ม.ภาคฯ’ขอนแก่น’ เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย’การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน’

ม.ภาคฯ'ขอนแก่น' เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย'การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน'

ม.ภาคฯ’ขอนแก่น’ เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย’การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน’

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.30 น.

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย ภายใต้หัวข้อ “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” NEUNIC 2025 (รูปแบบออนไลน์)

24 พฤษภาคม 2568  มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น จัดการประชุมวิชาการและการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 12 และระดับนานาชาติ ครั้งที่ 10 โดยความร่วมมือระหว่าง สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงสถาบันเจ้าภาพร่วมทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 24 สถาบัน  ภายใต้หัวข้อ “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” (“Research and Innovation Development for Developing Sustainable Communities”) ในรูปแบบออนไลน์เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนา และส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ สร้างเครือข่ายนักวิจัย ตลอดจนเป็นแรงผลักดันในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย เป็นประธาน 

ผศ.ดร.กนกอร บุญมี อธิการบดี มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่าเป็นการรวมผลงานที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาชุมชนในการพัฒนาชุมชนและสังคม และเป็นการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมต่อไป 

“การประชุมวิชาการในวันนี้ นอกจากการนำเสนอผลงานวิจัยการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัยกับผู้ทรงคุณวุฒิยังทำให้เราได้บรรลุอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญคือการเตรียมนักวิจัยนักวิชาการที่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ ที่เต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์ที่จะได้รับจากผลงานวิจัย  งานนวัตกรรมที่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อส่งผลให้ผู้นำรุ่นใหม่นำพาไปสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืนต่อไป ”

ดร.ธีนิดา บัณฑรวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียง ในนามของคณะผู้จัดงาน กล่าวรายงาน  “การจัดประชุมวิชาการและการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 12 และระดับนานาชาติ ครั้งที่ 10 ภายใต้หัวข้อ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพจากนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัย ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ และเปิดเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม สำหรับในปีนี้ ได้กำหนดจัดการประชุมในรูปแบบ ออนไลน์ (Online Conference) โดยได้รับความสนใจจากผู้ส่งบทความและผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แบ่งเป็นผู้เสนอผลงานวิจัยกว่า 105 บทความ จากสถาบันต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ครอบคลุม 5 สาขาวิชา ได้แก่ การศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ ”

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในนามของสถาบันอุดมศึกษาและเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท) กล่าวว่า “ขอแสดงความชื่นชมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย  มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียง และสถาบันเจ้าภาพร่วมทั้ง 24 สถาบัน  ที่ได้สร้างเวทีนี้ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ถือว่าเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และสะท้อนถึงศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย และเป็นการต่อยอดงานวิจัยทั้งในประเทศและระดับสากลต่อไป ” นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย กล่าว
 

เปิด 6 กฎเหล็กคุมเข้ม‘หลักสูตรระยะสั้น’นักศึกษาต่างชาติ สกัดสวมวีซ่า

เปิด 6 กฎเหล็กคุมเข้ม‘หลักสูตรระยะสั้น’นักศึกษาต่างชาติ สกัดสวมวีซ่า

เปิด 6 กฎเหล็กคุมเข้ม‘หลักสูตรระยะสั้น’นักศึกษาต่างชาติ สกัดสวมวีซ่า

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.45 น.

อว.คุมเข้ม‘หลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) นักศึกษาต่างชาติ’เดินหน้าจัดระเบียบเต็มรูปแบบ คลอด 6 กฎเหล็ก เปิดสอนต้องมีมาตรฐานฝ่าฝืนเสี่ยงถูกยกเลิกหลักสูตร

25 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ความสำคัญและจริงจังในการแก้ปัญหานักศึกษาต่างชาติที่แอบแฝงเข้ามาเพื่อทำงานในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยออกประกาศ “หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) สำหรับนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2568” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการขออนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติที่พำนักอยูในประเทศไทยเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวง อว. และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)

สาระสำคัญของประกาศฯ  คือ

1) สถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรระยะสั้นต้องมีความเชี่ยวชาญ มีความพร้อมทั้งในด้านเนื้อหา ผู้สอน และผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ที่ชัดเจน

2) สถาบันต้องจัดส่งข้อมูลหลักสูตร อาทิ ชื่อหลักสูตร หน่วยงานและอาจารย์ผู้รับผิดชอบ วัตถุประสงค์ โครงสร้างและเนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอน โดยต้องเรียนแบบออนไซต์ไม่น้อยกว่า 60% ออนไลน์ไม่เกิน 40% ของเนื้อหาวิชาและระยะเวลาของหลักสูตร  ระยะเวลาของหลักสูตรไม่เกิน 180 วัน ตารางการเรียนการสอนรายวันและรายสัปดาห์ บันทึกการเข้าเรียน คุณสมบัติของนักศึกษา ระยะเวลาการรับสมัคร จำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เปิดรับ รวมถึงภาษาที่ใช้ สถานที่เรียน และวิธีการประเมินผล ให้ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ทราบ

3) สถาบันต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองและขอให้นักศึกษาต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศไทยเพื่อการศึกษาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของหลักสูตร โดยต้องไม่เกินครั้งละ 180 วัน และควรมีการตรวจสอบผลการศึกษา กรณีนักศึกษาต่างชาติเคยเข้าศึกษาในหลักสูตรอื่นๆ ของสถาบันอุดมศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่งมาก่อน

4) เมื่อ สตม.อนุญาตให้พำนักในราชอาณาจักรเพื่อศึกษาหลักสูตรดังกล่าว สถาบันต้องรายงานข้อมูลนักศึกษาต่างชาติให้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ทราบภายใน 30 วัน

5) สถาบันต้องกำหนดแนวปฏิบัติในการตรวจสอบการเข้าเรียนของนักศึกษาต่างชาติ และต้องจัดส่งรายงานความก้าวหน้าในการศึกษาของนักศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวเป็นประจำทุกเดือนผ่านระบบฐานข้อมูลติดตามนักศึกษาต่างชาติของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยต้องระบุรายชื่อนักศึกษาที่กำลังศึกษา พ้นสภาพ และสำเร็จการศึกษาอย่างครบถ้วน

6) หากพบว่าสถาบันใดดำเนินการไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. จะแจ้งให้สภาสถาบันพิจารณายกเลิกการเปิดหลักสูตรดังกล่าว

“รัฐบาลมุ่งยกระดับมาตรฐานการศึกษาระยะสั้นของไทยให้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยมุ่งส่งเสริมให้ระบบการจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการแอบเข้ามาในประเทศของนักศึกษาต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ตรงกับการศึกษา โดยประกาศฉบับนี้กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการอย่างรัดกุม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานให้กระทรวง อว. รับทราบอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาของไทยมีมาตรฐานและตรวจสอบได้ ส่งผลให้นักศึกษาต่างชาติให้ความสนใจและเลือกเข้ามาศึกษามากยิ่งขึ้น” นายคารม กล่าว

MUT จับมือ Imperial College London เปิด ‘SABER Lab’ ห้องวิจัยล้ำสมัยแห่งแรกในอาเซียน ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

MUT จับมือ Imperial College London เปิด 'SABER Lab' ห้องวิจัยล้ำสมัยแห่งแรกในอาเซียน ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

MUT จับมือ Imperial College London เปิด ‘SABER Lab’ ห้องวิจัยล้ำสมัยแห่งแรกในอาเซียน ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.02 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ร่วมกับ Imperial College London เปิดตัวห้องปฏิบัติการวิจัย “MUT – Imperial Semiconductor AI & BioSensor Electronics Research Laboratory” หรือ SABER Lab อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ ประเทศสหราชอาณาจักร เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไบโอเซนเซอร์ พร้อมต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม และบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทยให้มีศักยภาพระดับสากล โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดี MUT เข้าร่วมในฐานะเจ้าภาพ

โดยภายในงานมีผู้บริหารระดับสูงของ Imperial ให้การต้อนรับ อาทิ Prof. Ian Walmsley – Provost , Prof. Pantelis Georgiou – Director of Research & SABER Lab.,Prof. Nigel Brandon – Dean of Engineering และ Prof. Tim Green – Head of Electrical and Electronic Engineering โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่ Imperial College London ในบรรยากาศที่อบอุ่นอย่างเป็นกันเอง 

รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดี MUT เปิดเผยว่า SABER Lab. เป็นห้องปฏิบัติการวิจัยด้าน เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไบโอเซนเซอร์ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง MUT กับ Imperial College London มหาวิทยาลัยระดับ Top 5 ของโลกด้านวิศวกรรม โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยได้ใช้งานห้องแล็บระดับโลก ทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยชั้นนำ และพัฒนาทักษะจากประสบการณ์จริง โดย SABER Lab. ยังทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการ บ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทย ให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ พร้อมขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม ตามนโยบายรัฐบาลในการเร่งพัฒนากำลังคนสู่เทคโนโลยีอนาคต 

นอกจากนี้ MUT ยังได้รับมอบหมายจากกระทรวง อว. ให้ทำหน้าที่เป็น National Semiconductor Training Center ประจำประเทศไทย เพื่อประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก พัฒนาหลักสูตร การวิจัย และการฝึกอบรมกำลังคนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

อธิการบดี MUT กล่าวถึงไฮไลต์สำคัญคือ โครงการ ทุนการศึกษาปริญญาเอกจำนวน 5 ทุนต่อปี ต่อเนื่อง 5 ปี สำหรับนักศึกษาไทย เพื่อศึกษาต่อด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่ Imperial โดยทุนนี้เป็นรูปแบบใหม่ที่กระทรวง อว. สนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่เพียงเพื่อการศึกษา แต่ยังส่งเสริมให้ผู้รับทุนสามารถ สร้างธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยี และตอบโจทย์อุตสาหกรรม ผ่านการดูแลจาก Incubation Unit ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะใน MUT

MUT ยังพัฒนาหลักสูตรสมัยใหม่ อาทิ วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ด้าน AI ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมจริงพร้อมห้องปฏิบัติการมาตรฐานในประเทศที่เชื่อมโยงกับ SABER Lab ผ่านโครงการวิจัยร่วม การเรียนรู้แบบโครงงานจริง (Project-based Learning) และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์ ทำให้นักศึกษา MUT ได้รับประสบการณ์ในเวทีวิจัยทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

รศ.ดร.ภานวีย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า SABER Lab. ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์วิจัย แต่คือเวทีระดับโลกที่เปิดให้นักศึกษาไทยได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเรียนรู้ ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ความร่วมมือระดับสูงครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากบทบาทของผู้ตามเทคโนโลยี แต่ก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่ทรงอิทธิพลในระดับสากล และ MUT จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนไทยที่พิสูจน์ได้ว่า Transformative Impact บนเวทีโลกนั้นเกิดขึ้นได้จริง

-(016)

‘ซีเอ็นเอช’หนุนต่อเนื่อง‘วทกอ.ขอนแก่น-มิตรผล’ สร้างคนไทยใช้‘เทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรม’

'ซีเอ็นเอช'หนุนต่อเนื่อง‘วทกอ.ขอนแก่น-มิตรผล' สร้างคนไทยใช้‘เทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรม’

‘ซีเอ็นเอช’หนุนต่อเนื่อง‘วทกอ.ขอนแก่น-มิตรผล’ สร้างคนไทยใช้‘เทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรม’

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.52 น.

23 พ.ค. 2568 ซีเอ็นเอช บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านอุปกรณ์และบริการทางการเกษตรและก่อสร้าง ร่วมพิธีเปิดศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น (วทกอ.ขอนแก่น) ต.โนนทัน อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยในวันดังกล่าว มาร์ค บรินน์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นของซีเอ็นเอช กล่าวว่า ที่ซีเอ็นเอช เรามุ่งเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรมการเกษตรในภาพรวมให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

“การนำเครื่องจักรกลการเกษตรขั้นสูงเข้ามาในวิทยาลัยฯ จะช่วยให้นักศึกษาไม่เพียงเข้าใจเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำได้ดีขึ้น แต่ยังสามารถฝึกปฏิบัติจริงกับโซลูชันต่าง ๆ เช่น ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Auto Guidance) และระบบเทเลมาติกส์ (Telematics)” กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นของซีเอ็นเอช กล่าว

ขณะที่ อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า กลุ่มมิตรผลได้สนับสนุนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษา ทั้งห้องเรียน ระบบการเรียนรู้ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างครบวงจร โดยได้สร้างศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ (Innovative Learning Center) เพื่อให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้ครู นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนทุกคนในชุมชนได้เข้ามาเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้วิทยาลัยฯ เป็นวิทยาลัยฯ ที่มีชีวิต (Open college)    

“ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของกำลังคนอาชีวศึกษา ให้มีความพร้อมเข้าสู่ภาคการเกษตรอุตสาหกรรม โดยเน้นความรู้พื้นฐาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ง่าย ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) ซึ่งจะช่วยยกระดับสมรรถนะกำลังคนให้มีความรู้ และเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนา ภาคเกษตรอุตสาหกรรมของไทยต่อไปในอนาคต” ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ฯ แห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้ความร่วมมือระหว่างซีเอ็นเอช วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น และกลุ่มมิตรผล ซึ่งได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและพัฒนาการด้านการศึกษาทางการเกษตร

นอกจากการส่งมอบรถตัดอ้อย Austoft 4000 ซึ่งมอบให้กับวิทยาลัยฯ ไปเมื่อปี 2566 เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้เชิงปฏิบัติแล้ว ในปี 2568 นี้ ซีเอ็นเอชได้มอบเครื่องมือและอุปกรณ์เวิร์กชอปกว่า 100 รายการ อาทิ เครื่องมือวัดความแม่นยำสูง เครื่องมือวิเคราะห์ และโต๊ะปฏิบัติงานสำหรับการเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ นักศึกษาจากวิทยาลัยฯ และสถาบันที่เน้นการศึกษาด้านการเกษตรยังมีโอกาสเข้าร่วมฝึกงานกับซีเอ็นเอช ประเทศไทย เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์จริงในภาคสนาม

อนึ่ง ในวันที่ 17 พ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น” โพสต์ภาพงานในวันดังกล่าว พร้อมข้อความระบุว่า..

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2568 นายนักรบ  จันทร์สุกรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น พร้อมด้วยผู้บริหารและคณะครู ร่วมกับบุคลากรกลุ่มมิตรผล ได้ให้การต้อนรับ คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ

ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มมิตรผล คุณวิทวัต  ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์  อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน

ในการนี้ได้รับเกียรติจาก คุณอิสระ  ว่องกุศลกิจ และคุณวิทวัต  ปัญจมะวัต  ให้เกียรติเป็นประธานในการประชุมและเปิดป้ายศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ (Innovative Learning Center) และเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ พร้อมเยี่ยมชม การสาธิตการใช้โปรแกรม Simulation กระบวนการผลิตน้ำตาล โดยครูวิทยาลัยฯ และครูฝึกกลุ่มมิตรผล ต่อด้วยการเยี่ยมชมศูนย์เทคโนโลยีการผลิตเกษตรอุตสาหกรรม สาธิตการใช้งานเทคโนโลยี CNC โดยครูฝึกจาก บริษัท เรียล โซลูพลัส จำกัด และได้เยี่ยมชมนิทรรศการของโรงเรียนบ้านหนองไผ่ดุสิตประชาสรรค์ โดยคุณดรุณี  ศรีบุรินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ

ในโอกาสเดียวกันนี้ ทางบริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด ได้มอบครุภัณฑ์ด้านช่างกลเกษตร และรถตัดอ้อย CASE IH รุ่น A8000 ให้แก่ทางวิทยาลัย

จากนั้น นายนักรบ  จันทร์สุกรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ ได้รายงานการดำเนินงานของวิทยาลัย ต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา เพื่อรับฟังแนวทางการพัฒนาวิทยาลัยฯ และได้ลงนามความร่วมทางวิชาการโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาระหว่างวิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น และกลุ่มมิตรผล โดยคุณนักรบ  จันทร์สุกรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ และคุณวีระศักดิ์  พลอาจ ผู้อำนวยการ โรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง

โดยมีคุณอิสระ  ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มมิตรผล  คุณวิทวัต  ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์  อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมไร่ฟ้า  วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น “เรียนดี  มีความสุข”

ขอบคุณเรื่องจาก

‘กยศ.’เร่งผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เข้าปรับโครงสร้างหนี้ภายใน 24 พ.ค.นี้

'กยศ.'เร่งผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เข้าปรับโครงสร้างหนี้ภายใน 24 พ.ค.นี้

‘กยศ.’เร่งผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เข้าปรับโครงสร้างหนี้ภายใน 24 พ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.16 น.

“กยศ.”เร่งผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เข้าปรับโครงสร้างหนี้ภายใน 24 พ.ค.นี้ รับประโยชน์ 2 ต่อ”ลดยอดหนี้รายเดือน-ปลดผู้ค้ำประกัน”

เมื่อวันที่ ​23 พฤษภาคม 2568 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอให้ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการแจ้งหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เร่งปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ จะช่วยลดยอดหนี้ผ่อนชำระรายเดือน ปลดผู้ค้ำประกันทันที และให้โอกาสผู้กู้ยืมผ่อนชำระรายเดือนสูงสุด 15 ปี หรือ ผู้กู้ยืมสามารถยื่นขอปรับลดจำนวนเงินหักเดือนละ 3,000 บาท ให้เสร็จสิ้นในวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ภายในเวลา 16.00 น.ที่เว็บไซต์ กยศ.

​ทั้งนี้ กยศ.มีจำนวนผู้กู้ยืมที่ได้รับแจ้งการหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท มีจำนวนประมาณ 500,000 ราย ซึ่งมีผู้กู้ยืมมาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว และได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างหนี้จำนวน ประมาณ 275,000 ราย ยังมีผู้กู้ยืมที่ยังไม่ปรับโครงสร้างหนี้ อีกจำนวนประมาณ 225,000 ราย ดังนั้น จึงขอให้ผู้กู้ยืมเร่งเข้ามาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th เมื่อปรับโครงสร้างหนี้แล้วให้ผู้กู้ยืมแจ้งต่อนายจ้างทราบ เพื่อระงับการถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท และจะได้รับประโยชน์ 2 ต่อ โดยต่อที่ 1 จะช่วยลดยอดหนี้รายเดือน และต่อที่ 2 ปลดผู้ค้ำประกันทันที ทั้งนี้ หากผู้กู้ยืมที่ได้รับแจ้งการหักเงินเดือนเพิ่มและยังไม่ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ สามารถยื่นขอปรับลดจำนวนเงินได้ทางเว็บไซต์ กยศ.ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 เวลา 16.00 น.หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่ ไลน์บัญชีทางการ กยศ.หักเงินเดือน

‘กสศ.’ชูเปิดเทอมใหม่’เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิฯ’ สานต่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

'กสศ.'ชูเปิดเทอมใหม่'เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิฯ' สานต่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

‘กสศ.’ชูเปิดเทอมใหม่’เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิฯ’ สานต่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.12 น.

กสศ. ชูเปิดเทอมใหม่ เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา สานต่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ตั้งเป้าใช้การศึกษายืดหยุ่นช่วยเด็กกลับมาเรียนไม่น้อยกว่า 5.5หมื่นคน ในปีการศึกษา2568

นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า เปิดเรียนครั้งนี้ มีเด็กและเยาวชน ที่หลุดจากระบบการศึกษา และไม่สามารถกลับเข้าสู่การเรียนในระบบโรงเรียนได้ เพราะปัญหาที่มีความซับซ้อน เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเดินทาง  และข้อจำกัดในชีวิตอื่นๆ  ราว 1,000 คน สามารถกลับมาเรียนด้วยแนวทางการจัดการศึกษายืดหยุ่น เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา  ผ่านโครงการโรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile School ที่ กสศ. ร่วมมือ สพฐ. และเครือข่ายศูนย์การเรียนโดยสถาบันทางสังคม ตามมาตรา 12 แห่งพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542  ซึ่งเป็นหนึ่งใน 13 รูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต ภายใต้แนวคิดนำการเรียนไปให้น้องตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการที่ร่วมมือกับกสศ.   เพื่อสานต่อมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ตั้งเป้า ใช้การศึกษายืดหยุ่นช่วยเด็กกลับมาเรียนไม่น้อยกว่า 5.5 หมื่นคน ในปีการศึกษา 2568 นี้

นายพัฒนะพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา กว่า 8.8 แสนคน เป็นตัวเลขที่ลดจากปีการศึกษา 2567 ที่มีอยู่ราว 1.02 ล้านคน ข้อค้นพบจากการทำงานช่วยเหลือน้องๆ คือ ระบบการศึกษาและการเรียนรู้ต้องปรับให้ยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิต และปากท้อง ปัจจุบันเรามีตาข่ายการศึกษาที่ช่วยโอบอุ้มรับเด็กๆ ในทุกข้อจำกัดไว้ ตั้งแต่โรงเรียน ที่ปัจจุบันมีนวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ  สกร.(กรมส่งเสริมการเรียนรู้) และศูนย์การเรียนโดยสถาบันทางสังคม ที่จัดการศึกษาเหมือนกับสกร. แต่ต่างกันที่ผู้จัดการศึกษาไม่ใช่รัฐแต่เป็นสถาบันทางสังคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร อยู่ภายใต้สังกัด สพฐ. เป็นการจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับผู้เรียนรายบุคคล และบริบทชุมชน มีความยืดหยุ่นเรื่องเวลาและสถานที่  ที่สำคัญคือทุกคนเป็นครูของผู้เรียนได้ (มาตรา 53พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542)

ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า เปิดเทอมใหม่ เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา คือ การผู้เรียนไม่ได้เรียนที่โรงเรียน แต่เรียนรู้ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะวิชาการและประสบการณ์ต่างๆ จากแหล่งเรียนรู้อื่น ตามความถนัด ความสนใจของแต่ละคน และสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ที่น้องๆ อาศัยอยู่  เช่น ฟาร์มเกษตร  นาข้าว ผืนป่า สวนผัก สวนผลไม้  ตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านตัดผม วงดนตรีหมอลำ หรือแม้แต่ผู้เรียนที่มีข้อจำกัดเรื่องสุขภาพ ก็สามารถออกแบบวิธีการเรียนให้น้องๆ สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดของตัวเองได้  โดยคุณครูจากศูนย์การเรียนฯ จะวางแผนการจัดการเรียนการสอน ร่วมกับนักวิชาชีพต่างๆ ที่เป็นเจ้าของความรู้ในอาชีพนั้นๆ ไม่ว่าจะพ่อแม่ ปราชญ์ชุมชน กลุ่มแม่บ้าน ผู้นำชุมชน อบต. ท้องถิ่น นักวิชาชีพ ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจเอกชน ฯลฯ  มีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ร่วมกับหน่วยงาน องค์กร นักวิชาชีพต่างๆ ที่ร่วมจัดการศึกษา  ที่สำคัญน้องๆ จะมีรายได้จากการได้ลงมือทำงานจริงในเส้นทางเรียนรู้รูปแบบนี้ด้วย

“ ในปีการศึกษา 2568 กสศ. ได้รับความร่วมมือจากหุ้นส่วนการศึกษาทั้ง ชุมชนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ร่วมจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ให้แก่น้องๆ ที่หลุดจากระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นร้านไก่ทอด KFC  สำนักข่าวออนไลน์ The Reporters  New Gen Entertainment หมอลำไอดอล   แพลตฟอร์มShopee ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทในเครือ Sea Thailand ฟาร์มไก่โคราช พลูโตฟาร์ม สหกรณ์การเกษตรพืชผักอินทรีย์หนองสนิทจำกัด สวนทุเรียนแปลงใหญ่ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ฯลฯ“

นางสาววรัญญาภรณ์ วันทา หรือ “น้องฮักแพง” อายุ 18 ปี กำลังเรียนชั้นม.ปลาย หลักสูตรหมอลำศึกษา ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ เครือข่ายการศึกษายืดหยุ่น กสศ. เล่าว่า ปัจจุบันตนทำงานในตำแหน่งศิลปินผู้แสดง โจทย์เรียนรู้ที่ได้รับจึงปรับจาก ‘หน้าที่’ หรือ‘มุมมองเฉพาะ’ ตามบทบาท สู่การคิดที่เชื่อมโยงมากขึ้น เช่น เรียนวิชาคณิตศาสตร์จากการหาพื้นที่ หรือสัดส่วนความกว้างยาวของเวที หรือเรื่องการแสดงก็จะโยงกับวิชาสังคมศึกษา วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งสืบค้นไปได้ถึงรากวิถีชีวิตของคนในแถบภาคอีสาน

“การติดตามบทเรียนต่าง ๆ แทบไม่ต่างจากการเรียนในห้องเลยค่ะ แค่วิธีนี้เราใช้ออนไลน์เป็นหลักและมีเวลาเรียนที่ไม่ตายตัวเท่านั้น ข้อดีของวิธีการนี้คือเราได้รับคำแนะนำจากครูได้ทันที และเป็นคำแนะนำรายคนที่ทำให้เห็นความก้าวหน้าหรือจุดบกพร่องของตัวเองทุกสัปดาห์ ไม่ต้องรอให้ถึงช่วงสอบและวัดผลทีเดียวนอกเหนือจากบทเรียน การที่ครูจัดกิจกรรมกลุ่มเป็นบางช่วง ยัง ‘ช่วยเรื่องความรู้สึก’ ว่าตนได้กลับสู่ safe zone ของ ‘ระบบการศึกษา’ อีกครั้ง“

นายคติกร ทองนรินทร์ หรือ “เนส” นักเรียนโรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile school ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ อบต.หนองสนิท จ.สุรินทร์ เครือข่ายการศึกษายืดหยุ่น กสศ. เล่าว่า งานหลักของผมคือ เป็นช่างตัดผม การเรียนแต่ละครั้ง จะมีการตั้งหัวข้อ ตั้งโจทย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับ 8 กลุ่มสาระวิชาหลักของ สพฐ. เพื่อให้สามารถนำไปวัดประเมินผลลัพธ์ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ก็จะมีการตั้งโจทย์ ให้ผมลองทำบัญชี รายรับรายจ่าย ของร้านตัดผม คำนวณต้นทุน ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเปิดร้าน วิชาศิลปะ ก็จะให้โจทย์เรื่องการออกแบบทรงผม ตามความต้องการของลูกค้า

“Mobile school ช่วยให้ผมมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดขึ้น ช่วยสานฝันในการเป็นช่วงตัดผมประจำหมู่บ้านให้เป็นจริง เปลี่ยนชีวิตผมจากเด็กเกเรที่ไม่มีความรับผิดชอบ ทำให้เรามีความรับผิดชอบขึ้นในหน้าที่การเรียนและการทำงาน“

ทั้งนี้กสศ.ได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณารณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจแนวคิดการศึกษายืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิตอีกด้วย สำหรับท้องถิ่น ชุมชน หรือ ภาคเอกชนสนใจร่วมเป็นเครือข่ายการศึกษายืดหยุ่น เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่เด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา สามารถติดต่อกสศ.ได้ที่ โทร. 02 -079 5475 ต่อ 0 

สำหรับโรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile School  กสศ.และศูนย์การเรียนโดยสถาบันทางสังคม  ยังเปิดรับสมัครเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 7 -24 ปี จากทั่วประเทศ ที่หลุดจากระบบการศึกษา และไม่สามารถเรียนในโรงเรียนหรือสถานศึกษารูปแบบอื่นได้  เรียนต่อตั้งแต่ช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถติดต่อทุกวัน ไม่มีวันหยุด สอบถามได้ที่  โทร. 02 -079 5475 ต่อ 0   หรือ http://www.eef.or.th และ เพจเฟซบุ๊ก กสศ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

‘ดร.หิมาลัย’เผย‘มูลนิธิพระราหู’ เผยแพร่สารคดีชุด‘นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ’ สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียน-เยาวชน

‘ดร.หิมาลัย’เผย‘มูลนิธิพระราหู’ เผยแพร่สารคดีชุด‘นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ’ สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียน-เยาวชน

‘ดร.หิมาลัย’เผย‘มูลนิธิพระราหู’ เผยแพร่สารคดีชุด‘นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ’ สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียน-เยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.58 น.

มูลนิธิพระราหูเปิดตัวสารคดีชุด ‘นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ’ สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียนและเยาวชน ผ่าน 4 นักเรียนต้นแบบ เผยแพร่ผ่าน YouTube และ Facebook มูลนิธิพระราหู ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู เปิดเผยว่า ตามที่มูลนิธิพระราหู โดย ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ได้ดำเนินการโครงการนักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแบบอย่างของนักเรียนและเยาวชนที่มีความรักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงมีความประพฤติที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนและเยาวชนคนอื่นๆ เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียนและเยาวชนทั่วประเทศ ทางมูลนิธิพระราหูจึงได้จัดทำสารคดีชุด “นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ” จำนวน 4 ตอน ที่จะนำเสนอแนวคิดและการดำเนินชีวิตของ 4 นักเรียน ที่พร้อมต่อสู้กับทุกๆ อุปสรรค เพื่อเดินหน้าสู่ความหวังและความฝัน โดยยังยึดมั่นในคุณงามความดี รวมทั้งบทบาทและหน้าที่ในฐานะ “นักเรียน”

สำหรับทั้งสารคดีทั้ง 4 ตอน ได้แก่

– นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ EP1 : เรื่องของไอซ์ : เรื่องราวของเด็กผู้ชายที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ในการที่จะเดินหน้าสู่อาชีพ ‘นักการเมืองท้องถิ่น’ ภายใต้แนวคิดซื่อตรง-ไม่โกง พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาให้กับประชาชน

– นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ EP2 : เรื่องของแตงโม : เรื่องราวของเด็กนักเรียนที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีพร้อมเหมือนคนอื่น แต่พร้อมที่จะเดินหน้าสู้กับปัญหาความไม่พร้อม ผ่านการแบ่งเบาภาระของครอบครัวอย่างเต็มที่ภายใต้เรี่ยวแรงของตนเอง

– นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ EP3 : เรื่องของเอม : นักร้อง นักเรียน และนักสู้ชีวิต ที่พร้อมเดินหน้าเผชิญหน้ากับทุก ๆ อุปสรรคและขวากหนามที่เข้ามาและตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ภายใต้เสียงเพลง ภายใต้ชีวิตและความฝันที่อยากจะดูแล ‘คุณยาย’

– นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ EP4 : เรื่องของแก้ว : เรื่องของเด็กดื้อที่จะทำตามความใฝ่ฝันในการเป็น ‘นักร้อง’ ของตัวเอง ที่สำคัญเรื่องของ ‘แก้ว’ ยังเป็นคนที่พร้อมสู้กับทุกเรื่องเพื่อให้สำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความฝัน เรื่องของการเรียน และพร้อมที่จะใช้บ่าเล็กๆ รับความกดดันเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายของตัวเอง

โดยทางมูลนิธิพระราหูจะดำเนินการเผยแพร่สารคดีในทุกๆ วันพฤหัสบดี เวลา 09.00 น.ผ่านทาง Facebook และ Youtube ของ “มูลนิธิพระราหู” และ Facebook และ Youtube ของ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ

รองอสส.นำคณะพนักงานอัยการ-เจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.)

รองอสส.นำคณะพนักงานอัยการ-เจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.)

รองอสส.นำคณะพนักงานอัยการ-เจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.)

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

รองอสส.นำคณะพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) พร้อมจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้และให้บริการปรึกษาปัญหากฎหมาย พร้อมฝึกอบรมความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น ที่ จ.สตูล

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นางกอร์ปกุล วินิจนัยภาค รองอัยการสูงสุด (รอง อสส.) พร้อมด้วย นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) นำคณะพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) ซึ่งสำนักงานองคมนตรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ และองค์กรต่างๆ จัดขึ้น ณ โรงเรียนกำแพงวิทยา ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล โดยมี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธานในพิธี

สำหรับโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักงานองคมนตรีดำเนินการ เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ทุรกันดาร และรับทราบปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรเพื่อนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนา ตลอดจนเชิญพระราชกระแสความห่วงใยและสิ่งของพระราชทานไปมอบให้แก่ราษฎร

โดยการเข้าร่วมโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) ครั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้จัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย ให้บริการปรึกษาปัญหากฎหมายแก่ประชาชน และจัดฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้นให้แก่นักเรียนและประชาชนในพื้นที่ จำนวน 50 คน

– 006

‘สอวช.’เปิด 6 ปัจจัยแนะ‘มหาวิทยาลัยไทย’มุ่งสู่ความสำเร็จ รับโลกเปลี่ยน

‘สอวช.’เปิด 6 ปัจจัยแนะ‘มหาวิทยาลัยไทย’มุ่งสู่ความสำเร็จ รับโลกเปลี่ยน

‘สอวช.’เปิด 6 ปัจจัยแนะ‘มหาวิทยาลัยไทย’มุ่งสู่ความสำเร็จ รับโลกเปลี่ยน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.08 น.

‘สอวช.’ชี้ทิศทางอนาคต‘มหาวิทยาลัยไทย’ ต้องยืดหยุ่น พร้อมรับโลกเปลี่ยน เร่งกลไกสร้างกำลังคนตอบโจทย์อุตสาหกรรม

21 พฤษภาคม 2568 ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “The Next-Gen University: มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต” ในโครงการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตร TU-EDP (Thammasat University-Executive Development Program) รุ่นที่ 7 จัดโดย สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ร่วมกับ กองทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต โดยโครงการฯ นี้ จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมผู้บริหารยุคใหม่ในระดับคณะ สำนัก สถาบัน และมหาวิทยาลัย เพื่อต่อยอดวิสัยทัศน์ผู้บริหารให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ของโลก เสริมสร้างความรู้ และทักษะด้านการจัดการสมัยใหม่ที่เหมาะสมกับสถาบันอุดมศึกษา โดยในรุ่นที่ 7 มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ รวม 35 คน

ดร.สุรชัย กล่าวถึงบทบาทของ สอวช. ที่มีหน้าที่หลักในการทำนโยบาย รวมถึงสนับสนุนการทำนโยบายและแผนให้กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งงานที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย จะทำงานสนับสนุนสำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.อว.) โดย สอวช. ได้ตั้งเป้าหมายสำคัญที่จะร่วมขับเคลื่อน ด้วยการจัดทำข้อริเริ่มเชิงนโยบาย นำการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้าหนุนเป้าหมายระดับชาติ หนึ่งในนั้นคือการผลิตและพัฒนาบุคลากรตอบความต้องการอุตสาหกรรมเป้าหมาย ผ่านแพลตฟอร์มบูรณาการมาตรการและกลไกสนับสนุนการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง และปรับระบบการอุดมศึกษาให้เพิ่มคุณภาพการผลิตบัณฑิต

ดร.สุรชัย ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์และทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษา ที่โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สอวช. โดย ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค (APEC Center for Technology Foresight: APEC CTF) จึงได้นำเครื่องมือคาดการณ์อนาคตเข้ามาช่วยดูว่าในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจหรือเป็นกระแสที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนการทำนโยบาย ตัวอย่างสัญญาณโลกที่ควรรับมือเร่งด่วน เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ การย้ายถิ่นฐานของประชากรจากฝั่งตะวันตกไปเอเชีย เพื่อหางานและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศในการควบคุมเทคโนโลยีสำคัญ เช่น AI, 5G, Quantum Computing เป็นต้น

จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อตอบรับกับความท้าทาย ทั้งรูปแบบการจัดการศึกษาแบบ Non-age group, Non-Degree ผู้เรียนต้องเป็น Agile learners ปรับตัวเร็ว เรียนรู้เร็ว มีรูปแบบการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Personalized Education) มีแพลตฟอร์มและโมเดลการเรียนรู้ใหม่ ๆ และยังต้องมองถึงแนวโน้มอาชีพในอนาคตและทักษะในการจ้างงานด้วย

สำหรับความท้าทายของของการศึกษาไทยในอนาคต คือจำนวนเด็กที่ลดลง คาดว่าในปี พ.ศ. 2578 จะเหลือจำนวนเด็กในวัยเรียนเพียง 6.4 ล้านคน และเข้าถึงระบบการศึกษาได้น้อยกว่า 6 ล้านคน ซึ่งแนวโน้มนักเรียนที่เลือกจะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยก็จะลดลงตามไปด้วย โดย สอวช. ได้ทำการการสำรวจความต้องการบุคลากรทักษะสูง ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2568-2572) พบว่ามีความต้องการกำลังคนรวม 1,087,548 คน โดยอุตสาหกรรมที่ต้องการกำลังคนสูงสุดคือ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล

ด้านสถานภาพระบบอุดมศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน ดร.สุรชัย ได้ชี้ให้เห็นข้อมูลอัตราการว่างงานของบัณฑิตในสาขาต่าง ๆ พบว่าผู้ว่างงานในสัดส่วนที่มากที่สุดอยู่ในกลุ่มบัณฑิตระดับอุดมศึกษา จำนวนประมาณ 220,000 คน โดยมีตัวอย่างสาขาด้านวิศวกรรมที่มีแนวโน้มขาดแคลนในอนาคต ต้องเร่งการผลิตและพัฒนา เพื่อลดความเสี่ยงการขาดความสมดุลในตลาด (Mismatch) ได้แก่ วิศวกรโลจิสติกส์ วิศวกรโยธา วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์และคมนาคม วิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

ผู้อำนวยการ สอวช. ยังได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของต่างประเทศที่ใช้นวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอน อาทิ Job First, College Included Model โมเดลที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ เน้นการฝึกฝนทักษะสำหรับการทำงานให้กับลูกจ้างของสถานประกอบการ Double MSMEs Value Project โครงการที่เปลี่ยนคนที่ไม่ได้รับการศึกษาให้เรียนออนไลน์แล้วได้วุฒิการศึกษา หรือค้าขายและสร้างรายได้เพื่อเพิ่มวุฒิ Micro-credential ระบบการรับรองดิจิทัลที่ตรวจสอบความสามารถของแต่ละบุคคลในทักษะเฉพาะหรือชุดทักษะ (Skill Set) นำไปสู่การพัฒนาความสามารถที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ เป็นต้น จากข้อมูลกรณีศึกษาต่าง ๆ

เมื่อนำมาถอดบทเรียน พบว่ามีปัจจัยความสำเร็จในการจัดการศึกษา ดังนี้ 1. หลักสูตรที่หลากหลาย 2. พันธมิตรที่แข็งแกร่ง 3. บุคลากรที่มีคุณภาพระดับชั้นนำ 4. ความเป็นสากล 5. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ และ 6. สภาพแวดล้อมที่ดี

ในส่วนของนโยบาย กลไกสนับสนุน อววน. ของกระทรวง อว. มีนโยบายและกลไกเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม อาทิ โครงการพัฒนาทักษะกำลังคนเพื่ออนาคต (Reskill/Upskill) โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โครงการพัฒนาทักษะเพื่อการจ้างงานตามความต้องการของประเทศ (GenNX) แพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ตอบการลงทุนของภาคผลิตและบริการ (STEMPlus) Cooperative and Work Integrated Education (CWIE) การบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงาน (Work-integrated Learning: WiL) การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยการผลิตบัณฑิตศึกษาและวิจัยพัฒนานวัตกรรม (Hi-FI และ RDI) และการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) โดยล่าสุดมีการอนุมัติหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ไปแล้ว 19 ข้อเสนอ มีเป้าหมายผลิตกำลังคน 25,905 คน อีกทั้งยังมีการขับเคลื่อนหลักสูตร Semiconductor Engineering ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง 8 สถานประกอบการ และ 15 สถาบันอุดมศึกษา ที่จะเริ่มเปิดหลักสูตรในปีการศึกษา 2568 ด้วย

นอกจากนี้ สอวช. ยังสนับสนุนให้เกิดกลไก University Holding Company (UHC) โดยส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยของรัฐ สามารถร่วมลงทุนกับเอกชนได้โดยตรง ซึ่งการขับเคลื่อนในขั้นต่อไปคือการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างความร่วมมือในการจัดตั้ง UHC การพัฒนามาตรการ/กลไก ส่งเสริมระบบนิเวศการร่วมลงทุน รวมถึงการปลดล็อกข้อจำกัดอื่น ๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน

ดร.สุรชัย ได้กล่าวในช่วงท้ายถึงแนวทางการปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษาในอนาคต โดยมีนโยบาย กลยุทธ์ แนวทาง มาตรการหรือแผนงานที่ช่วยปิดช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของตลาดแรงงานในอนาคต ได้แก่

1. โปรแกรมเติมเต็มสมรรถนะบัณฑิตอย่างเร่งด่วนเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลง

2. หลักสูตรนวัตกรรมการอุดมศึกษาเพื่อผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง

3. โปรแกรมการพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านการฝึกอบรมระยะสั้นแบบเข้มข้นเพื่อการจ้างงาน

4. แพลตฟอร์มส่งเสริมการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง

นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังได้มีแนวทางการทำ Skill Future Thailand คือการนำทักษะที่พึงมีของแต่ละอาชีพมาเทียบกับทักษะของผู้เรียนที่ต้องการประกอบอาชีพนั้น ๆ เพื่อให้รู้ว่าผู้เรียนยังขาดทักษะในด้านใดและจะต้องเสริมทักษะใดเพิ่มเติมด้วย

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ‘Xue Long 2’ เยือนไทย พร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ‘Xue Long 2’ เยือนไทย พร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ‘Xue Long 2’ เยือนไทย พร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ” ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา เรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 (Xue Long 2)” เรือตัดน้ำแข็งเพื่อการวิจัยขั้วโลกที่ทันสมัยที่สุดของจีนเยือนไทยพร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน พิธีต้อนรับอบอุ่นครั้งแรกในน่านน้ำไทย เปิดให้เข้าชมแล้วถึง 23 พ.ค.นี้ ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ขณะที่ อพวช.จัดนิทรรศการควบคู่ที่ท่าเรือและ Crystal Court ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอนตั้งแต่วันนี้ถึง 25 พ.ค.2568

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มีพิธีต้อนรับ “เรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 (Xue Long 2)” เรือตัดน้ำแข็งเพื่อการวิจัยขั้วโลกที่ทันสมัยที่สุดของจีน ที่เดินทางมาจากขั้วโลกใต้และมุ่งตรงมายังประเทศไทยเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 และเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ปี พ.ศ. 2568  โดยมี พล.ร.ต.ธำรง สุพรรณพงศ์ ผอ.กทส.ฐท.สส. เป็นผู้แทนฐานทัพเรือสัตหีบ พร้อมด้วย ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ให้การต้อนรับนายเสียว ชื่อหมิง ผู้บังคับการเรือเสว่หลง 2 และคณะลูกเรือ

ศ.ดร.ไพรัช กล่าวว่า ปีนี้มี 2 เหตุการณ์สำคัญคือกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 และเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ปี 2568 การมาเยือนของเรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 มาเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 2 วาระสำคัญดังกล่าว โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ทอดพระเนตรเรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าเยี่ยมชมเรือซึ่งได้จอดเทียบท่าที่ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ตั้งแต่วันนี้ – 23 พ.ค. 2568

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นควบคู่กับการมาเยือนของเรือเสว่หลง 2 ได้แก่ การจัดนิทรรศการ “Xue Long 2 and See the Unseen in Polar Region” ระหว่างวันที่ 14 – 25 พ.ค.2568 ณ Crystal Court ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และการเสวนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์ผู้มีประสบการณ์เดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้ด้วยเรือเสว่หลง 2 กับเยาวชนไทย, กิจกรรมเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สู่สาธารณชนของนักวิทยาศาสตร์ไทยและจีนที่เคยเดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้ด้วยเรือเสว่หลง 2, การประชุมวิชาการ “Thailand-China Polar Science Conference”, และพิธีอำลาเรือเสว่หลง 2 โดยในระหว่างที่เรือจอดเทียบท่าเรือจุกเสม็ด จะมีการนำคณะลูกเรือเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเยี่ยมชมความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย ณ สวนนงนุช พัทยาอีกด้วย

ด้าน ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ. NSM กล่าวว่า NSM ได้ร่วมจัดนิทรรศการ “Xue Long 2 and See the Unseen in Polar Region” เพื่อเปิดโลกวิทยาศาสตร์ขั้วโลกและกระตุ้นความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง นิทรรศการจัดแสดงที่สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 14-25 พ.ค. 68 และท่าเรือจุกเสม็ด ระหว่างวันที่ 20 – 23 พ.ค. 2658 จากนั้น NSM มีแผนนำไปจัดแสดงต่อที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะ สตรีท รัชดา เพื่อให้ประชาชนที่พลาดโอกาสยังสามารถเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับการสำรวจขั้วโลกใต้ เทคโนโลยี และงานวิจัยสำคัญได้

ขณะที่ นายเสียว ชื่อหมิง ผู้บังคับการเรือเสว่หลง 2 กล่าวว่า เรือเสว่หลง 2 เป็นเรือสำรวจขั้วโลกลำที่ 4 ของจีนและเป็นเรือสำรวจขั้วโลกลำแรกของจีนที่สร้างขึ้นเองทั้งหมด เป็นเรือตัดน้ำแข็งขนาดกลางที่มีความทันสมัยและมีสมรรถนะสูงที่สุดลำหนึ่งของโลก ภารกิจหลักของเสว่หลง 2 คือการสนับสนุนการสำรวจวิจัยขั้วโลกในหลากหลายสาขา นอกจากนี้ เรือยังมีบทบาทสำคัญในการรับส่งนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งเสบียง อาหาร เชื้อเพลิง และอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับสถานีวิจัยของจีนทั้งที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โดยจีนมีสถานีวิจัยหลายแห่งทั้งที่ขั้วโลกใต้ ได้แก่ สถานี Great Wall (1985), Zhongshan (1989), Kunlun (2009), Taishan Camp (2014) และสถานีล่าสุด Qinling (2024) และที่ขั้วโลกเหนือคือสถานี Yellow River (2004) ซึ่งเสว่หลง 2 มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของสถานีเหล่านี้