มอบหนังสือแนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ฯ ให้กับรองเลขาธิการสพฐ.

มอบหนังสือแนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ฯ  ให้กับรองเลขาธิการสพฐ.

มอบหนังสือแนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ฯ ให้กับรองเลขาธิการสพฐ.

วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

รองอธ.อัยการคดีเยาวชนและครอบครัว ร่วมกับ สำนักงานอัยการสูงสุดออสเตรเลีย และองค์การ UNICEFมอบหนังสือแนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ฯ ให้กับรองเลขาธิการสพฐ. เพื่อเผยแพร่ความรู้ปัญหาภัยออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ยกระดับการคุ้มครองเด็กไทยจากภัยคุกคามในโลกดิจิทัล

วันที่ 6 มิถุนายน2568  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจักรวาล แสงแข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว พร้อมคณะพนักงานอัยการและบุคลากรศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว (ศอค.) สำนักงานอัยการสูงสุด  ส่งมอบหนังสือ “แนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546” จำนวน 500 เล่มและรูปแบบ E-book ให้แก่ นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เพื่อจัดส่งไปยังสถานศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายจักรวาล รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว ร่วมกับองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) และสำนักงานอัยการสูงสุดออสเตรเลีย จัดทำหนังสือ “แนวทางการคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546” ทั้งในแบบรูปเล่ม และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์ และความสำคัญของปัญหาภัยออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้แก่เด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็ก ตลอดจนผู้ใช้สื่อออนไลน์เกี่ยวกับเด็กที่อาจเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิด หรืออาจเป็นผู้กระทำความผิดให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แก้ไขและเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการทางคดีได้อย่างถูกต้อง รวมถึงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท อำนาจ หน้าที่ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ฯและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชน เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็กไทยจากภัยคุกคามในโลกดิจิทัล.
              

ย้อนรอยตำนาน’เพลงชาติไทย’ เผยที่มาประโยคทรงพลัง! ‘ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด’

ย้อนรอยตำนาน'เพลงชาติไทย' เผยที่มาประโยคทรงพลัง! 'ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด'

ย้อนรอยตำนาน’เพลงชาติไทย’ เผยที่มาประโยคทรงพลัง! ‘ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด’

วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 09.25 น.

วันที่ 6 มิถุนายน 2568 เฟซเฟซบุ๊ก “โบราณนานมา” โพสต์ข้อความระบุว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด 

ท่อนที่ว่า “…ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด…” มาจากเพลงชาติไทย ซึ่งพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง ส่วนคำร้องประพันธ์โดยหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)

ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้มีการใช้เพลง “สรรเสริญพระบารมี” เป็นเพลงถวายความเคารพองค์พระมหากษัตริย์ตามธรรมเนียมสากล แม้เพลงดังกล่าวไม่ใช่เพลงชาติของประเทศสยามอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ก็ถืออนุโลมว่าเป็นเพลงชาติโดยพฤตินัยตามหลักดังกล่าว

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี ๒๔๗๕ คณะราษฎร ได้ประกาศใช้ “เพลงชาติมหาชัย” ซึ่งประพันธ์เนื้อร้องโดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นเพลงชาติอยู่ ๗ วัน (ใช้ชั่วคราว) แต่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาเป็นเพลงชาติฉบับที่แต่งทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการแทนเพลงสรรเสริญพระบารมี

ส่วนเนื้อร้องของ “เพลงชาติไทย” นั้น คณะราษฎรได้ทาบทามให้ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เป็นผู้ประพันธ์ โดยคำร้องที่แต่งขึ้นนั้นมีความยาว ๒ บท แม้เพลงนี้จะเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไปก็ตาม แต่เพลงนี้ก็ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็นเพลงชาติ

๏ แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง
ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า
สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์บุราณลงมา
ร่วมรักษาเอกราษฎร์ชนชาติไทย

๏ บางสมัยศัตรูจู่มารบ
ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่
ตะลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท
สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา

๏ อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย
น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราษฎร์คือกระดูกที่เราบูชา
เราจะสามัคคีร่วมมีใจ

๏ ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสสระเสรี
ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย
สถาปนาสยามให้เทิดชัยไชโย

แต่ต่อมาในปี ๒๔๘๒ มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ทำให้รัฐบาลจัดประกวดคำร้องใหม่ขึ้น (เนื้อเพลง) แต่กำหนดว่าให้ใช้ทำนองตามฉบับเดิมของพระเจนดุริยางค์ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)”

หลังจากเปลี่ยนเนื้อร้องเพลงชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ใน ปี ๒๔๘๒ เพลงชาติไทยฉบับเนื้อร้องปัจจุบัน เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๒ มีเนื้อเพลงดังนี้

๏ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี

๏ ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย

จากเนื้อร้องเพลงชาติข้างต้น ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ได้ให้ความหมายของเนื้อร้องไว้ ดังนี้

“…ประเทศไทยเป็นถิ่นที่รวมชนผู้มีเลือดเนื้อเชื้อชาติของไทยไว้ให้ได้อยู่อาศัยร่วมกัน แผ่นดินทุกส่วนของประเทศไทยย่อมเป็นของชาวไทยทุกคน ประชาชนไทยรักษาแผ่นดินไทยทั้งหมดไว้ได้ ก็ด้วยทุกคนมีน้ำใจสามัคคี

รักคนไทยด้วยกันและรักประเทศชาติ ชนไทยรักที่จะอยู่สุขสงบ แต่ถ้าจำเป็นต้องรบกับศัตรูแล้ว คนไทยไม่เคยขลาดกลัวเลย ไม่มีวันยอมให้ศัตรูหน้าไหนมาข่มขู่ทำลายความเป็นอิสระของชาติไทยได้ ทุกคนยอมสละเลือด

ทุกหยดเพื่อชาติไทยอยู่ยั่งยืน จะปกป้องคุ้มครองประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป และให้มีแต่ชัยชนะตลอดไป…”

#โบราณนานมา #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #เพลงชาติไทย #เพลงชาติ

‘รวิศ สอดส่อง’ผู้แทนรมว.ยุติธรรม ร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา’สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร’

'รวิศ สอดส่อง'ผู้แทนรมว.ยุติธรรม ร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา'สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร'

‘รวิศ สอดส่อง’ผู้แทนรมว.ยุติธรรม ร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา’สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 21.29 น.

“รวิศ สอดส่อง”ผู้แทนรมว.ยุติธรรม ร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา”สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร” ตามคำเชิญของเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ ว่า เมื่อเวลา 19.45 น.ที่ผ่านมา นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้แทน พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง เนื่องในวาระวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ตามคำเชิญของ นายมาร์ก กูดดิง เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ซึ่งงานดังกล่าวจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย โดยเป็นการกระชับความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ ในวาระการครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 170 ปี ไทย – สหราชอาณาจักร ในปี 2568 ท่ามกลางแขกกว่า 500 คน ทั้งคณะรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง คณะทูตานุทูต และผู้แทนจากแวดวงต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ การค้า สังคม วิชาการ ศิลปะ วัฒนธรรม และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายในงานฯ ได้เน้นย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร รวมทั้งยินดีต่อการลงนามความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกในภูมิภาคยุโรปที่ไทยประกาศเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ด้วย โดยแลกเปลี่ยนความร่วมมือกันใน 8 สาขาเชี่ยวชาญ อาทิ (1) การจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนในระดับทวิภาคีมากยิ่งขึ้นในประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง เพื่อแสวงหาโอกาสในการส่งเสริมศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถ

(2) ส่งเสริมและกระชับความร่วมมือด้านการป้องกันและต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น อาชญา กรรมไซเบอร์ภัยคุกคามจากการแสวงหาผลประโยชน์ และการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การอพยพย้ายถิ่นอย่างผิดกฎหมาย และการค้ายาเสพติด โดยมุ่งมั่นการพัฒนาขีดความสามารถอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ ผ่านความช่วยเหลือเชิงเทคนิค การหารืออย่างสม่ำเสมอ และการแลกเปลี่ยนนโยบายทั้งในระดับทวิภาคี และในกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงที่เกี่ยวข้อง และ (3) สานต่อความร่วมมือในการต่อสู้กับภัยคุกคามด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนให้การสนับสนุนโครงการระดับภูมิภาค รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานด้านการเงินที่ผิดกฎหมายของอาเซียนภายใต้กรอบการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ

– 006

‘สพป.นครปฐม เขต 1’ ต้นแบบเขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ

'สพป.นครปฐม เขต 1' ต้นแบบเขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ

‘สพป.นครปฐม เขต 1’ ต้นแบบเขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.23 น.

“บิ๊กอุ้ม” ชม สพป.นครปฐม เขต 1 นำร่องใช้นวัตกรรมเขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ มอบ “ธนุ” หารือที่ประชุม ผอ. สพท. ทั่วประเทศ ปรับปรุงเติมเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน มุ่งเป้าพัฒนาคน – คุณภาพการศึกษา

วันนี้ (5 มิถุนายน 2568) ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 (สพป.นครปฐม เขต 1) มีการประชุมนำเสนอผลงานโครงการ “เขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ” (Smart Educational Service Area Office: SEASAO) โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวมอบนโยบายและแนวทางพัฒนาคุณภาพการศึกษาตอนหนึ่งว่า โครงการเขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ หรือ SEASAO เป็นนวัตกรรมหนึ่งในการบริหารจัดการศึกษา เป็นการคิดทำจากระดับกลางลงสถานศึกษา ซึ่งตรงกับการใช้งานของ สพป.นครปฐม เขต 1 ถือเป็นการนำร่องใช้นวัตกรรมได้ดี ตนขอชื่นชมและได้มอบหมายให้ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นำนวัตกรรมนี้เข้าหารือในที่ประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.)ทั่วประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็น และร่วมกันวิเคราะห์ ปรับปรุง ขณะเดียวกันเขตพื้นที่การศึกษาก็ต้องสื่อสารกับสถานศึกษา ครู นักเรียนและบุคลากร รับฟังว่าผู้ใช้ต้องการอะไร ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าหลายเขตพื้นที่ฯ มีการทำนวัตกรรมต่างๆ และบางเรื่องก็ซ้ำซ้อนกัน ต่างคนต่างทำ ดังนั้น หากมีนวัตกรรมที่ดี ส่งต่อ ต่อยอดใช้งานร่วมกัน แลกเปลี่ยนกัน จะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ความเหลื่อมล้ำจะหมดไป ซึ่งนวัตกรรมอาจมีหลายโมเดลก็มาวางระบบร่วมกันดู เพราะเป้าหมายสำคัญ คือ การพัฒนาคน และคุณภาพการศึกษา

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการ “เขตพื้นที่การศึกษาอัจฉริยะ” เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ ศธ. โดยวัตถุประสงค์หลักของโครงการ คือ 1.พัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 2.ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนการสอน 3.ลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ ผ่านการเข้าถึงเทคโนโลยีการศึกษาอย่างทั่วถึง และ 4.เตรียมครูและนักเรียนให้พร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ตามทิศทางการพัฒนาประเทศ

“ ผลการดำเนินงานสำคัญที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการศึกษา การฝึกอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษาด้านเทคโนโลยี การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Blended Learning) การใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ ซึ่ง สพฐ. ได้วางแผนขยายผลโครงการนี้ไปยังโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด ตามแนวคิด ‘1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ’และพร้อมที่จะเป็นต้นแบบให้กับเขตพื้นที่การศึกษาอื่นๆ ตนมั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยสู่อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ‘เรียนดี มีความสุข เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ นวัตกรรมเป็นแนวทาง’ ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ทางด้าน นางสาวณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 กล่าวว่า สพป.นครปฐม เขต 1 ได้พัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาในสังกัด มีการจัดทำหลักสูตร AI จัดทำสื่อการสอนออนไลน์ มีคลังสื่อ มีคลังข้อสอบ โดยเปิดให้นักเรียนเข้ามาทดสอบ และมีระบบหลังบ้านที่สามารถประมวลผลการเรียนของนักเรียนในแต่ละโรงเรียนได้ และนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน การปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 การพัฒนาทักษะครูในการใช้เครื่องมือดิจิทัล และการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับระบบการศึกษาไทยในการก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลง และสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และเราเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไร้กระดาษ.

อว.เปิดศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ลุยผลักดันนักศึกษาสู่อุตสาหกรรมจริง

อว.เปิดศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ลุยผลักดันนักศึกษาสู่อุตสาหกรรมจริง

อว.เปิดศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ลุยผลักดันนักศึกษาสู่อุตสาหกรรมจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธี เปิดศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Semiconductor Training Centers: NSTCs) โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วม โดยมี ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) พร้อมคณะผู้บริหาร มจพ.ร่วมให้การต้อนรับ ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)

จากนั้น นางสาวศุภมาส ได้ร่วมเปิดสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ (Thai Semiconductor Industry Trade Association: THSIA) ร่วมกับนายวิรัตน์ ศรีอมรกิจกุล นายกสมาคมฯ ณ อุทยานเทคโนโลยี มจพ. พร้อมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการผลิตบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และศูนย์ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่และระบบอัตโนมัติ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ.

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า เซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของโลก เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต ประเทศไทยต้องเร่งการเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่หรือ New Growth Engine เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ไทยจึงต้องเร่งสร้าง “กำลังคนสมรรถนะสูง” ให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของบริษัทภายในประเทศรวมถึงเพื่อรองรับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มเติมในอนาคต

“กระทรวง อว.ได้กำหนดแผนอย่างเป็นระบบภายใต้กรอบนโยบาย “อว. for Semiconductor” ตั้งเป้าหมายพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง จำนวน 80,000 คน ภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) มุ่งเน้นการ บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานชั้นนำระดับโลก และขับเคลื่อนโปรแกรมการผลิตและพัฒนากำลังคนในหลากหลายรูปแบบ อาทิ โครงการ Semiconductor Bootcamp เพื่อเตรียมนักศึกษาชั้นปี 3 – 4 เข้าสู่อุตสาหกรรมจริง การพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หลักสูตรระยะสั้นเพื่อ Upskill/Reskill โปรแกรม Train the trainer เพื่อพัฒนาอาจารย์และนักวิจัย ตลอดจนทุนปริญญาเอกแบบมุ่งเป้าด้าน IC Design โดยเฉพาะการจัดตั้ง National Semiconductor Training Centers ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการพัฒนากำลังคน และการสร้างความร่วมมือเชิงลึกร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้ ไทยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก นำไปสู่การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ” รมว.ระทรวง อว.กล่าว

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า กระทรวง อว.ได้ผลักดันการสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่างเป็นระบบ  มีการจัดทำแผนการพัฒนากำลังคนและขับเคลื่อนการดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเข้มข้น พร้อมริเริ่มจัดตั้ง National Semiconductor Training Centers ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานแกนกลางในการประสานความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายระดับโลก กำหนดทิศทาง และสนับสนุนการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรม และการวิจัย โดยในระยะแรก อว. ได้คัดเลือกสถาบันที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน จำนวน 3 แห่ง เพื่อให้การพัฒนากำลังคนครอบคลุมตลอด Value Chain ประกอบด้วย 1.สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จะมุ่งเน้นการอบรมในด้าน IC Testing และการขับเคลื่อนเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาที่ดำเนินการหลักสูตร Sandbox วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 2.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มุ่งเน้นการอบรมในด้าน IC Packaging และการสร้างความร่วมมือในเชิงลึกกับภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและ 3.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มุ่งเน้นการอบรมในด้าน IC and PCB Layout Design และการสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับสถาบันต่างประเทศ

“ในปี 2568 ตั้งเป้าพัฒนากำลังคนอย่างน้อย 1,200 คน พร้อมทั้งขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการและสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ มากกว่า 10 แห่ง กระทรวง อว.ขอย้ำถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน National Semiconductor Training Centers ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนอย่างเป็นระบบเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย ให้สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ปลัดกระทรวง อว.กล่าว

มร.อด.ร่วมแสดงในพิธีเปิดงาน ‘Thai Festival in Ho Chi Minh City’ ตอกย้ำความเป็นไทยผ่านงานศิลปะ-งานฝีมือ

มร.อด.ร่วมแสดงในพิธีเปิดงาน 'Thai Festival in Ho Chi Minh City' ตอกย้ำความเป็นไทยผ่านงานศิลปะ-งานฝีมือ

มร.อด.ร่วมแสดงในพิธีเปิดงาน ‘Thai Festival in Ho Chi Minh City’ ตอกย้ำความเป็นไทยผ่านงานศิลปะ-งานฝีมือ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โชว์เปิดงาน – มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีได้รับเชิญจาก สถานกงศุลใหญ่ ณ นครโฺฮจิมินห์ นำแฟชั่นผ้าทอชุมชนสู่สากล โดย FTCDC UDRU และการแสดงทุนวัฒนธรรมไทย ร่วมแสดงในงานเทศกาล “Thai Festival in Ho Chi Minh City” โดยมี ผศ.ดร.ธีระยุทธ์ เพ็งชัย รองอธิการบดี มร.อด. , รศ.นาวา วงษ์พรม หัวหน้าพิพิธภัณฑ์ผ้าอีสาน , อ.แพรวพิลาส ราโชมาส รองคณบดีโครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ , ผศ.ปุณชรัศมิ์ วรก้องกิจ , อ.ศุทธินี สมศรี และนักศึกษาสาขาวิชาการแสดง ร่วมแสดงในพิธีเปิดงาน และเดินแบบผ้าไหมไทยจากศูนย์ FTCDC จำนวน 12 ชุด โดย อ.อโณทัย สิงห์คำ และนายวรายุทธ สมปาน ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ตอกย้ำความเป็นไทยผ่านงานศิลปะและงานฝีมือ

มรภ.อบ.พัฒนานวัตกรรม IoT ยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล

มรภ.อบ.พัฒนานวัตกรรม IoT ยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล

มรภ.อบ.พัฒนานวัตกรรม IoT ยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (Flagship Project) โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม จากการลงพื้นที่สำรวจ ต.นิคมลำโดมน้อย อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี พบว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพน้ำในเขื่อนสิรินธร ทำให้ปลานิลเกิดอาการน็อคน้ำและตายจำนวนมาก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกร

โดย ผศ.ดร.สุภาวีร์ มากดี คณบดีคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ มรภ.อบ. เปิดเผยว่า หลังจากทีมนักวิจัยได้ลงพื้นที่ก็พบกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงปลา คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพน้ำในเขื่อนสิรินธร ทำให้ปลาที่เลี้ยงตาย เกิดความเสียหาย คณะฯจึงได้ริเริ่มโครงการวิจัย การออกแบบและพัฒนาระบบติดตามและควบคุมการเพาะเลี้ยงปลานิลด้วยเทคโนโลยี LoRa IoT” เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สายที่มีระยะทางในการสื่อสาร รับ-ส่งข้อมูลได้ในระยะไกลหลายกิโลเมตร ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และต้นทุนต่ำ จึงได้พัฒนาระบบต้นแบบนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อาทิ – การติดตามคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ผ่านการวัดค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO), ความเป็นกรด-ด่าง (pH) และอุณหภูมิน้ำ , – เฝ้าระวังสถานการณ์ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนที่พัฒนาขึ้น โดยเฉพาะ , – รับการแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อเกิดความเสี่ยงจากน้ำเน่าเสียหรือสภาพอากาศแปรปรวน , – นวัตกรรมนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจเชิงป้องกันได้อย่างทันท่วงที ลดความเสียหายจากการตายของปลานิล ส่งเสริมอัตราการเจริญเติบโตและการรอดชีวิตของปลา ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มรายได้และผลกำไร

ถึงแม้การลงพื้นที่เพื่อดำเนินงานปรับปรุงการติดตั้งระบบติดตามและควบคุมคุณภาพน้ำการเพาะเลี้ยงปลานิลด้วยเทคโนโลยี LoRa IoT จะเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ทีมนักวิจัยยังคงพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวัดค่าพารามิเตอร์คุณภาพน้ำ นอกจากนี้ คณะฯยังได้ร่วมมือกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนสิรินธร พร้อมจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้ง การใช้งาน และการบำรุงรักษาระบบให้แก่เกษตรกร เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน

วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ – บจก.ยูโร-ไทย บริดซ ร่วมลงนามส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพแก่นักเรียน

วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ - บจก.ยูโร-ไทย บริดซ ร่วมลงนามส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพแก่นักเรียน

วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ – บจก.ยูโร-ไทย บริดซ ร่วมลงนามส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพแก่นักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร่วมมือพัฒนา – ดร.อรทัย โยธินรุ่งเรือง สุดสงวน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และ Mr. Miloslav Zeman กรรมการผู้จัดการ บจก.ยูโร-ไทย บริดซ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะวิชาชีพให้กับนักเรียน นักศึกษาแผนกวิชาไฟฟ้า และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลิตกำลังคนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ภายใต้โครงการ “สถานประกอบการร่วมจัดการศึกษา” ณ ห้องประชุม Vienna Conference Room อาคารปฏิบัติการฯ เวียนนาพาราไดซ์

ปส.เดินหน้าขับเคลื่อน R2R ต่อยอดแนวคิดเพื่อพัฒนางานวิจัยการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์และรังสี

ปส.เดินหน้าขับเคลื่อน R2R ต่อยอดแนวคิดเพื่อพัฒนางานวิจัยการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์และรังสี

ปส.เดินหน้าขับเคลื่อน R2R ต่อยอดแนวคิดเพื่อพัฒนางานวิจัยการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์และรังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขับเคลื่อน R2R – น.ส.อัมพิกา อภิชัยบุคคล รองเลขาธิการ ปส. เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การต่อยอดแนวคิดเพื่อพัฒนางานวิจัยในการสนับสนุนการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์และรังสี” เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการริเริ่มแนวคิดงานวิจัย R2R สำหรับการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์และรังสี เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของหน่วยงานและประเทศ โดยมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ปส. เข้าร่วมกว่า 40 คน ณ ไม้แก้วดำเนิน รีสอร์ท จ.ราชบุรี

เปิดอบรม AI in Education ยกระดับครูอาชีวะเอกชน ติวเข้มสู่ห้องเรียน

เปิดอบรม AI in Education ยกระดับครูอาชีวะเอกชน ติวเข้มสู่ห้องเรียน

เปิดอบรม AI in Education ยกระดับครูอาชีวะเอกชน ติวเข้มสู่ห้องเรียน

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ติวเข้ม – นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เป็นประธานพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “นวัตกรรมการศึกษาแห่งอนาคต (AI in Education) สำหรับครูอาชีวศึกษาเอกชน” โดยมี นางสมฤดี ฉิมมุสิก ผู้อำนวยการสำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชน และมีครูอาชีวศึกษาเอกชน จำนวน 100 คน จากสถานศึกษา สังกัด สอศ. ภาคเอกชน จำนวน 50 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมอบรม ณ โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร