‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงนามถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงนามถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงนามถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.34 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงนามถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 3 มิถุนายน 2568 ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

3 มิถุนายน 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ และนายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการ นำคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 3 มิถุนายน 2568 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

คณะบุคคล พสกนิกร พร้อมใจลงนามถวายพระพรชัยมงคล ‘พระราชินี’ 

คณะบุคคล พสกนิกร พร้อมใจลงนามถวายพระพรชัยมงคล ‘พระราชินี’ 

คณะบุคคล พสกนิกร พร้อมใจลงนามถวายพระพรชัยมงคล ‘พระราชินี’ 

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.07 น.

 ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร “พระราชินี” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย.2568 

วันที่ 3 มิถุนายน 2568 สำนักพระราชวัง เปิดให้สมาชิกราชสกุล องคมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้นำศาสนา นายกรัฐมนตรี สามี คณะรัฐมนตรี และคู่สมรส องค์กรอิสระ ผู้นำเหล่าทัพ บุคคลสำคัญ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป นำแจกันดอกไม้มาทูลเกล้าฯ ถวายเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 พร้อมลงนามถวายพระพร ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904  ศาลาสหทัยสมาคม และสนามหญ้าข้างศาลาลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-12.00 น.  อาทิ  องคมนตรี, ราชสกุลทุกมหาสาขา, ผู้แทนจุฬาราชมนตรี, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสามี พร้อมคณะรัฐมนตรี และคู่สมรส,  ประธานรัฐสภา,  ประธานวุฒิสภา,  ประธานศาลฎีกา, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก,  ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการกองทัพไทย, ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ นำโดย พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง, กรมราชเลขานุการในพระองค์,  มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, กระทรวงมหาดไทย, สมาคมแม่บ้านมหาดไทย, สำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์, สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา, นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยเบเวอร์เรจ จำกัด (มหาชน), นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหารบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน), นายชนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน), คณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์​, เดอะมอลล์ กรุ๊ป,        

 คณะผู้บริหาร กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด (มหาชน), คณะผู้บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์,  กระทรวงแรงงาน, นายชุมพร เพชรชุมชน รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสัมพันธ์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และรองประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ, คณะผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), นายเพิ่มพูน ไกรฤกษ์กรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหาร, ผู้ริหารวชิราวุธวิทยาลัย และสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธ, นายวราวุธ ศิลปะอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางสาวสุดาวัลย์ หวังศุภกิจโกศลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงการต่างประเทศ, เฉลิมชัย  ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรุงเทพมหานคร, สำนักงาน กสทช., สมาคมเยาวชนจิตอาสาพัฒนา(องค์กรสาธารณะประโยชน์), นายอัศวิน -ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี, สำนักงานปลัดสำนักงานนายกรัฐมนตรี, กระทรวงอุตสาหกรรม, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมข้าราชการ, คณะผู้บริหาร รัฐมนตรี และสมาชิกพรรคเพื่อไทย, ผู้แทนคณะผู้บริหารและผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, สภาสหพันธ์รักษาสันติภาพ UNPKFC, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คณะยุวทูตเพื่อส่งเสริมต้นกล้าความดี องค์กรผู้นำเพื่อสังคมและวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย, มูลนิธิคุ้มเกล้าเยาวชนคนสร้างชาติ, อาภัสรา หงสกุล นางงามจักรวาล ปี 2502 เป็นต้น 

ขณะที่ ประชาชนจากทุกสารทิศ ต่างนำแจกันดอกไม้ และตระกร้าสิ่งของ เดินทางมาลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อย่างต่อเนื่อง         

‘3 เหล่าทัพ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัดเฉลิมพระเกียรติ‘สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี’

‘3 เหล่าทัพ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัดเฉลิมพระเกียรติ‘สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี’

‘3 เหล่าทัพ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัดเฉลิมพระเกียรติ‘สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี’

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.43 น.

‘3 เหล่าทัพ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัดเฉลิมพระเกียรติ‘สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี’ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ 3 มิถุนาฯ 68 

วันที่ 3 มิถุนายน 2568 เวลา 12.00 น. ที่ท้องสนามหลวง กองทัพบก โดย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวงจำนวน 21 นัด เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิ.ย. 2568 

ด้านกองทัพเรือ  ที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โดยกองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ทำการยิงสลุตหลวง ด้วยปืนใหญ่ขนาด 76/40 มิลลิเมตร จำนวน 21 นัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 2568

ส่วนกองทัพอากาศ ที่อุทยานการบินกองทัพอากาศ โดยกรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัดเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 2568

จุดประกายครูยุคใหม่ ชู ‘Garena Academy – Wishlist’ เสริมทักษะ-เครื่องมือ-ไอเดียการสอน

จุดประกายครูยุคใหม่ ชู ‘Garena Academy – Wishlist’ เสริมทักษะ-เครื่องมือ-ไอเดียการสอน

จุดประกายครูยุคใหม่ ชู ‘Garena Academy – Wishlist’ เสริมทักษะ-เครื่องมือ-ไอเดียการสอน

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Sea (ประเทศไทย) ร่วมจุดประกายแรงบันดาลใจแก่ครูยุคใหม่ เดินหน้าต่อยอดโครงการพัฒนาทักษะแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ชูสองโครงการเด่น “Garena Academy ห้องเรียนอีสปอร์ต และ บอร์ดเกมการเงิน Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน ในงาน insKru Festival 2025 มหกรรมแห่งไอเดียการสอน ความหวัง และพลังของครู เปิดพื้นที่ให้คุณครูทั่วประเทศได้แลกเปลี่ยนและแบ่งปันไอเดียการสอน พร้อมอัปเดตทักษะและเครื่องมือการเรียนการสอนใหม่ๆ จัดโดย insKru โดยมีภาคีเครือข่ายจากหลากหลายภาคส่วนร่วมสนับสนุน สร้างพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจให้ครูได้ “Keep ครู Stay ครู เป็นตัวของตัวเองอย่างมั่นใจและมีความสุขในบทบาทของครู

งาน InsKru Festival 2025 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Keep ครู Stay ครู เป็นตัวเองในวันที่ฉันเป็นครู โดยภายในงานมีกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ครูทั่วประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และเติมพลัง อาทิ เวทีเสวนา นิทรรศการ Human Library เวิร์กช็อป Demo Class และโซนสร้างแรงบันดาลใจมากมาย โดย Sea (ประเทศไทย) ร่วมจัดกิจกรรมในโซน “Keep Inspiring Auditorium by Sea (Thailand)” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มแรงบันดาลใจให้คุณครูผ่านการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ ที่ผสมผสานระหว่างการศึกษา เทคโนโลยี และชีวิตจริง โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในโซนดังกล่าวครอบคลุมหลากหลายหัวข้อ ประกอบด้วย เปิดโลก Garena Academy ห้องเรียนอีสปอร์ต : เปิดพื้นที่ให้คุณครูได้รู้จักกับโลกของอาชีพในวงการอีสปอร์ต ผ่านหลักสูตร “ห้องเรียนอีสปอร์ต” รวมทั้งพูดคุยกับมืออาชีพตัวจริงในวงการอีสปอร์ต อาทิ ผศ.บัญญพนต์ พูลสวัสดิ์ รองคณบดี วิทยาลัยครีเอทีฟ ดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรัณฑ์ ธรรมวงศ์ นักแต่งเพลงและนักออกแบบเสียงเกม และวรัชญ์ ซาฟาร์ นักแคสต์อีสปอร์ตชื่อดัง

วิชาเรียนรู้การเงินฉบับพกพา ด้วยบอร์ดเกม Wishlist: ชวนคุณครูที่สนใจเรื่องการเงิน มาร่วมเล่นบอร์ดเกม “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน บอร์ดเกมการเงิน พร้อมแลกเปลี่ยนเทคนิคในการปลูกฝังทักษะทางการเงินและทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการบริหารเงินให้แก่นักเรียนอย่างเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง โดยวรุตม์ นิมิตยนต์ ผู้อำนวยการสถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ (IBGL) และพีรัช ษรานุรักษ์ ผู้ก่อตั้ง Wizards of Learning

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า แรงบันดาลใจเล็กๆ ของครูคนหนึ่ง ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงห้องเรียนของเขาเท่านั้น แต่ยังสามารถจุดประกายการเปลี่ยนแปลงให้ครูอีกนับร้อยนับพันคนได้ต่อเนื่อง นี่คือหัวใจของ insKru Festival เทศกาลที่เชื่อในพลังของ ครูธรรมดา’ ที่สามารถทำสิ่งไม่ธรรมดาได้จริง

ทั้งนี้ การเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ตที่กำลังเติบโต เป็นการเสริมความรู้และอัปสกิลที่สนับสนุนให้คุณครูและนักเรียนก้าวทันความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและพร้อมคว้าโอกาสใหม่ๆในยุคปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน การเรียนรู้ทักษะด้านการเงินจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจการบริหารจัดการเงินอย่างมีความรับผิดชอบ สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดี เตรียมความพร้อมสำหรับการตัดสินใจทางการเงินในอนาคต ทั้งนี้คุณครูย่อมเป็นผู้นำกระบวนการเรียนรู้ที่มีความสำคัญในการพัฒนาทักษะคนรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบ การบูรณาการความรู้ทั้งสองด้านนี้ในฐานะเครื่องมือการเรียนการสอนของครู ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความสามารถให้กับครูซึ่งเป็นผู้ช่วยให้นักเรียนสามารถเติบโตในโลกยุคใหม่ได้

ชลิพา ดุลยากร ผู้ร่วมก่อตั้ง insKru เปิดเผยว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นไอเดียเล็กๆ กลายเป็นพลัง และเห็นห้องเรียนทั่วประเทศค่อยๆเกิดเปลี่ยนแปลง วันนี้ เรามีไอเดียที่ถูกแบ่งปันแล้วกว่า 10,000 บทความ มีสมาชิกกว่า 300,000 คน และมีคนเข้ามาอ่านกว่า 19 ล้านครั้งต่อปี แต่สิ่งที่เราภูมิใจที่สุดคือการที่พื้นที่นี้ไม่ใช่แค่เว็บไซต์รวมไอเดีย แต่เป็นคอมมูนิตี้ที่มีหัวใจ เป็นระบบนิเวศที่ช่วยหล่อเลี้ยงแรงบันดาลใจให้ครูส่งต่อกันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับปีนี้ insKru Festival 2025 มุ่งหวังที่จะส่งเสริมให้ครูมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการสนับสนุนการเรียนรู้และสุขภาวะจิตของนักเรียน โดยเปิดโอกาสให้ครูได้เรียนรู้แนวทางการบูรณาการการดูแลสุขภาวะจิตเข้ากับการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างเหมาะสม

‘Shape Your Future@PIM’ เปิดโลกแห่งอนาคต จุดสตาร์ทความฝัน พร้อมเป้าหมาย ‘จบแล้วมีงานทำ’

‘Shape Your Future@PIM’ เปิดโลกแห่งอนาคต จุดสตาร์ทความฝัน พร้อมเป้าหมาย ‘จบแล้วมีงานทำ’

‘Shape Your Future@PIM’ เปิดโลกแห่งอนาคต จุดสตาร์ทความฝัน พร้อมเป้าหมาย ‘จบแล้วมีงานทำ’

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่ตลาดแรงงานเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน “การเรียนแล้วได้งานทำจริง” กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้เรียนและครอบครัว สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หรือ PIM คือสถาบันฯที่ เป็นมากกว่ามหาวิทยาลัย แต่คือพื้นที่ที่หล่อหลอมคนรุ่นใหม่ให้ “พร้อมทำงาน” ด้วยหลักสูตร Work-based Education ที่เน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติควบคู่ตลอดหลักสูตร ทำให้บัณฑิต “จบแล้วมีงานทำ”

ในปี 2568 นี้ PIM เปิดบ้านต้อนรับเฟรชชี่ #Dek68 ด้วยงานปฐมนิเทศ คอนเซปท์ “PIM Shape Your Future ปั้นอนาคตไปด้วยกัน” กิจกรรมที่มากกว่าการรู้จักเพื่อนใหม่ แต่คือร่วมกันสตาร์ทความฝัน เติมประสบการณ์ ให้ภาพอนาคตชัดตั้งแต่ ก้าวแรกในรั้วมหาวิทยาลัย ผ่านกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ต่างๆ

ขณะที่สถิติการมีงานทำของบัณฑิตจบใหม่เฉลี่ยทั่วประเทศ อยู่ที่ 77% (ที่มา: สํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) แต่จากข้อมูลล่าสุด สถิติการมีงานทำของบัณฑิตพีไอเอ็ม รุ่น 14 ปีการศึกษา 2566 อยู่ที่ 95.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยเฉพาะในหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมไทยและระดับโลก เช่น คณะบริหารธุรกิจ คณะการจัดการธุรกิจอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี คณะการจัดการโลจิสติกส์และคมนาคมขนส่ง คณะวิทยาการจัดการ  หรือแม้แต่คณะศิลปศาสตร์ ล้วนเป็นหลักสูตรที่นักศึกษามีโอกาสฝึกงานจริงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน 

ดังนั้น Shape Your Future ที่ PIM สตาร์ทอาชีพอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันแรก คือแนวคิดหลักของงานปฐมนิเทศในปีนี้ เนื่องจาก PIM ตั้งใจให้กิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่การเริ่มต้น แต่คือ “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญ เพราะ “อนาคตดี เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้” และความสำเร็จต้องมาจากการเตรียมตัวที่ถูกต้อง เห็นเส้นทางการศึกษาและเส้นทางสู่อาชีพที่ชัดเจน พัฒนาตนเองไปกับโอกาสที่หลากหลาย ด้วยจุดแข็งของ PIM ที่เป็นมหาวิทยาลัยเครือข่าย โดยมีคนรอบข้างที่สนับสนุน หากเชื่อว่าอนาคต “ออกแบบได้”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีความสนุกด้วย 4 กิจกรรมเด่น อาทิ 1.PIM Welcome Show โชว์เปิดงานสุดประทับใจ พร้อม TikTok Challenge ที่ชวนทุกคนร่วมสร้างสีสันและบรรยากาศแห่งการเริ่มต้น 2.Talk Show “ล้อมวงเล่า Inspire by อินฟลู & สหาย PIM” โดยอินฟลูเอนเซอร์และศิษย์เก่าที่จบแล้วมีงานทำจริง จากหลากหลายเส้นทางอาชีพ อาทิ “หมอฟรัง-นรีกุล” แพทย์ นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของเพจ LaohaiFrung และเจ้าของธุรกิจ, “เจแปน – ภาณุพรรณ” นักแสดง ยูทูบเบอร์ ผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรง เจ้าของช่อง iPAN Channel และหนึ่งในสมาชิกหลักของ Buffet Channel และ “ยู-กตัญญู” เจ้าของรายการ “Katanyu Tonight” นักเล่าเรื่องยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ พวกเขามาเล่าเรื่องจริงของการค้นหาตัวเอง การเอาชนะความล้มเหลว และการมุ่งมั่นจนประสบความสำเร็จ

“ขอให้ตั้งใจกับการเรียนรู้ หาตัวตนให้เจอ หาคอนเนคชัน เห็นด้วยกับ 3 เรื่องที่พีไอเอ็มเน้น คือ เรียน ฝึก และลุย  เรียน ต้องเรียนให้เต็มที่ ทั้งวิชาหลัก วิชาย่อย และวิชาเสรี เพราะทั้งหมดจะกลายเป็นพลัง ความรู้ และคุณค่าที่ติดตัวเรา ฝึก เมื่อมีโอกาสได้ฝึกงาน อย่าปล่อยผ่าน แม้จะเหนื่อยหรือรู้สึกท้อ เพราะประสบการณ์เหล่านี้จะสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต ลุย เมื่อลงมือทำเต็มที่แล้ว ก็ต้องกล้าที่จะลุยในโลกความเป็นจริง ซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จที่จับต้องได้ และการที่นักศึกษาพีไอเอ็ม ได้ฝึกงานในหลากหลายสถานการณ์ เป็นประสบการณ์สำคัญที่ช่วยให้ค้นพบว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร และอยากเดินทางชีวิตแบบไหนในอนาคต ทุกคนอยากเรียนจบออกไปเพื่อใช้ชีวิตในแนวทางของตัวเอง ต้องการงานดี สังคมดี รายได้ดี และความก้าวหน้า ซึ่งเป็นไปได้ หากกล้าเรียน กล้าฝึก และกล้าลุย ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนกล้าก้าวเดินไปสู่เป้าหมายของตนอย่างมั่นใจ” เจแปน –  ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ กล่าวในช่วงทอล์กฯ

3.Dressed for Success Show แฟชั่นโชว์ยูนิฟอร์ม 11 คณะ และชุดอาชีพในฝัน ที่สะท้อนเป้าหมายการมีงานทำในอนาคต และ 4.A Warm Welcome by PIM Family ตัวแทนอาจารย์ร่วมกล่าวต้อนรับสู่คณะวิชา ให้ความมั่นใจการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย การเรียนการสอน การฝึกงาน ให้คำปรึกษา และการเติบโตในสายงานแต่ละอาชีพ ช่วยให้นักศึกษาเข้าใจและมีทักษะพร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน ทันทีหลังจบการศึกษา

“อย่าให้ความกลัวปิดกั้นโอกาส เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าโอกาสไหนจะพาเราไปสู่ความสำเร็จ”

เสียงสะท้อนจาก “หมี่หยก – ธมนวรรณ แก้วระยับ รุ่นพี่ศิษย์เก่าพีไอเอ็ม คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ ปัจจุบันทำงานตำแหน่ง Business Development, Kudun & Partners Co., Ltd. สำนักงานกฎหมายชั้นนำในไทย เธอเล่าว่า Work-based Education มีบทบาทสำคัญต่อเส้นทางอาชีพของเธออย่างมาก และเธอเคยได้รับมอบหมายให้ทำโปรเจกต์ด้านกฎหมายร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ และรู้สึกประหลาดใจที่ได้รับเลือก ทั้งที่ยังอายุน้อยและมีประสบการณ์ไม่มาก ผู้บริหารที่เลือกเธอให้เหตุผลว่า “You มีครบ!”  คือมีทั้ง Technical Skills ด้านกฎหมาย, ทักษะภาษาอังกฤษ และที่สำคัญคือ Soft Skills

“เราควรมี Soft Skills อย่างเช่น การสื่อสารทางกฎหมายกับคนทั่วไปให้เข้าใจง่าย การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ เป็นสิ่งที่ทำให้เธอได้รับโอกาสและความไว้วางใจจากผู้บริหาร Soft Skills เหล่านี้ไม่ได้หาได้จากในตำรา แต่ได้จากประสบการณ์จริง โดยเฉพาะจากการฝึกงานหลากหลายที่ในช่วงเรียนที่ PIM ซึ่งแม้จะหนัก แต่ก็ช่วยหล่อหลอมให้เธอเป็นมืออาชีพในวันนี้” หมี่หยกกล่าวทิ้งท้าย

สจล. จับมือบมจ.จีเอเบิล ลงนามต่อยอดความร่วมมือสู่การพัฒนาระบบนิเวศของการเรียนรู้ การวิจัย

สจล. จับมือบมจ.จีเอเบิล ลงนามต่อยอดความร่วมมือสู่การพัฒนาระบบนิเวศของการเรียนรู้ การวิจัย

สจล. จับมือบมจ.จีเอเบิล ลงนามต่อยอดความร่วมมือสู่การพัฒนาระบบนิเวศของการเรียนรู้ การวิจัย

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร่วมกันพัฒนา – ผศ.ธิติพันธุ์ ตริตระการ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ สจล. และฐิติกานต์ กฤษณวิภาคพร รองประธานบริหารอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บมจ.จีเอเบิล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ซึ่งเป็นการต่อยอดความร่วมมือกันอีกครั้ง จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวสู่การพัฒนาระบบนิเวศของการเรียนรู้ การวิจัย และการสร้างนวัตกรรมร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ศธ.มอบ 5 Big Rocks พัฒนาการศึกษาเทียบเท่าสากล

ศธ.มอบ 5 Big Rocks พัฒนาการศึกษาเทียบเท่าสากล

ศธ.มอบ 5 Big Rocks พัฒนาการศึกษาเทียบเท่าสากล

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสภาการศึกษา นำเรื่องนโยบายและแนวทางในการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย 5 Big Rocks เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาไทยอย่างก้าวกระโดดเทียบเท่ามาตรฐานสากล นำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา ครั้งที่ 2/2568 ในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 นี้ โดยจุดเน้นที่สำคัญ คือ การยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานและองค์การระหว่างประเทศที่ดำเนินงานด้านการศึกษาจำนวนมาก เช่น UNESCO, OECD, UNICEF, และ WEF กำหนดเป้าหมายในการจัดการศึกษาเพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายทางการศึกษาของประเทศ พบว่า ทุกเป้าหมายทางการศึกษานำไปสู่การทำให้ผู้เรียนมีผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่ง 5 Big Rocks จะเป็นหนึ่งในแนวทางในการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวกระโดดเทียบเท่ามาตรฐานสากล  

5 Big Rocks ประกอบด้วย 1.ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา จัดหาสื่อและอุปกรณ์ดิจิทัลที่มีคุณภาพ พัฒนาทักษะ AI ให้แก่ ผู้เรียน ครู และผู้บริหาร บูรณาการสู่หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน 2.พัฒนาครูอย่างรอบด้าน เพิ่มทักษะให้ครูสามารถสอนเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ลดภาระงานของครู แก้ไขปัญหาหนี้สินครู ให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบรรจุแต่งตั้งและโยกย้ายครู 3.ทดสอบและประเมินผลทางการศึกษา ยกระดับผลการทดสอบ PISA พัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษา ผ่านดัชนี IMD พัฒนาการประเมินผลผู้เรียนให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับความต้องการ และปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้รองรับการเปลี่ยนแปลง 4.บริหารจัดการทางการเงินเพื่อการศึกษา ปรับแนวทางการจัดสรรงบประมาณให้แก่สถานศึกษาที่ไม่ผูกพันกับจำนวนผู้เรียน ปรับปรุงโครงสร้างรายการเงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียน รวมทั้งจัดหาทุนการศึกษาให้ทั่วถึง 5.จัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ พัฒนาระบบการคัดกรองเด็กที่มีความสามารถพิเศษตั้งแต่ระดับปฐมวัย ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนรูปแบบพหุปัญญา ปรับปรุงระบบการประเมินผลให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ รับประกันอาชีพแก่เด็กที่มีความสามารถพิเศษ

กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการจัดการศึกษาปี 2030 ภายใต้แนวคิด การศึกษาไทย 2030 : เข็มทิศการเรียนรู้สู่การอยู่ดีมีสุข ประกอบด้วย การเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและเปี่ยมสุข การสอนที่สร้างสุขและมีคุณค่า การมีงานทำอย่างมั่นคงและแข่งขันได้และการมีชีวิตอย่างมีคุณธรรมและสมดุล เพื่อทำให้ผู้เรียนในปี 2030 มีผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เพียงพอในการดำรงชีวิตและมีงานทำควบคู่กับการมีชีวิตที่ดี

วช.ชู 2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ความสำเร็จจากความร่วมมือ เครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ

วช.ชู 2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ความสำเร็จจากความร่วมมือ เครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ

วช.ชู 2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ความสำเร็จจากความร่วมมือ เครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.56 น.

วช.ชู ” 2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ”ความสำเร็จจากความร่วมมือของเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศพร้อมเดินหน้าจัด“มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 “ยกทัพงานวิจัยกว่า 1000 ผลงาน กว่า 200 หน่วยงานร่วมจัดแสดงภายใต้แนวคิด “Research for All เชื่อมต่ออนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Research for All เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปีนี้ครบ 2 ทศวรรษของงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ โดยเป็นปีที่ 20 นับจากการจัดงานครั้งแรกตั้งแต่ปี 2549  งานดังกล่าวได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพัฒนารูปแบบ นวัตกรรมและการจัดการต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งความเข้มแข็งที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน  คือ ประชาคมวิจัยซึ่งเป็นพันธมิตรที่มาจากทุกหน่วยงานในระบบวิจัย  ทั้งนี้ วช. คาดหวังตั้งแต่ในปีแรกของการจัดกิจกรรมที่จะให้งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติเป็น “งานของทุกคนในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ที่จะได้นำผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ งานวิจัยและนวัตกรรมของนักวิจัยไทยที่ได้มีการสะสมองค์ความรู้ ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี ความพร้อมของตัวชุดข้อมูล และระบบต่างๆ ที่เป็นความสำเร็จของการทำงานมานำเสนอผ่านเวทีระดับชาติ

“สำหรับมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติในปีนี้  เราไม่ได้มองเฉพาะการทำงานในระบบ ววน.หรือภาคระบบวิจัยและนวัตกรรมเท่านั้น  แต่กระทรวง อว.  โดย นางสาวศุภมาส อิสรภักดี   รมว.อว  ยังให้ความสำคัญในการทำงานกับทุกภาคส่วน  ทิศทางของการทำงานในธีมหลักของงานจึงเป็น“Research for All เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” รวมถึงมีธีมสำคัญๆ ในหลายๆเรื่อง  และที่สำคัญได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ในภาคบ่ายของวันที่ 20 มิ.ย.นี้”
 ดร.วิภารัตน์  กล่าวอีกว่า   ในฐานะที่เติบโตมาพร้อมกับการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ได้เห็นถึงโอกาสและความสามารถของนักวิจัยไทย ที่สอดคล้องกับความเข้มแข็งของประเทศเช่น เกษตรสมัยใหม่ หรือในสถานการณ์ที่มีความจำเป็นในเรื่องของการดูแลสุขภาวะของประชาชนเรื่องของสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพลังงานในมิติต่างๆ  ปัจจุบันหน่วยงานที่เข้าร่วมงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักวิจัย หรือสถาบันวิจัย แต่วช. ได้ส่งต่อความสำเร็จตั้งแต่ระดับเยาวชน  ซึ่งจะเห็นความหลายหลากของผู้เข้าเยี่ยมชม  มีการแลกเปลี่ยนร่วมกัน  ทำให้เห็นภาพของพลังงานวิจัย และ เห็นการนำไปใช้ประโยชน์

“ประเทศไทยจะก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืนต้องมีงานวิจัยที่ใช่ เพื่อสังคม เศรษฐกิจไทย มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 หรือ Thailand Research Expo 2025   ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 20 นับเป็น 2 ทศวรรษแห่งความร่วมมือที่กระทรวง อว. โดย วช.พร้อมด้วยหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศได้ร่วมสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ทำให้งานวิจัยได้ส่งต่อไปสู่ผู้ใช้ประโยชน์ในวงกว้าง เปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นพลังพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

การจัดงานในปีนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึง “งานวิจัยเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน” เปิดโอกาสเพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม และได้รับประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม ซึ่งการผนวกความร่วมมือระหว่างองค์กรเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ปีนี้มีหน่วยงานเข้าร่วมกว่า 200  แห่ง ภาคการประชุมกว่า 150  หัวข้อ  และรวบรวมผลงานกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุมการใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ภายใต้  6 ธีมหลัก คือ  งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน  งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพลังสร้างสรรค์ Soft Power ของประเทศ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน งานวิจัยและนวัตกรรมสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  และงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) 

ทั้งนี้มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจ อาทิ งานวิจัยการพัฒนาสายพันธุ์หมูดำ ของกรมปศุสัตว์ ที่นำเครื่องหมายพันธุกรรมและเทคโนโลยีจีโนมมาใช้ เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรรายย่อยเกษตรกรหมูหลุมและเกษตรกรชาวเขาบนพื้นที่สูงเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร  สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. จัดแสดง อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอากาศที่จะร่วมติดตั้งไปกับยานสำรวจอวกาศ ฉางเอ๋อ สำหรับสำรวจสภาพอวกาศโดยรอบดวงจันทร์  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ซึ่งเห็นความสำคัญเกี่ยวกับการแพ้ยารุนแรงของผู้ป่วย นำเสนอ“ผูกพันธุ์”แพลตฟอร์มดิจิทัลรายงานผลการตรวจทางพันธุกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดแสดง นวัตกรรมรองเท้าอิเล็กทรอนิกส์และระบบต้นแบบ สำหรับระบบแพทย์ระยะไกลในผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวและผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จัดแสดงงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพลัง สร้างสรรค์ Soft Power มวยไทยสู่สากล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การพัฒนาการท่องเที่ยวสัตว์ป่าเพื่อส่งเสริมการจัดการพื้นที่ กันชนมรดกโลกห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นวัตกรรมการสกัดสารจากสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข จัดแสดงการบูรณาการฟื้นฟูขากรรไกรและใบหน้าแบบครอบคลุม โดยการใช้ตำแหน่งฟันเทียมร่วมในการวางแผนผ่าตัดเสมือนจริงด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ช่วยผ่าตัดเฉพาะบุคคล

นอกจากการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมผลงาน จากเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศแล้ว ภายในงานยังได้มีการนำเสนอนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย”, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ เจริญพระชนมายุ 70 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2568, นิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา,นิทรรศการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค, Research Festival, นิทรรศการศาสตร์และศิลป์งานวิจัย และนิทรรศการ Thailand Research  Expo & Symposium 2025  The National RGJ & RRI Conference 2025

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์  และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 09.00 – 17.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ https://researchexporegistration.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0-2579-1370-9 ต่อ 263, 264 และ 265 (ภาคการประชุม) หรือ 0-2579-1390 ต่อ 516 517 (ภาคนิทรรศการ)

‘อ.แดงพัฒนช่าง’ผู้สืบทอดงานช่างหลวงอันทรงคุณค่า ผู้สืบทอดจากต้นตระกูลพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ

'อ.แดงพัฒนช่าง'ผู้สืบทอดงานช่างหลวงอันทรงคุณค่า ผู้สืบทอดจากต้นตระกูลพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ

‘อ.แดงพัฒนช่าง’ผู้สืบทอดงานช่างหลวงอันทรงคุณค่า ผู้สืบทอดจากต้นตระกูลพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ

วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 11.43 น.

“อ.แดงพัฒนช่าง” บุคคลสำคัญผู้สืบทอดงานช่างหลวงอันทรงคุณค่า ผู้สืบทอดจากต้นตระกูลพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ

ในวงการพระเครื่องและพระศิลป์ไทย มีนามหนึ่งที่เป็นที่รู้จักและยกย่องอย่างกว้างขวาง นั่นคือ คุณสุรพันธ์ อติชาตินันท์ หรือที่ผู้คนต่างเรียกขานด้วยความเคารพว่า “อ.แดงพัฒนช่าง” ท่านคือบุคคลสำคัญผู้สืบทอดงานช่างหลวงอันทรงคุณค่า เป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงความรู้และฝีมืออันประณีตจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ต้นกำเนิดแห่งมรดกช่างหลวง

สุรพันธ์ อติชาตินันท์ เป็นบุตรคนที่ 8 ของนายสุรพล อติชาตินันท์ และนางแร่ม พัฒนางกูร สายตระกูลของอาจารย์แดงไม่ใช่ตระกูลธรรมดา แต่เป็นสายเลือดช่างหลวงที่สืบทอดวิชามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีบัญชาการช่างสิบหมู่และผู้กำกับช่างหล่อหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 และ เจริญ พัฒนางกูร ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ และเป็นปู่ทวดของอาจารย์แดง ได้สืบทอดและถ่ายทอดวิชาช่างจากปู่มายังอาจารย์แดง ทำให้ท่านเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะชั้นสูงและงานฝีมืออันวิจิตรบรรจง
ความโดดเด่นของตระกูลช่างนี้คือความเชี่ยวชาญในงานช่างที่อยู่ในวังทั้งหมด ผลงานของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการตั้งแต่รัชกาลที่ 3, 4 และ 5 ล้วนเป็น พระศิลป์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพระรัตนศิลป์ยุคศิลป์, พระทรงเครื่อง, หรือพระปางต่าง ๆ งานเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและความประณีตในทุกขั้นตอน สะท้อนถึงฝีมืออันไร้ที่ติของช่างหลวงในอดีต

ความท้าทายในการฟื้นฟูงานช่างโบราณ

อาจารย์แดงได้เปิดเผยถึงความยากลำบากในการสร้างสรรค์พระรัตนทรงเครื่องใหญ่ แม้จะมีเครื่องมือแม่พิมพ์หินสบู่แล้วก็ตาม การทำชิ้นงานเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากต้องใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลาย ๆ ขั้นตอน เช่น การรู้เรื่อง ลาย และ ขนาดของลาย การ ตีลายด้วยขี้ผึ้ง ให้ได้ความหนาบางที่เหมาะสม การ สลักลาย การ ผูกลาย การ ซ้อนลาย รวมถึงการ วางทางน้ำทอง ที่จะใช้เททองให้เต็มและคมชัด และ ทางลมหนี ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ เมื่อประดับลายจนสวยสดงดงามแล้ว ยังต้องอาศัยความชำนาญในการ เผาหุ่นพระให้ได้ที่ เพื่อเตรียมการเททอง และต้องรู้ว่า ชนิดของทอง ที่จะนำมาเทนั้นต้องเป็นแบบใดเพื่อให้ลายที่ได้ออกมาคมชัดและสวยงามที่สุด ซึ่งวิธีการสร้างพระทรงเครื่องใหญ่ได้ หายไปกับช่างหล่อหลวงในปลายรัชกาลที่ 5 เนื่องจากกรมช่างหล่อหลวงได้ล่มสลายไป อาจารย์แดงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ในการฟื้นฟูวิธีการสร้างพระทรงเครื่องใหญ่นี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความอุตสาหะของท่าน

ผลงานชิ้นเอกที่ส่องประกาย

อาจารย์แดงได้เล่าถึง พระพุทธรูปทรงเครื่องพระมหาจักรพรรดิ ที่มีฐานศิลปกรรมของเจ้านครว่าเป็นผลงานที่โดดเด่นและยากที่สุด ดร.วาลเดมาร์ ซี ไซเลอร์ ผู้ศึกษาเรื่องรอยพระพุทธบาทและพระพุทธรูปโบราณที่มีความเชี่ยวชาญที่สุดในประเทศ ซึ่งได้มาศึกษาศิลปะไทยถึงหนึ่งปีเต็ม ยังได้สรุปว่าศิลปะชุดนี้คือ “ศิลป์ต้นแบบ” (Masterpiece) และเป็นศิลปะของโลก ไม่ใช่เพียงแค่ของไทยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผลงานที่อาจารย์แดงยกให้เป็น ชิ้นเอกที่สุด คือ พระปางปฐม ซึ่งท่านยืนยันว่าไม่มีใครสามารถทำได้เหมือน และอาจารย์แดงเผยว่างานชิ้นนี้ท่านสร้างขึ้นด้วยลำพัง โดยมีลูกมือช่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเป็นงานที่ต้องเริ่มจากการตีหิน สลัก และประดับอย่างละเอียดอ่อนตั้งแต่เริ่มต้น

กระบวนการสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์

สิ่งที่น่าทึ่งในกระบวนการสร้างสรรค์ของอาจารย์แดงคือ ท่านไม่เคยมีการวาดแบบมาก่อนในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น แต่จะใช้การ “ปั้น” ขึ้นรูปโดยตรงจากจินตนาการและประสบการณ์ ที่สั่งสมมา ไม่ว่าจะเป็นงานที่ซับซ้อนแค่ไหน ทุกชิ้นล้วนเกิดจากการปั้นจากหัวและถ่ายทอดออกมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่าน

นอกจากนี้ โลหะที่ใช้ในการหล่อพระศิลป์ต่าง ๆ ยังมีความพิเศษเฉพาะ เนื่องจากเป็น โลหะที่สะสมไว้นานแล้ว ซึ่งมีเนื้อโลหะที่แตกต่างและดีกว่าโลหะที่ใช้ทั่วไปในท้องตลาด ทำให้พระศิลป์ที่สร้างสรรค์โดยอาจารย์แดงมี ความโดดเด่นที่สุดในวงการ การหล่อโลหะชนิดนี้ต้องอาศัยความชำนาญอย่างมากในการผสมผสานเพื่อให้ได้ความสวยงามสูงสุด

ความยากของการสืบทอดวิชาช่างหลวง

แม้จะเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 5 แล้ว อาจารย์แดงยังยอมรับว่าการสืบทอดวิชาช่างหลวงนี้เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ในยุคสมัยใหม่นี้ การถ่ายทอดทำได้ยากกว่าในอดีต เนื่องจากผู้เรียนต้องเข้าใจในทุกกระบวนการอย่างลึกซึ้ง และต้องการความอดทนสูงมาก ท่านเคยมีนักศึกษาจากวิทยาลัยช่างศิลปะกว่า 30 คนมาลองเรียนรู้ แต่ก็ไม่สามารถทนกับความละเอียดและความยากของงานได้นานเกินหนึ่งเดือน เนื่องจากงานช่างไทยต้องการความอดทนและความใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างมาก

มรดกที่อาจารย์แดงปรารถนาให้คงอยู่

แม้จะเห็นถึงความยากลำบากในการสืบทอดวิชาช่างหลวง แต่สิ่งที่อาจารย์แดงปรารถนาคือ ต้องการให้ศิลปะเหล่านี้คงอยู่และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยเฉพาะ หินสบู่ลวดลายรัตนยุคต้นที่ท่านมีอยู่กว่า 160 ชิ้น ซึ่งถือเป็นมรดกอันล้ำค่าของโลก แม้บางชิ้นจะเคยถูกขายออกไป แต่ก็มีหน่วยงานราชการไทยพยายามซื้อกลับมาเก็บรักษาไว้

อาจารย์แดงยังคงยินดีที่จะให้คำแนะนำแก่ผู้ที่สนใจ โดยจะประเมินจากฝีมือและความตั้งใจของผู้เรียน หากมีความสามารถและความพยายาม ก็พร้อมที่จะชี้นำให้พัฒนาต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม งานช่างหลวงนี้ต้องอาศัยการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง และการสังเกตความผิดพลาดด้วยตนเอง ซึ่งเป็นวิธีการสอนแบบโบราณที่ให้ความรู้และฝีมืออย่างลึกซึ้งและยั่งยืน

‘สอวช.-นิด้า’เปิดตัวโครงการยกระดับ Pride Thailand ใช้วิจัยขับเคลื่อนเทศกาลไทยสู่สากล

‘สอวช.-นิด้า’เปิดตัวโครงการยกระดับ Pride Thailand ใช้วิจัยขับเคลื่อนเทศกาลไทยสู่สากล

‘สอวช.-นิด้า’เปิดตัวโครงการยกระดับ Pride Thailand ใช้วิจัยขับเคลื่อนเทศกาลไทยสู่สากล

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดตัวโครงการยกระดับเทศกาล “Pride Thailand สู่เวทีโลก: การผลักดันต้นแบบความโอบรับของเทศกาลไทยสู่สากล” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้พลังจากงานวิจัยขับเคลื่อนเทศกาลไทยสู่การยอมรับระดับสากล

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้กล่าวถึงแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล โดยเฉพาะมิติที่เชื่อมโยงกับงานเทศกาล ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่ยังมีศักยภาพสูงในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ เทศกาลที่ดี จึงต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจร่วมสมัย ต้องมีการออกแบบเชิงระบบ และคำนึงถึงการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รวมถึงใช้การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้าไปช่วยสนับสนุนให้เกิดงานเทศกาลที่ตอบโจทย์ผู้เข้าร่วมงาน และใช้ข้อมูลจากงานวิจัยมาจัดทำนโยบาย กลไกต่าง ๆ เพื่อพัฒนาให้เทศกาลไทยไปสู่สากลได้

ดร.สุรชัย กล่าวต่อว่า สอวช. เห็นโอกาสในการใช้ศักยภาพการออกแบบและพัฒนางานเทศกาลในเชิงนโยบาย จึงได้จับมือกับ นิด้า เพื่อออกแบบกลไกเชิงนวัตกรรม และศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับเทศกาลไปสู่ระดับนานาชาติ และหนึ่งในต้นแบบสำคัญคือ Pride Festival ที่ไม่ใช่เพียงงานเฉลิมฉลองความหลากหลาย แต่คือเทศกาลร่วมสมัยที่เชื่อมโยงระหว่าง Soft Power อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กฎหมายสมรสเท่าเทียม และนโยบายของรัฐที่สะท้อนภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้าง ยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน และพร้อมโอบรับวัฒนธรรมโลก

ผศ.ดร.โชคชัย สุเวชวัฒนกูล อาจารย์ประจำคณะการจัดการการท่องเที่ยว นิด้า กล่าวว่า งานเทศกาลเป็นเครื่องมือของการส่งต่อคุณค่าร่วมของสังคมผ่านจิตวิญญาณแห่งงานเทศกาล ที่ทั้งโอบรับ หยั่งราก และเชื่อมต่อกับอนาคต เราเชื่อว่าเทศกาลสร้างสรรค์สามารถหล่อหลอมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความเท่าเทียม ให้กลายเป็นพลังสำคัญของสังคมไทยในการยืนอยู่บนเวทีโลกอย่างสง่างาม โดยการค้นพบจิตวิญญาณแห่งงานเทศกาลเป็นผลพวง

จากการกำหนดกรอบการวิจัย “โครงการศึกษาเชิงนโยบายและพัฒนากลไก อววน. เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวประเภทงานเทศกาลท้องถิ่นสู่ระดับสากล” จากการศึกษางานวิจัยจำนวน 46 งานวิจัย พบว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือจิตวิญญาณของงานเทศกาลที่สามารถส่งต่อเรื่องราว คุณค่า และความหมาย ไปยังสังคมได้อย่างลึกซึ้งสามารถต่อยอดให้เป็นพลังเชิงสร้างสรรค์ได้ในระดับโลก

ในโอกาสนี้ ยังได้มีการจัดเวทีเสวนาเพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของเทศกาลในการส่งเสริมภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของสังคมไทยในเวทีสากล

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าเทศกาลคือเครื่องมือสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น จุดประกายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเมือง และเป็นเวทีสำคัญในการดึงอัตลักษณ์ของผู้คนและชุมชนในเมืองให้โลกรู้ว่า เรามีอะไรดี โดยกรุงเทพมหานครมีแนวคิดสนับสนุนงานเทศกาลผ่านนโยบาย “12 เดือน 12 เทศกาล” ซึ่งงาน Pride Festival ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่สะท้อนถึงแนวคิดความเท่าเทียม ความหลากหลาย และเปิดกว้าง

รอง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศกาลต่าง ๆ คือยอดของภูเขาน้ำแข็งซึ่งเบื้องล่างยังมีโครงสร้างรองรับขนาดใหญ่ คือ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่สามารถเติบโตและเชื่อมโยงได้ หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม เทศกาลต้องไม่ใช่เพียงการจัดงานเพื่อตอบรับกระแส แต่ควรมีความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย ทั้งในระดับเมืองและระดับองค์กร เช่น การพัฒนาแนวทาง Pride Badge ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับนโยบายของบริษัทหรือภาคเอกชนในการยอมรับความหลากหลาย ขณะเดียวกันแต่ละองค์กรจะต้องมีกรอบแนวคิด DEI – Diversity, Equity, and Inclusion ซึ่งไม่ใช่เพียงแนวคิดทางสังคม แต่เป็นโครงสร้างที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจใหม่ในเมืองที่เปิดรับความแตกต่าง และใช้ Soft Power อย่างยั่งยืน

ด้านนายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ (มหาชน) และ อนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล เล่าถึงประสบการณ์ในฐานะตัวแทนประเทศไทยที่ได้ทำงานในเวทีระดับนานาชาติ สิ่งที่ค้นพบคือประเทศไทยเป็นสังคมเปิด ที่มีอิสระและเสรีภาพสูงมาก เรามีทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งสามารถต่อยอดได้อย่างมหาศาล ประเทศไทยจึงควรยกระดับเทศกาลให้มีความร่วมสมัย พร้อมผลักดันให้เทศกาลไทยไปไกลถึงต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างจากงานเดิม ๆ และสร้างผลทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยควรวางตำแหน่งให้ชัดในระดับนโยบายว่า เราคือประเทศแห่งเทศกาล “ We are Country of Festivals” พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทศกาลให้เป็น World-Class Festival

นายภัทร เลิศสุกิตติพงศา ผู้ก่อตั้ง Drag Bangkok Festival และอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านศิลปะการแสดง กล่าวว่า Pride  Festival ไม่ใช่แค่การจัดงาน แต่คือการวางแผนร่วมกับชุมชนจากรากฐานของการเรียกร้องสิทธิ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมใหม่ให้กับเมือง ซึ่งการจัดงานในเดือนมิถุนายนก็เพื่อเชื่อมโยงกับวันสำคัญระดับนานาชาติ โดยในปัจจุบันพลังของเทศกาลได้แปรเปลี่ยนเป็นเวทีของการเฉลิมฉลองความก้าวหน้า เช่น ในปีนี้ที่ประเทศไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมได้สำเร็จสำหรับสิ่งที่ต้องการจากการทำวิจัย คือ การเข้าใจมวลชน และเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อประเมินทิศทางของเทศกาลในแต่ละปี เช่น ปีนี้อาจเน้นเรื่องการสมรสเท่าเทียม ปีถัดไปอาจเกี่ยวข้องกับสิทธิในการสร้างครอบครัว หรือบทบาทของธุรกิจแฟชั่น ความงาม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถ้ามีข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับมวลชน เทศกาลจะไม่ใช่แค่กิจกรรม แต่จะกลายเป็นนโยบายวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนได้จริง นอกจากนี้ การวางแผนจัดงานในแต่ละจังหวัดอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ คืออีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้ Pride ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่เมืองหลวง แต่กระจายพลังความเข้าใจและการยอมรับไปสู่สังคมวงกว้าง

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. ให้ความเห็นว่าเทศกาลคือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างเพื่อเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เทศกาล สงกรานต์ ลอยกระทง หรือแม้แต่พิธีพราหมณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อให้คนแปลกหน้าได้รู้จักกัน เกิดการเชื่อมโยงกันทางสังคม เหมือนกับเทศกาล Pride Month ที่ไม่ใช่แค่เฉลิมฉลอง แต่คือการเปิดพื้นที่ให้มนุษย์ได้แสดงตัวตนในช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัย ซึ่งในมุมของ สอวช. ซึ่งมีหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายด้วยวิชาการ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัย และความสบายใจทางจิตใจ โดยต้องสร้างกระบวนการฟังเสียงจากนักวิจัย เพื่อเชื่อมต่อกับความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันจีดีพีของประเทศกำลังประสบปัญหา เนื่องจากอุตสาหกรรมหลักพัฒนาไม่ทัน แต่ภาควัฒนธรรมและบริการขับเคลื่อนได้เร็วกว่า รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมใช้เวลาและทรัพยากรน้อยกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก ดังนั้นหากรัฐต้องการฟื้นเศรษฐกิจหลังวิกฤต ควรให้ความสำคัญกับภาคบริการและวัฒนธรรมที่สามารถแทรกเข้าไปได้ในทุกสังคม

ผศ.ดร.โกสินทร์ ปัญญาอธิสิน อาจารย์ประจำคณะภาษาและการสื่อสาร นิด้า ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานในโครงการว่า เราจะทำการศึกษาความต้องการในการพัฒนาเทศกาลขนาดใหญ่ ให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากล นอกจากนี้ ยังได้สำรวจความต้องการจำเป็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ศึกษาตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ สร้างข้อเสนอเชิงกลไกเพื่อพัฒนาและจัดเทศกาลขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยมีกรอบดำเนินการ ประกอบด้วย 5 แกนหลัก ได้แก่องค์ความรู้ของ อววน. การรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียการอนุรักษ์วัฒนธรรม ธุรกิจเพื่อสังคม และการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อเสนอเชิงกลไก ยกระดับเทศกาลให้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน