นายกสมาคมนักประดิษฐ์เข้าร่วม แข่งขันคอนกรีตมวลเบารักษ์โลก ชื่นชมแนวคิดลดภาวะโลกร้อน

นายกสมาคมนักประดิษฐ์เข้าร่วม แข่งขันคอนกรีตมวลเบารักษ์โลก ชื่นชมแนวคิดลดภาวะโลกร้อน

นายกสมาคมนักประดิษฐ์เข้าร่วม แข่งขันคอนกรีตมวลเบารักษ์โลก ชื่นชมแนวคิดลดภาวะโลกร้อน

วันเสาร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.04 น.

นายกสมาคมนักประดิษฐ์ให้เกียรติเข้าร่วมและกล่าวชื่นชมมหาวิทยาลัยสยาม ในโอกาสจัด กิจกรรมการแข่งขันคอนกรีตมวลเบารักษ์โลก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดการลดภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายภณวัชร์นันท์ ไกรมาตย์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกิจกรรมการแข่งขันคอนกรีตมวลเบารักษ์โลก ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 1 ในระหว่างวันที่ 5 – 7  มิถุนายนนี้ ซึ่งจัดโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ว่า ต้องขอขอบคุณทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ด้วยความยินดียิ่ง ที่ได้เชิญตนและทางสมาคมฯ เข้าร่วมพิธีเปิดและปิดการแข่งขันดังกล่าว โดยทางมหาวิทยาลัยสยาม ผู้จัดการแข่งขัน มีการแจ้งว่า จำนวนทีมทีมที่สมัครเข้าร่วมแข่งขันฯในครั้งนี้ มีเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนระดับอาชีวศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคทั่วประเทศ ซึ่งตนขอให้กำลังใจ และขอให้ประสบผลสำเร็จตามที่มุ่งหวังเอาไว้ เพราะการนำทักษะที่ได้ร่ำเรียนมา มาใช้ในการปฏิบัติจริง ผ่านการแข่งขันตามกติกาอย่างเข้มงวดและยุติธรรม จะทำให้เกิดผลโดยรวมต่อวงการช่างของไทย รวมทั้ง ในปัจจุบันการรักษาสิ่งแวดล้อมถือเป็นแนวทางหลักที่สำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้งกับการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อให้โลกมีความน่าอยู่ตลอดไป  ซึ่งการที่ได้มาแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สำคัญ และเป็นการผูกสัมพันธ์กันระหว่างทางมหาวิทยาลัยฯ องค์กรภายนอก และผู้เข้าแข่งขันด้วยกันเองอีกด้วย

“ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางมหาวิทยาลัยสยามได้เชิญผมและทางสมาคมเข้าร่วมงานการแข่งขันคอนกรีตมวลเบารักษ์โลกในครั้งนี้ โดยคอนกรีตมวลเบา เป็นวัสดุก่อที่มีการนำมาใช้ และเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนได้มากกว่าวัสดุก่อชนิดอื่นที่มีมา แต่ก็ยังมีจุดด้อยจะต้องแก้ไขก็คือ การแตกร้าวของปูนฉาบเมื่อแห้งแล้ว และใช้เฉพาะห้องที่มีการใช้เครื่องปรับอากาศเท่านั้น รวมทั้ง กระแสเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ภาวะโลกร้อน ก็ยังเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจและตระหนักถึง โดยเฉพาะการก่อสร้างในปัจจุบันที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณที่สูง และฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาต่อสุขภาพของประชาชนในปัจจุบัน ก็ถือว่า เป็นการตอบโจทย์ที่สำคัญที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้  อีกทั้ง เป็นที่ทราบกันดีว่า การแข่งขันคอนกรีตมวลเบา เป็นการแข่งขันในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่เปรียบเสมือนเวทีที่แสดงศักยภาพของเยาวชน รวมทั้ง บริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัท ต่างก็ใช้โอกาสนี้ในการหาเพชรเม็ดงามหรือช้างเผือกเข้ามาทำงานในอนาคต เพราะฉะนั้น ผมจึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ และเต็มใจที่จะให้ข้อคิด ประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างนักประดิษฐ์ที่มีคุณภาพ ออกไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ โดยยึดถือจรรยาบรรณที่ดีในการเคารพสิทธิของผู้คิดค้น ซึ่งจะต้องไม่ละเมิดหรือลอกเลียนแบบอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการแสดงความรักชาติรักแผ่นดินอีกประการหนึ่ง เนื่องจากว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นข่าวใหญ่ในเวลานี้ ความรักชาติการหวงแหนแผ่นดินเกิดเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยจุดยืนที่สำคัญของประเทศไทยในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผมก็เห็นด้วยมาตลอดว่า ‘ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด’ 

ดังนั้น ตนจึงได้ให้โอวาทกับเยาวชนว่า ในวัยที่กำลังเติบโตเพื่อกำลังจะไปเป็นกำลังสำคัญในอนาคตอันใกล้ โดยขอให้มีความรักความภาคภูมิใจในประเทศของตนที่ได้อยู่อาศัย  ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม เพื่อประโยชน์ของคนในชาติ และสร้างชื่อเสียงของประเทศไทยให้กับคนทั่วโลก โดยจะต้องรักษาสิทธิในงานของตัวเองตามกฎหมาย เพื่อป้องกันใครต่อใครมาอ้างสิทธิ์หรือที่เรียกกันตามความใจว่ามีการเคลมผลงานกันด้วย  ” นายภณวัชร์นันท์กล่าว

‘สศร.’คัด3ทีมคนรุ่นใหม่ โชว์โครงการศิลปะพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง

'สศร.'คัด3ทีมคนรุ่นใหม่ โชว์โครงการศิลปะพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง

‘สศร.’คัด3ทีมคนรุ่นใหม่ โชว์โครงการศิลปะพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง

วันเสาร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.03 น.

7 มิ.ย. 2568 นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รอง ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)  กล่่าวว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย จัดโครงการพัฒนาศักยภาพศิลปินร่วมสมัย (เด็ก อวด + ดี) ขึ้น เป็นปีแรก  โดยมีการคัดเลือก 3 ทีมสุดท้าย ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินโครงงานเพื่อพัฒนาต่อยอดโครงงานด้านศิลปะร่วมสมัยทำให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ได้แก่

1.ทีม Art for change ศิลป์เปลี่ยนโลก  จากจุฬาฯ จัดโครงการ Art Heal Heart ศิลป์สานใจ มุ่งใช้องค์ความรู้ศิลปะร่วมสมัยมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะด้านศิลปะและดูแลสุขภาพจิต เพื่อช่วยเหลือและดูแลจิตใจเด็กในชุมชนในพื้นที่กรุงเทพฯ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชนเมือง ตลอดจนเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันอารมณ์  และการดูแลจิตใจตนเองอย่างยั่งยืน โดยได้นำเยาวชน ชุมชนวัดดวงแข และชุมชนใกล้เคียง เข้าร่วมกิจกรรม  ที่ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก มีการสร้างสรรค์ผลงานภาพวาดชุมชนในฝันและการปั้นดินน้ำมัน  ทำกระเป๋าผ้าเพ้นท์สี และเขียนบอกเล่าความรู้สึกเพื่อสุขภาพจิตที่ดีอย่างยั่งยืน 

2.ทีมคนไทยไปดวงจันทร์ ม.ศิลปากร จัดโครงงานรอยศิลป์ รากถิ่น เป็นการสร้างการเรียนรู้งานศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น (ฮูปแต้ม) ส่งต่อความรู้และประสบการณ์ให้เยาวชนได้สัมผัสและเรียนรู้ ในศิลปะและวัฒนธรรม  อีกทั้งสามารถเสริมสร้างชุมชนที่เข้มแข็งด้วยการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับการพัฒนาชุมชน สามารถกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันในสังคม รวมถึงเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์อนาคตที่ดีของเยาวชน โดยมีรูปแบบกิจกรรมหลักคือ พาเยาวชนไปเรียนรู้เรื่องราวในพื้นที่นั้น ๆ และนำสิ่งที่ได้รับมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ พร้อมทั้งจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อเผยแพร่ผลงานออกสู่สาธารณะ ดำเนินการ ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์

และ 3.ทีม ArtedToy จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงงานอาร์ตทอยส่งเสริมการเรียนรู้วัฒนธรรมไทย – อีสาน 3 ผีไทยเลย  สร้างการเรียนรู้ด้านการออกแบบคาแร็กเตอร์ที่มีแรงบันดาลใจมาจาก 3 ผีของ จ.เลย ได้แก่ ผีตาโขน ผีบุ้งเต้า และผีขนน้ำ ให้แก่เด็กและเยาวชนใน จ.เลย ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมไทย อีสาน ผ่านเรื่องราวของ 3 ผี และนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานอาร์ตทอยที่ต่อยอดจากเรื่องราวทางศิลปวัฒนธรรมไทย ดำเนินการ ที่ ศูนย์ศิลป์สิรินธร อ.วังสะพุง จ.เลย

“สศร. มุ่งหวัง  ที่จะสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ เป็นคนดี คนเก่งและมีคุณภาพ สามารถนำโครงการที่ได้จัดทำ มาร่วมพัฒนาสังคมให้เข้มแข็ง สร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับคนในชุมชน รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างพัฒนาทักษะเฉพาะทางด้านศิลปวัฒนธรรมและสร้างความเข้าใจ เห็นคุณค่าในวัฒนธรรมที่หลากหลาย” รอง ผอ.สศร. กล่าว  

สำนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ คว้า 2 รางวัล หน่วยงานดีเด่นและบุคคลดีเด่น

สำนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์  คว้า 2 รางวัล หน่วยงานดีเด่นและบุคคลดีเด่น

สำนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ คว้า 2 รางวัล หน่วยงานดีเด่นและบุคคลดีเด่น

วันเสาร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.20 น.

สำนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์  คว้า 2 รางวัล หน่วยงานดีเด่นและบุคคลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์การผลิตและเผยแพร่สื่อลามกเด็ก  การค้าประเวณีการหลอกหลวงคนไทยไปใช้แรงงานเป็นสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องในวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 
 

 วันที่  7 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา นางสุกัญญา รัตนนาคินทร์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ สำนักงานอัยการสูงสุด และคณะ เข้าร่วมกิจกรรมเนื่องในวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking”  โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานที่อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

โดยกิจกรรมครั้งนี้ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับรางวัล “หน่วยงานดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี 2568” เป็นผลมาจากการพัฒนาและดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ทั้งการพัฒนากลยุทธ์การดำเนินคดีเชิงรุกและการประสานงาน การร่วมเป็นผู้นำในการสอบสวนและดำเนินคดีสำคัญ การเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรม การดำเนินโครงการและกิจกรรมเชิงรุกด้านการป้องกันและปราบปราม การเพิ่มศักยภาพการดำเนินคดีและพัฒนามาตรฐานทางกฎหมาย รวมถึงการแบ่งปันความเชี่ยวชาญผ่านความร่วมมือและการเป็นวิทยากร รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ

ทั้งนี้ นายวิชาญ มนูญปิจุ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคดีค้ามนุษย์ ยังได้รับรางวัล “บุคคลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี 2568” โดยได้ดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ในคดีที่เกี่ยวกับการผลิตและเผยแพร่สื่อลามกเด็ก การหลอกหลวงคนไทยไปใช้แรงงานเป็นสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน คดีเกี่ยวกับเครือข่ายอาชญากรรมที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี และยังมีส่วนช่วยในการผลักดัน ส่งเสริม สนับสนุนและเผยแพร่งานในด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อีกด้วย.

‘คุรุสภา’ต่อยอดองค์ความรู้ลุ่มลึกสู่นโยบาย

'คุรุสภา'ต่อยอดองค์ความรู้ลุ่มลึกสู่นโยบาย

‘คุรุสภา’ต่อยอดองค์ความรู้ลุ่มลึกสู่นโยบาย

วันเสาร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.44 น.

“อมลวรรณ” เล็งนำผลงานครูที่ได้รับรางวัลของคุรุสภา ต่อยอดระดับนโยบาย-พื้นที่-โรงเรียน เผยการประชุม KSP Webinar ปี 68 มีองค์ความรู้สมบูรณ์จ่อคิวเผยแพร่ได้เลย 44 เรื่อง

ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุุข” ของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการสร้าง “ครูคุณภาพ” เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและมีความสุข ต่อยอดการพัฒนาคุุณภาพการศึกษาทุกระดับให้ทันสมัยได้มาตรฐานสากลอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว เพื่อให้เด็กไทย คนไทย ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ“ นั้น ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภา เดินหน้าสร้างครูเป็นผู้นำทางการศึกษา มีความสามารถทางวิชาการ และจริยธรรมสูง เพื่อช่วยกันสร้างคนไทยที่มีศักยภาพ โดยเมื่อวันที่ 5-6 มิ.ย. 2568 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้จัดประชุมผู้ทรงคุณวุฒิในการบริหารจัดการองค์ความรู้เพื่อพัฒนาความลุ่มลึกทางวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งตนเห็นว่าที่ผ่านมาคุรุสภาได้ส่งเสริม สนับสนุน ยกย่อง และผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยมอบรางวัลด้านต่างๆ ให้ แต่การนำผลงานที่ได้รับรางวัลไปสู่การพัฒนายังไม่ค่อยสมบูรณ์ ดังนั้น ที่ประชุมซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการวิจัย เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพการศึกษา และด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จำนวน 23 คน จึงได้มารวบรวม คัดเลือก องค์ความรู้จากผลงานที่ได้รับรางวัลต่างๆของคุรุสภา และดูว่าทำอย่างไรให้รางวัลทั้งหลายนำไปสู่การต่อยอดใน 2 ระดับ คือ 1.ระดับนโยบาย เช่น กระทรวงศึกษาธิการและคุรุสภา กำหนดให้มีการพัฒนาแต่ละกลุ่ม หรือ มีการสนับสนุนในพื้นที่ให้ไปปฏิบัติ เพราะเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าดี และ 2.ระดับพื้นที่และสถานศึกษา มีการผลักดันให้พื้นที่หยิบองค์ความรู้ที่สังเคราะห์มาแล้วเอาไปใช้พัฒนาเป็นสื่อ ทำเป็นแอปพลิเคชัน หรือ นำไปปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษา ครู นักเรียน และเนื้อหาวิชา

ด้าน รศ.ดร.ทิวัตถ์ มณีโชติ ประธานกรรมการดำเนินการบริหารจัดการองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา กล่าวว่า ที่ประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ ได้รวบรวม คัดเลือก คัดกรององค์ความรู้จากผลงานที่ได้รับรางวัล ของคุรุสภาที่ผ่านการพิจารณา คัดกรอง และคัดสรรจากคณะกรรมการมาอย่างเข้มข้น เช่น รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา รางวัลหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น รางวัลครูผู้สอนดีเด่น และ รางวัลคุรุสภา เป็นต้น โดยนำผู้ที่ได้รางวัลของแต่ละด้านมาสกัดองค์ความรู้เพื่อทำเป็น Knowledge Management (KM) หรือ การจัดการความรู้ สรุปหลอมรวมเป็นด้าน และเผยแพร่ เช่น องค์ความรู้ด้านนี้การจัดการเรียนรู้ต้องเป็นลักษณะอย่างไร รวมถึงดูแนวโน้มของความเปลี่ยนแปลง เช่น เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ อะไรที่นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดได้ เราจะไม่ตั้งรับให้ครูทำไปก่อนแล้วตามไปสนับสนุน เราจะมองไปข้างหน้าก่อน สำหรับการคัดกรองรางวัลในปีนี้ คัดเลือกมาจำนวน 91 เรื่อง สังเคราะห์องค์ความรู้โดยแบ่งระดับความสมบูรณ์ขององค์ความรู้แล้ว มีกลุ่มที่เผยแพร่ได้เลยไม่ต้องไปเพิ่มเติมอะไร จำนวน 44 เรื่อง กลุ่มที่ต้องมาเพิ่มเติมองค์ความรู้ จำนวน 32 เรื่อง และ 3.กลุ่มที่ยังไม่สมบูรณ์ จำนวน 15 เรื่อง ซึ่งจะมีการนำองค์ความรู้ไปเผยแพร่ในการจัดประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ที่จะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมทั้งเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆของคุรุสภา โดยให้ครูผู้ที่ได้รับรางวัลเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้วยตนเองเป็นต้นแบบ ว่าทำอย่างไรถึงสำเร็จ ความเป็นครูดี ครูเก่ง เป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นการยกย่องและให้เกียรติครูอีกช่องทางหนึ่ง และนำไปสู่การพัฒนาต่อยอด กระตุ้น สร้างแรงบันดาลใจกับผู้อื่น

ขณะที่ ดร.สุดา สุขอ่ำ รองเลขาธิการคุรุสภา ในฐานะผู้จัดการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิในการบริหารจัดการองค์ความรู้เพื่อพัฒนาความลุ่มลึกทางวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2568 กล่าวถึงผลการดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและบริหารจัดการองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ว่า ที่ผ่านมา ได้มีการส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ในการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา (KSP Webinar) ประจำปี 2567 มีผู้เข้าร่วม จำนวน 292,129 คน มีองค์ความรู้สำหรับเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆของคุรุสภา จำนวน 139 เรื่อง และมีคลิปวิดีโอการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ องค์ความรู้เพื่อพัฒนาความลุ่มลึกของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 29 ตอน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ฯ ทำให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ที่จัดการอย่างเป็นระบบ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้แวดวงวิชาชีพทางการศึกษาเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง.

มอบหนังสือแนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ฯ ให้กับรองเลขาธิการสพฐ.

มอบหนังสือแนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ฯ  ให้กับรองเลขาธิการสพฐ.

มอบหนังสือแนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ฯ ให้กับรองเลขาธิการสพฐ.

วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

รองอธ.อัยการคดีเยาวชนและครอบครัว ร่วมกับ สำนักงานอัยการสูงสุดออสเตรเลีย และองค์การ UNICEFมอบหนังสือแนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ฯ ให้กับรองเลขาธิการสพฐ. เพื่อเผยแพร่ความรู้ปัญหาภัยออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ยกระดับการคุ้มครองเด็กไทยจากภัยคุกคามในโลกดิจิทัล

วันที่ 6 มิถุนายน2568  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจักรวาล แสงแข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว พร้อมคณะพนักงานอัยการและบุคลากรศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว (ศอค.) สำนักงานอัยการสูงสุด  ส่งมอบหนังสือ “แนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546” จำนวน 500 เล่มและรูปแบบ E-book ให้แก่ นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เพื่อจัดส่งไปยังสถานศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายจักรวาล รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว ร่วมกับองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) และสำนักงานอัยการสูงสุดออสเตรเลีย จัดทำหนังสือ “แนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546” ทั้งในแบบรูปเล่ม และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์ และความสำคัญของปัญหาภัยออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้แก่เด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็ก ตลอดจนผู้ใช้สื่อออนไลน์เกี่ยวกับเด็กที่อาจเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิด หรืออาจเป็นผู้กระทำความผิดให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แก้ไขและเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการทางคดีได้อย่างถูกต้อง รวมถึงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท อำนาจ หน้าที่ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ฯและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชน เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็กไทยจากภัยคุกคามในโลกดิจิทัล.
              

ย้อนรอยตำนาน’เพลงชาติไทย’ เผยที่มาประโยคทรงพลัง! ‘ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด’

ย้อนรอยตำนาน'เพลงชาติไทย' เผยที่มาประโยคทรงพลัง! 'ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด'

ย้อนรอยตำนาน’เพลงชาติไทย’ เผยที่มาประโยคทรงพลัง! ‘ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด’

วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 09.25 น.

วันที่ 6 มิถุนายน 2568 เฟซเฟซบุ๊ก “โบราณนานมา” โพสต์ข้อความระบุว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด 

ท่อนที่ว่า “…ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด…” มาจากเพลงชาติไทย ซึ่งพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง ส่วนคำร้องประพันธ์โดยหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)

ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้มีการใช้เพลง “สรรเสริญพระบารมี” เป็นเพลงถวายความเคารพองค์พระมหากษัตริย์ตามธรรมเนียมสากล แม้เพลงดังกล่าวไม่ใช่เพลงชาติของประเทศสยามอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ก็ถืออนุโลมว่าเป็นเพลงชาติโดยพฤตินัยตามหลักดังกล่าว

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี ๒๔๗๕ คณะราษฎร ได้ประกาศใช้ “เพลงชาติมหาชัย” ซึ่งประพันธ์เนื้อร้องโดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นเพลงชาติอยู่ ๗ วัน (ใช้ชั่วคราว) แต่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาเป็นเพลงชาติฉบับที่แต่งทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการแทนเพลงสรรเสริญพระบารมี

ส่วนเนื้อร้องของ “เพลงชาติไทย” นั้น คณะราษฎรได้ทาบทามให้ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เป็นผู้ประพันธ์ โดยคำร้องที่แต่งขึ้นนั้นมีความยาว ๒ บท แม้เพลงนี้จะเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไปก็ตาม แต่เพลงนี้ก็ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็นเพลงชาติ

๏ แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง
ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า
สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์บุราณลงมา
ร่วมรักษาเอกราษฎร์ชนชาติไทย

๏ บางสมัยศัตรูจู่มารบ
ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่
ตะลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท
สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา

๏ อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย
น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราษฎร์คือกระดูกที่เราบูชา
เราจะสามัคคีร่วมมีใจ

๏ ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสสระเสรี
ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย
สถาปนาสยามให้เทิดชัยไชโย

แต่ต่อมาในปี ๒๔๘๒ มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ทำให้รัฐบาลจัดประกวดคำร้องใหม่ขึ้น (เนื้อเพลง) แต่กำหนดว่าให้ใช้ทำนองตามฉบับเดิมของพระเจนดุริยางค์ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)”

หลังจากเปลี่ยนเนื้อร้องเพลงชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ใน ปี ๒๔๘๒ เพลงชาติไทยฉบับเนื้อร้องปัจจุบัน เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๒ มีเนื้อเพลงดังนี้

๏ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี

๏ ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย

จากเนื้อร้องเพลงชาติข้างต้น ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ได้ให้ความหมายของเนื้อร้องไว้ ดังนี้

“…ประเทศไทยเป็นถิ่นที่รวมชนผู้มีเลือดเนื้อเชื้อชาติของไทยไว้ให้ได้อยู่อาศัยร่วมกัน แผ่นดินทุกส่วนของประเทศไทยย่อมเป็นของชาวไทยทุกคน ประชาชนไทยรักษาแผ่นดินไทยทั้งหมดไว้ได้ ก็ด้วยทุกคนมีน้ำใจสามัคคี

รักคนไทยด้วยกันและรักประเทศชาติ ชนไทยรักที่จะอยู่สุขสงบ แต่ถ้าจำเป็นต้องรบกับศัตรูแล้ว คนไทยไม่เคยขลาดกลัวเลย ไม่มีวันยอมให้ศัตรูหน้าไหนมาข่มขู่ทำลายความเป็นอิสระของชาติไทยได้ ทุกคนยอมสละเลือด

ทุกหยดเพื่อชาติไทยอยู่ยั่งยืน จะปกป้องคุ้มครองประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป และให้มีแต่ชัยชนะตลอดไป…”

#โบราณนานมา #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #เพลงชาติไทย #เพลงชาติ

‘รวิศ สอดส่อง’ผู้แทนรมว.ยุติธรรม ร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา’สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร’

'รวิศ สอดส่อง'ผู้แทนรมว.ยุติธรรม ร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา'สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร'

‘รวิศ สอดส่อง’ผู้แทนรมว.ยุติธรรม ร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา’สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 21.29 น.

“รวิศ สอดส่อง”ผู้แทนรมว.ยุติธรรม ร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา”สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร” ตามคำเชิญของเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ ว่า เมื่อเวลา 19.45 น.ที่ผ่านมา นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้แทน พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง เนื่องในวาระวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ตามคำเชิญของ นายมาร์ก กูดดิง เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ซึ่งงานดังกล่าวจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย โดยเป็นการกระชับความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ ในวาระการครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 170 ปี ไทย – สหราชอาณาจักร ในปี 2568 ท่ามกลางแขกกว่า 500 คน ทั้งคณะรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง คณะทูตานุทูต และผู้แทนจากแวดวงต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ การค้า สังคม วิชาการ ศิลปะ วัฒนธรรม และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายในงานฯ ได้เน้นย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร รวมทั้งยินดีต่อการลงนามความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกในภูมิภาคยุโรปที่ไทยประกาศเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ด้วย โดยแลกเปลี่ยนความร่วมมือกันใน 8 สาขาเชี่ยวชาญ อาทิ (1) การจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนในระดับทวิภาคีมากยิ่งขึ้นในประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง เพื่อแสวงหาโอกาสในการส่งเสริมศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถ

(2) ส่งเสริมและกระชับความร่วมมือด้านการป้องกันและต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น อาชญา กรรมไซเบอร์ภัยคุกคามจากการแสวงหาผลประโยชน์ และการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การอพยพย้ายถิ่นอย่างผิดกฎหมาย และการค้ายาเสพติด โดยมุ่งมั่นการพัฒนาขีดความสามารถอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ ผ่านความช่วยเหลือเชิงเทคนิค การหารืออย่างสม่ำเสมอ และการแลกเปลี่ยนนโยบายทั้งในระดับทวิภาคี และในกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงที่เกี่ยวข้อง และ (3) สานต่อความร่วมมือในการต่อสู้กับภัยคุกคามด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนให้การสนับสนุนโครงการระดับภูมิภาค รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานด้านการเงินที่ผิดกฎหมายของอาเซียนภายใต้กรอบการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ

– 006

‘สพป.นครปฐม เขต 1’ ต้นแบบเขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ

'สพป.นครปฐม เขต 1' ต้นแบบเขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ

‘สพป.นครปฐม เขต 1’ ต้นแบบเขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.23 น.

“บิ๊กอุ้ม” ชม สพป.นครปฐม เขต 1 นำร่องใช้นวัตกรรมเขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ มอบ “ธนุ” หารือที่ประชุม ผอ. สพท. ทั่วประเทศ ปรับปรุงเติมเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน มุ่งเป้าพัฒนาคน – คุณภาพการศึกษา

วันนี้ (5 มิถุนายน 2568) ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 (สพป.นครปฐม เขต 1) มีการประชุมนำเสนอผลงานโครงการ “เขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ” (Smart Educational Service Area Office: SEASAO) โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวมอบนโยบายและแนวทางพัฒนาคุณภาพการศึกษาตอนหนึ่งว่า โครงการเขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ หรือ SEASAO เป็นนวัตกรรมหนึ่งในการบริหารจัดการศึกษา เป็นการคิดทำจากระดับกลางลงสถานศึกษา ซึ่งตรงกับการใช้งานของ สพป.นครปฐม เขต 1 ถือเป็นการนำร่องใช้นวัตกรรมได้ดี ตนขอชื่นชมและได้มอบหมายให้ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นำนวัตกรรมนี้เข้าหารือในที่ประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.)ทั่วประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็น และร่วมกันวิเคราะห์ ปรับปรุง ขณะเดียวกันเขตพื้นที่การศึกษาก็ต้องสื่อสารกับสถานศึกษา ครู นักเรียนและบุคลากร รับฟังว่าผู้ใช้ต้องการอะไร ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าหลายเขตพื้นที่ฯ มีการทำนวัตกรรมต่างๆ และบางเรื่องก็ซ้ำซ้อนกัน ต่างคนต่างทำ ดังนั้น หากมีนวัตกรรมที่ดี ส่งต่อ ต่อยอดใช้งานร่วมกัน แลกเปลี่ยนกัน จะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ความเหลื่อมล้ำจะหมดไป ซึ่งนวัตกรรมอาจมีหลายโมเดลก็มาวางระบบร่วมกันดู เพราะเป้าหมายสำคัญ คือ การพัฒนาคน และคุณภาพการศึกษา

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการ “เขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ” เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ ศธ. โดยวัตถุประสงค์หลักของโครงการ คือ 1.พัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 2.ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนการสอน 3.ลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ ผ่านการเข้าถึงเทคโนโลยีการศึกษาอย่างทั่วถึง และ 4.เตรียมครูและนักเรียนให้พร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ตามทิศทางการพัฒนาประเทศ

“ ผลการดำเนินงานสำคัญที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการศึกษา การฝึกอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษาด้านเทคโนโลยี การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Blended Learning) การใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ ซึ่ง สพฐ. ได้วางแผนขยายผลโครงการนี้ไปยังโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด ตามแนวคิด ‘1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ’และพร้อมที่จะเป็นต้นแบบให้กับเขตพื้นที่การศึกษาอื่นๆ ตนมั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยสู่อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ‘เรียนดี มีความสุข เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ นวัตกรรมเป็นแนวทาง’ ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ทางด้าน นางสาวณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 กล่าวว่า สพป.นครปฐม เขต 1 ได้พัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาในสังกัด มีการจัดทำหลักสูตร AI จัดทำสื่อการสอนออนไลน์ มีคลังสื่อ มีคลังข้อสอบ โดยเปิดให้นักเรียนเข้ามาทดสอบ และมีระบบหลังบ้านที่สามารถประมวลผลการเรียนของนักเรียนในแต่ละโรงเรียนได้ และนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน การปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 การพัฒนาทักษะครูในการใช้เครื่องมือดิจิทัล และการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับระบบการศึกษาไทยในการก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลง และสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และเราเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไร้กระดาษ.

อว.เปิดศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ลุยผลักดันนักศึกษาสู่อุตสาหกรรมจริง

อว.เปิดศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ลุยผลักดันนักศึกษาสู่อุตสาหกรรมจริง

อว.เปิดศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ลุยผลักดันนักศึกษาสู่อุตสาหกรรมจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธี เปิดศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Semiconductor Training Centers: NSTCs) โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วม โดยมี ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) พร้อมคณะผู้บริหาร มจพ.ร่วมให้การต้อนรับ ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)

จากนั้น นางสาวศุภมาส ได้ร่วมเปิดสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ (Thai Semiconductor Industry Trade Association: THSIA) ร่วมกับนายวิรัตน์ ศรีอมรกิจกุล นายกสมาคมฯ ณ อุทยานเทคโนโลยี มจพ. พร้อมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการผลิตบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และศูนย์ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่และระบบอัตโนมัติ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ.

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า เซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของโลก เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต ประเทศไทยต้องเร่งการเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่หรือ New Growth Engine เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ไทยจึงต้องเร่งสร้าง “กำลังคนสมรรถนะสูง” ให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของบริษัทภายในประเทศรวมถึงเพื่อรองรับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มเติมในอนาคต

“กระทรวง อว.ได้กำหนดแผนอย่างเป็นระบบภายใต้กรอบนโยบาย “อว. for Semiconductor” ตั้งเป้าหมายพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง จำนวน 80,000 คน ภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) มุ่งเน้นการ บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานชั้นนำระดับโลก และขับเคลื่อนโปรแกรมการผลิตและพัฒนากำลังคนในหลากหลายรูปแบบ อาทิ โครงการ Semiconductor Bootcamp เพื่อเตรียมนักศึกษาชั้นปี 3 – 4 เข้าสู่อุตสาหกรรมจริง การพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หลักสูตรระยะสั้นเพื่อ Upskill/Reskill โปรแกรม Train the trainer เพื่อพัฒนาอาจารย์และนักวิจัย ตลอดจนทุนปริญญาเอกแบบมุ่งเป้าด้าน IC Design โดยเฉพาะการจัดตั้ง National Semiconductor Training Centers ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการพัฒนากำลังคน และการสร้างความร่วมมือเชิงลึกร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้ ไทยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก นำไปสู่การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ” รมว.ระทรวง อว.กล่าว

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า กระทรวง อว.ได้ผลักดันการสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่างเป็นระบบ  มีการจัดทำแผนการพัฒนากำลังคนและขับเคลื่อนการดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเข้มข้น พร้อมริเริ่มจัดตั้ง National Semiconductor Training Centers ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานแกนกลางในการประสานความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายระดับโลก กำหนดทิศทาง และสนับสนุนการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรม และการวิจัย โดยในระยะแรก อว. ได้คัดเลือกสถาบันที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน จำนวน 3 แห่ง เพื่อให้การพัฒนากำลังคนครอบคลุมตลอด Value Chain ประกอบด้วย 1.สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จะมุ่งเน้นการอบรมในด้าน IC Testing และการขับเคลื่อนเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาที่ดำเนินการหลักสูตร Sandbox วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 2.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มุ่งเน้นการอบรมในด้าน IC Packaging และการสร้างความร่วมมือในเชิงลึกกับภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและ 3.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มุ่งเน้นการอบรมในด้าน IC and PCB Layout Design และการสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับสถาบันต่างประเทศ

“ในปี 2568 ตั้งเป้าพัฒนากำลังคนอย่างน้อย 1,200 คน พร้อมทั้งขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการและสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ มากกว่า 10 แห่ง กระทรวง อว.ขอย้ำถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน National Semiconductor Training Centers ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนอย่างเป็นระบบเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย ให้สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ปลัดกระทรวง อว.กล่าว

มร.อด.ร่วมแสดงในพิธีเปิดงาน ‘Thai Festival in Ho Chi Minh City’ ตอกย้ำความเป็นไทยผ่านงานศิลปะ-งานฝีมือ

มร.อด.ร่วมแสดงในพิธีเปิดงาน 'Thai Festival in Ho Chi Minh City' ตอกย้ำความเป็นไทยผ่านงานศิลปะ-งานฝีมือ

มร.อด.ร่วมแสดงในพิธีเปิดงาน ‘Thai Festival in Ho Chi Minh City’ ตอกย้ำความเป็นไทยผ่านงานศิลปะ-งานฝีมือ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โชว์เปิดงาน – มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีได้รับเชิญจาก สถานกงศุลใหญ่ ณ นครโฺฮจิมินห์ นำแฟชั่นผ้าทอชุมชนสู่สากล โดย FTCDC UDRU และการแสดงทุนวัฒนธรรมไทย ร่วมแสดงในงานเทศกาล “Thai Festival in Ho Chi Minh City” โดยมี ผศ.ดร.ธีระยุทธ์ เพ็งชัย รองอธิการบดี มร.อด. , รศ.นาวา วงษ์พรม หัวหน้าพิพิธภัณฑ์ผ้าอีสาน , อ.แพรวพิลาส ราโชมาส รองคณบดีโครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ , ผศ.ปุณชรัศมิ์ วรก้องกิจ , อ.ศุทธินี สมศรี และนักศึกษาสาขาวิชาการแสดง ร่วมแสดงในพิธีเปิดงาน และเดินแบบผ้าไหมไทยจากศูนย์ FTCDC จำนวน 12 ชุด โดย อ.อโณทัย สิงห์คำ และนายวรายุทธ สมปาน ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ตอกย้ำความเป็นไทยผ่านงานศิลปะและงานฝีมือ