ฮือฮา!‘นายกอุ๊’พาไอศครีมละมุด 100 ปีอยุธยา คว้าแชมป์โลกเวทีออสก้าร์อาหารโลกที่โปรตุเกส

ฮือฮา!‘นายกอุ๊’พาไอศครีมละมุด 100 ปีอยุธยา คว้าแชมป์โลกเวทีออสก้าร์อาหารโลกที่โปรตุเกส

ฮือฮา!‘นายกอุ๊’พาไอศครีมละมุด 100 ปีอยุธยา คว้าแชมป์โลกเวทีออสก้าร์อาหารโลกที่โปรตุเกส

วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.53 น.

ฮือฮา!‘นายกอุ๊’พาไอศครีมละมุด 100 ปีอยุธยา คว้าแชมป์โลกเวทีออสก้าร์อาหารโลกที่โปรตุเกส

สร้างความฮือฮาอย่างมากในวงการอาหารโลก เมื่อ นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือที่รู้จักกันในนาม “นายกอุ๊” อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำผลิตภัณฑ์โอทอปท้องถิ่น “ไอศครีมละมุด 100 ปี บ้านใหม่” คว้ารางวัล ชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก ในสาขาไอศกรีม จากเวที Gourmand Awards 2024 หรือที่รู้จักกันในนาม “ออสการ์แห่งวงการอาหารโลก” จัดขึ้น ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

ไอศครีมละมุด 100 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับการปลุกปั้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากนายวัชรพงศ์ ซึ่งได้กล่าวว่า ในช่วงดำรงตำแหน่งนายก อบต.บ้านใหม่ เขาได้เล็งเห็นว่า “ละมุด” ซึ่งเป็นผลไม้พื้นถิ่นดั้งเดิม กำลังถูกละเลยและใกล้สูญพันธุ์ เพราะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ชาวบ้านจำนวนมากจึงตัดต้นละมุดทิ้งเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นแทน

นายกอุ๊จึงตัดสินใจนำผลไม้ชนิดนี้มาขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้เป็นสินค้า GI แรกและหนึ่งเดียวของอยุธยา พร้อมส่งเสริมพัฒนาแปรรูปเป็นไอศครีม เพื่อเพิ่มมูลค่า และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จากโครงการ Knowledge-Based OTOP (KBO) ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในปี 2565 จากผู้เข้าร่วม 76 จังหวัดทั่วประเทศ

“ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้นำผลงานไอศครีมละมุด ซึ่งทำมาจากผลไม้ที่เคยถูกมองว่าไม่มีค่า — ผลไม้ที่ปู่ย่าตายายปลูกกันมานับร้อยปี วันนี้คว้ารางวัลอันดับ 1 ของโลกมาฝากประเทศไทย” นายกอุ๊ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ปัจจุบัน ตำบลบ้านใหม่มีโรงงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ถือเป็นต้นแบบระดับประเทศ และยังได้รับรางวัล “อย. อะวอร์ด” ระดับชาติ จากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2567 ตอกย้ำคุณภาพมาตรฐานการผลิตสินค้าที่สามารถขอขึ้นทะเบียน อย. ได้จริง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการในชุมชน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช, กรมการพัฒนาชุมชน, สำนักงานพัฒนาชุมชนพระนครศรีอยุธยา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเครือข่าย OTOP Trader ไทย

สำหรับผู้ที่สนใจลิ้มลองความอร่อยของไอศครีมละมุด 100 ปี สามารถไปได้ที่ “ทองกีบม้าคาเฟ่” ภายในตลาดหลวงปู่ทวด อยุธยา กม.44 ถนนสายเอเชีย ตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

‘สถาบันฯสร้างชาติ’ปลุกพลังเยาวชน5จว. จัดค่าย NBI-Youth Camp รุ่น17

'สถาบันฯสร้างชาติ'ปลุกพลังเยาวชน5จว. จัดค่าย NBI-Youth Camp รุ่น17

‘สถาบันฯสร้างชาติ’ปลุกพลังเยาวชน5จว. จัดค่าย NBI-Youth Camp รุ่น17

วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.13 น.

‘สถาบันฯสร้างชาติ’ ปลุกพลังเยาวชน 5 จว. จัดค่าย “NBI-Youth Camp รุ่น17ที่“ ดันสร้างรากฐานคนรุ่นใหม่ดี เก่ง กล้า ช่วยพัฒนาประเทศให้เป็นอารยะ

21มิ.ย.68 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ เป็นประธานเปิดค่ายเยาวชน “NBI-Youth Camp รุ่นที่ 17” ที่จัดโดยนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 18 สถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute: NBI) ระหว่างวันที่ 19–21 มิถุนายน 2568 ณ วาสนาดีรีสอร์ทแอนด์แคมป์ จังหวัดราชบุรี มีเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจาก 5 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ ราชบุรี เพชรบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เข้าร่วมกว่า 1,050 คน พร้อมด้วยผู้ปกครอง ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และพระภิกษุสงฆ์ ร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างคนเพื่อการสร้างชาติ

โดยได้รับเกียรติจาก คุณปิยะฉัตร ไพชนม์ ปลัดจังหวัดราชบุรี ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี  กล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จในการจัดค่ายเยาวชนฯ, นายกองโท ประยงค์  จันทรเต็ง  อดีตนายอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และผู้บริหารวาสนาดีรีสอร์ทแอนด์แคมป์กล่าวต้อนรับ, คุณวีระชัย อภิชาติวงศ์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรุ่น(CEO) นสช. รุ่นที่ 18 กล่าวรายงานแนะนำโครงการ,นพ.สมภพ สังคุตแก้ว อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมและประธานรุ่น 18 กล่าวขอบคุณ

ทั้งนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  ประธานสถาบันการสร้างชาติ  กล่าวปาฐกถาพิเศษ  เรื่อง “ความจำเป็นของเยาวชนในการสร้างชาติ” ว่า “เยาวชน คือ พลังสำคัญในการสร้างชาติ หากได้รับการปลูกฝังให้เป็นคนดี เก่ง และกล้า เยาวชนจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมและโลกได้  การศึกษาที่เปิดโลกทัศน์ การสนับสนุนจากครอบครัว สังคม และสถาบันการศึกษา ล้วนเป็นรากฐานสำคัญ  สถาบันการสร้างชาติจึงมุ่งมั่นพัฒนาเยาวชนผ่านการเรียนรู้และลงมือทำจริง  ด้วยหัวใจแห่งการเสียสละและอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม เพราะชาติจะเข้มแข็งได้ ต้องเริ่มต้นจากคนรุ่นใหม่ที่กล้าฝันและกล้าลงมือทำ และการลงทุนด้านการศึกษาทางจิตใจและคุณธรรมในเยาวชน คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน หากเยาวชนมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน ซื่อสัตย์ มีความคิดสร้างสรรค์ ประเทศไทยจะได้ผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง”  

สำหรับค่ายเยาวชน NBI-Youth Camp เป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่จัดขึ้นเป็นประจำ โดยผสมผสานทั้งการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมกลุ่ม การเสริมสร้างวินัย การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และการสร้างแรงบันดาลใจจากวิทยากรหลากหลายสาขา เพื่อให้เยาวชนได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ และพัฒนาศักยภาพภายในตนเอง  กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนให้มีคุณภาพรอบด้าน ผ่านแนวคิด “คนดี เก่ง กล้า” โดยบ่มเพาะจิตสำนึกด้านคุณธรรม ความรับผิดชอบ ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่บทบาทพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีจิตสาธารณะ สำหรับ โครงการ NBI-Youth Camp #17 จัดขึ้นโดยนักศึกษานักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 18  สถาบันการสร้างชาติ โดยมี นพ.สมภพ สังคุตแก้ว  อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และประธานรุ่นฯ  ดูแลจัดการค่ายฯ  ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของเยาวชนไทยที่จะเติบโตไปอย่างมีคุณภาพ มีเข็มทิศในชีวิตทำสิ่งดี ห่างไกลจากยาเสพติด  และจัดตั้ง “ชมรมเยาวชนสร้างชาติ” ในสถานศึกษาทำประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศ  นอกจากมีการจัดค่ายเยาวชนสร้างชาติแล้ว กิจกรรมค่ายครั้งนี้ยังได้มีการจัดอบรมค่ายพ่อแม่สร้างชาติ,ครูสร้างชาติและพระสร้างชาติด้วย เพื่อเป็นการวางรากฐานสังคมให้เกิดบริบทที่ดีที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศสู่ความเป็นอารยะที่ยั่งยืนได้

โดยสถาบันการสร้างชาติ ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการจัดค่ายฯ ได้แก่ บริษัท เพาเวอร์ ฟู้ด แอนด์ ดริ๊งส์ จำกัด , บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จํากัด, บริษัท ไอดีเอ็ม(ประเทศไทย)จำกัด,  บริษัท กิจดี ดีไซด์ , บริษัท เพย์ตัน & ชาร์มาแบงค์คอก, บริษัท บียอน เวลธ์ กรุ๊ป, บริษัท สกาย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด โสธร คมกริช อลูมิเนียม(สำนักงานใหญ่), สมนึกการช่าง, บริษัท วีเอสไบรท์ เมทัลชีท จำกัด(สำนักงานใหญ่), ห้างหุ้นส่วนจำกัด เบสท์แอร์คูลลิ่ง(สำนักงานใหญ่), บริษัท คอมเทค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(สำนักงานใหญ่), บริษัท ตั้งซุงเฮง จำกัด(สำนักงานใหญ่), บริษัท พาวเวอร์เทค เมทัล จำกัด(สำนักงานใหญ่), บริษัท สวนเขาหมาก จำกัด, บริษัท จี-วัน เกรท จำกัด, บริษัท สวนเขาหมาก จำกัด ฯลฯ
 

ครั้งแรก! นักเรียนนายร้อยตำรวจสร้างละครสะท้อนปัญหาทุจริตคอรัปชัน

ครั้งแรก! นักเรียนนายร้อยตำรวจสร้างละครสะท้อนปัญหาทุจริตคอรัปชัน

ครั้งแรก! นักเรียนนายร้อยตำรวจสร้างละครสะท้อนปัญหาทุจริตคอรัปชัน

วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.36 น.

ครั้งแรก นักเรียนนายร้อยตำรวจสร้างละครสะท้อนปัญหาทุจริตคอรัปชัน

นับเป็นครั้งแรกของวงการละครไทยที่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ยกทีมมาร่วมกันคิด สร้างสรรค์ละครแบบมืออาชีพเพื่อสะท้อนปัญหาทุจริตคอรัปชันซึ่งเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยได้นักแสดงระดับนางเอกคนดัง ฐิสา-วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร มาร่วมแสดง

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ดำเนินการโดยบริษัท มหารวยเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด โดยการสนับสนุนจากกองทุน ป.ป.ช ร่วมกับทีมนักเรียนนายร้อยตำรวจ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ดำเนินการผลิตละครเยาวชนสร้างสรรค์สังคมที่ผ่านกระบวนการเวิร์คช้อปแบบให้นักเรียนนายร้อยตำรวจได้มีส่วมร่วมในการคิดบทละครที่จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกันเอง และสื่อสารไปถึงเยาวชน ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียล สร้างความตระหนักเรื่องการป้องกันทุจริตคอรัปชันในระดับประเทศต่อไป

จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรรณ ผู้จัดการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน กล่าวว่า “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ในปีที่ 3 นี้ เราตั้งใจให้เนื้อหาของละครสะท้อนปัญหาใกล้ตัวเยาวชน และเป็นสื่อที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับตัวเยาวชนโดยกระบวนการผลิตละครที่เยาวชนคิด เยาวชนร่วมผลิต สื่อตรงถึงเพื่อนๆ เยาวชนด้วยกัน รวมถึงคนในครอบครัว คนรอบๆ ตัว และประชาชนทั่วประเทศที่รับชมละครผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียล โครงการของเราเป็นการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตผ่านสื่อละคร ซึ่งแตกต่างจากละครที่เราเห็นๆ ทั่วไปคือ เป็นละครที่เยาวชนมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก โดยโครงการนี้จะมีการจัดอบรมให้ความรู้กับนักศึกษาในหลากหลายด้าน เช่น เรียนรู้พื้นฐานการแสดงกับครูนักแสดงมืออาชีพ, ฝึกความกล้าแสดงออก ,การฝึกสมาธิในการทำงาน, การพูดในที่สาธารณะ, การพัฒนาบุคลิกภาพ ,การสร้างตัวตนในแบบ influencer และหัวใจของการอบรมในครั้งนี้คือการเรียนรู้เรื่องการต้านทุจริตคอรัปชั่น เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชัน  พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มพูดคุยถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหา และออกมานำเสนอเพื่อคัดเลือกมาทำบทละครสั้น ดังนั้นบทละครจะได้แนวคิดการเดินเรื่องทั้งหมดมาจากตัวนักศึกษาที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และในกระบวนการถ่ายทำ การแสดง นักศึกษายังได้มาร่วมแสดงกับดารานักแสดงมืออาชีพ ซึ่งในละครตอนนี้เป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของเราที่ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ส่งน้องๆ นักเรียนนายร้อยตำรวจมาร่วมโครงการในทุกขั้นตอน รวมถึงร่วมแสดงกับนักแสดงที่มีชื่อเสียงระดับนางเอกชื่อดัง นั่นคือ น้องฐิสา วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร ทำให้ละครมีความน่าสนใจคูณสองจากผลงานของนักเรียนนายร้อยตำรวจ ครั้งแรกกับละครที่นักเรียนนายร้อยตำรวจมีส่วนร่วม และยังได้มาร่วมแสดงกับนางเอกคนดังจา อีกด้วย ภูมิใจและดีใจมากๆ ครับ”

นรต.วีรยศ คำชำนาญ นักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ครับ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมโครงการการแสดงละคร แถมยังต้องแสดงร่วมกับนางเอกละครชื่อดังจากช่อง 7 เพื่อนๆ ก็ตื่นเต้นกันอย่างมากครับ ตอนที่เริ่มโครงการก็เลยพยายามตั้งใจเรียนพื้นฐานการแสดง , การระดมความคิดเห็นของเพื่อนๆ เพื่อให้ได้บทละครที่มีคุณภาพ เราคาดหวังว่าละครที่พวกเราตั้งใจทำจะเป็นอีกหนึ่งสื่อที่จะสะท้อนปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชัน และปลูกฝั่งจิตสำนึกที่ดีให้กับนักเรียนนายร้อยทุกคนที่จะเติบโตไปทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติ รับใช้ประชาชนอย่างสุจริตต่อไปครับ”

นรต.ฆนัท สุคนธา นักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณทางโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่เปิดโอกาสให้พวกเรานักเรียนนายร้อยตำรวจได้เข้าร่วมโครงการนี้นะครับ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ดีมากๆ เพราะเปิดโอกาสให้พวกเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ศาสตร์ในการแสดง การวางตัว สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันและการทำงานของตำรวจได้ในอนาคตแน่นอนครับ และที่สำคัญการได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สื่อละครคุณภาพทั้งจากการผลิตที่มีทีมมืออาชีพมาถ่ายทำจริงๆ มีผู้กำกับมืออาชีพ และนักแสดงมืออาชีพระดับนางเอกช่อง 7 นับเป็นวิชาการเรียนรู้ทักษะชีวิตอีกด้านให้กับพวกเรา และยังได้สร้างสรรค์สื่อละครที่ดีในการร่วมสร้างสังคมที่ปลอดการทุจริตคอรัปชันอีกด้วยครับ ดีใจมากๆ ครับ”

ละครเรื่องทุจริตคิดสั้น ผลงานการผลิตละครสร้างสรรค์จากการมีส่วนร่วมของเยาวชน จากนักเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ บอกเล่าเรื่องราวของตำรวจจบใหม่ ผู้ต้องทำคดีที่มีความซับซ้อนในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว เรื่องอำนาจอิทธิพลมืด และปัญหามากมายที่ตำรวจจบใหม่ต้องเผชิญในโลกความเป็นจริง การรักษาเกียรติ การซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นเกราะป้องกันให้ตำรวจใหม่ได้เติบโตอย่างสง่าผ่าเผยเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของประชาชนต่อไป นับว่าจะเป็นอีกหนึ่งในสื่อละครที่สามารถสะท้อนปัญหาสังคมที่จะเป็นประโยชน์กับเยาวชนและผู้ชมทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี

ละครเรื่องทุจริตคิดสั้น นอกจากจะนำแสดงโดยทีมนักเรียนนายร้อยตำรวจ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว ยังร่วมแสดงโดย ฐิสา-วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร , ร.ท.หญิง ธัญลักษณ์ โชคธนเดช ,ปุณณดา บวรธนสกุล ,จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ และกำกับการแสดงโดย ศรัทธา ศรัทธาทิพย์

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด สร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชันผ่านการแสดงละครสั้น สนับสนุนนักศึกษาร่วมต่อต้านการทุจริตผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการ 10 มหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นักศึกษาจาก 10 มหาวิทยาลัย ผู้ที่เติบโตเป็น

อนาคตของชาติตระหนักถึงความสำคัญของการต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการปัองกันและแก้ไขปัญหานี้ได้

เชิญรับชมละครสั้นต้านทุจริต โดยโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 เวลา 16.30-17.00 น. ทาง  ททบ.5 และทางช่อง TikTok @youthml ร่วมถึงสื่อโซเซียลทุกช่องทาง

The Active ไทยพีบีเอส – ภาคีฯ ถกทางออกออมเพื่ออนาคตรัฐไม่พร้อม? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ

The Active ไทยพีบีเอส – ภาคีฯ ถกทางออกออมเพื่ออนาคตรัฐไม่พร้อม? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ

The Active ไทยพีบีเอส – ภาคีฯ ถกทางออกออมเพื่ออนาคตรัฐไม่พร้อม? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

The Active ไทยพีบีเอส จัดเวที “Policy Forum: รัฐไม่พร้อม? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ” เปิดวงถกทางออกการออมเพื่ออนาคต แนะรัฐเร่งสร้างแรงจูงใจ เพิ่มทางเลือกการออม พร้อมเสริมความรู้ทางการเงินสร้างความมั่นคงในระยะยาว

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ หรือ The Active ร่วมกับภาคีเครือข่าย ชวนหาทางออกร่วมกัน ผ่าน “Policy Forum : รัฐไม่พร้อม ? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ” เพื่อร่วมกันออกแบบนโยบายการออม ที่จะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลายชีวิต เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ณ ห้องสัมมนา 3 อาคาร D ไทยพีบีเอส

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) อธิบายถึงความท้าทายด้านการออมของคนไทยในแต่ละช่วงวัย โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก 1.กลุ่มรายได้น้อย มีรายได้ไม่มาก ไม่มีเงินเก็บ เมื่อเจอเหตุฉุกเฉินมักต้องกู้เงิน ส่งผลให้ผิดนัดชำระหนี้และติดเครดิตบูโร 2.กลุ่มใช้ชีวิตแบบ YOLO (You Only Live Once) มักเป็นคนรุ่นใหม่ เช่น Gen Z – Alpha มีการศึกษาและรายได้ แต่ใช้ชีวิตเพื่อความสุขในแต่ละวัน ไม่วางแผนการเงินในระยะยาว จึงเสี่ยงไม่มีเงินเก็บเมื่อถึงวัยเกษียณ 3.กลุ่มรายได้ปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ ทำงานตลอดชีวิต ไม่ได้มีปัญหาการเงิน แต่รายได้ไม่มากพอจะออมได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อฝากเงินไว้ในธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ และไม่รู้จักทางเลือกการลงทุนอื่น ๆ

ทั้งนี้ การมีต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน ยังเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ และปฏิบัติสู่การเป็นหนี้-การออม เช่น ขาดความรู้ว่าอะไรคือเงินฉุกเฉิน กองทุน ดอกเบี้ยทบต้น มีความเชื่อส่วนบุคคลใช้จ่ายเกินตัวเพื่อหาความสุขในวันนี้ และพฤติกรรมที่ขาดการลงมือออมอย่างสม่ำเสมอ แต่ทั้ง 3 รูปแบบ งานวิจัยพบว่าสามารถสร้างวินัยทางการเงิน-การออมได้ ผ่านจุดร่วมคือ การออม การเป็นหนี้ และการลงทุน

ซึ่ง ธิษณา ธิติศักดิ์สกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โนบูโร แพลตฟอร์ม จำกัด มองว่า ปัญหาหนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องการออม “จริงในระดับหนึ่ง” โดยคิดว่าอีกส่วนอาจเกิดจากนโยบายที่กระตุ้นให้คนอยากจะเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เช่น รถคันแรก บางคนซื้อรถคันแรกโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองผ่อนไหวไหม รวมถึงชุดความเชื่อที่เห็นกันเยอะมากโดยเฉพาะกลุ่มที่รายได้ไม่ได้สูงมาก คือ คิดว่าถ้านึกอะไรไม่ออกวิ่งไปกู้ใหม่ สิ่งที่ตามมาในเรื่องถัดไปคือภาวะการใช้หนี้ที่เพิ่มขึ้น และวงจรหนี้ก็เกิดขึ้น

“คนที่เดินเข้ามาในโครงการโนบูโร ส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคน เป็นเดอะแบกของครอบครัว เริ่มมีหนี้จากกู้เงินมาให้ลูกเรียนโรงเรียนดี ๆ สูง ๆ หรือรักพ่อแม่ต้องส่งเงินกลับบ้านต่างจังหวัดให้พ่อแม่ใช้หนี้อีกที กลายเป็น ‘หนี้ความรัก’ โดยไม่ได้วางแผนอนาคตชีวิตของตัวเอง” ธิษณา กล่าว

จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กระทรวงการคลัง ได้เล่าถึงการระบบการออมในกลุ่มแรงงานนอกระบบ เช่น กลุ่มเกษตรกร กสิกรรม กลุ่มค้าขาย กลุ่มรับจ้าง กลุ่มอาชีพอิสระ ให้เข้าสู่ระบบเพื่อรับสิทธิสวัสดิการ มีหลักประกันการออมเงิน และจ่ายเป็นเงินบำนาญให้เมื่ออายุเกิน 60 ปี ดำเนินกองทุนมาตั้งแต่ปี 2558 แต่ปัจจุบันมีสมาชิกเพียง 2.7 ล้านคน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกองทุนสำรองยามเกษียณนอกเหนือจากเงินผู้สูงอายุที่รัฐจ่ายให้ทุกเดือน

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเตรียม “ออกหวยเกษียณ” หรือ “สลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ” (สลาก กอช.) เป็นนโยบายที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาคนไทยสูงอายุแต่ไม่มีเงินเก็บ เพราะการออมภาคสมัครใจในปัจจุบันไม่ได้ผล จึงต้องอาศัยการออมที่ผูกกับแรงจูงใจซื้อสลากถูกกฎหมาย ขณะนี้กำลังเข้าสู่การพิจารณาในชั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วาระ 3 ในเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนเข้าสู่ชั้นวุฒิสภา ซึ่งเชื่อว่าปีนี้จะได้เห็น

ในเวทีเสวนาเห็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า เรื่องของการออมรัฐบาลถือว่ามีเครื่องมือให้กับประชาชนในระดับดีพอสมควร แต่อาจยังขาดการรับรู้ และความสนใจ เนื่องจากไม่เชื่อว่าเครื่องมือทางการเงิน-การออม จะช่วยให้หลุดจากภาระหนี้ก่อนเกษียณได้

โดย ผศ.รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น อาจารย์ประจำภาควิชาการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อเสนอว่าอยากชวนธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ คิดรูปแบบการสมัครสินเชื่อ เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ที่การสมัคร ต้องประเมินความรู้ด้านความเสี่ยง ผลตอบแทน แต่ทำไมเวลาเป็นหนี้ไม่มีด่านอะไรเลยที่บังคับให้ธนาคารพาณิชย์ต้องให้ความรู้ก่อนลูกหนี้เป็นหนี้ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ควรมีแอปพลิเคชันในการคำนวณดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ทุกคน เช่นการโปะหนี้ 1-2 หมื่นบาท ช่วยลดดอกเบี้ยได้เท่าไหร่ มีการให้ข้อมูลเรื่องการปลดหนี้ให้กับทุกคน

ขณะเดียวกัน ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ก่อตั้ง Wealth Me Up และ ผู้ดำเนินรายการ The Standard Wealth อยากให้ภาครัฐเคาะหลักสูตร การวางแผนการเงินส่วนบุคคล เข้าไปในระบบการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กเรียนรู้การหาเงินในแบบของตัวเอง พร้อมกล่าวปิดท้ายว่า การพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางการเงินของคนไทย ส่วนใหญ่เน้นที่การออมและการลงทุน แต่สิ่งที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างจริงจังคือ “รายได้” เพราะคือจุดตั้งต้นของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีเงินออม ต้องก่อหนี้ หรือไม่สามารถจัดการภาระทางการเงินได้ และเชื่อว่า รัฐควรให้ความสำคัญกับการสร้าง “Engine” หรือ “ตัวขับเคลื่อนใหม่” ของเศรษฐกิจไทย ที่จะช่วยให้คนไทยมีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ที่เงินเฟ้อและค่าครองชีพยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง 

และหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาเหล่านี้ คือ การตั้งคำถามว่า ประเทศและประชากรไทยจะมีแหล่งรายได้ใหม่จากที่ใด ที่ไม่ใช่การพึ่งพาการส่งออกหรือการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่ทั้งสองภาคส่วนนี้ยังมีข้อจำกัด หากสามารถสร้างกลไกทางเศรษฐกิจใหม่ได้จริง จะช่วยให้ประชาชนมีรายได้มากพอที่จะใช้หนี้ มีเงินออม และมีความมั่นคงในวัยเกษียณ ขณะเดียวกันรัฐก็จะมีรายได้เพียงพอในการจัดสวัสดิการที่ดีให้กับประชาชนในอนาคต

ต่อเนื่องจากประเด็นนี้ บุศย์สิรินทร์ ยิ่งเกียรติกุล กล่าวว่า เวทีในวันนี้ถือเป็น “จุดตั้งต้น” และ “สารตั้งต้น” ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นนี้ให้เกิดความต่อเนื่องอย่างจริงจัง ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/finance-3 เพื่อเรียนรู้และร่วมผลักดันประเด็นเรื่องการออมและการเกษียณที่ยั่งยืน 

ซึ่ง Policy Forum ครั้งถัดไป ในหัวข้อ “Unretirement: The Next Chapter ชีวิตไม่เกษียณ” ที่จะชวนร่วมถกประเด็นสำคัญ อาทิ ทำไมช่วงอายุ 55-60 ปี ยังไม่ใช่ “จุดสิ้นสุด” ของการทำงาน? จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานต่อได้อย่างมีคุณภาพ? ระบบส่งเสริมและการอัปสกิล-รีสกิล จำเป็นแค่ไหน? นโยบายไทยรองรับผู้สูงวัยเพียงพอหรือยัง? เราจะขยับสังคมไทยสู่การยอมรับการทำงานของผู้สูงอายุได้อย่างไร? โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ ที่งานมนุษย์ต่างวัย Fest 2025 ชีวิตดี…ชีวิต ซีซัน 2 It’s Okay To Be You ณ Impact Exhibition Center Hall 8
ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

ศิลปากรส่งละครเยาวชนสะท้อนประเด็นดังเตือนมิจฉาชีพหลอกนักศึกษา

ศิลปากรส่งละครเยาวชนสะท้อนประเด็นดังเตือนมิจฉาชีพหลอกนักศึกษา

ศิลปากรส่งละครเยาวชนสะท้อนประเด็นดังเตือนมิจฉาชีพหลอกนักศึกษา

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

ศิลปากรส่งละครเยาวชนสะท้อนประเด็นดังเตือนมิจฉาชีพหลอกนักศึกษา

เป็นข่าวครึกโครมไม่นานประเด็นมิจฉาชีพหลอกลวงนักศึกษาในหลากหลายรูปแบบ มหาวิทยาลัยศิลปากรหยิบประเด็นนี้มาทำเป็นละครเยาวชนเตือนเยาวชน เฝ้าระวังการทุจริตคอรัปชันโดยการสนับสนุนจากกองทุน ป.ป.ช

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ดำเนินการโดยบริษัท มหารวยเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด โดยการสนับสนุนจากกองทุน ป.ป.ช ร่วมกับทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ผ่านกระบวนการเวิร์คช้อปแบบให้นักศึกษามีส่วมร่วมในการคิดบทละครที่จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาด้วยกันเองทั่วประเทศ ปีนี้ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรเลือกประเด็นดังจากหน้าสื่อนั่นคือ กรณีที่นักศึกษาหลายสิบคนโดนมิจฉาชีพหลอกลวง ซึ่งแม้ผู้คนทั่วไปจะคิดว่านักศึกษาที่เรียนในรัวมหาวิทยาลัยจะมีภูมิคุ้มกันจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพแต่ในความเป็นจริงจากข่าวที่พบมีนักศึกษาจำนวนมากที่ยังรู้ไม่เท่าทันและตกเป็นเหยื่อการล่อลวงในโลกออนไลน์ในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการทุจริตคอรัปชันด้วย.

จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรรณ ผู้จัดการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน กล่าวว่า “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ในปีที่ 3 นี้ เราตั้งใจให้เนื้อหาของละครสะท้อนปัญหาใกล้ตัวเยาวชน และเป็นสื่อที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับตัวเยาวชนโดยกระบวนการผลิตละครที่เยาวชนคิด เยาวชนร่วมผลิต สื่อตรงถึงเพื่อนๆ เยาวชนด้วยกัน รวมถึงคนในครอบครัว คนรอบๆ ตัว และประชาชนทั่วประเทศที่รับชมละครผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียล โครงการของเราเป็นการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตผ่านสื่อละคร ซึ่งแตกต่างจากละครที่เราเห็นๆ ทั่วไปคือ เป็นละครที่เยาวชนมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก โดยโครงการนี้จะมีการจัดอบรมให้ความรู้กับนักศึกษาในหลากหลายด้าน เช่น เรียนรู้พื้นฐานการแสดงกับครูนักแสดงมืออาชีพ, ฝึกความกล้าแสดงออก ,การฝึกสมาธิในการทำงาน, การพูดในที่สาธารณะ, การพัฒนาบุคลิกภาพ ,การสร้างตัวตนในแบบ influencer และหัวใจของการอบรมในครั้งนี้คือการเรียนรู้เรื่องการต้านทุจริตคอรัปชั่น เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชัน  พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มพูดคุยถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหา และออกมานำเสนอเพื่อคัดเลือกมาทำบทละครสั้น ดังนั้นบทละครจะได้แนวคิดการเดินเรื่องทั้งหมดมาจากตัวนักศึกษาที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และในกระบวนการถ่ายทำ การแสดง นักศึกษายังได้มาร่วมแสดงกับดารานักแสดงมืออาชีพ ซึ่งในละครตอนนี้เราได้นักแสดงชื่อดังอย่างคุณมุก วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ มาร่วมแสดงกับนักศึกษาซึ่งเป็นความประทับใจมากๆ ที่ได้เห็นนักแสดงมืออาชีพได้มาร่วมสร้างผลงานละครเพื่อสร้างสังคมไร้ทุจริตกับกับน้องๆ นักศึกษาในครั้งนี้”

พีรภัทร ประเสริฐสุนทร นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มีโอกาสมาร่วมแสดงละครที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ในประเด็นการต่อต้านการทุจริต โดยเฉพาะที่ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรของเราช่วยกันระดมความคิดเป็นประเด็นการโกงจากกลไกออนไลน์ที่สามารถพบเห็นได้มากในยุคปัจจุบัน คิดว่าละครที่พวกเราช่วยกันคิด แสดง และผลิตออกมาจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ นักศึกษา และผู้ชมทั่วประเทศ”

ละครเรื่อง เมืองแห่งมิจ ผลงานการผลิตละครสร้างสรรค์จากการมีส่วนร่วมของเยาวชน นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร บอกเล่าเรื่องราวของนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในเมืองใหญ่ ต้องเจอกับปัญาหากลโกงทุจริตหลากหลายรูปแบบจากโลกออนไลน์ เช่นการโอนมัดจำค่าหอพักผ่านออนไลน์แล้วไม่มีห้องจริงให้เช่า ,การถูกโกงจากการซื้อของออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเข้ากับชีวิตจริงของนักศึกษาในโลกปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง นับว่าจะเป็นอีกหนึ่งในสื่อละครที่สามารถสะท้อนปัญหากลโกงทุจริตในโลกออนไลน์ที่จะเป็นประโยชน์กับเยาวชนและผู้ชมทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี

โดยละครเรื่อง เมืองแห่งมิจ นอกจากจะนำแสดงโดยทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้ว ยังร่วมแสดงโดย

วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ ,อรวรรณ พิไลวรเพชร ,สฐิรพงศ์  รวีอร่ามวงค์ และกำกับการแสดงโดย ศรัทธา ศรัทธาทิพย์

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด สร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชันผ่านการแสดงละครสั้น สนับสนุนนักศึกษาร่วมต่อต้านการทุจริตผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการ 10 มหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นักศึกษาจาก 10 มหาวิทยาลัย ผู้ที่เติบโตเป็นอนาคตของชาติตระหนักถึงความสำคัญของการต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการปัองกันและแก้ไขปัญหานี้ได้

ร่วมรับชมละครสั้นต้านทุจริต โดยมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ ในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2568 เวลา 10.45-11.15 น.ทางสถานทีโทรทัศน์ กองทัพบก ททบ.5 ช่อง 5  และทางช่อง TikTok @youthml ร่วมถึงสื่อโซเซียลทุกช่องทาง

‘ป่อเต็กตึ๊ง’มอบชุดพัดลมเพดาน แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนเพิ่มอีก 5 จังหวัด

‘ป่อเต็กตึ๊ง’มอบชุดพัดลมเพดาน แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนเพิ่มอีก 5 จังหวัด

‘ป่อเต็กตึ๊ง’มอบชุดพัดลมเพดาน แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนเพิ่มอีก 5 จังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.33 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’เดินหน้าบรรเทาทุกข์จากสภาวะอากาศร้อนแก่สถานศึกษาในถิ่นทุรกันดาร รุดส่งมอบชุดพัดลมเพดาน แขวนผนัง และตั้งพื้น พร้อมค่าพาหนะ ค่าติดตั้งพัดลม แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนเพิ่มอีก 5 จังหวัด รวมมูลค่ากว่า 9 แสนบาท

ระหว่างวันที่ 13 -19 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก พร้อมด้วย นายชูเดช เตชะไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการฯ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่มอบชุดพัดลมเพดาน แขวนผนัง และตั้งพื้น ในโครงการ พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดาร ครั้งที่ 2 ให้แก่สถานศึกษาในถิ่นทุรกันดาร ประกอบด้วยจังหวัดสมุทรสาคร เพชรบุรี ระยอง ตราด และสระแก้ว รวม 5 จังหวัด 25 โรงเรียน  พร้อมมอบค่าพาหนะให้แก่โรงเรียนๆ ละ 2,000 บาท และค่าติดตั้งพัดลมแก่โรงเรียนๆ ละ 3,000 บาท นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้มอบชุดนักเรียน ให้แก่นักเรียนทั้ง 25 โรงเรียน รวม 750 ชุด รวมงบประมาณทั้งสิ้น 987,050 บาท เพื่อลดสภาวะอากาศร้อนภายในโรงเรียน ให้นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียนได้คลายร้อนและมีสมาธิในการเรียนการสอน โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย มูลนิธิฯ / สมาคมจีนประจำจังหวัดต่างๆ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี

โครงการพัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดาร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษาถิ่นทุรกันดารที่ขาดแคลนพัดลม จึงมอบหมายให้คณะกรรมการมูลนิธิฯ จัดทีมฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เร่งดำเนินการโครงการ พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดาร นำร่องเมื่อปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา โดยมอบชุดพัดลมแก่สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี รวม 5 จังหวัด  25 โรงเรียน  และได้ขยายพื้นที่บรรเทาทุกข์ต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2568 รวมการดำเนินการโครงการพัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดารแล้ว 10 จังหวัด 50 โรงเรียน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท

เตรียมเสริมทัพครู ‘ร.ร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯ’ ยกระดับการศึกษา สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง

เตรียมเสริมทัพครู ‘ร.ร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯ’ ยกระดับการศึกษา สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง

เตรียมเสริมทัพครู ‘ร.ร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯ’ ยกระดับการศึกษา สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 21/2568 โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า วันนี้ในที่ประชุมได้หารือประเด็นต่างๆที่สำคัญ โดยเฉพาะการนำข้อสั่งการของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. มาขับเคลื่อนลงสู่การปฏิบัติ อาทิ การวิเคราะห์ว่านักเรียนที่ออกจากสังกัดอื่น เช่น โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเอกชน ย้ายเข้ามาเรียนในสังกัด สพฐ. และย้ายออกจาก สพฐ. ไปเรียนสังกัดอื่น มีจำนวนเท่าไร จะได้เปรียบเทียบเป็นข้อมูลว่าคุณภาพการศึกษา และความเชื่อมั่นของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาของเราเป็นอย่างไรบ้าง

อีกเรื่องคือ การสอบคัดเลือกครูและบุคลากรทางการศึกษาตาม มาตรา 38 ค (2) ให้กับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เนื่องจากมติ ครม. ที่ให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯ มีตำแหน่งครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 38 ค (2) จำนวน 432 ตำแหน่ง ให้มาประจำที่โรงเรียน เช่น ครูประจำหอพัก ครูการเงิน ครูพัสดุ นักกายภาพ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ฯลฯ ที่จะมาสนับสนุนครูและบุคลากรของโรงเรียน เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ 100% ส่งผลให้เกิดการพัฒนาการศึกษาที่เข้มแข็ง ตลอดจนการสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนอื่นๆในการยกระดับสู่มาตรฐานสากล  โดยได้แก้ไขระเบียบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และจะมีการกำหนดปฏิทินการสอบคัดเลือกในช่วงเดือนกรกฎาคม นี้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถบรรจุแต่งตั้งได้ทันในการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 นี้

“นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้รายงานผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของสำนักต่างๆในรอบ 1 ปี 6 เดือน รวมถึงผลงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และเขตตรวจราชการ แบบสุ่มเลือก ซึ่งทุกเขตได้นำเสนอผลงานโดยมีความคืบหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการเป็นที่น่าพอใจ รวมถึงเขตพื้นที่ที่มีผลการดำเนินการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานสากล โดยการใช้ข้อสอบแนวทาง PISA เป็นแบบทดสอบในกระบวนการจัดการเรียนการสอนแต่ละรายวิชา ฝึกทักษะในการวิเคราะห์ การตีความ การแปลความของข้อมูล และนำมาปฏิบัติได้จริงเป็นรูปธรรม ซึ่งนอกจากเป็นการเตรียมความพร้อมให้โรงเรียนและนักเรียนในการสอบ PISA ที่จะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้แล้ว ยังช่วยสร้างความฉลาดรู้ที่จำเป็นสำหรับนักเรียน ส่งผลให้เด็กและเยาวชนเกิดสมรรถนะ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” นำประเทศชาติสู่การพัฒนาในระดับสากลต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

วว.พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรจาก ‘กานพลู’ เพื่อบรรเทาการอักเสบของแผลในช่องปาก

วว.พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรจาก ‘กานพลู’ เพื่อบรรเทาการอักเสบของแผลในช่องปาก

วว.พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรจาก ‘กานพลู’ เพื่อบรรเทาการอักเสบของแผลในช่องปาก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากกานพลูเพื่อบรรเทาการอักเสบของแผลในช่องปาก” หรือ TISTR  Clovalence  Gel (ทิสทร้า โคลวาเลนซ์ เจล) โดยใช้ น้ำมันกานพลู (Syzygium aromaticum) เป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งมีสารสำคัญคือ ยูจีนอล (Eugenol) ซึ่งผ่านการทดสอบความเป็นพิษและฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) ในเซลล์ทดลอง

ผลิตภัณฑ์ฯ อยู่ในรูปแบบเจลที่มีเนื้อสัมผัสบางเบา อ่อนโยนต่อเยื่อบุในช่องปาก และมีคุณสมบัติยึดติดกับเยื่อเมือกได้ดี ช่วยบรรเทาอาการอักเสบและปวดอย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ได้รับการทดสอบในสัตว์ทดลองเพื่อประเมินประสิทธิภาพในการลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดจากแผลในช่องปาก โดยพบว่าไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายในการใช้ผลิตภัณฑ์ในระยะสั้น นอกจากนี้ยังผ่านการตรวจสอบคุณภาพในด้านเคมีกายภาพ จุลชีววิทยา และการทดสอบโลหะหนัก เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

กานพลู เป็นพืชตระกูลไม้ยืนต้นขนาดกลาง เป็นพืชสมุนไพรในกลุ่มเครื่องเทศที่มีการบันทึกการใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน โดยแถบเอเชียจะมีการนำกานพลูมาใช้เพื่อการรักษาโรค ส่วนชาวตะวันตกจะใช้กานพลูสำหรับการแต่งกลิ่นอาหารและทำเครื่องสำอางต่างๆ ประเทศที่ส่งออกกานพลูเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ได้แก่ ประเทศมาดากัสกา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทยพื้นที่ที่มีการปลูกมากอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีและชุมพร

สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ฯ คือ 1.ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยน้ำมันกานพลู ซึ่งมีสารสำคัญ “ยูจีนอล” ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยรักษาแผลและลดการอักเสบในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.ผ่านการทดสอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทั้งในเซลล์ทดลองและสัตว์ทดลอง และมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการอักเสบในช่องปากได้ดี 3. เนื้อเจลบางเบาและยึดติดเยื่อบุได้ดี  อ่อนโยนต่อเยื่อบุในช่องปาก และสามารถยึดติดกับเยื่อเมือกได้ดี ช่วยให้ตัวยาสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างยาวนานและมีประสิทธิภาพ 4.ปลอดภัยต่อการใช้ โดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพในด้านเคมีกายภาพ จุลชีววิทยา และการทดสอบโลหะหนัก เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยต่อผู้ใช้ และ 5.ส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาด ด้วยการพัฒนาที่มีมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์จึงมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ศธ.จัดพิธีต้อนรับครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23

ศธ.จัดพิธีต้อนรับครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23

ศธ.จัดพิธีต้อนรับครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (Center for Language Education and Cooperation: CLEC) จัดพิธีต้อนรับครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีต้อนรับ ร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี และมีสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธรรมมฺมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร วิทยารามวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล , นายยุวี่ หยุนเฟิง ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน, นางชวี หลาน  ที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ ครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23 จำนวน 664 คน เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า โครงการครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับ CLEC สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่าย ในการส่งเสริมการเรียนรู้และความเข้าใจซึ่งกันและกัน ตลอด 1 ปีการศึกษา ครูอาสาสมัครที่ทำหน้าที่อย่างเสียสละ ถ่ายทอดทั้งภาษาและวัฒนธรรมแก่เยาวชนไทย ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของสังคมไทย นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ทรงคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญต่อการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและจีน

ในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นหมุดหมายสำคัญ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ตนเชื่อมั่นว่าครูอาสาสมัครรุ่นนี้จะมีบทบาทสำคัญในการสานต่อและส่งเสริมมิตรภาพระหว่างกันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ความร่วมมือด้านการศึกษาเป็นหลักฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญสู่อนาคตที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศ ขออวยพรให้ครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23 ทุกท่าน ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยด้วยความมุ่งมั่น อุตสาหะ และมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมขอขอบคุณศูนย์ CLEC สำหรับความร่วมมือที่เข้มแข็งมาโดยตลอด

ด้าน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า โครงการครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน เป็นหนึ่งในความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยและจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมทั้งการส่งครูอาสาสมัคร การพัฒนาหลักสูตร การให้ทุนการศึกษา และการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ การส่งครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน มีการเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 มีครูอาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่แล้ว กว่า 19,494 คน

สำหรับในปี 2568 จะมีครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนเก่าและใหม่รวมกว่า 842 คน ไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาทั่วประเทศรวม 525 แห่ง ครอบคลุม 71 จังหวัด โดยแบ่งเป็นสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 389 คน,สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 60 คน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 339 คน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน  54 คน โดยจะเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569

ศธ.พลิกโฉม 42 โรงเรียน จ.ศรีสะเกษ มุ่งสู่สตาร์ทอัพตั้งแต่วัยเรียน

ศธ.พลิกโฉม 42 โรงเรียน จ.ศรีสะเกษ มุ่งสู่สตาร์ทอัพตั้งแต่วัยเรียน

ศธ.พลิกโฉม 42 โรงเรียน จ.ศรีสะเกษ มุ่งสู่สตาร์ทอัพตั้งแต่วัยเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) และ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” (Partnership School Project) ระหว่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยมูลนิธิสยามกัมมาจล กับ สถานศึกษาในจังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 42 โรงเรียน แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 7 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 7 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 จำนวน 4 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 4 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร จำนวน 20 โรงเรียน โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ , ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วม ณ หอประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี โรงเรียนสตรีสิริเกศ จ.ศรีสะเกษ

โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การที่เราได้ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ถือเป็นการสร้างผู้เรียนให้มีความรู้พื้นฐานในการทำสตาร์ทอัพ เพื่อต่อยอดอนาคตของเด็กไทยได้ นอกจากความร่วมมือกับโรงเรียนทั้ง 42 แห่งใน จ.ศรีสะเกษแล้ว ก็ได้ขอให้ธนาคารไทยพาณิชย์เพิ่มความร่วมมือโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษเพิ่มอีก 2 แห่งด้วย และขอให้ร่วมมือกับ สอศ. ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษาของจังหวัดศรีสะเกษ เพราะการศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยม และระดับอาชีวะด้วย

“ความร่วมมือตามโครงการดังกล่าว ผมอยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 42 แห่ง อยู่ทำงานเพื่อดำเนินโครงการนี้อย่างน้อย 3 ปี ซึ่งเมื่อเข้าร่วมโครงการแล้วอย่ารีบยื่นขอย้าย เพราะผมอยากให้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ผลิตลูกหลานของเราให้เห็นผลสำเร็จ อย่างไรก็ตามความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การศึกษาดีขึ้น สร้างเด็กฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำตามโครงการเรียนดีมีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยมูลนิธิสยามกัมมาจล มีกิจกรรมที่ดำเนินการเพื่อสังคมกับการพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการศึกษาเพื่อสนับสนุนการเรียนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนรวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาและสถาบันการศึกษาในด้านต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าเด็กและเยาวชนจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในฐานะตัวแทนธนาคารไทยพาณิชย์ ดีใจที่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาที่จะสนับสนุนโรงเรียนคุณภาพ 42 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษตามนโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ นอกจากนี้มูลนิธิสยามกัมมาจลยังขยายกิจกรรมในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมของจังหวัดศรีสะเกษด้วย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน  ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการต่อยอดให้โรงเรียนนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของมูลนิธิสยามกัมมาตล และ SCB อคาเดมี่ มาช่วยขับเคลื่อนยกระดับการศึกษามุ่งหวังสร้างอนาคตที่ดีให้ให้แก่เยาวชนศรีสะเกษเพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการศึกษาไทย

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. เชื่อมั่นว่าการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพต้องสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และต้องเกิดจากความร่วมมือทั้งในระดับโรงเรียน เขตพื้นที่ และภาคีเครือข่าย โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาได้ออกแบบแนวทางพัฒนาร่วมกับภาคเอกชนอย่างยืดหยุ่น โดยไม่ลดทอนอำนาจของครูหรือโรงเรียน ตรงกันข้าม โครงการนี้สนับสนุนให้ครูมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และ สพฐ. ขอขอบคุณธนาคารไทยพาณิชย์ที่เล็งเห็นคุณค่าของโรงเรียนในภูมิภาค และเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โรงเรียนทั้ง 42 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษที่เข้าร่วมโครงการ จะเป็นต้นแบบที่สามารถต่อยอดและขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆทั่วประเทศในอนาคต