หลักสูตร 4ส 15 ดูงานพื้นที่ภาคกลาง ทฤษฎีและปฏิบัติประยุกต์อย่างกลมกลืน

หลักสูตร 4ส 15 ดูงานพื้นที่ภาคกลาง ทฤษฎีและปฏิบัติประยุกต์อย่างกลมกลืน

หลักสูตร 4ส 15 ดูงานพื้นที่ภาคกลาง ทฤษฎีและปฏิบัติประยุกต์อย่างกลมกลืน

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

หลักสูตร 4ส15 สถาบันพระปกเกล้า กับการดูงาน 3 จังหวัดภาคกลาง ตอกย้ำการนำความรู้จากห้องเรียนพบกับความจริง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองทั้งกับคนในท้องที่และในกลุ่มนักศึกษาเอง

ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ชี้การดูงานคือการต่อยอดจากห้องเรียน ขณะที่นักศึกษาตัวแทนภาครัฐย้ำประโยชน์ที่ได้รับมากมายกว่าที่คิด ด้านนักศึกษาตัวแทนภาคเอกชนเผยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในธุรกิจและสังคม

นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงการศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่  15 หรือ 4ส15 ว่าการดูงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของหลักสูตร ที่ต้องการให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพความขัดแย้ง สาเหตุ และวิธีแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งจากการจัดการฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และความขัดแย้งในสังคมพหุลักษณ์

“การดูงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษานำความรู้จากในห้องเรียนนำไปใช้กับของจริง ขณะเดียวกันก็ได้เจอของจริงนำมาแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้ที่อยู่ในสถานการณ์จริงรวมทั้งกับนักศึกษาด้วยกันเอง ถือเป็นการต่อยอดจากทฤษฎีและปฏิบัติ และปฏิบัติกลมกลืนกับทฤษฏี นำไปสู่การตัดสินใจในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีในทุกเหตุการณ์ในอนาคตของทุก ๆ คน จากการลงพื้นที่จริง ทุกเหตุการณ์จริงจึงไม่ชัดเจนทั้งหมด ต้องมีการวิเคราะห์ การถามหาคำตอบจนเป็นองค์ความรู้ที่ดีเป็นอำนาจในการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องต่อสู้กัน”

นายศุภณัฐ กล่าวต่ออีกว่าการดูงานและการศึกษาหลักสูตรนี้ทำให้มีเจตคติที่ยอมรับและเห็นคุณค่าของความแตกต่างหลากหลายในสังคม รวมทั้งยึดมั่นสันติวิธีทั้งในสำนึกและพฤติกรรม โดยเน้นการสร้างสันติวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง  เพื่อทำให้สังคมไทยพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้ก้าวหน้าสู่สันติวิธี มิติเชิงคุณค่าได้ดียิ่งขึ้น

ด้านนายธิติ คุ้มรักษ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญามีนบุรี สำนักงานอัยการสูงสุด หนึ่งในนักศึกษารุ่น 15 จากภาคราชการ กล่าวว่าการเข้าเรียนหลักสูตรนี้ทำให้มีทักษะในการสร้างสันติสุขในสังคม ในมิติของการป้องกัน การจัดการและแก้ไขความขัดแย้ง และแปรเปลี่ยนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้กลายเป็นความรุนแรง ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมากเพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าแทนแก้ที่ปัญหา โดยเน้นแบบยั่งยืน และการเยียวยาสร้างความสมานฉันท์ให้กลับคืนสู่สังคม

“การดูงานครั้งนี้หลายอย่างเป็นความรู้ใหม่ เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยศึกษาและรับราชการมาก่อน ที่สำคัญสามารถนำไปใช้ได้จริงในการทำงาน เพราะหลักสูตรนี้จากการศึกษาที่ผ่านมายังรู้สึกเสียดายถ้าหากได้ศึกษาหลักสูตรเช่นนี้เมื่อก่อนหน้านี้สัก 10 ปี น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้มากกว่าที่ผ่านมา ที่สำคัญในหลักสูตรและการดูงานมีความครบถ้วนทุกสถานการณ์ในเรื่องความขัดแย้ง นับเป็นความหวังของสังคมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในหลาย ๆ เรื่องในหลายพื้นที่ หลักสูตรนี้จึงเหมาะสมกับผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง” นายธิติ กล่าว

ด้านนายพลัฏฐ์ ยิ้มประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ ไมนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด หนึ่งในนักศึกษารุ่น 15 จากภาคเอกชน กล่าวว่าในการศึกษาและการดูงานครั้งนี้ ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนกับบุคคลจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในชั้นเรียนและในพื้นที่มาวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งและสร้างสันติสุข ในสังคมอย่างเป็นระบบพร้อมนำเสนอต่อสังคมและผู้เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหา จากผู้เข้ารับการอบรมที่มีภูมิหลังที่แตกต่างกัน สะท้อนถึงความหลากหลายในสังคม อันจะนำไปสู่การเกิดเจตนารมณ์ร่วมที่จะสานต่อพลังในการเสริมสร้างสังคมสันติสุขในรูปของเครือข่ายผู้เข้ารับการศึกษาอบรมอย่างมีประสิทธิภาพ

“หลายอย่างสามารถนำมาปรับใช้ในธุรกิจที่ทำอยู่ อย่างเช่น ศาสตร์พระราชา ที่เมื่อนำไปประยุกต์ใช้ทำให้โครงการสามารถผ่านพ้นวิกฤติได้ จากการทำงานในภาคเอกชนและมุมมองแบบวิศวะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ก็ได้เรียนรู้ว่า ในทางสังคมการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้นไม่สามารถชี้ถูกหรือผิดได้ทุกเรื่องเช่นวิทยาศาสตร์ ที่เมื่อหนึ่งบวกหนึ่งต้องได้สองทุกครั้ง เพราะการพูดคุย การรับฟัง การยอมรับ และการยืดหยุ่นในการแก้ปัญหากลับสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่าการชี้ไปเลยว่าต้องทำเช่นนี้ หรือบอกว่าทำเช่นนี้ผิดเป็นต้น” นายพลัฎฐ์ กล่าว

-(016)

สกสค.จับมือ ร้านอาหาร มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม ลดค่าครองชีพครู

สกสค.จับมือ ร้านอาหาร มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม ลดค่าครองชีพครู

สกสค.จับมือ ร้านอาหาร มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม ลดค่าครองชีพครู

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) และนายวันชัย เรืองกิจภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเพื่อสวัสดิการ สวัสดิภาพและสิทธิประโยชน์ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการดำรงชีวิตการจัดสวัสดิการส่วนลดค่าของชีพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง สาขารามอินทรา กรุงเทพฯ 

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการ สกสคกล่าวว่า เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สกสค.ขอเปิดความร่วมมือกับภาคเอกชน ที่มาร่วมมือกับภาครัฐ จากปี 2567 ต่อยอดมาในปี 2568 มีผู้ประกอบการร้านค้ากว่า 1,300 ร้านค้า ครอบคลุม 77 จังหวัด โดยครั้งนี้ สกสค. ร่วมมือกับกับร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง ซึ่งจะให้ส่วนลดกับผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ 10% สำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม 

ส่วนที่เลือกโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เนื่องจากครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับวงการการศึกษา สร้างเยาวชนของชาติ และเป็นที่ทราบกันดีว่าครูไม่ได้มีรายได้เยอะ และค่าครองชีพนับวันยิ่งสูงขึ้น จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระโดยไม่มีเงื่อนไข ถือเป็นการช่วยสร้างขวัญกำลังใจและสร้างความสุขให้กับคุณครูและบุคลากรทางการศึกษา เลขาธิการ สกสค. กล่าว

ดร.พีระพันธ์ กล่าวต่อว่า  สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ของ สกสค. ซึ่งเป็นบัตรสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษา ในบัตรจะมีชื่อและเลขประจำตัวของคุณครู เมื่อเข้ามาที่ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง ก็สามารถแสดงบัตรเพื่อจะได้รับส่วนลด 10%  ซึ่งโครงการนี้ใช้ได้กับโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง 3 สาขา คือ สาขารามอินทรา สาขาแจ้งวัฒนะ และพระราม 3 กทม. 

ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่สะดวกจะโหลดแอพเพื่อทำบัตรสมาชิก ก็สามารถใช้บริการผ่านบัตรสมาชิก สกสค.ได้ โดยสิทธิพิเศษนี้ มีระยะเวลา 1 ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป” เลขาธิการ สกสค. กล่าว

ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลระดับโลก ‘3G Awards 2025’ ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลระดับโลก ‘3G Awards 2025’ ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลระดับโลก ‘3G Awards 2025’ ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับ 2 รางวัลเกียรติยศจากเวทีระดับโลก Global Good Governance Awards (3G Awards) 2025 จัดโดยบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน Cambridge IFA International Financial Advisory ในสหราชอาณาจักร ประกอบด้วย รางวัล 3G Championship Award for Sustainable Development 2025 และ 3G Excellence Award for Green Campus 2025  ในฐานะองค์กรที่มีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน และความเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งจัดขึ้นที่  Balai Khazanah Islam Sultan Haji Hassanal Bokiah ประเทศบรูไน

ผศ.ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ผู้อำนวยศูนย์บริการวิชาการ .วลัยลักษณ์  กล่าวว่า  2 รางวัลระดับนานาชาติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของมหาวิทยาลัยภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี ที่มุ่งเน้นถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยที่สวยงามสะดวกสบายและเป็นที่ชื่นชมของผู้ที่มาเยี่ยมชม สอดคล้องกับการได้รับรางวัล 3G Excellence Award for Green Campus 2025

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยได้ขยายผลนำวิชาการ องค์ความรู้ และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ผ่านกระบวนการ “บริการวิชาการ” สู่การพัฒนาสังคมภายนอกมหาวิทยาลัยตามแนวทาง SDG ที่เห็นภาพเชิงประจักษ์สร้างงานวิชาการที่ส่งผลกระทบทั้งระดับท้องถิ่น ดับชาติ และนานาชาติ ทั้งนี้ จากผลงานยอดเยี่ยมด้าน Sustainability ดังกล่าว รศ.ดร.วาริท เจาะจิตต์ รองอธิการบดี ยังได้รับเชิญจากคณะกรรมการ 3G Awards เพื่อร่วมบรรยายแลกเปลี่ยนพร้อมเสนอความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนด้าน Sustainability และ Good Governance อีกด้วย

มบส.บริการวิชาการ นำ AI ยกระดับการประเมินมาตรฐาน-คุณภาพการศึกษา

มบส.บริการวิชาการ นำ AI ยกระดับการประเมินมาตรฐาน-คุณภาพการศึกษา

มบส.บริการวิชาการ นำ AI ยกระดับการประเมินมาตรฐาน-คุณภาพการศึกษา

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยฯ ร่วมกับสมาคมผู้ประเมินมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา พร้อมด้วยสมาคมผู้ตรวจสอบมาตรฐานสากลด้านดิจิทัลและการบริหารข้อมูล จัดอบรมผู้ปฏิบัติงาน AI สำหรับงานประเมินมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา

นางสวนิต พูนพิพัฒน์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมอบรมครั้งนี้เป็นงานบริการวิชาการแก่สังคม มีหลักสูตรที่สอดคล้องกับสมรรถนะเพื่อเป็นแนวทางในการอบรมพัฒนาศักยภาพและการต่ออายุ การรับรองผู้ประเมินภายนอก การศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มี วัตถุประสงค์พิเศษ ด้านการอาชีวศึกษา และสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้ สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และแนวทางในการอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประเมินภายนอก ตามประกาศสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ที่ 65/2568

รศ.ดร.สมบัติ ทีฆทรัพย์ ที่ปรึกษาอธิการบดี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจ มบส.ในด้านบริการวิชาการพร้อมสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยการนำเครื่องมือ AI หลากหลายประเภท ได้แก่  ระบบวิเคราะห์การเรียนรู้ ระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ ระบบวิเคราะห์ภาพและวิดีโอ ระบบวิเคราะห์เครือข่ายสังคม มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพที่สอดคล้องกับสมรรถนะสำหรับผู้ประเมินภายนอก

ดร.ทัชนันท์ กังวานตระกูล ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งหน่วยรับรองมาตรฐานสากล ISEM พร้อมดำรงตำแหน่งอุปนายกAIEAT และนายกสมาคม ADD กล่าวเสริมว่า ผู้ผ่านการอบรมจะเป็นผู้ปฏิบัติงาน AI สำหรับงานประเมินมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา ในโครงการ “การอบรมพัฒนาศักยภาพที่สอดคล้องกับสมรรถนะ สำหรับผู้ประเมินภายนอก” การจัดกิจกรรมนี้ เป็นหลักสูตรระยะเวลา 15 ชั่วโมง มีวิทยากรที่ขึ้นทะเบียนของ CTN ในฐานะหน่วยรับรองมาตรฐาน AI Governance ตามระบบสากล    

‘Learning Fest 2025’ พลิกกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งการให้! เปิดพื้นที่ ‘Givetopia อุดมการ(ณ์)ให้’เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน

‘Learning Fest 2025’ พลิกกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งการให้! เปิดพื้นที่ ‘Givetopia อุดมการ(ณ์)ให้’เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน

‘Learning Fest 2025’ พลิกกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งการให้! เปิดพื้นที่ ‘Givetopia อุดมการ(ณ์)ให้’เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และเครือข่ายพันธมิตรกว่า 70 หน่วยงาน จัดเทศกาลการเรียนรู้กรุงเทพฯ ครั้งที่ 3 “Learning Fest Bangkok 2025” ภายใต้แนวคิด “Givetopia: อุดมการ(ณ์)ให้” เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เมืองให้กลายเป็นระบบการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมแห่งการให้และการแบ่งปันอย่างเท่าเทียม เทศกาลในปีนี้มุ่งสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริงทั่วกรุงเทพฯ รวมกว่า 40 แห่ง โดยมี TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นศูนย์กลางหลักของกิจกรรมซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 พฤษภาคม 2568 พร้อมกิจกรรมมากกว่า 120 รายการ ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นพลังของการเรียนรู้ผ่านการให้ในรูปแบบต่าง ๆ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD กล่าวว่า Learning Fest ถือเป็นแรงผลักสำคัญที่จุดประกายวัฒนธรรมใหม่ของการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นจริงในเมืองไทย นับตั้งแต่เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2023 เทศกาลนี้ได้ขยายแนวคิดเรื่อง การเรียนรู้เพื่อทุกคนไปสู่จังหวัดต่างๆ เช่น นครศรีธรรมราชและนครราชสีมา และในปีหน้าเรายังจะเดินทางไปลำปาง นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ที่ชุมชนและเมืองเริ่มลุกขึ้นมาร่วมออกแบบการเรียนรู้ในแบบที่สอดคล้องกับชีวิตของตนเอง

โดยในปีนี้ TK Park จึงได้นำเสนอแนวคิด Givetopia ที่ผสานระหว่างคำว่า Give (การให้และ Utopia (ดินแดนในอุดมคติ) เพื่อจินตนาการถึงเมืองที่ทุกคนต่างมีบางสิ่งที่สามารถแบ่งปันได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลา ทักษะ ความรู้ หรือแม้แต่กำลังใจ โดย Learning Fest 2025 มุ่งหวังให้พื้นที่การเรียนรู้เหล่านี้เป็นต้นแบบของเมืองที่พัฒนาไปพร้อมกับความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคมโดยรวม

เทศกาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมรายปี แต่คือพื้นที่ที่ทุกคนได้มามีส่วนร่วม แบ่งปัน ทั้งประสบการณ์ ความรู้ และแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยกันสร้างอนาคตของสังคมไทยให้มีรากฐานบนความเข้าใจและความเท่าเทียม ดร.ทวารัฐ กล่าว

นายวัฒนชัย วินิจจะกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) กล่าวว่า เทศกาลในปีนี้ชวนสังคมมองเห็นว่า “การให้” ไม่ใช่แค่คุณค่าทางศีลธรรม แต่คือพลังในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงได้จริง เพราะการเรียนรู้ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการให้ และสามารถขยายต่อไปในระดับบุคคล ชุมชน ไปจนถึงระดับเมือง

ภายในเทศกาล ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกิจกรรมหลากหลายที่สะท้อนมิติของการให้ ผ่าน 6 กลุ่มกิจกรรมหลัก ได้แก่ Tour – กิจกรรมภาคสนามที่เปิดมุมมองใหม่ของกรุงเทพฯ ผ่านการสำรวจแหล่งเรียนรู้ในย่านที่เต็มไปด้วยเรื่องราว เช่น ‘เป็นสายตานักเขียน’ Walk-shop โดย Fathom Bookspace ที่พาเดินสำรวจสวนพลูผ่านมุมมองของนักเขียน และ เที่ยวเพลินเดินบ้านครัว โดยคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ที่พาเรียนรู้วิถีชุมชนและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม พร้อมชิมอาหารท้องถิ่นต้นตำรับ , Workshop – หลากเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือทำจริง พร้อมกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และเสริมทักษะชีวิต ผ่านกิจกรรมที่สนุก เข้าถึงได้ และหลากหลาย ตั้งแต่งาน DIY ศิลปะ ถ่ายภาพ ไปจนถึงกิจกรรมพัฒนาศักยภาพในแบบเฉพาะตัว เช่น Sunshine Class Game โดย BlackBox, สำรวจต้นไม้รอบตัว สำรวจใจเราเอง โดยมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่, ห้องเรียนแห่งความเป็นไปได้ โดย Saturday School และ Positive Parenting โดย Soulful Parent ,

Showcase – นิทรรศการและพื้นที่จัดแสดงที่เล่าเรื่อง “การให้” ผ่านศิลปะและแนวคิดสร้างสรรค์ เช่น The Happily Unusual Spirit House (H.U.S.H) โดย CREAM Bangkok x NidNok ที่เปิดพื้นที่ให้จินตนาการกลายเป็นจริง และกิจกรรม Give your heart a chance to love โดยสมาคมสื่อสารอย่างสันติ ที่เปิดโอกาสให้เข้าใจตนเองและเชื่อมโยงกับผู้อื่นด้วยการสื่อสารอย่างลึกซึ้ง , Arts – งานศิลปะที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และความเข้าใจร่วมกัน เช่น The Missing Flower in Bangdung Conference ที่หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน และ Fleurissimo การแสดงศิลปะเสียง ณ ปากคลองตลาด ที่หลอมรวมเสียงดนตรีกับกลิ่นอายของดอกไม้เพื่อปลุกความทรงจำอย่างอ่อนโยน โดยสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา , Special – กิจกรรมพิเศษที่ให้ประสบการณ์แปลกใหม่ ทั้งในด้านอารมณ์และการเรียนรู้ เช่น TALK & TOUCH กับทีมสุนัขนักบำบัดแห่งประเทศไทย ที่ใช้พลังเยียวยาจาก “อุ้งเท้าเล็กๆ” เชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว และกิจกรรม Play IBGL โดยสถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ ที่ใช้การเล่นเป็นเครื่องมือเรียนรู้เชิงลึก

เมืองที่น่าอยู่ในศตวรรษนี้ไม่ได้วัดจากขนาดเศรษฐกิจหรือจำนวนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเมืองที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เรียนรู้และเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือพัฒนาทักษะ หากแต่เป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม  เทศกาลการเรียนรู้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีของกิจกรรม แต่ คือการขับเคลื่อนวาระทางวัฒนธรรมในระยะยาว ที่เปลี่ยนให้ “การเรียนรู้” กลายเป็นสิทธิร่วมของทุกคน และเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเท่าเทียมอย่างแท้จริง วันนี้ Givetopia อาจยังไม่ปรากฏอยู่บนแผนที่ แต่ถ้าทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน พร้อมที่จะให้และร่วมมือกัน ผมเชื่อว่าเมืองแห่งการเรียนรู้นี้จะเกิดขึ้นได้จริง นายวัฒนชัย กล่าว

เลขาธิการ กอศ. ปลื้มเด็กอาชีวะสายธุรกิจ วพณ.ธนบุรี ใช้ชีวิตแบบมือโปร

เลขาธิการ กอศ. ปลื้มเด็กอาชีวะสายธุรกิจ วพณ.ธนบุรี ใช้ชีวิตแบบมือโปร

เลขาธิการ กอศ. ปลื้มเด็กอาชีวะสายธุรกิจ วพณ.ธนบุรี ใช้ชีวิตแบบมือโปร

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจนักเรียน นักศึกษา และคณะครู ในโอกาสเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2568 โดยมี ดร.สาริศา พิชัยฤกษ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยและคณะให้การต้อนรับ ณ วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี  

นายยศพล เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ทุกสถานศึกษาเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2668 ทั้งด้านบุคลากร สื่อการเรียนรู้ และพื้นที่ปฏิบัติการรองรับการเรียนการสอนเชิงทักษะจริงตามบริบทของแต่ละสาขาวิชา วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งสถานศึกษาของการจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับโลกของธุรกิจ ทั้งในระดับ ปวช. ปวส. และระดับปริญญาตรี โดดเด่นในการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านพาณิชยการและธุรกิจ และเป็นศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (CVM) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล และสาขาการตลาด 

ได้ชมห้องปฏิบัติการในสาขาต่างๆที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง อาทิ ศูนย์ TCC Printing ธุรกิจงานพิมพ์ของนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล ปัจจุบันฝึกนักศึกษารุ่นที่ 10 ให้มีทักษะในการบริการ พิมพ์งานด่วน ออกแบบโปสเตอร์ ใบปลิว บัตร และถ่ายเอกสาร และเยี่ยมชมศูนย์ SHIPPOP แหล่งเรียนรู้ด้านโลจิสติกส์ของนักศึกษาสาขาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน โดยร่วมกับบริษัทขนส่งเพื่อฝึกทักษะด้านธุรกิจขนส่งพัสดุจริง ห้องปฏิบัติการโซเชียลมีเดียที่นักศึกษาสาขาการตลาด ได้ใช้เป็นพื้นที่ฝึกฝนการขายออนไลน์ รวมถึงมีการไลฟ์สดเพื่อส่งเสริมทักษะการขายผ่านแพลทฟอร์มโซเชียลมีเดีย และพูดคุยกับนักศึกษาสาขาดิจิทัลกราฟิก ที่กำลังจัดการเรียนการสอน การใช้เครื่องมือ เพื่อการสร้างงานด้านดิจิทัล เลขาธิการ กอศ. กล่าวและว่า เปิดภาคเรียนใหม่นี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนานักเรียน นักศึกษา แม้อาจมีความท้าทาย แต่ก็ถือเป็นโอกาสในการเติบโต ทุกก้าวของการเรียนรู้ คือก้าวที่พาไปสู่ความสำเร็จ พร้อมให้กำลังใจนักเรียน นักศึกษาให้ตั้งใจเรียนในสิ่งที่เลือก และพัฒนาไปสู่เป้าหมายอย่างเต็มที่ 

สอศมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีศักยภาพและมีสมรรถนะ ตามนโยบายขอ ศธ.ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนอาชีวศึกษามีความสุขในการเรียน มีรายได้ระหว่างเรียน และมีงานทำ 100% หลังจบการศึกษา เราจะจับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน ฝากให้นักศึกษาใช้เวลาช่วงเปิดภาคเรียนในการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย และดูแลสุขภาพของตนเองควบคู่ไปด้วย เลขาธิการ กอศ.กล่าว 

‘สำนักเลขาพระสังฆราช’แถลงปมเพจแพร่ข้อมูลเท็จ แอบอ้าง’พระดำรัส’

'สำนักเลขาพระสังฆราช'แถลงปมเพจแพร่ข้อมูลเท็จ แอบอ้าง'พระดำรัส'

‘สำนักเลขาพระสังฆราช’แถลงปมเพจแพร่ข้อมูลเท็จ แอบอ้าง’พระดำรัส’

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.01 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 จากกรณีมีเพจเฟซบุ๊กหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “สมเด็จพระสังฆราชทรงรับสั่งให้ประชาชนงดเอาเงินถวายพระโดยเด็ดขาดแม้กระทั่งงานศพงดใส่ซองขาวถวายพระ สาธุ” กระทั่งมีผู้แชร์ข้อความดังกล่าวเป็นจำนวนมากนั้น

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช” ได้เผยแพร่ประกาศสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จโดยแอบอ้างว่าเป็นพระดำรัส ความว่า

ด้วยปรากฏว่าได้มีการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์และเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ โดยแอบอ้างว่าเป็นพระดำรัส สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว จึงขอแจ้งให้ทราบดังนี้

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไม่เคยมีพระดำรัสด้วยถ้อยคำในลักษณะบริภาษตามที่ปรากฏในสื่อ แต่โปรดมีรับสั่งกำชับเนืองๆ ในเรื่องการบริจาคทาน การถวายจตุปัจจัยอันควรแก่สมณบริโภค และการปวารณาเป็นอุปัฏฐากพระภิกษุจำเพาะรายด้วยปัจจัยสี่ ให้กระทำตามหลักพระธรรมวินัย ด้วยการปวารณา และการมีไวยาวัจกร จึงขอสาธารณชนอย่าหลงเชื่อถ้อยคำอันถูกแต่งเติม และขออย่าได้ส่งต่อ อันเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกตำหนิโทษกันในหมู่พุทธบริษัท

อนึ่ง เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช โปรดมีพระลิขิตที่ สร. ๑๕/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ประทานพระปรารภไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้กราบทูลเสนอหลักการและแนวนโยบายสำหรับการจัดการศาสนสมบัติวัด อย่างสมสมัยและสถานการณ์ ตามหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ เพื่อนำเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณากำหนดนโยบายคณะสงฆ์ และวางมาตรการปฏิบัติ ทั้งนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ดำเนินการสนองพระปรารภแล้ว และจะได้มอบถวายมหาเถรสมาคมพิจารณาโดยถี่ถ้วนต่อไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๘

กรรมการนโยบาย ประกาศเกณฑ์คัด ผอ.ไทยพีบีเอส คนใหม่ ตอกย้ำกระบวนการคัดสรรที่โปร่งใส เป็นธรรม

กรรมการนโยบาย ประกาศเกณฑ์คัด ผอ.ไทยพีบีเอส คนใหม่ ตอกย้ำกระบวนการคัดสรรที่โปร่งใส เป็นธรรม

กรรมการนโยบาย ประกาศเกณฑ์คัด ผอ.ไทยพีบีเอส คนใหม่ ตอกย้ำกระบวนการคัดสรรที่โปร่งใส เป็นธรรม

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

กรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ต่อยอดการคัดสรรจากกรรมการสรรหาฯ ประกาศ 4 เกณฑ์สำคัญคัดเลือก ผอ.ไทยพีบีเอส เน้นทีมบริหาร และศักยภาพในการขับเคลื่อนภารกิจองค์กรให้เกิดขึ้นจริง  พร้อมให้โอกาสผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ตอกย้ำกระบวนการคัดสรรที่โปร่งใสเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการคัดเลือก ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ ว่า  “หลังจากที่ กรรมการสรรหาฯ ได้เฟ้นหาผู้สมัครจาก 22 คน จนเหลือ 4 คนสุดท้ายแล้ว คณะกรรมการนโยบายจะสานต่อจากการดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา โดยให้โอกาสผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งนอกจากความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว คณะกรรมการนโยบายจะมุ่งเน้นประเมินความพร้อมของทีมบริหารโดยเฉพาะในระดับรองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. รวมทั้งขีดความสามารถและศักยภาพในการขับเคลื่อนภารกิจองค์กรให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยจะนำสถานการณ์และปัญหาที่องค์การเผชิญในปัจจุบันมาใช้เป็นแบบจำลองให้ผู้ที่ผ่านการสรรหาทั้ง 4 คน ได้แสดงศักยภาพการบริหารและทักษะการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในทางลึก ที่ไม่อาจนำเสนอได้ในระหว่างการถ่ายทอดสด การแสดงวิสัยทัศน์ เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นหรือเป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะทางด้านกฎหมายและอื่น ๆ  เพื่อคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการทำหน้าที่บริหารกิจการขององค์การให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสื่อสาธารณะแห่งนี้”

คณะกรรมการนโยบายได้กำหนดเกณฑ์ในการประเมินผู้ที่ผ่านการสรรหาเพื่อคัดเลือกผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้แก่ 1. ด้านความพร้อมของทีมงานบริหาร 25 คะแนน 2. ด้านการบริหารสื่อสาธารณะ 25 คะแนน 3. ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและเทคโนโลยี 25 คะแนน  และ 4 . ด้านการบริหารจัดการธรรมาภิบาลและความเสี่ยง  25 คะแนน  โดยมีกระบวนการประเมิน ใน 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การนำเสนอข้อมูลด้วยเอกสาร อันได้แก่ รายชื่อบุคคลที่คาดว่าจะร่วมเป็นทีมบริหาร และแผนอันแสดงถึงความพร้อมในการบริหารจัดการองค์กร  ขั้นตอนที่ 2 คือการสัมภาษณ์และกิจกรรมภาคปฏิบัติ  ในวันที่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 09.00 น. – 16.00 น. ณ ไทยพีบีเอส ซึ่งผู้เข้ารับการคัดเลือกฯ ทั้ง 4 คน จะต้องจับสลากเข้ารับการสัมภาษณ์รวม 2 รอบ โดยรอบแรกจะเป็นการสัมภาษณ์และตอบข้อซักถามเกี่ยวกับทีมงานและความพร้อมในการบริหาร และรอบที่ 2 จะเป็นการประเมินภาคปฏิบัติที่เน้นศักยภาพในการดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่และภารกิจของผู้อำนวยการ 3 ด้าน ได้แก่ การบริหารสื่อสาธารณะ การบริหารจัดการทรัพยากรและเทคโนโลยี และการบริหารจัดการธรรมาภิบาลและความเสี่ยง

โดยกระบวนการคัดเลือก ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. หลังจากนี้ จะเป็นการส่งเอกสารถึงผู้ผ่านการคัดเลือก ในวันที่ 21 พ.ค. ผู้สมัครส่งเอกสารกลับมาให้ กนย. ในวันที่ 27 พ.ค. ดำเนินการสัมภาษณ์ ผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย ในวันที่ 29 พ.ค. และประกาศผล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนใหม่ ในวันที่ 30 พ.ค. 2568
สามารถติดตามรายละเอียด และประกาศฯ ฉบับเต็มได้ที่ https://www.thaipbs.or.th/newdirector
ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

สั่งย้าย ผอ.ให้นักเรียนเชิญธงชาติกลางสายฝน ชี้ใช้ดุลยพินิจไม่เหมาะสม

สั่งย้าย ผอ.ให้นักเรียนเชิญธงชาติกลางสายฝน ชี้ใช้ดุลยพินิจไม่เหมาะสม

สั่งย้าย ผอ.ให้นักเรียนเชิญธงชาติกลางสายฝน ชี้ใช้ดุลยพินิจไม่เหมาะสม

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

จากกรณีที่ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งโพสต์คลิป ผอ.สั่งให้นักเรียนไปเชิญธงชาติขึ้นเสาในช่วงเช้าของวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ : ผอ.โพสต์ขอโทษ บังคับเด็กไปเชิญธงชาติ ท่ามกลางฝนตกหนัก น้อมรับผิดทุกประการ)

โดยหลังเกิดเหตุ ผอ.โรงเรียนได้โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุข้อความว่า “จากคลิปเหตุการณ์ที่ดิฉันได้ให้นักเรียนชั้นประถม 3 คน เชิญธงขณะฝนตกที่กลายเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ วันนี้ ดิฉันได้เข้าพบผู้ปกครองของนักเรียนทั้งสาม และกล่าวขอโทษอย่างจริงใจ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันนั้นเป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรก ดิฉันอยากให้ทุกอย่างออกมาเรียบร้อย จึงตัดสินใจให้นักเรียนออกไปเชิญธง แม้จะมีภารโรงกางร่มให้นักเรียน 3 คัน และนักเรียนก็อยู่ในสายตา ผอ.ตลอด แต่นั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมาก ๆ ดิฉันเสียใจและขอน้อมรับผิดทุกประการ

สุดท้ายนี้ ต้องขอโทษทางเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง และขอโทษคณะกรรมการสถานศึกษาทุกท่านอีกครั้งที่ทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง ขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะ”

ล่าสุด รายงานแจ้งว่า ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 (สพป.ชุมพร เขต 1.) ทราบข่าวตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ทาง สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ามีเหตุการณ์ตามที่โซเชียลมีเดียมีการแชร์กันจริงหรือไม่

จากการตรวจสอบพบว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ได้ลงไปโรงเรียนดังกล่าว เพื่อประชุมร่วมกับคุณครูในโรงเรียน ผู้ปกครอง นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา

โดยสรุปทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ผู้อำนวยการโรงเรียน ใช้ดุลยพินิจในการจัดการเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นวันนี้ ทาง สพฐ.จะมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการคนดังกล่าว ออกจากโรงเรียน และไปประจำที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ก่อน พร้อมจะมีการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าผู้อำนวยการคนดังกล่าวมีพฤติกรรมหรือใช้ดุลยพินิจที่ไม่เหมาะสมอีกบ้าง เนื่องจากการพูดคุยเบื้องต้น พบว่าผู้อำนวยการท่านนี้ใช้ดุลยพินิจและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในหลายเหตุการณ์

ชาวบ้านสุดทนรัฐบาลอืด นัดระดมพลใหญ่ 5 มิ.ย.จี้แก้ปัญหาสารหนูแม่น้ำกก-น้ำสาย

ชาวบ้านสุดทนรัฐบาลอืด นัดระดมพลใหญ่ 5 มิ.ย.จี้แก้ปัญหาสารหนูแม่น้ำกก-น้ำสาย

ชาวบ้านสุดทนรัฐบาลอืด นัดระดมพลใหญ่ 5 มิ.ย.จี้แก้ปัญหาสารหนูแม่น้ำกก-น้ำสาย

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

ชาวเชียงใหม่-เชียงรายสุดทนรัฐบาลอืด แก้ปัญหาสารหนูแม่น้ำกก-น้ำสาย นัดดีเดย์จัดกิจกรรมกระทุ้งใหญ่ 5 มิย.ตั้งเป้าระดม 1 หมื่นคน เสนอยื่นหนังสือถึงรัฐบาลจีนผู้รับซื้อแร่หายากจากเหมืองเถื่อน นักวิจัยชาวคะฉิ่นแฉเหมืองแรร์เอิร์ธสุดเลวร้าย

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องประชุมพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย จ.เชียงราย ได้มีการจัดวงหารือ “ปกป้องแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย/ปิดเหมืองต้นน้ำ-ฟื้นฟูลุ่มน้ำ” โดยมีพระภิกษุและประชาชนหลากหลายอาชีพ อาทิ นักธุรกิจ อดีตสมาชิกวุฒิสภา  ศิลปิน นักการเมืองท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม ทั้งจากพื้นที่ บ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ จากอำเภอที่ติดแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย อาทิ อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.เมือง จ.เชียงราย ประมาณ 70 คนเข้าร่วม

น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์องค์กรแม่น้ำนานาชาติ International Rivers กล่าวสรุปสถานการณ์ว่า ถ้ามองจากบริเวณชายแดนไทยที่บ้านม้งแปดหลัง อ.แม่ฟ้าหลวง จะเห็นการเปิดหน้าดินขนาดใหญ่ในรัฐฉานเพื่อทำเหมืองซึ่งพื้นที่ดังกล่าวดูแลโดยกองกำลังว้าโดยไม่สนใจคนท้ายน้ำ ขณะที่ชาวบ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ได้สังเกตเห็นความผิดปกติและรู้ว่าต้นแม่น้ำกกมีการทำเหมืองทอง จึงเดินขบวนเพื่อเรียกร้องการอนุรักษ์แม่น่ำกกตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 นำไปสู่การตรวจสอบจนทราบผลการตรวจว่าแม่น้ำกกมีสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน

น.ส.เพียรพรกล่าวว่า จากภาพถ่ายอากาศพบว่าห่างไปจากพรมแดนไทยที่หัวฝายเพียง 2 กม. มีการขุดเหมืองกลางแม่น้ำสาย มีการทำเหมืองเถื่อนที่ไม่มีกลไกใดๆกำกับเลย ทำให้เกิดคำถามว่าหน่วยงานรัฐบาลไทยกำลังทำอะไรอยู่ถึงปล่อยให้แม่น้ำสายถูกกระทำเช่นนั้น ทั้งๆที่เป็นแม่น้ำข้ามแดน ที่น่ากังวลใจมากขึ้นเมื่อมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ออกมาเปิดเผยว่ามีการทำเหมืองแรร์เอิร์ธจำนวนมาก

“น่าเป็นห่วงคือตอนนี้เป็นแค่ผลกระทบในปีแรกๆ จากการทำเหมือง เหมืองเหล่านี้ต้องอยู่บริเวณต้นน้ำอีกกี่ปี อนาคตจะผลกระทบจะยิ่งน่ากลัวมากขึ้น หากปีนี้น้ำกกและน้ำสายหลากน้ำท่วมและมีโคลนอีก ก็จะไม่เหมือนปีก่อน เพราะเรารู้แล้วว่าในน้ำและในโคลนนี้ว่ามีสารพิษปนเปื้อน”น.ส.เพียรพร กล่าว

ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า เราคุยกันว่าน่าจะมีการทำอะไรร่วมกันจากทุกภาคส่วน ซึ่งวันที่ 5 มิถุนายน เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ควรมีการทำอะไรร่วมกันบ้าง โดยเราได้ตั้งตุ๊กตาไว้บ้างแล้ว งานทั้งหมดเป็นการฮอมปอย คือไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ

ดร.สืบสกุลกล่าวว่า รัฐบาลโดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯได้จัดประชุม 1 ครั้งและพยายามใช้กลไกราชการต่างๆแก้ไขปัญหาโดยเป็นกลไกปกติ แต่ยังขาดเสียงของประชาชน

“ในวันที่ 5 มิถุนายน เราจะจัดกิจกรรมตั้งแต่เช้าไปยันค่ำ อยากให้มีการแสดงเจตนารมณ์และสะท้องเสียงของคนเชียงรายและเชียงใหม่ เราอยากชวนชาวบ้านออกมาสัก 1 หมื่นคน ในพื้นที่ต่างๆ มีข้อเสนอว่าเราจะยื่นหนังสือถึงสถานทูตจีนหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะช่วงนักเรียนนักศึกษามาร่วมขบวนแสดงออก และมีการสืบชะตาแม่น้ำกก”นายสืบสกุล กล่าว

ทั้งนี้ผู้ร่วมประชุมได้แสดงความเห็นและมีข้อเสนออย่างหลากหลาย โดยทั้งหมดเห็นด้วยที่จะจัดกิจกรรมใหญ่ในวันที่ 5 มิถุนายน แต่ก่อนถึงวันงานจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆด้วย  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักธุรกิจรายหนึ่งเสนอว่าควรเชิญสถานทูตจีน ตัวแทนกองกำลังว้า และตัวแทนรัฐบาลพม่าเข้าร่วมด้วย

ขณะที่ชาวแม่สายและชาวเชียงแสนเสนอให้จัดกิจกรรมในพื้นที่เชียงแสนและแม่สายด้วย นอกจากนี้มีข้อเสนอให้ผูกริบบิ้นติดรถเพื่อรณรงค์ให้ชาวเชียงรายได้แสดงออกในการปกป้องแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย

“ทุกครั้งที่เข้าประชุมกับส่วนราชการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เรามักได้คำตอบว่าสารโลหะหนักในแม่น้ำกกยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่กลับไม่มีใครให้คำตอบว่าสารโลหะหนักนั้น จะสะสมในตัวเราหรือไม่ อย่างไร”ผู้ใหญ่บ้านรายหนึ่ง กล่าว

ขณะที่อดีตข้าราชการรายหนึ่งกล่าวว่า  เราไม่ทราบหลักการทำเหมืองที่ต้นแม่น้ำกกว่าเป็นลักษณะไหน แต่เสนอให้เขาเอาสารพิษไปทิ้งที่บ้านเขา ไม่ใช่ทิ้งลงแม่น้ำกก

“เราอยากให้ภาครัฐมีความกระตือรือร้นมากกว่านี้ อยากให้การแก้ปัญหาเห็นความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีเป้าหมายและระยะเวลาชัดเจน ในวันที่ 5 มิถุนายน เป็นจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นเคลื่อนไปที่อำเภออื่นๆ ที่ติดกับแม่น้ำ เราอาจต้องไปยื่นหนังสือที่สถานทูตจีนเพื่อให้เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา คุณจะนิ่งหรือเฉยไม่ได้” ผู้ร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น

“อยากให้ยื่นหนังสือกองทัพว้า ทหารพม่า หากท่านไม่หยุด เราจะหยุดให้ เราไม่ได้ไปรบ แต่ให้หยุดทำเหมืองแร่” ผู้ร่วมประชุมอีกรายหนึ่งกล่าว

พระมหานิคม มหาภินิกฺขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน อ.แมอาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า แม่น้ำกกตอนนี้เหมือนกับแม่เราที่อยู่ในห้องไอซียู ของโรงพยาพบาล เรารู้ว่าต้องรักษาอย่างไร สิ่งต่างๆเกิดที่เหตุ การแก้ไขที่เหตุ เรารู้วิธีรักษาดังนั้นต้องช่วยกันคิดว่าจะช่วยแม่ของเราได้อย่างไร

พระมหานิคม กล่าวว่า กิจกรรมที่จัดเชื่อว่าจะสำเร็จแต่กระตุ้นเตือนให้กับรัฐบาลรีบแก้ไขหรือไม่ เป็นหน้าที่เพราะเป็นความมั่นคงของชาวบ้าน ความมั่นคงของชุมชน และความมั่นคงชาติ และเป็นความมั่นคงของรัฐบาลที่ต้องรีบแก้ไข ดังนั้นควรมีการรณรงค์เผยแพร่ให้ทุกสังคม รวมถึงทั่วโลกให้ได้รับรู้และเห็นความทุกข์ของเราให้ได้

“เราส่งข่าวให้รัฐบาลทำงาน เขาเป็นพ่อ เราเป็นลูก เมื่อพ่อทำงานไม่ได้ เราก็ต้องส่งเสียงให้ไกลกว่านั้น ไปไกลถึงอาเซียน ไปไกลถึงสหประชาชาติ เราต้องทำให้ถึงที่สุด เราอาจต้องมีการออกแถลงการณ์ร่วมกัน ดังนั้นการที่ทุกกลุ่มมาแสดงพลังร่วมกันจึงเป็นที่น่ายินดี”พระมหานิคม กล่าว

ขณะที่นายซอแลต ชาวคะฉิ่นซึ่งเป็นนักวิจัยอิสระ กล่าวว่าการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธอันตรายมาก เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพราะว่ามันอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้ เช่น โทรศัพท์มือถือ ซึ่งประเทศจีนเป็นศูนย์กลางเรื่องแร่นี้มาตั้งแต่ปี 2015 โดยพม่า เป็นประเทศที่ส่งออกให้จีนแทบทั้งหมด ตอนนี้ในรัฐคะฉิ่นมีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ 200 -300 แห่ง ภายใต้กองกำลังคะฉิ่น(Kachin Independence Army: KIA) ตอนนี้เหมืองดังกล่าวได้ขยายมายังรัฐฉานและขยายมายังชายแดนไทย นี่คือเรื่องการเมืองภูมิภาคไม่ใช่เรื่องของไทยอย่างเดียว ตอนนี้จีนเข้ามาที่กองกำลังว้า

“ตอนที่จีนทำเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำคะฉิ่น สารเคมีลงในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำอิรวดี ปลาตายหมด วัวตายควายล้ม ชาวบ้านไม่สามารถหากินได้ ถ้าพูดถึงผลกระทบของเหมืองตอนนี้ ไม่ใช่แค่ไทย แต่รวมถึงประเทศตอนล่างทั้งลาว เวียดนาม กัมพูชา ก็จะได้รับผลกระทบด้วย ข้อเสนอคือ ต้องทำเรื่องการเมืองท้องถิ่นให้ยกระดับไปถึงระดับชาติ ถ้าไม่ยกระดับในรัฐสภา ผลกระทบนี้จะไม่ได้รับการแก้ไขเลย” นายซอแลต กล่าว

ด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือครูตี๋ กล่าวว่า สถานการณ์นี้ เป็นเรื่องใหญ่มาก พวก สส.ต้องเดือดร้อนแล้ว ตอนนี้รัฐบาลนี้ได้แต่สั่งให้จังหวัดทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ วันที่ 5 มิถุนายน จะทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้ได้อย่างไรว่า ประชาชนไม่พอใจ

นายนิวัฒน์กล่าวว่า ในวันที 24 มิถุนายน จะมีการปูพรมข้อมูลให้ประชาชนเข้าร่วมในวันที่ 5 โดยจะมีการจัดเวทีที่บริเวณสวนตุง กลางเมืองเชียงราย เพราะปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มองว่าปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเป็นปัญหาที่สำคัญซึ่งตองยกระดับให้เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติและจะจัดการปัญหานี้อย่างไร

ดร.สืบสกุล ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า ได้ข้อตกลงร่วมกันคือในวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ชาวเชียงรายและลุ่มแม่น้ำกกจะร่วมกันแสดงเจตนาณ์ส่งเสียงไปยังรัฐบาลไทย รัฐบาลเมียนมา รัฐบาลจีน และกองกำลังชาติพันธุ์ที่มีพื้นที่ทำเหมืองต่างๆบริเวณต้นน้ำซึ่งส่งผลกระทบกับคนลุ่มน้ำ โดยตั้งเป้าไหว้ 1 หมื่นคนหรือ 1% ของประชากรในจังหวัดเชียงราย

“อย่างน้อยตอนนี้รัฐบาลไทย ต้องเชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเมียนมา และรัฐบาลจีนมาพูดคุย เพราะประจักษ์แล้วว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายที่มีสาเหตุมาจากการทำเหมืองในพม่า โดยบริษัทจีนเข้ามาทำเหมืองแร่”นายสืบสกุล กล่าว