ผบ.ทร.เชิญพระบรมรูปหล่อ พระเจ้าตากสินฯ มาพระราชวังเดิม ชั่วคราว

ผบ.ทร.เชิญพระบรมรูปหล่อ พระเจ้าตากสินฯ มาพระราชวังเดิม ชั่วคราว

ผบ.ทร.เชิญพระบรมรูปหล่อ พระเจ้าตากสินฯ มาพระราชวังเดิม ชั่วคราว

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มาประดิษฐาน ณ ท้องพระโรง พระราชวังเดิมเป็นการชั่วคราว

17 พฤษภาคม 2568 พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมรูปหล่อ (เท่าพระองค์จริง) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มาประดิษฐาน ณ ท้องพระโรง พระราชวังเดิม เป็นการชั่วคราว   

 ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 (ฐตร.ทรภ.1) ได้ขอความอนุเคราะห์มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม นำพระบรมรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่จัดสร้างขึ้น ประดิษฐาน เป็นการชั่วคราว ณ ท้องพระโรง พระราชวังเดิม ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ ก่อนจะนำไปประดิษฐานเป็นการถาวร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพล ณ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด โดยพระรูปที่นำมาประดิษฐานในครั้งนี้ทรงบัลลังก์เนื้อทองเหลืองขนาดเท่าองค์จริง ดำเนินการจัดสร้างโดยฐานทรงกำลังบำรุงทหารเรือตราด เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาที่คุณและเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดตราด ตลอดจนเป็นที่สักการะบูชาของกำลังพลกองทัพเรือและประชาชนทั่วไป รวมถึงเพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจให้กำลังพลยึดมั่นในความกล้าหาญอดทนเสียสละและปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทอย่างเต็มกำลังความสามารถ

โอกาสนี้ ทางกองทัพเรือ และมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาสักการะ พระบรมรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นกรณีพิเศษ ณ ท้องพระโรงพระราชวังเดิม  โดยสามารถนำบัตรประจำตัวประชาชน มาติดต่อขอแลกบัตรเข้าพื้นที่ ได้ที่กองรักษาการณ์ กองบัญชาการกองทัพเรือพระราชวังเดิม ถนนอนุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โดยสามารถเข้าสักการะได้ ตั้งแต่ 17 ถึง 22 พฤษภาคม 2568 ระหว่างเวลา  09:00 น. ถึง 15:30 น. 

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร–การลงโทษนักเรียนให้ยึดระเบียบ

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร–การลงโทษนักเรียนให้ยึดระเบียบ

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร–การลงโทษนักเรียนให้ยึดระเบียบ

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.32 น.

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร–การลงโทษนักเรียนให้ยึดระเบียบ ศธ.สร้างการศึกษา “เรียนดี มีความสุข”

วันที่ 17 พ.ค.2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ได้เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ครบถ้วนอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งตนเน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการศึกษา โดยขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง ร่วมกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนานักเรียนให้ “เรียนดี มีความสุข” ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมุ่งมั่นกับภารกิจของตนได้เต็มที่ และร่วมกันผลักดันเป้าหมายพัฒนานักเรียน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ”

ทั้งนี้ เพื่อให้สถานศึกษาเปิดภาคเรียนด้วยความพร้อม สพฐ. ได้กำหนด 5 แนวทาง ให้สถานศึกษาปฏิบัติ ดังนี้ 1. ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา เน้นดูแลสวัสดิภาพนักเรียนทั้งในและนอกเวลาเรียน  2. ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น เยี่ยมบ้านนักเรียน 100% การจัดการเรียนเสริม และระบบแนะแนวที่ตอบโจทย์ตามบริบทผู้เรียน  3. ด้านการสร้างเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือ ให้สถานศึกษาประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียน  4. ด้านงบประมาณ ให้ดำเนินการใช้จ่ายตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และ 5. ด้านแผนเผชิญเหตุ ให้สถานศึกษาเตรียมพร้อมรับมือเหตุและภัยพิบัติต่างๆ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ พร้อมเฝ้าระวังสิ่งเสพติด เช่น บุหรี่ไฟฟ้า และปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเข้าถึงนักเรียน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำ ว่า หากเกิดเหตุจำเป็นต้องลงโทษนักเรียน ขอให้ครูยึดหลักจรรยาบรรณ และเคร่งครัดปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2562 ซึ่งกำหนดโทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษา ที่กระทําความผิดได้ 4 มาตรการ ได้แก่ 1.การว่ากล่าวตักเตือน 2. ทำทัณฑ์บน  3.ตัดคะแนนความประพฤติ และ 4.จัดกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยน และห้ามมิให้ใช้ความรุนแรง กลั่นแกล้ง หรือ ลงโทษในลักษณะทำให้นักเรียนอับอาย เช่น การตัดผมนักเรียนหน้าชั้นเรียน ซึ่งขัดต่อแนวทางการคุ้มครองสิทธิเด็ก

“ในประเด็นการลดภาระงานของครู สพฐ.ขอย้ำให้สถานศึกษาปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 ที่ยกเว้นให้ครูไม่ต้องอยู่เวรโดยเด็ดขาด ผู้บริหารต้องไม่ใช้ถ้อยคำ หรือ คำสั่ง ในลักษณะใกล้เคียง เช่น “เวรความปลอดภัย” หรือ “เวรสมัครใจ” ซึ่งเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงขัดมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ เราต้องร่วมกันทำให้โรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ราชการ เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงสำหรับนักเรียน ครู บุคลากร และผู้ปกครอง ดังนั้น ขอให้เขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษา สื่อสารทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ถึงมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งในและนอกเวลาเรียน พร้อมกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น จัดทำกลไกเฝ้าระวังบุคคลภายนอกเข้ามาก่อเหตุ ห้ามพกอาวุธ ห้ามนำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในโรงเรียน แต่งกายสุภาพ และไม่ก่อความวุ่นวายในพื้นที่ราชการ หากมีการฝ่าฝืน ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพราะโรงเรียนคือพื้นที่เรียนรู้ที่ต้องปลอดภัย ที่จะสร้างการศึกษา เรียนดี มีความสุข ให้กับทุกคน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

ชื่นชมความเก่ง! นักเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยจ.เชียงใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศในงาน REGENERON ISEF 2025

ชื่นชมความเก่ง! นักเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยจ.เชียงใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศในงาน REGENERON ISEF 2025

ชื่นชมความเก่ง! นักเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยจ.เชียงใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศในงาน REGENERON ISEF 2025

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.08 น.

17 พฤษภาคม 2568 ขอแสดงความยินดีกับทีมโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ หนึ่งในตัวแทนจากประเทศไทย ที่ไปแข่งขันรางวัลระดับโลก ที่นักเรียนได้รับรางวัล 1st Place Grand Award พร้อมเงินรางวัล $6,000 ในสาขาเทคโนโลยีส่งเสริมศิลปะ (Technology Enhances the Arts) โครงงานวิทยาศาสตร์ในเวที REGENERON ISEF 2025

จากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ในเวที REGENERON ISEF 2025  ณ เมือง Columbus รัฐ Ohio สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2568 โครงงานที่ได้รับรางวัล Project Title : eiBraille: Systematic Reform of Braille Education with AI & Low-Cost Tactile Technology for an Inclusive Zero-Discrimination Society Project ID: TECA016T

ผู้ทำโครงงาน : นายศิวกร สุวรรณหงษ์, นายปัณณวิชญ์ พลนิรันดร์, และน.ส.ศตพร ธนปัญญากุล ครูที่ปรึกษา : นางรุ่งกานต์ วังบุญ และ นายกฤติพงศ์ วชิรางกุล รายละเอียดโครงงาน : eiBraille มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่ถูกมองข้ามอย่างหนึ่งของผู้พิการทางสายตา คือ “ภาวะไม่รู้หนังสือเบรลล์” ในโลกที่การรู้หนังสือคือกุญแจสู่การศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ผู้พิการทางสายตากลับยังเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ราคาสูง เครื่องมือการเรียนล้าสมัย และการขาดแคลนครูผู้สอน     eiBraille จึงพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้เบรลล์ที่ใช้ AI ซึ่งมีต้นทุนต่ำและขยายการใช้งานได้ทั่วโลก eiBraille ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียม ความอิสระ และการมีส่วนร่วม — เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้เรียนรู้ เติบโต และมีชีวิตอย่างมีคุณค่าในทุกภาษาและทุกมุมโลกอีกด้วย

โครงงานนี้เป็นตัวแทนประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 24 เวทีประกวดโครงการรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 หรือ Thailand Innovation Awards 2024 (TIA2024) ที่สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  ได้ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรให้กับน้องๆ และพัฒนาผลงานทั้งด้านเทคนิคและด้านธุรกิจเพื่อยกระดับความเป็นนวัตกรรมให้กับผลงาน

สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ปีการศึกษา 2568

สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ปีการศึกษา 2568

สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ปีการศึกษา 2568

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.57 น.


สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ปีการศึกษา 2568 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ณ สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ เพื่อติดตามการเปิดภาคเรียนใหม่ในภาพรวมของประเทศ รวมถึงการจัดการเรียนการสอน และการดำเนินการตามมาตรการด้านความปลอดภัยให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

โดยนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านหัวนา สพป.กาญจนบุรี เขต 1 เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก  ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน 180 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20 คน ซึ่งนอกจากนักเรียนไทยแล้ว ยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทั้งชาวเมียนมา มอญ และกะเหรี่ยง (มีจำนวน 67 คน คิดเป็น 41.36%) จากการตรวจเยี่ยม พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการอ่าน เขียน คิดคำนวณ สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี อีกทั้งมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส กระตือรือร้นในการเรียนรู้ กล้าแสดงออก พูดโต้ตอบได้อย่างฉะฉานและมีความมั่นใจ แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษามีความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้เป็นอย่างดี

ด้านนายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลกาฬสินธุ์ สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1 เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนจำนวน 1,358 คน แบ่งเป็น นักเรียนชาย 683 คน นักเรียนหญิง 675 คน และมีจำนวนห้องเรียน 47 ห้อง โดยภาพรวมพบว่า สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างราบรื่นตามแผนการเรียนที่กำหนดไว้ พร้อมดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยและมีแผนเผชิญเหตุเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี

ขณะที่นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนราชวินิต สพป.กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 2,509 คน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา จำนวน 2,111 คน ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 398 คน และโรงเรียนสตรีวิทยา สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 1 เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนรวมทั้งหมด 3,109 คน โดยโรงเรียนมีการปรับพื้นฐานนักเรียนก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เรียน และผู้ปกครอง ซึ่งให้ร่วมความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากนั้น ในภาพรวมพบว่าทั้งสองโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างราบรื่นตามแผนการเรียนที่กำหนดไว้ และดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยและมีแผนเผชิญเหตุเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำมาตรการความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 โดยกำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษาในสังกัด ให้มีมาตรการความพร้อมใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา 2. ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และสร้างภูมิคุ้มกัน 3. ด้านเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ 4. ด้านการจัดสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษา และ 5. ด้านแผนเผชิญเหตุ ทั้งก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย รวมถึงการตรวจตราเฝ้าระวังสิ่งเสพติดต่างๆ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ให้เข้าถึงนักเรียนได้ เพื่อให้การเปิดภาคเรียนใหม่นี้ นักเรียนและครูทุกคนทั่วประเทศมีความสุขและปลอดภัย ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. โดยสร้างคุณภาพให้เกิดกับผู้เรียนทุกคน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” อย่างยั่งยืน
 

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาล ทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาล ทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาล ทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ”โรงพยาบาล ทศมินทราธิราช”แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน) เชื่อมโยง “รพ.ภูมิพลอดุลยเดช”พระนาม ร.9 ทอ.ทำหนังสือขอพระราชทานชื่อใหม่ ขึ้นไป 

สำนักพระราชวัง ได้มีหนังสือถึง พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) อ้างถึงหนังสือ กองทัพอากาศ   ที่ขอพระราชทานชื่อใหม่แก่โรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) กรมการแพทย์ทหารอากาศ  กรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชน และเพื่อเป็นสิริมงคล  

โรงพยาบาลทหารอากาศ ใช้งบประมาณก่อสร้าง 950 ล้านบาทถ้วนเพื่อให้บริการแก่กำลังพลของกองทัพอากาศและครอบครัวตลอดจนประชาชนทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตอน โดยการให้บริการเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลภูมิพล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลหลักของกองทัพอากาศ เปิดให้บริการเมื่อปี 2562 ปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ารับบริการทั้งสิ้น 660,915 คน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพให้ประชาชน และเพื่อเป็นสิริมงคล 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้า พระราชทานชื่อใหม่แก่ โรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) ว่า “โรงพยาบาลทศมินทราธิราช”  อ่านว่า โรง-พะ-ยา-บาน-ทะ -สะ- มิน -ทรา-ทิ – ราด หมายความว่า  โรงพยาบาลที่สร้างขึ้น เพื่อ เฉลิม เกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ (รัชกาลที่10) 

‘สกสว.’กระตุกGDPไทยด้วยกองทุน‘ววน.’ หวังเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

‘สกสว.’กระตุกGDPไทยด้วยกองทุน‘ววน.’ หวังเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

‘สกสว.’กระตุกGDPไทยด้วยกองทุน‘ววน.’ หวังเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.06 น.

สกสว.จัดเวทีชวนกระตุก GDP ไทยด้วยกองทุน ววน. “ศุภภาส” ชี้ ววน.เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน แข่งขันได้ในเวทีโลก ชี้นโยบายทรัมป์จะทำให้ไทยปรับตัว และวางยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อคว้าโอกาสและรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้น

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน Dinner Talk “กระตุก GDP ไทยด้วยกองทุน ววน.” ภายใต้แนวคิด ‘มองจุดร่วม สร้างจุดเปลี่ยน ร่วมสร้าง GDP ไทย ด้วยกองทุน ววน.’ ซึ่งจัดโดยสำนักยุทธศาสตร์แผน ติดตามและประเมินผล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ณ โรงแรม Eastin Grand Hotel Phyathai

เพื่อนำผลการงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มาช่วยกระตุก GDP ไทย ให้สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมขับเคลื่อนไม่หยุดนิ่งได้อย่างต่อเนื่องนำไปสู่ความยั่งยืน พร้อมสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจถึงความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการเร่งรัดผลักดันนโยบายและการดำเนินงานที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและในเวทีโลก

น.ส.ศุภมาส ระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยยังมีโอกาสในการสร้างเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้ ววน. เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของประเทศ ได้แก่ งานวิจัยด้านเทคโนโลยีเซนเซอร์และ IoT สำหรับเกษตรกรรม การสร้างอุตสาหกรรมใหม่และการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า การพัฒนากำลังคนระดับสูงเฉพาะทางและเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิจัย เพื่อให้มีสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยมากขึ้น ทำวิจัยและต่อยอดอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนงบประมาณและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมั่นว่า ววน. จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก และช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้ในอนาคต” รัฐมนตรี อว.กล่าว

ขณะที่ ศ. ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เผยว่า การใช้ความรู้ขับเคลื่อนประเทศต้องมีนโยบายที่จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในเรื่องสำคัญ แม้จะมีข้อจำกัดและความท้าทายหลายด้าน แต่ประเทศจะก้าวกระโดดได้ต้องมีสัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ร้อยละ 2-4 เพื่อให้มีแรงส่งเพียงพอ แต่ขณะนี้อัตราการลงทุนของไทยอยู่ที่ร้อยละ 1.1

จึงต้องแน่ใจว่าจะสามารถจัดสรรงบประมาณอย่างถูกต้อง เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงสุด เป็นธรรม รัดกุมรอบคอบและตรงเป้า การจัดงานในครั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารในระบบ ววน. ภาครัฐและภาคเอกชนนำข้อมูลไปขับเคลื่อนในบริบทที่ดูแลอยู่ ขณะที่ สกสว. จะนำเสนอข้อมูลต่อสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อนำสู่การขับเคลื่อนต่อไป

เช่นเดียวกับ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ที่กล่าวถึงการทำงานของ สกสว.ยุคใหม่ ว่าเข็มทิศกำลังแปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ผ่านการขับเคลื่อนและผลงานที่เกิดขึ้นจริง  ได้แก่ การทบทวนแผนและจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. งานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญทั้งด้านสุขภาพและการแพทย์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

การขับเคลื่อนเชิงประเด็นร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สร้างความเข้มแข็งของหน่วยงานและบคุลากร การรับมือและการสื่อสารต่อประชาชนในภาวะวิกฤติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายและการร่วมทุนกับต่างประเทศ ภาคเอกชนและประชาสังคม และการพัฒนาภายในองค์กร โดยในปี 2568 กองทุน ววน.ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 19,251 ล้านบาท คิดเป็น 1.14% และหวังว่าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นในปีต่อ ๆ ไป โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่สำเร็จ แต่คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ

ในโอกาสนี้ สกสว.ได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมาให้มุมมองถึงโอกาสในการใช้การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม อันจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาคมได้เข้าใจถึง “บทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” โดย คุณกฤษณ์ จันทโนทก ประธานกรรมการอำนวยการ สกสว. และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ประเทศไทยขาดไม่ใช่ความรู้หรือแรงบันดาลใจ

แต่คือ ‘ระบบเชื่อมต่อ’ ที่เปลี่ยนงบวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมเชิงเศรษฐกิจได้จริง เราต้องกล้าสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้กับประเทศ การสร้างนวัตกรรมต้องลงทุนกับคุณภาพทุนมนุษย์และสถาบัน ความท้าทายคือต้องทำให้งานวิจัยเกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ปัจจุบันประเทศไทยมีงานวิจัยจำนวนมาก แต่ต้องเร่งเสริมการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ อนาคตของประเทศยังศรัทธาในศักยภาพ ทุน และความรู้ แต่ต้องหาทางเชื่อมโยงและเดินไปด้วยกัน พลังของคนไทยไม่ทิ้งกันในยามคับขันจึงต้องร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และต้องวางโครงสร้างใหม่ เชื่อว่าถ้าทุกคนกล้าเปลี่ยน ระบบ ววน.ไทยจะเป็นฟันเฟืองสำคัญให้ไทยประสบความสำเร็จได้

สำหรับ “นโยบายการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ” โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กสว. และประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าหากไทยต้องการก้าวสู่การเป็นเสือเศรษฐกิจต้องคิดสร้างปัญญา ทำให้สังคมเห็นประโยชน์ การลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรมต้อง ‘ คืนทุนไว ใช้ได้จริง ยิงสุดทาง’ นั่นคือต้องทำโครงการที่ดี ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมทั้งที่เห็นผลเร็วและเกิดผลในระยะยาวด้วย รู้ว่าจะขายหรือแข่งขันกับใคร

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ สถาบันเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่สร้างนวัตกรรมใช้ได้จริง เป็นโมเดลที่ชี้ให้เห็นว่าการวิจัยต้องมีภารกิจชัดเจนและมีความรับผิดชอบ สิ่งที่ต้องทำคือ ตัดงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพื่อให้เกิดความเชื่อถือจากคนในประเทศ โดยก้าวแรกจะต้องตีโจทย์และออกแบบโครงการให้ทะลุ เป็นงานวิจัยที่แก้พัฒนาเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาสังคมได้ มีผู้ใช้ตั้งแต่แรก รวมถึงปรับระบบแรงจูงใจ

นอกจากนี้ สกสว.ยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของ “การลงทุนภาครัฐและเอกชน: กุญแจสู่การเติบโตของ GDP ไทย” โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ว่า บุญเก่าของประเทศกำลังจะหมด อุตสาหกรรมที่เราเคยเก่งกำลังตกยุค ประเทศไทยต้องลอกคราบ ปลดล็อกและสร้าง ‘บุญใหม่’ เพื่อช่วงชิงคลื่นการลงทุนรอบใหม่ในอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสเดียวในรอบหลายทศวรรษ

หากพลาดวันนี้อาจไม่มีโอกาสอีกนาน จากนี้ไปเอเชียและอาเซียนจะเป็นศูนย์กลางใหม่ของโลก จึงต้องก้าวข้าวข้อจำกัดด้วยทักษะของคน นโยบายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอยู่ที่การเปิดประเทศ พัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอนาคต ปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ เพิ่มโอกาสในการช่วงชิงการลงทุน เสริมจุดแข็งเดิมและสร้างระบบนิเวศใหม่ เช่น สร้างบุคลากรรองรับห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น พลังงานสะอาด สตาร์ทอัพและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเร่งขยายเขตการค้าเสรีเพื่อเปิดตลาดใหม่และลดการพึ่งพาตลาดเดิม

งาน Dinner Talk “กระตุก GDP ไทยด้วยกองทุน ววน.” จึงสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการวิจัยและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งจากมุมมองของภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชน ที่ต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการลงทุนเชิงกลยุทธ์ สร้างระบบนิเวศใหม่ที่เชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี และทุนมนุษย์ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ปลดล็อกศักยภาพใหม่ และช่วงชิงโอกาสจากคลื่นการลงทุนรอบใหม่ในภูมิภาคอาเซียนให้ได้อย่างแท้จริง

การขับเคลื่อนด้วยกองทุน ววน. จึงไม่ใช่เพียงการอัดฉีดงบประมาณเพื่อทำวิจัย แต่คือกลไกในการจุดประกายความเปลี่ยนแปลง สร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ สร้างคน สร้างนวัตกรรม และสร้างประเทศไทยใหม่ที่แข่งขันได้ในเวทีโลก

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาลทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาลทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาลทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ “โรงพยาบาล ทศมินทราธิราช” แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน) เชื่อมโยง “รพ.ภูมิพลอดุลยเดช” พระนาม ร.9 ทอ.ทำหนังสือขอพระราชทานชื่อใหม่ ขึ้นไป 

สำนักพระราชวัง ได้มีหนังสือถึง พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) อ้างถึงหนังสือ กองทัพอากาศ   ที่ขอพระราชทานชื่อใหม่แก่โรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) กรมการแพทย์ทหารอากาศ  กรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชน และเพื่อเป็นสิริมงคล  

โรงพยาบาลทหารอากาศ ใช้งบประมาณก่อสร้าง 950 ล้านบาทถ้วนเพื่อให้บริการแก่กำลังพลของกองทัพอากาศและครอบครัวตลอดจนประชาชนทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตอน โดยการให้บริการเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลภูมิพล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลหลักของกองทัพอากาศ เปิดให้บริการเมื่อปี 2562 ปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ารับบริการทั้งสิ้น 660,915 คน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพให้ประชาชน และเพื่อเป็นสิริมงคล 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้า พระราชทานชื่อใหม่แก่ โรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) ว่า “โรงพยาบาลทศมินทราธิราช” อ่านว่า โรง-พะ-ยา-บาน-ทะ -สะ- มิน -ทรา-ทิ – ราด หมายความว่า โรงพยาบาลที่สร้างขึ้น เพื่อ เฉลิม เกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ (รัชกาลที่10) 

‘กรมชลประทาน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

'กรมชลประทาน'เฝ้าฯรับเสด็จ'กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ'

‘กรมชลประทาน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.17 น.

กรมชลประทาน เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 15–16 พฤษภาคม 2568

ในการนี้ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) นายไพฑูรย์ ศรีมุก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายกิตติธัช เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และนายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ร่วมเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ ณ เรือนรับรองที่ประทับ สำนักงานชลประทานที่ 6 อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

‘ชูศักดิ์’สั่งผอ.พศ.ประสาน ปลด’เจ้าคุณแย้ม’ เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เสนอตั้งคกก. ตรวจสอบเงินวัด

'ชูศักดิ์'สั่งผอ.พศ.ประสาน ปลด'เจ้าคุณแย้ม' เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เสนอตั้งคกก. ตรวจสอบเงินวัด

‘ชูศักดิ์’สั่งผอ.พศ.ประสาน ปลด’เจ้าคุณแย้ม’ เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เสนอตั้งคกก. ตรวจสอบเงินวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

“ชูศักดิ์” สั่งผอ.พศ. ประสานเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ปลดเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พร้อมตั้ง คกก.ตรวจสอบเงินวัด

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีพระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม กิตฺตินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม และเจ้าคณะภาค 14 เข้าพบตำรวจ หลังถูกดำเนินคดีในความผิดฐานทุจริตยักยอกเงินวัดจำนวน 300 ล้านบาทว่า เมื่อช่วงเช้าทันทีที่ตนได้รับทราบข่าว ก็ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการพระพุทธศาสนา(พศ.) ประสานสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือเจ้าประคุณสมเด็จธงชัย กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เนื่องจากพระธรรมวชิรานุวัตรเป็นเจ้าคณะภาค 14 ซึ่งเป็นตำแหน่งทางปกครอง โดยจะต้องให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม และเจ้าคณะภาค 14 โดยจะมีการตั้งพระสงฆ์รูปอื่นมารักษาการแทน พร้อมตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง จากนั้นอาจจะต้องดำเนินการทางวินัย แต่ที่ทำขณะนี้คือให้พ้นจากอำนาจหน้าที่ในการเป็นเจ้าอาวาสไปก่อน ซึ่งสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีท่านก็เห็นชอบว่าควรดำเนินการโดยเร่งด่วนตามที่เสนอไป

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องเงินวัด ตนได้แนะนำไปว่า จะต้องตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินเงินทองของวัดโดยเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาคนที่ดูแลทรัพย์สินเงินทองก็คือเจ้าอาวาส เมื่อกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น ก็ควรที่จะเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินเงินทองของวัดว่าเป็นอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นให้เป็นอำนาจหน้าที่สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีตามที่ท่านเห็นสมควร

เมื่อถามว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นต้องมีการตรวจสอบวัดทั่วประเทศทั้งหมดเลยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้มีนโยบายสำคัญ 8-9 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นตนได้ประชุมกับผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทั่วประเทศ ขอให้สอดส่องดูแลป้องกันการทำลายพระพุทธศาสนา โดยตนเน้นย้ำว่า อย่าไปดูเฉพาะพฤติการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอให้ดูด้วยว่าการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นพระลูกวัด เจ้าอาวาส ถ้ามีลักษณะทำลายพระพุทธศาสนาขอให้มีมาตรการดำเนินการ 

“ผมได้เร่งรัดในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการรายงานมาโดยตลอด อย่างถ้ามีข่าวตรงนั้นตรงนี้ หรือไม่มีข่าว แต่มีพฤติกรรมก็จะมุ่งเน้นการประพฤติผิด การกระทำผิดพระธรรมวินัย การนำความเชื่อต่างๆ ที่ไม่ใช่หลักศาสนา ซึ่งทำให้เกิดความงมงายไม่น่าเชื่อ ก็ถือว่าเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาได้ ทั้งนี้การเบิกจ่ายภายในวัดมีระเบียบอยู่แล้ว มีการตรวจตราพอสมควร แต่ก็อย่างว่า ถ้าผู้บริหารทำผิดซะเองบางทีก็ตรวจสอบยาก พอเป็นข่าว เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปดูแล จึงแนะนำไปว่าให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของวัดจะได้โปร่งใส”

สกร.จัดเต็มจัดโชว์ผลงานฉลอง 2 ปีวันสถาปนา 18 พ.ค.นี้

สกร.จัดเต็มจัดโชว์ผลงานฉลอง 2 ปีวันสถาปนา 18 พ.ค.นี้

สกร.จัดเต็มจัดโชว์ผลงานฉลอง 2 ปีวันสถาปนา 18 พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.11 น.

สกร.ฉลอง 2 ปี วันคล้ายวันสถาปนายิ่งใหญ่ ขนทัพ สกร.ประจำจังหวัดทั่วประเทศ โชว์ผลงานจัดกิจกรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมเชิญชวนประชาชนเข้าร่วม วันที่ 18 พ.ค.นี้ ที่ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

นายธนากร  ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า วันที่ 18 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หลังจาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ ถือเป็นการยกสถานะจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มาเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งวันที่ 18 พ.ค.2568 นี้ ก็ถือเป็นวันครบรอบ 2 ปี ที่ สกร.ได้ปฏิบัติหน้าที่หน้าที่จัด ส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาพัฒนาตนเอง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยมีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 และเราจะขยับจากระบบราชการแบบเดิม สู่การเป็นองค์กรที่ทำงานเชิงนวัตกรรม คิดเร็ว ทำเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล

นายธนากร กล่าวต่อไปว่า วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม 2568 ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) สกร.จะจัดนิทรรศการและกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมีสำนักงาน สกร.ประจำจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ นำผลงานที่ได้ทำมาจัดแสดงผลงานตามภารกิจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 มาตรา 6  โดยจัดนิทรรศการใน 3 หมวด คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ,การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และ การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งนิทรรศการและกิจกรรมที่ สกร.นำมาจัดแสดงในวาระวันสถาปนากรมฯ เป็นผลงานที่ภาคภูมิใจ เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เน้นเรื่องการอ่านและกิจกรรมสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านงาน ‘ Virtual Reading การอ่านในโลกเสมือนจริง ’ จังหวัดบุรีรัมย์ มีโครงการ “Buriram Zero Dropout Model” ซึ่งเป็นต้นแบบการช่วยเหลือเด็กนอกระบบให้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้  ซึ่งตรงกับหนึ่งในภารกิจสำคัญของเรา คือ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเด่น ที่สะท้อนอนาคตของการเรียนรู้ เช่น ‘Learn to Earn’ ที่กรุงเทพมหานครเน้นเชื่อมโยงการเรียนกับทักษะการหารายได้ในชีวิตจริง, กิจกรรมด้าน AI ที่สุราษฎร์ธานี และสตูล ที่เปิดโลกใหม่ให้เยาวชน และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือคนไร้บ้านในหลายจังหวัด อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่กองมาตรฐานการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ สกร.จะนำไปจัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจ คือ การจัดสอบวัดผลเทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่ง สกร.ได้เปิดสอบรอบแรกไปเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่าน โดยได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้เรียนจำนวนมาก เพราะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมผู้ที่เป็นเลิศทางการศึกษาให้ ได้รับวุฒิการศึกษา เพื่อประโยชน์ในการศึกษาต่อในระดับสู่งขึ้น และนำคุณวุฒิไปประกอบอาชีพ ผมขอเชิญชวนประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมงานครั้งนี้  ซึ่งความสำเร็จที่แท้จริงของการจัดงาน ไม่ใช่แค่การจัดงาน หรือ จำนวนผู้เข้าร่วม แต่คือ การที่กิจกรรมในงานนี้ได้สร้าง ‘แรงบันดาลใจ’ ให้ประชาชนรู้สึกว่า ‘ฉันก็เรียนรู้ได้ และยังพัฒนาได้เสมอ’ ซึ่งนั่นคือ หัวใจของการส่งเสริม การเรียนรู้ตามแนวคิดของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ” นายธนกร กล่าว.