​ชวนวัยรุ่น ‘พักผ่อน’…ก่อนใส่ให้เต็มที่ หลังพบ Gen Z ยังเครียดสูง แม้อยู่ในช่วงปิดเทอม

​ชวนวัยรุ่น ‘พักผ่อน’…ก่อนใส่ให้เต็มที่ หลังพบ Gen Z ยังเครียดสูง แม้อยู่ในช่วงปิดเทอม

​ชวนวัยรุ่น ‘พักผ่อน’…ก่อนใส่ให้เต็มที่ หลังพบ Gen Z ยังเครียดสูง แม้อยู่ในช่วงปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นันยาง เชิญชวนนักเรียนทั่วประเทศ “พักผ่อน” เพื่อส่งเสริมให้วัยรุ่นไทยเห็นถึงความสำคัญของการหยุดพักผ่อนทั้งกายและใจ เติมพลัง เตรียมพร้อม “ก่อนใส่ให้เต็มที่” ในปีการศึกษาใหม่ โดยแคมเปญ “พักผ่อน…ก่อนใส่ให้เต็มที่” สะท้อนถึงความตั้งใจของนันยางที่เข้าใจอินไซต์ของคนยุคปัจจุบันโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ที่ต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน และการแข่งขันเพื่อความก้าวหน้า จนกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับ แม้ในช่วงเวลาปิดเทอมซึ่งควรเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน แต่หลายคนกลับรู้สึกผิดหรือกังวลใจ หากไม่ได้แข่งขันหรือพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ในครั้งนี้ นันยางเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า “นอนยาง?” ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เป็นมากกว่ารองเท้า โดยผลิตเป็น “หมอนนอนยาง” ที่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อส่งพลังบวกที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างจริงใจ โดยเฉพาะในช่วงที่ท้อแท้ เหนื่อยล้ากับชีวิต หรือหมดไฟ  ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนๆ นันยางจำนวนมาก

และต่อยอดสู่กลุ่มนักเรียนมัธยม วัยรุ่น Gen Z ที่เผชิญศึกหนักจากการเรียนที่ผ่านมาไม่แพ้กัน ผ่านการนำเสนอภาพถ่ายและข้อความที่สื่อสารตามจุดที่วัยรุ่นรวมตัวกัน เช่น สถาบันกวดวิชา ป้ายรถตุ๊ก ๆ และจอยักษ์ MBK พร้อมปล่อยวิดีโอออนไลน์กระตุ้นการรับรู้ และกิจกรรมสนุกๆ ให้วัยรุ่นร่วมกันส่งภาพ “เพื่อนที่พักใจ” เพื่อลุ้นโชว์ภาพขึ้นจอยักษ์ MBK กลางสี่แยก สร้างตำนานความทรงจำวัยว้าวุ่นในช่วงปิดเทอมนี้

“นันยางคาดว่าแคมเปญในครั้งนี้จะสร้างการรับรู้ที่ว่า “การหยุดพัก ไม่ใช่ความผิด แต่คือก้าวสำคัญในการดูแลตัวเอง เมื่อความเครียดถูกคลาย ความคาดหวังถูกวางลง พลังกายและพลังใจจะกลับมา พลังนี้แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่สามารถสัมผัสได้ผ่านการดูแลใจ ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า การพักผ่อนสามารถช่วยพัฒนาทั้งจิตใจและร่างกายได้จริง เราจึงอยากให้วัยรุ่น Gen Z ใช้ช่วงโค้งสุดท้ายของปิดเทอมนี้ พักผ่อนให้เต็มที่ ใจดีกับตัวเอง พร้อมก้าวต่อไปในเส้นทางและจังหวะชีวิตของตนเองตามที่ต้องการ” ดร.จักรพล จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าว

วว.เสริมแกร่งนักวิจัย จัดอบรม ‘การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์’

วว.เสริมแกร่งนักวิจัย จัดอบรม 'การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์'

วว.เสริมแกร่งนักวิจัย จัดอบรม ‘การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสริมแกร่งนักวิจัย – ดร.โศรดา วัลภา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม วว. เป็นประธานเปิดการอบรมหัวข้อ “การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์” โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.พัชราภรณ์  ธำรงกิจเจริญ  นักวิชาการอาหารและยาชำนาญการพิเศษ  อย.  เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักวิจัย วว.  เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนอาหาร ข้อกฎหมายและเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารทางการแพทย์ รวมทั้งการรักษามาตรฐานการผลิตและคุณภาพหรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 5 อาคาร Admin วว.เทคโนธานี

ครบรอบ 2 ปี สกร. พร้อมขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ครบรอบ 2 ปี สกร. พร้อมขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ครบรอบ 2 ปี สกร. พร้อมขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568 พร้อมทั้งมอบโล่ศิษย์เก่าเกียรติยศ ศิษย์ปัจจุบันเกียรติยศ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568  และมอบรางวัลการประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านฯ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยการกองและกลุ่มที่ตั้งอยู่ส่วนกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร และบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าร่วม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. กล่าวว่า วันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568  ถือเป็นวาระสำคัญในการแสดงพลังของหน่วยงานที่ขับเคลื่อน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เป็นจริงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ การจัดตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มหน่วยงานในระบบราชการ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพื่อนำการศึกษาที่ก้าวข้ามกรอบห้องเรียนสู่ชีวิตจริงของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกวิถีชีวิต ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งดิจิทัลชุมชน และการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ให้ประชาชนสามารถปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีคุณค่า เพราะ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือพลังของประเทศ” ยิ่งประชาชนมีโอกาสเรียนรู้มากเท่าไร ประเทศยิ่งมีพลังในการพัฒนามากขึ้นเท่านั้น

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร.  กล่าวว่า สกร. กำหนดให้วันที่ 18 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ หลังจากพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ ถือเป็นการยกสถานะจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มาเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568 นี้ จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมทั้งสื่อสารบทบาท ภารกิจ และทิศทางการขับเคลื่อนงานในการส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย และทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พุทธศักราช 2566 โดยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย พัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง รวมถึงการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองและในชุมชน และประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในทุกบริบทของสังคมไทย ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเรียนรู้มุ่งมั่นดำเนินงานเชิงรุก เพื่อปลุกพลังการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย ผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง โดยเชื่อมั่นว่า การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดในห้องเรียน หากแต่คือเครื่องมือที่เปลี่ยนชีวิตคน และขับเคลื่อนประเทศได้อย่างแท้จริง

นายธนากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมภายในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกและยกย่องเจตนารมณ์ของการก่อตั้ง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เผยแพร่ผลงานของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ทั่วประเทศ และสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมตระหนักว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” คือสิทธิพื้นฐานของทุกคน และเป็นทุนทางปัญญาที่จะหล่อหลอมประชาชน ให้มีศักยภาพในการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและมีคุณค่าในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีมอบโล่ เชิดชูเกียรติแก่ “ศิษย์เก่า” และ “ศิษย์ปัจจุบันเกียรติยศ” และรางวัลประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ” รวมจำนวน 25 รางวัล  และการจัดนิทรรศการผลงาน จากสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ตามภารกิจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 มาตรา 6  โดยจัดนิทรรศการใน 3 หมวด คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งนิทรรศการและกิจกรรมที่ สกร.นำมาจัดแสดงในวาระวันสถาปนากรมฯ เป็นผลงานที่ภาคภูมิใจ เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ เน้นเรื่องการอ่านและกิจกรรมสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านงาน “Virtual Reading การอ่านในโลกเสมือนจริง” จังหวัดบุรีรัมย์ มีโครงการ “Buriram Zero Dropout Model” ซึ่งเป็นต้นแบบการช่วยเหลือเด็กนอกระบบให้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้  ซึ่งตรงกับหนึ่งในภารกิจสำคัญของเรา คือ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นต้น

ปส.อว.-WINS จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยในการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี

ปส.อว.-WINS จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยในการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี

ปส.อว.-WINS จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยในการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทียบเท่าสากล – ปส.อว. ร่วมกับ World Institute for Nuclear Security (WINS) ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศของแคนาดา จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “Regional Training Course on Secure Transport of Radioactive Sources” ระหว่างวันที่ 19 – 23 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรและการสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยในการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสีให้

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ทำคุณประโยชน์ส่งเสริมการเรียนการสอนธรรมศึกษา

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ทำคุณประโยชน์ส่งเสริมการเรียนการสอนธรรมศึกษา

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ทำคุณประโยชน์ส่งเสริมการเรียนการสอนธรรมศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประธานพิธี – เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมงฺกโร) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เมตตาเป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณเชิดชูเกียรติให้กับสถาบันการศึกษา/โรงเรียน ที่ให้การสนับสนุนส่งเสริม นักศึกษาและนักเรียน เข้าสอบธรรมศึกษาสนามหลวง ประจำปี 2567 และพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ทำคุณประโยชน์ส่งเสริมการเรียนการสอนธรรมศึกษา ณ พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

‘เพิ่มพูน’ดันนำ’ดิจิทัล-AI’พัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

'เพิ่มพูน'ดันนำ'ดิจิทัล-AI'พัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

‘เพิ่มพูน’ดันนำ’ดิจิทัล-AI’พัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.06 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประชุมประสานภารกิจ โดยมีผู้บริหารศธ.เข้าร่วมประชุม ณ ห้องราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ได้มีการประชุมขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานสากล โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รายงานผลการดำเนินงานต่างๆ ที่มีความคืบหน้าเป็นอย่างดีในการทำงาน นอกจากนี้ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ก็ได้รายงานเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานสากลของไทย ซึ่งในหลักการของ OECD การศึกษาใน ค.ศ.2030 เป็นการวางกรอบ สิ่งที่ผู้เรียนและครูต้องมีเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย ความรู้, ทักษะ, สมรรถนะ, และค่านิยม และหลักของ OECD กับการศึกษาใน ค.ศ.2040 เป็นการวางกรอบ โดยให้ความสำคัญกับครู และการเรียนการสอนของครู เพราะครูเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนา การพัฒนาครูจะทำให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งองค์ประกอบความเป็นครูในปี 2040 ควรมี 3 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะของครู, ความเป็นอยู่ของครู, ความสามารถของครูในการกำหนดทิศทาง

ทั้งนี้ สกศ.ได้วิเคราะห์เบื้องต้นว่า การบรรลุเป้าหมายการศึกษาปี 2030 และ 2040 ประกอบด้วย 4 มิติ คือ การออกแบบหลักสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์, การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน, การประเมินผลต้องเป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างยืดหยุ่น ประเมินได้ในหลายมิติ, และการพัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษา

นอกจากนี้ สกศ.ได้ประเมินความพร้อมด้านการใช้ AI ในการศึกษา พบว่า ประเทศไทยมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่เพียงพอในการใช้งานภายในโรงเรียน มีเจ้าหน้าที่เทคนิคเพียงพอ มีระบบข้อมูลนักศึกษาที่ครอบคลุมและทันสมัย มีมาตรการความปลอดภัยของข้อมูลที่ดี และมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบูรณาการ AI ในระบบการศึกษา แต่สิ่งที่ต้องการพัฒนาเพิ่มเติม คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการเรียนการสอนของนักเรียนและการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง สรุปผลการประเมินเบื้องต้น พบว่าไทยมีความพร้อมในการใช้ AI ในการศึกษา โดยด้านที่จำเป็นต้องพัฒนาเร่งด่วน คือ การก่อตั้งระบบและการบริหารจัดการ

“การประชุมวันนี้ทุกหน่วยงานได้มีการอภิปรายและระดมสมองร่วมกัน โดยมิติหลักๆ หารือเรื่อง AI ที่จะนำเข้ามาใช้กับการศึกษา และการทำงานร่วมกัน ผมได้สื่อสารกับผู้บริหารทุกคน ในการดำเนินการ นโยบายของผม อยากให้เกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทยและทรัพยากรต่างๆ ให้มีพื้นฐานทางด้านภาษา 3 + 1 ซึ่ง 3 คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และ +1 คือ ดิจิทัล, AI เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีขบวนการที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้น และมีการพัฒนาให้ก้าวหน้า โดยต้องเริ่มตั้งแต่ระดับผู้บริหารลงไปถึงครูและส่งต่อไปถึงนักเรียน ซึ่งจะเป็นผลผลิตของเราต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของดิจิทัล และ AI ศธ.จะมีการดำเนินการขับเคลื่อน โดยให้ทุกหน่วยงานไปคิดกันว่าเราจะใช้ AI มาเป็นผู้ช่วยของทุกคนได้อย่างไร เช่น นำมาช่วยในการทำงาน ช่วยในการเรียนการสอน แต่การจะนำมาเป็นผู้ช่วยที่ดีได้ เราก็ต้องเรียนรู้ว่าเขามีศักยภาพและสมรรถนะอย่างไร เพื่อนำมาใช้ในการสื่อสารและในการทำงานร่วมกัน หวังว่าเราจะดำเนินการไปได้ด้วยดี และให้เริ่มต้นขับเคลื่อนการพัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษาจากปัจจุบัน 2025 สู่เป้าหมาย 2030 และ 2040” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่ตนได้เดินทางไปร่วมประชุมระดับโลกด้านการศึกษาดิจิทัล ประจำปี 2568 (2025 World Digital Education conference) เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอในที่ประชุม 4 มาตรการ หนึ่งในนั้นคือความร่วมมือเรื่องการแบ่งปัน โดยจะทำแพลตฟอร์มต่างๆ ขึ้นมา และจะมีการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาของจีนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาของอาเซียน เพื่อพูดคุยกันในการดำเนินการ และมีการพูดถึงเรื่องขอทุนการศึกษาที่เราจะต้องมีการดำเนินการเพิ่มขึ้น รวมถึงได้หารือเรื่อง AI ซึ่งจีนได้มีการพัฒนาไปค่อนข้างมากแล้ว

‘ผู้การฯปทุมธานี’ประสาน‘รร.สวนกุหลาบรังสิต’ ให้ความรู้ นร.รู้เท่าทัน‘ภัยไซเบอร์’

‘ผู้การฯปทุมธานี’ประสาน‘รร.สวนกุหลาบรังสิต’ ให้ความรู้ นร.รู้เท่าทัน‘ภัยไซเบอร์’

‘ผู้การฯปทุมธานี’ประสาน‘รร.สวนกุหลาบรังสิต’ ให้ความรู้ นร.รู้เท่าทัน‘ภัยไซเบอร์’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.48 น.

“ภ.จว.ปทุมธานี”เข้าพบหารือ”รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต” เพื่อประสานความร่วมมือให้ความรู้แก่นักเรียน ให้รู้เท่าทันอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime)

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี , นายชาลี วัฒนเขจร ผอ.รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต , พ.ต.ท.สิรภพ บัวหลวง รอง ผกก.สส.สภ.ปากคลองรังสิต ร่วมกับคณะครู รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต ร่วมกันหารือ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าบรรยายให้ความรู้แก่นักเรียนในสถานศึกษา เพื่อให้รู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

‘อธิการบดี มธ.’ประกาศความพร้อม ดูแลคนไทยใน’สังคมสูงวัย’

'อธิการบดี มธ.'ประกาศความพร้อม ดูแลคนไทยใน'สังคมสูงวัย'

‘อธิการบดี มธ.’ประกาศความพร้อม ดูแลคนไทยใน’สังคมสูงวัย’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.05 น.

“ธรรมศาสตร์”ประกาศความพร้อมดูแลคนไทยใน“สังคมสูงวัย” ด้วยการบูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายคณะเป็น ONE TU เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนทางด้านบริการวิชาการ-บริการสังคม “อธิการบดี”ยืนยัน มธ.มีของเยอะ งานวิจัยและนวัตกรรมเพียบ อปท.ไหนต้องการให้ซัปพอร์ต-สนใจอยากนำไปต่อยอด ให้ประสานเข้ามาพูดคุยกันผ่าน 4 ศูนย์“ท่าพระจันทร์-รังสัต-พัทยา-ลำปาง”

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประกาศความพร้อมในการเป็นกลไกสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดบริการดูแลประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์สังคมสูงวัย โดยเบื้องต้นหาก อปท. ใดต้องการการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ ตลอดจนหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรสุขภาพ สามารถเข้ามาพูดคุยหรือเข้ามาทำความร่วมมือกับ มธ.ได้ ผ่านทั้ง 4 ศูนย์ ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ณ ท่าพระจันทร์ , พื้นที่ จ.ปทุมธานี ณ ศูนย์รังสิต , พื้นที่ จ.ชลบุรี ณ ศูนย์พัทยา และพื้นที่ จ.ลำปาง ณ ศูนย์ลำปาง

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า บทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบันจะอยู่ที่ชุมชนและหน่วยบริการระดับปฐมภูมิเป็นหลัก ซึ่งเป็นแน่นอนว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ดูแลสุขภาพ (Caregiver) อปท.ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น กทม. องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่รับการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มาบริหารจัดการ ตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล หากท้องถิ่นใดหรือหน่วยบริการใดต้องการการสนับสนุนทางวิชาการ งานวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร ฯลฯ มธ.ยินดีสนับสนุน

“ผมอยากจะเรียนว่าธรรมศาสตร์มีของเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาเรามีการจัดบริการวิชาการ การจัดบริการสังคม การดูแลชุมชนผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งหากของของเราตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ก็อยากให้ท่านลองประสานเข้ามา” อธิการบดี มธ.กล่าว

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน มธ.มีงานวิจัยจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งในระดับบุคลากร ระดับสังคม และระดับนโยบาย ซึ่งการจะแปลงงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงนั้น 1.ผู้ประกอบการจะต้องเห็นประโยชน์และมีการติดต่อขอนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการทำเป็นครั้งๆ และจบไป 2.การนำงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะไปพัฒนาต่อ โดยกรณีนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลที่เป็นผู้ที่มีทรัพยากรมากกว่า และกำหนดนโยบายในการสนับสนุนได้ 3.การที่ อปท.เห็นความสำคัญและต้องการนำงานวิจัยหรือนวัตกรรมไปใช้ดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยในส่วนนี้เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ยาก และอยู่ในวิสัยที่จะทำงานร่วมกันได้ทันที

“เรามีงานวิจัยและนวัตกรรม ทาง อปท.มีพันธกิจในการดูแลประชาชน ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือต้องสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างท้องถิ่นกับสถาบันการศึกษาให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้องค์ความรู้หรืองานวิจัยและนวัตกรรมที่มีอยู่ถูกนำไปใช้ได้จริง และเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่จริงๆ” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับ อปท.ทำได้ในหลายรูปแบบ ตัวอย่างหนึ่งคือเมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ธรรมศาสตร์จัดงานแสดงนวัตกรรมการป้องกันพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ เราก็ได้หารือกับ กทม.ว่า เรามีงานวิจัยและนวัตกรรมประมาณนี้ ถ้า กทม.สนใจเราพร้อมพัฒนาต่อให้ กทม.ก็สนใจและได้จัดสรรงบประมาณมา สุดท้ายงานนี้ก็ถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลผู้สูงอายุ กทม.เหล่านี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือที่เกิดขึ้นได้ทันที

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับสังคมสูงวัยในอีก 10 – 15 ปีข้างหน้า ที่สัดส่วนประชากรสูงวัยในประเทศไทยจะเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องคิดกันอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐบาลปัจจุบัน แต่ต้องแผนระยะยาวในการขับเคลื่อน ที่ผ่านมาเรามีการพูดกันถึงประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คำถามคือในยุทธศาสตร์เรามีพูดเรื่องพวกนี้มากเพียงใด ถ้ายังไม่พูดก็ควรต้องพูดและต้องทำตามที่เขียนเอาไว้

แฉละเอียดยิบ!!! เปิดโปงแก๊งคนบาป หากินกับ’วัดร้าง เจ้าที่แรง’พระยังอยู่ไม่ได้

แฉละเอียดยิบ!!! เปิดโปงแก๊งคนบาป หากินกับ'วัดร้าง เจ้าที่แรง'พระยังอยู่ไม่ได้

แฉละเอียดยิบ!!! เปิดโปงแก๊งคนบาป หากินกับ’วัดร้าง เจ้าที่แรง’พระยังอยู่ไม่ได้

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.30 น.

เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธฯออกโรงเปิดโปงขบวนการแก๊งคนบาป หากินกับ’วัดร้าง เจ้าที่แรง’พระยังอยู่ไม่ได้

21 พฤษภาคม 2568 นายกรณ์ มีดี หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย  และนักเคลื่อนไหวชาวพุทธชื่อดัง  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ มีดี”โดยสะท้อนปัญหาของวัดร้าง ในหัวข้อ”วัดร้าง เจ้าที่แรง” ระบุว่า…

วัดในไทยมี 40,000 กว่าวัด เป็นวัดร้าง 6,000 กว่าวัด บางวัดร้างจริง บางวัดร้างเพราะเจ้าที่แรง วัดที่เจ้าที่แรง พระทั่วไปอยู่ไม่ได้ ยกเว้นเจ้าที่แปลงกายหรือส่งทีมมาเป็นเจ้าอาวาสเสียเอง แรงอย่างไร อ่านต่อในคอมเมนต์

ปัจจุบันวัดร้างบางวัดมีขบวนการอาศัยวัดทำมาหากิน วัดแบบนี้มักจะอยู่ในชุมชน แต่ถ้าจะมีพระองค์ไหนไปขออยู่ ก็จะอยู่ได้ไม่นาน ถ้าอยู่ไปนาน ก็จะเจอผู้มีอิทธิพลในพื้นที่พยายามไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น โดยใช้ทุกวิธีที่สกปรกหาทางไล่ หาทางให้เป็นวัดร้างต่อไป

เขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร

ง่ายๆ ใช้วัดแสวงหาผลประโยชน์นั่นเอง

แล้วเขาแสวงหาผลประโยชน์กันอย่างไร

คนพวกนี้ คือผู้นำชุมชน ซึ่งจะมาในรูปแบบคณะกรรมการวัด คนพวกนี้มีรูปแบบแสวงหาเงินดังนี้

ร่วมมือกันออกซองเรื่ยไรเงิน เพื่อเอามาทอดกฐินบ้าง ผ้าป่าบ้าง โดยอ้างว่ามาซ่อมกุฏิศาลา หรือเพื่อพัฒนาวัด

วิธีหาเงินของคนพวกนี้ เขาจะส่งทีมงานติดต่อตามคนสนิทคนรู้จัก เพื่อหากรรมการแต่ละสายเพื่อเอามาพิมพ์ในเอกสารในซอง (ประธานก็ 1,000 บาทมีชื่อได้ไม่จำกัด รองประธานก็ 500 มีชื่อได้ไม่จำกัด กรรมการก็ 100 บาท) เสร็จแล้วก็กระจายซองไปตามสายต่างๆเพื่อเก็บเงิน แล้วก็รวบรวมซองผ้าป่าซองกฐิน จัดทอดในวันที่กำหนดไว้ เมื่อถึงวันทอด คนพวกนี้จะนิมนต์พระจากวัดอื่นมารับผ้าป่า/กฐิน โดยจะนิมนต์มาประมาณ 5 องค์ เมื่อพระทำพิธีเสร็จ กลุ่มคนพวกนี้ก็จะถวายเงินทั้ง 5 องค์ ประมาณองค์ละ 500 บาท เสร็จแล้วก็นิมนต์พระกลับวัดเดิม
เงินที่ถวายพระก็หักจากเงินทอดผ้าป่า/กฐินนั่นแหละ

เสร็จงาน คนพวกนี้ก็จะนำเงินที่ได้มาแบ่งกัน

วัดประเภทนี้ พระจะบอกต่อๆกันว่า เจ้าที่แรง อย่าไปยุ่ง อย่าไปอยู่ อันตราย

วัดลักษณะนี้จะสังเกตุได้คือ เป็นวัดร้าง ไม่มีพระ แต่ทุกปีจะทอดกฐิน/ผ้าป่า บ้างครั้งทอดหลายๆครั้ง ถ้าใครไปขอตรวจสอบเรื่องเงิน ก็จะถูกบ่ายเบี่ยงตลอดเวลา อ้างว่า นำไปซ่อมโน้นนี่นั่นในวัดแล้วและใช้เงินหมดแล้ว ถ้ามีเจ้าหน้าที่สำนักพุทธมาสอบถามหนักขึ้น คนพวกนี้มักจะให้สมุนมาบวชแล้วอยู่ประจำวัด เพื่อเลี่ยงการปะทะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฟังแล้วอึ้ง! เจ้าอาวาส‘วัดบ้านนอก’สะท้อนปัญหาโดน‘ตีเมืองขึ้น’ วอนพระผู้ใหญ่ช่วยด้วย

ปลดแล้ว! ‘ครูหน้ากากแบทแมน’ ชี้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ปูนบำเหน็จครู 2 คนสู้เพื่อเด็ก

ปลดแล้ว! 'ครูหน้ากากแบทแมน' ชี้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ปูนบำเหน็จครู 2 คนสู้เพื่อเด็ก

ปลดแล้ว! ‘ครูหน้ากากแบทแมน’ ชี้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ปูนบำเหน็จครู 2 คนสู้เพื่อเด็ก

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

ปลดแล้ว!!! “ครูคอสเพลย์หน้ากากหมา” ศธ.ฟันจริงไม่มีขู่ พร้อมปูนบำเน็จครูสู้เพื่อเด็ก

วันที่ 21 พฤษภาคม 2568  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากกรณีมีภาพชายคนหนึ่งแต่งตัวคล้ายครูมีพฤติกรรมถ่ายคลิปวิตถารอนาจารในห้องเรียนและสถานที่ต่างๆในโรงเรียนลงในสื่อโซเชียล ในภาพครูคนดังกล่าวใส่หน้ากากหมา  “ครูคอสเพลย์หน้ากากหมา” รวมถึงมีภาพแก้ผ้าในห้องเรียน และมีพฤติกรรมพูดคุยผ่านสื่อสังคมออนไลน์กับนักเรียนในลักษณะไม่เหมาะสม ในลักษณะขอถุงเท้าและกางเกงในกับนักเรียน และยังมีภาพคลิปอีกจำนวนมาก ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่ จ.อุทัยธานี และถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไปแล้วนั้น

โฆษก ศธ. กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุทัยธานี-ชัยนาท ได้มีคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการ กรณี “ครูคอสเพลย์หน้ากากหมา” แล้ว และได้แจ้งให้ครูคนดังกล่าวมารับทราบแล้ว ว่ามีคำสั่งจากที่ประชุม อ.ก.ค.ศ. ครั้งที่ 7/2568 ที่ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของครูคนดังกล่าว เป็นกรณี “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา  94 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  อ.ก.ค.ศ. และ ก.ค.ศ. จึงมีมติให้ลงโทษ “ปลดออกจากราชการ” ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 

ในห้วงเวลาที่ผ่านมาแม้จะมีเรื่องที่ข้าราชการในสังกัด ศธ.กระทำผิดวินัยหรือกระทำผิดทางอาญา แต่ขอยืนยันว่า จะไม่ปล่อยผ่านในยุคนี้อย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญอย่างมากและกำชับให้เร่งติดตามอย่างใกล้ชิด จนสามารถดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้จบสิ้นกระบวนการได้ภายในเวลา 2 เดือน นับเป็นมาตรฐานใหม่ของศธ.ในการจัดการด้านวินัยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ก็อยากให้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกๆคน จากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทั้งทางทุจริต ประพฤติมิชอบ การคุกคาม การใช้ความรุนแรง หรือ กรณีทำผิดใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อทางร่างกายและสภาพจิตใจของบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้เรียนของเรา ศธ.จะไม่ยอม หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกระทำผิดจริง ศธ.จะดำเนินการจนถึงที่สุด 

และในขณะเดียวกันก็เป็นกำลังใจให้ครูดีทุกๆคนที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้เพื่อเด็กนักเรียน และเราก็ทำให้เห็นว่า “คนทำผิดต้องถูกลงโทษ ในขณะที่ถ้าคนทำดีก็ต้องได้รับการตอบแทน” จึงขอให้ทุกคนตระหนักและพึงระลึกอยู่เสมอว่า มีสายตามากมายจับจ้องอยู่ จึงต้องมีสติก่อนกระทำการทุกอย่างที่ไม่สมควร และจงตักเตือนกันเมื่อพบเห็นสิ่งไม่เหมาะสม ก่อนที่จะสายเกินในการทิ้งอนาคตในชีวิตข้าราชการ

“สิ่งสำคัญที่น่ายกย่องที่สุดจากกรณีนี้ คือ มีคุณครูลุกขึ้นมาสู้เพื่อปกป้องนักเรียนด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูเปี่ยมล้น ความมุ่งมั่นแน่วแน่นี้ ส่งผลให้ สพฐ.พิจารณา “ปูนบำเหน็จเลื่อนขั้นเงินเดือน” ให้แก่ครูกล้าหาญทั้ง 2 ท่านที่ยืนหยัดสู้กับความไม่ถูกต้อง สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ครูน้ำดีทุกคนที่มีความปรารถนาดีต่อผู้เรียนอย่างไม่มีเงื่อนไข ขอให้ตั้งใจทำความดีต่อไปสมกับหัวใจความเป็นครู” โฆษก ศธ. กล่าว