‘สพฐ.’เคาะวันสอบเข้า ม.1-ม.4 ใหม่!! เป็นวันที่ 5-6 เม.ย. พร้อมออกปฏิทินรับนักเรียน

'สพฐ.'เคาะวันสอบเข้า ม.1-ม.4 ใหม่!! เป็นวันที่ 5-6 เม.ย. พร้อมออกปฏิทินรับนักเรียน

‘สพฐ.’เคาะวันสอบเข้า ม.1-ม.4 ใหม่!! เป็นวันที่ 5-6 เม.ย. พร้อมออกปฏิทินรับนักเรียน

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 22.05 น.

สพฐ. เคาะวันสอบเข้า ม.1 ม.4 ใหม่ เป็นวันที่ 5-6 เมษายน พร้อมออกปฏิทินรับนักเรียน เน้นยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์

1 เมษายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จนส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ในประเทศไทย และมีการเสนอแนวคิดในการกำหนดวันสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และ ม.4 ใหม่ ในวันที่ 26-27 เมษายน 2568 นั้น 

ล่าสุดหลังจากได้รับข้อมูลการสำรวจความเสียหายของโรงเรียนในสังกัด พบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไม่ได้รับผลกระทบหรือเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อย มีความพร้อมที่จะจัดการสอบ อีกทั้งพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันและเหตุผลด้านความปลอดภัยที่มีแนวโน้มดีขึ้นทุกวัน จึงมีมติเลื่อนวันสอบคัดเลือกนักเรียน ชั้น ม.1 และ ม.4 ทั่วประเทศ เป็นวันเสาร์ที่ 5 เมษายน และวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2568 ตามลำดับ ทั้งนี้ หากโรงเรียนใดยังไม่มีความพร้อมหรือยังไม่มีความปลอดภัยด้านอาคารสถานที่ ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาใช้ดุลพินิจเลื่อนออกไปก่อนได้ตามความเหมาะสม โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครองเป็นสำคัญ พร้อมทั้งกำหนดปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 แจ้งไปยังโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศให้ทราบโดยทันที

สำหรับปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 กำหนดวันสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.1 เป็นวันที่ 5 เมษายน ประกาศผลภายในวันที่ 7 เมษายน รายงานตัวและมอบตัวภายในวันที่ 10 เมษายน ขณะที่วันสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.4 เป็นวันที่ 6 เมษายน ประกาศผลภายในวันที่ 8 เมษายน รายงานตัวและมอบตัวภายในวันที่ 10 เมษายน จากนั้นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง จะประกาศรายชื่อโรงเรียนที่ยังมีที่ว่างสามารถรับนักเรียนได้ ผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 11 เมษายน โดยนักเรียนที่ไม่ผ่านการสอบคัดเลือกหรือยังไม่มีที่เรียน สามารถยื่นความจำนงขอให้จัดสรรที่เรียนได้โดยตรง ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง หรือผ่านระบบออนไลน์ ในระหว่างวันที่ 17-22 เมษายน จากนั้นสำนักงานเขตพื้นที่ฯ จะประกาศผลการจัดสรรที่เรียนผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 24 เมษายน และมอบตัวนักเรียน ณ โรงเรียนที่ได้รับการจัดสรร ภายในวันที่ 27 เมษายน 2568 โดยโรงเรียนสามารถเตรียมความพร้อม/ปรับพื้นฐานให้กับนักเรียนได้ตามแผนที่กำหนด และเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ต่อไป  

ส่วนข้อกังวลของผู้ปกครองในประเด็นต่างๆ นั้น สพฐ. ได้เตรียมแผนรองรับไว้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ อาทิ ในด้านความปลอดภัย ให้โรงเรียนตรวจสอบความมั่นคง ความแข็งแรง และความปลอดภัยของอาคารที่ใช้จัดสอบ ไม่ใช้ห้องสอบในชั้นที่สูง ๆ และให้เตรียมการวางแผนอพยพ แผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ ไว้ตามแนวทางที่ สพฐ. เคยแจ้งไว้ รวมทั้งประสานหน่วยงานข้างเคียง เช่น ฝ่ายปกครองในพื้นที่ หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ส่วนการประกาศผลและรับรายงานตัวจะดำเนินการผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิ ป้ายประกาศ/สถานที่ในโรงเรียน เว็บไซต์/เฟซบุ๊กของโรงเรียน และระบบออนไลน์ของโรงเรียน เป็นต้น เพื่อให้มีความหลากหลายและเข้าถึงได้อย่างสะดวก ในด้านความกังวลใจว่าจะจัดหาเครื่องแบบนักเรียนหรืออุปกรณ์การเรียนไม่ทันวันเปิดเทอมนั้น สพฐ. ได้เตรียมพร้อมให้ทางโรงเรียนจ่ายเงินค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน ให้กับนักเรียนในวันมอบตัว เพื่อให้ผู้ปกครองเตรียมการได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน 

“สพฐ. เข้าใจดีว่าการเลื่อนวันสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ส่งผลต่อการเตรียมตัวของนักเรียนและผู้ปกครอง และได้พิจารณาจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลกระทบกับนักเรียนและผู้ปกครองน้อยที่สุด ทั้งนี้ สพฐ. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักเรียนต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ตามข้อสั่งการของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความห่วงใยสวัสดิภาพของนักเรียนและผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งนับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหว ก็ได้เร่งตรวจสอบอาคารสนามสอบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าสถานที่สอบมีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการสอบ และหากในช่วงเปิดภาคเรียนเกิดเหตุแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติใดๆ ขึ้นอีก เราก็สามารถจัดการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์ได้ จึงขอให้ผู้ปกครองคลายความกังวลใจได้ เราจะดูแลนักเรียนทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะหัวใจของเรา คือ ความปลอดภัยของนักเรียน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นายกฯแพทองธาร เปิดงานวันข้าราชการพลเรือน 68 เชิดชูเกียรติข้าราชการดีเด่น

นายกฯแพทองธาร เปิดงานวันข้าราชการพลเรือน 68 เชิดชูเกียรติข้าราชการดีเด่น

นายกฯแพทองธาร เปิดงานวันข้าราชการพลเรือน 68 เชิดชูเกียรติข้าราชการดีเด่น

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.27 น.

นายกฯ แพทองธาร เปิดงานวันข้าราชการพลเรือน 2568 – เชิดชูเกียรติข้าราชการดีเด่น

1 เมษายน 2568 ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ – นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2568 พร้อมด้วย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบเกียรติบัตร และเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2567 จำนวน 624 ท่าน ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการจัดงานวันข้าราชการพลเรือน มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการครองตน ครองคน และครองงาน

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบสารแก่ข้าราชการพลเรือน โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งดังนี้ “เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน 2568 ดิฉันของความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังข้าราชการพลเรือนทุกท่าน และขอแสดงความยินดีแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2567 ทุกคน ข้าราชการมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลโดยนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ข้าราชการที่ดีจึงต้องเป็นผู้ที่มีความสง่างาม เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ ความสามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความชื่อสัตย์สุจริต โดยยึดมั่นในหลักคุณธรรมและจริยธรรมอันเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นข้าราชการที่ดี เกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติข้าราชการพลเรือนดีเด่นที่ท่านได้รับเป็นผลจากความวิริยอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อันเป็นคุณประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ดิฉันขอให้ข้าราชการพลเรือนดีเด่นทุกคนรักษาคุณงามความดีและเกียรติภูมิอันสง่างามยิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้ พร้อมทั้งดำรงตนเป็นแบบอย่างแห่งความดีให้ข้าราชการรุ่นหลังได้ดำเนินรอยตามสืบไป”

การจัดงานวันข้าราชการพลเรือนในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ข้าราชการโปร่งใส ใส่ใจเทคโนโลยี สืบสานความดี ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน” โดยสำนักงาน ก.พ. ร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพ ได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเฉลิมฉลองวันข้าราชการพลเรือน ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายนของทุกปี เนื่องในโอกาสครบรอบการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2472 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชประสงค์วางรากฐานการบริหารงานบุคคลให้เป็นระบบและโปร่งใสนอกจากจะเป็นการยกย่องข้าราชการพลเรือนดีเด่นแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของข้าราชการในการให้บริการและเสียสละเพื่อส่วนรวม ส่งเสริมให้ข้าราชการตระหนักถึงเกียรติ หน้าที่ และคุณธรรมในการปฏิบัติงาน ตลอดจนเผยแพร่ผลงานใหม่ ๆ ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อข้าราชการพลเรือน

โดยรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปีพุทธศักราช 2568 จำนวน 624 คน ได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 1.นางพรโสภิต ขวัญเมือง 2.นางสาวอัตภาวรรณ กลางสุพรรณ กรมประชาสัมพันธ์ 3.นายศุภพงษ์ เชาวน์แล่น 4.นายพิพัฒน์ อัฒพุธ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค 5.นายอนุพงษ์ เจริญเวช สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 6.นางสาวพัชรินทร์ ฤทธิเกิด 7.นางสมพิศ ป้อมบุบผา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 8.นางสาวพิมพ์ชนก เพื่องฟู สำนักงบประมาณ 9.นางสาวณัฐวดี ม้าทอง 10.นางสาววีรวรรณ กุลัตถ์นาม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ 11.นายผลิน กลิ่นขจร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 12.นางสุกัญญา สุรวัฒนานันท์ 13.นางสาวพนิดา ไชยสวนดอก สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน 14.นางพิภาวิน ลี้สัมพันธ์ 15.นางสาวเกศสิริ ศิริงามเมือง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 16.นายถิรพงศ์ ฤกษ์ขำสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 17.นางสาวสุจารี ผุดผาด 18.นายกิตติศักดิ์ โมทย์วารีศรี สำนักข่าวกรองแห่งชาติ 19.นางวรรณลักษณ์ สันติพันธุ์ 20.นางสาวสมจิตต์ สวัสดิ์ชัยพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 21.นางสาววริสรา พึ่งทองหล่อ 22.นายธำรงค์ อัมพรรัตน์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 23.นายณภัค มาเมือง 24.นางจุติมา เปรมสมบัติ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง 25.นายกฤช อัจฉริยาภิรมย์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ 26.นายมูฮัมหมาด ยังหะสัน และสามารถดูรายชื่อข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/share/1HWGrtSq1n/ และ https://www.thaicivilserviceday.com

นอกจากนี้ยังมี กิจกรรมสาธารณประโยชน์ ที่จัดโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชิญชวนส่วนราชการระดับกระทรวงและจังหวัดจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบริจาคโลหิต การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ตลอดจน กิจกรรมสัปดาห์การให้บริการประชาชน ที่จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระหว่างวันที่ 1-30 เมษายน 2568 โดยมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น การขยายเวลาการให้บริการนอกเวลาราชการ (Onsite Service) การให้บริการออนไลน์ (Online Service) และการให้บริการรูปแบบอื่น ๆ เช่น คลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต และรถโมบายตรวจสุขภาพจิตเคลื่อนที่ อีกด้วย

‘เพิ่มพูน’นำข้าราชการทำบุญครบรอบ 133 ปี กระทรวงศึกษาธิการ

'เพิ่มพูน'นำข้าราชการทำบุญครบรอบ 133 ปี กระทรวงศึกษาธิการ

‘เพิ่มพูน’นำข้าราชการทำบุญครบรอบ 133 ปี กระทรวงศึกษาธิการ

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.30 น.

“เพิ่มพูน” นำข้าราชการทำบุญครบรอบ 133 ปี ศธ. เพื่อเป็นสิริมงคลและระลึกถึงผู้ทำคุณประโยชน์ พร้อมเดินหน้า “เรียนดี มีความสุข” สร้างคุณภาพ เสมอภาค ความสุข ความปลอดภัยให้ผู้เรียน

1 เมษายน 2568  กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 133 ปี  โดยเวลา 07.09 น. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรมว.ศธ.และโฆษก ศธ. ตลอดจนข้าราชการการเมือง ข้าราชการ และบุคลากร ศธ. ร่วมสักการะพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์” รวมทั้ง พระภูมิ หรือพ่อปู่ชัยมงคล และพระพุทธรูปประจำ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมสักการะศาลปู่เจียม และประกอบพิธีพราหมณ์บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6

ต่อจากนั้น พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. เป็นประธานพิธีทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องในวันคล้ายวันสถาประนา กระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี มีพิธีบังสุกุลพระสงฆ์ 10 รูป อุทิศส่วนกุศลให้แก่ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ทำคุณประโยชน์แก่กระทรวงศึกษาธิการ ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรมว.ศธ.และโฆษก ศธ. ตลอดจนข้าราชการกาาเมือง ครูอาวุโส ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร ศธ. เข้าร่วมพิธี ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ 

จากนั้น รมว.ศธ. พร้อมด้วย รมช.ศธ. คณะผู้บริหาร ครูอาวุโส ข้าราชการ บุคลากร ศธ. ร่วมพิธีตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 134 รูป ณ บริเวณสนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

และในเวลา 09.00 น. ที่หอประชุมคุรุสภา พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบเข็ม “เสมาคุณูปการ” และประกาศเกียรติคุณบัตรแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้ ศธ. ประจำปี 2568 จำนวน 120 ราย พร้อมทั้งมอบรางวัลการประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้บุคลากรทั่วประเทศ มีส่วนร่วมกับการจัดงาน

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี วันที่ 1 เมษายน 2568 นับเป็นวันสำคัญที่ทุกคนได้ร่วมทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่ออุทิศบุญกุศลให้ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการที่ล่วงลับไปแล้วและเพื่อระลึกถึงคุณค่าของการศึกษา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคนและประเทศชาติ ให้เกิดการเติบโต เจริญก้าวหน้าในทุกด้าน ด้วยการพัฒนาความรู้และความสามารถของประชาชน ซึ่งหลักการสำคัญในการจัดการศึกษาตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” คือ จัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ซึ่งงานในวันนี้ก็มีการถ่ายทอดไปทั้ง 77 จังหวัด และมีพิธีพร้อมกัน

วันนี้ก็ถือเป็นวันเริ่มต้นที่ดี และในวันนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบสาร ในโอกาสวันตล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133  ปี มาให้ และในวันนี้ตนก็ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยพูดคุยกับผู้ที่มาร่วมงานที่คุรุสภาและผ่านการประชุมทางไกลได้มีโอกาสขอบคุณที่ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาที่ได้ทำงานร่วมกัน ตนเชื่อว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษา ซึ่งในขบวนการตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีลมใต้ปี มีภาค ภาคเอก ที่ช่วยกันพัฒนาการศึกษา และวันนี้ก็ได้มีโอกาสมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้กับผู้ที่ร่วมทำงาน และมอบรางวัลให้กับข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ศธ. และมอบรางวัลประกวดบทความ ในวันนี้นอกจากมอบรางวัลแล้วตนก็ได้เชิญชวนทุกคนไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา และภาคประชาชนมาร่วมกันปฏิวัติการศึกษาแก้ไขประเทศร่วมกัน ทำอย่างไร ในปีหน้าเราจะต้องทำให้ดียิ่งขึ้นมากกว่าปีนี้ และปีต่อไปจะต้องทำให้ การศึกษา ดีขึ้นเรื่อยเรื่อยๆ 

“ณ วันนี้เราต้องยอมรับว่าการศึกษาของเราอาจจะยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แต่ผมเชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่ผมมาดำรงตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ ก็ได้รับความร่วมมือจากทุกคนเป็นอย่างดี จึงมีความก้าวหน้า มีความเปลี่ยนแปลง แต่มิติของการศึกษาผลที่จะเห็นจริงๆอาจจะช้านิดหนึ่ง และในปลายปี 68 นี้ก็จะเห็นผลการประเมินพิซซ่า ของเราว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจากผลการทดสอบโอเน็ต ปีนี้น้องๆก็ให้ความสนใจเข้าสอบโอเน็ตเป็นจำนวนมาก และผลการทดสอบก็ถือว่าดี และเราได้เห็นมิติของการศึกษาว่าน้องๆแต่ละคนอ่อนวิชาอะไร และเราจะต้องเติมวิชาอะไร ในแต่ละโรงเรียนที่น้องๆเรียน มีจุดไหนที่เราจะต้องไปเติมเต็ม  และจุดไหนที่เราจะพัฒนาคุณภาพคุณครู หรือพัฒนาสถานศึกษานั้นให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางกรอบการพัฒนาการศึกษาทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัยให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีการส่งเสริมทักษะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นการพัฒนาความคิดวิเคราะห์และเหตุผล พร้อมทั้งนำใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการศึกษา และการฝึกอบรมทักษะที่ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชน

นอกจากนี้ ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยีดิจิทัล และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคนในทุกช่วงวัยให้มีความ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” เป็นสิ่งท้าทายสำคัญของ ศธ. ซึ่งการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ศักยภาพของผู้เรียน ถือเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษา และการฝึกอบรมอย่างเท่าเทียม ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) การจัดให้มีโรงเรียนคุณภาพการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา และการพัฒนาระบบแนะแนวการเรียนและเป้าหมายชีวิต เป็นแนวทางที่จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา

ที่สำคัญการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล จำเป็นต้องมี “เครือข่ายการศึกษา” ที่แข็งแกร่ง ที่สามารถผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ขอบคุณผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการทุกท่าน ซึ่งทุกคนถือเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ของการร่วมมือในการผลักดันนโยบายการศึกษาร่วมกัน ภายใต้แนวคิด “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับสากล

“การศึกษาไทยเดินทางมายาวนานถึง 133 ปี และยังคงต้องก้าวต่อไป พร้อมเผชิญกับความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับการศึกษาไทย เพื่อสร้างคนไทยที่มีความรู้และมีคุณภาพการร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาการศึกษาไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ศธ.จะเดินหน้าพัฒนาการศึกษา ร่วมใจในการปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ เพื่อสร้างคุณภาพ สร้างอนาคต สร้างสิ่งที่ดีให้กับคนไทยทุกคนและประเทศชาติสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก”รมว.ศธ. กล่าว

ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ. ได้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยมีชื่อเดิมว่า “กระทรวงธรรมการ” มีหน้าที่ในการจัดการพระศาสนา การศึกษาการพยาบาล และพิพิธภัณฑ์ ตลอดระยะเวลากว่า 133 ปี ศธ.ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคปัจจุบันที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษายุค Digital Transformation ยังคงทำหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมและกำกับดูแลการศึกษา ถ่ายทอดความรู้ พัฒนาจิตใจ และสติปัญญาของผู้เรียนในทุกระดับ ทุกประเภท ทั้งนี้ เพื่อสร้างบุคคลที่มีคุณภาพและสามารถเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ในทุกด้าน ทั้งทางวิชาการและชีวิต ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) 

การจัดงานในวันนี้ นอกจากจะเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้ำลึกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนากระทรวงศึกษาธิการขึ้นแล้วยังเป็นโอกาสที่ทุกคนได้ร่วมกันรำลึกถึงผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาธิการที่ได้อุทิศตนในการพัฒนาการศึกษาของชาติ และผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นผู้ที่เคยทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้กับภารกิจนี้ ทั้งนี้ ยังเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ประจำปี 2568 ที่ยังคงมีส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยให้แข็งแกร่งและก้าวไกลสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง

สำหรับการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาฯ ส่วนกลาง ได้มีกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ภายใต้โครงการ “ไทยจีนเลือดเดียวกัน” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งได้เริ่ม Kick off ไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ สภากาชาดไทย โดยตั้งเป้าหมายในการบริจาคโลหิตให้ได้ปริมาณรวม 5 ล้านซีซี ภายในสิ้นปีนี้ สำหรับในส่วนภูมิภาค ได้จัดกิจกรรมวันครอบรอบคู่ขนานกัน ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดต่าง ๆทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่มีส่วนร่วมในโครงการอันทรงคุณค่านี้ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์และสร้างความสามัคคีในการทำงานเป็นทีมกระทรวงศึกษาธิการ “MOE One Team” อีกด้วย

และภายหลังพิธีการจัดงาน รมว.ศธ.และคณะ ร่วมกิจกรรม Big Cleaning Day ของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัด/ในกำกับ เริ่มจากสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา (คส.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.), สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นอันเสร็จสิ้นการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ 133 ปี
 

ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก-จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา-กระทรวงศึกษาครบรอบ133ปี

ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก-จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา-กระทรวงศึกษาครบรอบ133ปี

ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก-จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา-กระทรวงศึกษาครบรอบ133ปี

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.25 น.

ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก-จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา-กระทรวงศึกษาครบรอบ133ปี

วันที่ 1 เมษายน 2568 ที่ลานโดมอเนกประสงค์ โรงเรียนนครนายกวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาครบรอบ 133 ปี โดยมีนายวินัย ยงเขตการณ์ ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก ได้กล่าวรายงาน พร้อมมีหน่วยงานราชการ ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าร่วมในพิธีฯ ภายในงานได้จัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน และเจริญพระพุทธมนต์ แด่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาที่ล่วงลับไปแล้ว ในวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการครบรอบ 133 ปี พร้อมชมการถ่ายทอดกิจกรรมของส่วนกลางผ่าน facebook tive ศธ 360 องศา และเชิญประธานในพิธีมอบโล่เกียรติบัตรและรางวัลแด่บุคลากรที่มีผลงานดีเด่น

ด้วยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษา เป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของบุคลที่ได้อุทิศตนเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย รวมถึงการสร้างความตระหนักถึงบทบาทและภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการในปีจจุบันและอนาคต เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนสังคม ตลอดจนเสริมสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมและการให้ผ่านกิจกรรมด้านสังคมได้อีกด้วย ///-026

‘สอวช.’จับมือ‘คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ-ภาคเอกชน ลุยปั้นครีเอเตอร์

‘สอวช.’จับมือ‘คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ-ภาคเอกชน ลุยปั้นครีเอเตอร์

‘สอวช.’จับมือ‘คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ-ภาคเอกชน ลุยปั้นครีเอเตอร์

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.29 น.

‘สอวช.’จับมือ‘คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ’ และภาคเอกชน เปิดตัว Thai Creator for Real Business Workshop ปั้นครีเอเตอร์ไทยสู่ผู้ประกอบการ เสริมเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนเปิดรับเพียง 120 คน สมัครฟรีได้แล้ววันนี้       

31 มีนาคม 2568 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และบริษัท เดอะ ซีโร่ พับบลิชชิ่ง จำกัด จัดงานเสวนา “Future of Creator Economy: การขับเคลื่อนนโยบายและเปิดโครงการ Thai Creator for Real Business Workshop” เพื่อเปิดตัวโครงการวิจัยและพัฒนาแนวนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจครีเอเตอร์ของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันเศรษฐกิจครีเอเตอร์ให้เติบโตอย่างเป็นระบบผ่านการออกแบบนโยบาย พัฒนาทักษะและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพของครีเอเตอร์อย่างยั่งยืน จัดขึ้น ณ โรงแรมปทุมวันปริ้นเซส

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สอวช. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ผ่านการนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า และในปัจจุบันเศรษฐกิจครีเอเตอร์ (Creator Economy) นอกจากจะเป็นกลไกสำคัญที่จะยกระดับศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อจีดีพีและการจ้างงาน จากผลสำรวจพบว่าธุรกิจคอนเทนต์สร้างรายได้ให้คนไทย เกือบ 9 ล้านคน ทั้งในอาชีพหลักและอาชีพเสริม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 45,000 ล้านบาท ด้วยการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ผู้สร้างคอนเทนต์กลายเป็นแรงงานสำคัญที่สามารถสร้างรายได้ผ่านการผลิตเนื้อหาในรูปแบบต่าง ๆ เปิดโอกาสทางอาชีพใหม่ ๆ ที่มีการทำงานในรูปแบบที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ 

ผศ.ดร.สกุลศรี ศรีสารคาม รองคณบดี (ด้านวิชาการ) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าโครงการฯ  กล่าวว่า เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไม่ใช่แค่การผลิตคอนเทนต์หรือการหารายได้ของครีเอเตอร์ระดับปัจเจก แต่เป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องการการออกแบบเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นของการพัฒนาเนื้อหา ไปจนถึงปลายน้ำของการสร้างรายได้ และทรัพย์สินทางปัญญา เราจึงออกแบบโครงการนี้ให้ศึกษาทั้งห่วงโซ่คุณค่า และ ระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง เพื่อระบุช่องว่างเชิงนโยบายและหาแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสมกับบริบทไทย การวิจัยเชิงระบบจะดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ครีเอเตอร์ไทยไม่เพียงเติบโตในฐานะผู้ผลิตเนื้อหา แต่สามารถสร้างธุรกิจ สร้างอาชีพ และมีบทบาทในเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศมีระบบเศรษฐกิจที่หลากหลาย และขับเคลื่อนด้วยศักยภาพของครีเอเตอร์ นักสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

ด้าน รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวในเวทีเสวนาว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะเสพสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นด้านศิลปะ (Art) มากกว่าวิทยาศาสตร์ (Science) เนื่องจากเข้าถึงง่ายและอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่คอนเทนต์ด้านวิทยาศาสตร์ก็มีความสำคัญและเป็นเรื่องที่ท้าทาย เช่น การให้ความรู้หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งสะท้อนโอกาสในการผสมผสานศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ให้ทั้งความรู้ ประโยชน์ทางธุรกิจ และอยู่ในกรอบจริยธรรมที่เหมาะสม นอกจากนี้ การดูแล Creator Economy ต้องมองทั้ง “ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง” ตั้งแต่การจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ทีมหลังบ้านมืออาชีพ กรอบการวิจัยที่ชัดเจน ไปจนถึงการวางกรอบคุณธรรมจริยธรรมของการผลิตคอนเทนต์

สอดคล้องกับ นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนากลางและขนาดย่อม  (สสว.) กล่าวว่า สสว. มีบทบาทในการวางระบบกลาง ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงให้อาชีพใหม่อย่างครีเอเตอร์ ซึ่งเป็นอาชีพที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง โดย สสว.พิจารณาให้การส่งเสริม โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ประกอบการและประชาชนเป็นหลัก จึงพยายามปูพื้นฐานผู้ประกอบการทุกคนเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน

ขณะที่ นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นบทบาทของครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ขยายตัวจากผู้ผลิตคอนเทนต์บนโลกออนไลน์สู่การเป็นผู้ประกอบการสื่อ เป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ และแรงขับเคลื่อนสำคัญของแบรนด์ สังคม และวัฒนธรรม เราเชื่อว่า “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” ไม่ได้เป็นเพียงอาชีพทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “Creative Workforce” ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล หากได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ และยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากได้ใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการพัฒนาธุรกิจ สร้างรายได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน

นายขจร เจียรนัยพานิชย์ กรรมการผู้จัดการ The Zero Publishing กล่าวเสริมว่า จากการเติบโตที่ก้าวกระโดดและการผลักดันวงการครีเอเตอร์ไทยอย่างต่อเนื่องของ RAiNMaker พบว่าสิ่งที่สำคัญในช่วงเวลานี้ คือการรวมกลุ่มเพื่อกำหนดแนวทาง ผลักดันนโยบาย รวมถึงการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนให้มากขึ้น เพื่อให้วงการครีเอเตอร์ไทยได้มีระบบนิเวศที่แข็งแรง ไม่แพ้วงการอื่น ๆ

นางสาวรษิกา พาณีวงศ์ เจ้าของช่อง “Soft Raziqaa” กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นครีเอเตอร์ที่ยืนระยะได้อย่างยาวนาน และทำเป็นธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง มองว่า ครีเอเตอร์ ต้องมีทักษะในการปรับตัว มีวินัย มีความกล้าลองผิดลองถูก และมีความยืดหยุ่นสูง เพราะทุกการทดลองอาจจะสำเร็จหรือล้มเหลว นอกจากนี้ การมีทักษะการเป็นผู้ประกอบการสำคัญมาก เพราะหากทำงานแค่ในฐานะคนสร้างคอนเทนต์ เราอาจจะทนเจ็บได้ไม่มากเท่ากับทักษะของการเป็นผู้ประกอบการ ที่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และจะหาแผนเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร

ทั้งนี้ ผศ.ดร.สกุลศรี กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า กิจกรรมอบรมนี้จะจัดขึ้นใน 3 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น (31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568) พิษณุโลก (7 – 8 มิถุนายน 2568) และกรุงเทพมหานคร (14 – 15 มิถุนายน 2568) โดยเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมเพียง 120 คน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมได้ที่: https://forms.gle/YH516aSmF3PkFAS56

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

● RAiNMaker: facebook.com/rainmakerth

● Tellscore: facebook.com/Tellscore

● คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ: facebook.com/commartschulaofficial

ม.กรุงเทพมอบทุน ‘Super Tech Talent’ ให้เด็กสายสร้างสรรค์ร่วมขับเคลื่อนวงการ IT

ม.กรุงเทพมอบทุน ‘Super Tech Talent’ ให้เด็กสายสร้างสรรค์ร่วมขับเคลื่อนวงการ IT

ม.กรุงเทพมอบทุน ‘Super Tech Talent’ ให้เด็กสายสร้างสรรค์ร่วมขับเคลื่อนวงการ IT

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มอบทุนSuper Tech Talent และทุน Tech Talent พร้อมที่พักฟรี ระยะเวลา 1 ปี ณ DoBeDo Student Residence ให้กับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมตอนปลาย (ม.6) ที่มีความสนใจสายเทคโนโลยีและมีไอเดียสร้างสรรค์นำเสนอผลงานสุดล้ำ มหาวิทยาลัยกรุงเทพเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนในสายเทคโนโลยีถือเป็นทรัพยากรที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงานของประเทศไทยอย่างมาก สำหรับผู้ที่ได้รับทุนจะได้เรียนในคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

โดยทุน Super Tech Talent เป็นทุนที่มอบให้กับเด็กสายเทคฯ ตัวจริงชอบลงมือทำ หรือมีโปรเจกท์ไอทีสุดเจ๋งที่พร้อมโชว์ของ สนใจเทคโนโลยีใหม่ และมี Passion ชัดเจน โดยเป็นทุน 100% ค่าหน่วยกิต พร้อมได้รับค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 12,000 บาท และทาง Zipcode Developer มอบทุน BU Residence 100% ที่พักฟรี ระยะเวลา1 ปี ณ DoBeDo Student Residence และทุน Tech Talent เป็นทุนที่มอบให้กับเด็กเทคโนโลยี มีไอเดีย มีโปรเจกท์ หรือเคยเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะ Portfolio คิดเป็น วิเคราะห์เก่ง และพร้อมปรับตัวกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นทุน 100% ค่าหน่วยกิต และทาง Zipcode Developer มอบทุน BU Residence 100% ที่พักฟรี ระยะเวลา 1 ปี ณ DoBeDo Student Residence

อาจารย์ธนัท กิจเจริญ ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า “เด็กๆ ทุกคนมีความชอบในสายเทคโนโลยีและทุกคนแสดงศักยภาพให้เห็นถึงความชอบที่มีและม.กรุงเทพสามารถต่อยอดเรื่องวิชาการ พาร์ทเนอร์ให้กับพวกเขาขอให้ใช้เวลาให้คุ้มค่าและเต็มที่สนุกกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้สร้างชื่อให้ตนเองและมหาวิทยาลัย ทุนนี้เราต้องการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมที่ต้องการนักศึกษาที่จบแล้วทำงานได้จริง และผมเล็งเห็นถึงที่เด็กกลุ่มนี้มี Passion บวก ความคิดสร้างสรรค์พวกเขาสามารถเลือกในสิ่งที่สนใจนำมาต่อยอดตลอด 4 ปีที่ในรั้วม.กรุงเทพขอให้ปล่อยของเต็มที่”

ผศ.ดร.ลักคณา วรศิลป์ชัย รองอธิการบดีสายพัฒนาธุรกิจ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทั้ง 13 คนที่ได้รับทุน Super Tech และ Tech Talent โครงการที่เฟ้นหานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีความสามารถและความสนใจในเรื่องของ Technology โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนจากทั่วประเทศกว่า 400 คน ตลอด 4 ปีที่ได้รับทุนขอให้ได้นำความรู้มาต่อยอดกับความชอบที่สนใจ และเรียนรู้ด้วยความสนุก”

ด้าน นายสรรพโชติ สวัสดิ์เรืองไพศาล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริษัท ซิปโคด จำกัด ผู้มอบทุน BU Residence 100% ที่พัก DoBeDo กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่ทางเรามีที่พักที่คุณภาพดีมี Community ที่พร้อมในที่พัก DoBeDo ได้ตอบโจทย์ Passion และ Creativity ของนักศึกษาที่มาใช้พื้นที่เป็นตัวช่วยส่งเสริมทุกเรื่องให้ประสบความสำเร็จ

และเด็กๆ 2 ตัวแทนผู้ได้รับทุน Super Tech บุ๊ง – ปณิธิพงศ์ ชูประเสริฐโชค นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มุ่งเน้นในด้านวิทยาการข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวด้วยความภูมิใจว่า “ทุนที่ได้รับในครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการศึกษาของผมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ผมสามารถมุ่งมั่นในการเรียนรู้และพัฒนาโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ผมสามารถใช้เวลาที่มีไปพัฒนาผลงานที่มีคุณค่าและต่อยอดในอนาคตได้อย่างเต็มที่ครับ” และผู้ได้รับทุน Tech Talent ลุฟ – อธิปภูวัส เรืองสา นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ กล่าวว่า “การได้รับทุนในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และต่อยอดความรู้เพื่อพัฒนาผลงานในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งไม่เพียงแค่ให้ความรู้ในห้องเรียน แต่ยังส่งเสริมให้เรามีโอกาสแสดงความสามารถและความสนใจในด้านต่างๆ นอกห้องเรียนอย่างเต็มที่”

เดินหน้าปรับสถานะสำนักใน สพฐ. ลดซ้ำซ้อน รับการเปลี่ยนแปลง

เดินหน้าปรับสถานะสำนักใน สพฐ. ลดซ้ำซ้อน รับการเปลี่ยนแปลง

เดินหน้าปรับสถานะสำนักใน สพฐ. ลดซ้ำซ้อน รับการเปลี่ยนแปลง

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในการประชุมผู้บริหาร สพฐ. โดยนำข้อสั่งการของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แจ้งต่อที่ประชุม เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ., นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ., นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อยผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ เรื่องแรกคือ สพฐ.ได้จัดทำ TOR ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐาน ซึ่งเป็นโครงการสำคัญตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2568 เสร็จสิ้นแล้ว โดยโครงการนี้จะมีการพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น จัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับการรักษาความปลอดภัยข้อมูล การเชื่อมโยงฐานข้อมูลและการบริหารจัดการระบบ การจัดทำนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ มีการเช่าใช้ระบบคลาวด์สำหรับแพลตฟอร์มด้านการศึกษา รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา ให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งโครงการดังกล่าวต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการดำเนินการจัดทำ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีงบประมาณสูงกว่า 14,000 ล้านบาท จึงต้องทำงานด้วยความรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนและทางราชการ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเรื่อง การรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบคัดเลือกนักเรียน ชั้น ม.1 และ ม.4 ประเภทห้องเรียนปกติ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 และ 30 มีนาคม 2568 นี้ ตามลำดับ เมื่อประกาศผลสอบแล้วนักเรียนคนไหนยังไม่มีที่เรียน สามารถติดต่อไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ทุกแห่ง ซึ่งมีศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 เพื่อช่วยเหลือ ประสานงานให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนและผู้ปกครอง รวมทั้งจัดหาที่เรียนให้แก่นักเรียนทุกคน ยืนยันว่ายังมีโรงเรียนที่มีที่นั่งรองรับนักเรียนได้ทุกคน ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครอง มั่นใจว่าในวันที่ 16 พ.ค.นี้ นักเรียนทุกคนจะต้องมีที่เรียนแน่นอน ส่วนนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนได้ จะมีการนำการเรียนไปให้ เช่น ที่บ้าน โรงพยาบาล ฯลฯ ตามนโยบาย OBEC Zero Drop Out “พาน้องกลับมาเรียนนำการเรียนไปให้น้อง”

“อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การปรับสถานะสำนักหลักภายใน สพฐ. ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฯที่กำหนด ซึ่งตอนนี้ สพฐ. มีสำนักหลักอยู่ 24 สำนัก ก็จะมีการปรับสถานะในเร็ว ๆ นี้ เพื่อตอบสนองนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. ในเรื่องการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งการปรับสถานะในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของงาน มีการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณได้อย่างเหมาะสม เกิดความเชื่อมโยง ความต่อเนื่อง และความสอดคล้องกันของงาน รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับกฎหมายใหม่ และการเข้าสู่องค์กรคุณภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยไม่กระทบกับบุคลากรในสำนักแต่อย่างใด” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘สอศ.’ ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

‘สอศ.’ ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

‘สอศ.’ ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. และบรรยายพิเศษ “Growth Mindset : แนวคิดเชิงบวกและการเติบโตขององค์กร” โดยนางธิติมา โรจน์วัชราภิบาล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 4100 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา อ.สามพราน จ.นครปฐม

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า เพื่อให้สถานศึกษาสามารถผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ สอศ.ได้กำหนดจัดให้มีโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 33 คน โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนา อุดมการณ์ วิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำ และจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้อำนวยการสถานศึกษา รวมถึงเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็น เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม ที่เหมาะสมในการบริหารงาน เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความก้าวหน้าแก่ราชการ

“ผู้อำนวยการสถานศึกษารุ่นใหม่ ต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารงานอย่างมืออาชีพ พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาอาชีวศึกษาให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน จึงมั่นใจได้ว่าโครงการนี้ได้พัฒนาหลักสูตรสร้างการเรียนรู้ ความเข้าใจองค์กร เกิดความรักความผูกพัน ความศรัทธา ความเชื่อมั่นในองค์กรเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร เชื่อมั่นในตัวทุกท่านที่จะนำพาองค์กรไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นสิ่งสำคัญ น้องๆ ที่เข้าเรียนอาชีวะ พวกท่านคือผู้สร้างให้น้องๆ ได้มีสมรรถนะทักษะวิชาชีพ เป็นสายพันธุ์อาชีวะที่มีคุณภาพ อันจะเกิดภาพลักษณ์ที่ดีจากความร่วมมือร่วมใจของทุกท่าน พร้อมเสริมสร้างพัฒนาอาชีวศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไป” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรฯ ได้รับความร่วมมือจาก ผู้บริหารระดับสูงของ สอศ. และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน มาเป็นวิทยากร พร้อมด้วยอดีตผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นข้าราชการบำนาญ และผู้อำนวยการสถานศึกษาปัจจุบัน ร่วมเป็น วิทยากรพี่เลี้ยง เพื่อให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เข้ารับการพัฒนา ซึ่งการพัฒนาสมรรถนะผู้อำนวยการสถานศึกษา จะใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า160 ชั่วโมง ประกอบด้วย กิจกรรม : การปฐมนิเทศผู้เข้ารับการพัฒนา กิจกรรม การเรียนรู้ด้วยตนเอง กิจกรรม : การฝึกประสบการณ์ในสถานศึกษาที่เลือกบรรจุ กิจกรรม : การพัฒนาสมรรถนะผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษาดูงาน ณ สถานศึกษาภาครัฐและเอกชน

สกสค.จัดสวัสดิการลดภาระครู พร้อมดูแลกลุ่ม LGBTQ ตามหลักสมรสเท่าเทียม

สกสค.จัดสวัสดิการลดภาระครู พร้อมดูแลกลุ่ม LGBTQ ตามหลักสมรสเท่าเทียม

สกสค.จัดสวัสดิการลดภาระครู พร้อมดูแลกลุ่ม LGBTQ ตามหลักสมรสเท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และนายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา และสมาชิก ช.พ.ค. -ช.พ.ส. ให้ครอบคลุมถึงคู่สมรสเพศเดียวกัน ในกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ตามหลักสมรสเท่าเทียม เพื่อครูและบุคลากรที่เป็นสมาชิกได้รับสวัสดิการ วงเงิน 1.2 ล้านบาท ซึ่งจะได้ช่วยเพื่อนครูให้มีหลักประกันเพื่อความสุขและความมั่นคงของครอบครัว โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการสกสค. กล่าวว่า ซึ่งการบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับสิทธิประโยชน์ โดยมีข้อตกลงหลัก ดังนี้ 1.สกสค.เป็นผู้จัดหาและดำเนินการในด้านสวัสดิการสวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่นตลอดจนการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สกร. 2.สกสค. และ สกร.ร่วมกันเผยแพร่และประชาสัมพันธ์พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่นและการเสริมสร้างความมั่นคงต่างๆ อย่างทั่วถึงให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด 3.สกร.ร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดที่เป็นหน่วยหักเงินเดือน ดำเนินการหักเงินเดือน ค่าจ้างและ/หรือเงินบำนาญ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อชำระเงินสงเคราะห์รายศพ สมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. เพื่อชำระเงินโครงการสวัสดิการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาตลอดจนสวัสดิการอื่นๆ เพื่อลดค่าครองชีพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาของ สกสค.

  เลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สกร.ในครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำว่า สกสค. พร้อมสนับสนุนสิทธิประโยชน์ของบุคลากรทางการศึกษาในทุกมิติ ที่มุ่งมั่นส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการของครูให้ครอบคลุมและทันสมัย และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี สกสค. ในฐานะหน่วยงานในกำกับ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองโอกาสพิเศษนี้ ด้วยการเปิดรับสมัครสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. กรณีพิเศษ
อายุเกิน 35 ปี เป็นจำนวน 133 วัน ทั้งนี้ เพื่อให้การส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพ ของ สกสค. ทั่วถึงและครอบคลุมครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกสังกัด

“สกร.เป็นหน่วยงานแรกและเป็นหน่วยงานสำคัญที่ สกสค.ต้องรีบเข้าร่วม MOU ด้วย เพราะเป็นหน่วยงานที่สัมผัสใกล้ชิดกับครูและประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งสกสค.มีโครงการเชิงรุก
หลายเรื่อง ทั้งการตรวจสุขภาพ ตรวจตา ผ่าต้อกระจกตาฟรี ดำเนินโครงการโดยโรงพยาบาลครู ที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ซึ่งในปีที่ผ่านมามีครูเข้าร่วมโครงการ 2 หมื่นกว่าราย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย ซึ่งเป็นความตั้งใจของ สกสค.ที่จะดูแล และ สกสค.มีทุนการศึกษาในโครงการพฤหัสบดีให้กับบุตรของครูซึ่ง สกสค.อยากให้ครูรับรู้และมาใช้สิทธิ์มากๆ รวมถึงมีโครงการดูแลครูที่ผู้ป่วยติดเตียงตามต่างจังหวัดโดยจะนำเงินไปมอบให้ และ สกสค.ยังมีร้านค้าสวัสดิการ อยู่ 77 จังหวัด มีสวัสดิการส่วนลด 5-50% เพื่อนครูบุคลากรทางการศึกษา พนักงานราชการ สามารถเข้าไปใช้บริการได้และในปี 2568 นี้ สกสค. ยังมีโครงการจัดสวัสดิการรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อเป็นทางเลือกให้ครู เป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูมีเงินเก็บและมีเงินออมมากขึ้น ถ้าครูใช้รถที่เติมน้ำมันจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เราจึงสร้างทางเลือกให้ครูใช้รถไฟฟ้า ไม่ใช่เป็นการเพิ่มภาระ และไม่ได้บังคับให้ครูทุกคนต้องซื้อรถไฟฟ้า เพราะถ้าครูผ่อนรถไฟฟ้าเดือนละ 1.1 พันบาท เงินก็จะเหลือ ดีกว่าครูใช้รถที่ใช้น้ำมันมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 3 พันบาท และไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้ครูเป็นหนี้เพิ่ม เพราะครูที่จะซื้อรถไฟฟ้าได้ต้องมีเงินเหลือตามระเบียบ 70/ 30%”

ด้าน นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. กล่าวว่า โครงการสวัสดิการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จะสอดรับกับมิติของการลดภาระโลกร้อน และครูสามารถเข้าถึงได้ เป็นทางเลือกส่งผลต่อสภาวะแวดล้อม และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงของครูลงได้กว่าการใช้รถที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้ สกร.ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคและความเข้าใจที่จะช่วยให้บุคลากรทางการศึกษาทุกคนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม และสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่พึงได้รับ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเพศสภาพ เป็นการตอกย้ำแนวทางของหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนความเท่าเทียม และสิทธิของทุกคนในสังคม อันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสวัสดิการของบุคลากรทางการศึกษาในประเทศไทย

“เมื่อมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว เราจึงเปิดกว้างให้สิทธิ์กลุ่มเพศสภาพ สามารถสมัครสมาชิกได้ทั้ง ช.พ.ค.และ ช.พ.ส. และอยากให้พวกเราสมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค.หรือ ช.พ.ส.กันเยอะๆ เพื่อให้องค์กรของครูเราเข้มแข็ง อยากให้ครูร่วมกิจกรรมของเพื่อครูเราเพื่อร่วมบุญกับเพื่อนครูเรา” อธิบดี สกร. กล่าว

สพฐ. คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เม.ย.นี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

สพฐ. คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เม.ย.นี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

สพฐ. คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เม.ย.นี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.49 น.

‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ นักเรียนต้องปลอดภัย คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เมษายนนี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

วันที่ 31 มีนาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จนส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ในประเทศไทย และ สพฐ. ได้ประกาศเลื่อนวันสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และ ม.4 จากวันที่ 29 และ 30 มีนาคม ออกไปก่อน นั้น ล่าสุด สพฐ. ได้พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันและเหตุผลด้านความปลอดภัยที่มีแนวโน้มดีขึ้น คาดว่าจะสามารถกำหนดวันสอบใหม่ได้ เป็นวันเสาร์ที่ 26 และวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2568 สำหรับการสอบเข้าชั้น ม.1 และ ม.4 ทั่วประเทศ ตามลำดับ หากสถานการณ์เป็นปกติและไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติอื่นๆ เกิดขึ้นซ้ำอีก เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นสำคัญ และให้เกิดผลกระทบกับนักเรียนและผู้ปกครองน้อยที่สุด ตามข้อสั่งการของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความห่วงใยสวัสดิภาพของนักเรียนและผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความปลอดภัยในชีวิตทั้งร่างกายและสภาพจิตใจที่ดีมาเป็นอันดับแรก

“สพฐ. พิจารณาแล้วว่าช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด เพื่อให้เกิดผลกระทบกับนักเรียนและผู้ปกครองน้อยที่สุด ทั้งด้านความปลอดภัยและสภาพจิตใจโดยรวม ส่วนที่ผู้ปกครองเกิดความกังวลว่าบุตรหลานจะมีที่เรียนได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 หรือไม่ ขอให้มั่นใจว่า สพฐ. จะดำเนินการรับนักเรียนได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนแน่นอน แต่หากเกิดเหตุแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติใดๆ ขึ้นอีก จนกระทบกับการเปิดเรียนในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ เราก็สามารถจัดการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์ได้ จึงขอให้ผู้ปกครองคลายความกังวลใจได้ เราจะดูแลนักเรียนทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะหัวใจของเรา คือ ความปลอดภัยของนักเรียน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สำหรับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 15.00 น. พบว่า โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศได้รับความเสียหายทั้งหมด 2,465 แห่ง แบ่งกลุ่มเป็น เสียหายเล็กน้อย/ไม่เสียหาย จำนวน 2,110 แห่ง เสียหายปานกลาง จำนวน 307 แห่ง และเสียหายมาก จำนวน 48 แห่ง ในส่วนโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายหนัก มีทั้งอาคารเกิดการทรุดตัว โครงสร้างอาคารมีการพังถล่ม อาคารเคลื่อนตัวออกจากฐานราก และพื้นผิวรอบเสามีรอยฉีกขาดอย่างรุนแรง ฯลฯ โดยจังหวัดที่มีโรงเรียนรายงานผลกระทบเข้ามามากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 190 แห่ง ลำปาง 141 แห่ง กรุงเทพฯ 123 แห่ง กาญจนบุรี 122 แห่ง และพิจิตร 119 แห่ง ตามลำดับ ซึ่งขณะนี้ได้เร่งให้ทำการสำรวจให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วต่อไป