เช่นกัน แต่มุมมองที่มีต่อปัญหาที่แตกต่างกันจะสร้างผลลัพธ์ หรือออกจากปัญหาได้ในเวลาที่ต่างกัน

“ให้โฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้ มัวแต่ร้องไห้กับฝนตก ร้องไห้กับโควิด โอดครวญกับเศรษฐกิจแย่ไม่ช่วยอะไร คำถามคือ เราทำอะไรได้บ้าง ให้ดีขึ้น เป้าไม่ใช่ทำสำเร็จ แต่เป้ารอบสองคือต้องดีกว่ารอบแรก ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ถ้าพลาดรอบสองนี่คือผิดแล้ว โฟกัสกับโซลูชั่นจะทำให้เราเครียดน้อยลง ทำให้เรารู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตตัวเราเองได้มากขึ้น”

สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมรับฟังธรรมะและข้อคิดดีๆ จากเวที “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ได้ทุกวันศุกร์ เวลา 12.00 – 13.30 น. ทาง Facebook Live: https://www.facebook.com/cpall7/   YouTube: https://www.youtube.com/@ADM7100 และ TikTok: https://www.tiktok.com/@thrrma_tiktok?_t=ZS-8urH1XX6lO4&_r=1

‘หอมนสิการ’พลิกโฉมสู่มิวเซียมระดับโลก ชวนสัมผัสประสบการณ์ธรรมะ Immersive แห่งแรกของไทย

‘หอมนสิการ’พลิกโฉมสู่มิวเซียมระดับโลก ชวนสัมผัสประสบการณ์ธรรมะ Immersive แห่งแรกของไทย

‘หอมนสิการ’พลิกโฉมสู่มิวเซียมระดับโลก ชวนสัมผัสประสบการณ์ธรรมะ Immersive แห่งแรกของไทย

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.46 น.

‘หอมนสิการ’พลิกโฉมสู่มิวเซียมระดับโลก ชวนสัมผัสประสบการณ์ธรรมะ Immersive แห่งแรกของไทย

1 กรกฎาคม 2568 หอมนสิการ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศูนย์รวมการเรียนรู้ธรรมะอันเป็นเอกลักษณ์ในจังหวัดสระบุรี ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “หอมนสิการ” รูปแบบใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Immersive แบบเดียวกับพิพิธภัณฑ์ระดับโลก ถ่ายทอดพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มุ่งยกระดับเป็นมิวเซียมแห่งพุทธศาสนาอันทันสมัยและยั่งยืน

นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2565 หอมนสิการซึ่งก่อตั้งขึ้นตามดำริของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้งจากพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ ด้วยการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าถึงง่าย และสถาปัตยกรรมอันงดงาม จนได้รับรางวัลการันตีคุณภาพด้านการท่องเที่ยวด้วยการเป็นสุดยอด Unseen New Chapters และรางวัล‘ดาวแห่งความยั่งยืน’ ระดับ 5 ดาว Sustainable Tourism Goals ตอกย้ำการเป็นผู้ประกอบการที่พัฒนาไปสู่การการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ รางวัลด้านพิพิธภัณฑ์แหล่งเรียนรู้ดีเด่นระดับชาติ จากสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย

เปิดประสบการณ์โลกแห่งธรรมะผ่านมิติใหม่ผ่านศิลป์ แสง สี เสียง รอบทิศทาง มาใช้จัดแสดงนิทรรศการเป็นหัวใจสำคัญของการพลิกโฉมครั้งนี้คือการนำ เทคโนโลยี Immersive มาใช้ในการจัดแสดงธรรมะ ที่ผู้เข้าชมจะสัมผัสงานศิลปะ ที่สร้างสรรอย่างบรรจงด้วยศิลป์ และระบบ แสง สี เสียง เพื่อให้สมจริง ล้อมรอบตัวคุณ 360 องศา ชวนให้รู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่ง และสัมผัสกับคำสอนอันลึกซึ้งของพระพุทธเจ้าได้อย่างใกล้ชิดและสามารถเข้าถึงได้ด้วยตนเอง ผ่านหัวข้อที่ทำให้ได้ฉุกคิดขึ้นมา อาทิ:

• “ความเชื่อไม่อาจเปลี่ยนความจริง”: ชวนพิจารณาความจริงให้ประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ไม่หลงตามความเชื่อหรือคำกล่าวที่สืบต่อกันมา

• “นรกหรือสวรรค์ที่คุณเลือกได้”: สะท้อนให้เห็นว่าความสงบงดงามหรือความทุกข์ทรมาน ล้วนเป็นสิ่งที่คุณสามารถเลือกเส้นทางเองได้

• “อย่าทำบุญ แต่ไม่หยุดทำบาป”: บอกเล่าเรื่องราวที่สะท้อนคุณธรรมที่แท้จริงในใจ ความดีงามที่บริสุทธิ์ และศรัทธาจากธรรมะสู่จิตวิญญาณ

ไฮไลท์ห้องสุดท้าย กับภาพเขียนอันล้ำค่า คือ “ภาพเขียนพระโพธิสัตว์กวนอิม (จ้งเป่า)” เป็นผลงานชิ้นเอกของ อาจารย์หวัง ฉางลี่ ศิลปินระดับหอเกียรติยศแห่งชาติ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งประดิษฐานอยู่ในห้องสุดท้าย โดยหอมนสิการมีแนวคิดพระพุทธศาสนาทั้งสองนิกายคือการผสานธรรมแห่งเถรวาทและมหายานเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม ซึ่งมารวมที่เดียวกัน…ที่นี่หอมนสิการ และความพิเศษอีกประการที่โดดเด่นของ องค์พระโพธิสัตว์กวนอิม (จ้งเป่า)  อันทรงคุณค่านี้ มีขนาด 2.76 x 1.55 เมตร วาดด้วย สีที่มาจากอัญมณี และมีมูลค่าสูงถึง 170 ล้านบาท ผู้เข้าชมสามารถเข้าไปไหว้สักการะภาพองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมได้อย่างใกล้ชิด และสำหรับผู้ที่ศรัทธา ยังสามารถเสี่ยงทาย เซียมซีสุดแม่น ณ ศาลาไหว้ ได้อีกด้วย

หอมนสิการ คือนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราว “เส้นทางสู่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า” มีลักษณะเป็นอุโมงค์ย้อนเวลา ราวกับพาผู้เข้าชมหลุดไปยังสมัยพุทธกาล เมื่อ 2,500 ปีก่อน แสดงเรื่องราวประวัติของพระพุทธเจ้าในมิติของศิลป์ และภาพถ่าย ทั้ง แสง สี เสียงที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน และมีหุ่นขี้ผึ้งจำลองขณะที่เจ้าชายสิทธัตถบำเพ็ญทุกรกริยา โดยมีเสียงบรรยายให้เลือกฟังถึง 9 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน  อิตาลี รัสเซีย ผ่านการนำเสนอที่จะพาผู้ชมย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล

#หอมนสิการก้าวสู่มิวเซียมระดับโลกและส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

การนำเทคโนโลยี Immersive มาใช้นี้เพื่อพัฒนาและยกระดับหอมนสิการ ให้เป็นนิทรรศการมิวเซียมระดับโลก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นสถานที่ที่สวยงามแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันสงบของเชิงเขาพระพุทธบาทน้อย

อีกทั้งเป็นการพัฒนาให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน (Sustainable) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในชุมชน  และส่งเสริมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

หอมนสิการ ธรรมะแกลเลอรี คอมมิวนิตี้กลางหุบเขา โฉมใหม่พร้อมเปิดให้เข้าชมแล้ววันนี้! ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่คือการเดินทางสู่ความสุข ในแบบที่คุณไม่เคยเข้าถึง มาก่อน กับที่นี่ … หอมนสิการ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

• ค่าธรรมเนียมเข้าชม

คนไทย และชาวต่างชาติ ราคา 120 บาท

นักศึกษาและผู้สูงวัย ครึ่งราคา 60 บาท

นักบวช นักเรียน ผู้พิการ เข้าฟรี

• หอมนสิการ เปิดบริการ

อังคาร – ศุกร์ : 10.00 – 17.00 น.

เสาร์ – อาทิตย์ : 09.30 – 18.00 น.

(หยุดทุกวันจันทร์)

*เปิดให้เข้าชมกรุ๊ปสุดท้ายของแต่ละวัน ก่อนเวลาปิดทำการ 30 นาที*

หอมนสิการ 86/3 หมู่ 10 ต.สองคอน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี 18110

แผนที่เดินทาง : https://maps.app.goo.gl/7Fnqy6kFiMYFWoqF8

Website : https://manasikarn.com/th

Facebook : https://web.facebook.com/manasikarn.saraburi

โทรศัพท์ : 095 760 0885 / 082 168 3027

นักวิจัยค้นพบ ‘พญาครุฑ’ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวแรกของไทย

นักวิจัยค้นพบ ‘พญาครุฑ’ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวแรกของไทย

นักวิจัยค้นพบ ‘พญาครุฑ’ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวแรกของไทย

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และ รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานศึกษาวิจัยด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา รวมถึงกิจกรรมการสำรวจและขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ในประเทศ การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และการประชุมวิชาการด้านซากดึกดำบรรพ์และธรณีวิทยาทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ โดยมี นางสาวอรอุมา สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2, รองศาสตราจารย์มงคล อุดชาชน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา, นางสาวพรรณิภา แซ่เทียน ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานและข้อมูลซากดึกดำบรรพ์กองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ และศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ประมวล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ร่วมลงนามเป็นพยาน ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยสังกัดศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มมส ผู้ค้นพบ ได้เผยว่า การค้นพบนี้มาจากส่วนกะโหลกและฟันที่แหล่งพระปรง อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ในชั้นหินยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุประมาณ 130 ล้านปี ภายหลังการอนุรักษ์ตัวอย่าง จึงทราบว่าเป็นส่วนปลายของขากรรไกรบน การค้นพบนี้ได้นำไปสู่ความร่วมมือของเครือข่ายนักบรรพชีวินวิทยาไทยและต่างชาติ ทั้งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กรมทรัพยากรธรณี มหาวิทยาลัยเซาเปาโล ประเทศบราซิล และมหาวิทยาลัยฉือเหอจือ ประเทศจีน และได้ตีพิมพ์การค้นพบเทอโรซอร์สกุลใหม่ชนิดใหม่ของโลกนี้ ซึ่งเป็นชนิดแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงในวารสาร Cretaceous Research เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

“การูแดปเทอรัส บุฟโตติ” มีชื่อสกุล “การูแดปเทอรัส” ซึ่งหมายถึง “ปีกครุฑ” และคำระบุชนิด “บุฟโตติ” เพื่อเป็นการให้เกียรติแด่ ดร.เอริก บุฟโต (Eric Buffetaut) นักบรรพชีวินวิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้มีส่วนสำคัญในงานด้านบรรพชีวินวิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลังในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี

เทอโรซอร์ชนิดใหม่นี้เป็นเทอโรซอร์หางสั้นจำพวกเทอโรแดคทิลลอยด์ (Pterodactyloidea) ในกลุ่มนาโธซอรีน (Gnathosaurinae) มีลักษณะพิเศษที่ปลายปากแผ่ออกคล้ายนกปากช้อน มีเบ้าฟันปูดยื่นออกมา และฟันแหลมเรียวยาวออกมาด้านนอก ทำให้พวกมันสามารถจับปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความกว้างของปีกประมาณ 2.5 เมตร

“แม้ประเทศไทยจะมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์จำนวนมากถึง 13 ชนิดใหม่ของโลกจากภาคอีสาน แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้ มีสัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศร่วมกับไดโนเสาร์ ทั้งปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลานกลุ่มต่างๆ เช่น กิ้งก่า เต่า จระเข้ รวมถึงเทอโรซอร์” ดร.ศิตะ กล่าว

เทอโรซอร์มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไดโนเสาร์ที่บินได้ หรือ “นกยักษ์โบราณ” แต่แท้จริงแล้วเป็นกลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานที่เป็นญาติใกล้ชิดกับไดโนเสาร์ กำเนิดและสูญหายไปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน พวกมันเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มแรกที่วิวัฒน์ร่างกายจนสามารถบินได้ มีรูปร่างและขนาดหลากหลาย ตั้งแต่ตัวเท่านกน้อยไปจนถึงสูงใหญ่เท่ายีราฟ กลไกการบินของเทอโรซอร์คือการวิวัฒน์กระดูกให้เบา เต็มไปด้วยถุงลม ซึ่งช่วยลดน้ำหนักในการบิน อีกทั้งมีแผ่นปีกและกล้ามเนื้อแข็งแรงช่วยในการกระพือและยกตัว อย่างไรก็ตาม โครงสร้างกระดูกที่บางคล้ายนกเช่นนี้ ทำให้การกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ของเทอโรซอร์นั้นยากขึ้นไปด้วย ซึ่งในประเทศไทยก่อนหน้านี้มีรายงานการพบเพียงฟันเดี่ยวและกระดูกรยางค์เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

งานวิจัยครั้งนี้นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญในภาคตะวันออก ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีอีกหลายพื้นที่นอกภาคอีสานที่สามารถพบซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันสันหลังได้ และยังช่วยเติมเต็มข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพยุคดึกดำบรรพ์ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ม.หอการค้า จัดหลักสูตรรุกหน้าการันตี ‘เรียนภาษาให้ได้ดี มีรายได้หลักแสน’

ม.หอการค้า จัดหลักสูตรรุกหน้าการันตี ‘เรียนภาษาให้ได้ดี มีรายได้หลักแสน’

ม.หอการค้า จัดหลักสูตรรุกหน้าการันตี ‘เรียนภาษาให้ได้ดี มีรายได้หลักแสน’

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ภาษา” มิใช่เพียงเครื่องมือสื่อสารแต่เป็นกุญแจสำคัญในการเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรม การคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์นวัตกรรม ผู้ที่มีทักษะด้านภาษาที่แข็งแกร่งจะสามารถเป็นข้อได้เปรียบหรือประสบความสำเร็จได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงและผู้คนทั่วโลกเชื่อมโยงสื่อสารถึงกันได้ในพริบตาแม้จะต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม การเรียนรู้ฝึกฝนมีทักษะภาษาจึงมิใช่แค่รู้หรือพูดภาษานานาชาติได้เท่านั้น  แต่การเรียนภาษาให้มีรายได้ดี มีอาชีพมั่นคง เป็นมนุษย์เงินเดือนอิสระ ถึงขั้นการันตีได้ว่า “เรียนภาษาไทยให้ได้ดี มีรายได้หลักแสน !!! นั้นก็เป็นสิ่งเพิ่มมูลค่าและมีคุณค่าอย่างน่าภูมิใจ เฉกเช่นที่ล่าสุด Miss World 2025 โอปอ-สุชาตา ช่วงศรี  สาวไทยวัย 22 ปีที่สามารถคว้ามงกุฎมิสเวิร์ลมาครองได้เป็นคนแรกของประวัติศาสตร์สาวไทยในเวทีนี้ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้มาจากการที่เธอสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีอย่างมากซึ่งเป็นภาษาสากลที่จำเป็นยิ่งกับบทบาทและหน้าที่ในฐานะทูตวัฒนธรรม

ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ เกิดอรุณสุขศรี คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า คณะมนุษยศาสตร์ ม.หอการค้าไทย เป็นที่แรกที่เปิดสาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารอาชีพมากกว่า 40 ปี เพราะฉะนั้นการเรียนภาษาในยุคปัจจุบันไม่มีวันตายแต่กลับสามารถต่อยอดสร้างงานสร้างรายได้อย่างมั่นคง ที่ผ่านมาเรามีศิษย์เก่ามีอาชีพที่ได้ใช้ทักษะความรู้ด้านภาษานานาชาติหรือแม้แต่ภาษาแม่ภาษาไทยของเรา มีรายได้ต่อเดือนหลักหมื่น เหยียบแสนก็มี สร้างชื่อเสียงความเชื่อมั่นในพลังทักษะของการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารที่ดีจนนำไปสู่การมีรายได้ที่น่าพึงพอใจอย่างมาก เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาความก้าวหน้าในการเรียนด้านภาษาศาสตร์ให้ไปสู่สากลและมุ่งตอบโจทย์ตลาดงานและความต้องการของผู้เรียนคนรุ่นใหม่เป็นหัวใจสำคัญ ก็จริงที่ว่าคนส่วนใหญ่มักมีทัศนคติหรือค่านิยมเดิมๆ ว่าการเรียนภาษาอาจไม่ช่วยให้มีรายได้สูงได้มากนักหรือแม้กระทั่งสร้างชื่อเสียงได้ แต่ในสังคมยุคดิจิทัลปัจจุบัน กลับพบปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งว่า ผู้ที่มีทักษะด้านภาษาโดยเฉพาะภาษาต่างชาติที่มีอิทธิพลและสร้างงานสร้างอาชีพได้ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน รวมทั้งภาษาไทยของเราเอง ตลอดจนการเรียนศิลปะและธุรกิจการแสดงที่มีการใช้ทักษะความรู้ด้านภาษาเข้ามาสื่อสารถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก เรียกว่าเป็นการเรียนภาษาในเชิงธุรกิจเพื่อการสื่อสารนานาชาตินั้นสามารถสร้างรายได้ก้อนโตหลักแสนได้อย่างน่าภูมิใจเลยทีเดียว

จากที่คณะมนุษยศาสตร์ ม.หอการค้าไทย เริ่มต้นมีเพียงสาขาวิชาภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น วันนี้เปิดสอนถึง 7 สาขาวิชาในระดับปริญญาตรี  ได้แก่ 1.ภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพและการสื่อสารนานาชาติ 2.ภาษาญี่ปุ่น 3.ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและงานอาชีพ 4.ภาษาจีน 5.ศิลปะและธุรกิจการแสดง 6.ภาษาเกาหลี 7.สหวิทยาการ เด็ก ม.หอการค้าหรือ ‘เด็กหัวการค้า’ จึงได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้อย่างเข้มข้นและเชื่อมโยงความรู้ในสาขาอื่นๆ ผ่านหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นและทันสมัย นอกจากนี้ คณะมนุษยศาสตร์ ยังเน้นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง ผ่านการฝึกงานจริง  เพื่อเป็นผู้นำแห่งภาษาเพื่อการสื่อสารธุรกิจ มุ่งเน้นคุณภาพด้านวิชาการ ให้นักศึกษาปฏิบัติงานมีความรู้ความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ รู้จักคิดและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีจริยธรรมในวิชาชีพและมีจิตสำนึกรับผิดชอบมีส่วนร่วมกับสังคม โดยมีศิษย์เก่าที่ได้ใช้ทักษะภาษาประกอบอาชีพจนประสบความสำเร็จในหลายวงการ อาทิ ล่าม นักแปล พิธีกร หรือแม้แต่การเป็นนักธุรกิจเช่นเดียวกับ ศุภกฤษณ์  ประสพสุข (Managing Director) Excellent Vacation Group ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ซึ่งเคยเจอคำถามว่า เลือกเรียนด้านภาษา จบแล้วจะไปทำงานอะไร โดย ศุภกฤษณ์ เล่าว่า คุณพ่อกับคุณแม่ ก็มีความเป็นห่วงกับการเลือกเรียนของเรา และในช่วงนั้นการเลือกเรียนด้านภาษา งานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงมากกว่า ทั้งงานภาคบริการ งานล่าม งานแปลภาษา และงานด้านอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการเรียนด้านภาษามากขึ้น ส่วนตัวผมคิดว่าภาษาก็เปรียบเสมือนเครื่องมือในการสร้างเครือข่ายทั้งในการทำงาน และเปิดโลกกว้างในการทำธุรกิจ

ผมประกอบธุรกิจหลักเป็นบริษัทตัวแทนเรือสำราญให้กับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงหลายแบรนด์ ช่วยดูแลการตลาดทั้งประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน โมเดลธุรกิจจะเป็นแบบ B2B (Business to Business) และมีการทำธุรกิจด้านอื่นๆด้วย ในส่วนของโครงการปัจจุบันผมมีแผนการขยายธุรกิจสายเรือที่ดูแลเพิ่มมากขึ้น และจะนำนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ระบบ AI, GDS เข้ามาช่วยขยายสาขาต่างประเทศ และวางแผนในอนาคตว่า จะทำบริษัทที่ร่วมทุนกับบริษัทจากต่างประเทศเพื่อนำ Robot ที่มีศักยภาพในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการมาพัฒนาภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในไทย และลดภาระผู้ประกอบการขนาดกลาง โดยปัจจุบันเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจ F&B ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มี Itinerary ของเรือสำราญหรือเรือสำราญล่องแม่น้ำ เพื่อเป็นส่วนต่อขยายธุรกิจหลักปัจจุบัน และท้ายสุดก็หวังว่าวันนึงจะสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ผมมีโอกาสได้ท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยครั้งเนื่องจากธุรกิจจำเป็นต้องเดินทาง จนถึงวันนี้ผมเดินทางมากกว่า 50 ประเทศ ทั้งยุโรป, อเมริกา, เอเชีย, อเมริกาใต้, อลาสก้า ไปมาหมดแล้วครับ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคุณพ่อและคุณแม่ ทำให้ท่านวางใจในสิ่งที่ผมเลือกเรียนด้านภาษาจนสามารถสร้างอาชีพการงานและธุรกิจได้สำเร็จตามเป้าหมาย

“คณะมนุษยศาสตร์ UTCC เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างฝันเปิดโลกประสบการณ์ ผมได้รู้จักกับ อาจารย์จิม (นิรันดร์ ขุมบางลี่ ) จากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมภาษาอังกฤษ อาจารย์จิมเป็นผู้แนะนำและผลักดันให้ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน Environmental Debate ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนได้รางวัล Rookie Award และผมมีโอกาสได้ศึกษาคอร์สระยะสั้น ที่ University of Waikato ประเทศนิวซีแลนด์ ทุกประสบการณ์ล้วนแต่มีคุณค่า การเรียนรู้เป็นความได้เปรียบสู่การเริ่มต้นในการทำงานในชีวิตจริง ดังนั้น คณะมนุษยศาสตร์ UTCC ให้อะไรกับผมเยอะมากจริงๆครับ สัญลักษณ์หนึ่งของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คือ เรือสำเภา ที่หล่อหลอมองค์ความรู้ให้กับผมในวั้นนั้น เพื่อต่อยอดให้ผมได้สร้างธุรกิจเรือสำราญที่ประสบความสำเร็จในวันนี้”       

“เรียนภาษาแล้วไม่ตกงาน” กรณีนี้คณบดีได้กล่าวยืนยันหนักแน่นด้วยว่า เพราะเราได้เพิ่มมูลค่าให้กับทักษะความรู้ด้านภาษาที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลในสื่อสังคมสมัยนี้มาปรับใช้ให้เหมาะสม ถูกต้อง โดยการปรับหลักสูตรเพิ่มวิชาเลือกด้านเทคโนโลยี เช่น การแปลด้วย AI (เอไอ) , CAT Tool กระทั่งเรื่องของ AI Digital Content Creation ซึ่งกำลังฮอตฮิตติดกระแสหรือแม้แต่การแปลเฉพาะทาง เช่น กฎหมาย การแพทย์เทคโนโลยี ธุรกิจ E-Commerce ข้ามพรมแดน ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญภาษาและวัฒนธรรม การศึกษาออนไลน์ที่ขยายตัวไปทั่วโลก อุตสาหกรรมบันเทิงดิจิทัลที่ต้องการแปลและดัดแปลงเนื้อหา  รวมไปถึงความเข้าใจทางธุรกิจเพื่อให้สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมขององค์กรหรือแม้แต่การสื่อสารข้ามวัฒนธรรมในกิจกรรม Work and Travel ที่คณะฯ จัดขึ้นทุกปี นอกจากนี้เรายังเป็นแหล่งบริการวิชาการชั้นนำด้านภาษาเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ โดยมี ศูนย์ภาษา เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มประสบการณ์จริงแก่ผู้เรียน ตลอดจนความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศที่ที่จะช่วยเพิ่มพูนความรู้และการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงผู้เรียนภาษาเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้ขีดจำกัดทางความคิด

การเรียนภาษาในปัจจุบัน ไม่เพียงเปิดโอกาสสร้างรายได้ที่ดีแต่ยังสร้างความมั่นคงในอาชีพ สร้างชื่อเสียง เนื่องจากภาษาเป็นทักษะที่ฝึกฝนเรียนรู้กันได้และไม่สามารถถูกแทนที่ได้โดยง่ายด้วยเทคโนโลยี ภาษาจึงเป็นเครื่องมือที่ติดตัวคนทุกคน ยิ่งรู้หลายภาษายิ่งเป็นข้อได้เปรียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทักษะภาษานั้นได้รับการฝึกฝนและนำไปใช้ได้จริงในแง่ของภาษาเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ   ซึ่งปัจจุบัน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านภาษาเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจอย่างโดดเด่น เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานภาคธุรกิจอย่างแท้จริงนั่นเอง

วว.จัดทำนโยบายการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วว.จัดทำนโยบายการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วว.จัดทำนโยบายการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จัดการ PM2.5 – ดร.รจนา  ตั้งกุลบริบูรณ์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว.  พร้อมทีมงาน  ลงพื้นที่ดำเนินโครงการการจัดทำนโยบายการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการบริหารจัดการ PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ น่าน และแพร่  ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจาก วช. ผ่านกิจกรรมการจัดงาน “ล้านกล้า ฟื้นป่าแม่แจ่ม” พร้อมนำเสนอรูปแบบการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นการเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ด้วยวนเกษตร ณ ศูนย์เพาะชำ กล้าไม้ไทยรักษ์ป่า อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

สมาคมคนพิการภาคตะวันออก ผนึกกำลังภาคธุรกิจขับเคลื่อน ‘โครงการฝึกงานมาตรา 35’ ส่งเสริมอาชีพคนพิการ

สมาคมคนพิการภาคตะวันออก ผนึกกำลังภาคธุรกิจขับเคลื่อน 'โครงการฝึกงานมาตรา 35' ส่งเสริมอาชีพคนพิการ

สมาคมคนพิการภาคตะวันออก ผนึกกำลังภาคธุรกิจขับเคลื่อน ‘โครงการฝึกงานมาตรา 35’ ส่งเสริมอาชีพคนพิการ

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.51 น.

สมาคมคนพิการภาคตะวันออก ผนึกกำลังภาคธุรกิจ ขับเคลื่อน “โครงการฝึกงานมาตรา 35” ส่งเสริมอาชีพคนพิการอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์การเรียนรู้เย็บผ้า จังหวัดบุรีรัมย์ ดร.ณรงค์ ไปวันเสาร์ นายกสมาคมคนพิการภาคตะวันออก ได้เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการฝึกงานตามมาตรา 35 หลักสูตรช่างตัดเย็บเสื้อผ้าระดับต้น 600 ชั่วโมง” โดยมีผู้บริหารจากบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด บริษัทในเครือ ปตท. นำโดย นายจตุรงค์ วงษ์อุดมสิน เข้าร่วมในพิธี พร้อมด้วย นายอุทัย จิตสัตย์ นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายจังหวัดบุรีรัมย์ ประธานชมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา หน่วยงานราชการในพื้นที่ และกลุ่มผู้พิการที่เข้าร่วมโครงการให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรคนพิการในพื้นที่ ชมรมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา ตลอดจนหน่วยงานท้องถิ่น ที่ร่วมกันดำเนินงานตามแนวทางของสมาคมคนพิการภาคตะวันออก โดยมีบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด (ในเครือ ปตท.) เป็นผู้สนับสนุนหลัก ทั้งด้านงบประมาณและการผลักดันให้เกิดโครงการนี้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ณรงค์ ได้กล่าวว่า โครงการฝึกงานมาตรา 35 ดังกล่าว เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องของสมาคมฯ ที่ดำเนินการร่วมกับองค์กรคนพิการใน 6 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ นครราชสีมา อ่างทอง หนองบัวลำภู ขอนแก่น และสกลนคร โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนหลายแห่ง อาทิ บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด (สถานีบริการน้ำมัน PT), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) และบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด

ปัจจุบัน แม้คนพิการจำนวนมากจะได้รับโอกาสในการทำงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ พ.ศ. 2550 (และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2556) โดยเฉพาะในมาตรา 33 แต่ยังมีคนพิการอีกเป็นจำนวนมากที่ยังว่างงาน ขาดโอกาสทางการศึกษา หรือไม่สามารถเดินทางไปทำงานนอกบ้านได้ ด้วยภาระหรือข้อจำกัดทางร่างกาย โครงการฝึกงานตามมาตรา 35 จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้คนพิการเหล่านี้ได้เข้าถึงทักษะอาชีพ มีรายได้ และสามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง

หลักสูตรช่างตัดเย็บเสื้อผ้าระดับต้น 600 ชั่วโมง ที่จัดขึ้นนี้ มีระยะเวลาฝึกอบรม 6 เดือน โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 330 บาท พร้อมอาหารหลัก 3 มื้อ และอาหารว่าง 2 มื้อตลอดการฝึก เมื่อจบหลักสูตร ผู้ฝึกจะได้รับ “จักรเย็บผ้าอุตสาหกรรมและชุดเครื่องมือ” เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพอิสระต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านซ่อมผ้า ปะ เปลี่ยนซิป หรือเย็บเสื้อผ้าในชุมชนของตนเอง

โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างทักษะอาชีพ แต่ยังสร้างความหวัง ความภูมิใจ และศักดิ์ศรีให้กับกลุ่มคนพิการ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสมาคมคนพิการภาคตะวันออก ร่วมกับองค์กรคนพิการระดับจังหวัด ภาครัฐ และภาคธุรกิจ ที่ร่วมกันส่งเสริมและผลักดันให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ในตอนท้าย ดร.ณรงค์ ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานและภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนโครงการ ทั้งในด้านทุนทรัพย์ อุปกรณ์ ตลอดจนการส่งเสริมตามมาตรา 33, 34 และ 35 ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านคนพิการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชิญชวนบริษัทหรือหน่วยงานที่สนใจเข้าร่วมสนับสนุนโครงการในลักษณะนี้ ติดต่อได้ที่
สมาคมคนพิการภาคตะวันออก โทร. 08-1669-1111 เว็บไซต์: http://www.ead.or.th อีเมล: info@ead.or.th

ไทยพีบีเอส ขึ้นเวที Shanghai International Film Festival 2025 นำเสนอคอนเทนต์ไทย สู่เวทีระดับโลก

ไทยพีบีเอส ขึ้นเวที Shanghai International Film Festival 2025 นำเสนอคอนเทนต์ไทย สู่เวทีระดับโลก

ไทยพีบีเอส ขึ้นเวที Shanghai International Film Festival 2025 นำเสนอคอนเทนต์ไทย สู่เวทีระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.25 น.

ไทยพีบีเอสโชว์คอนเทนต์ละคร-สารคดี บนเวทีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เซี่ยงไฮ้ เผยศักยภาพสื่อสาธารณะไทย สู่สายตาผู้ผลิตและแพลตฟอร์มระดับโลก พร้อมแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการผลิตและขยายตลาดคอนเทนต์คุณภาพ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส จับมือกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีระดับนานาชาติ ในงาน 27th Shanghai International Film Festival 2025 (SIFF) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–25 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยนายคริษ อรรคราช ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส ได้ขึ้นเวทีนำเสนอคอนเทนต์เด่นของไทยพีบีเอส ทั้งในหมวดละคร และสารคดี พร้อมเปิดโอกาสในการแสวงหาความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ระดับโลก บนเวที Thai-China film and content partnership in the Next 50 years ซึ่งมีนางสาวปฤณัต อภิรัตน์ กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ เป็นผู้กล่าวเปิดงาน ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วมงานมากกว่า 30 ราย

“มีความรู้สึกภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสในการนำเสนอคอนเทนต์คุณภาพจากไทยพีบีเอส สู่ตลาดผู้ชมชาวจีน ทั้งในส่วนของละคร สารคดี เนื้อหาวาไรตี้ที่ทั้งสนุกสนานและแฝงสาระ สำหรับเด็กและครอบครัว  ไปจนถึงแพลตฟอร์ม OTT อย่าง VIPA ที่จะเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่เนื้อหาจากประเทศจีนสู่ตลาดผู้ชมในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ในการพัฒนาคอนเทนต์ร่วมกันในอนาคต”  ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส กล่าว

นอกจากการนำเสนอผลงานแล้ว ไทยพีบีเอสยังได้เข้าร่วมกิจกรรม Business Networking ร่วมกับผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มชั้นนำจากจีนและนานาประเทศ กว่า 20 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในด้านการพัฒนาเนื้อหา ต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และขยายตลาดผู้ชมในระดับสากล

ภายในงานยังมีการจัดเวทีฟอรัม​​ เพื่อหารือ และแสวงหาโอกาสความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตภาพยนตร์​ ละคร​ สารคดี​ และแพลตฟอร์ม​ทั้งของจีนและนานาประเทศ​ อาทิ​ CMG, SMG​, Mango​ TV,​ BBC​ Studios,​ iQIYI,​ Tencent,​ Facebook​ และ Google​ ทั้งในด้านการพัฒนาเนื้อหาด้วยข้อมูล​ (Data​ driven​ content) การพัฒนาต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา​ (IP) จากวรรณกรรม​ สู่เนื้อหารายการ​ เพลง​ การ์ตูนแอนิเมชัน​ ไปจนถึงออนไลน์ชอปปิง​ที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง​ การขยายฐานผู้ชมสู่ระดับสากล การพัฒนาการผลิตและเผยแพร่ด้วยระบบ​ความคมชัดสูง​ (UHF: Ultra High Definition/4K/8K) โดยทีมผู้ผลิต​ผลงานละครซีรีส์ระดับมาสเตอร์พีซได้ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการปรับกระบวนการผลิต​ใหม่เกือบทั้งหมด ทั้งการกำหนดองค์ประกอบภาพ​ แสง​ สี​ เสียง​ การตัดต่อ​ รวมถึงอุปกรณ์ประกอบฉาก​ การแต่งหน้าและเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับ​เทคโนโลยีและการรับชมที่มีความคมชัดสูง​ นอกจากนี้เพื่อให้สอดคล้องตามพฤติกรรมการรับชมที่เปลี่ยนแปลง​ ผู้ผลิตละครจีนเริ่มปรับตัวสร้างสรรค์ละครขนาดสั้น​เพียงไม่กี่ตอน (Short Form​ Drama) ด้วยรูปแบบแนวตั้ง​ (Vertical) ที่เอื้อต่อการรับชมผ่านสมาร์ทโฟนและการขยายตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น​

การเข้าร่วมงาน 27th Shanghai International Film Festival 2025 (SIFF) ของไทยพีบีเอสในครั้งนี้ นอกจากเป็นการสร้างโอกาสสู่ตลาดคอนเทนต์ในระดับสากลแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของ สื่อสาธารณะไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีโลก ด้วยคอนเทนต์คุณภาพ

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

สุดยอด! มหาวิทยาลัยไทย 5 แห่งติด Top 100 THE Impact Rankings 2025

สุดยอด! มหาวิทยาลัยไทย 5 แห่งติด Top 100 THE Impact Rankings 2025

สุดยอด! มหาวิทยาลัยไทย 5 แห่งติด Top 100 THE Impact Rankings 2025

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 08.54 น.

สุดยอด! มหาวิทยาลัยไทย 5 แห่งติด Top 100 โลกใน THE Impact Rankings 2025 และคว้าอันดับ 1 ของโลก ด้านความเท่าเทียมทางเพศอีกรางวัล

30 มิถุนายน 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลชื่นชมพร้อมแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยของไทยที่ติดอันดับ Top 100 ของโลก จากผลการจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) หน่วยงานด้านการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของโลก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ THE Impact Rankings ประจำปี 2568

โดยในปีนี้มีสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งหมด 2,526 แห่ง จาก 130 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งผลการจัดอันดับปรากฏว่า มี 5 สถาบันอุดมศึกษาไทยอยู่ในอันดับ Top 100 ของโลก แบบคะแนนรวม ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับที่ 44 มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับที่ 64 และมีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อันดับที่ 93 

นายอนุกูล กล่าวว่า ความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาไทยในเวทีโลกครั้งนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาไทยทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาทุกคน ในการร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผลงานที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาไทยในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการศึกษา งานวิจัย การบริการวิชาการ และการบริหารจัดการที่คำนึงถึงผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริมบทบาทของอุดมศึกษาไทยในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศชาติในทุกมิติ

ทั้งนี้  ในส่วนของการจัดอันดับความยั่งยืนในแต่ละด้าน มีสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับ ดังต่อไปนี้ SDGs 1 เรื่อง ขจัดความยากจนทุกรูปแบบในทุกพื้นที่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันดับที่ 32 ของโลก SDGs 2 เรื่อง ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการและส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) อันดับที่ 18 ของโลก SDGs 3 เรื่อง สร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกวัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 3 ของโลก SDGs 4 เรื่อง สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับที่ 17 ของโลก SDGs 5 เรื่อง บรรลุความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมอำนาจให้แก่สตรีและเด็กหญิง ได้แก่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อันดับที่ 1 ของโลก SDGs 6 เรื่อง สร้างหลักประกันว่าจะมีการจัดให้มีน้ำและสุขอนามัยสำหรับทุกคนและมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืนคน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อันดับที่ 44 ของโลก SDGs 7 เรื่อง สร้างหลักประกันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ที่ยั่งยืนในราคาที่ย่อมเยา ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลา

“รัฐบาลพร้อมผลักดันการศึกษาไทยให้มีมาตรฐานเดียวกับระดับโลก เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไทยให้ยั่งยืนและความเท่าเทียมทางเพศไปพร้อมๆ กัน ผลการจัดอันดับในครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของประเทศ และเป็นแรงบันดาลใจให้มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก้าวสู่ความเป็นเลิศด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายอนุกูล กล่าว