‘บอร์ดคุรุสภา’เห็นชอบร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

'บอร์ดคุรุสภา'เห็นชอบร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

‘บอร์ดคุรุสภา’เห็นชอบร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.08 น.

“คุรุสภา” ผลักดันร่างมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการจัดการศึกษายุคปัจจุบัน

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า จากนโยบาย “เรียนดี  มีความสุุข” ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการสร้าง ‘ครูคุณภาพ’ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและมีความสุข ต่อยอดการพัฒนาคุุณภาพการศึกษาทุกระดับให้ทันสมัยได้มาตรฐานสากลอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ดำเนินการจัดทำร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัยขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพที่ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน มีสาระสำคัญประกอบด้วย 1.มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 2.มาตรฐานการปฏิบัติงาน และ 3.มาตรฐานการปฏิบัติตน  

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า มาตรฐานความรู้ครูปฐมวัย กำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีความรอบรู้และเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เช่น ธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองเด็ก การเจริญเติบโต พัฒนาการด้านตัวตนและแบบองค์รวมของเด็กตามช่วงวัย การสร้างสัมพันธภาพต่อเด็กและการเลี้ยงดู และการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความรู้ด้านศาสตร์การสอนสำหรับเด็กปฐมวัย การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม การพัฒนาหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทของครอบครัว ชุมชน และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอบสนองต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การประเมินเพื่อวางแผน ส่งเสริม พัฒนาการและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย และความแตกต่างของเด็กรายบุคคล สุขภาพกายและใจ โภชนาการที่ดี การดูแลความปลอดภัยจากสภาพแวดล้อม สังคม รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และความสัมพันธ์ของระบบนิเวศรอบตัวที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ครอบคลุม ทั้งครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน สื่อ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม และกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กปฐมวัย และสอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพกำหนดว่า ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัย ต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ได้แก่ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพระหว่างเรียน และการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ ขณะที่มาตรฐานการปฏิบัติงานนั้นกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องปฏิบัติหน้าที่ครูด้วยการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้านความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจิตวิญญาณและคุณลักษณะที่ดีของความเป็นครูปฐมวัย สร้างสัมพันธภาพที่ดี รัก เมตตา และเอื้ออาทรต่อเด็กปฐมวัย ปฏิบัติต่อเด็กปฐมวัยอย่างให้เกียรติ ใช้ความรู้ในการวางแผน พัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย และการจัดประสบการณ์เรียนรู้ต้องออกแบบ วางแผนอย่างสร้างสรรค์ บูรณาการที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กปฐมวัย จัดสื่อ สภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคม ทั้งในและนอกห้องเรียนที่เหมาะสม รวมทั้งมีความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชนเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ร่วมแก้ปัญหาด้านพัฒนาการโดยใช้วิธีการสื่อสารเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญส่วนหนึ่งของมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัยคือการให้เด็กมีส่วนร่วมในการแสดงออก ใส่ใจต่อเด็กปฐมวัยที่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่าง ๆ ตลอดจนส่งเสริมสุขนิสัยที่ดี และดูแลความปลอดภัยทางสภาพแวดล้อม สังคม และเทคโนโลยีที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็ก โดยทำงานร่วมกับผู้ปกครอง และหรือสหวิชาชีพ และรู้เท่าทันและสามารถใช้สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีทางการศึกษา ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดผลดีต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยบูรณาการการเรียนรู้ผ่านการเล่นและทำกิจกรรมที่หลากหลายสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กและความต้องการพิเศษ เพื่อให้เด็กมีสมรรถนะพื้นฐานในการเรียนรู้และการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคต และในส่วนสุดท้ายคือมาตรฐานการปฏิบัติตนที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยจะต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ

“คุรุสภาเห็นความสำคัญของครูปฐมวัย ผู้ซึ่งประกอบวิชาชีพหลักด้านการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย จึงได้จัดทำร่าง ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วย มาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. … และเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตครู หน่วยงานผู้ใช้ครู ผู้ประกอบวิชาชีพครู รวมถึงผู้ปกครองนักเรียน นิสิตนักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งขณะนี้การดำเนินการใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยคณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุม ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 มีมติเห็นชอบ ร่าง ข้อบังคับดังกล่าว และอยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภาพิจารณาลงนาม และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  ซึ่งการจัดทำร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วย มาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัยฉบับนี้ เพื่อมุ่งหวังให้ครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพสอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย  ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนเพื่อรับการศึกษาในขั้นถัดไป” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

ไทยพีบีเอส เปิดตลาด OTT นำ VIPA อวดสายตาชาวญี่ปุ่นในงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว

ไทยพีบีเอส เปิดตลาด OTT นำ VIPA อวดสายตาชาวญี่ปุ่นในงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว

ไทยพีบีเอส เปิดตลาด OTT นำ VIPA อวดสายตาชาวญี่ปุ่นในงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.38 น.

ไทยพีบีเอส เปิดตลาด OTT นำ VIPA อวดสายตาชาวญี่ปุ่นในงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 25

ไทยพีบีเอส ร่วมออกบูทเผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์ไทย เปิดตลาด OTT อวดโฉม ‘VIPA’ แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งของไทยให้คนญี่ปุ่นได้รู้จัก และสามารถรับชมละคร-สารคดีของไทย แบบไม่มีโฆษณา ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมเปิดตัวหนังสือ “น้ำพริก มรดกรสแห่งเครื่องจิ้ม” เวอร์ชันภาษาอังกฤษครั้งแรกในงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 25 ณ สวนสาธารณะโยโยงิ เขตชิบูยะ กรุงโตเกียว 

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว (25th Thai Festival Tokyo) ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 10 – 11 พ.ค. 68 ณ สวนสาธารณะโยโยงิ เขตชิบูยะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยนางสาว IKUINA Akiko ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว และผู้บริหารระดับสูง ทั้งจากองค์กรภาคีฝ่ายญี่ปุ่น และหน่วยงานไทย 

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ ให้การสนับสนุนการจัดเทศกาลไทย ใน 45 เมือง 32 ประเทศทั่วโลก โดยหาจุดแข็งสร้างความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่เวทีนานาชาติผ่านศิลปะ, วัฒนธรรม, ประเพณี และร่วมกันขยายผลส่งเสริม สร้างธุรกิจ สร้างรายได้ให้แก่ 13 อุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์อันมีเสน่ห์ ซึ่งเมื่อมาผนวกกับการดึงดูดให้ชาวต่างชาติมาท่องเที่ยว ประเทศไทย จะส่งผลให้ผลผลิตต่าง ๆ จากประเทศไทยกระจายไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลกอย่างทั่วถึง สร้างองค์ความรู้ และผลประโยชน์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมได้ในอนคตอย่างแน่นอน 

“เทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว เป็นเทศกาลไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ และเป็นเทศกาลด้านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของกรุงโตเกียว นำเสนอประเทศไทยในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความสร้างสรรค์ ทันสมัย และก้าวหน้า เสริมสร้างอัตลักษณ์และความเข้มแข็งให้กับชุมชนไทยในญี่ปุ่น รวมทั้งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยที่มีศักยภาพให้ “รุกไปในระดับโลก” ตามยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อสร้างโอกาสในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในตลาดญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน” รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว

ด้าน นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า  “งานเทศกาลไทยไม่ได้มีแค่การจำหน่ายสินค้าและอาหารไทย แต่ได้นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ ทั้งในสาขา ภาพยนตร์ ดีไซน์ แฟชั่น การแสดงวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมที่สวยงาม เช่น นาฏศิลป์ไทย โขน มวยไทย และยังมีคอนเสิร์ตจากศิลปินไทยชื่อดัง ศิลปินที่มีผลงานซีรีย์ที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ และความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนไทยและประชาชนญี่ปุ่น  และยังเป็นจุดสร้างโอกาสให้แก่ทั้งผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่น สามารถต่อยอดสร้างธุรกิจแบบแมทชิ่ง  ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลต่อไปในอนาคต” 

สำหรับบูทของไทยพีบีเอส ได้นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทย ผ่านละคร อาทิ หม่อมเป็ดสวรรค์, บุษบาลุยไฟ, จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี และสารคดีฝีมือคนไทย เช่น มนตราล้านนา, คนเรือยาว, ในรอยรส Taste Detective รวมถึง VIPA ซึ่งเป็น OTT Application แพลตฟอร์มที่ให้บริการสตรีมมิงเนื้อหาต่าง ๆ ของไทยพีบีเอส โดยชาวญี่ปุ่นที่นิยมชมชอบประเทศไทย สามารถดาวน์โหลดไว้เพื่อติดตามละคร สารคดี ต่าง ๆ ของไทยพีบีเอสได้อย่างเต็มที่ แบบไม่มีโฆษณา ไม่มีการเก็บค่าบริการ มีบริการ Subtitles หลายภาษา รวมถึงภาษาญี่ปุ่นด้วย

และอีกไฮไลท์สำคัญคือการเปิดตัวหนังสือ “น้ำพริก มรดกรสแห่งเครื่องจิ้ม” หนังสือที่รวบรวมองค์ความรู้เรื่องน้ำพริกและภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่น ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมเผยแพร่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทย วัฒนธรรม และซอฟต์พาวเวอร์ ของไทยในรูปแบบที่สร้างสรรค์ น่าสนใจ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้รับชมได้ สอดคล้องกับ Creative Thailand ซึ่งเป็นแนวคิดในการจัดงานปีนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ไทยพีบีเอสได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากชาวญี่ปุ่น มีแฟนคลับไทยพีบีเอส ที่แวะมาทักทาย ชื่นชม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มครอบครัว ให้ความสนใจดาวน์โหลด Application VIPA กันเป็นจำนวนมาก 

นอกจากไทยพีบีเอส ยังมีหน่วยงานของไทยร่วมกิจกรรมออกบูท ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการเอกชน ตลอดจนชาวไทย ญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว เป็นเทศกาลไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ และเทศกาลด้านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของกรุงโตเกียว โดยแต่ละปีมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300,000 คน

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

พระธรรมทูตไทยในยุโรปจับมือนานาชาติ จัดวันวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่

พระธรรมทูตไทยในยุโรปจับมือนานาชาติ จัดวันวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่

พระธรรมทูตไทยในยุโรปจับมือนานาชาติ จัดวันวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

พระธรรมทูตไทยในยุโรปจับมือนานาชาติ จัดกิจกรรมวันวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่ ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

14 พฤษภาคม 2568 สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป (ส.ธ.ย.) หรือ The Union of Thai Sanghas in Europe (UTSE) นำโดยพระเดชพระคุณพระราชวชิรศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ร่วมกับคณะสงฆ์ศรีลังกา คณะผู้แทนถาวรศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา จัดกิจกรรมวันวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของโลก ณ อาคารสำนักงานสหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

พิธีเริ่มเวลา 14.00 น. นางหิมาลี อรุณาทิลากา เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรศรีลังกา ประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา กล่าวเปิดงาน ต่อด้วยนางสาวอุศณา พีรานนท์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ  ณ นครเจนีวา กล่าวถึงความสำคัญของวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก

ก่อนที่นางทาเทียน่า วาโลวาย่า ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา จะได้กล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงานจากทั่วโลก อาทิ พระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป และภาคีเครือข่าย  คณะสงฆ์ศรีลังกาในสมาพันธรัฐสวิส  เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรจากประเทศต่างๆ รวมถึงพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งทวีปยุโรป

ต่อมาเป็นการกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อม” โดยพระมหาภาสกร ปิโยภาโส รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ และพระอาจารย์ซันเดอร์  เขมธมฺโม จากวัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์

จากนั้นเป็นการอ่านสารวันวิสาขบูชาของเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรจาก 11 ประเทศ ที่มีประชาชนนับถือพระพุทธศาสนา ได้แก่ ภูฏาน, อินเดีย, ลาว, มาเลเซีย, เนปาล, เวียดนาม, เมียนมา, สิงคโปร์, จีน, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

ต่อมาพระเดชพระคุณพระราชวชิรศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป พร้อมด้วยผู้แทนคณะสงฆ์ศรีลังกา น้อมนำพานและกระทงดอกไม้ วางหน้าโต๊ะหมู่ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา คณะสงฆ์ทั้งปวงสาธยายสวดมนต์บทรัตนสูตร ก่อนที่ผู้แทนคณะสงฆ์ศรีลังกาจะนำนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม แผ่เมตตา ให้โลกเกิดสันติภาพและสันติสุขเป็นอันเสร็จพิธี

ความสำเร็จของการจัดงานในวันนี้เกิดจากความเสียสละและความสามัคคีของเหล่าพุทธบริษัท  จึงสามารถจัดกิจกรรมรำลึกวันวิสาขบูชาอันเป็นวันสำคัญของโลกได้อย่างยิ่งใหญ่และสมศักดิ์ศรีของชาวพุทธ ให้นานาชาติได้รับทราบและเห็นถึงความสำคัญของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสูงสุดของเหล่าพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งโลก

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบนโยบายแก่ผู้สอบบรรจุเข้ารับราชการครู

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบนโยบายแก่ผู้สอบบรรจุเข้ารับราชการครู

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบนโยบายแก่ผู้สอบบรรจุเข้ารับราชการครู

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบหมายให้ นายกิตติพงษ์ โปร่งเจริญ รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 พบปะ มอบนโยบาย ให้โอวาท แก่ผู้สอบแข่งขันได้ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 6 ราย กล่าวแสดงความยินดี ต้อนรับสู่ครอบครัว สพป.พิษณุโลก เขต 2 ให้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นครูที่ดี ใช้ความรู้ความสามารถสั่งสอนศิษย์ ดูแล ช่วยเหลือ สังเกตุพฤติกรรมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ ใช้กระบวนการ Active Learning และ IT ในการจัดการเรียนการสอน เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา ช่วยเหลือเพื่อนครู สัมพันธ์ชุมชน รักษาจรรยาบรรณวิชาชีพครู เตรียมพร้อมรับการประเมิน และพัฒนาตนเองเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ ขอให้ทำงานอย่างมีความสุข และส่งความสุขถึงนักเรียน พร้อมจัดทำทะเบียนประวัติ ก่อนส่งตัวปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมดินทอง 3 สพป.พิษณุโลก เขต 2

มทร.ธัญบุรี ยกระดับปทุมธานี สู่เมืองนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

มทร.ธัญบุรี ยกระดับปทุมธานี สู่เมืองนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

มทร.ธัญบุรี ยกระดับปทุมธานี สู่เมืองนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ภายใต้แนวคิด “ดอกบัว ชุมทองของของเกษตรกร และอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน เพื่อการพัฒนาแห่งอนาคต” สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของ จ.ปทุมธานี และบทบาทของมหาวิทยาลัย ในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยมี นายองค์รักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาการในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี รศ. ดร.เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมต้อนรับ ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

โดย รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาราชการในตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี เผยว่า เพื่อตอบโจทย์ปัญหาในระดับพื้นที่ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชมชน ท้องถิ่น และเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดปทุมธานี และมุ่งมั่นในการเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อพื้นที่” โดยมีบทบาททั้งในด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย (MSMEs) ตลอดจนการร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชนในจังหวัดปทุมธานีอย่างรอบด้าน และมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนางานวิจัยเชิงประยุกต์ และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยเน้นการนำองค์ความรู้และผลงานวิจัย ไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคธุรกิจ และชุมชนใน จ.ปทุมธานี ทั้งในต้านอุตสาหกรรมการผลิต เกษตรอัจฉริยะ วิศวกรรม เทคโนโลยีอาหาร และสิงแวดล้อมโดยมีความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการ พัฒนานวัดกรรมที่ตอบโจทย์เชิงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้มหาวิทยาลัยยังดำเนินภารกิจบริการวิชาการแก่สังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการรายย่อย การฝึกอบรม เพื่อเพิ่มทักษะให้แก่แรงงานในพื้นที่ และการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ในระดับท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวง อว. ที่มั่งสร้าง “อุดมศึกษาเพื่อพื้นที่” อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการจากหลากหลายหน่วยงานกว่า 30 บูธ อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาและยกระดับด้วย อววน. จาก มทร.ธัญบุรี เครือข่ายผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน SME ภาคเอกชน และหน่วยงานในสังกัด อว. รวมถึงการแสดงผลงานวิจัยระดับนานาชาติที่ได้รับรางวัล ผลงานที่ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตร (IP) ผลงาน Innovative Start Up ภายใต้ UBI RMUTT และ “Local Life Market – ตลาดวิถีไทย ใจกลางวิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็นผลจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมตรวจสุขภาพเคลื่อนที่จากศูนย์ความเป็นเลิศด้าน Human and Business Development การนำเสนอผลงานการพัฒนา “ดอกบัว” อัตลักษณ์ของ จ.ปทุมธานี ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จาก ม.ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ นิทรรศการจากเครือข่ายคลินิกเทคโนโลยี ม.ธรรมศาสตร์ และนิทรรศการจาก วว./NIA/สทน. และภาคเอกชนด้าน Wellness อย่าง บริษัท TnK Beauty จำกัด และ IMI Wellness Clinic ที่มาสาธิตการฝังเข็มแพทย์แผนจีน เป็นต้น

สพม.ตาก อบรมบุคลากรพร้อมรับมือภัยพิบัติ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

สพม.ตาก อบรมบุคลากรพร้อมรับมือภัยพิบัติ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

สพม.ตาก อบรมบุคลากรพร้อมรับมือภัยพิบัติ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “เสริมสร้างความปลอดภัยและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ” โดย นายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เป็นประธานในพิธี และได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและสร้างทักษะในการรับมือเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่ราชการ

นายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการ สพม.ตาก กล่าวว่า การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญในการบริหารจัดการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัย แผ่นดินไหว หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก

สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานเทศบาลเมืองตาก ให้ความรู้ในหัวข้อ “มาตรการเสริมสร้างความปลอดภัยในสำนักงาน และแนวทางการรับมือเหตุฉุกเฉิน” รวมถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการฝึกซ้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุจำลอง ซึ่งประกอบด้วย การฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในสถานการณ์ต่างๆ และการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บเบื้องต้นอย่างถูกวิธี

สกสค.จับมือ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม 10% ลดค่าครองชีพครู

สกสค.จับมือ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม 10% ลดค่าครองชีพครู

สกสค.จับมือ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม 10% ลดค่าครองชีพครู

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.19 น.

สกสค.จับมือ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม 10% ลดค่าครองชีพครู

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568  ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.)และนายวันชัย เรืองกิจภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเพื่อสวัสดิการ สวัสดิภาพและสิทธิประโยชน์ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการดำรงชีวิตการจัดสวัสดิการส่วนลดค่าของชีพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง สาขารามอินทรา กรุงเทพฯ 

ดร.พีระพันธ์ กล่าวว่า เพื่อจัดส่วนลดสวัสดิการร้านค้าให้กับสมาชิกของ สกสค. ซึ่งเป็นครูบุคลากรทางการการศึกษาทั้งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สังกัดกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น และสังกัดกรุงเทพมหานคร  ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สกสค.ขอเปิดความร่วมมือกับภาคเอกชน ที่มาร่วมมือกับภาครัฐ จากปี 2567 ต่อยอดมาในปี 2568 มีผู้ประกอบการร้านค้ากว่า 1,300 ร้านค้า ครอบคลุม 77 จังหวัด

สำหรับวันนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง สกสค.กับร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง ซึ่งจะให้ส่วนลดกับผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ 10% สำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้นโยบายของ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีเจตนารมย์อยากให้ครู และบุคลากรทางการศึกษา มีสวัสดิการและส่วนลดต่างๆให้ครู จึงให้ สกสค. จัดหาสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่าของชีพ ทั้งในเรื่องของการลดภาระหนี้สิน หรือการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมาะสมให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา

ส่วนที่ สกสค.เลือกโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เนื่องจากท่านวันชัยเห็นว่าครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับวงการการศึกษา ให้กับนักเรียนและสร้างเยาวชนของชาติ และเป็นที่ทราบกันดีว่าครูไม่ได้มีรายได้เยอะ มีอาชีพเดียว และค่าของชีพนับวันยิ่งสูงขึ้น อะไรที่ช่วยสังคมและการศึกษาได้ทางอ้อม จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระโดยไม่มีเงื่อนไข ก็ถือเป็นการช่วยสร้างขวัญกำลังใจและสร้างความสุขให้กับคุณครูและบุคลากรทางการศึกษา

เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อว่า  สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ของ สกสค. ซึ่งเป็นบัตรสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษา ในบัตรจะมีชื่อและเลขประจำตัวของคุณครู เมื่อเข้ามาที่ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง ก็สามารถแสดงบัตรเพื่อจะได้รับส่วนลด 10%  ซึ่งโครงการนี้ใช้ได้กับโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง 3 สาขา คือ สาขารามอินทรา สาขาแจ้งวัฒนะ และพระราม 3 กทม. 

“ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่สะดวกจะโหลดแอพเพื่อทำบัตรสมาชิก ก็สามารถใช้บริการผ่านบัตรสมาชิก สกสค.ได้ โดยสิทธิพิเศษนี้ มีระยะเวลา 1 ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป”

ด้านนายวันชัย กล่าวว่า สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ทางร้านมอบให้ เป็นส่วนลด 10% ทันที ทั้ง 3 สาขา สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ทุกประเภท วิธีรับสิทธิประโยชน์ เพียงยื่นบัตรการเป็นสมาชิก สกสค. ให้กับพนักงานก่อนชำระเงิน

“ผมรู้สึกภูมิใจมากที่ได้รับการประสารมาจาก ดร.พีรพัน ที่ให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะให้คุณครูทั่วประเทศ เมื่อเข้ามากรุงเทพฯ ได้มาสัมผัสร้านอาหารดีๆรสชาติอร่อยๆ ซึ่งเป็นความภูมิใจของเรามากและดีใจที่สุด” นายวันชัย กล่าว

อว.ผนึกกำลัง มท. เสริมศักยภาพบุคลากร 76 จังหวัด เปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย

อว.ผนึกกำลัง มท. เสริมศักยภาพบุคลากร 76 จังหวัด เปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย

อว.ผนึกกำลัง มท. เสริมศักยภาพบุคลากร 76 จังหวัด เปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.53 น.

14 พฤษภาคม 2568 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด “โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อเฝ้าระวังและรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย” ครั้งที่ 2 สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวง อว. โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) ระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรของกระทรวงมหาดไทย จากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ภาคกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 120 คน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี เข้าร่วมอบรม

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในระดับพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทยให้สามารถใช้เทคโนโลยีและข้อมูลสารสนเทศในการวางแผนและตัดสินใจรับมือภัยแล้งและอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแผนจัดอบรมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการอบรมครั้งแรกได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน สำหรับการอบรมวันนี้เป็นครั้งที่ 2 ในพื้นที่ภาคกลาง และจะมีการจัดต่อเนื่องในภูมิภาคอื่นๆ เป็นลำดับต่อไป

“ภัยแล้งและอุทกภัยยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูลสารสนเทศ เช่น ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ข้อมูลดาวเทียม และภูมิสารสนเทศ มาใช้วิเคราะห์ วางแผน และบริหารสถานการณ์น้ำได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที” รัฐมนตรี อว. กล่าว

ดร.รอยบุญ กล่าวรายงานว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน “แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลสำคัญด้านทรัพยากรน้ำ อาทิ ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ และข้อมูลจากเรดาร์ชายฝั่ง รวมถึงระบบเพื่อการตัดสินใจ เพื่อสนับสนุนและวางแผนงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

นอกจากนี้ สสน. ยังได้ร่วมมือกับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยแม่โจ้–แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree Program) ด้านการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในพื้นที่ ให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของชุมชนตนเอง

“โครงการฝึกอบรมฯ ครั้งนี้ เป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบาย ‘อว. for Water’ เพื่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน โดยหวังว่าจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว และเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนและประเทศโดยรวม” ดร.รอยบุญ กล่าว

-(016)

ศธ.ปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการเพื่อเพิ่มคุณภาพ-เท่าเทียม

ศธ.ปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการเพื่อเพิ่มคุณภาพ-เท่าเทียม

ศธ.ปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการเพื่อเพิ่มคุณภาพ-เท่าเทียม

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2566 – 2570) ตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การดำเนินงานด้านการศึกษาสำหรับคนพิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2566 – 2570) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแผนให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2571 -2575) เพื่อเตรียมความพร้อมในการวางแผนการศึกษาสำหรับคนพิการในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมสำหรับคนพิการ โดยมีการวางแผนอย่างต่อเนื่อง และประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการให้มีประสิทธิภาพ

14-20 พฤษภาคมนี้ สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 2

14-20 พฤษภาคมนี้ สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 2

14-20 พฤษภาคมนี้ สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 2

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.45 น.

“อธิบดี สกร.” พอใจภาพรวมผลการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 เรียบร้อยดี ประกาศเปิดรับสมัครสอบเทียบฯ ครั้งที่ 2 วันที่ 14-20 พฤษภาคม สอบวันที่ 7-8 มิถุนายน 2568

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้เปิดรับสมัครและรับขึ้นทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 4-10 เมษายน 2568 มีผู้สมัครระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ระดับทั้งสิ้น 1,897 คน และประกาศผลไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมานั้น ภาพรวมระบบการจัดสอบ และประกาศผลสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผลการทดสอบมีทั้ง ผู้ที่สอบผ่านทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และสอบผ่านบางกลุ่มสาระการเรียนรู้  ซึ่งเงื่อนไขในการรับวุฒิการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบ คือ 1.ต้องสอบผ่านทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 2.เข้าร่วมสัมมนาวิชาการ เพื่อประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนการประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ และผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ดังนั้น ผู้ที่สอบผ่านทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ จึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมสัมมนาวิชาการ ส่วนผู้ที่สอบผ่านบางกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต้องสมัครสอบตามรายวิชาที่ยังไม่ผ่าน และสอบผ่านให้ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ก่อน ทั้งนี้ จากจำนวนผู้เข้าทดสอบทั้งหมดรวมทั้ง 3 ระดับการศึกษา วิชาที่สอบผ่านมากที่สุด คือ วิชาการงานอาชีพ และวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ส่วนวิชาที่ผ่านน้อยที่สุด ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน และวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพื้นฐาน

นายธนากร กล่าวต่อไปว่า วันที่ 14-20 พฤษภาคม 2568 นี้ สกร. จะเปิดรับสมัครและรับขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิสอบตามรายวิชาที่ลงทะเบียน ครั้งที่ 2 โดยผู้สนใจต้องลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ http://ekas.dole.go.th และมายืนยันเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียน พร้อมสมัครสอบรายวิชาได้ที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองทุกจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตลองเตย กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 77 แห่งทั่วประเทศ ภายในวันที่ วันที่ 14-20 พฤษภาคม 2568  สกร.จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบฯ วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 จากนั้น สกร. และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะร่วมดำเนินการสอบเทียบ วันที่ 7-8 มิถุนายน 2568 และประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบ วันที่ 20 มิถุนายน 2568

“ สำหรับขอบข่ายเนื้อหาจัดสอบใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ มีดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพ  และ 8. ภาษาต่างประเทศ ทั้งนี้ สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สามารถเลือกแผนการสอบได้ทั้งแผนทั่วไป และแผนวิทย์ – คณิต อย่างไรก็ตามในการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 2 จะไม่คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับผู้สอบ และจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารการจัดสอบสำหรับศูนย์สอบ และสถานศึกษาที่ทำหน้าที่เทียบระดับ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ โดยคาดว่าจะมีผู้สมัครสอบเทียบฯ ไม่น้อยกว่าครั้งแรก” นายธนากร กล่าว.