‘สอวช.’ดัน‘พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษี’หนุนการศึกษาเชิงประสบการณ์ คาดผลประโยชน์ 1.1 หมื่นล้าน

‘สอวช.’ดัน‘พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษี’หนุนการศึกษาเชิงประสบการณ์ คาดผลประโยชน์ 1.1 หมื่นล้าน

‘สอวช.’ดัน‘พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษี’หนุนการศึกษาเชิงประสบการณ์ คาดผลประโยชน์ 1.1 หมื่นล้าน

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.16 น.

‘สอวช.’เร่งผลักดัน‘พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษี’หนุนการศึกษาเชิงประสบการณ์ เสริมกลไกสร้างบัณฑิตสมรรถนะสูง จูงใจภาคเอกชนร่วมพัฒนากำลังคน พร้อมคาดการณ์ผลประโยชน์กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท

30 พฤษภาคม 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการ สอวช. ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า (โยธี) กระทรวง อว. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานการประชุม และมีวาระเสวนาในประเด็นข้อเสนอเพื่อตราพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษี สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการ

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ ภายใต้คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) มีมติเห็นชอบในการประชุมครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ให้มีการจัดทำข้อเสนอเพื่อออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีแก่สถานประกอบการที่มีความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ อ้างอิงตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุให้หน่วยงานรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมสามารถได้รับสิทธิประโยชน์รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร

“วัตถุประสงค์ของข้อเสนอนี้คือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ ลดช่องว่างทักษะ พร้อมพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชน และปรับปรุงกระบวนการบริหารสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดขั้นตอน เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน” ดร.สุรชัย กล่าว

นางสาวภาณิศา หาญพัฒนนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมอุดมศึกษาและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สอวช. กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ มี 5 ประการ ได้แก่  1. สร้างความหลากหลายของรูปแบบความร่วมมือ 2. ลดขั้นตอนเพื่อให้เอกชนได้รับสิทธิประโยชน์เร็วขึ้น 3. ยกระดับสู่ระบบดิจิทัล 4. เชื่อมโยงข้อมูลสู่การวิเคราะห์เพื่อวางทิศทางกำลังคน และ 5. กระตุ้นให้สถานประกอบการยกระดับคุณภาพการร่วมผลิตบัณฑิต

ทั้งนี้ กลไกหลักประกอบด้วย 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. การจัดการเรียนการสอนร่วมระหว่างสถานประกอบการกับสถาบันอุดมศึกษา (Co-creation model) ดำเนินการโดยมีสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 100 แห่งต่อปี มุ่งปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมเปิดช่องทางให้เอกชนใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างสะดวก โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 250% สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตลอดหลักสูตร รวมถึงการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่รับรองโดย สอวช.

2. การปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ (Internship) ครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 10,000 แห่ง รองรับนักศึกษากว่า 60,000 – 100,000 คนต่อปี โดยนักศึกษาต้องฝึกงานไม่น้อยกว่า 120 วัน ซึ่งสถานประกอบการสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามมาตรการ Thailand Plus Package ได้

“ในปี 2565 มีผู้สำเร็จการศึกษาในระบบนี้แล้วกว่า 9,000 คน และเกิดการจ้างงานในสาย STEM กว่า 8,000 ตำแหน่ง จากสถานประกอบการ 150 แห่งทั่วประเทศ” ดร.ภาณิศา กล่าว

นอกจากนี้ คาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนบัณฑิตที่มีศักยภาพพร้อมทำงานทันทีได้อย่างน้อย 100,000 คน (จากปัจจุบันที่ 60,000 คน) สร้างมูลค่า GDP เพิ่มขึ้นกว่า 11,682 ล้านบาท และช่วยสถานประกอบการลดต้นทุนการสรรหาบุคลากรกว่า 3,600 ล้านบาท มีบริษัททั้งในและต่างประเทศลงทุนด้านการศึกษาอย่างน้อย 17,000 แห่ง พร้อมมีระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อการวิเคราะห์และวางแผนการผลิตกำลังคนเชิงลึกในอนาคต

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศ แต่ปัจจุบันหลักสูตรที่อยู่ในเครือข่ายการศึกษาเชิงประสบการณ์มีเพียง 30% จากทั้งหมดกว่า 9,000 หลักสูตร โดยตั้งเป้าว่าในปีหน้าควรเพิ่มเป็น 50%

“อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นการหาสถานประกอบการรองรับนักศึกษา 120 วัน ซึ่งหลายแห่งยังมองว่าเป็นภาระ การออกมาตรการลดหย่อนภาษีจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยน ‘ภาระ’ ให้เป็น ‘โอกาส’” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

ขณะที่ ภาคอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมการเสวนาเห็นพ้องกับแนวทางดังกล่าว และเสนอให้ขยายสัดส่วนหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมโดยตรง รวมถึงให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยในหลักสูตร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอนาคต

สกร.เปิดช่องผู้ต้องขังสะสมเรียนรู้เข้าธนาคารหน่วยกิต

สกร.เปิดช่องผู้ต้องขังสะสมเรียนรู้เข้าธนาคารหน่วยกิต

สกร.เปิดช่องผู้ต้องขังสะสมเรียนรู้เข้าธนาคารหน่วยกิต

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.54 น.

สกร. จับมือกรมกรมราชทัณฑ์ ส่งเสริมการเรียนรู้มิติใหม่ เปิดโอกาสผู้ต้องขังนำผลลัพธ์การเรียนรู้ มาสะสมในธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank พร้อมพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเลือก เทียบโอนได้ยืดหยุ่นขึ้น

นายธนากร  ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  กล่าวว่า การส่งเสริมการเรียนรู้ ในมิติใหม่ต้องเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา อยู่ที่ไหนก็เรียนได้  Anywhere Anytime  ตามนโยบาย ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้พัฒนาแนวทางและวิธีการจัดการเรียนรู้ ให้มีความยืดหยุ่น ใช้เวลาเรียนลดลง สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายผู้ต้องขังในเรือนจำได้รับวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น โดยเมื่อเร็วๆนี้ สกร.ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำและพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเลือก เพื่อการเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พร้อมทั้งได้กำหนดแนวทางการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาต่อเนื่องหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้ต้องขังในเรือนจำ และ ประชุมชี้แจงแนวทางการเทียบโอนหลักสูตรการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังกับรายวิชาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาของเรือนจำ/ทัณฑสถาน และสถานศึกษาในสังกัด สกร.ได้มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการเทียบโอนหลักสูตรและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย

“กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ กับ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ได้มีบันทึกความร่วมมือในการจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้ที่อยู่ในความควบคุมของกรมราชทัณฑ์ตามคำสั่งศาล ที่ด้อยหรือพลาดโอกาสการศึกษา เพื่อให้สามารถกลับตนเป็นพลเมืองที่ดีไปใช้ชีวิตอย่างสุจริตชนในสังคมหลังจากพ้นโทษและไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก โดยจัดให้มีการเทียบโอนทักษะชีวิต ประสบการณ์ หรือ สิ่งที่ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการพฤตินิสัยในด้านต่างๆ เป็นรายวิชาตามหลักสูตรของ สกร. รวมทั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว สามารถนำผลการเรียน หรือ ผลลัพธ์การเรียนรู้ มาสะสมในธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank เพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และการประกอบอาชีพในอนาคตต่อไปได้ ” อธิบดี สกร.กล่าว

นายธนากร กล่าวด้วยว่า ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ผ่านมา มีกลุ่มเป้าหมายผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศให้ความสนใจเรียนรู้ผ่านกระบวนการพฤตินิสัยในด้านต่างๆ เป็นรายวิชาตามหลักสูตรของ สกร. จำนวนทั้งสิ้น 27,027 คน จำแนกเป็นระดับประถมศึกษา 9,895 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 9,520 คน และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 7,612 คน และเมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า มีผู้ต้องขังภาคเหนือ ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 2,050 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1,679 คน และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,276 คน ผู้ต้องขังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 1,996 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2,600 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,761 คน ผู้ต้องขังภาคกลาง ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 1,822 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2,111 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 21,85 คน ผู้ต้องขังภาคใต้ ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 2,612 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1,969 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,378 คน ผู้ต้องขังภาคตะวันออก ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 1,415 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1,161 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,012 คน.

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครู

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครู

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครู

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.25 น.

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครูบุคลากร ‘อมลวรรณ’ เผย หากข้อบังคับใหม่ประกาศใช้จะสรางคดีค้างท้อ 759 คดีให้เสร็จภายใน 2 เดือน

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ในฐานะกรรมการและเลขานุการการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 6/2568 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมวาระด่วน ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาวาระสำคัญและมีมติเห็นชอบ (ร่าง) ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ….  โดยได้ยกเลิกข้อบังคับเก่าทั้ง 3 ฉบับ และรวบเป็นฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นกฏหมายหลักที่สำคัญในการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ตามนโยบาย เรียนดีมีความสุข และรวดเร็ว ถูกต้อง ประโยชน์ ประหยัด ของ รมว.ศธ และทางคณะกรรมการคุรุสภา มองว่าเพื่อทำให้การลงโทษผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณเกิดความรวดเร็วเป็นธรรม ถูกต้อง ที่สำคัญทำให้เส้นทางของการพิจารณาทันเวลา ทันเหตุการณ์ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไป จึงได้มีการปรับให้มีความชัดเจนขึ้น 

โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 บังคับใช้มาเป็นระยะเวลานาน และเพื่อให้การดำเนินงานทางจรรยาบรรณของวิชาชีพมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น สอดรับกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับคุรุสภาดังกล่าว ตาม (ร่าง)ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. …. ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และคณะอนุกรรมการกฎหมายและระเบียบแล้ว โดยมีสาระสำคัญของประเด็นการปรับปรุงข้อบังคับ ดังนี้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า สาระสำคัญของประเด็นการปรับปรุงข้อบังคับคุรุสภา ประกอบด้วย   1. ปรับปรุงข้อกำหนดเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วย 1.1 ทำให้ข้อกำหนดเดิมมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น การพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภา ในชั้นการสืบสวนเพื่อชี้มูลการประพฤติผิดจรรยาบรรณฯ ครอบคลุมบุคคลสองกลุ่ม ได้แก่ ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยไม่มีใบอนุญาตเป็นการชั่วคราว  1.2 ปรับกระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้มีความกระชับมากขึ้น แต่มีมาตรฐานไม่ต่ำกว่ากฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และปรับปรุงเหตุการคัดค้านอนุกรรมการสอบสวนให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

1.3 ปรับเพิ่มกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ให้ครอบคลุมการพิจารณาคดีแพ่ง และ การดำเนินการทางวินัยของหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแล้ว

1.4 ปรับเพิ่มกรณีการพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ครอบคลุม กรณีที่เห็นประจักษ์ชัดของสังคมและอาจส่งผลเสียหายต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรง เช่น เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนที่อาจส่งผลเสียหายต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรง  1.5 ปรับกระบวนการพิจารณาให้รองรับกับนโยบายการกระจายภารกิจไปยังพื้นที่จังหวัด เพื่อให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยให้บุคลากรของหน่วยงานทางการศึกษา ตำแหน่งนิติกรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัด และผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ร่วมปฏิบัติงานในคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพได้ ทั้งนี้ บุคคลดังกล่าวต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และไม่เคยประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพหรือกระทำผิดวินัย  1.6 กำหนดให้มีบุคคลผู้มีความรู้ในด้านจิตวิทยาหรือสังคมสงเคราะห์ เข้าร่วมในการสอบปากคำผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็ก เพิ่มเติม 1.7 เพิ่มช่องทางการร้องเรียนกล่าวหา/กล่าวโทษ โดยกำหนดให้ร้องเรียนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้

2. เพิ่มเติมข้อกำหนดใหม่ ประกอบด้วย

2.1 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นความผิด แต่ใบอนุญาตหมดอายุ เป็นผลให้การออกคำสั่งทางปกครองไม่มีผลในการบังคับใช้ จึงกำหนดให้บันทึกข้อเท็จจริงไว้ในฐานข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาลักษณะต้องห้ามของผู้ขอใบอนุญาตต่อไป  2.2 ในระหว่างการสืบสวนและสอบสวน หากผู้ถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษเสียชีวิต ให้เลขาธิการ
สั่งยุติเรื่อง และให้รายงานต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อทราบต่อไป  2.3 ข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินการพิจารณากรณี ดังนี้

1) กรณีการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพในขณะที่ผู้กระทำผิดเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และขณะที่อยู่ระหว่างการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้กระทำผิดหมดอายุและมิได้ยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่หมดอายุแล้ว และไม่พบข้อมูลการต่ออายุใบอนุญาต

2) กรณีการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพในขณะที่ผู้กระทำผิดเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่หมดอายุแล้ว และไม่พบข้อมูลการต่ออายุใบอนุญาต

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ทางคุรุสภาจะจัดทำ MOU กับ สำนักงานปลัดศธ. และทุกหน่วยงานต้นสังกัด ดังนั้น ต่อไปการสืบสวนสอบสวนส่วนหนึ่งคุรุสภาจะนำข้อมูลสำนวนมาจากต้นสังกัด เป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การสอบสวนเกิดความรวดเร็วยิ่งขึ้น และผลที่ออกมาก็สอดคร้องกัน และได้มีการเพิ่มโทษ กรณีที่กระทำผิดชัดแจ้งจะครอบคลุมทั้งคดีแพ่งและการดำเนินการทางวินัยของต้นสังกัด และมีการปรับเพิ่มการของการพักใช้ใบอนุญาตให้สอดคร้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวก็สามารถดำเนินการพักใช้ใบอนุญาตได้เลย จึงจะทำให้คนที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณได้รับโทษโดยเร็วที่สุด และจะมีบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมพิจารณาคดีความในขบวนการสืบสวนสอบสวนได้ด้วย  

“ข้อบังคับใหม่ของขบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ถ้าความผิดไม่รุนแรง คุรุสภาก็สามารถพักใช้ใบอนุญาตได้ทันทีตามความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง  เหมือนกับวิชาชีพอื่นๆที่พักใช้ไว้ก่อน การดำเนินกานขึ้นอยู่กับระดับความผิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในขบวนการจะดำเนินไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน  ดังนั้น ระยะเวลา จึงขึ้นอยู่กับระดับของความผิด แต่การลดขั้นตอนต่างๆลงจะทำให้ระยะเวลาของการตรวจสอบสั้นลงมาก ซึ่งตั้งแต่ปี 2550 -2568 เราสามารถสะสร้างได้ 759 คดี จาก 2,000 กว่าคดี ดังนั้น หากข้อบังคับฉบับใหม่นี้ประกาศใช้ได้เร็ว คุรุสภาก็น่าจะพิจารณาคดีที่ค้างเหลือ เสร็จได้ภายใน 2 เดือนนี้ ต้องขอขอบคุณกรรมการคุรุสภา ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.เป็นประธาน ท่านได้เน้นย้ำในเรื่องนี้ เพื่อทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา คนที่จะทำให้วิชาชีพของเราถูกมองในทางที่ไม่ดี ถูกดำเนินการโดยเร็วที่สุด ซึ่งในวันนี้(30 พ.ค.) รมว.ศธ.ท่านก็จะลงนามในข้อบังคับฉบับใหม่นี้ จากนั้น คุรุสภาจะส่งให้กฤษฎีกาพิจารณาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเร็วที่สุด“ เลขาธิการ คุรุสภา กล่าว 

Thai PBS ร่วมมือ EBS เกาหลีใต้ ผลิตสารคดีชุด ‘Chemistry’

Thai PBS ร่วมมือ EBS เกาหลีใต้ ผลิตสารคดีชุด 'Chemistry'

Thai PBS ร่วมมือ EBS เกาหลีใต้ ผลิตสารคดีชุด ‘Chemistry’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

ไทยพีบีเอส เดินหน้าสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ กับ EBS เกาหลีใต้ สร้างสรรค์สารคดี ชุด“Chemistry” เชื่อมโยงชีวิตจริงและการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมคว้ารางวัล PD of the Monthly Award จากสมาคมผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์เกาหลี เตรียมออนแอร์ใน Thai PBS ปลายปีนี้ 

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการผลิตสารคดี กับ นัม ซุนซุก ผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาแห่งเกาหลี (EBS) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรสื่อสาธารณะชั้นนำของเอเชีย เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สารคดีชุด “Chemistry”ความยาว 2 ตอน ตอนละ 50 นาที ในรูปแบบความร่วมมือในการผลิตทั้งทางเทคนิคเนื้อหา และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกัน เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา 

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไทยพีบีเอสในการพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณค่าและเข้าถึงผู้ชมหลากหลายประเทศ เชื่อว่าสารคดีเรื่อง Chemistry จะไม่เพียงนำเสนอความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในเชิงลึกที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงอน่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างคนต่างวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งด้วย

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว Thai PBS ดูแลการผลิตในประเทศไทย รวมถึงการจัดทำเวอร์ชันภาษาไทย ขณะที่ EBS จะดูแลการกำกับการผลิต การถ่ายทำหลัก และการผลิตเวอร์ชันสากลในภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ และมีการวางแผนออกอากาศในประเทศเกาหลีใต้ภายในเดือนเม.ย. 2568 และในประเทศไทยภายในเดือน ธ.ค. 2568

ในด้านลิขสิทธิ์และการจัดจำหน่าย ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันในการแบ่งปันสิทธิและรายได้อย่างเป็นธรรม โดยมีเป้าหมายให้เนื้อหานี้เข้าถึงผู้ชมในระดับสากล รวมถึงการส่งเข้าประกวดในเวทีเทศกาลภาพยนตร์และสื่อระดับนานาชาติ

“เราหวังว่าสารคดีเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชมได้เห็นบทบาทของศาสตร์ด้านเคมีที่เชื่อมโยงกับตนเองและการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างรู้เท่าทันและเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต” รศ. ดร.วิลาสินีกล่าว

และล่าสุด ทาง EBS ได้แจ้งมายัง ส.ส.ท.เมื่อ 8 พฤษภาคม 2568 ว่าหลังจากเผยแพร่สารคดีดังกล่าวในประเทศเกาหลีแล้วได้รับรางวัล PD of the Monthly Award จากสมาคมผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์เกาหลี และได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากสมาคมเคมีเกาหลีอีกด้วย
ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

ไทยพีบีเอสจับมือ สพป.ขอนแก่นเขต 4 ‘พัฒนาหน่วยการเรียนรู้’ ลดเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสการศึกษาเด็กไทย

ไทยพีบีเอสจับมือ สพป.ขอนแก่นเขต 4 'พัฒนาหน่วยการเรียนรู้' ลดเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสการศึกษาเด็กไทย

ไทยพีบีเอสจับมือ สพป.ขอนแก่นเขต 4 ‘พัฒนาหน่วยการเรียนรู้’ ลดเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสการศึกษาเด็กไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.46 น.

ไทยพีบีเอส จับมือ สพป.ขอนแก่น เขต 4 พัฒนาหน่วยการเรียนรู้ เสริมทักษะการใช้สื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสการเรียนรู้อย่างทั่วถึง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ และสร้างเสริมทักษะการใช้สื่อให้บุคลากรเพื่อการศึกษา กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 นำโดย นายวิโรจน์ ค้อไผ่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

รศ. ดร.วิลาสินี กล่าวถึงจุดมุ่งหมายสำคัญในการร่วมมือครั้งนี้ว่า 1.เพื่อร่วมมือและสนับสนุนการออกแบบ ผลิต จัดทำ หน่วยการเรียนรู้ และแผนการสอนโดยใช้สื่อและผลิตภัณฑ์ของ ส.ส.ท. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพในการจัดประสบการณ์เรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย การจัดการเรียนการสอน สำหรับเด็กประถมศึกษาและมัธยมศึกษาขยายโอกาส ตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่เกิดแก่สาธารณะในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นสำคัญ 2.เพื่อส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัย อบรม พัฒนาความรู้ และทักษะในการใช้สื่อเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน และบุคลากรทางการศึกษาภายใต้ความร่วมมือนี้ และ 3.เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบุคลากรภายใต้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ของทั้งสองหน่วยงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ความร่วมมือนี้เปิดโอกาสให้ทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ การใช้สื่อของไทยพีบีเอสในการออกแบบการเรียนรู้กับคุณครูที่นำไปใช้จริงในห้องเรียนได้ เนื่องจากสื่อวิดีโอช่วยสร้างเสริมประสบการณ์ ด้วยหวังว่าไทยพีบีเอสจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเรียนรู้แบบการบูรณาการที่ยั่งยืนและเกิดประโยชน์ต่อระบบการศึกษาไทยในระยะยาว การลงนามครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของไทยพีบีเอส และ สพป.ขอนแก่น เขต 4 ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ที่เท่าเทียม ทั่วถึง และทันสมัย สำหรับเด็กและเยาวชนไทยในทุกพื้นที่ของประเทศ โดยมุ่งหวังให้การใช้สื่อมีบทบาทในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

สกร.สนองพระราชดำรัสกรมสมเด็จพระเทพฯเปิด’Central Lab’

สกร.สนองพระราชดำรัสกรมสมเด็จพระเทพฯเปิด'Central Lab'

สกร.สนองพระราชดำรัสกรมสมเด็จพระเทพฯเปิด’Central Lab’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.59 น.

สนองพระราชดำรัสกรมสมเด็จพระเทพฯ สกร. จับมือ สพฐ. เปิดห้องปฏิบัติการกลางทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในศูนย์วิทย์ฯ 19 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนที่ขาดแคลน ฟรี!

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เปิดเผยว่า จากการที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสให้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ จัดทำห้องปฏิบัติการกลางทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Central Lab ) สำหรับให้บริการกับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนที่ขาดแคลนในการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ นั้น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้น้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณารายการวัสดุ เครื่องมือและอุปกรณ์ มาตรฐานห้องวิทยาศาสตร์ควรเป็นแบบใด จากหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนในแต่ละภาคเรียน และให้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาแต่ละแห่งเตรียมความพร้อมรองรับนักเรียนและครู ที่จะเข้ามาใช้บริการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 นี้  ซึ่งขณะนี้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ทั้ง 19 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมแล้วที่จะให้โรงเรียนนำนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 คือ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 และ นักเรียนช่วงชั้นที่ 3 คือ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้าใช้ประโยชน์ใน Central Lab โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้ห้องปฏิบัติการ

อธิบดี สกร.กล่าวต่อไปว่า โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนที่ขาดแคลนห้องปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถติดต่อประสานขอใช้ห้องปฏิบัติการกลางทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ทั้ง 19 แห่ง ดังนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษากาญจนบุรี ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครราชสีมา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครสวรรค์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาปัตตานี ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพระนครศรีอยุธยา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพิษณุโลก ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษายะลา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสมุทรสาคร ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาอุบลราชธานี ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด และอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยดูข้อมูลเพิ่มเติมและช่องทางการติดต่อใช้บริการ Central Lab ทั่วประเทศ ที่  sce-events.my.canva.site/centrallab

นักเรียนทุนฟังทางนี้! สามารถนำงานวิจัยมาต่อยอดทางธุรกิจได้

นักเรียนทุนฟังทางนี้! สามารถนำงานวิจัยมาต่อยอดทางธุรกิจได้

นักเรียนทุนฟังทางนี้! สามารถนำงานวิจัยมาต่อยอดทางธุรกิจได้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.48 น.

นักเรียนทุน ฟังทางนี้! สามารถนำงานวิจัยมาต่อยอดทางธุรกิจ ช่วยผู้ประกอบการกลุ่มสตาร์ทอัพ หนุนงานวิจัยด้าน IC Design รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

29 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านผลงานวิจัยของนักเรียนระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ในต่างประเทศ

นายคารม กล่าวว่า แต่เดิมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย หลังจากเรียนจบจะต้องกลับมาทำงานใช้ทุนในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐเท่านั้น หลังจากนี้ จะมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งนำงานวิจัยของนักเรียนทุนไปต่อยอดในทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะสตาร์ทอัพ ผ่านกลไกต่างๆ ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งขณะนี้ได้มีการปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการสะดวกยิ่งขึ้น

ในเบื้องต้นจะสนับสนุนให้นักเรียนทุนมาศึกษาและทำวิจัยด้าน IC Design หรือการออกแบบวงจรรวมในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้ข้อตกลงที่ทำร่วมกันกับทาง Imperial ซึ่งทาง Imperial จะช่วยสนับสนุนการต่อยอดงานวิจัยไปสู่ธุรกิจ เนื่องจาก Imperial เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงในการก่อตั้งสตาร์ทอัพทางเทคโนโลยี

“รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และการปลดล็อกกฎระเบียบดังกล่าว ยังสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์พัฒนาบุคลากรรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงและต่อยอดอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงได้” นายคารมระบุ

​โรงเรียนเล็ก…หัวใจใหญ่ ‘วังหินกิตติวิทยาคม’ ปลุกอนาคตด้วยรัก-ความหวัง

​โรงเรียนเล็ก...หัวใจใหญ่ ‘วังหินกิตติวิทยาคม’ ปลุกอนาคตด้วยรัก-ความหวัง

​โรงเรียนเล็ก…หัวใจใหญ่ ‘วังหินกิตติวิทยาคม’ ปลุกอนาคตด้วยรัก-ความหวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ในชุมชนเล็กๆ ต.วังหิน อ.เมือง จ.ตาก มีโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อาจไม่มีห้องเรียนทันสมัย หรือสนามฟุตบอลใหญ่โตเหมือนในเมือง แต่ที่นี่กลับมี “พลัง” อันยิ่งใหญ่ ที่หล่อหลอมด้วยหัวใจของครูทั้ง 10 คน และผู้อำนวยการอีก 1 คน ที่เชื่อมั่นว่า “การศึกษา…คือรากฐานของชีวิต”

วังหินกิตติวิทยาคม โรงเรียนมัธยมขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก มีนักเรียนเพียง 53 คน ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย หลายคนต้องอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย เพราะพ่อแม่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพในเมืองใหญ่ แต่ในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ เด็กๆกลับได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่…คือ “ความรัก ความเข้าใจ และโอกาส”

ทุกเช้า…ก่อนสู่ห้องเรียน เด็กๆ จะต่อแถวรับประทานอาหารจากโครงการ “น้องอิ่มท้อง สมองพร้อมเรียนรู้” อาหารที่ได้มาจากน้ำใจของผู้ใหญ่ใจดีในสังคม ที่ร่วมกันบริจาคทั้งวัตถุดิบและแรงใจ เพื่อให้เด็กๆ ได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยท้องที่อิ่มและหัวใจที่เบิกบาน

“เราอาจไม่มีงบประมาณมากมาย แต่เรามีหัวใจ…ที่อยากเห็นเด็กๆได้อิ่มท้อง พร้อมที่จะเรียนรู้จากบทเรียนที่ครูสอน” ธวัช ยะสุคำ ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวไว้เช่นนั้น

มากกว่าการสอนตามหลักสูตร โรงเรียนวังหินกิตติวิทยาคมยังมุ่งเน้น “ทักษะชีวิต” ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตของนักเรียน ด้วยความร่วมมือกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก โรงเรียนได้จัดหลักสูตรระยะสั้นที่ตอบโจทย์ความถนัดของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกไม้ประดับ การแปรรูปอาหาร การทำเว็บเพจ หรือแม้แต่การเลี้ยงสุกร

หนึ่งในกิจกรรมที่สร้างความภาคภูมิใจให้ทั้งชุมชน คือโครงการ “สานตะกร้าจากเส้นพลาสติก” ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดให้เยาวชน ผ่านการลงมือทำจริงกับครูภูมิปัญญาในชุมชน เพราะที่นี่เชื่อว่า…อนาคตที่ยั่งยืน อาจเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว

ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนแห่งความสุข” โรงเรียนวังหินกิตติวิทยาคมได้วางหัวใจไว้กลางแผนการสอน ทุกเช้า…นักเรียนและครูจะกล่าวคำว่า “เราทำได้” ด้วยพลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมแท็กมือ โอบกอด และรอยยิ้มที่เป็นเสมือนยาชูกำลังให้กันและกัน ผลลัพธ์คือ นักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าคิด กล้าแสดงออก และกล้ามีฝัน ขณะที่ครูเอง…ก็ได้ค้นพบว่า “การเป็นครู” คือการเป็นพ่อแม่ พี่ เพื่อน และผู้ร่วมทางในชีวิตของเด็กๆไม่ใช่แค่ผู้สอนในห้องเรียน

ทั้งนี้ โรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ให้ความรู้ แต่คือพื้นที่แห่งชีวิต พื้นที่ที่ปลูกฝังความหวัง จุดประกายความฝัน และเติมเต็มความรักให้เบ่งบาน

เพราะเมื่อรากฐานแข็งแรง…ต้นไม้แห่งความฝัน ก็พร้อมจะผลิดอกออกผลเสมอ

อธิบดี สกร.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ส่งเสริมการสร้างงาน-สร้างรายได้ท้องถิ่น

อธิบดี สกร.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ส่งเสริมการสร้างงาน-สร้างรายได้ท้องถิ่น

อธิบดี สกร.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ส่งเสริมการสร้างงาน-สร้างรายได้ท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เยี่ยมชมศูนย์ฯ – นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. พร้อมด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ , มหาสารคาม และชัยภูมิ ลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองขอนแก่น เพื่อส่งเสริมการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่กลุ่มผู้เรียน พร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี ดร.สนิท อาษาธง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดขอนแก่น ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองขอนแก่น

จุฬาฯ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ ‘เสว่ยหลง 2 และอนาคต’ เสริมความร่วมมือไทย–จีน ด้านการวิจัยขั้วโลก

จุฬาฯ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ 'เสว่ยหลง 2 และอนาคต' เสริมความร่วมมือไทย–จีน ด้านการวิจัยขั้วโลก

จุฬาฯ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ ‘เสว่ยหลง 2 และอนาคต’ เสริมความร่วมมือไทย–จีน ด้านการวิจัยขั้วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สองประเทศร่วมมือ – รศ.ดร.ปาลนี อัมรานนท์ รองอธิการบดี จุฬาฯ พร้อมด้วย Mr. Sun Shuxian ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติแห่งประเทศจีน ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ เลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติหัวข้อ “เสว่ยหลง 2 และอนาคต : การพัฒนาการวิจัยขั้วโลกและความร่วมมือไทย–จีนในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง” เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยขั้วโลกระหว่างสองประเทศ ณ ห้องประชุมชั้น 7 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี 10)