สมศ.เตรียมอัปสกิลผู้ประเมินภายนอก หนุนสถานศึกษาสู่การพัฒนาคุณภาพ

สมศ.เตรียมอัปสกิลผู้ประเมินภายนอก หนุนสถานศึกษาสู่การพัฒนาคุณภาพ

สมศ.เตรียมอัปสกิลผู้ประเมินภายนอก หนุนสถานศึกษาสู่การพัฒนาคุณภาพ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ประกาศความพร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ของการประเมินคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาผู้ประเมินภายนอก ให้มีสมรรถนะที่ทันสมัย ผ่านกระบวนการ รีสกิล” และ อัปสกิล” อย่างเข้มข้น เพื่อเสริมบทบาทสำคัญ ในการเป็น ผู้ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพ” ที่สมดุลและมีพลัง พร้อมร่วมขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า ผู้ประเมินภายนอกของ สมศ. นับเป็น “กุญแจแห่งความสำเร็จ” ของกระบวนการประกันคุณภาพภายนอก (EQA) ที่ไม่เพียงสะท้อนสถานะคุณภาพของสถานศึกษาอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังต้องสามารถจุดประกายและสนับสนุนการพัฒนาสถานศึกษาได้อย่างยั่งยืน

ทิศทางการพัฒนาผู้ประเมินภายนอกในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สมศ. มุ่งเน้น 2 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.การสร้างทักษะขึ้นมาใหม่ที่จำเป็นต่อการทำงาน (Reskill) ด้วยการพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นใหม่ เช่น ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การใช้ AI เข้ามาช่วยในขั้นตอนการประเมินคุณภาพ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การสรุปผลการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา และทักษะการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสริมพลัง คือการที่ผู้ประเมินภายนอกต้องส่งเสริม และให้คำปรึกษากับสถานศึกษาในการนำผลการประกันคุณภาพภายนอกไปปรับใช้ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนได้อย่างเหมาะสม และ 2.การพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะที่มี (Upskill) ด้วยการเสริมทักษะเดิมของผู้ประเมินภายนอกให้เชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น เช่น ทักษะการวัดผลที่แม่นยำ มีความเที่ยงตรง ที่ประกอบด้วย ความเที่ยงตรงของเนื้อหา สามารถวัดเนื้อหาที่ต้องการวัดได้ครบถ้วน ตามจุดประสงค์ ความเที่ยงตรงของโครงสร้าง หมายถึงสามารถวัดพฤติกรรมและสมรรถภาพด้านต่างๆ ได้ตามจุดมุ่งหมายที่กำหนด ความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ เป็นการตรวจสอบ สรุปอ้างอิงสมรรถนะการดำเนินงานว่าได้ผลสอดคล้องกับการดำเนินงานเพียงใด ควบคู่ไปกับความเชื่อมั่น หมายถึงความคงเส้นคงวาของผลการประกันคุณภาพภายนอก ที่สามารถเชื่อถือได้ในระดับสูงจนสามารถรับประกันได้ว่า หากมีการประกันคุณภาพภายนอกซ้ำอีกครั้งก็จะได้ผลใกล้เคียงและสอดคล้องกับผลการประกันคุณภาพภายนอกเดิม

วันนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการคิดขั้นสูงและนวัตกรรมเพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาในประเทศของตน ดังนั้น สมศ. ต้องทำหน้าที่มากกว่าการประเมินเพื่อรับรอง แต่ต้องเป็น พลังหนุน” ให้สถานศึกษามุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพอย่างแท้จริง ผู้ประเมินภายนอกจึงต้องมีทักษะที่หลากหลาย เป็นทั้งนักวิเคราะห์ และผู้นำเสนอแนวทางพัฒนาสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสมกับสถานศึกษาแต่ละประเภท และบริบทของสถานศึกษา ด้วยบทบาทของผู้ประเมินภายนอกในการเป็น ผู้ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพ” ที่สมดุลและมีพลัง เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ สมศ. มีแผนจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับผู้ประเมินภายนอกทั่วประเทศ ร่วมกับการอบรมเชิงปฏิบัติการในระดับภูมิภาค เพื่อสร้าง “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” สำหรับผู้ประเมินภายนอกและสถานศึกษาในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล” ศ.ดร.องอาจ กล่าว

ศธ.จัดมหกรรมการศึกษาไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต สร้างเครือข่ายมั่นคงสู่อนาคต

ศธ.จัดมหกรรมการศึกษาไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต สร้างเครือข่ายมั่นคงสู่อนาคต

ศธ.จัดมหกรรมการศึกษาไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต สร้างเครือข่ายมั่นคงสู่อนาคต

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการศึกษาไทย-จีน ในโอกาสเฉลิมฉลอง  ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน โดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณกร สว่างเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย – จีน นางสาววรรณา ลอลือเลิศ ประธานสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนกว่า 2,000 คน เข้าร่วม ที่ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนได้พัฒนาอย่างมั่นคงและลึกซึ้งในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการกำหนดให้เป็นรายวิชาเพิ่มเติมตามหลักสูตรแกนกลาง มีการเปิดห้องเรียนพิเศษภาษาจีน การพัฒนาครูผู้สอน พัฒนาแบบเรียน ตลอดจนการสร้างสื่อดิจิทัลสำหรับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับบริบทสากล นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการความร่วมมือและกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการผู้ช่วยสอนภาษาจีน โครงการทวิวุฒิไทย – จีน โครงการประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน ค่ายภาษาจีนฤดูร้อน การอบรมเชิงปฏิบัติการ Master Trainer ด้านภาษาจีน

“ขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณบุคลากรด้านการศึกษาภาษาจีน ทั้งชาวไทยและชาวจีน ที่ได้ทุ่มเทกำลังใจ กำลังกาย และสติปัญญาในการขับเคลื่อนงานด้านภาษาจีนอย่างต่อเนื่อง และขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับบุคลากรดีเด่นด้านการศึกษาภาษาจีน จำนวน 50 คน ที่ได้รับเกียรติบัตรในครั้งนี้ นับเป็นเกียรติและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ที่ทรงคุณค่านี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “มหกรรมการศึกษาไทย–จีน” ครั้งนี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการเสริมสร้างมิตรภาพ ความเข้าใจ และความร่วมมือทางการศึกษาที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม และการพัฒนาเยาวชนไทยให้ก้าวไกลสู่อนาคต ด้วยศักยภาพและวิสัยทัศน์ระดับโลกต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

นายหาน จื้อเฉียง กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย เมื่อย้อนกลับไปดูครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านนี้ เราจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าสถานการณ์โลกจะพลิกผันเปลี่ยนแปลง และทั้งสองประเทศมีขนาดที่ต่างกัน มีระบบสังคมที่ไม่เหมือนกัน แต่ความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและการร่วมมือกันเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์จีน-ไทยอย่างเสมอมา ความสัมพันธ์จีน-ไทยยึดมั่นในหลักการให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ให้ความเสมอภาคกัน ให้ความจริงและเชื่อใจกัน ให้ความช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน และนี่คือวิถีทางที่นำไปสู่ความสำเร็จในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถือเป็นแบบอย่างอันดีเลิศ ประชาชนชาวจีนและชาวไทยควรยินดีและภาคภูมิใจในการที่จีน-ไทยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และเราควรต้องเชื่อมั่นและแน่วแน่ที่จะพัฒนาเสริมสร้างความดีนี้ในยุคสมัยใหม่ต่อไป ผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ร่วมสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อความสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านการศึกษามีความหมายสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์จีน-ไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาบุคลากรวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ แต่ยังช่วยสร้างผู้คนที่จะมาสืบสานมิตรไมตรี และเสริมสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน-ไทยได้นับอีกไม่ถ้วน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านการศึกษาจีน-ไทยมีผลงานเยอะแยะมากมาย งานมหกรรมในวันนี้จะแสดงผลงานเหล่านี้ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน

สำหรับในปีนี้ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ดำรงความสัมพันธ์ทางการทูตมาเป็นระยะเวลา 50 ปี ที่มีมิติทางการศึกษา วัฒนธรรม และความร่วมมือด้านวิชาการที่แน่นแฟ้นและต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากหอการค้าไทย–จีน สถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยรังสิต ตลอดจนภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกันจัดงาน “มหกรรมการศึกษาไทย–จีน” ขึ้น ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ไลฟ์ ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และนิทรรศการบริเวณลาน Eden ชั้น 3 เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงเนื้อหาและกิจกรรมทางการศึกษาอย่างกว้างขวาง โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการกล่าวปาฐกถาพิเศษ การมอบเกียรติบัตรแก่บุคลากรที่มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทย การเสวนาทางวิชาการ 3 ช่วง การนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีด้านการเรียนการสอนภาษาจีน นิทรรศการความร่วมมือด้านการศึกษาไทย–จีนจากหน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ รวมถึงการแสดงวัฒนธรรมไทย–จีนโดยนักเรียนและนักศึกษา

มหกรรมครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเท่านั้น หากยังมีเป้าหมายในการเผยแพร่ ส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไทย–จีนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเรียนการสอนภาษาจีน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การถ่ายทอดแนวปฏิบัติที่ดี ทิศทางการพัฒนาทางภาษาในบริบทโลก และการสร้างเครือข่ายทางวิชาการที่มั่นคงต่อไปในอนาคต

‘ม.ธรรมศาสตร์’มอบรางวัลเชิดชูเกียรติบุคลากร 7 สาขา ตอกย้ำความก้าวหน้าทางวิชาการ

‘ม.ธรรมศาสตร์’มอบรางวัลเชิดชูเกียรติบุคลากร 7 สาขา ตอกย้ำความก้าวหน้าทางวิชาการ

‘ม.ธรรมศาสตร์’มอบรางวัลเชิดชูเกียรติบุคลากร 7 สาขา ตอกย้ำความก้าวหน้าทางวิชาการ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

กองบริหารการวิจัย ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU RAC) จัดงาน วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2567 เพื่อยกย่อง สร้างขวัญและกำลังใจ ให้กับคณาจารย์และนักวิจัย ที่สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยและสร้างผลงานเป็นประโยชน์ต่อสังคม

 ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่าการจัดงานในครั้งนี้ได้มีการมอบรางวัลให้กับนักวิจัยใน 7 สาขา จำนวน 106 คน ประกอบด้วย ผู้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์, ผู้ได้รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมธีวิจัยอาวุโส และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ, ผู้ได้รับการกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ ได้รับเงินเดือนขั้นสูง, ผู้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, ผู้ได้รับทุนวิจัยโครงการขนาดใหญ่ผ่าน TURAC, ผู้ได้รับรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่นระดับส่วนงาน และผู้ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณทางด้านการวิจัยจากหน่วยงานภายนอก รวมทั้ง สิ้น 94 รางวัล ทั้งนี้ในส่วนของผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ เกิดจากกระบวนการสรรหาคณาจารย์หรือนักวิจัยที่ดี จากคณะหรือสาขาวิชาต่างๆ อย่างเข้มข้น และมีแหล่งข้อมูลที่ทันสมัย

“มหาวิทยาลัยเน้นการทำงานเพื่อตอบโจทย์สังคม ทำให้ประเด็นการมองโจทย์การทำงานวิจัยทั้งสายสังคมและวิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับประเด็นที่เป็นปัญหาของสังคม งานวิจัยจึงมีคุณภาพและตอบโจทย์สังคมได้ เท่าทันกับสถานการณ์ เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก นักวิจัยของเราก็ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการทำงาน นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการทำงานวิจัยต่างๆ มาโดยตลอด”

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และนวัตกรรม กล่าวถึงแนวทางสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคมว่า “ในปัจจุบันได้มีการนำเอาผลงานวิจัยของ ม.ธรรมศาสตร์ ไปต่อยอดทั้งในด้านการแพทย์ และสังคม เช่น สร้างความร่วมมือกับกทม. โดยนำผลการวิจัยไปต่อยอดด้านการฟื้นฟูศักยภาพของผู้สูงอายุ  ซึ่งงานวิจัยจะก้าวสู่เวทีโลกได้นั้น จะต้องตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมทั้งในและต่างประเทศ ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นผลงานที่พูดถึงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ  ทั้งในด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม”

การจัดงานครั้งนี้ มีการประกาศเกียรติคุณพร้อมมอบโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ให้กับนักวิจัย 2 ท่าน ได้แก่ ศ.ดร.เกศรา ณ บางช้าง เมธีวิจัยอาวุโส ประจำปี 2567 สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านเภสัชวิทยาเข้ากับวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างเป็นระบบ เพื่อต่อสู้กับโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะโรคมาลาเรียและมะเร็งท่อน้ำดี

“ปัจจุบันนักวิจัยต้องปรับตัวมาก เพื่อเข้าถึงปัญหา ที่พร้อมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำไปบูรณาการเข้ากับงานวิจัยในศาสตร์ของตัวเอง นอกจากนี้ต้องทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ร่วมมือกับผู้มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อผลักดันให้ผลงานประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนตั้งแต่มหาวิทยาลัย รัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ ขณะนี้เริ่มมีการจัดระบบการให้ทุนวิจัยที่เป็นกลุ่มหรือคณะ มากกว่าแบบรายบุคคล” ศ.ดร.เกศรา กล่าว

นักวิจัยที่ได้รับโล่รางวัลพระราชทาน กรมสมเด็จพระเทพฯ อีกท่านคือ รศ.ดร.นาถนิรันดร์ จันทร์งาม นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์ ซึ่งได้ศึกษาวิจัยด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ตัวอย่างงานวิจัย อาทิ 1.ความสัมพันธ์ระหว่างการแบ่งแยกดินแดน การกำหนดเจตจำนงด้วยตนเองของประชาชน และการรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยพิจารณาร่วมกับกรณีของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และ 2.บทเรียนและข้อเสนอแนะจากคดีอนุญาโตตุลาการ ภายใต้สนธิสัญญาการลงทุนคดีแรกของประเทศไทย (คดี Walter Bau v. Thailand)

“งานวิจัยที่ทำจะมีประโยชน์ชั้นต้นในทางวิชาการ ขณะนี้มีนักศึกษาในระดับปริญญาโทและเอกจากสถาบันต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร รัสเซีย บราซิล  ได้นำเอาผลงานวิจัยไปใช้ในตำราวิชาการ หรือเอกสารประกอบหลักสูตร ในทางปฏิบัติเมื่อมีข้อพิพาทคดีจริงขึ้นมา หลายคดีได้นำเอาบทความวิจัยไปสู้กัน บางคดีที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทของธนาคารโลก ก็ต้องไประงับข้อพิพาทกันที่ธนาคารโลก ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่เป็นภาพของความเป็นจริงที่นำไปใช้ที่ไม่ ใช่อยู่แค่ในห้องสมุด นอกจากนี้เมื่อมีการจัดศาลจำลองระหว่างประเทศ นักศึกษาฝึกหัดที่ทำหน้าที่เป็นนักกฎหมายในคดีจะนำผลงานวิจัยเหล่านี้ไปใช้ เป็นประโยชน์ในการสู้คดี ทำคำร้องหรือคำให้ การต่างๆ”

มธ.ปรับ 298 หลักสูตร รับมือโลกเปลี่ยนเร็ว วางทิศทางสู่ระดับโลก – ปั้นทาเลนต์เก่งรอบทิศ

มธ.ปรับ 298 หลักสูตร รับมือโลกเปลี่ยนเร็ว วางทิศทางสู่ระดับโลก - ปั้นทาเลนต์เก่งรอบทิศ

มธ.ปรับ 298 หลักสูตร รับมือโลกเปลี่ยนเร็ว วางทิศทางสู่ระดับโลก – ปั้นทาเลนต์เก่งรอบทิศ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.13 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กางแผนความพร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ประกาศขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่ “มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบชั้นนำแห่งอนาคต” เดินหน้าปฏิรูประบบการเรียนรู้ พัฒนาหลักสูตรทั้ง 19 คณะ 6 วิทยาลัย 2 สถาบัน 298 หลักสูตรที่เชื่อมโยงสหวิทยาการทั้งด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์สุขภาพ พร้อมตั้งเป้าเป็นต้นแบบมหาวิทยาลัยไทยที่ผลิต “ผู้นำ” และ “แรงงานคุณภาพสูง” ตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ทุกมิติ นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดหลักสูตรและรายวิชาใหม่ อาทิ จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้นำอนาคต กลุ่มวิชา Finance & Investment ซึ่งสอดรับกับวิถีชีวิต สังคมและเศรษฐกิจในอนาคต ตลอดจนมุ่งเป้าพัฒนาทักษะบัณฑิตสู่ทาเลนต์ที่เพียบพร้อมทั้ง Hard Skills , Soft Skills , Future Skills มุ่งสู่ภาวะการมีงานทำหลังจบการศึกษาได้ 100%

.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ในยุคที่ทุกบริบทโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยต่างต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมบัณฑิตให้พร้อมสู่อนาคต ซึ่งจากรายงานของ World Economic Forum ปี 2024 พบว่า การคิดวิเคราะห์ เป็นทักษะหลักที่ภาคธุรกิจมองว่าจำเป็นสูงสุดในปี 2025 โดยสูงถึง 68% รองลงมาคือ ความยืดหยุ่น และความคล่องตัว” (67%) และ ภาวะผู้นำและอิทธิพลทางสังคม (61%) สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะทั้งด้านความคิด การสื่อสาร และการปรับตัวในโลกที่ผันผวน ขณะเดียวกัน ที่น่าสนใจคือกลุ่มอาชีพด้านเทคโนโลยีกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2025–2030 โดยเฉพาะอาชีพ “ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่” ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึงกว่า 100% ตามด้วย “วิศวกรฟินเทค” และ “ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ Machine Learning” ที่ต่างเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยยังมีอาชีพที่เติบโตควบคู่กัน เช่น นักพัฒนาแอปพลิเคชัน นักวิเคราะห์ข้อมูล ผู้สร้างความมั่นคงไซเบอร์ และวิศวกรพลังงานหมุนเวียน และในทางกลับกัน หลายอาชีพดั้งเดิมกำลังถูกลดบทบาทลงอย่างชัดเจน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้ตอกย้ำถึงความเร่งด่วนในการเสริมทักษะใหม่ให้แก่แรงงาน โดยเฉพาะทักษะเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

.ธรรมศาสตร์ จึงเดินหน้ายกระดับการศึกษาไทยสู่ระดับโลก ด้วยการเปิดแผนยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบชั้นนำเพื่อสังคมแห่งอนาคต” พร้อมยังตั้งเป้าสร้าง Global Impact University เพื่อให้คนของธรรมศาสตร์ตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยปรับปรุงและพัฒนากว่า 298 หลักสูตร ครอบคลุมทั้งด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์สุขภาพ สร้างบัณฑิตที่มีความรู้รอบด้านในเชิงประจักษ์ พร้อมลงมือปฏิบัติได้จริง และมีศักยภาพในการเป็นผู้นำยุคใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในปัจจุบันและตอบโจทย์ความต้องการสังคมแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิผล” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวและว่า

โดยยุทธศาสตร์ใหม่นี้ประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ การเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ชั้นนำแห่งอนาคต มุ่งบูรณาการองค์ความรู้หลากศาสตร์และการพัฒนาทักษะทางการวิจัยให้ตอบสนองต่อการเรียนรู้ยุคใหม่ การเป็นมหาวิทยาลัยของสังคม โดยเน้นการผลิตบัณฑิตจิตสาธารณะ พร้อมสร้างความเข้าใจเชื่อมโยงกับชุมชนด้วยนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ การสร้างความสุขและความยั่งยืนให้กับประชาคมธรรมศาสตร์ ผ่านการใช้ระบบการบริหารแบบยั่งยืน และแผนงานเชิงระบบที่เน้นการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิด Outcome-Based Education (OBE) การยกระดับทักษะทั้ง Hard Skills และ Soft Skills พร้อมผลักดันการเรียนรู้แบบ Experiential Learning และ Co-operative Education ให้เกิดขึ้นในทุกคณะ

แผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้มุ่งเน้นการบูรณาการการเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง และการร่วมออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคธุรกิจ โดยเริ่มทยอยปรับหลักสูตรในปีการศึกษา 2567 และตั้งเป้าใช้เต็มรูปแบบในปีการศึกษา 2570 โดยมีการออกแบบโครงสร้างหลักสูตรตามแนวคิด Outcome-Based Education (OBE) และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ครอบคลุมการจัดทำผลลัพธ์การเรียนรู้ทั้งระดับหลักสูตร และรายวิชาตามมาตรฐานของ กกอโดยนักศึกษาจะได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติในรายวิชาต่าง  ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและฝึกทักษะจริงในสถานประกอบการมากกว่า 405 ชั่วโมง รวมถึงการพัฒนากลุ่มหลักสูตรที่เน้นการเรียนรู้แบบ Experiential Learning ผ่านโครงงานและปัญหาจริงจากภาคสนาม สอดรับกับเป้าหมายการสร้าง “บัณฑิตพร้อมทำงาน” อย่างแท้จริง นอกจากนี้ การปรับปรุงทุกหลักสูตรยังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน และกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ องค์กรด้านเทคโนโลยี พร้อมยกระดับการเรียน e-Learning และสร้าง Common Core ภายในคณะเพื่อประโยชน์ร่วมกันทุกหลักสูตร ในขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและการมีวิชาที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้” อธิการบดี มธ. ระบุ

.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการผลักดัน รายวิชาเสริมทักษะเชิงลึกเพื่อตอบโจทย์โลกอนาคต โดยเร็วๆนี้จะมีการเปิดสอน รายวิชา TU280 จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้นำอนาคต” (Artificial Intelligence Ethics for Leader of the Future) ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับใหม่ทันกับกระแส AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคตโดยตรง มุ่งพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้เข้าใจในประเด็นจริยธรรม เทคโนโลยี และความเชื่อมั่นการใช้ AI อย่างลึกซึ้ง ต่อเนื่องถึงการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ ความแตกต่างของรายวิชานี้คือ      ไม่ได้สอนเพียงการใช้เทคโนโลยี แต่เป็นการฝึกนักศึกษาให้เข้าใจโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยน พร้อมตั้งคำถามอย่างมีจริยธรรมต่อการใช้ AI ในชีวิตมนุษย์ สังคม และระบบเศรษฐกิจในอนาคต เป็นการบ่มเพาะผู้นำที่คิดเป็น ทำเป็น และรับผิดชอบต่อผลกระทบในระดับโลกได้จริง และเป็นหัวใจของการสร้าง “Ethical Leaders” แห่งยุค AI ที่จะไม่ยึดติดเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว โดยพร้อมเปิดสอนในภาคการศึกษา 2568 นำโดยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ ยังเปิดหมวดวิชา Finance & Investment ครอบคลุมหัวข้อที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ อาทิ ความรู้การเงินในชีวิตประจำวัน การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี การวางแผนภาษี ต้นทุนโอกาส และการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยร่วมออกแบบหลักสูตรกับผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำ เช่น SET SCB GULF และ Bangkok Bank เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้แบบ Online หรือ E-learning ได้อย่างยืดหยุ่น เหมาะกับการพัฒนาทักษะควบคู่กับการเรียนหลักสูตรปกติ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษาเป็นจำนวนมาก เห็นได้ชัดจากการที่ได้มีการเปิดหลักสูตร SET E-learning ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงเดือนมีนาคม 2568 มีนักศึกษาลงเรียนวิชาต่าง ๆ ของหลักสูตรแล้วกว่า 22,000 คน

อย่างไรก็ดี ธรรมศาสตร์ยังวางทิศทางการเตรียมบัณฑิตให้พร้อมสู่ตลาดแรงงาน ด้วยการเน้น ทักษะอาชีพที่สำคัญ ทั้ง ‘Hard Skill’ เช่น ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ กฎหมาย และการเงิน ‘Soft Skill’ เช่น การสื่อสาร แก้ปัญหา และการเป็นผู้นำ รวมถึง ‘Adaptability Skill’ ได้แก่ ความยืดหยุ่น การทำงานเป็นทีม และการวิเคราะห์ความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมทักษะเฉพาะด้าน เช่น ความเข้าใจจริยธรรม AI และการทำงานข้ามวัฒนธรรม เพื่อให้บัณฑิตธรรมศาสตร์เป็น Talent ที่โดดเด่นพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนในทุกมิติ

ในภาพรวม มหาวิทยาลัยวางเป้าหมายให้บัณฑิตมีความรู้เชิงวิชาการควบคู่กับทักษะปฏิบัติจริง และมีประสบการณ์วิชาชีพ โครงการ หรือฝึกงานอย่างน้อย 6 หน่วยกิต โดยคาดหวังให้ทุกหลักสูตรสามารถพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้มีทักษะแห่งอนาคต เพื่อเติบโตอย่างมั่นคงในโลกการทำงานยุคใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังได้ตั้ง “ศูนย์สหกิจศึกษาและพัฒนาอาชีพ” (TUCEEC) เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาและศิษย์เก่า ได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นอย่าง Hard Skills , Soft Skills รวมถึง Future Skills เรื่องของ AI และการตลาดดิจิทัล โดยมีเป้าหมายจัดอบรมและกิจกรรมกว่า 100 รายการในช่วงปี 2568–2570 เพื่อสร้างแรงส่งสู่การมีงานทำทันทีหลังจบการศึกษาให้ได้ 100%” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

การวางกลยุทธ์ด้านบุคลากร มหาวิทยาลัยยังเร่งยกระดับศักยภาพอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญสู่การเป็น “ผู้นำการเรียนรู้” อย่างเป็นระบบ ผ่านแนวทาง Professional Standard Framework (PSF) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานสากลเพื่อส่งเสริมความเชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนในระดับสูง โดยตั้งเป้าหมายให้อาจารย์ผ่านการรับรองมาตรฐาน PSF ระดับ 2 ขึ้นไป (PSF 2+) อย่างน้อย 100 คนภายในปีงบประมาณ 2568–2570 ทั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาอาจารย์ให้เป็นผู้มีบทบาทผู้นำการสร้างการเรียนรู้เชิงรุก และออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนยุคใหม่อย่างแท้จริง ทั้งในระดับปริญญาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรนานาชาติ และความร่วมมือหลักสูตรแบบ Dual Degree กับสถาบันพันธมิตรทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายวิชาการระดับสากลที่เชื่อมโยงการเรียนรู้อย่างไร้พรมแดนได้

SPU สุดครีเอท เรียนโลจิสติกส์ผ่านบอร์ดเกม – VR เอาใจคนรุ่นใหม่เรียนไม่น่าเบื่อ ตอบโจทย์คนยุคใหม่

SPU สุดครีเอท เรียนโลจิสติกส์ผ่านบอร์ดเกม - VR เอาใจคนรุ่นใหม่เรียนไม่น่าเบื่อ ตอบโจทย์คนยุคใหม่

SPU สุดครีเอท เรียนโลจิสติกส์ผ่านบอร์ดเกม – VR เอาใจคนรุ่นใหม่เรียนไม่น่าเบื่อ ตอบโจทย์คนยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดประสบการณ์ใหม่ วิทยาลัยโลจิสติกส์ ม.ศรีปทุม นำบอร์ดเกมและ VR ยกระดับการเรียนการสอน เสริมทักษะนักศึกษา ตอบโจทย์ตลาดแรงงานอนาคต อุตสาหกรรมโลจิสติกส์มูลค่ากว่า 3.1 ล้านล้านบาท โตต่อเนื่อง งานมั่นคง รายได้สูง พร้อมรองรับแรงงานกว่า 6.6 ล้านคน เพิ่มโอกาสเติบโตในสายงานโลจิสติกส์ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางซัพพลายเชนระดับโลกเผยที่ผ่านมามีบัณฑิตเรียนจบแล้วกว่า 4,000 คน มีอัตราการได้งานทำสูงถึง 98.2%

ผศ.ดร.ธรินี มณีศรี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า คณะได้เดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ นำ “บอร์ดเกม” และ “เทคโนโลยี VR” มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริง เรียนรู้แนวคิดเชิงลึกอย่างสนุกสนาน พร้อมเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การนำบอร์ดเกมเข้ามาประยุกต์ใช้จึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้แนวคิดโลจิสติกส์ได้อย่างเป็นระบบและเข้าใจง่ายขึ้น บอร์ดเกมที่พัฒนาขึ้นใช้ระยะเวลากว่า 6 ปี ร่วมกับคณะดิจิทัลมีเดีย เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาการและสามารถนำไปใช้จริงในอุตสาหกรรมซึ่งบอร์ดเกม เปลี่ยนความรู้ทฤษฎีให้เป็นประสบการณ์จริง

“บอร์ดเกมของเราถูกออกแบบมาให้เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจ โดยนักศึกษาจะได้ทดลองวางแผนและแก้ไขปัญหาเชิงลึกในซัพพลายเชน ทำให้พวกเขาไม่เพียงแค่เข้าใจทฤษฎี แต่ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในโลกของธุรกิจ” ผศ.ดร.ธรินี กล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบบอร์ดเกมให้เหมาะกับนักเรียนระดับมัธยมต้นถึงมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการใช้แผนที่ประเทศไทยเป็นฐานข้อมูลสำหรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดวางตำแหน่งคลังสินค้า การกระจายสินค้า และการบริหารโซ่อุปทานในบริบทของประเทศไทย

นอกจากบอร์ดเกมแล้ว เทคโนโลยี VR ยังถูกนำมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงในโลกเสมือน เช่น การจัดการคลังสินค้า การวางแผนเส้นทางขนส่ง และการจำลองสถานการณ์ในซัพพลายเชนแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและทักษะที่จำเป็นในสายงานโลจิสติกส์ยุคใหม่ เป็นการนำเทคโนโลยี VR สัมผัสประสบการณ์โลจิสติกส์เสมือนจริง นอกจากการออกแบบการเรียนให้ไม่น่าเบื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่  ในสายงานนี้ยังมีโอกาสในการได้งานสูงเนื่องจากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่เติบโต ตลาดโลจิสติกส์ของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 2.3 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.1 ล้านล้านบาทภายในปี 2569 ควบคู่ไปกับจำนวนแรงงานที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 5.7 ล้านคน เป็น 6.6 ล้านคน ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการทำงานที่กว้างขวางและมั่นคง

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ยังต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในด้านการบริหารซัพพลายเชน การวิเคราะห์ข้อมูล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติผ่านเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้ จึงช่วยให้นักศึกษามีความพร้อมสำหรับการทำงานจริง และสามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราต้องการสร้างบัณฑิตที่มีความสามารถรอบด้าน พร้อมรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์สมัยใหม่ เทคโนโลยีที่เรานำมาใช้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างลึกซึ้งและตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน” ผศ.ดร.ธรินี กล่าวเสริม

ไทยพีบีเอส พร้อมเสิร์ฟความเฉิดฉาย ‘Born This Way’ จาก Bangkok Pride Festival 2025 รับชมสดพร้อมกัน 1 มิ.ย.นี้

ไทยพีบีเอส พร้อมเสิร์ฟความเฉิดฉาย 'Born This Way' จาก Bangkok Pride Festival 2025 รับชมสดพร้อมกัน 1 มิ.ย.นี้

ไทยพีบีเอส พร้อมเสิร์ฟความเฉิดฉาย ‘Born This Way’ จาก Bangkok Pride Festival 2025 รับชมสดพร้อมกัน 1 มิ.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

ไทยพีบีเอส เตรียมถ่ายทอดสด Bangkok Pride Festival 2025 เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองตัวตน ความหลากหลาย และความเท่าเทียมในทุกมิติ พร้อมร่วมยินดีกับความสำเร็จของสมรสเท่าเทียม และก้าวต่อสู่การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ รับชมสด 1 มิ.ย.นี้ ทางออนไลน์ทุกช่องทางของไทยพีบีเอส

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน “Bangkok Pride Festival 2025” (บางกอกไพรด์ เฟสติวัล 2025) ภายใต้ธีม “Born This Way” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 ผ่านการสนับสนุนการถ่ายทอดสดงาน “Bangkok Pride Festival 2025” อย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในเดือนแห่งความภาคภูมิใจในความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) และมุ่งประกาศเจตนารมณ์ในการยกระดับกรุงเทพมหานคร สู่การเป็น Pride Destination ระดับโลก พร้อมเดินหน้าเป้าหมายสำคัญในการเสนอเป็นเจ้าภาพ World Pride สู่การจัดงาน Bangkok World Pride ในปี 2030  โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดงานได้พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 1 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทุกช่องทางออนไลน์ของไทยพีบีเอส Facebook, YouTube, TikTok Thai PBS และทางเว็บไซต์ http://www.thaipbs.or.th/PrideMonth 

Bangkok Pride Festival 2025 มุ่งเน้นการนำเสนอเส้นทางของความสำเร็จจากการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ไปสู่จุดหมายต่อไปในการผลักดันการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านกิจกรรมทั้งหมดตลอดช่วงเวลา 3 วันของการจัดงาน โดยอีกหนึ่งความพิเศษที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ คือ “Bangkok Pride Awards 2025”  การประกาศรางวัลทรงคุณค่าแก่บุคคลและองค์กรที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ รวม 11 สาขา 26 รางวัล ในวันที่ 31 พฤษภาคม โดย ไทยพีบีเอส ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใน 3 สาขา ได้แก่ Bangkok Pride Value of Offline News จากการนำเสนอข่าวและเนื้อหาของไทยพีบีเอส, Bangkok Pride Value of Online News จาก The Active ไทยพีบีเอส และ Pride Popular จากละคร หม่อมเป็ดสวรรค์ โดยมีนักแสดง ทับทิม–อัญรินทร์ และฟิล์ม–เฌอร์ลิษา เข้าชิงรางวัล

นอกจากนี้ยังมี “Bangkok Pride Forum 2025” เวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นความหลากหลายทางเพศอย่างรอบด้าน ทั้งในด้าน สุขภาวะของ LGBTQIAN+, เศรษฐกิจสีรุ้ง, เทคโนโลยี, สิ่งแวดล้อม, สิทธิมนุษยชน, การศึกษา และวัฒนธรรม งานนี้เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนจาก ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมพูดคุย เสนอแนวทาง และสร้างความเข้าใจร่วมกันอย่างลึกซึ้ง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางขับเคลื่อนสิทธิความหลากหลายทางเพศในเอเชีย” ครอบคลุม 4 พื้นที่หลักใจกลางสยาม และกิจกรรม “DRAG BANGKOK Festival 2025” เวทียกระดับศิลปะแดร็กไทยสู่เวทีโลก ภายใต้ธีม “Thaituristic Drag Scene” นำเสนออัตลักษณ์ไทยผ่านการแสดงที่ทรงพลังและสร้างสรรค์ และยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรับรองศิลปิน “แดร็ก” ให้เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อม ๆ กับ “Bangkok Pride Parade 2025” ขบวนพาเหรดแห่งความหลากหลายและภาคภูมิใจ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายน ภายใต้แนวคิด “Born This Way” ขบวนเริ่มตั้งแถวที่ สนามกีฬาแห่งชาติ ก่อนเคลื่อนผ่านถนนพระราม 1 สู่แยกราชประสงค์ รวมระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร แบ่งเป็น 7 ขบวนหลัก ภายใต้ 7 นิยามของการเป็นตัวเอง คือ


1. Born Again – นำขบวนโดย Bangkok Pride เฉลิมฉลองการ “เกิดใหม่” อย่างภาคภูมิของตัวตนที่เคยถูกซ่อนเร้น
2. Born to Be Loved (สีแดง) – แสดงพลังของความรักที่ไม่ต้องซ่อนอีกต่อไป และฉลองสิทธิสมรสเท่าเทียม
3. Born to Be Me (สีม่วง) – สะท้อนพลังของการรักและเป็นตัวของตัวเองอย่างภาคภูมิ
4. Born to Be Part of One (สีเขียว) – เชื่อมโยงตัวตนกับสิ่งแวดล้อม สังคม และโลก
5. Born to Create & Inspire (สีเหลือง) – ยกย่องพลังแห่งศิลปะและวัฒนธรรมของชุมชน LGBTQIAN+
6. Born to Heal Generations (สีฟ้า) – เน้นการเยียวยาและการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม
7. Born to Be Together (สีชมพู) – สะท้อนความร่วมมือจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งความเท่าเทียม 

ตลอดปีที่ผ่านมา ไทยพีบีเอส ได้ร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการเคารพความแตกต่างในทุกมิติ ซึ่งกระแส #BangkokPrideFestival2024 ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามบนโลกออนไลน์ ด้วยยอด Engagement กว่า 13 ล้านครั้ง และข้อความพูดถึงมากกว่า 31,188 ข้อความ (ข้อมูลวันที่ 31 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2567) และในปีนี้ ไทยพีบีเอสยังคงเดินหน้าร่วมสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจและการยอมรับ ด้วยการถ่ายทอดสดกิจกรรมแบบพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 1 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทุกช่องทางออนไลน์ของไทยพีบีเอส ได้แก่ Facebook, YouTube, TikTok Thai PBS และทางเว็บไซต์ http://www.thaipbs.or.th/PrideMonth

สามารถติดตามทุกข่าวสารและความเคลื่อนไหวตั้งแต่เริ่มต้น จนผลักดันได้สำเร็จของ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ผ่านแพลตฟอร์ม Thai PBS Policy Watch ได้ที่ https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/life-11


ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที้
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin
 

ขอเชิญเจริญพรญาติโยมร่วมทอดผ้าป่าสมทบทุนปรับพื้นคอนกรีตภายใน‘วัดสามพระยา’

ขอเชิญเจริญพรญาติโยมร่วมทอดผ้าป่าสมทบทุนปรับพื้นคอนกรีตภายใน‘วัดสามพระยา’

ขอเชิญเจริญพรญาติโยมร่วมทอดผ้าป่าสมทบทุนปรับพื้นคอนกรีตภายใน‘วัดสามพระยา’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

ขอเชิญเจริญพรญาติโยมร่วมทอดผ้าป่าสมทบทุนปรับพื้นคอนกรีตภายใน‘วัดสามพระยา’

ขอเชิญเจริญพรญาติโยมทุกท่านร่วมในพิธีทอดผ้าป่าสมทบทุนปรับพื้นคอนกรีตภายใน “วัดสามพระยา” เพื่อถวายความสะดวกแก่พระภิกษุสามเณร และอำนวยความสะดวกแก่คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทุกท่านที่เดินทางมาวัดสามพระยา

ในวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2568 เริ่มตั้งขบวนผ้าป่า ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ มณฑลพิธีภายในศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา

ผู้สนใจสามารถโทรสอบถามข้อมูลได้ที่

– พระราชวชิรกิจวิมล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ และเลขานุการวัดฯโทร 098-314-0084

– พระศรีปริยัติดิลก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ โทร 090-888-6500

– พระมหาไชยา ชยวโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ และผู้ช่วยเลขานุการวัดฯ โทร 087-923-7352

สามารถโอนเงินร่วมทำบุญได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 020-288770-3 ชื่อบัญชี วัดสามพระยา (เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์) ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของทุก ๆ ท่าน มา ณ โอกาสนี้

‘Smart Film’ ฟิล์มอัจฉริยะ ปรับแสงได้-ผลิตพลังงานเอง

‘Smart Film’ ฟิล์มอัจฉริยะ ปรับแสงได้-ผลิตพลังงานเอง

‘Smart Film’ ฟิล์มอัจฉริยะ ปรับแสงได้-ผลิตพลังงานเอง

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการแก้ปัญหานั้นพลังของคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์สำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างนวัตกรรมเพื่อโลก เช่นเดียวกับนวัตกรรมของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) อย่างผลงานวิจัยต้นแบบ “ฟิล์มจัดการพลังงานปรับความสว่างภายในอาคารที่ผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเอง” หรือ “ฟิล์มอัจฉริยะ” ที่สามารถปรับระดับความโปร่งใสของฟิล์มให้เหมาะกับความสว่างของห้องได้เอง พร้อมใช้แสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อหล่อเลี้ยงระบบได้เอง เป็นแนวทางใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้พลังงานในอาคารยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งความยั่งยืน ความสวยงาม และความสะดวกสบายในการใช้งาน

นวัตกรรมนี้คิดค้นโดยทีม “Power Maker” ซึ่งประกอบด้วย 3 นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ประกอบด้วย จิรารัตน์ งานรุ่งเรือง, ภัชรพร ชัยแก้ว จากภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และ ศศิธรณ์ พิกุลแก้ว จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ โดยมี รศ. ดร.สุรวุฒิ ช่วงโชติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ รศ. ดร.ภาติญา เขมาชีวะกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

“จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่พวกเราสังเกตเห็นปัญหาการใช้พลังงานในอาคารที่มีกระจกเป็นวัสดุหลัก อย่าง อาคารสำนักงานหรือมหาวิทยาลัย ที่มักมีปัญหาแสงแดดส่องเข้ามามากเกินไปจนต้องปิดม่านบังแสงและเปิดไฟในเวลากลางวัน หรือเปิดแอร์ให้แรงขึ้นเพื่อจัดการกับความร้อนภายนอก ซึ่งพวกเรามองว่าเรื่องนี้เป็นการใช้พลังงานอย่างไม่คุ้มค่า ทั้งที่แสงแดดนั้นสามารถเป็นแหล่งพลังงานได้หากได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จึงนำปัญหาเหล่านี้ไปปรึกษาที่ปรึกษาในกลุ่มวิจัย Research Center of Advanced Materials for Energy and Environmental Technology (MEET)” จิรารัตน์ ตัวแทนทีมกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการ

โดยนวัตกรรมนี้เป็นการผสานสองเทคโนโลยีสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่ “ฟิล์มอิเล็กโทรโครมิก (Electrochromic Film)” ที่สามารถควบคุมความโปร่งใสของฟิล์มได้ตามการจ่ายไฟฟ้า ที่ไปกระตุ้นการจัดเรียงโครงสร้างผลึกในวัสดุ และ “เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell)” ที่ถูกผนึกอยู่ในแผ่นฟิล์มที่สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงที่ตกกระทบให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ในระบบได้ทันที ฟิล์มนี้ช่วยควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้ามาในห้อง ทำให้ลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรดจึงช่วยประหยัดการใช้แอร์ ลดรังสียูวีที่ทำลายผิวและของใช้ในห้อง และยังปล่อยให้แสงส่องเข้ามาให้พอดีกับความต้องการ ช่วยลดการใช้หลอดไฟไปพร้อมกัน

“พวกเราเริ่มพัฒนาแบบจำลองขนาดเล็ก 1×2 ตารางเมตร โดยจำลองพื้นที่ที่ใช้ติดตั้งภายในบ้าน และคำนวณกำลังไฟฟ้าที่ฟิล์มสามารถผลิตได้ใน 1 ปี เทียบกับการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ฟิล์มต้นแบบนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามมาตรฐานของเซลล์ที่นำมาใช้ และลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคารได้ถึง 22% ต่อปี ถือได้ว่าฟิล์มสามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์พื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพในการลดภาระการใช้ไฟฟ้าจากโครงข่ายหลักของประเทศ ฟิล์มนี้จึงสามารถลดการใช้พลังงานและลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างเห็นผล รวมถึงสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อจ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างหลอดไฟ LED ได้อีกด้วย” ศศิธรณ์ เล่าถึงกระบวนการทดลองและผลกระทบที่เกิดขึ้น

ความโดดเด่นของฟิล์มอัจฉริยะต้นแบบนี้ คือ สามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอาคาร ผู้ใช้งานเพียงแจ้งขนาดกระจกที่ต้องการติดตั้ง ทีมก็สามารถออกแบบฟิล์มตามขนาดจริงและผลิตได้ทันที ด้วยแนวคิด “Plug and Play” ที่ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องรื้อถอนหรือปรับแต่งระบบไฟฟ้าใด ๆ เพิ่มเติม เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว และต้องการปรับเปลี่ยนอาคารสู่แนวทางการใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

“อีกสิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้แตกต่างจากฟิล์มทั่วไปในท้องตลาด คือ ความสามารถในการ “คิดและปรับตัวได้” ทีมกำลังพัฒนาต้นแบบให้กลายเป็น “Smart Devices” อย่างเต็มรูปแบบ โดยจะฝังเซนเซอร์วัดความเข้มแสงและอุณหภูมิ รวมถึงมีระบบประมวลผลเพื่อตรวจจับกิจกรรมในห้องและปรับระดับความสว่างของฟิล์มอัตโนมัติ ตามช่วงเวลาหรือประเภทของกิจกรรม เช่น การอ่านหนังสือ การประชุม หรือการพักผ่อนในช่วงกลางวัน ทั้งหมดนี้จะทำให้ฟิล์มสามารถควบคุมตัวเองได้แบบ Real-Time ตอบสนองกับผู้ใช้ในชีวิตจริงอย่างชาญฉลาด” ภัชรพร อธิบาย

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับ “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดยเลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ง่าย มีการออกแบบโมดูลของแผงเซลล์ให้สามารถถอดเปลี่ยนหรือแยกชิ้นได้เมื่อหมดอายุการใช้งาน ไม่ก่อให้เกิดมลพิษตกค้าง และช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเป้าหมาย “Net Zero Emission” ที่องค์กรระดับนานาชาติให้ความสำคัญ

แม้ฟิล์มนี้ยังอยู่ในขั้นต้นแบบ แต่ทีม Power Maker ก็เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ (จากการเสนอผลงานในงานหนึ่ง) และตั้งเป้าวางแผนพัฒนาต่อยอด พร้อมทั้งเตรียมเข้าสู่กระบวนการจดอนุสิทธิบัตรเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมยังวางแผนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมร่วมกับภาคเอกชนในอนาคต เพื่อให้สามารถตอบสนองตลาดที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว

“อีกเรื่องที่สำคัญมากสำหรับพวกเราก็คือ การได้เรียนรู้ร่วมกัน พวกเรามาจากต่างภาควิชา ต้องช่วยกันคิด ทำงานเป็นทีม พวกเราแลกเปลี่ยนความคิดและคุยกันเยอะมาก เพื่อหาทางออกที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน และการได้ฝึกการสื่อสารกับทั้งผู้ใช้ คนที่ให้การสนับสนุน รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษา มันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ลองทำงานจริงก่อนจะไปเจอของจริงหลังเรียนจบ”ศศิธรณ์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

รศ. ดร.สุรวุฒิ และ รศ. ดร.ภาติญา ที่ปรึกษาโครงการ เห็นตรงกันว่า “การได้ลงมือทำงานจากโจทย์ปัญหาจริง และสามารถพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรมได้นั้น เป็นประสบการณ์อันมีคุณค่า ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับทักษะของทีมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโปรไฟล์ที่โดดเด่น ช่วยให้นักศึกษาพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมั่นใจ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้”

และแม้ว่าฟิล์มอัจฉริยะนี้จะยังเป็นเพียงต้นแบบ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลองคิด ลองทำจริง พวกเขาก็พร้อมจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่มีความหมาย และช่วยเปลี่ยนอนาคตของโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้!!!

                                          มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

นักวิทย์‘สถาบันแสงซินโครตรอน’ จับมือเอกชนพัฒนายาสีฟันสมุนไพร

นักวิทย์‘สถาบันแสงซินโครตรอน’ จับมือเอกชนพัฒนายาสีฟันสมุนไพร

นักวิทย์‘สถาบันแสงซินโครตรอน’ จับมือเอกชนพัฒนายาสีฟันสมุนไพร

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมมือบริษัทเอกชน พัฒนา “ยาสีฟันสมุนไพรป้องกันผุ-ลดการเสียวฟัน ซึ่งมีส่วนผสมของเปปไทด์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่ และใช้เทคนิคแสงซินโครตรอน” ล่าสุดคว้า 2 เหรียญรางวัลจากงานแสดงนวัตกรรม ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ พร้อมรางวัลพิเศษจาก French Federation of Inventors

ดร.ศิริวรรณ ณะวงษ์ หัวหน้าส่วนวิจัยด้านอาหารและการเกษตร สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้มีส่วนร่วมกับ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนายาสีฟันสมุนไพร 2 สูตร ได้แก่ ยาสีฟัน Nature’s Touch ที่เสริมสร้างเคลือบฟันและป้องกันฟันผุด้วยกรดอะมิโนและเปปไทด์จากรำข้าวไรซ์เบอร์รี่ และยาสีฟัน Hi-Herb ที่ป้องกันการเสียวฟันด้วยกรดอะมิโนและเปปไทด์จากรำข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยใช้เทคนิคแสงซินโครตรอนศึกษาประสิทธิภาพของยาสีฟันทั้งสองสูตร”

“ในการศึกษาประสิทธิภาพยาสีฟัน Nature’s Touch ที่เสริมสร้างเคลือบฟันและป้องกันฟันผุนั้น ทีมวิจัยได้ใช้เทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโกปีจากแสงซินโครตรอนติดตามการทำงานของกรดอะมิโนและเปปไทด์ในการยึดติดกับฟันหลังจากการแปรงฟัน ส่วนการศึกษาประสิทธิภาพยาสีฟัน Hi-Herb ที่ป้องกันการเสียวฟันนั้น ทีมวิจัยใช้ 3 เทคนิคแสงซินโครตรอน ได้แก่ เทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโกปี เทคนิคการกระเจิงรังสีเอกซ์ (SAXS/WAXS) และเทคนิคเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (XTM) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาสีฟันสูตรป้องกันการเสียวฟัน โดยติดตามการเรียงตัวของกรดอะมิโนและเปปไทด์ที่เข้าไปในรูฟันเพื่อช่วยป้องกันการเสียวฟัน”

“งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนเพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล่าสุดยังได้รับรางวัลจากประกวดภายในงาน The 50th Geneva International Exhibition of Inventions 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุม Palexpo นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยยาสีฟันสูตรเสริมสร้างเคลือบฟันและป้องกันฟันผุได้รับเหรียญเงินจากการประกวดหลักภายในงาน และได้รับรางวัลพิเศษจากสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดย French Federation of Inventors และยาสีฟันสูตรป้องกันการเสียวฟันได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากการประกวดหลักภายในงาน นอกจากนี้ทั้งสองผลงานจากยังได้รับประกาศนียบัตรจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีพิธีมอบภายในงานจัดแสดงนวัตกรรมที่สวิตเซอร์แลนด์ด้วย” ดร.ศิริวรรณ ณะวงษ์ กล่าวสรุป   

สำหรับผู้ประกอบการผู้สนใจในการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนเพื่อส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนบริการอุตสาหกรรมและสังคม ฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) โทร.08 9949 7313 หรือ อีเมล bds@slri.or.th

‘สสส.’จับมือ‘สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ’ เปิด2แพลตฟอร์มสนับสนุนศก.ฐานราก

‘สสส.’จับมือ‘สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ’ เปิด2แพลตฟอร์มสนับสนุนศก.ฐานราก

‘สสส.’จับมือ‘สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ’ เปิด2แพลตฟอร์มสนับสนุนศก.ฐานราก

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวนวัตกรรมแพลตฟอร์ม “น้องเคยมาเท่าไหร่” และ “ตามสั่ง-ตามส่ง” ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์ (Social and Solidarity Economy) เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Well-being) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ย่านสาทร – งามดูพลี กรุงเทพฯ

นายอรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า นวัตกรรมแพลตฟอร์ม “ตามสั่ง–ตามส่ง” และ “น้องเคยมาเท่าไหร่” พัฒนาจากการออกแบบร่วมกับผู้ใช้งานจริง คือ กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ร้านค้า และร้านอาหารในชุมชน เน้นให้ระบบใช้งานง่าย ตรงไปตรงมา ผู้ใช้งานที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลมากนักสามารถเลือกว่าจะใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน หรือใช้งานผ่านระบบ Line Chat Bot

โดยผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มน้องเคยมาเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชัน อัลกอรึทึมจับคู่งานตามเวลาและลำดับคิว เพื่อให้วินที่อยู่ใกล้ที่สุดและอยู่ในคิวแรกได้พิจารณารับงานก่อน ซึ่งเป็นระบบที่เป็นทั้งกฎหมายและระบบยุติธรรมของวิน ซึ่งโดยปกติแพลตฟอร์มทั่วไปมีหลักการจับคู่งานที่ทำให้วินฯ ต้องทำผิดกฎหมาย วินฯ จำนวนมากแม้อยากวิ่งบนแพลตฟอร์มก็วิ่งไม่ได้ เพราะจะต้องทำผิดกฎของวินฯ ไปโดยปริยาย

สำหรับร้านค้าและร้านอาหารที่เข้าร่วมใช้งานแพลตฟอร์มตามสั่ง–ตามส่ง จะช่วยลดภาระต้นทุนการขาย เพราะไม่ต้องเสียค่าตอบแทนที่ผู้ขายได้รับจากการขายสินค้า (Commission) ดังที่แพลตฟอร์มทั่วไปเรียกเก็บ แต่จะใช้ระบบ ร่วมจ่าย Co-Contribution คิดตัดสินใจร่วมกันว่า ร้านอาหาร ไรเดอร์ และผู้บริโภค ซึ่งได้ประโยชน์ร่วมกัน จะแบ่งสัดส่วนจ่ายตามต้นทุนจริงที่ครั้งละ 5-6 บาทต่อครั้ง

ซึ่งน้อยกว่าที่แพลตฟอร์มทั่วไปเรียกเก็บจากร้านอาหาร 35% ของยอดขาย โดยเมื่อมีผู้สั่งอาหารระบบจะส่งคำสั่งซื้อไปยังไรเดอร์ในชุมชนที่อยู่ใกล้ร้านที่สุด ต่างจากแพลตฟอร์มทั่วไปที่ส่งงานไปยังไรเดอร์ที่มีคะแนนสูงสุดซึ่งบางครั้งอยู่ไกลจากร้าน ทำให้ลดภาระค่าเชื้อเพลิง เพิ่มโอกาสทางอาชีพในชุมชน เป็นการกระจายรายได้ในท้องถิ่นที่ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

นายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงโควิด-19 วินฯ ไม่สามารถรับและส่งผู้โดยสารได้ตามปกติ ประชาชนส่วนใหญ่จึงหันไปพึ่งแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสั่งอาหารและใช้บริการเดินทาง ส่งผลให้วินฯ ที่ไม่เข้าร่วมแพลตฟอร์มมีรายได้ลดลง จากวันละ 700 – 800 บาท เหลือเพียงวันละ 400 – 500 บาท ทำให้เกิดความเครียดสะสม กระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิต เพราะรายได้ไม่มีเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ สมาคมฯ จึงร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย

ออกแบบแพลตฟอร์ม “ตามสั่ง-ตามส่ง” เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งอาหารและสิ่งของภายในชุมชน และแพลตฟอร์ม “น้องเคยมาเท่าไหร่” เพื่ออำนวยความสะดวกคนในชุมชนด้านการเดินทาง ช่วยให้วินฯ นำร่องที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มฯ ไม่ถูกเอาเปรียบจากการแย่งลูกค้า มีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดมาตรฐานการให้บริการ และมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ขอเชิญชวนวินฯ ร้านค้า และประชาชน ร่วมใช้บริการ เพื่อสร้างโอกาสให้วินฯ ที่กระจายตัวอยู่ตามชุมชนได้รับและส่งผู้โดยสาร และประชาชนได้ใช้วินฯ ที่มีมาตรฐาน และขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการและนวัตกรรม สสส. กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นในไทย ส่งผลกระทบให้ประชาชนต้องกักตัวอยู่ในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรค แพลตฟอร์มออนไลน์ให้บริการส่งอาหารและการเดินทางได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้วินมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ได้เข้าร่วมแพลตฟอร์มต้องประสบปัญหารายได้ลดลง ไม่พอเลี้ยงชีพ เผชิญกับภาวะความเครียดและความกดดันจากการหารายได้เพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว

สอดคล้องกับผลสำรวจสภาพการทำงานและสถานะทางเศรษฐกิจ และสังคมของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะในกรุงเทพฯ 50 เขต จำนวน 400 คน ปี 2566 โดยกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า วินฯ 89.3% ไม่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถ สาเหตุจากการใช้งานที่ไม่สะดวก ขั้นตอนการสมัครแพลตฟอร์มมีความซับซ้อน หลายขั้นตอน

และถูกเรียกเก็บค่าใช้บริการทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น 46.5% ไม่มีเงินออม 11% เป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ จากสถานการณ์ดังกล่าว สสส. ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริมสุขภาวะแบบองค์รวม ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือ และนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เดินหน้าร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษาฯ พัฒนานวัตกรรมแพลตฟอร์ม ‘น้องเคยมาเท่าไหร่’ และแพลตฟอร์ม ‘ตามสั่ง–ตามส่ง’

ด้วยแนวคิด Economic Well-being มุ่งสนับสนุนให้วินฯ ร้านอาหาร และร้านค้าในชุมชน เข้าถึงนวัตกรรม เพื่อใช้เป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงด้านอาชีพ ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีเครื่องมือในการสั่งอาหารและเรียกใช้บริการวินฯ ในชุมชนที่มีมาตรฐานและราคาที่เป็นธรรม เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาวะที่เข้มแข็งและยั่งยืน

โดยแพลตฟอร์มนำร่องใช้งานจริงแล้วใน 19 พื้นที่ทั่วประเทศ เช่น เขตชุมชนลาดพร้าว 101 เขตชุมชนสามย่าน กรุงเทพฯ, อ.บางกรวย จ.นนทบุรี, อ.เบตง จ.ยะลา ทั้งนี้ ตั้งเป้าขยายผล 10 พื้นที่ ภายในปี 2568 เพื่อพัฒนาโมเดลด้านความมั่นคงทางอาชีพ และมาตรฐานการให้บริการของวินฯ รวมทั้งระบบการจัดการขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับประชาชน