เตือนภัย ‘เห็ดพิษ’ ช่วงหน้าฝน มมส แนะเลี่ยงเห็ดป่าไม่รู้จัก เสี่ยงรับประทานอาจถึงชีวิต

เตือนภัย ‘เห็ดพิษ’ ช่วงหน้าฝน มมส แนะเลี่ยงเห็ดป่าไม่รู้จัก เสี่ยงรับประทานอาจถึงชีวิต

เตือนภัย ‘เห็ดพิษ’ ช่วงหน้าฝน มมส แนะเลี่ยงเห็ดป่าไม่รู้จัก เสี่ยงรับประทานอาจถึงชีวิต

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงฤดูฝนนี้ ประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่เสี่ยง ควรเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคเห็ดป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เนื่องจากเห็ดหลายชนิดมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก จนอาจทำให้เกิดความสับสนระหว่างเห็ดกินได้และเห็ดพิษ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

รศ.ดร.ขวัญเรือน นาคสุวรรณ์กุล ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ให้ข้อมูลเตือนภัยประชาชนว่า ในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่เห็ดเจริญเติบโตจำนวนมาก  ทำให้ประชาชนนิยมเก็บเห็ดป่ามาประกอบอาหารเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการแยกแยะเห็ดพิษออกจากเห็ดกินได้ “การรับประทานเห็ดพิษแม้เพียงเล็กน้อย อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรง ตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ไปจนถึงอวัยวะภายในล้มเหลว และอาจเสียชีวิตได้”

เห็ดพิษที่มักพบและมีรายงานการเกิดเหตุบ่อยครั้ง ได้แก่ เห็ดหมวกจีน (คล้ายเห็ดปลวกหรือเห็ดโคน), เห็ดถ่านเลือด (คล้ายเห็ดถ่านใหญ่), เห็ดระโงกพิษ (คล้ายเห็ดระโงกขาวกินได้), เห็ดคันร่มพิษ (คล้ายเห็ดปลวกไก่น้อย) และ เห็ดหัวกรวดครีบเขียวพิษ (คล้ายเห็ดนกยูงกินได้) เห็ดเหล่านี้มีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่คล้ายคลึงกับเห็ดที่รับประทานได้ ทำให้ชาวบ้านอาจเข้าใจผิดและเก็บมารับประทานจนได้รับสารพิษเข้าไป เพื่อความปลอดภัยสูงสุดแนะนำให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการเก็บหรือรับประทานเห็ดป่าที่ไม่รู้จักหรือไม่แน่ใจ  และก่อนประกอบอาหารให้ถ่ายภาพเห็ดไว้ หากมีอาการผิดปกติใด ๆ หลังจากการรับประทานเห็ด ที่คล้ายจะเมาเห็ด เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ให้กินผงถ่ายชาโคล และรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมนำภาพถ่ายเห็ดส่งให้แพทย์ดู เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

​เตรียมยกระดับ ‘ชุมชนกรุณา’ สู่โมเดล ต้นแบบสร้างเสริมระบบสื่อ – สุขภาวะทางปัญญา

​เตรียมยกระดับ ‘ชุมชนกรุณา’ สู่โมเดล ต้นแบบสร้างเสริมระบบสื่อ - สุขภาวะทางปัญญา

​เตรียมยกระดับ ‘ชุมชนกรุณา’ สู่โมเดล ต้นแบบสร้างเสริมระบบสื่อ – สุขภาวะทางปัญญา

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน “ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมก่อสุข (ภาวะ)” ที่เทศบาลตำบลเสริมซ้าย อ.เสริมงาม จ.ลำปาง พร้อมถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ประเด็น “การอ่านเพื่อพัฒนาสุขภาวะในเด็กปฐมวัย” โครงการ “ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมก่อสุข (ภาวะ)”  ขับเคลื่อนงานด้วยการใช้ “ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม” ร่วมกับกลไกนโยบายท้องถิ่น สู่การบรรจุนโยบายระดับท้องถิ่น

ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งพัฒนาระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา ควบคู่ไปกับการสร้างเสริมความเข้าใจสุขภาวะ ในมิติการสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อและการมีสุขภาวะทางปัญญาที่ดี โดยสนับสนุนและเสริมศักยภาพให้ จ.ลำปาง พัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญา เพราะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีการขับเคลื่อนงานที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมกลุ่มเด็กปฐมวัยไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยระยะประคับประคองหรือระยะท้ายของชีวิต มีกลไกการดำเนินงานสำคัญ คือ 1.ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะด้านภาษา การสื่อสาร การจัดการอารมณ์ และการใช้ชีวิตอย่างสุขภาวะดี  2.สนับสนุนชุมชนให้พัฒนาอาสาสมัครร่วมสื่อสารคุณค่าการอ่านผ่านกิจกรรมเล่านิทาน และสันทนาการ โดยมุ่งเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ครอบครัว และผู้แวดล้อมเด็ก 3.บูรณาการทำงานระหว่างภาคีเครือข่ายและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ในการเพิ่มสวัสดิการการอ่านให้เด็กและเยาวชน  ผ่านการสนับสนุนจากกองทุนสุขภาพตำบล 

“สสส. สร้างโอกาสการเข้าถึงสื่อและองค์ความรู้สุขภาวะ เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงองค์ความรู้สุขภาวะจึงมุ่งริเริ่มโครงการพัฒนาสุขภาวะเด็กปฐมวัยด้วยการอ่าน จ.ลำปาง มีการรณรงค์ส่งเสริมการอ่านโดยการส่งมอบชุดหนังสือนิทานเพื่อเด็กปฐมวัย และนิทรรศการเคลื่อนที่ “อ่านปลอดภัย”??? พร้อมเทคนิควิธีการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ส่งผลให้เกิดนักสื่อสารสุขภาวะระดับพื้นที่กว่า 100 คน มีกลุ่มเด็กผู้ได้รับประโยชน์ 4,365 คน ในจำนวนนี้ เป็นกลุ่มเด็กเปราะปาง เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่ต้องการความดูแลเป็นพิเศษ 735 คน พร้อมขับเคลื่อนชุมชนกรุณาลำปางเพื่อการอยู่และตายดี เกิดอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะท้ายในระดับตำบลและชุมชนกว่า 20 คน ช่วยให้ความรู้ ความเข้าใจผู้ป่วยใน รพ.ลำปาง ถึงสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วย “อยู่อย่างมีความหมาย และตายอย่างมีศักดิ์ศรี” ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจและทัศนคติในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาวะ เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ทุกคนในสังคมมีสุขภาพดีทุกมิติ” ดร.จิรพร กล่าว

น.ส.สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า สสส.สนับสนุนโครงการอ่านยกกำลังสุข ปลุกพลัง (กาย-ใจ) พลเมืองเด็ก ร่วมพัฒนาระบบนิเวศวัฒนธรรมการอ่าน ผ่านการสร้างคุณค่าใหม่ ชวนครอบครัวยุคใหม่เลี้ยงลูกด้วยหนังสือ “สื่อแห่งความรัก” มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพใน 3 มิติ คือ 1.พัฒนาการสมวัยทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม 2. พัฒนาการด้านตัวตน 3.มีทักษะสมอง EF (Executive Function of brain) เพื่อการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีสุขภาวะดี มีการขับเคลื่อนผ่านกระบวนการออกแบบนวัตกรรมสื่อ โดยพัฒนางานสื่อสารร่วมกับสื่อภาคเอกชนในพื้นที่ อินฟลูเอนเซอร์ และช่องทางสื่อที่ได้รับความนิยม รวมถึงสื่อสารตรงกับกลุ่มเป้าหมายผู้แวดล้อมเด็กปฐมวัย โดยเครือข่ายภาควิชาการเพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายตระหนักและร่วมมือกันสร้างเสริมศักยภาพพลเมืองเด็ก

“ที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการใน 13 พื้นที่ คลอบคลุม 11 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ปฏิบัติการมีสัมพันธภาพและสุขภาวะที่ดี มีพัฒนาการเหมาะกับช่วงวัย เพิ่มจำนวนครอบครัวอบอุ่น ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีเด็กปฐมวัยเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้และสุขภาวะสมวัยด้วยหนังสือและการอ่านกว่า 16,000 คน พื้นที่ปฏิบัติการเกิดผลลัพธ์เชิงคุณภาพในหลากหลายบริบท ขณะที่ พื้นที่ จ.ลำปาง มีหน่วยงานท้องถิ่นที่ร่วมขับเคลื่อนงานส่งเสริมการอ่าน และบรรจุเป็นนโยบายในข้อบัญญัติและเทศบัญญัติ ปี 2567-2568 จำนวน 24 แห่ง ใน 9 อำเภอ ครอบคลุมเด็กและเยาวชน 4,365 คน” น.ส.สุดใจ กล่าว

นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา สนับสนุนโดย สสส. กล่าวว่า ชุมชนกรุณา ทำงานร่วมกับบุคลากรสุขภาพ บุคลากรในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ และผู้ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ โดยมีกลุ่ม KAJAI (ขะไจ๋) เป็นภาคีเครือข่ายแนวหน้า ขับเคลื่อนงานชุมชนกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี โดยทำงานเชิงพื้นที่ และฝึกอบรมกระบวนกรชุมชนหรือนักสื่อสารสุขภาวะ ใช้กระบวนการสุขภาวะทางปัญญาของ สสส. ผ่านกลยุทธ์ในการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนาสื่อการเรียนรู้ 2.พัฒนาพื้นที่ปฏิบัติการ 3.บริหารจัดการความรู้ 4.พัฒนาทีมเครือข่าย เพื่อปรับปรุงนโยบายชุมชนและนโยบายการดูแลแบบประคับประคองระดับชาติ มีพื้นที่ในการทำงานร่วมกับหน่วยงานผู้นำการเปลี่ยนแปลงนโยบายท้องถิ่น 21 แห่งทั่วประเทศ

“รพ.ลำปาง ถือเป็น 1 ใน 21 พื้นที่นำร่องขับเคลื่อนงานชุมชนกรุณา มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย พัฒนาศักยภาพเครือข่ายบริการแบบเยี่ยมบ้าน ชุมชน และโรงพยาบาล เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ 3 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับบุคคล ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และครอบครัว ได้เรียนรู้การเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติ ไม่รู้สึกไม่โดดเดี่ยว และวางแผนการตายดี  2.ระดับชุมชน เกิดผู้นำชุมชน อาสาสมัคร แกนนำเยาวชน เข้าใจการดูแลแบบประคับประคอง และมีทักษะการสื่อสารเชิงบวกในการดูแลความเจ็บป่วย  3.ระดับนโยบายและระบบบริการ เกิดความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการสุขภาพ มุ่งเป้าต่อยอดขยายผลสู่ “ตำบลกรุณา” หรือ “เมืองกรุณา” ในอนาคต  ทั้งนี้ การพัฒนาให้เกิดชุมชนกรุณา จะช่วยให้ประชาชนในชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง พร้อมเป็นแกนนำในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนด้วยจิตอาสาพึ่งพากันและกัน” นายเอกภพ กล่าว

จุฬาฯ ผนึก Harvard เปิดประวัติศาสตร์ความร่วมมือระดับโลก ยกระดับองค์ความรู้ไทยสู่เวทีนานาชาติ

จุฬาฯ ผนึก Harvard เปิดประวัติศาสตร์ความร่วมมือระดับโลก ยกระดับองค์ความรู้ไทยสู่เวทีนานาชาติ

จุฬาฯ ผนึก Harvard เปิดประวัติศาสตร์ความร่วมมือระดับโลก ยกระดับองค์ความรู้ไทยสู่เวทีนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สองมหา’ลัยร่วมมือ – ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ได้ไปเยือน Harvard University สหรัฐอเมริกา โดยมี Katherine G. O’Dair, University Marshal และ Prof. Mark C. Elliott, Vice Provost for International affairs ให้การต้อนรับและหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างสองมหาวิทยาลัยในด้านต่างๆ และได้ลงนามในสมุดเยี่ยมเกียรติยศของ Harvard University

สสส.ถอดบทเรียนด้านการบริหารจัดการพื้นที่สุขภาวะในโรงเรียน

สสส.ถอดบทเรียนด้านการบริหารจัดการพื้นที่สุขภาวะในโรงเรียน

สสส.ถอดบทเรียนด้านการบริหารจัดการพื้นที่สุขภาวะในโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ถอดบทเรียน – นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. และประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สสส. ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน “ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมก่อสุข (ภาวะ)” ถอดบทเรียนด้านการบริหารจัดการพื้นที่สุขภาวะในโรงเรียน ปรับพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพให้เด็กและเยาวชน พร้อมเยี่ยมชมศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง พื้นที่เรียนรู้สุขภาวะของคนทุกเพศทุกวัย ที่โรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง

ม.กรุงเทพ จับมือ โรงพยาบาลสินแพทย์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต

ม.กรุงเทพ จับมือ โรงพยาบาลสินแพทย์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต

ม.กรุงเทพ จับมือ โรงพยาบาลสินแพทย์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ โรงพยาบาลสินแพทย์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ และการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์และการพยาบาล เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และการพยาบาลที่จะนำประเทศไทยสู่ยุคใหม่ของการดูแลสุขภาพ โดยมี ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ ร่วมลงนามกับ พนิดา ภาณุพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลสินแพทย์ พร้อมด้วยพยานจากทั้งสองฝ่าย รศ.ดร.ณัฐภพ นิ่มปิติวัน รองอธิการบดีสายวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา ม.กรุงเทพ และเพชร ภาณุพัฒนพงศ์ กรรมการบริษัท สินแพทย์ จำกัด

โดยหนึ่งในโครงการนำร่องภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้คือ แพลตฟอร์มการฝึกอบรมทักษะด้านการแพทย์และพยาบาลที่ทันสมัย ซึ่งจะนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการฝึกทักษะต่างๆ ของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง โดยได้รับการสนับสนุนทั้งในด้านทรัพยากร บุคลากร และพื้นที่ฝึกปฏิบัติจริงจากเครือข่ายโรงพยาบาลสินแพทย์ ซึ่งมีมากถึง 8 สาขาทั่วประเทศ นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลสินแพทย์ได้มีแนวคิดจัดตั้งทุนการศึกษาและทุนวิจัยให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพได้มีโอกาสพัฒนา และสามารถต่อยอดสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยในระยะยาว

สำหรับในอนาคต ทั้งสองฝ่ายมีแผนความร่วมมือในการพัฒนาโครงการที่น่าสนใจ อาทิ การนำเทคโนโลยี VR/AR มาใช้ในระบบการฝึกอบรมทางการแพทย์ การจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินเสมือนจริง รวมถึงการพัฒนาเกมเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และลดความวิตกกังวลให้กับเด็กๆ ที่มาเข้ารับบริการในโรงพยาบาล

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับระบบสุขภาพในประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ การพยาบาล และการศึกษา ไปสู่อนาคตที่มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับประชาชนไทยทุกคน

สพม.ตาก จับมือ สพม.สุโขทัย จัดอบรม ‘AI for PR’ ยกระดับงานประชาสัมพันธ์สู่ยุคดิจิทัล

สพม.ตาก จับมือ สพม.สุโขทัย จัดอบรม ‘AI for PR’ ยกระดับงานประชาสัมพันธ์สู่ยุคดิจิทัล

สพม.ตาก จับมือ สพม.สุโขทัย จัดอบรม ‘AI for PR’ ยกระดับงานประชาสัมพันธ์สู่ยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “AI for PR พัฒนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์และเครือข่ายความร่วมมือ สพม.ตาก-สุโขทัย” ณ ห้องประชุมทานตะวัน วัฒนาวิลเลจรีสอร์ท อ.แม่สอด จ.ตาก โดยมี นายศักดิ์ชัย ใจแป้ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เป็นประธานเปิดงาน

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตและการทำงาน การประชาสัมพันธ์ในองค์กรการศึกษาจึงต้องปรับตัวให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การอบรมมีวัตถุประสงค์ พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ AI ในงานประชาสัมพันธ์ พัฒนาทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัลด้วยเครื่องมือ AI ที่ทันสมัย สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์ระหว่างสองเขตพื้นที่การศึกษา และยกระดับคุณภาพการประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาให้มีมาตรฐาน

โดยหลักสูตรการอบรมครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ AI และการประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัล การออกแบบกราฟิกด้วย AI การเขียนเนื้อหาและสร้าง Content การผลิตวิดีโอและสื่อมัลติมีเดีย เทคนิคการถ่ายภาพและวิดีโอเพื่อการสื่อสาร รวมถึงการสร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์ด้วยนวัตกรรม PR Buddy Model โดยมี ผศ.ดร.กิตติพงษ์ สุวรรณราช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยี ทำหน้าที่เป็นวิทยากรหลักในการอบรมครั้งนี้

นายศักดิ์ชัย ใจแป้ รองผู้อำนวยการ สพม.ตาก กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการประชาสัมพันธ์ให้ก้าวทันยุคสมัย และจะช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง สพม.ตาก และ สพม.สุโขทัย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาร่วมกันในอนาคต

“จากการอบรมครั้งนี้ คาดว่าจะได้รับประโยชน์หลายด้าน ได้แก่ บุคลากรมีความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยี AI เพื่องานประชาสัมพันธ์ เกิดเครือข่ายความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง คุณภาพการประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษามีความทันสมัย และการประชาสัมพันธ์มีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น” รองผู้อำนวยการ สพม.ตาก กล่าว

การอบรมเชิงปฏิบัติการนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการประชาสัมพันธ์ ของ สพม.ตาก โดยได้รับการสนับสนุนจาก นายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการ สพม.ตาก และความร่วมมือจาก สพม.สุโขทัย ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีของการทำงานเป็นเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปั้น‘นักสื่อสาร’รุ่นใหม่ทั่วประเทศ ติดอาวุธ‘รู้เท่าทันสื่อ-จริยธรรม’สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล

ปั้น‘นักสื่อสาร’รุ่นใหม่ทั่วประเทศ ติดอาวุธ‘รู้เท่าทันสื่อ-จริยธรรม’สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล

ปั้น‘นักสื่อสาร’รุ่นใหม่ทั่วประเทศ ติดอาวุธ‘รู้เท่าทันสื่อ-จริยธรรม’สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.56 น.

‘สมาคมนักข่าวฯ’ผนึกกำลังกองทุนพัฒนาสื่อ จับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัยฯ ปั้น‘นักสื่อสาร’รุ่นใหม่ทั่วประเทศ ติดอาวุธ‘รู้เท่าทันสื่อ-จริยธรรม’สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้วงการสื่อสารมวลชนไทยจัดกิจกรรมห้องเรียนสาธารณะ 4 ภาค โดยกิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อเพื่อการพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมจริยธรรมสื่อ” ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่สมาคมนักข่าวฯ และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้บุคลากรในวงการสื่อ ตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงผู้ประกอบวิชาชีพ โดยเน้นการพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อ การตรวจสอบข้อมูล (Fact Checking) ควบคู่กับการปลูกฝังคุณค่าทางวารสารศาสตร์ จริยธรรม และคุณธรรมในการประกอบวิชาชีพ เพื่อยกระดับวงการสื่อและสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์

ล่าสุดสมาคมนักข่าวฯ และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับคณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย จัดกิจกรรมห้องเรียนสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้มข้น 38 นักศึกษาจาก 5 มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 13-15 มิ.ย. ณ โรงแรมพันล้านรีสอร์ท จ.หนองคาย เพื่อมุ่งสร้างหลักเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรสื่อ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการรู้เท่าทันสื่อ และขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ข้อมูลข่าวสารที่ดีมีคุณภาพ เพื่อนำไปสู่ระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ในสังคมไทย

อาจารย์จักรวาล กลีบบัว รองคณบดีคณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ผู้กล่าวเปิดงาน กล่าวว่า คณะสหวิทยาการ มข. วิทยาเขตหนองคาย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมสำคัญนี้ การเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อให้นักศึกษาในภูมิภาคอีสานถือเป็นภารกิจสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถเป็นนักสื่อสารมวลชนที่มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบต่อสังคมในอนาคต การอบรมครั้งนี้จะช่วยให้นักศึกษาได้รับความรู้และประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ

ด้านนางสาวบุศรินทร์ วรสมิทธิ์ ประธานโครงการห้องเรียนสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวเสริมว่า “กิจกรรมห้องเรียนสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้ เน้นการอบรมเชิงปฏิบัติการที่เข้มข้น ให้น้องๆ นักศึกษาได้เรียนรู้จริง ลงมือทำจริง ทั้งการตรวจสอบข้อมูล การวิเคราะห์ข่าวปลอม การผลิตสื่ออย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม และที่สำคัญคือการสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่จะร่วมกันพัฒนาวงการสื่อในภูมิภาคให้แข็งแกร่งและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น เรามุ่งหวังว่าผู้เข้าร่วมจะนำความรู้และทักษะที่ได้ไปปรับใช้ในการเรียน การทำงาน และการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ

สำหรับโครงการห้องเรียนสาธารณะจัดขึ้นทั้งหมด 4 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 8-10 มิ.ย. ร่วมกับ ม.เชียงใหม่  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 13-15 มิ.ย. 2568 ณ โรงแรมพันล้านรีสอร์ท จ.หนองคาย และยังเดินหน้าจัดกิจกรรมในภาคใต้ระหว่าง 20-22 มิ.ย. ร่วมกับ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และภาคกลาง ระหว่าง 18-20 ก.ค. ร่วมกับ ม.บูรพา โดยการอบรมเชิงปฏิบัติการตลอด 3 วัน 2 คืน ในการเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและคนสื่อตัวจริง ฝึกฝนเชิงปฏิบัติผ่านกิจกรรม Workshop และการลงพื้นที่สร้างสรรค์ผลงานจริง การสร้างเครือข่ายกับเพื่อนนักศึกษาจากหลากหลายสถาบันและผู้ประกอบวิชาชีพ และเจาะลึกเนื้อหาเข้มข้นครอบคลุม 3 ด้านหลัก ในด้านการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) คุณค่าทางวารสารศาสตร์และจริยธรรมวิชาชีพ และทักษะเฉพาะทางที่จำเป็นสำหรับนักสื่อสารมวลชนยุคปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์ตรงในแวดวงสื่อสารมวลชน ได้ลงมือปฏิบัติจริงในการผลิตชิ้นงานผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง TikTok พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างเครือข่ายกับเพื่อนต่างสถาบัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการทำงานร่วมกันในอนาคต มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรสื่อ, สร้างเครือข่ายความร่วมมือ, ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการรู้เท่าทันสื่อ และขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ข้อมูลข่าวสารที่ดีมีคุณภาพ เพื่อนำไปสู่ระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ในสังคมไทย

‘บิ๊กอุ้ม’ ผนึกเอกชนพลิกโฉม 42 โรงเรียน จ.ศรีสะเกษ มุ่งสู่สตาร์ทอัพตั้งแต่วัยเรียน

'บิ๊กอุ้ม' ผนึกเอกชนพลิกโฉม 42 โรงเรียน จ.ศรีสะเกษ มุ่งสู่สตาร์ทอัพตั้งแต่วัยเรียน

‘บิ๊กอุ้ม’ ผนึกเอกชนพลิกโฉม 42 โรงเรียน จ.ศรีสะเกษ มุ่งสู่สตาร์ทอัพตั้งแต่วัยเรียน

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.16 น.

16 มิ.ย.2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) และ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” (Partnership School Project) ระหว่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยมูลนิธิสยามกัมมาจล กับ สถานศึกษาในจังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 42 โรงเรียน แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 7 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 7 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 จำนวน 4 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 4 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร จำนวน 20 โรงเรียน โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ, ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยผู้บริหารของ สพฐ. ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะทำงานธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)  เข้าร่วม ณ หอประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเก

โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า  ความร่วมมือในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาครั้งนี้ เราต้องการสร้างโรงเรียนคุณภาพที่จะเป็นฮับทางการศึกษาของไทยที่มีคุณภาพ และเป็นแกนหลักในการแชร์ทรัพยากรและสร้างเครือข่ายร่วมกันระหว่างโรงเรียนในพื้นที่ ซึ่งตนขอฝากโรงเรียนทั้ง 42 แห่งได้แลกเปลี่ยนความร่วมมือการบริหารจัดการศึกษาที่จะผลิตนักเรียนและพัฒนาทักษะเด็กไทยอย่างมีคุณภาพ  ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ถือเป็นผู้นำและมีส่วนร่วมในสร้างประเทศเป็นอย่างยิ่ง และร่วมพัฒนาการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งธนาคารไทยพาณิชย์ได้ทำโครงการวิสาหกิจเริ่มต้น หรือ สตาร์ทอัพไว้จำนวนมาก ดังนั้น การที่เราได้ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ถือเป็นการสร้างผู้เรียนให้มีความรู้พื้นฐานในการทำสตาร์ทอัพ เพื่อต่อยอดอนาคตของเด็กไทยได้ นอกจากความร่วมมือกับโรงเรียนทั้ง 42 แห่งใน จ.ศรีสะเกษแล้ว ก็ได้ขอให้ธนาคารไทยพาณิชย์เพิ่มความร่วมมือโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษเพิ่มอีก 2 แห่งด้วย และขอให้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาด้วย ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษาของจังหวัดศรีสะเกษ เพราะการศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยม และระดับอาชีวะด้วย

เชื่อว่าจะทำให้เด็กๆของเรามีคุณภาพสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองได้ ทั้งนี้ จากในอดีตที่หลายคนบอกว่าจังหวัดศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่มีรายขั้นต่ำ แต่ตนเชื่อว่าจากนี้ไปจังหวัดศรีสะเกษจะเป็นจังหวัดที่จะประชากรมีรายได้สูงขึ้น เพราะว่าทรัพยากรบุคคลต่างๆมีคุณภาพจากความมือของโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาเหล่านี้ 

“ความร่วมมือตามโครงการดังกล่าว ผมอยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 42 แห่ง อยู่ทำงานเพื่อดำเนินโครงการนี้อย่างน้อย 3 ปี ซึ่งเมื่อเข้าร่วมโครงการแล้วอย่ารีบยื่นขอย้าย เพราะผมอยากให้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ผลิตลูกหลานของเราให้เห็นผลสำเร็จ อย่างไรก็ตามความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การศึกษาดีขึ้น สร้างเด็กฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำตามโครงการเรียนดีมีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” รมว.ศธ.กล่าว 

ด้าน นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยมูลนิธิสยามกัมมาจล มีกิจกรรมที่ดำเนินการเพื่อสังคมกับการพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการศึกษาเพื่อสนับสนุนการเรียนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนรวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาและสถาบันการศึกษาในด้านต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าเด็กและเยาวชนจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในฐานะตัวแทนธนาคารไทยพาณิชย์ ดีใจที่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาที่จะสนับสนุนโรงเรียนคุณภาพ 42 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษตามนโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ นอกจากนี้มูลนิธิสยามกัมมาจลยังขยายกิจกรรมในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมของจังหวัดศรีสะเกษด้วย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน  ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการต่อยอดให้โรงเรียนนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของมูลนิธิสยามกัมมาตล และ SCB อคาเดมี่ มาช่วยขับเคลื่อนยกระดับการศึกษามุ่งหวังสร้างอนาคตที่ดีให้ให้แก่เยาวชนศรีสะเกษเพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการศึกษาไทย 

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เชื่อมั่นว่าการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพต้องสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และต้องเกิดจากความร่วมมือทั้งในระดับโรงเรียน เขตพื้นที่ และภาคีเครือข่าย โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาได้ออกแบบแนวทางพัฒนาร่วมกับภาคเอกชนอย่างยืดหยุ่น โดยไม่ลดทอนอำนาจของครูหรือโรงเรียน ตรงกันข้าม โครงการนี้สนับสนุนให้ครูมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และ สพฐ. ขอขอบคุณธนาคารไทยพาณิชย์ที่เล็งเห็นคุณค่าของโรงเรียนในภูมิภาค และเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โรงเรียนทั้ง 42 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษที่เข้าร่วมโครงการ จะเป็นต้นแบบที่สามารถต่อยอดและขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆทั่วประเทศในอนาคต
 

‘เพิ่มพูน-ผู้บริหาร สพฐ.’ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ครู-นักเรียน ดูการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุโรงเรียนชายแดนไทย-กัมพูชา

'เพิ่มพูน-ผู้บริหาร สพฐ.' ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ครู-นักเรียน ดูการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุโรงเรียนชายแดนไทย-กัมพูชา

‘เพิ่มพูน-ผู้บริหาร สพฐ.’ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ครู-นักเรียน ดูการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุโรงเรียนชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.44 น.

‘เพิ่มพูน-ผู้บริหาร สพฐ.’ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ครู-นักเรียน ดูการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุโรงเรียนชายแดนไทย-กัมพูชา 

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ, ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมผู้บริหาร สพฐ. และผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นายอนุพงษ์ สุขสมนิตย ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ร่วมเดินทางไปตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอน การบริหารแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสถานศึกษา การเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมมอบ คอมพิวเตอร์โนสบุ๊ก นมกล่อง ขนมขบเคี้ยว ผงซักฟอก แปรงสีฟัน ยาสีฟันให้กับ โรงเรียนบ้านภูมิชรอล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 และโรงเรียนภูมิชรอลวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศ

โอกาสนี้ รมว.ศธ. พร้อมผู้บริหาร ได้ร่วมร้องเพลงชาติไทย กับคณะครูและนักเรียน พร้อมดูการซักซ้อมตามแผนเผชิญเหตุของนักเรียนในการวิ่งไปในหลุมหลบภัย เพื่อเอาตัวรอดหากเกิดเกตุฉุกเฉิน โดยมี เจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันปฏิบัติการจิตวิทยา หน่วยศูนย์สงครามพิเศษ จ.ลพบุรี มาสร้างกิจกรรมเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครูและนักเรียนของโรงเรียนภูมิสรอลวิทยาด้วย 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมให้กำลังใจโรงเรียนทั้ง 2 แห่ง ว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ ต้องการมาเห็นความจริงในพื้นที่ชายแดนด้วยตาตนเอง เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะโดยตรงจากโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้บริหารสถานศึกษา เพราะเราเชื่อว่าทุกโรงเรียน ทุกชีวิตในพื้นที่ชายแดนมีคุณค่าไม่ต่างจากพื้นที่อื่น ๆ การศึกษาไม่ควรถูกจำกัดด้วยสภาพภูมิประเทศ หรือสถานการณ์ทางความมั่นคง ยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการจะไม่ทอดทิ้งโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยง เราจะดูแลทั้งด้านคุณภาพการศึกษา และความปลอดภัยอย่างรอบด้าน รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้ทุกโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนมีแผนเผชิญเหตุที่ทันสมัย เป็นระบบ สามารถปกป้องชีวิตของครูและนักเรียนได้จริง ในทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

“วันนี้ได้เห็นบริบทต่างๆ ในการดำเนินการและการซักซ้อมตามแผนเผชิญเหตุ และทางโรงเรียนมีระบบแจ้งเตือนกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่ตนมองว่าจุดที่ตั้งของหลุมหลบภัยอยู่ห่างไกลจากอาคารที่เด็กเรียน ถ้าหากมีโอกาสสร้างหลุมหลบภัยขึ้นใหม่ก็ขอให้สร้างในบริเวณใกล้กับอาคารเรียน เพื่อให้เด็กสะดวกในการวิ่งไปหลบภัย  และผมได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ขอให้ทางกรมโยธาธิการจังหวัด ช่วยออกแบบหลุมหลบภัยให้กับทางโรงเรียน เนื่องจากหลุมหลบภัยที่มีมานานแล้วมีสภาพเสื่อมสลาย จึงต้องปรับปรุงโครงสร้างที่ทำด้วยปูนซิเมนต์ เพื่อให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น และลดการสูญเสียได้ดีขึ้น และให้นำต้นไม้ใหญ่มาปลูกบริเวณหลุมหลบภัยเพื่อช่วยลดเสียงและการตกกระทบ รวมถึงให้มีการซับซ้อนวิ่งไปยังหลุมหลบภัย และให้นักเรียนแต่ละห้องจะต้องรู้ว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้น จะวิ่งไปหลบในจุดไหน และให้รู้จำนวนเข้าและจำนวนออกด้วย และขณะอยู่ในหลุมหลบภัยให้มีขบวนการในการสร้างสรรค์กำลังใจให้กับนักเรียน  เช่น ให้ร่วมกันร้องเพลงปลุกใจเพื่อรวมสมาธิลดความตกใจและตื่นตระหนก และการซักซ้อมต้องมีหลายรูปแบบ เช่น กรณีมีสัญญาณเตือนภัยเกิดขึ้น เด็กจะไปหลุมหลบภัยอย่างไร เด็กโตควรมาช่วยดูแลเด็กเล็กอย่างไร เพื่อให้สามารถไปถึงหลุมหลบภัยได้เร็วขึ้น และผมจะหารือกับเลขาธิการ กพฐ ในการจัดทำคู่มือต่างๆ เพื่อฝึกให้เด็กสามารถตัดสินใจได้หากเกิดเหตุภัยคุกคาม หรือกรณีเกิดเหตุคนร้ายเข้ามาในโรงเรียนจะทำอย่างไรหากครู หรือหัวหน้าห้องไม่อยู่จะเอาตัวรอดอย่างไร กระทรวงศึกษาธิการขอย้ำว่าการดูแลด้านสวัสดิภาพควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นภารกิจสำคัญ ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เพื่อให้การศึกษาในทุกพื้นที่ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืน” รมว.ศธ. กล่าว 

ส่วนธรณีที่มีการปิดด่านระหว่างไทย กัมพูชานักเรียนฝั่งกัมพูชาไม่สามารถมาเรียนได้ ตนไม่มีข้อมูลจึงไม่อยากก้าวล่วงตรงนั้นให้เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง แต่ในมิติของการศึกษาเราสนับสนุนทุกคนไม่ว่าชาติไหนศาสนาใด และในส่วนของเราก็ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา และปลุกใจให้เกิดความรัก เด็กคนไหนสมัครใจมารับการศึกษาได้เราก็ยินดีให้การศึกษาทุกคน ซึ่งขณะนี้โรงเรียนที่อยู่ตามแนวชายแดนทุกแห่งก็มีความปลอดภัยดีผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษก็ได้มาตรวจเยี่ยมตลอดในพื้นที่ชายแดนตลอด
 

‘บ้านปลามีชีวิต’ ฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ-ชีวิตประมงพื้นบ้าน

‘บ้านปลามีชีวิต’ ฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ-ชีวิตประมงพื้นบ้าน

‘บ้านปลามีชีวิต’ ฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ-ชีวิตประมงพื้นบ้าน

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ซั้ง” ภูมิปัญญาชาวประมงที่เกิดจากการนำวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่าย เช่น กิ่งและลำต้นของไม้ชายเลนมากองหรือผูกและทิ้งไว้ในทะเล เพื่อล่อให้สัตว์ทะเลเข้ามาใช้เป็นแหล่งหากินและใช้หลบซ่อนตัว ก่อนจะใช้เครื่องมือประมงมาล้อมจับและนำขึ้นมาขาย แต่วันนี้ซั้งได้ถูกพัฒนามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับชุมชนประมงชายฝั่งหลายแห่ง ภายใต้ชื่อ “บ้านปลา”

ปัจจุบันชุมชนชาวประมงในทะเลสาบสงขลา เริ่มมีการใช้ซั้งเพื่อเป็นบ้านปลาในพื้นที่เขตอนุรักษ์ห้ามจับสัตว์น้ำของชุมชน โดยส่วนใหญ่จะเป็น “ซั้งกอ” ที่เป็นการนำวัสดุ เช่น ลำไม้ไผ่ มากั้นเป็นคอกสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 4X4 เมตร และนำกิ่งไม้ที่หาใด้ในชุมชน เช่น ทางปาล์ม ทางมะพร้าว กิ่งเสม็ด กิ่งลำพู มาใส่หรือปักไว้ในคอก สำหรับใช้เป็นที่เกาะของสาหร่ายและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก รวมถึงแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของลูกปลาขนาดเล็ก ทำให้บ้านปลากลายเป็นแหล่งอาหารและที่หลบซ่อนตัวจากศัตรูตามธรรมชาติ ช่วยปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบ้านปลา จะช่วยให้สัตว์น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้น ชาวประมงมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ชุมชนในทะเลสาบสงขลาที่ทำบ้านปลาและประสบความสำเร็จยังมีจำนวนจำกัด   สาเหตุหนึ่งเกิดจากวัสดุในการทำบ้านปลาที่เป็นวัสดุธรรมชาติสามารถย่อยสลายได้  ทำให้จำเป็นต้องมีการซ่อมบำรุงคอก รวมถึงเปลี่ยนกิ่งไม้ทุก 6 เดือน  ซึ่งการหาคนที่จะมาทำหน้าที่นี้อย่างต่อเนื่อง คือเงื่อนไขสำคัญของการทำบ้านปลาให้ประสบความสำเร็จ

ที่ผ่านมาการทำงานอนุรักษ์ในชุมชนจะคล้ายกับงานจิตอาสา พอทำช่วงหนึ่งจะมีอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้หมดกำลังใจ ระยะแรกคนในชุมชนอาจจะให้ความร่วมมือ แต่เมื่อจำนวนปลาเริ่มมากขึ้น ก็จะเริ่มมีการแอบจับ หรือไม่ยอมรับข้อตกลงที่กำหนดไว้  ซึ่งคนที่อยากรักษาพื้นที่อนุรักษ์ไว้ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจ ไม่มีกฎหมายในมือ  โดยเฉพาะบ้านปลาซึ่งต้องมีต้นทุนในการดูแลซ่อมแซม หากขาดระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน ไม่มีการวางแผนเรื่องรายรับรายจ่าย ก็จะมีปัญหาต่างๆ ตามมา จนกลุ่มไม่สามารถทำต่อได้

ผลจากการดำเนินโครงการวิจัย ในช่วงปี 2565-2566  สามารถทำให้เกิดกองทุนหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์ และมีกิจกรรมต่อยอดจากการอนุรักษ์ต่างๆ ในชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาที่เข้าร่วมโครงการ และยังทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เช่น ประมงจังหวัด เพื่อคอยกำกับดูแลการทำประมงไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในเขตอนุรักษ์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง 

ทำให้ “บ้านปลา” ในหลายชุมชนสามารถเป็นพื้นที่ฟูมฟักและเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำได้จริง ที่สำคัญคือ “ทีมวิจัยและชุมชนบ้านใหม่ หมู่ 1 ตำบลสทิ้งหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา” ยังได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ปิดจุดอ่อนของบ้านปลาที่ต้องการการดูแลอย่างสม่ำเสมอมาเป็น “บ้านปลามีชีวิต” ที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ เมื่อเวลาผ่านไปจะยิ่งแข็งแรงมากขึ้น

บ้านปลามีชีวิต เป็นนวัตกรรมที่เริ่มต้นจากภูมิปัญญาของคนในชุมชนบ้านใหม่ หมู่ 1 ที่คิดว่าหากเปลี่ยนจากการใช้กิ่งไม้เป็นการปลูกต้นไม้ที่มีชีวิตและเติบโตได้ น่าจะทำให้ได้บ้านปลาที่แข็งแรงและใช้ประโยชน์ได้นานกว่า   ทำให้บ้านปลามีชีวิตที่ชุมชนบ้านใหม่และทีมวิจัยร่วมกันพัฒนาขึ้นมา เปลี่ยนจากการใช้กิ่งไม้มาเป็นการวางท่อซีเมนต์หรือถังพลาสติกที่บรรจุดินเลนไว้ภายในลงไปคอก และนำต้นโกงกางที่เพาะไว้มาปลูกบนท่อหรือถังเหล่านั้นแทนการปักด้วยกิ่งไม้  

โดยพบว่าเมื่อต้นโกงกางเติบโตขึ้น จะมี “รากค้ำจุน”งอกออกจากด้านข้างของลำต้นและโค้งปักลงบนพื้นดินเลนที่อยู่โดยรอบท่อ  ซึ่งรากน้อยใหญ่เหล่านี้นอกจากจะช่วยพยุงต้นโกงกางให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงแล้ว ยังช่วยสร้างระบบนิเวศของปลาตัวอ่อน ที่ให้ทั้งอาหารและแหล่งหลบซ่อน จนมีขนาดโตพอจะออกไปหากินและแพร่พันธุ์ต่อไป

น.ส.อุไรพรรณ หมอชื่น  สมาชิกของกลุ่มอนุรักษ์ชายฝั่งและฟาร์มทะเลชุมชนบ้านใหม่ หมู่ที่ 1  ผู้คิดชื่อ “บ้านปลามีชีวิต” กล่าวว่า เหตุผลที่เลือกใช้คำว่าบ้านปลามีชีวิต  เพราะสามารถสื่อความหมายถึงการนำสิ่งมีชีวิตอย่างต้นโกงกางมาเป็นสถานที่ให้ชีวิตกับสัตว์น้อยใหญ่ต่าง ๆ ที่มาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ทั้งในน้ำและบนต้น ขณะที่การมีอยู่ของบ้านปลาแห่งนี้ ได้ทำให้ชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น ทั้งอาชีพประมง การมีรายได้จากการท่องเที่ยว และการปลุกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ให้กับคนในชุมชนและเด็กเยาวชน

ผศ.ดร.เตือนตา ร่าหมาน คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่ทำการศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในบริเวณบ้านปลา ภายใต้งานวิจัย “การจัดการอนุรักษ์ปลาสามน้ำของชุมชนในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอย่างมีส่วนร่วมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสังคม” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบปริมาณสัตว์น้ำก่อนและหลังการทำบ้านปลาในทะเลสาบสงขลา พบว่า ก่อนทำบ้านปลาน้ำหนักของสัตว์น้ำในบริเวณนี้อยู่ที่ 0.3 กิโลกรัม

“แต่เมื่อทำบ้านปลาให้สัตว์น้ำได้ใช้เป็นแหล่งอาหารและแหล่งพักพิงไปแล้ว น้ำหนักสัตว์น้ำเพิ่มเป็น 0.72 กิโลกรัม หรือคิดเป็นปริมาณปลาที่เพิ่มขึ้น 140 เปอร์เซ็นต์    และยังพบอีกว่าปลาที่อยู่โดยรอบบ้านปลาจะมีน้ำหนักเฉลี่ย 2.5 กิโลกรัม  ขณะที่ปลานอกเขตบ้านปลามีน้ำหนักเฉลี่ยเพียง 0.6 กิโลกรัม  ที่สำคัญคือ ชาวประมงในชุมชนที่มีการทำบ้านปลาจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 16,000-24,000 บาทต่อเดือน เป็นเดือนละ 40,000-52,000 บาท” ผศ.ดร.เตือนตา กล่าว

ผศ.ดร.เตือนตา กล่าวต่อไปว่า หลังจากทำบ้านปลามีชีวิตไปแล้ว 4 เดือน พบว่าบริเวณที่มีการทำบ้านปลาและในเขตอนุรักษ์จะพบปลา 9 ชนิด ขณะที่พบปลานอกเขตอนุรักษ์เพียง  2 ชนิด นอกจากนี้น้ำหนักของปลาที่จับจากบริเวณบ้านปลามีชีวิตขึ้นมาชั่งจะได้ปลาคิดเป็นน้ำหนัก 17.2 กิโลกรัม ขณะที่ปลาที่จับได้ในบริเวณที่ไม่มีบ้านปลา จะชั่งน้ำหนักได้  1.5 กิโลกรัม ซึ่งผลการประเมินแสดงให้เห็นประสิทธิภาพของการทำบ้านปลาและเขตอนุรักษ์ได้เป็นอย่างดี  เมื่อคำนวณ SROI (ผลตอบแทนทางสังคม) ของโครงการนี้เท่ากับ 5.72 นั่นคือ ลงทุนทำกิจกรรมไป 1 บาท ได้ผลตอบแทน 5.72 บาท

และด้วยความโดดเด่นของนวัตกรรมจากภูมิปัญญาของชุมชน ทำให้ “บ้านปลามีชีวิต” ได้รับรางวัลระดับดีเด่นประเภทนวัตกรรม/เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในงานชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ปีที่ 2  และคว้ารางวัล SILVER MEDAL จากเวที “2024 Kaohsiung International Invention and Design EXPO” (KIDE 2024)  ซึ่งเป็นเวทีประกวดนวัตกรรมระดับนานาขาติ ที่ไต้หวันได้อีกด้วย!!!

หมายเหตุ : หน่วยบริหารและจัดการทุนเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (อว.) มีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความเข้มแข็งของชุมชน ให้มีศักยภาพในการแข่งขัน สามารถพึ่งพาตนเองได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น