สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 3 ตั้่งแต่วันที่ 26 มิ.ย.-7 ก.ค.นี้ไม่มีค่าใช้จ่าย

สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 3 ตั้่งแต่วันที่ 26 มิ.ย.-7 ก.ค.นี้ไม่มีค่าใช้จ่าย

สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 3 ตั้่งแต่วันที่ 26 มิ.ย.-7 ก.ค.นี้ไม่มีค่าใช้จ่าย

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 21.51 น.

สกร.เปิดรับสมัครสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 3 ฟรี!ไม่มีค่าใช้จ่าย รับสมัครวันที่ 26 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม สอบวันที่ 2-3 สิงหาคม 2568 สิ้นสุดนำร่องเฟสแรก เตรียมวิเคราะห์ผลการจัดสอบทั้ง 3 รอบ

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า วันที่ 26 มิถุนายน ถึง วันที่ 7 กรกฎาคม นี้ สกร. จะเปิดรับสมัครและรับขึ้นทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 3 โดยรองรับทั้งผู้สอบเก่าและใหม่ ผู้สนใจต้องลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิแบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ http://ekas.dole.go.th และต้องมายืนยันเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขอสอบ พร้อมสมัครสอบรายวิชาได้ที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองทุกจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตลองเตย กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 77 แห่งทั่วประเทศ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบฯตามรอบของการสอบ วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 จากนั้น สกร. และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะร่วมดำเนินการสอบเทียบ วันที่ 2 – 3 มิถุนายน 2568 และประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบ วันที่ 18 สิงหาคม 2568 ซึ่งการจัดทดสอบครั้งที่ 3 นี้ ไม่คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับผู้สอบ และจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารการจัดสอบสำหรับศูนย์สอบ และสถานศึกษาที่ทำหน้าที่เทียบระดับเช่นเดียวกับการจัดทดสอบ 2 ครั้งที่ผ่านมา

“ ผลการสอบเทียบฯ โดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นผู้ออกข้อสอบ ใช้ข้อสอบประมวลความรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีขอบข่ายเนื้อหาใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ นั้น ในการสอบครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 มีผู้สอบผ่านทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ในการสอบครั้งเดียว รวมจำนวน 13 คน มีผู้สอบผ่าน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ในการสอบรวม 2 ครั้งอีกจำนวนหนึ่ง และยังมีผู้สอบไม่ผ่านบางกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้สามารถมาลงทะเบียนเพื่อสอบเก็บวิชาที่ยังไม่ผ่านในการสอบครั้งที่ 3 ได้ ทั้งนี้ ในการสอบครั้งที่ 2 ผู้ลงทะเบียนสอบมากกว่าครึ่ง เป็นผู้ที่ลงทะเบียนสอบมาแล้วในครั้งแรกแต่ยังสอบไม่ผ่าน และคาดว่าในรอบที่ 3 นี้ จะมีผู้ลงทะเบียนสอบไม่ต่ำกว่า 2,000 คน” อธิบดี สกร. กล่าว

นายธนากร กล่าวต่อไปว่า การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 3 ถือเป็นการสิ้นสุดการนำร่องสอบเทียบฯ เฟสแรก ของปีงบประมาณ 2568 ซึ่ง สกร.จะนำผลการดำเนินงานจัดการสอบเทียบทั้งหมดมาวิเคราะห์ ทบทวน เพื่อปรับปรุงแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 โดยเบื้องต้นการทดสอบ ครั้งที่ 4 ยังคงใช้ระบบดิจิทัล (Digital Testing) ของ สทศ. และในส่วนของข้อสอบจะมีจัดทำเพิ่มเติมใหม่เรื่อยๆ ให้รองรับการจัดสอบในระยะยาวต่อไป.

‘มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม’ชวนนักเรียนมัธยมปลาย ส่งผลงานประกวด’นวัตกรรมป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแผลไหม้’

'มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม'ชวนนักเรียนมัธยมปลาย ส่งผลงานประกวด'นวัตกรรมป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแผลไหม้'

‘มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม’ชวนนักเรียนมัธยมปลาย ส่งผลงานประกวด’นวัตกรรมป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแผลไหม้’

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.12 น.

“มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม”ชวนนักเรียนมัธยมปลาย ส่งผลงานประกวด”นวัตกรรมป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแผลไหม้” ชิงรางวัลรวมกว่า 80,000 บาท

มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile Thailand) ขอเชิญชวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ที่มีความสนใจด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทีมตั้งแต่ 2 – 4 คน ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในหัวข้อ “สร้างแรงบันดาลใจ เปลี่ยนแปลงสังคม: นวัตกรรมป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแผลไหม้” ผู้บริหารมูลนิธิเผย การประกวดครั้งนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ เพื่อสร้างแนวทางในการป้องกันการเกิดแผลไฟไหม้ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ทันตแพทย์หญิงยุพเรศ นิมกาญจน์ ประธานมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม กล่าวถึงรายละเอียดของการประกวดครั้งนี้ว่า เป็นกิจกรรมที่สร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับอุบัติเหตุแผลไหม้ซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุทั้งน้ำร้อนลวก ไฟลวกและไฟฟ้า รวมทั้งแผลไหม้จากความเย็น เคมี กัมมันตภาพรังสี “ผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับความทุกข์ทรมานจากแผลยึดติด หดรั้ง กลายเป็นคนพิการ ไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างปกติได้ ที่ผ่านมา นอกจากช่วยเหลือผู้ป่วยอาการปากแหว่งเพดานโหว่แล้ว มูลนิธิฯ ได้ขยายไปสู่การผ่าตัดฟรีให้กับผู้ป่วยแผลไหม้อีกด้วย”

“โครงการนี้ นอกจากเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ตระหนักรู้เกี่ยวกับแผลไหม้แล้ว ยังเป็นการเชิญชวนให้เยาวชนได้เข้ามามีส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจ เปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อช่วยกันป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแผลไหม้อย่างเป็นรูปธรรม” ประธานมูลนิธิสร้างรอยยิ้มกล่าว

สำหรับคุณสมบัติและรูปแบบการส่งผลงานนั้น จะต้องกำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่ารวมทั้งนักเรียนระดับ ปวช.จัดตั้งทีมจำนวน 2 – 4 คน ส่ง โปสเตอร์นำเสนอแนวคิด และวีดิทัศน์ความยาว 5 – 7 นาทีภายใต้แนวคิด “สร้างแรงบันดาลใจ เปลี่ยนแปลงสังคม : นวัตกรรมป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแผลไหม้” แนบ รายงานฉบับเต็ม (ไม่เกิน 10 หน้า พร้อมภาพประกอบข้อมูล) กำหนดส่งผลงาน ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการจะคัดเลือก 5 ผลงานภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 และเชิญทีมที่ผ่านเข้ารอบสึดท้ายนำเสนอผลงานระหว่างวันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2568 ผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง เงินรางวัล 20,000 บาท รองชนะเลิศอันดับสอง เงินรางวัล 10,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณปพิชญา กตัญญุตานนท์ Chayainkkat@gmail.com หรือติดต่อ คุณวิสารัตน์ พรพานิช หมายเลขโทรศัพท์ 091-884-7245 ส่งผลงานทางอีเมล Anya.pawanpat@gmail.com

สพฐ. สั่งเด้ง ‘ผอ.ไข่พะโล้’-ตั้งกรรมการสอบฯ เซ่นปมอาหารเช้านักเรียน

สพฐ. สั่งเด้ง 'ผอ.ไข่พะโล้'-ตั้งกรรมการสอบฯ เซ่นปมอาหารเช้านักเรียน

สพฐ. สั่งเด้ง ‘ผอ.ไข่พะโล้’-ตั้งกรรมการสอบฯ เซ่นปมอาหารเช้านักเรียน

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.58 น.

วันที่ 25 มิถุนายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์จังหวัดเชียงใหม่ จัดอาหารมื้อเช้าให้นักเรียนเป็นข้าวพะโล้ไก่กับไข่ต้มหนึ่งใบ นั้น สพฐ. ได้รับทราบเหตุและไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามขั้นตอนโดยทันที เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

พร้อมทั้งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวไปปฏิบัติหน้าที่ยังสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เป็นการชั่วคราวจนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านการบริหารภายในสถานศึกษา โดย สพฐ. จะกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ ได้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งให้กำกับติดตามสถานศึกษาในสังกัดให้ดำเนินการโครงการต่างๆ ตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและครูต่อไป

เปิดภาพ! ‘ลุงตู่’ เข้าเฝ้าถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระสังฆราช

เปิดภาพ! 'ลุงตู่' เข้าเฝ้าถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระสังฆราช

เปิดภาพ! ‘ลุงตู่’ เข้าเฝ้าถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระสังฆราช

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.18 น.

วันที่ 24 มิถุนายน 2568 วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “โบราณนานมา” เผยภาพ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา องค์มนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 26 มิถุนายน 2568 ณ พระตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 

‘ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบชีวิต ซีซัน 2 “ชีวิตไม่เกษียณที่มีงานรองรับ’

'ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบชีวิต ซีซัน 2 “ชีวิตไม่เกษียณที่มีงานรองรับ'

‘ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบชีวิต ซีซัน 2 “ชีวิตไม่เกษียณที่มีงานรองรับ’

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

‘ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบชีวิต ซีซัน 2 “ชีวิตไม่เกษียณที่มีงานรองรับ’

The Active ไทยพีบีเอส – ภาคีเครือข่ายฯ ตั้งวงคุยร่วมหาทางออก “แก่ก่อนรวย” จะไปทางไหนดี ออกแบบชีวิต ซีซัน 2 เมื่อชีวิตต้องไปต่อ การทำงานหลังวัยเกษียณจึงจำเป็น นักวิชาการ- เสนอขยายอายุเกษียณแบบสมัครใจ ค่อย ๆ เปลี่ยน ค่อย ๆ ขยับ คุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ส่งเสริมการมีงานทำ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ หรือ The Active ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวที Policy Forum “Unretirement: The Next Chapter ชีวิตไม่เกษียณ” ในงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2025 ชีวิตดี…ชีวิต ซีซัน 2 It’s Okay To Be You เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2568

รศ.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าสถานการณ์สังคมสูงอายุในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่ ปี 2548 โดยปี 2567 เป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์และจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือประมาณการณ์ปี 2578 จะมีผู้สูงอายุสูงถึง 27-30% หมายความว่าจะมึผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร ซึ่งการเปลี่ยนไปสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดของไทย ถือว่ามีอัตราที่เร็วมาก ที่สำคัญคือ ผู้สูงอายุไทยอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า “แก่ก่อนรวย” ดังนั้น หากไม่มีการเตรียมความพร้อม หมายถึงไม่มีเงินออมเพียงพอ การทำงานหลังวัยเกษียณจึงมีความจำเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการทำงานของผู้สูงอายุขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ 1. จำเป็นต้องทำแต่ไม่พร้อม เช่นมีปัญหาสุขภาพ เงินออมไม่เพียงพอ 2. มีความพร้อมแต่ไม่จำเป็น เป็นกลุ่มที่มีบำนาญ เป็นกลุ่มที่ไม่ต้องสร้างรายได้ แต่ต้องการสร้างคุณค่าให้ตนเอง 3. ความคุ้มเสี่ยง ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าไม่คุ้ม เนื่องจากสภาพแวดล้อม ซึ่งเกือบ 90% เป็นแรงงานนอกระบบ

“การส่งเสริมผู้สูงอายุให้ยังคงอยู่ในตลาดแรงงาน ถือเป็นทางรอด เพราะผู้มีอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ยังคงมีศักยภาพ และยังเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยพัฒนาประเทศได้ สำหรับเรื่องการ “ขยายอายุเกษียณ” ในแวดวงวิชาการมีการพูดคุยกันมายาวนาน มองว่า การขยายเวลาเกษียณที่ครอบคลุมกลุ่มภาครัฐที่มีอยู่ประมาณ 2-3 ล้านคน เป็นการขยายเวลาการทำงานแบบสมัครใจ ลดชั่วโมงการทำงานให้เหมาะสม และค่อยเพิ่มขยายอายุทีละ 1 หรือ 2 ปี เพื่อไม่ให้กระทบกับคนรุ่นใหม่ และการบังคับอาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ขณะเดียวกันคนกลุ่มใหญ่ที่สุดของสังคมคือภาคเอกชน ก็สามารถขยายอายุการทำงาน โดยแยกออกจากสิทธิ์ในระบบประกันสังคมการจ่ายสิทธิประโยชน์” รศ.เฉลิมพล กล่าว

กฤษฎี ตั้งจิตถนอมสิน วัย 62 ปี ผู้ผ่านการอบรมโครงการชีวิต ซีซัน 2 วิชา อัปสกิลขั้นสุดสู่การเป็นที่ปรึกษามืออาชีพ เล่าว่า เคยมีอาชีพเป็นวิศวกร ในบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง แต่ต้องตกงานในวัย 40+ ปี โดยการเออรี่รีไทร์ หรือ “การเกษียณก่อนกำหนด” ไปสมัครงานที่ไหน ก็ไม่มีใครรับ ด้วยเหตุผลอายุเกิน 35 ปี และเงินเดือนสูงเกินไป เลยตัดสินใจเข้าร่วมอบรมกิจกรรมที่สนใจ เพื่อเพิ่มทักษะต่อยอดความรู้ จนมาเจอโครงการ “ที่ปรึกษา” ของเพจมนุษย์ต่างวัย ทำให้ปัจจุบันใช้ความสามารถที่มีและการพัฒนาตนเองมาเป็นที่ปรึกษาให้บริษัท SMEs ไทยหลายแห่ง และยังมีโอกาสได้ทำงานใกล้บ้าน โดยการเป็นบาริสต้า มีรายได้ชั่วโมงละ 50 บาท หรือ 200 บาทต่อวัน สิ่งที่อยากฝากไว้คือ ผู้สูงอายุที่ออกไปงานมีสังคม จะมีสุขภาพที่ดีกว่า การติดบ้าน และในที่สุดติดเตียง

ด้าน วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มองว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ในขณะที่สังคมเปลี่ยนและผู้สูงอายุไทยมีอายุเฉลี่ยยืนขึ้น ถึงเวลาต้องปรับให้มีกฎหมายเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน มีหลักประกันรายได้ที่เพียงพอ และมีศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิต นอกจากนี้เสนอให้ปรับนิยามของ “ผู้สูงอายุ” ใหม่ เนื่องจากปัจจุบันนิยามผู้สูงอายุอยู่ที่ 60 ปี เมื่อก้าวสู่เลข 60  ก็มองว่าตัวเองชราภาพทันทีแม้จะผ่าน 59 ปี มาวันเดียว ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติในการทำงาน จึงควรปรับนิยามอายุเพื่อส่งเสริมการทำงานในวัยหลัง 60 ปี

ทั้งนี้ สามารถติดตามย้อนหลังได้ที่ ทุกช่องทางของ The Active พร้อมร่วมเรียนรู้และผลักดันประเด็นเรื่องการออมและการเกษียณที่ยั่งยืน กับแพลตฟอร์ม Policy Watch ได้ที่ https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/finance-3   

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

NIA พร้อมจัดงาน ‘SITE 2025’ ดันไทย Hub ความร่วมมือนวัตกรรม

NIA พร้อมจัดงาน ‘SITE 2025’ ดันไทย Hub ความร่วมมือนวัตกรรม

NIA พร้อมจัดงาน ‘SITE 2025’ ดันไทย Hub ความร่วมมือนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ NIA เตรียมจัดงาน “SITE 2025” มหกรรมนวัตกรรม-สตาร์ตอัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเนรมิต 3 เวทีใหญ่อัพเดตเทรนด์ล่าสุด โชว์ไอเดียธุรกิจต่อหน้านักลงทุนจากทั่วโลก

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยว่า ในปีนี้ NIA จัดงาน “Startup x Innovation Thailand Expo 2025” หรือ SITE 2025 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Partnership – AI & Sustainability : The Next Era of Innovation” ระหว่างวันที่ 4 – 6 ก.ค.นี้ ที่พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีเครือข่ายสตาร์ทอัพชั้นนำระดับโลกจาก 10 ประเทศพันธมิตรทั้งญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์ เช็ก ฮังการี ฟินแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ กาตาร์และชิลี เข้าร่วมพร้อม 20 องค์การนานาชาติ , 13 หน่วยงานภาครัฐ ,12 องค์กรเอกชนชั้นนำ 7 สมาคมวิชาชีพ และ 50 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เรียกว่าเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในระบบนวัตกรรมและสตาร์ทอัพได้มีส่วนร่วมในเวทีที่ขับเคลื่อนอนาคตร่วมกัน

ภายในงานประกอบด้วย เวทีสัมมนากว่า 30 หัวข้อ ครอบคลุมทุกมิติของนวัตกรรมโลกบน 3 เวทีหลัก พร้อมอัพเดตเทรนด์ล่าสุดและโชว์ไอเดียธุรกิจต่อหน้านักลงทุนจากทั่วโลก โดยไฮไลต์ของเวทีนี้คือ การแข่งขัน Startup Thailand League รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ และการนำเสนอผลงานใน 100 Startup Pitching ซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีมาแรงอย่าง AI, Deep Tech และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน

มวล.ขึ้นอันดับ 1 ของโลก SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ THE Impact Rankings 2025

มวล.ขึ้นอันดับ 1 ของโลก SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ THE Impact Rankings 2025

มวล.ขึ้นอันดับ 1 ของโลก SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ THE Impact Rankings 2025

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ผงาดขึ้นอันดับ 1 ของโลก SDG5 การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และมี 6 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ติด 50 อันดับแรกของโลก จากการจัดอันดับ THE Impact Rankings 2025 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล

สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก Times Higher Education (THE) เผยแพร่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัย ที่มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ THE Impact Rankings 2025 โดยมีมหาวิทยาลัยจำนวน 2,526 แห่ง จาก 130 ประเทศทั่วโลก และสถาบันอุดมศึกษาไทย 83 แห่งเข้ารับการจัดอันดับ ผลปรากฏว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สามารถไต่อันดับขึ้นมาอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัย ‘TOP 100 ของโลก’ โดยอยู่ในอันดับที่ 93 ของโลก อันดับ 5 ของประเทศ ถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดเท่าที่เคยได้รับการจัดอันดับในด้านนี้และมีถึง 6 เป้าหมาย SDGs ติดอันดับ ‘Top 50 ของโลก’ ของโลกด้วย

หากดูคะแนนในแต่ละด้าน พบว่า ในปีนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านบทบาทการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศอย่างยั่งยืน หรือ SDG 5 : Gender Equality ทำคะแนนได้ 85 จาก 100 คะแนนเต็ม ขึ้นแท่นครองอันดับ 1 ของโลก ซึ่ง THE มีการพิจารณาจากสัดส่วนของผู้หญิงในการบริหาร การเรียนการสอนและการวิจัย ตลอดจนมาตรการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในการศึกษาและการทำงานของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่โดดเด่นที่ติดอันดับ ‘Top 50 ของโลก’ อีก 5 เป้าหมาย SDGs ได้แก่ SDG2 Zero Hunger อันดับ 32 ของโลก อันดับที่ 2 ของไทย , SDG3 Good Health and Wellbeing อันดับ 33 ของโลก อันดับที่ 3 ของไทย , SDG14 Life Below Water อันดับ 38 ของโลก อันดับที่ 3 ของไทย ,SDG17 Partnership อันดับ 39 ของโลก อันดับที่ 4 ของไทย , SDG4 Quality Education อันดับ 50 ของโลก อันดับที่ 3 ของไทย , SDG6 Clean Water อันดับ 54 ของโลก อันดับที่ 2 ของไทย , SDG11 Sustainable Cities and Communities อันดับ 76 ของโลก อันดับที่ 4 ของไทย

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า มวล.ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ตามกรอบขององค์การสหประชาชาติและมีการดำเนินการอย่างเนื่อง จากอันดับที่ 601-80 ของโลกในปี 2022 ขยับมาอยู่ในอันดับ 101-200 ของโลกในปีที่ผ่านมา และสามารถขึ้นมาอยู่ Top100 ของโลกได้สำเร็จในปีนี้ ซึ่งในประเทศไทยมีเพียง 5 สถาบันที่ติด Top100 แสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยมีผลงานที่โดดเด่นเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ที่รับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เชื่อว่าในอนาคตจะมีอันดับที่ดีกว่านี้เพราะเรายังคงมุ่งมั่นทำงานต่อไป

สำหรับ การจัดอันดับมหาวิทยาลัย THE Impact Rankings 2025  ใช้การประเมินตัวชี้วัด 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) งานวิจัย (research) 2) นโยบายและแนวทางการปฏิบัติภายในมหาวิทยาลัย (stewardship) 3) การเชื่อมโยงกับสังคมในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับโลก (outreach) และ 4) การเรียนการสอน (teaching) โดยในปีนี้ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งของโลก และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และม.เชียงใหม่ ครองอันดับ 1 ของไทย

​วช.มอบรางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี’68 หนุนเยาวชนสู่การยกระดับและมาตรฐานในอนาคต

​วช.มอบรางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี’68 หนุนเยาวชนสู่การยกระดับและมาตรฐานในอนาคต

​วช.มอบรางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี’68 หนุนเยาวชนสู่การยกระดับและมาตรฐานในอนาคต

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดพิธีมอบรางวัลการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2568 (Higher Education Innovation Awards 2025) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย น.ส.ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการ วช. กล่าวรายงาน ในปีนี้มีผลงานร่วมประกวดใน 5 กลุ่ม ได้แก่ ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร, ด้านการสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์, ด้านวิศวกรรมศาสตร์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และอุปกรณ์อัจฉริยะ, ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีวัสดุ และ BCG Economy Model และด้านคุณภาพชีวิตและ Soft Power โดยแบ่งกลุ่มการประกวดออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา ณ เวทีกิจกรรม Highlight stage โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. กล่าวว่า การจัดประกวดในโครงการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2568 (Higher Education Innovation Awards 2025) จัดต่อเนื่องคู่ขนานกับการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติมาโดยตลอด และได้รับความสนใจทั้งจากนวัตกรเยาวชนผู้ส่งผลงานเป็นอย่างมาก โดยผลงานที่ส่งประกวดมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นทุกปี นอกจากทีมที่ชนะจะได้รับรางวัลจากการแข่งขันแล้ว วช. ยังให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการต่อยอดผลงานและสนับสนุนทุนวิจัยสู่การยกระดับสู่นักประดิษฐ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ Innovation to Business (I-2B) ที่จะส่งเสริมและพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมต้นแบบให้มีระดับความพร้อมใช้ทางเทคโนโลยี มีมาตรฐาน เข้าสู่กระบวนการยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเชิงชุมชน สังคม ภาคบริการ และสามารถต่อยอดสู่การเป็นธุรกิจ หรือเชิงพาณิชย์

ด้าน น.ส.ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการ วช. กล่าวว่า โดยผลงานที่ได้รับรางวัล นวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2568 ในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มเรื่องที่ 1 ด้านเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “เกสรเทียมจากเนื้อไก่” สำหรับใช้เป็นอาหารเสริมเลี้ยงผึ้งพันธุ์ มหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ,  ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน “Good nite” เครื่องดื่มผงนมวอลนัทกลิ่นนมฮอกไกโด มหาวิทยาลัยนเรศวร และระดับดี ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมเครื่องมือผสมเกสรและสารละลายเร่งการงอกเรณู เพื่อเพิ่มการติดผลทุเรียนในสภาพภูมิอากาศที่วิกฤต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ระดับบัณฑิตศึกษา ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน ไบโอโพร์เท็กซ์: สารอินทรีย์กำจัดแมลงศัตรูพืชจากเปลือกหอย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน การประยุกต์ใช้ซิลิกาจากแกลบเพื่อเพิ่มอายุการเก็บรักษาอาหารอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และระดับดี ได้แก่ ผลงาน Agent29: คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์รูปเข็มระดับนาโนเมตรเพื่อการกำจัดเชื้อราในพืชและผลไม้เศรษฐกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กลุ่มเรื่องที่ 2 ด้านการสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงานอุปกรณ์ไมโครฟลูอิดิกส์อย่างง่ายร่วมกับเซนเซอร์เชิงเคมีไฟฟ้าสำหรับตรวจวัดไอโอไดด์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน อุปกรณ์จำลองระบบผิวหนังบนชิปเพื่อการประยุกต์ใช้งานทางเภสัชศาสตร์และเวชสำอาง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และระดับดี ได้แก่ ผลงาน สารสกัดอัลบูมินสำหรับสุนัข จากพลาสมาขุ่นขาว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับบัณฑิตศึกษา ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน เซลลิเออร์: อุปกรณ์พิมพ์สามมิติทางเลือกต้นทุนต่ำ สำหรับแบบจำลองกลไกป้องกันของลำไส้ ในระดับเซลล์บนแพลตฟอร์มฐานกระดาษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน อุปกรณ์ตรวจวัดสารเดกซ์โทรเมทอร์แฟนสำหรับตรวจคัดกรองยาปลอมแปลงและเครื่องดื่มต้องสงสัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และระดับดี ได้แก่ ผลงาน อุปกรณ์ช่วยเหยียดมือกึ่งอัตโนมัติแบบโครงภายนอกสำหรับการทำงานมือในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีการการเกร็งงอข้อมือและนิ้วมือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กลุ่มเรื่องที่ 3 ด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และอุปกรณ์อัจฉริยะ ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน CardiacZ : ระบบวิเคราะห์โรคหัวใจอัจฉริยะด้วย AI ผสานเทคโนโลยีขั้นสูง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาย พาเรนท์ แพลตฟอร์มบริการจัดหาและบริหารจัดการหอพักนักศึกษา สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และระดับดี ได้แก่ ผลงาน ชุดตรวจคัดกรองโรคทางเดินหายใจอัจฉริยะแบบพกพาด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์พร้อมระบบให้คำแนะนำสุขภาพหลายภาษาสำหรับแพทย์ทางไกลส่วนบุคคล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

กลุ่มเรื่องที่ 4 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีวัสดุ และ BCG Economy Model ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน ขดลวดถ่างขยายทางเดินหายใจที่ขยายตัวได้เองจาก วัสดุฉลาดสำหรับสุนัขที่มีภาวะหลอดลมตีบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน PUSE ColorCraft: ศิลปะแห่งการย้อมสีรรมชาติด้วยเทคโนโลยีการสกัดร่วมสนามไฟฟ้าพัลส์และอัลตราโซนิก เพื่อสิ่งทอที่ยั่งยืนแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และระดับดี ได้แก่ ผลงาน ผ้าเคลือบสารกึ่งตัวนำอินทรีย์สำหรับเซลล์ ผลิตไฟฟ้าสามกลไก ไทรโบ-เทอร์โมอิเล็กทริก-โฟโตโวลทาอิกในตัวเดียว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระดับบัณฑิตศึกษา ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน รีเพลลิค: สารขับไล่สัตว์ฟันแทะเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมการสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาจากของเสียอุตสาหกรรมสำหรับการผลิตสาคเคมีมูลค่าสูง ท่อนาโนคาร์บอน และแก๊สไฮโดรเจน สถาบันวิทยสิริเมธี และระดับดี ได้แก่ ผลงาน Ecoluxe: ฟองน้ำจากธรรมชาติสู่ความงามที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี

กลุ่มเรื่องที่ 5 ด้านคุณภาพชีวิต และ Soft Power ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “การพัฒนาสมบัติทางกลและความต้านทานการหมองของโลหะผสมเงิน 750 สำหรับงานเครื่องประดับ” มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน เซสชั่นการช่วยชีวิตเบื้องต้นในผู้ใหญ่ มหาวิทยาลัยทักษิณ และระดับดี ได้แก่ ผลงานนวัตกรรมการออกแบบหมากรุกไทยโดยนำเสนอผ่านอัตลักษณ์ของผีไทยร่วมกับการใช้ทฤษฏีการสร้างความจริงทางสังคมและทฤษฎีควอนตัมแห่งจิตวิญญาณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระดับบัณฑิตศึกษา ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน การพัฒนานวัตกรรมไม้อัดจากต้นมันสำปะหลังและดินทดแทนดินปั้นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และส่งเสริม Soft Power ของไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน ชุดการเรียนรู้สองภาษา “ตะลุยประเพณีไทย”เรื่อง มรดกทางวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับดี ได้แก่ ผลงานบอร์ดเกมความรู้เครื่องประดับอัตลักษณ์ไทยเพื่อการต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

พร้อมนี้ยังมีการมอบเหรียญรางวัล (ทอง/เงิน/ทองแดง) ของผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2568 ผู้สนใจทั่วไปสามารถเข้าชมงานได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 20 มิ.ย.68 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 09.00 – 17.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ได้ที่ https://researchexporegistration.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0-2579-1370-9 ต่อ 263, 264 และ 265 (ภาคการประชุม) หรือ 0-2579-1390 ต่อ 516 517 (ภาคนิทรรศการ)

‘อภัยภูเบศร’ชูธง’Smart Thai Traditional Medicine’เดินหน้าสู่มาตรฐานโลก

'อภัยภูเบศร'ชูธง'Smart Thai Traditional Medicine'เดินหน้าสู่มาตรฐานโลก

‘อภัยภูเบศร’ชูธง’Smart Thai Traditional Medicine’เดินหน้าสู่มาตรฐานโลก

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.37 น.

“อภัยภูเบศร”ชูธง”Smart Thai Traditional Medicine”เดินหน้าสู่มาตรฐานโลก ปลื้มแพทย์แผนไทยก้าวสู่มาตรฐานเฉพาะโรค เฉพาะระบบ ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ได้สำเร็จแห่งแรกของไทย ขณะที่แพทย์เฉพาะทางชี้แพทย์แผนไทยเป็นทางร่วมไม่ใช่ทางเลือก

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จัดการประชุมวิชาการการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ครั้งที่ 2 ควบคู่กับมหกรรมคุณภาพโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนบูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 6

พญ.ชนิดา สยุมภูริจินันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ประธานเปิดการประชุม โดยกล่าวว่า แพทย์แผนไทยไม่ได้หมายถึงเพียงการนวดหรือสมุนไพรเท่านั้น หากแต่ประกอบด้วยหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นบริการการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก ตำรับยา อาหารท้องถิ่นที่มีส่วนผสมของสมุนไพร ไปจนถึงแนวทางการรักษาเฉพาะโรค ทั้งนี้ อภัยภูเบศรก้าวสู่การรับรองมาตรฐานเฉพาะโรค เฉพาะระบบ หรือ  PDSC (Program and Disease Specific Certification) ของ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) เป็นโรงพยาบาลแรก แต่ปัจจุบันแทบทุกโรงพยาบาลตั้งแต่ระดับชุมชนขึ้นไป ล้วนมีหน่วยงานด้านแพทย์แผนไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้ในโลกยุคปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เงินทองอาจไม่สำคัญเท่าความมั่นคงทางยา ทางอาหาร การปลูกผักไว้กินใช้เองอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด และการวางมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสมของแพทย์แผนไทย คือประตูบานแรกสู่ความมั่นคงด้านสุขภาพของชาติ

นพ.ชาติชาย คล้ายสุบรรณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครนายก และอดีตรองผู้อำนวยการรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเข้าสู่มาตรฐาน PDSC จำเป็นต้องตั้งคำถามพื้นฐานว่า เป้าหมายคืออะไร ใครควรอยู่ในทีม และมีบทบาทหน้าที่อย่างไร? กลไกการประสานงานต้องชัดเจน พร้อมนำโดยภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง วัฒนธรรมองค์กรที่พร้อม และองค์ประกอบของทีมที่ครบครันเปรียบเสมือน “ทีมอเวนเจอร์” เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการรับรองกระบวนการคุณภาพสถานพยาบาลขั้นก้าวหน้า Advanced Hospital Accreditation (AHA) ภายในปี 2570

นพ.ชาติชาย กล่าวว่า อนาคตของอภัยภูเบศรคือการพัฒนา “Personalized Healthcare” โดยใช้ AI และการดูแลที่บ้าน (Home-based Care) เข้ามาผนวกกับภูมิปัญญาไทย พร้อมเสนอให้สร้างการรับรู้ในระดับโลกผ่านแนวคิด Smart Thai Traditional Medicine โดยต้องเสริมจุดแข็ง ไม่แข่งขันกับแพทย์แผนปัจจุบันโดยตรง และเปลี่ยนคุณภาพให้เป็นมูลค่า เช่น ความพึงพอใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

นพ.วิชาญ เกิดวิชัย อดีตผู้อำนวยการ รพ.เจ้าพระอภัยภูเบศร เสนอแนวคิดเรื่องการสร้างมาตรฐานที่ยอมรับได้จากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ผู้จ่ายเงิน และสังคม โดยต้องยึดหัวใจของงานสุขภาพคือ “จิตวิญญาณในการช่วยเหลือผู้อื่น”

พญ.โศรยา ธรรมรักษ์ อดีตผู้อำนวยการ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร  ให้มุมมองในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานจากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ว่า การรับรองเฉพาะโรค เฉพาะระบบ ต้องมีความคล่องตัว และเน้นหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อความน่าเชื่อถือ ซึ่งในปัจจุบันทางโรงพยาบาลได้จัดตั้งศูนย์วิจัยทางคลินิก Abhaibhubejhr Clinical Research Center (ACRC) เพื่อรองรับแนวทางดังกล่าวแล้ว

ด้าน ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงการถอดบทเรียนในการรับรอง PDSC ว่า ทุกกระบวนการต้องดำเนินไปตามคอนเซ็ปต์ของ “คุณภาพ” ซึ่งประเด็นสำคัญของคุณภาพ คือ การประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริการทางการแพทย์แผนไทยที่จำเป็นต้องพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างการยอมรับในการใช้ เช่น หัตถการ “บ่งใยต้อด้วยหนามหวาย” ก็ต้องใช้หลักฐานและตัวชี้วัดที่ชัดเจน และการมีทีมบริหารที่เข้าใจช่วยสนับสนุน คือปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช ยกตัวอย่างการดูแลมารดาหลังคลอดว่า “การอยู่ไฟ การนวดเปิดท่อน้ำนมที่ตัน” เป็นหนึ่งในภารกิจของแพทย์แผนไทยที่นำมาใช้จริงในระบบปัจจุบันอย่างไร้รอยต่อ ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่คือ “ทางร่วม” ที่เสริมพลังกัน พร้อมเน้นว่า วิธีการรักษาต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและหลักฐานวิทยาศาสตร์ โดยใช้แพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก และแพทย์แผนไทยเป็นส่วนเสริมตามความเหมาะสมของแต่ละโรค

นพ.ศักดิ์สิทธิ์ จิตรกฤษฎากุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูก เปิดเผยว่า การดูแลผู้ป่วยปวดเข่าเริ่มต้นจากแนวทางลดน้ำหนัก ซึ่งหากน้ำหนักลดเพียง 5 กิโลกรัม อาการปวดอาจลดลงถึง 50% จากนั้นจึงเสริมด้วยการพอกเข่าด้วยสมุนไพรหรือน้ำมันกระดูกไก่ดำ ซึ่งได้รับการยอมรับทางวิชาการ พร้อมย้ำว่าสิ่งที่อภัยภูเบศรกำลังทำไม่เพียงจำเป็นต่อผู้ป่วย แต่ยังมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร และเชื่อมโยงองค์ความรู้กลับไปสู่ชุมชน โดยเฉพาะยาแก้ปวด หากเราหันมาใช้สมุนไพรก่อน จะประหยัดเงินได้ถึงปีละ 400 ล้านบาท”

พญ.วรรณพร เอี่ยมวรวุฒิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท ยืนยันว่า รพ.อภัยภูเบศรเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ใช้แพทย์แผนไทยร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและพาร์กินสัน โดยมีการนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อ และการใช้สมุนไพร เช่น สารสกัดจากเมล็ดหมามุ่ย และกลีบบัวแดง ในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยและได้ผลในเบื้องต้นที่น่าพอใจ

พญ.ณัฐติยา ชูศรี กุมารแพทย์ กล่าวถึงการดูแลเด็กสมองพิการว่า การนวดตามศาสตร์แพทย์แผนไทยมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการ โดยเฉพาะในเด็กที่มีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง ซึ่งแพทย์แผนไทยช่วยเติมเต็มให้การดูแลเด็กเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทั้งนี้มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่าช่วยเพิ่มการหลั่งฮอร์โมน oxytocin เป็นสารสื่อประสาทของความรัก ความผูกพัน น่าจะมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินารีเวช กล่าวว่า สูตินารีเวช ได้อาศัยแพทย์แผนไทย ในการดูแลสุขภาพแม่หลังคลอดด้วยแพทย์แผนไทย มีการอยู่ไฟหลังคลอด มีการนวดสำหรับคุณแม่มีปัญหาท่อน้ำนมตัน เราเป็นการแพทย์ทางร่วม ไม่ใช่ทางเลือกเท่านั้น เราทำงานแบบไร้รอยต่อ ที่อื่นอาจจะยังไม่มีแพทย์แผนไทย บุคลากรเรามีความเชี่ยวชาญและมีมาตรฐานรับรอง วิธีการเลือก การแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์ผสมผสาน แผนปัจจุบันมีงานวิจัยรับรองเต็มที่ ทางเลือกไม่มี และการใช้การแพทย์ทางหลักบวกกับแพทย์ทางเลือกแต่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ทั้งนี้ ต้องดูว่าเป็นโรคอะไร และเลือกใช้ด้วยความเข้าใจ ซึ่งโดยปกติจะใช้ทางหลักก่อน แต่ทั้งนี้ก็อยู่ในวิจารณญาณจากสมมุติฐานที่ว่า เป็นแล้วตาย จะหายไหม ให้แล้วแย่ ต้องเลือกใช้ด้วยความเข้าใจ

นพ.ศักดิ์สิทธิ์ จิตรกฤษฎากุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูก กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ปวดเข่าเบื้องต้นเราแนะนำให้ลดน้ำหนักก่อน น้ำหนักตัวลด 5 กิโลกรัม ความปวดลดลง 50% หากมีอาการปวด เราใช้สมุนไพรพอกเข่าลดปวด หรือใช้น้ำมันกกระดูกไก่ดำบรรเทา ซึ่งได้รับการยอมรับว่าใช้ได้ผล อภัยภูเบศรมีความทันสมัย เรามีผุ้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทย สิ่งที่เรากำลังทำตอนนี้เป็นสิ่งจำเป็นในประเทศไทย เพราะสมุนไพรจะกลายเป็นแหล่งรายได้เพิ่มขึ้นของเกษตรกรได้ และหากนำเป็นไกด์ไลน์กับหมอปัจจุบัน และกลับสู่ชาวบ้าน

พญ.วรรณพร เอี่ยมวรวุฒิกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและประสาท กล่าวว่า เมื่อคนไข้มีอการเส้นเลือดในสมองตีบ แตก ของเราใช้แพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์แผนไทย และกายภาพบำบัด น่าจะเป็นที่แรก เราเติบโตมากับสูตรสมุนไพรจีน นวดคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นกล้ามเนื้ออ่อนแรง และโรคพากินสัน เราก็ใช้สารสกัดจากเมล็ดหมามุ่ย ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย ในอาสาสมัครเบื้องต้นได้ผลดี เช่นเดียวกันมีการใช้กลีบบัวแดงดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมด้วย

ขณะที่กุมารแพทย์ พญ.ณัฐติยา ชูศรี ในเคสที่ต้องดูแลเด็กสมองพิการ กลุ่มในกลุ่มที่มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เราจะใช้การนวดทางการแทพย์แผนไทย นวดกระตุ้นพัฒนาการเด็กสมองพิการ

– 006

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนชายไทยบวชเข้าพรรษา ทุกวัดบวชอย่างน้อย 5 รูป รับกฐินตามพุทธานุญาต

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนชายไทยบวชเข้าพรรษา ทุกวัดบวชอย่างน้อย 5 รูป รับกฐินตามพุทธานุญาต

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนชายไทยบวชเข้าพรรษา ทุกวัดบวชอย่างน้อย 5 รูป รับกฐินตามพุทธานุญาต

วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนชายไทยบวชเข้าพรรษา ร่วมฟื้นฟูประเพณีชาวพุทธ ชวนทุกวัดบวชอย่างน้อย 5 รูป รับกฐินตามพุทธานุญาต

21 มิ.ย.68 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสรองค์กร วัดพระธรรมกายกล่าวว่า วัดพระธรรมกาย ขอเชิญชวนชายไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป บวชเป็นพระภิกษุในช่วงเข้าพรรษา ปีพุทธศักราช 2568 ทั้งที่วัดท้องถิ่นทั่วประเทศ และที่วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เพื่อร่วมกันฟื้นฟูประเพณีอันทรงคุณค่าของชาวพุทธ และเป็นพลังศีลธรรมในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็งจากภายใน เนื่องจากช่วงเข้าพรรษา พระใหม่มีโอกาสศึกษาธรรมะ และปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ พระภิกษุที่เป็นครูบาอาจารย์ ท่านถูกพระวินัยกำหนดแล้วว่า ห้ามไปไหน ต้องพักค้างอยู่ในวัดตลอดพรรษา ดังนั้น ครูบาอาจารย์จึงพร้อมหน้าพร้อมตามากที่สุด ในฤดูเข้าพรรษา ถ้าใครมาบวชเรียนก็จะได้พบครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถในช่วงนี้เยอะที่สุด โอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดธรรมะจึงเต็มที่มากกว่าฤดูอื่น เนื่องจากเป็นฤดูฝนนี้ เป็นฤดูที่ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป ฤดูฝน หรือ ฤดูเข้าพรรษา ดินฟ้าอากาศเหมาะแก่การศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรม และการค้นคว้าธรรมะให้ยิ่งๆขึ้นไป ความคึกคักในการเรียนก็เกิดขึ้น นอกจากนี้เมื่อลูกหลานมาบวช ญาติโยมเองก็เกิดความคึกคักเหมือนกัน ที่อยากจะมาฟังเทศน์ด้วย กล่าวคือ บรรดาญาติโยมต่างก็พากันมาวัดด้วยความเป็นห่วงพระลูกพระหลานของตน เท่านั้นยังไม่พอ ยังนำข้าวปลาอาหารมาทำบุญมาเลี้ยงพระลูกพระหลาน แล้วก็เลยเลี้ยงกันไปทั้งวัดอีกด้วย จึงทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความสมบูรณ์ในการประพฤติปฏิบัติธรรม

#เข้าพรรษาปีนี้ โครงการอุปสมบทหมู่รุ่น

เข้าพรรษา ประจำปี พุทธศักราช 2568 ไซต์ศูนย์อบรมวัดพระธรรมกายจึงได้จัดอบรมระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน – 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 ภายใต้แนวคิด “บวช 1 พรรษาให้พ่อแม่ปลื้มใจ บวชเพื่อสืบทอดพระศาสนา”

พร้อมกันนี้ ทางวัดยังเชิญชวนชาวพุทธ “บวช 5 รูปขึ้นไปทุกวัดทั่วไทย” เพื่อให้แต่ละวัดมีพระเพียงพอรับกฐินภายหลังออกพรรษา ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อกันมายาวนาน  ฟื้นฟูประเพณีการบวชเข้าพรรษา และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา จึงขอเชิญชวนชายไทยอายุ 20 ปี ขึ้นไป บวชเข้าพรรษา ณ วัดท้องถิ่นทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร: 02-831-1234, 081-538-867

Line: lin.ee/LDX1GJt

หรือที่ ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมทั่วประเทศ