ศธ.เล็งตั้งสหกรณ์กลางระดับภูมิภาค ทางเลือกให้ครูกู้เงินสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ

ศธ.เล็งตั้งสหกรณ์กลางระดับภูมิภาค ทางเลือกให้ครูกู้เงินสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ

ศธ.เล็งตั้งสหกรณ์กลางระดับภูมิภาค ทางเลือกให้ครูกู้เงินสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ศธ. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมระดมความคิดเห็น แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการมีส่วนร่วมของสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยเตรียมหารือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสนอแก้ไขระเบียบสหกรณ์บางตัวให้มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้ดียิ่งขึ้น

ขณะนี้การทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และ ศธ.มีความใกล้ชิดกันค่อนข้างมาก ทุกสหกรณ์ฯให้ความร่วมมือกับการแก้ไขปัญหา ช่วยลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 4.75 และยังพบว่า มีบางสหกรณ์ฯ สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ต่ำกว่า ร้อยละ 4.75 เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดตั้งสหกรณ์กลางขึ้นในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้สมาชิกมีทางเลือกมากู้สหกรณ์ในแต่ละภูมิภาค มีโอกาสเลือกกู้ในสหกรณ์ที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุด  ทั้งนี้ การจัดตั้งสหกรณ์กลางจะต้องหารือ กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อข้อแก้ระเบียบบางตัว เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู  ต้องยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้มีความรวดเร็ว ต้องได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วย โดยเฉพาะการขอปรับแก้ระเบียบบ้างตัว“ รมช.ศธ. กล่าวและว่า ส่วนจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการจัดตั้งสหกรณ์กลางนั้น คงไม่สามารถบอกได้  เพราะการดำเนินการไม่ได้อยู่ที่ศธ.ฝ่ายเดียว แต่ต้องมีการหารือรายละเอียดร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วย  ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้ครูวิกฤตนั้น พบว่าได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ที่สำคัญยังพบว่า ครูที่เป็นหนี้หลายราย กล้าที่จะเดินเข้ามาหาสถานีแก้หนี้ครูด้วยตัวเอง เพื่อให้ช่วยเจรจากับเจ้าหนี้ ในการขอลดดอกเบี้ย หรือขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ เพื่อให้สามารถมีเงินเหลือใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางการศึกษาส่งเสริมประชาธิปไตย

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางการศึกษาส่งเสริมประชาธิปไตย

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางการศึกษาส่งเสริมประชาธิปไตย

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งเสริมประชาธิปไตย – ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 นายกิตติพงษ์ โปร่งเจริญ นางนุชนาถ ชัยพันธุ์ น.ส.สุริณี วัฒนศรีทานัง รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพิษณุโลก เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตย และการเสริมสร้างพลเมืองในสถานศึกษา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในที่ประชุมผู้บริหารสถานศึกษา ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุมดินทอง 1 สพป.พิษณุโลก เขต 2

มทร.ธัญบุรี เปิดรับสมัครพนักงานมหาวิทยาลัย สร้างโอกาสคนรุ่นใหม่ ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อชาติ

มทร.ธัญบุรี เปิดรับสมัครพนักงานมหาวิทยาลัย สร้างโอกาสคนรุ่นใหม่ ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อชาติ

มทร.ธัญบุรี เปิดรับสมัครพนักงานมหาวิทยาลัย สร้างโอกาสคนรุ่นใหม่ ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อชาติ

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ประกาศเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ครั้งที่ 1/2568 รวมทั้งหมด 61 อัตรา โดยแบ่งเป็นตำแหน่งอาจารย์ในสายวิชาการ 35 อัตรา และตำแหน่งสายสนับสนุน 26 อัตรา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยในการผลิตบัณฑิตนวัตกรและพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์สังคม

สำหรับตำแหน่งอาจารย์ในสายวิชาการ เปิดรับทั้งผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้วยอัตราเงินเดือนเริ่มต้น 26,250 บาท และระดับปริญญาเอก ที่ได้รับเงินเดือนเริ่มต้น 31,500 บาท พร้อมเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาเอกเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 ปี ส่วนตำแหน่งสายสนับสนุน เปิดรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เงินเดือนเริ่มต้น 19,500 บาท และปริญญาโท เงินเดือนเริ่มต้น 22,750 บาท

มทร.ธัญบุรีให้ความสำคัญกับสวัสดิการพนักงานมหาวิทยาลัย โดยมีกองทุนพนักงานมหาวิทยาลัยที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลสำหรับครอบครัว ค่าการศึกษาบุตร และค่าประกันอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ยังมีระบบบำนาญหลังเกษียณแบบข้าราชการ และสนับสนุนเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครึ่งหนึ่งเมื่อพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นสมาชิก พร้อมทั้งมีกองทุนส่งเสริมการวิจัยเพื่อสนับสนุนอาจารย์ในการทำงานวิชาการและตีพิมพ์ผลงานระดับนานาชาติ ตลอดจนกองทุนพัฒนาบุคลากรเพื่อยกระดับทักษะและตำแหน่งทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง

สามารถสมัครออนไลน์ได้ที่ https://rmutt.thaijobjob.com/ ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. – 5 มิ.ย.68 (ปิดรับสมัครเวลา 16.30 น.) การเปิดรับสมัครครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ นำวงดนตรีไทยเยาวชน ‘ChulaThaiYO’ โชว์ศักยภาพที่ญี่ปุ่น

จุฬาฯ นำวงดนตรีไทยเยาวชน ‘ChulaThaiYO’ โชว์ศักยภาพที่ญี่ปุ่น

จุฬาฯ นำวงดนตรีไทยเยาวชน ‘ChulaThaiYO’ โชว์ศักยภาพที่ญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นำคณะจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดินทางไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 10–11 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนภารกิจของวงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาฯ ChulaThaiYO” ซึ่งได้ร่วมแสดงดนตรีไทยในงาน 25th Thai Festival Tokyo เทศกาลไทยที่ใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200,000 คน

การแสดงของวง ChulaThaiYO ในครั้งนี้ ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ กลุ่มวัยรุ่นชาวญี่ปุ่น ที่ให้ความสนใจและมีส่วนร่วมอย่างคึกคัก หลายคนเข้ามาร่วมชมการแสดงด้วยความตั้งใจ ถ่ายรูป แชร์คลิปบนโซเชียล และเข้าพูดคุยกับนิสิตอย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงเสน่ห์ของดนตรีไทยที่เข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

โดยวง ChulaThaiYO ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของจุฬาฯ และประเทศไทยในการเผยแพร่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมสู่สากล ผ่านเสียงดนตรีที่เปี่ยมด้วยความประณีต ความพร้อมเพรียง และความสร้างสรรค์ โดยมี รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดี ผศ.ดร.วิชฏาลัมพก์ เหล่าวานิช ผู้ช่วยอธิการบดีด้านศิลปวัฒนธรรม และ ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรีไทย ร่วมเดินทางเพื่อสนับสนุนภารกิจในครั้งนี้

อพวช.เปิดกิจกรรม ‘ค่ายเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 44’

อพวช.เปิดกิจกรรม 'ค่ายเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 44'

อพวช.เปิดกิจกรรม ‘ค่ายเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 44’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดโลกการเรียนรู้ – นายถิรพงศ์ เกียรตินันทน์ ผู้อำนวยการสำนักบริการผู้เข้าชม อพวช. เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ค่ายเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 44” ภายใต้ “โครงการสานใจไทย สู่ใจใต้” เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา มาร่วมกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ ทักษะ ประสบการณ์การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรมค่ายการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ ภายในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ของ อพวช. โดยมีเยาวชนจำนวน 320 คน เข้าร่วม ณ อพวช. ต.คลองห้า จ.ปทุมธานี

ปลุกนักธุรกิจสายยั่งยืน เปิดหลักสูตร ‘IBEs Driving Green Innovation’ เร่งสปีด SMEs ไทยสู่ตลาด ‘นวัตกรรมสีเขียว’

ปลุกนักธุรกิจสายยั่งยืน เปิดหลักสูตร ‘IBEs Driving Green Innovation’ เร่งสปีด SMEs ไทยสู่ตลาด ‘นวัตกรรมสีเขียว’

ปลุกนักธุรกิจสายยั่งยืน เปิดหลักสูตร ‘IBEs Driving Green Innovation’ เร่งสปีด SMEs ไทยสู่ตลาด ‘นวัตกรรมสีเขียว’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับกลุ่มบริษัทซีพี และเครือข่ายพันธมิตร เปิดพื้นที่ร่วมอบรมและบ่มเพาะผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีรายย่อย ให้พร้อมปรับตัวและขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว ในหลักสูตร “IBEs Driving Green Innovation” หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้ได้รับทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์เชิงปฏิบัติ ที่จะสามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรได้ทันที และพร้อมเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศบนฐานของความยั่งยืนในอนาคต โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครเรียนหลักสูตรฯได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้ – 23 พฤษภาคม 2568

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า ท่ามกลางบริบทของเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ภูมิอากาศ และพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยการให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมสีเขียวมาปรับใช้กับธุรกิจ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงสร้างความแตกต่างในตลาด ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

จากแนวทางดังกล่าวจึงนำมาซึ่งความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร “IBEs Driving Green Innovation” เพื่อมุ่งเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยให้พร้อมที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงองค์กรให้สามารถเติบโตในยุคที่นวัตกรรมและโซลูชันสีเขียวกำลังเป็นทางเลือก และสร้างโอกาสใหม่ทางการเติบโตได้จริง ตลอดจนขับเคลื่อนธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมได้อีกด้วย

หลักสูตรดังกล่าวออกแบบมาโดยมุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนาศักยภาพเชิงกลยุทธ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยให้สามารถคิดอย่างเป็นระบบและออกแบบนวัตกรรมได้อย่างเหมาะสมกับบริบทธุรกิจของตน 2.การจับคู่ธุรกิจ ขยายเครือข่ายกับพาร์ทเนอร์และนักลงทุน พร้อมรับคำปรึกษาจากเมนทอร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ และการเงิน เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3.การเชื่อมโยงไปสู่โอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่เข้าใจในแนวคิดธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งนี้ผู้เข้าอบรมจะได้รับทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่จะสามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรได้ทันที และพร้อมเป็นพลังใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศบนฐานของความยั่งยืนในอนาคต” ผู้อำนวยการ NIA กล่าว

ผลิต’อาหารปลา’ สุดประหยัด…ลดต้นทุน!!!

ผลิต'อาหารปลา' สุดประหยัด...ลดต้นทุน!!!

ผลิต’อาหารปลา’ สุดประหยัด…ลดต้นทุน!!!

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

นางขวัญจิรา สุวรรณ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ กล่าวว่า การเลี้ยงปลา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพของเกษตรกรเพื่อสร้างรายได้เสริมในครัวเรือน เลี้ยงง่าย สร้างรายได้งาม เพียงแค่เกษตรกรพอมีพื้นที่เล็กน้อยบริเวณข้างบ้านหรือไม่ไกลบ้านมากนัก แต่ต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำจะเป็นบ่อน้ำ หรือลำคลองก็ดี เพราะการเลี้ยงปลาต้องอาศัยน้ำเป็นหลักที่สำคัญยิ่ง  ปลาน้ำจืดเป็นที่นิยมในการเลี้ยงและเป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภคทั่วไป ได้แก่ ปลานิล ปลาทับทิม และปลาชนิดอื่นๆ เพราะสามารถนำปลาสดไปประกอบอาหารได้หลากหลายรูปแบบ หรือนำไปแปรรูปเพื่อการถนอมอาหาร เช่น ทำปลาแดดเดียว ปลาแห้ง และปลาส้ม ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าอีกด้วย

ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงปลาดุก ปลาหมอ ปลานิล ปลาสลิด ทั้งในบ่อซีเมนต์และบ่อดิน ซึ่งเลี้ยงได้เองแบบง่าย ๆ เกษตรกรบางรายเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวจึงทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง งานประมง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อีกหนึ่งหน่วยงานร่วมของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ที่มีภารกิจแจกจ่ายพันธุ์ปลาน้ำจืดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพการเลี้ยงปลาให้กับเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะปลานิลซึ่งเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และทนน้ำเปรี้ยว เหมาะสำหรับเลี้ยงเพื่อบริโภคและการจำหน่าย แต่เมื่ออาหารปลามีราคาที่สูงขึ้นทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เจ้าหน้าที่งานประมง ได้ส่งเสริมการผลิตอาหารปลาลดต้นทุนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางประหยัดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงปลาให้กับเกษตรกร

โดยปกติแล้วการเลี้ยงปลาก็จะมีต้นทุนหลักเป็นค่าอาหาร ถ้าหากเราทำการผลิตอาหารปลาใช้เองจะทำให้ลดต้นทุนเกษตรกรผู้เลี้ยงมีกำไรที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาใช้หาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารปลา และมีราคาถูก เมื่อนำมาผลิตเป็นอาหารปลาแล้วก็จะมีราคาถูกกว่าอาหารสำเร็จรูปค่อนข้างมาก และจะช่วยเพิ่มผลกำไรในการเลี้ยงปลาได้อีกด้วย

สูตรอาหารปลาลดต้นทุน เจ้าหน้าที่งานประมง ได้คิดค้นวิธีการผลิตอาหารปลาลดต้นทุนขึ้นพร้อมแนะนำให้เกษตรกรผลิตใช้เองที่บ้าน สะดวกและปลอดภัยไร้สารพิษเจือปน โดยใช้วิธีการ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ 1.วิธีการผลิตอาหารปลาแบบปั้นเป็นก้อน และ 2.วิธีการผลิตอาหารปลาแบบอัดเม็ด วัตถุดิบที่ใช้มีความใกล้เคียงกันมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมือนกัน แต่ขั้นตอนในการผลิตมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้

1.วิธีการผลิตอาหารปลาแบบปั้นเป็นก้อน จัดเตรียมวัตถุดิบในการผลิตดังนี้ 1) กล้วย 4 ส่วน 2) รำละเอียด 4 ส่วน 3) ปลาป่น 1 ส่วน 4) กากน้ำตาล 1 ส่วน วิธีทำ ให้นำส่วนผสมมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน เติมน้ำเปล่าเล็กน้อย นวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันและจับตัวกันเป็นก้อน หากอาหารแห้งไปไม่จับตัวกันให้เติมน้ำลงไปและนวดต่อ เมื่ออาหารจับตัวกันได้ดีก็นำมาปั้นเป็นก้อน สามารถเอาไปใช้เป็นอาหารปลาได้เลย สำหรับอาหารประเภทนี้ก็จำเป็นจะต้องใช้ควบคู่กับยอให้อาหารปลา

ส่วนรูปแบบที่ 2.วิธีการผลิตอาหารปลาแบบอัดเม็ด ให้จัดเตรียมวัตถุดิบในการผลิต ดังนี้ 1) ปลาป่น 4 ส่วน 2) รำข้าว 2 ส่วน 3) ใบหม่อน 2 ส่วน 4) ปลายข้าว 2 ส่วน 5) กากน้ำตาลและน้ำมันพืช รวมกัน 5 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ให้นำวัตถุดิบทั้งหมดมาผสมให้เข้ากันและเข้าเครื่องอัดเม็ด หากวัตถุดิบยังไม่ละเอียดให้เข้าเครื่องบดอัดเป็นครั้งที่สอง จากนั้นก็นำเม็ดอาหารที่ได้ไปผึ่งลมให้แห้ง ก็สามารถนำไปเป็นอาหารปลาได้เลย โดยอาหารอัดเม็ดสามารถเก็บไว้ใช้งานมากกว่าอาหารปั้นก้อนได้เป็นสัปดาห์

ถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกร หลังจากทำการผลิตอาหารปลาทั้ง 2 วิธีแล้ว เจ้าหน้าที่งานประมง ก็ได้นำความรู้เกี่ยวกับการผลิตอาหารปลาแบบลดต้นทุนไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรภายใต้โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในบ่อดินเปรี้ยวที่ปรับปรุงแล้ว จำนวน 60 ราย เช่น บ้านพิกุลทอง บ้านเปล หมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะ บ้านปีแนมูดอ บ้านโคกอิฐ-โคกใน บ้านกำแพง โดยในโครงการฯ ได้มีการฝึกอบรมพร้อมสาธิตขั้นตอนการผลิตอาหารปลาซึ่งเกษตรกรสามารถนำความรู้กลับไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองได้ และที่สำคัญ คือหลักการเลี้ยงปลาต้องมีการเตรียมบ่อ การจัดการคุณภาพน้ำ และการให้อาหารเสริมที่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของปลา ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชนิดของปลาที่เลี้ยงเพื่อให้การเลี้ยงปลาประสบความสำเร็จและคุ้มค่ามากที่สุด

งานประมง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ ด้านการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปลา การแสดงพันธุ์ปลานานาชนิดในพื้นที่พรุ และสาธิตการผลิตอาหารปลาสูตรต่างๆ ให้แก่ผู้สนใจ จึงขอเชิญเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ได้เข้ามาศึกษา เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติได้ หรือผู้ที่เลี้ยงปลาอยู่แล้วมีความสนใจในการผลิตอาหารปลาแบบลดต้นทุน ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้ขั้นตอนการผลิต หรือสามารถเข้ามาทดลองฝึกปฏิบัติผลิตอาหารปลาแบบลดต้นทุนได้  ตามวันและเวลาราชการ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่งานประมง โทรศัพท์ 073 535 062

– 006

มจธ.สานพลัง บพท.หนุนเสริมการศึกษา-ทุนวัฒนธรรม ‘กะเหรี่ยงราชบุรี’

มจธ.สานพลัง บพท.หนุนเสริมการศึกษา-ทุนวัฒนธรรม ‘กะเหรี่ยงราชบุรี’

มจธ.สานพลัง บพท.หนุนเสริมการศึกษา-ทุนวัฒนธรรม ‘กะเหรี่ยงราชบุรี’

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

บพท.อัดฉีดทุนวิจัยหนุน มจธ. พัฒนาชุดความรู้สร้างนวัตกรรมการศึกษา-นวัตกรเชิงวัฒนธรรม เสริมสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดราชบุรี และจังหวัดชายขอบ

รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงโครงการวิจัยการพัฒนาการเรียนรู้ สมรรถนะฐานอาชีพสำหรับนักเรียนด้อยโอกาสและนวัตกรรมเชิงระบบเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนชายขอบ จังหวัดราชบุรี และโครงการวิจัยทุนทางวัฒนธรรมกะเหรี่ยงโผล่งในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ช่วงราชบุรีและเพชรบุรี ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ดำเนินการโดยคณาจารย์นักวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท. โดยกล่าวว่า โครงการวิจัยทั้ง 2 โครงการดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และมีเป้าหมายสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแก่ชุมชนในพื้นที่ชายขอบ ที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ชุดความรู้จากงานวิจัย ไปออกแบบเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอน ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และประยุกต์ฐานทุนทางวัฒนธรรม ตลอดจนทรัพยากรในพื้นที่ มาสร้างมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่มีความมั่นคง-ยั่งยืน

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่าโครงการวิจัยการพัฒนาการเรียนรู้ สมรรถนะฐานอาชีพสำหรับนักเรียนด้อยโอกาสและนวัตกรรมเชิงระบบเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนชายขอบ จังหวัดราชบุรี ได้กำหนดพื้นที่วิจัยครอบคลุม 6 อำเภอของจังหวัดราชบุรี ได้แก่ สวนผึ้ง, บ้านคา, จอมบึง, บ้านโป่ง, โพธาราม และอำเภอเมือง ซึ่งริเริ่มดำเนินการในช่วงเวลาที่โรคโควิด-19 มีการแพร่ระบาด และเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนในโรงเรียน ทำให้นักเรียนขาดโอกาสทางการศึกษา โดยคณะนักวิจัยได้ค้นคว้าวิจัยแสวงหาแนวทางและเครื่องมือที่จะแก้ปัญหา ก้าวข้ามข้อจำกัดและอุปสรรค เพื่อทำให้นักเรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ถือเป็นโมเดลการจัดการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ที่ตอบโจทย์และยั่งยืน ด้วยการวางระบบ กลไกช่วยเหลือครู โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นกลไกสำคัญ

“คณะนักวิจัยค้นพบว่ากลไกอาสาสมัครเพื่อการศึกษาประจำหมู่บ้าน (อศม.) ด้วยการประยุกต์แนว ความคิดมาจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ในระบบสาธารณสุข สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ โดยให้ทำหน้าที่เป็นเสมือนครูช่วยสอน ซึ่งได้ผลดีเยี่ยม”

นายศุเรนทร์  ฐปนางกูร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและสนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวงและโครงการตามพระราชดำริ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ชี้แจงเพิ่มเติมว่า แนวทางในการพัฒนา อศม. หรืออาสาสมัครเพื่อการศึกษาประจำหมู่บ้าน นับเป็น “นวัตกรรมอาสาสมัครการศึกษา” สามารถแก้ไขปัญหานักเรียนตกหล่นทางการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างได้ผล โดยคณะวิจัยจะคัดสรรบุคคลจิตอาสาซึ่งมีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับนับถือของชุมชน ไปรับการอบรมทักษะการถ่ายทอดวิชาความรู้ เพื่อไปทำหน้าที่ อศม. สอนนักเรียนในหมู่บ้าน

“นอกจาก อศม.แล้ว คณะวิจัยยังพัฒนาสื่อช่วยสอน และเครื่องมือช่วยสอนสำหรับ อศม. ด้วยการพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรที่มีทั้งวิชาการ และวิชาชีพที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน บันทึกไฟล์เสียงใส่ทรัมป์ไดร์ฟ สำหรับไปถ่ายทอดสู่การรับรู้ของผู้เรียน ผ่านวิทยุทรานซิสเตอร์ เพื่อความสะดวกคล่องตัว เนื่องจากบริเวณพื้นที่ชายขอบจะมีปัญหาข้อจำกัดเรื่องสัญญาณอินเตอร์เน็ต และระบบไฟฟ้า”

นางสาวญาณิฐา  สินธุศิริ ครูชำนาญการ โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 บ้านบ่อหวี ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องของโครงการวิจัยการพัฒนาการเรียนรู้ สมรรถนะฐานอาชีพสำหรับนักเรียนด้อยโอกาสและนวัตกรรมเชิงระบบเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนชายขอบ จังหวัดราชบุรี กล่าวว่าโครงการวิจัยดังกล่าวมีบทบาทอย่างสูงในการแก้ปัญหานักเรียนตกหล่นกลางคันได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเสริมทักษะด้านอาชีพ ด้านการจัดการ แก่ทั้งตัวนักเรียน รวมไปถึงผู้ปกครองอีกด้วย

ไม่เพียงเฉพาะความรู้ทางวิชาการทักษะด้านอาชีพเท่านั้น โครงการวิจัยภายใต้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยการสนับสนุนทุนวิจัย จาก บพท.  ยังมุ่งเน้นการขับเคลื่อน-เชื่อมต่อบนฐานทุนวัฒนธรรมและทรัพยากรในท้องถิ่น ซึ่ง ผศ.นันทนา บุญลออ นักวิจัยภายใต้กรอบการจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและสำนึกท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยกะเหรี่ยง พื้นที่แถบเทือกเขาตะนาวศรี กล่าวว่า ผลจากการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงโรงเรียน-ชุมชน-ครัวเรือนเข้าด้วยกัน จากการสืบค้นทุนทางวัฒนธรรมและการนำไปสร้างให้เกิดมูลค่า โดยมุ่งเน้นสนองความต้องการของชุมชน สอดคล้องกับเศรษฐกิจชุมชน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในชุมชน

โดยในระยะต่อมา สามารถกระตุ้นให้เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกรชุมชน นวัตกรเชิงวัฒนธรรม นักจัดการข้อมูลวัฒนธรรมของพื้นที่ เกิดศูนย์เรียนรู้ศิลปะการย้อมสีธรรมชาติและหัตถกรรมผ้ากะเหรี่ยง ศูนย์เรียนรู้หัตถกรรมการตีเม็ดเงินกะเหรี่ยง ศูนย์เรียนรู้การขึ้นรูปภาชนะจากใบไม้และเส้นใยธรรมชาติ ตลาดวิถีวัฒนธรรม อีกทั้งยังสนับสนุนให้นักเรียนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกความเป็นจริงที่สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

การเชื่อมต่อประชาคมวัฒนธรรมของพื้นที่ต่างๆ  และก้าวสู่การสร้างแพลตฟอร์มในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสำนึกท้องถิ่นบนฐานทุนวัฒนธรรมในปีปัจจุบันผ่านโครงการตลาดวิถีวัฒนธรรมกะเหรี่ยงน่าเอ๊ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนบนฐานทุนวัฒนธรรมและการบริหารจัดการตลาดวัฒนธรรมเพื่อสร้างสมดุลของเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ชาติพันธุ์ ///-026

‘บิ๊ก กพฐ.’ขันน๊อตโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯ ยึดมาตรการความพร้อม5ด้าน นักเรียน-ครูปลอดภัยอันดับ 1

'บิ๊ก กพฐ.'ขันน๊อตโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯ ยึดมาตรการความพร้อม5ด้าน นักเรียน-ครูปลอดภัยอันดับ 1

‘บิ๊ก กพฐ.’ขันน๊อตโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯ ยึดมาตรการความพร้อม5ด้าน นักเรียน-ครูปลอดภัยอันดับ 1

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

‘บิ๊ก กพฐ.’ ขันน๊อตโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯยึดมารการความพร้อม 5 ด้าน นักเรียน-ครู ปลอดภัยอันดับ 1

20 พฤษภาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ครั้งที่ 19/2568  เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย “ เรียนดี มีความสุข” และกิจกรรมเปิดภาคเรียน โดยมี นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลชาธิการ กพฐ.) และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ในวันนี้ตนได้เน้นย้ำถึงกิจกรรมการเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 โดยภาพรวมทั้งประเทศ ทุกโรงเรียนสามารถเปิดเรียนได้เรียบร้อยดี  รวมทั้งโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหาความไม่สงบ แต่ทุกโรงเรียนก็สามารถเปิดการเรียนการสอนได้จนถึงวันนี้ยังไม่มีโรงเรียนใดสั่งปิด นอกจากนี้ ในช่วงเปิดภาคเรียน สพฐ.ได้เน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนและทุกเขตพื้นที่ฯ ดูแลเรื่องความปลอดภัยของสถานศึกษา และความปลอดภัยของนักเรียนและครู ทุกโรงเรียนจะต้องไม่มีปัญหาเรื่องยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า การพนันออนไลน์ การทะเลาะทะเลาะวิวาท โดยให้ทุกโรงเรียนเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดเหตุ  รวมทั้งให้เฝ้าระวัง การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มว่าจะมีการแพร่ระบาดสูงขึ้น ดังนั้น เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง ให้ใช้มาตรการเดิมที่เคยใช้และได้ผลมาแล้ว จึงให้โรงเรียนเอาใจใส่และให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษเพื่อความปลอดภัยของนักเรียร ครูและบุคลากรทางการศึกษา

สำหรับในเรื่องการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ และสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนต้องติดตามช่วยเหลือเด็กทุกคนให้ได้กลับมาเรียน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีปัญหาเรื่องการดรอปเอาท์ ให้โรงเรียนตามกลับมาให้ได้เรียนทุกคน 

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ได้เน้นย้ำเนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ โดย มติของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ยกเลิกครูอยู่เวรม และให้อาศัยเครือข่ายต่างๆ ดังนั้น จึงขอให้ผู้บริหารโรงเรียนประสานกับเครือข่าย ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ หรือชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน ให้ช่วยเข้ามาดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียนและทรัพย์สินของทางราชการ แทนครู 

“ขอเน้นย้ำว่าทุกโรงเรียนต้อง ไม่สั่งให้ครูมาอยู่เวร หรือมาอยู่เวณในลักษณะรักษาการณ์ในสถานที่ราชการ เพราะจะผิดมติ ครม. เพราะมติครม. ก็คือกฎหมายื ดังนั้นเราจึงต้องใช้เครือข่ายพี่น้องประชาชนหรือหน่วยงานอื่นๆช่วยเข้ามาดูแลและให้เขารู้สึกว่าโรงเรียนคือทรัพย์สินของลูกหลาน ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันดูแล” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเรียนนั้น ขณะนี้ได้มีการสำรวจข้อมูล ไปถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ก็จะทราบว่าจำนวนนักเรียนเพิ่มหรือลด จากนั้น สพฐ.จะได้เร่งจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายหลายหัวไปให้นักเรียนต่อไป รวมถึงจะทราบจำนวนการโยกย้ายของครู

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงการเตรียมแผนเผชิญเหตุ โดยให้ทุกโรงเรียนต้องเตรียมความพร้อม วันนี้ลูกเปลี่ยนไปไป อุณหภูมิเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน จากโลกร้อน เป็นโรคเดือดแล้ว เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ต่างๆจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงได้เน้นย้ำให้ทุกโรงเรียน ดังนั้น นอกจากมีแผนเผชิญเหตุแล้วจะต้องมีการซักซ้อม ยกตัวอย่าง ทุกโรงเรียนมีแผนเผชิญเหตุเรื่องแผ่นดินไหวแล้ว แต่ไม่ได้มีการซักซ้อม ดังนั้น ต่อไปนี้จะต้องมีการซักซ้อมด้วยว่าหากเกิดเหตุแผ่นดินไหว เกิดซึนามิ  ไฟไหม้ จะมีวิธีเอาตัวรอดอย่างไร 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า วันนี้ได้เกิดเพลิงไหม้ห้องเก็บของด้านหลังหอประชุมโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก กทม. ขณะเกิดเหตุมีนักเรียน 500 คน กำลังอบรมคคุณธรรม แต่ทางโรงเรียนได้อพยพนักเรียนลงมาได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผู้ติดค้างอยู่ภายในอาคาร   เจ้าหน้าที่ ปภ.เขตหนองจอก สามารถเข้าไปควบคุมเพลิงไว้ได้ พร้อมมีฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายปกครอง มูลนิธิฯอาสากู้ภัย เข้ามาช่วยดูแลสถานการณ์  ขณะนี้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว  ไม่มีนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว ซึ่งอาคารดังกล่าวไม่ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้ามาเป็นระยะเวลานาน อาจเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรได้  โดยทางโรงเรียนได้ดำเนินการ สร้างความเข้าใจกับนักเรียน และดูแลให้กำลังใจนักเรียนที่ประสบเหตุ และโรงเรียนได้ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงเพื่อหาสาเหตุของเพลิงไหม้และประเมินความเสียหายของอาคารต่อไป

“เหตุการณ์นี้ ทางโรงเรียน สามารถอพยพ นักเรียนออกมาได้ทั้งหมด ก่อนที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดับเพลิงได้อย่างเรียบร้อย เพราะทางโรงเรียนมีแผนเผชิญเหตุและได้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุไว้เป็นอย่างดี และก่อนนี้ สพฐ.ก็ได้เน้นย้ำไปแล้วว่า ทุกโรงเรียนจะต้องมีแผนเผชิญเหตุ และให้มีการซักซ้อมด้วย พร้อมเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของนักเรียนและครูต้องมาเป็นอันดับ1“

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำเรื่องการประชาสัมพันธ์งานมหกรรมการศึกษาไทย-จีน เนื่องจากปีนี้มีกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ จะร่วมกับสถานทูตจีน จัดงานในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ณ ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 16.30 น. โดยจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การแสดงไทย-จีน ปาฐกถาพิเศษ โดยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน การเสวนาด้านการศึกษา โดย สพฐ.จะไปร่วมเวทีเสวนา “ทิศทางการศึกษาไทย-จีน เพื่อการส่งเสริมการมีงานทำ” , ”การเรียนการสอนภาษาจีน : ความสำเร็จและความท้าทาย“ ,  ”การนำเสนอแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Best Practice) การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีน“ 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่าเมื่อเร็วๆนี้พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ได้เดินทางไปเข้าร่วมประชุมระดับโลกด้านการศึกษาดิจิทัล ประจำปี 2568 World Digital Education  conference) ที่ สาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งจีนเป็นเจ้าภาพื โดยจีนได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากทุกประเทศทั่วโลก มาร่วมประชุมเพื่อการจัดการการศึกษาดิจิทัล  ซึ่งประเทศจีนมีความก้าวล้ำในเรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เพื่อการจัดการการศึกษา จะเห็นได้ว่าประเทศจีนได้เริ่มใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เพื่อการจัดการการศึกษาตั้งแต่ ระดับอนุบาล ระดับประถม และระดับมัธยม และในสถานศึกษาใช้สมาร์ทคลาสรูมเกือบทุกโรงเรียนแล้ว ดังนั้นเด็กเครื่องจะเข้าถึง AI เข้าถึงเทคโนโลยีได้ค่อนข้างดีมาก 

“เท่าที่เราไปเห็นก็ พบว่าเทคโนโลยีเทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ดี ก็เป็นแนวคิด เป็นแนวทาง ที่จะทำให้ประเทศไทยเราจะต้องเร่งพัฒนาเรื่องของ AI กับการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมากขึ้น”

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สำหรับนโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime ตามนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นั้น สพฐ.ยังยืนยันตามแผนว่า ในเทอม 2 ปีการศึกษา 2568 นี้ สพฐ. จะเริ่มโครงการ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime ขณะนี้ สพฐ.ได้ดำเนินการอยู่ในขั้นประชาพิจารณ์ และบางเรื่องประชาพิจารณ์เสร็จแล้ว และอยู่ในขั้นการจัดหา จัดซื้อ จัดจ้าง หรือเช่า  ส่วนโครงการที่ประชาพิจารณ์แล้วยังมีข้อท้วงติง สพฐ.ก็ได้นำมาปรับและทำประชาพิจารณ์ใหม่ ดังนั้น สพฐ.ยืนยันว่า ตามแผนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 นี้ทุกอย่างต้องเรียบร้อย

‘ศุภมาส’ โชว์วิสัยทัศน์ใช้ AI ยกระดับคุณภาพ – ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย

'ศุภมาส' โชว์วิสัยทัศน์ใช้ AI ยกระดับคุณภาพ - ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย

‘ศุภมาส’ โชว์วิสัยทัศน์ใช้ AI ยกระดับคุณภาพ – ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.02 น.

“ศุภมาส” โชว์วิสัยทัศน์ใช้ AI ยกระดับคุณภาพ – ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในไทย  บนเวทีการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาใหญ่ที่สุดในโลก The 21st Annual Education World Forum 2025 (EWF) ที่สหราชอาณาจักร พร้อมดำเนินโครงการ “AI University” วางรากฐานสู่ Education 6.0 ให้สอดคล้องกับการศึกษาโลก ที่ประชุมชื่นชมยกให้เป็นกรณีศึกษาของประเทศกำลังพัฒนา

19 พฤษภาคม 2568 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุม The 21st Annual Education World Forum 2025 (EWF) ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเวทีการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีรัฐมนตรีจากกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาระบบการศึกษาสู่อนาคตภายใต้หัวข้อหลัก “From Stability to Growth: Building Stronger Bolder Better Education Together”

น.ส.ศุภมาส ได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Technology’s Role in Education: Improving Equity and Quality” ร่วมกับ Mr. Anderson Adlercreutz รัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาของฟินแลนด์ Mr. Saysat Nurbek รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และอุดมศึกษาของคาซัคสถาน และ Mr. Ian Pratt ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท HP โดยมี Mr. Gavin Dykes, EWF Programme Chair เป็นผู้ดำเนินรายการ

โดย น.ส.ศุภมาส ได้นำเสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างมาก โดยหลายประเทศแสดงความสนใจในแนวทางของไทยที่บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับนโยบายการศึกษาระดับชาติ พร้อมยกย่องให้เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจของประเทศกำลังพัฒนาในการเดินหน้าสู่ระบบการศึกษายุคใหม่

“ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โอกาสในการยกระดับฐานะทางสังคมที่ยังจำกัด และอุปสรรคนานัปการที่ขัดขวางการพัฒนาของชุมชนในพื้นที่ห่างไกล และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส โดยเราทราบดีว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ประเทศไทยจึงได้วางนโยบายระดับชาติในเรื่อง “AI for Education” และริเริ่มโครงการสำคัญ “AI University” เพื่อวางรากฐานสู่ Education 6.0 ซึ่งเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และครอบคลุมทุกมิติ เหมาะสมกับบริบทของโลกอนาคต” รมว.กระทรวง อว.กล่าว

น.ส.ศุภมาส กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้แล้ว ประเทศไทยยังมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการสำคัญต่าง ๆ อาทิ โครงการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) หรือหลักสูตรแซนด์บอกส์ การสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาในส่วนภูมิภาคใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่นในหลายภาคส่วน เช่น เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และธุรกิจขนาดเล็ก อันเป็นการรับประกันว่าประโยชน์ของการศึกษาจะสามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในเขตเมือง ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยได้เปิดตัว ระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนสะสมและโอนหน่วยกิตระหว่างสถาบันการศึกษาได้ตลอดชีวิต  การส่งเสริมโครงการสหกิจศึกษา (Cooperative Education Programme) เพื่อเชื่อมโยงผู้เรียนกับประสบการณ์จริงผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม Skill Future Thailand จะเป็นแหล่งรวมหลักสูตรการเรียนรู้แบบแยกส่วนและมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อสนับสนุนการเพิ่มพูนทักษะและการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตลอดช่วงชีวิต

น.ส.ศุภมาส กล่าวอีกว่า ความมุ่งมั่นและความพยายามเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาวของประเทศไทย  ซึ่งกำลังเตรียมความพร้อมด้านทักษะของกำลังคนสำหรับภาคส่วนเศรษฐกิจสำคัญแห่งอนาคต อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และ AI ขณะเดียวกัน ก็มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วมโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และผู้เรียนทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ การบรรลุความเท่าเทียมในการศึกษามิได้จำกัดอยู่เพียงการขยายโอกาสในการเข้าถึงเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยระบบการศึกษาที่มีคุณธรรม จริยธรรม ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นอนาคต และขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะวางรากฐานของระบบการศึกษาด้วยองค์ความรู้ด้าน AI และหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้สร้างสรรค์ นักแก้ปัญหา และพลเมืองที่มีความรับผิดชอบในยุคดิจิทัล การสร้างสรรค์อนาคตของการศึกษาและ AI จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออันแข็งแกร่งจากทุกภาคส่วน การแลกเปลี่ยนแนวคิด การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่ระบบการศึกษาที่ส่งเสริมศักยภาพของผู้คนและขยายโอกาสให้แก่ทุกคนอย่างแท้จริง

“ประเทศไทยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการขยายโอกาสทางการศึกษาเท่านั้น แต่เราต้องการสร้างระบบที่มีคุณธรรม ยืดหยุ่น และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างแท้จริง เราต้องการให้ทุกคนมีศักยภาพเป็นผู้สร้างสรรค์ เป็นนักแก้ปัญหา และเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีความรับผิดชอบ” รมว.กระทรวง อว. กล่าว

ทั้งนี้ การนำเสนอของ รมว.กระทรวง อว. ในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากหลากหลายประเทศแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เข้มแข็งของประเทศไทยในการเป็นผู้นำเชิงนโยบายด้านการศึกษาในเวทีโลก ตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศที่พร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยความร่วมมือระหว่างเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเท่าเทียม

สำหรับการประชุม The 21st Annual Education World Forum 2025 ได้กำหนดหัวข้อสำคัญในการหารือ ประกอบด้วย เสถียรภาพ ความเสมอภาค คุณภาพ นวัตกรรม และ การเติบโต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาของกระทรวง อว. ในการเน้นย้ำอย่างชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเพื่อสร้างความเท่าเทียม ยกระดับคุณภาพ และขับเคลื่อนการเติบโต ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นเพื่อระบบการศึกษาที่มั่งคงและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

-(016)