อสส.-หลวงปู่ศิลา ร่วมเปิดอาคารสนง.อัยการภ.4 คณะผู้บริหาร-ร่วมพิธีอัยการ-บิ๊กข้าราชการเเห่ร่วมงานคับคั่ง

อสส.-หลวงปู่ศิลา ร่วมเปิดอาคารสนง.อัยการภ.4 คณะผู้บริหาร-ร่วมพิธีอัยการ-บิ๊กข้าราชการเเห่ร่วมงานคับคั่ง

อสส.-หลวงปู่ศิลา ร่วมเปิดอาคารสนง.อัยการภ.4 คณะผู้บริหาร-ร่วมพิธีอัยการ-บิ๊กข้าราชการเเห่ร่วมงานคับคั่ง

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.59 น.

อสส. -หลวงปู่ศิลา ร่วมเปิดอาคารสนง.อัยการภ.4 คณะผู้บริหาร –  ร่วมพิธีอัยการ-บิ๊กข้าราชการเเห่ร่วมงานคับคั่ง ใช้เป็นสนง.อัยการ 4  แห่ง ของภาคอิสาน.”

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่สำนักงานอัยการภาค 4 จ.ขอนเเก่น นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นประธานพิธีเปิดอาคารสำนักงานอัยการภาค 4 โดยมี นาย เรวัตร จันทรประเสริฐ ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.)พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงเเละกลุ่มคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.)  ได้เดินทางมาร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้   โดยนมัสการ พระราชวัชรธรรมโสภณ หรือหลวงปู่ศิลา วัดพระธาตุหมื่นหิน  จ.กาฬสินธุ์ พระเกจิชื่อดังภาคอีสานมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูป รวมถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากหน่วยงานต่างๆ และตัวเเทนภาค ประชาชนมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง  

นายพิพากษา ชุมแวงวาปี อธิบดีอัยการภาค 4 กล่าวรายงานว่า สำนักงานอัยการภาค 4 เดิมชื่อ สำนักงานอัยการเขต 4 ตั้งอยู่ที่ศาลากลางจ.ขอนแก่น ต่อมาจำนวนปริมาณคดีและบุคลากรเพิ่มขึ้น ทำให้สถานที่แคบคับไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชน   ผู้บริหารสำนักงานอัยการภาค 4 ขณะนัั้นจึงได้ประสานงานกับกรมธนารักษ์จนได้รับการจัดสรรให้ใช้พื้นที่ของสำนักงานประมงจ.ขอนแก่น ต่อมาจึงได้ดำเนินการรับการจัดสรรงบประมาณก่อสร้างอาคารสูง 10 ชั้น โดยใช้งบประมาณก่อสร้าง 196 ล้านบาท โดยอาคารนี้เป็นที่ทำการของ 4 สำนักงานอธิบดี ได้แก่  สำนักงานอัยการภาค 4 สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 สำนักงานคดีปกครองขอนแก่น และสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 4  เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจให้กับอัยการและบุคลากร จึงได้ประกอบพิธีเปิดอาคารสำนักงานอัยการภาค 4 

นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ  อัยการสูงสุดกล่าวเปิดอาคารว่า สำนักงานอัยการสูงสุด มีภารกิจหลักอำนวยความยุติธรรม รักษาผลประโยชน์ของรัฐ และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และช่วยเหลือกฎหมายประชาชน การสร้างอาคารสำนักงานอัยการภาค 4 จึงเป็น การอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้ข้าราชการฝ่ายอัยการในพื้นที่สามารถปฏิบัติภารกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เเละหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสำนักงานอัยการภาค 4 จะเป็นสถานที่ ปฏิบัติงานของบุคลากรที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต เที่ยงธรรมพร้อมสร้างความยุติธรรม ให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง จึงขอเปิดอาคารสำนักงาน อัยการภาค 4 เเละขอบคุณคณะทำงานทุกฝ่ายที่ตั้งใจจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูง ภาค 4 ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินงานกล่าวรายงานถึงตำนานพระไพศรพณ์กับอัยการว่า เป็นเทพประจำทิศอุดร พระหัตถ์ขวาถือกระบอง พระหัตถ์ซ้ายยกเสมออก แสดงการห้ามไม่ให้เทวดากระทำผิด มีหน้าที่รักษาความยุติธรรมในสวรรค์ บรรพอัยการ ได้อัญเชิญพระไพศรพณ์มาเป็นสัญลักษณ์ของยกกระบัตรหรือพนักงานอัยการตั้งแต่แรกตั้งกรมอัยการ เมื่อพ.ศ. 2436 โดยนำตราพระไพศรพณ์มาประดับบนแถบบ่าชุดฃของพนักงานอัยการจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการสร้างองค์พระไพศรพณ์ประจำสำนักงานอัยการภาค 4 องค์นีั สมัยเมื่อนายเชาวลิต  วงศานรเศรษฐ์ เป็นอธิบดีอัยการภาค 4 ได้รับอนุญาตจากสำนักงานอัยการสูงสุดให้ก่อสร้างได้รับความเมตตาจากพระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (หลวงพ่ออิฏฐ์) เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี ให้สร้างเหรียญจำปีพุทธศิลป์องค์ พระไพศรพณ์ รุ่นประทานพร เพื่อให้ประชาชนเช่า เพื่อรวบรวมปัจจัยสร้างองค์พระไพศรพณ์และศาลาประทับ.

‘สุรศักดิ์’ ปิ๊งไอเดียตั้งสหกรณ์กลางทุกภูมิภาค เป็นทางเลือกให้ครูกู้เงินสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ

‘สุรศักดิ์’ ปิ๊งไอเดียตั้งสหกรณ์กลางทุกภูมิภาค เป็นทางเลือกให้ครูกู้เงินสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ

‘สุรศักดิ์’ ปิ๊งไอเดียตั้งสหกรณ์กลางทุกภูมิภาค เป็นทางเลือกให้ครูกู้เงินสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

‘สุรศักดิ์’ หารือสันนิบาตสหกรณ์ฯเร่งแก้ปัญหาหนี้สินครู เล็งตั้งสหกรณ์กลางระดับภูมิภาค เป็นทางเลือกให้ครูกู้เงินสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ในฐานะ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ศธ. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมระดมความคิดเห็น “แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)โดยการมีส่วนร่วมของสหกรณ์” มีผู้แทนสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย, นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ผู้อำนวยการทำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)ทั่วประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ทั้งระบบออนไซต์และออนไลน์ ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู  ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของแต่ละสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ โดยเตรียมหารือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสนอแก้ไขระเบียบสหกรณ์บางตัวให้มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้ดียิ่งขึ้น 

“ขณะนี้การทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และ ศธ.มีความใกล้ชิดกันค่อนข้างมาก ทุกสหกรณ์ฯให้ความร่วมมือกับการแก้ไขปัญหา ช่วยลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 4.75 และยังพบว่า มีบางสหกรณ์ฯ สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ต่ำกว่า ร้อยละ 4.75 เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดตั้งสหกรณ์กลางขึ้นในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้สมาชิกมีทางเลือกมากู้สหกรณ์ในแต่ละภูมิภาค มีโอกาสเลือกกู้ในสหกรณ์ที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุด  ทั้งนี้ การจัดตั้งสหกรณ์กลางจะต้องหารือ กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อข้อแก้ระเบียบบางตัว เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู  ต้องยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้มีความรวดเร็ว ต้องได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วย โดยเฉพาะการขอปรับแก้ระเบียบบ้างตัว“ รมช.ศธ. กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการจัดตั้งสหกรณ์กลางนั้น คงไม่สามารถบอกได้  เพราะการดำเนินการไม่ได้อยู่ที่ศธ.ฝ่ายเดียว แต่ต้องมีการหารือรายละเอียดร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วย  ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้ครูวิกฤตนั้น พบว่าได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ที่สำคัญยังพบว่า ครูที่เป็นหนี้หลายราย กล้าที่จะเดินเข้ามาหาสถานีแก้หนี้ครูด้วยตัวเอง เพื่อให้ช่วยเจรจากับเจ้าหนี้ ในการขอลดดอกเบี้ย หรือขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ เพื่อให้สามารถมีเงินเหลือใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

เปิดผลสำรวจการขับเคลื่อนงาน สกร.แนะเติม 4 ด้าน

เปิดผลสำรวจการขับเคลื่อนงาน สกร.แนะเติม 4 ด้าน

เปิดผลสำรวจการขับเคลื่อนงาน สกร.แนะเติม 4 ด้าน

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

“ธนากร”เปิดผลสำรวจการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย “บิ๊กอุ้ม – พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ” ชี้มีประโยชน์ ทำได้จริงในแต่ละบริบทของพื้นที่ กลุ่มตัวอย่างแนะ สกร. เพิ่มเติมการสนุนสนุน 4 ด้าน

นายธนากร  ดอนเหนือ  อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้สำรวจการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ตามนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ของ สกร.ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ในรูปแบบออนไลน์ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม ทั้งสิ้น 9,263 คน จำแนกเป็นบุคลากร สกร. เช่น ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้บริหารระดับจังหวัด ข้าราชการครู ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38ค (2) รวมจำนวน 1,563 คน และ ประชาชนทั่วไป ในทุกช่วงวัย จำนวน 7,700 คน ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า บุคลากร สกร. เห็นว่า นโยบายของ รมว.ศธ. และการดำเนินงานของ สกร.มีประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา มีเป้าหมาย มีแผนงาน สามารถทำได้จริงในแต่ละบริบทของพื้นที่

นายธนากร กล่าวต่อไปว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นประชาชน อายุต่ำกว่า 15 ปี คิดเป็น 0.53% อายุ 15-24 ปี คิดเป็น 25.03%  อายุ 25-29 ปี คิดเป็น 69.47% และ อายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 4.97%  ระบุว่า เคยเข้าใช้บริการแหล่งเรียนรู้ของ สกร.91.53% ส่วนที่เหลือ 8.47% ไม่เคยเข้าใช้บริการ โดยแหล่งเรียนรู้ที่มีผู้เข้าใช้บริการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ห้องสมุดประชาชนอำเภอ 2.ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล/แขวง และ 3.บ้านหนังสือชุมชน สำหรับภารกิจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ในการจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประชาชนเห็นว่า สกร.สามารถจัดได้ดี เข้าถึงง่าย ครอบคลุมทุกพื้นที่ มีประโยชน์ และมีคุณภาพ

“ การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ที่มีผู้เข้าใช้บริการมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1.หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.การเทียบระดับการศึกษา และ 3.หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สำหรับการเรียนรู้การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง ที่มีผู้เข้าใช้บริการมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1.การฝึกอบรมอาชีพ 2.การอบรมพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม และ 3.การอบรมทักษะชีวิต ส่วนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่มีผู้เข้าใช้บริการมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1.กิจกรรมการศึกษา 2.การเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ และ 3.ศูนย์แนะแนว”

อธิบดี สกร.กล่าวอีกว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้ให้ข้อเสนอแนะด้วยว่า ด้านการดำเนินงาน ควรปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยเน้นการปฏิบัติและสอดคล้องกับชีวิตจริง เป็นการเรียนรู้แบบออนไลน์มากขึ้น พัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายและเข้างถึงง่าย ด้านวัสดุอุปกรณ์ ควรสนับสนุนวัสดุ ครุภัณฑ์ให้เพียงพอ ควรสนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ทันสมัย ด้านงบประมาณ จัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้แต่ละรูปแบบ เพิ่มงบฯฝึกอาชีพให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ต้องการเข้ารับอบรม และงบฯในการจัดกิจกรรมค่าวัสดุกลุ่มสนใจน้อยเกินไป ด้านบุคลากร สกร.ขาดแคลนบุคลากร ครูมีจำนวนน้อย ครูสอนหลายวิชา และควรส่งเสริมครูด้านเทคโนโลยี ซึ่งตนจะนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ ปรับปรุง และพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานของ สกร.ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป.

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11’ลาสิกขาอย่างเปี่ยมความหมาย ถ่ายทอดบทเรียน’กตัญญูคู่ความดี’จากใจ 12 สามเณร

'สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11'ลาสิกขาอย่างเปี่ยมความหมาย ถ่ายทอดบทเรียน'กตัญญูคู่ความดี'จากใจ 12 สามเณร

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11’ลาสิกขาอย่างเปี่ยมความหมาย ถ่ายทอดบทเรียน’กตัญญูคู่ความดี’จากใจ 12 สามเณร

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.09 น.

“สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11”ลาสิกขาอย่างเปี่ยมความหมาย ถ่ายทอดบทเรียน“กตัญญูคู่ความดี”จากใจ 12 สามเณร ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม โคราช

จ.นครราชสีมา 19 พฤษภาคม 2568 เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นเจ้าภาพจัดพิธีลาสิกขาแก่สามเณรน้อย ผู้เข้าร่วมโครงการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11” ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” ที่เน้นการปลูกฝังจิตสำนึกในพระคุณของบุพการี พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ สังคม แผ่นดิน และทุกสรรพสิ่งที่เป็นผู้กระทำคุณให้เราก่อน  ผ่านการเรียนรู้ธรรมะอย่างลึกซึ้ง ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ สามเณรทั้ง 12 รูปได้ฝึกหัดขัดเกลานิสัย ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ ผ่านการศึกษาธรรมะ การลงมือปฏิบัติจริง เจริญสติ สมาธิ ฝึกฝนวินัย ใช้ชีวิตเรียบง่ายภายใต้คำสอนของพระพุทธศาสนา โดยได้รับความเมตตาอย่างยิ่งจากพระพรหมบัณฑิต มาเป็นพระอาจารย์ใหญ่ ถวายการสอนสามเณร ดูแลและติดตามการเรียนรู้ของสามเณรตลอด 4 สัปดาห์ อย่างใกล้ชิด ในวันสุดท้ายของการบรรพชาสามเณรทั้ง 12 รูปยังได้บรรยายธรรมเป็นครั้งแรก ในหัวข้อที่เกี่ยวกับ “ความกตัญญูกตเวที” เพื่อนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาถ่ายทอดและส่งต่อธรรมะ ความซาบซึ้งในพระคุณของบุพการี ให้สาธุชนผู้ศรัทธา ตลอดจนผู้ชมทางบ้านที่ติดตามชมเส้นทางธรรมครั้งนี้

ในโอกาสนี้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม รวมทั้ง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส ตลอดจนคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและดิจิทัล เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจข้อมูลและลูกค้าองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้อำนวยการผลิตโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม และผู้สนับสนุนโครงการ ร่วมอนุโมทนาบุญ ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

และในปีนี้โครงการยังได้รับความเมตตาจากพระผู้ใหญ่ พระพรหมพัชรญาณมุนี องค์ประธานที่ปรึกษามูลนิธิปัญญาประทีป พระธรรมโพธิมงคล เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี พระราชภาวนาวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน พระเทพปวรเมธี, รศ.ดร. ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระสุธีวชิรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระมหาภูมิชาย อคฺคปญฺโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขาวัง  มาให้โอวาทแก่สามเณร ซึ่งหลังจบโครงการฯ จะรวบรวมคำสอนจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย มาเป็นคลังธรรมะขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเนื้อหาหลากหลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ และจีน ซึ่งสามารถรับชมได้ทั่วโลก ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการยกระดับการเรียนรู้ธรรมะที่ให้เข้าถึงทุกช่วงวัย เข้าถึงใจผู้คนได้อย่างแท้จริง

ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา โครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” ได้จัดบรรพชาสามเณรและแม่ชีน้อยรวมแล้วกว่า 142 รูป เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม ส่งต่อเนื้อหาธรรมะดี ๆ ให้แก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังให้เติบโตเป็นคนดี มีหลักธรรมประจำใจ สามารถนำธรรมะไปใช้ในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองให้เป็นบุคลากรคุณภาพของสังคมในอนาคต นอกจากนี้ โครงการยังได้เผยแพร่เนื้อหาธรรมะสู่วงกว้างไปทั่วโลก และในปีนี้ได้ขยายฐานผู้ชมสู่กลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น ผ่านการผลิตคอนเทนต์ธรรมะในรูปแบบคลิปสั้นบน TikTok ช่อง “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยมียอดเข้าชมกว่า 2 ล้านวิวภายในเวลาเพียงคืนเดียว คอนเทนต์ธรรมะที่ดูแล้วรู้สึกอิ่มใจและเข้าถึงง่ายเหล่านี้จะทยอยเผยแพร่ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ โครงการยังได้รับความสนใจจากผู้ชมมากกว่าที่เคย สะท้อนผ่านยอด SMS และข้อความ INBOX ที่ส่งเข้ามาร่วมอนุโมทนาบุญและส่งกำลังใจให้สามเณรเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า

ผู้ชมสามารถรับชมภาพความประทับใจย้อนหลัง ได้ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 119 หรือ 333  และช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60 หรือ 99  ผ่านแอปพลิเคชันสามเณรปลูกปัญญาธรรม ทรูไอดี ทรูวิชั่นส์ นาว และออนไลน์ได้ที่ www.truelittlemonk.com รวมถึงรับชมธรรมะดีๆ ได้ตลอดทั้งปีผ่านทาง TikTok Facebook สามเณรปลูกปัญญาธรรม

#สามเณรปลูกปัญญาธรรม #ทรูปลูกปัญญา #บวชสามเณรภาคฤดูร้อน

การแข่งขันมหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเอกลักษณ์ไทยสู่นานาชาติ ครั้งที่ 7 ดัน’มวยไทย’เป็น’ซอฟต์ พาวเวอร์’

การแข่งขันมหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเอกลักษณ์ไทยสู่นานาชาติ ครั้งที่ 7 ดัน'มวยไทย'เป็น'ซอฟต์ พาวเวอร์'

การแข่งขันมหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเอกลักษณ์ไทยสู่นานาชาติ ครั้งที่ 7 ดัน’มวยไทย’เป็น’ซอฟต์ พาวเวอร์’

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

สมาคมกีฬามวยไทยพระเจ้าเสือ ร่วมกับ สมาคมครูมวยไทย จัดการแข่งขันมหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเอกลักษณ์ไทยสู่นานาชาติ ครั้งที่ 7 มีนักกีฬากว่า 1,500 คน จาก 50 ประเทศ เข้าร่วม “จรัสเดช อุลิต” นายกสมาคมกีฬามวยไทยพระเจ้าเสือ ชี้ เป็นการเผยแพร่ “มวยไทย” มรดกทางภูมิปัญาทางวัฒนธรรมของไทยสู่นานาชาติ ให้ชาวโลกได้รับรู้อย่างยิ่งใหญ่ เป็น “ซอฟต์ พาวเวอร์” ของไทยอย่างแท้จริง 

สมาคมกีฬามวยไทยพระเจ้าเสือ ร่วมกับ สมาคมครูมวยไทย จัดการแข่งขันมหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเอกลักษณ์ไทยสู่นานาชาติ ครั้งที่ 7 (7th International and Thai Martial Arts Games) ซึ่งพิธีเปิดการแข่งขันมีขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่หน้าลานสนามกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร โดยมี นายกว้าง รอบคอบ อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา  เป็นประธานในพิธี, นายสิงห์ ลิ้มพิรัชต์ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร, นายจรัสเดช อุลิต นายกสมาคมกีฬามวยไทยพระเจ้าเสือ ร่วมพิธีเปิด

นายจรัสเดช อุลิต กล่าวว่า มหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเอกลักษณ์ไทยสู่นานาชาติ ครั้งที่ 7 มีขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 พ.ค.68 มีนักกีฬาและผู้ควบคุม กว่า 1,500 คน จาก 50 ประเทศ เข้าร่วม การแข่งขัน ประกอบด้วย มวยไทย, การแข่งขันไหว้ครูร่ายรำมวยไทย, การออกกำลังกายด้วยมวยไทยประกอบเพลง, ดาบไทย และการสาธิตการต่อสู้ของนานาชาติ 

ภายในงานยังมีการแสดงศิลปะไทย มวยไทยโบราณจากจังหวัดสกลนคร ซึ่งได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. 2556 รวมไปถึงการแสดงจากชาวเชียงใหม่ ให้แก่ผู้ร่วมงานและผู้ชมจากนานาประเทศได้รับชมอีกด้วย

“การจัดงานครั้งนี้คาดว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่ยังลังเลในความปลอดภัยของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น กลัมมาสู่ปกติและเป็นการนำเอากีฬา มวยไทย มรดกทางภูมิปัญาทางวัฒนธรรมของไทยสู่นานาชาติ ให้ชาวโลกได้รับรู้อย่างยิ่งใหญ่ และนี่คือ “ซอฟต์ พาวเวอร์” ของประเทศอย่างแท้จริง สร้างความเชื่อมั่นและศรัทรา นำเอาวัฒนธรรมของชาติมาเป็นแรงจูงใจสร้างความยั่งยืนเป็นครั้งที่ 7 งานนี้หากมีแรงสนับสนุนจากภาครัฐน่าจะยิ่งใหญ่มากกว่านี้แน่นอน” นายกสมาคมกีฬามวยไทยพระเจ้าเสือ

‘สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์’นำทีมรุ่นใหม่ไฟแรง โชว์สุดยอดผลงาน ปฏิวัติวงการหนังสือไทย

'สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์'นำทีมรุ่นใหม่ไฟแรง โชว์สุดยอดผลงาน ปฏิวัติวงการหนังสือไทย

‘สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์’นำทีมรุ่นใหม่ไฟแรง โชว์สุดยอดผลงาน ปฏิวัติวงการหนังสือไทย

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

“สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” นายก PUBAT นำทีมกรรมการคนรุ่นใหม่ไฟแรง โชว์สุดยอดผลงาน ปฏิวัติวงการหนังสือไทยให้กลับมาคึกคัก ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซา พร้อมติดอาวุธผู้ประกอบการ ปูทางสู่ตลาดต่างประเทศ

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) นำโดย นายสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ นายกสมาคมฯ พร้อมทีมคณะกรรมการคนรุ่นใหม่มากความสามารถ โชว์สุดยอดผลงานปฏิวัติอุตสาหกรรมหนังสือไทย ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ติดอาวุธสำนักพิมพ์ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ทันสมัย ยกระดับผู้ประกอบการไทย ขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมดันไทยสู่ “ฮับหนังสือโลก”

ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค วงการหนังสือไทยกลับเติบโตอย่างโดดเด่นภายใต้การนำของ “สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และคณะกรรมการคนรุ่นใหม่ไฟแรง เปี่ยมล้นด้วยความสามารถ นำพาอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้ยืนหยัด ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัย และขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม 

“สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดใจถึงภารกิจในการขับเคลื่อน PUBAT ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาว่า หากถามถึงความสำเร็จในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากผมเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันแบบทีมเวิร์ค ของคณะกรรมการทุกคน ซึ่งต้องยอมรับว่าคณะกรรมการชุดนี้ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความคิดสร้างสรรค์  มีทักษะหลากหลาย ครบเครื่องทุกด้าน โดยกว่า 70% เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีอายุระหว่าง 30-40 ปี ผนวกกับคณะกรรมการที่มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์ ทำให้สามารถสร้างสรรค์และบริหารจัดการจนประสบความสำเร็จในวันนี้

3 ผลงานความสำเร็จที่โดดเด่น (Master Piece)

1. การยืนหยัดท่ามกลางวิกฤติและการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ความสำเร็จที่โดดเด่นประการแรกคือ ความสามารถในการพาอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้ยืนหยัดและเติบโตได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย “สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” เล็งเห็นความสำคัญของการปรับตัวและ “ติดอาวุธ” ให้ผู้ประกอบการในวงการหนังสือ ด้วยการจัดอบรมเสริมความรู้หลากหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการใช้สื่อออนไลน์และแพลตฟอร์มใหม่ๆ ซึ่งที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้จัดอบรมการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น TikTok และแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาเป็นมีเดียพาร์ทเนอร์ ช่วยให้สมาชิกปรับตัวกับการตลาดรูปแบบใหม่ ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีมาก

รวมไปถึงการขยายการจัดงานหนังสือสู่เมืองรอง ซึ่งสมาคมฯ สามารถขยายการจัดงานมหกรรมหนังสือฯ และสัปดาห์หนังสือฯ ไปยังจังหวัดเมืองรองมากขึ้น เช่น นครสวรรค์ จันทบุรี  ศรีราชา เป็นต้น เพื่อให้หนังสือคุณภาพเข้าถึงผู้อ่านทั่วประเทศอย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว สมาคมฯ ภายใต้การนำของ “สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์และความฉับไวในการตัดสินใจ ช่วยให้การจัดงานและกิจกรรมต่างๆ ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น สร้างกระแส ดึงคนกลับมาร่วมงานได้อย่างล้นหลาม แม้จะอยู่ในภาวะวิกฤติ

2. Bangkok Rights Fair : ก้าวสำคัญของหนังสือไทยสู่เวทีโลก

ความสำเร็จโดดเด่นประการที่สองคือ การผลักดันงาน Bangkok Rights Fair ให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่งานที่มีการซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือข้ามชาติอย่างคึกคัก

การจัดงาน Bangkok Rights Fair 2025 ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีการซื้อขายลิขสิทธิ์ภายในงานมากถึง 271 คู่ จากผู้เข้าร่วม 135 บริษัท ใน 14 ประเทศ/เขตแดน มียอดการซื้อขายลิขสิทธิ์มากกว่า 68 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ

“สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงในการนำทัพธุรกิจหนังสือไทยไปสู่ตลาดโลกว่า สิ่งที่เห็นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับ 3 ปีก่อน สำหรับบูธหนังสือไทยในงาน Book Exhibition ในต่างประเทศ เดิมทีจะเป็นบูธเล็กๆ แทบไม่มีการตกแต่ง แต่ปีล่าสุดในงาน Book Exhibition ที่ไต้หวัน พบว่า บูธของไทย กลายเป็นหนึ่งในบูธจากต่างประเทศ ที่มีผู้เข้าชมติดอันดับท็อปของงาน สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ปรับเปลี่ยน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว

ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ไทยได้รับเกียรติให้เป็น Guest of Honor ในงาน Taipei International Book Exhibition 2026 ซึ่งเป็นการยกระดับความสำคัญของวงการหนังสือไทยในเวทีนานาชาติ โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ Taipei Book Fair Foundation เพื่อเข้าร่วมงานดังกล่าว โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีสำนักพิมพ์ไทยเข้าร่วมงานจำนวน 30 สำนักพิมพ์ และมีมูลค่าการขายลิขสิทธิ์ประมาณ 15.7 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังลงนามบันทึกความเข้าใจกับ Taiwan Creative Content Agency เพื่อแลกเปลี่ยน Fellowship Program หรือทุนสนับสนุนการเข้าร่วมงานระหว่างสำนักพิมพ์หรือตัวแทนลิขสิทธิ์จากไต้หวันและไทย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้วงการหนังสือไทยได้เติบโตในระดับสากลมากขึ้น

3. การปรับภาพลักษณ์องค์กรและการสร้างพันธมิตรใหม่

ความสำเร็จประการที่สามคือการปรับภาพลักษณ์ของสมาคมฯ และงานหนังสือให้มีความทันสมัย สร้างการรับรู้ใหม่ในวงกว้าง จากเดิมที่หลายคนอาจไม่รู้จัก สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หรือ PUBAT มากนัก แต่ปัจจุบัน PUBAT กลายเป็นองค์กรที่มีภาพลักษณ์ทันสมัย เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเน้นการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายวงการทั้งภาครัฐและเอกชน (Collaboration) เช่น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โก๋แก่  ยืดเปล่า (Yuedpao) รวมถึงพันธมิตรในระดับท้องถิ่น เช่น อินฟลูเอนเซอร์ในชุมชน เพื่อประชาสัมพันธ์งานมหกรรมหนังสือในภูมิภาค การเชิญศิลปินและนักวาดภาพประกอบมาจัดแสดงผลงานในงานหนังสือ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะร่วมกับทีม Bangkok Illustration Fair เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับองค์กร สมาชิก ผู้อ่าน รวมถึงผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้งานมหกรรมหนังสือฯ หรืองานสัปดาห์หนังสือฯ ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับซื้อ-ขายหนังสือ แต่ยังเป็นพื้นที่แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมระบบนิเวศของวงการหนังสือทั้งหมด ตั้งแต่นักเขียน นักวาดภาพประกอบ สำนักพิมพ์ ไปจนถึงผู้อ่าน

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในสังคม ผ่านโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ต่างๆ เช่น มูลนิธิหนึ่งอ่านล้านตื่น ใช้รูปแบบการบริจาคแนวใหม่ที่เรียกว่า “Donation Sales” เปิดโอกาสให้ผู้บริจาคได้เลือกหนังสือใหม่ที่จะบริจาคให้กับโรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆ แทนการบริจาคหนังสือเก่าที่อาจไม่ตรงกับความต้องการของผู้รับ การเปิดพื้นที่ให้กับมูลนิธิกระจกเงาในการนำหนังสือมือสองมาจำหน่ายเพื่อหารายได้  

วิสัยทัศน์สู่อนาคต : เติบโตไปด้วยกัน

นายสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า เรามีเป้าหมายที่จะผลักดันอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ “เติบโตไปด้วยกัน” โดยมีเป้าหมายสำคัญสำหรับอนาคต ดังนี้

1. การขยายงานหนังสือสู่เมืองรอง : สมาคมฯ มีแผนจะขยายการจัดงานมหกรรมหนังสือไปยังจังหวัดต่างๆ มากขึ้น ไม่เพียงแค่กรุงเทพฯ เท่านั้น เพื่อให้หนังสือคุณภาพเข้าถึงผู้อ่านทั่วประเทศอย่างเท่าเทียม

2. การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือ : ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางหนังสือของอาเซียนอย่างเต็มตัว ในปี 2569 ศูนย์กลางเอเชีย ภายใน 5 ปี และศูนย์กลางของโลก ภายใน 10 ปี

3. การสร้างรายได้นอกเหนือจากการซื้อขายลิขสิทธิ์ : สมาคมฯ วางแผนพัฒนาช่องทางรายได้ใหม่ๆ ซึ่งอาจรวมถึงการทำงานร่วมกับสถานทูตและกระทรวงต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านในกลุ่มคนไทยในต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์หนังสือ เพื่อการแปลเป็นภาษาที่ 2 หรือ 3 เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการนำลิขสิทธิ์ไปต่อยอดเป็นภาพยนตร์ ซีรีย์ หรือเกม เป็นต้น 

4. การสร้างผู้เล่นรายใหม่ในวงการ : จัดอบรมและพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้ที่ต้องการเข้าสู่วงการหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน บรรณาธิการ หรือผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มความหลากหลายและคุณภาพในวงการหนังสือไทย 

5. การขยายโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม : มุ่งพัฒนาโครงการ CSR ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น เช่น กรมราชทัณฑ์ มูลนิธิเด็กด้อยโอกาส และผู้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงหนังสือคุณภาพอย่างทั่วถึง

นายสุวิช กล่าวว่า “อุตสาหกรรมหนังสือไม่ได้มีแค่การซื้อขายหนังสือเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาคน ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต” สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการขับเคลื่อนวงการหนังสือไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ภายใต้แกนนำของ “สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และคณะกรรมการคนรุ่นใหม่ ไฟแรง ที่มีความทันสมัย มากสามารถ มองการณ์ไกล และมีความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรม หนังสือไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็น “ซอฟท์พาวเวอร์” ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศ พร้อมก้าวสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.08 น.

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

18 พฤษภาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “เปิดเทอมแล้ว ลูกหลานเรียนที่ไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 12-14 พฤษภาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 26 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความกังวลที่มีต่ออนาคตของเยาวชนไทยในด้านการศึกษาและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงความกังวลที่มีต่ออนาคตของเยาวชนไทย ทั้งในเรื่องการเข้าถึงระบบการศึกษา ความเท่าเทียม คุณภาพ การสนับสนุน และนโยบายด้านการศึกษา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.69 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล ร้อยละ 22.21 ระบุว่า กังวลมาก และร้อยละ 21.91 ระบุว่า ไม่กังวลเลย

สำหรับประเภทของโรงเรียนที่สามารถมอบการศึกษาที่มีคุณภาพดีแก่เด็กไทย พบว่า

+ ร้อยละ 46.26 ระบุว่า โรงเรียนรัฐ

+ ร้อยละ 26.18 ระบุว่า โรงเรียนเอกชน

+ ร้อยละ 7.18 ระบุว่า โรงเรียนนานาชาติ

+ ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

+ ร้อยละ 5.80 ระบุว่า โรงเรียนสาธิต

+ ร้อยละ 5.04 ระบุว่า โรงเรียนสองภาษา (Bilingual School)

+ ร้อยละ 1.22 ระบุว่า โรงเรียนศาสนา และโรงเรียนทางเลือก (โรงเรียนที่มีระบบการศึกษาแบบเปิดให้มีความยืดหยุ่น ทั้งในด้านหลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผล โดยเน้นพัฒนาทักษะตามความสามารถเฉพาะตัวของเด็ก) ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 0.23 ระบุว่า โฮมสคูล (Homeschool เป็นแบบการศึกษาที่ผู้เรียนเลือกใช้บ้านเป็นฐานการเรียนรู้แทนการไปเรียน โดยมีพ่อแม่หรือผู้ปกครองเป็นครูผู้สอน)

ทั้งนี้ เหตุผลที่ประชาชนเลือกประเภทของโรงเรียนที่สามารถมอบการศึกษาที่มีคุณภาพดีแก่เด็กไทย พบว่า

+ ร้อยละ 46.64 ระบุว่า ครูมีคุณภาพ

+ ร้อยละ 44.75 ระบุว่า หลักสูตรที่ทันสมัย

+ ร้อยละ 33.69 ระบุว่า ใกล้บ้าน

+ ร้อยละ 32.46 ระบุว่า โรงเรียนมีอุปกรณ์การเรียน การสอนที่ทันสมัย

+ ร้อยละ 31.31 ระบุว่า ราคาที่เหมาะสม

+ ร้อยละ 26.48 ระบุว่า มีสังคมที่ดีในโรงเรียน

+ ร้อยละ 26.23 ระบุว่า ความปลอดภัย

+ ร้อยละ 15.33 ระบุว่า เด็กได้ภาษาที่ 2 (เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เป็นต้น)

+ ร้อยละ 11.23 ระบุว่า ชื่อเสียงที่ผ่านมาของโรงเรียน

+ ร้อยละ 8.03 ระบุว่า การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้แก่เด็ก

สำหรับการมีโอกาสให้บุตรหลานหรือเยาวชนในความดูแลได้เข้าเรียนในโรงเรียนตามที่เลือกไว้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.44 ระบุว่า มีโอกาสทุกคน , ร้อยละ 15.16 ระบุว่า ไม่มีใครมีโอกาส , ร้อยละ 12.63 ระบุว่า มีโอกาสบางคน , ร้อยละ 11.23 ระบุว่า ไม่มีบุตรหลาน/เยาวชนในความดูแล และร้อยละ 2.54 ระบุว่า บุตรหลานในความดูแลยังไม่ถึงวัยเข้าโรงเรียน

ผู้ที่ระบุว่า มีโอกาสบางคน และไม่มีใครมีโอกาส ให้เหตุผลที่ทำให้บุตรหลานหรือเยาวชนในความดูแลบางคนหรือทุกคนไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนตามรูปแบบที่เลือกได้ พบว่า

+ ร้อยละ 56.05 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

+ ร้อยละ 14.16 ระบุว่า อยู่ไกลบ้าน

+ ร้อยละ 8.55 ระบุว่า สอบไม่ผ่าน และบุตรหลาน/เยาวชนในความดูแล ปฏิเสธที่จะทำตาม ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 7.97 ระบุว่า รับจำนวนจำกัด

+ ร้อยละ 4.72 ระบุว่า ในอดีตไม่มีโรงเรียนที่มีรูปแบบที่หลากหลายอย่างปัจจุบัน

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงหน่วยงานที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนในการสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ พบว่า

+ ร้อยละ 65.50 ระบุว่า รัฐบาล (รวมกระทรวงและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง)

+ ร้อยละ 18.86 ระบุว่า ไม่มีภาคส่วนใดทำได้ ต้องพึ่งพาตนเอง

+ ร้อยละ 9.54 ระบุว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

+ ร้อยละ 4.12 ระบุว่า ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ (เช่น การเปิดโรงเรียนเองของภาคธุรกิจ)

+ ร้อยละ 1.45 ระบุว่า ประชาสังคม หรือ องค์กรไม่แสวงหากำไร

+ ร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ปธ.กมธ.การศึกษาฯลุยแก้ปัญหา ‘คุณภาพการศึกษา’ ของโรงเรียนขนาดเล็ก

ปธ.กมธ.การศึกษาฯลุยแก้ปัญหา ‘คุณภาพการศึกษา’ ของโรงเรียนขนาดเล็ก

ปธ.กมธ.การศึกษาฯลุยแก้ปัญหา ‘คุณภาพการศึกษา’ ของโรงเรียนขนาดเล็ก

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

‘โสภณ ซารัมย์’ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร ลุยแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก หวังเป็นโมเดลหนึ่งที่รัฐจะนำไปใช้ในระดับชาติ

วันที่ 17 พ.ค.68 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการ’ตูมใหญ่รักศรัทธา พัฒนาการศึกษาแบบบูรณาการ’ ที่โรงเรียนบ้านตูมใหญ่ ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ซึ่งโครงการนี้ เป็นแนวคิดการบริหารจัดการศึกษาของนายโสภณ  ซารัมย์ เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ แบบบูรณาการ ซึ่งตำบลตูมใหญ่ มีโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 5 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 5 โรงเรียน มีนักเรียน จำนวน 833 คน ครูผู้สอน จำนวน 86 คน เป็นการนำนักเรียนจากที่อยู่ใกล้เคียงกันมาเรียนรวมกัน 

โดยมีการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ 4 ศูนย์  ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ภาษาไทย, ศูนย์การเรียนรู้คณิตศาสตร์, ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และศูนย์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยแต่ละศูนย์การเรียนรู้จะมีครูที่มีความรู้ความสารถเฉพาะทางประจำศูนย์  ให้โรงเรียนแต่ละโรงเรียนในตำบลตูมใหญ่  นำนักเรียนหมุนเวียนไปเรียนตามศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ 

ซึ่งการดำเนินในครั้งนี้ ได้รับสนับสนุนจาก โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร  มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) โดยนางชลธิชา  บุญครอบ มอบทุนดำเนินการในเบื้องต้น จำนวน 100,000 บาท  และรถจักรยาน จำนวน 10 คัน  นายชาตรี  ศรีตะวัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใหญ่ มอบสื่อการเรียนการสอน เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท 

นายปิยวิทย์ เชิดกลิ่น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ สนับสนุนการจัดการเรียนอาชีพให้กับนักเรียน ส.ต.ต.ดร.นปดล นพเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ สนับสนุนครูที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยในการจัดการเรียนรู้ตามศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ นายประสิทธิ์ พิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4  เป็นผู้ดำเนินการขับเคลื่อนในครั้งนี้

โดย นายโสภณ ซารัมย์ กล่าวว่า โครงการนี้ เป็นโครงการที่ทุกฝ่ายร่วมบูรณาการตั้งแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน รวมถึงผู้ปกครองและประชาชน ร่วมมือกันทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารโรงเรียน ขนาดเล็ก และคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่อยู่ ในชนบท ซึ่งขาดแคลน ทรัพยากรทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นบุคลากรครู สื่อการเรียนการสอน และสวัสดิการอื่น 

แต่เนื่องด้วยประชาชนที่มีฐานะเศรษฐกิจไม่เพียงพอที่จะส่งลูกหลานไปเรียน ในเมืองได้ ก็จำทนต้องให้ลูกหลานเรียน ในโรงเรียนของหมู่บ้านตนเอง ซึ่งจากการทำความเข้าใจของทุกฝ่ายจึงได้เกิดความร่วมมือตั้งโครงการนี้ขึ้นมา ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ก็อยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจกันทุกฝ่าย ส่วนตนพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็ม กำลังความสามารถ ซึ่งถ้าโครงการนี้ เดินหน้าต่อไปได้ ก็หวังว่าจะเป็นโมเดลหนึ่งที่รัฐจะนำไปใช้ในระดับชาติต่อไป

ทั้งนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร ยังได้เดินเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านตูมใหญ่ด้วย ///-026

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม ห้ามให้ครูอยู่เวร-ลงโทษนักเรียนยึดระเบียบ

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม ห้ามให้ครูอยู่เวร-ลงโทษนักเรียนยึดระเบียบ

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม ห้ามให้ครูอยู่เวร-ลงโทษนักเรียนยึดระเบียบ

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร-การลงโทษนักเรียน ให้ยึดระเบียบ ศธ.สร้างการศึกษา ‘เรียนดี มีความสุข’ 

17 พ.ค.2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ได้เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ครบถ้วนอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งตนเน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการศึกษา โดยขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง ร่วมกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนานักเรียนให้ “เรียนดี มีความสุข” ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมุ่งมั่นกับภารกิจของตนได้เต็มที่ และร่วมกันผลักดันเป้าหมายพัฒนานักเรียน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ” 

ทั้งนี้ เพื่อให้สถานศึกษาเปิดภาคเรียนด้วยความพร้อม สพฐ. ได้กำหนด 5 แนวทาง ให้สถานศึกษาปฏิบัติ ดังนี้ 1. ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา เน้นดูแลสวัสดิภาพนักเรียนทั้งในและนอกเวลาเรียน  2. ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น เยี่ยมบ้านนักเรียน 100% การจัดการเรียนเสริม และระบบแนะแนวที่ตอบโจทย์ตามบริบทผู้เรียน  3. ด้านการสร้างเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือ ให้สถานศึกษาประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียน  4. ด้านงบประมาณ ให้ดำเนินการใช้จ่ายตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และ 5. ด้านแผนเผชิญเหตุ ให้สถานศึกษาเตรียมพร้อมรับมือเหตุและภัยพิบัติต่างๆ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ พร้อมเฝ้าระวังสิ่งเสพติด เช่น บุหรี่ไฟฟ้า และปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเข้าถึงนักเรียน 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำ ว่า หากเกิดเหตุจำเป็นต้องลงโทษนักเรียน ขอให้ครูยึดหลักจรรยาบรรณ และเคร่งครัดปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2562 ซึ่งกำหนดโทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษา ที่กระทําความผิดได้ 4 มาตรการ ได้แก่ 1.การว่ากล่าวตักเตือน 2. ทำทัณฑ์บน  3.ตัดคะแนนความประพฤติ และ 4.จัดกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยน และห้ามมิให้ใช้ความรุนแรง กลั่นแกล้ง หรือ ลงโทษในลักษณะทำให้นักเรียนอับอาย เช่น การตัดผมนักเรียนหน้าชั้นเรียน ซึ่งขัดต่อแนวทางการคุ้มครองสิทธิเด็ก 

“ในประเด็นการลดภาระงานของครู สพฐ.ขอย้ำให้สถานศึกษาปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 ที่ยกเว้นให้ครูไม่ต้องอยู่เวรโดยเด็ดขาด ผู้บริหารต้องไม่ใช้ถ้อยคำ หรือ คำสั่ง ในลักษณะใกล้เคียง เช่น “เวรความปลอดภัย” หรือ “เวรสมัครใจ” ซึ่งเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงขัดมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ เราต้องร่วมกันทำให้โรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ราชการ เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงสำหรับนักเรียน ครู บุคลากร และผู้ปกครอง ดังนั้น ขอให้เขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษา สื่อสารทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ถึงมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งในและนอกเวลาเรียน พร้อมกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น จัดทำกลไกเฝ้าระวังบุคคลภายนอกเข้ามาก่อเหตุ ห้ามพกอาวุธ ห้ามนำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในโรงเรียน แต่งกายสุภาพ และไม่ก่อความวุ่นวายในพื้นที่ราชการ หากมีการฝ่าฝืน ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพราะโรงเรียนคือพื้นที่เรียนรู้ที่ต้องปลอดภัย ที่จะสร้างการศึกษา เรียนดี มีความสุข ให้กับทุกคน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

3 วัดไทย-องค์กรพุทธในออสเตรเลีย ฉลอง 25 ปี‘วันวิสาขบูชา’วันสำคัญสากลโลก

3 วัดไทย-องค์กรพุทธในออสเตรเลีย ฉลอง 25 ปี‘วันวิสาขบูชา’วันสำคัญสากลโลก

3 วัดไทย-องค์กรพุทธในออสเตรเลีย ฉลอง 25 ปี‘วันวิสาขบูชา’วันสำคัญสากลโลก

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

3 วัดไทยออสเตรเลีย ร่วมกับองค์กรพุทธในออสเตรเลีย จัดงานฉลอง 25 ปี วันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลโลก สะท้อนพลังศรัทธาอันงดงามของชาวพุทธในดินแดนแห่งพหุวัฒนธรรม

ที่อาคารรัฐสภาประเทศออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร่า ประเทศออสเตรเลีย วัดพระธรรมกายซิดนีย์ วัดพระธรรมกายเมลเบิร์น และวัดพระธรรมกายอัลบูรี ร่วมมือกับ Buddhist Federation of Australia และองค์กรชาวพุทธในรัฐนิวเซาท์เวลส์ และรัฐวิกตอเรีย ในประเทศออสเตรเลีย จัดงาน “THE AUSTRALIAN OBSERVANCE OF THE UNITED NATIONS DAY OF VESAK” เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 25 ปี แห่งการประกาศรับรองวันวิสาขบูชาให้เป็นวันสำคัญสากลโลก โดยองค์การสหประชาชาติ ณ อาคารรัฐสภาประเทศออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร่า มีคณะสงฆ์ และภิกษุณี จากทุกชาติ ทุกนิกาย รวมถึงชาวพุทธจากหลากหลายเชื้อชาติทั่วประเทศในออสเตรเลียร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ภายในงานเริ่มด้วยพิธีตักบาตร และถวายภัตตาหารแด่คณะสงฆ์ ภิกษุณี โดยมีคุณพรสรร กำลังเอก ประธานมูลนิธิ พลเอกอาทิตย์-พรสรร กำลังเอก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส รวมทั้งมีพุทธศาสนิกชน และชาวท้องถิ่นพร้อมใจกันสร้างมหาทานบารมีด้วยจิตเลื่อมใส เป็นทัศนานุตริยะที่หาได้ยาก สะท้อนภาพแห่งความสามัคคีอันงดงามในดินแดนแห่งพหุวัฒนธรรม ต่อด้วย ชาวพุทธทุกชาติทุกนิกายได้ร่วมเดินขบวน Mindfulness Walk ผ่านใจกลางกรุงแคนเบอร่า เพื่อประกาศพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยคุณพรสรร กำลังเอก เป็นผู้แทนอัญเชิญองค์พระธรรมกายสีทอง มอบแด่ องค์กร Buddhist Federation of Australia เพื่อประดิษฐานเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธในออสเตรเลีย นับเป็นภาพที่งดงามของความสามัคคีกลมเกลียวและความสงบเรียบร้อยและสง่างามของชาวพุทธอย่างยิ่ง

จากนั้น พระธรรมจารย์ ทิก ฟลุ๊ค ตัน ประธาน Buddhist Federation of Australia อ่านสารจากนายกรัฐมนตรีแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และการกล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงาน พร้อมกันนี้ การสวดมนต์คณะสงฆ์จากนิกายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน ได้สวดมนต์ร่วมกันแสดงถึงพลังแห่งความกลมเกลียวในพระพุทธศาสนา การนี้ พระครูภาวนาญาณวิเทศ (รณรวี รวิปโภ) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเมลเบิร์น นำคณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน ร่วมเจริญสมาธิภาวนา พร้อมกล่าวโอวาทหลวงพ่อธัมมชโย เรื่อง “สันติภาพภายนอก เริ่มต้นจากสันติสุขภายใน” เพื่อย้ำถึงแนวทางสันติวิธีที่ยั่งยืนผ่านการฝึกฝนจิตใจให้สงบ ในช่วงท้ายได้นำผู้มาร่วมงานเจริญเมตตาภาวนา ส่งความรักและปรารถนาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

ด้านนายคริส โบเว่น รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวสุนทรพจน์แสดงความซาบซึ้งใจและกล่าวว่า “การนั่งสมาธิในวันนี้ทำให้ตนรู้สึกสงบมีความสุขอย่างยิ่ง” นอกจากนี้ ภายในงาน ยังได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตไทย อินเดีย และภูฏาน ร่วมงาน และกล่าวแสดงความยินดีถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ และจิตวิญญาณแห่งสันติภาพในสังคมโลกด้วย

งานในครั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพลังศรัทธา ความกลมเกลียว และสันติสุขที่แท้จริงในหัวใจชาวพุทธทั่วออสเตรเลีย สมดังคำกล่าวที่ว่า “World Peace through Inner Peace”  ซึ่งการจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ความสามัคคี พลังศรัทธา ของชาวพุทธทั้ง 2 ประเทศ ที่ร่วมกันจัดงานเพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างวัดพระธรรมกายและองค์กรพุทธในท้องถิ่น เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลยั่งยืนในประเทศออสเตรเลียต่อไป