อาชีวะ ชูธงพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกษตร-ประมง เสริมแกร่งรับโลกอนาคต

อาชีวะ ชูธงพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกษตร-ประมง เสริมแกร่งรับโลกอนาคต

อาชีวะ ชูธงพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกษตร-ประมง เสริมแกร่งรับโลกอนาคต

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีเปิดและมอบนโยบาย โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการผู้บริหารสถานศึกษาประเภทเกษตรกรรมและประมง เพื่อพัฒนาความรู้และเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ มีผู้เข้าร่วมการอบรม ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาประเภทเกษตรกรรมและประมง 48 รายรองผู้อำนวยการที่รักษาราชการแทน 12 ราย และผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ราย รวม64 ราย ณ สวนนงนุช อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการสถานศึกษามีความท้าทายมากขึ้น จากปัจจัยด้านเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสถานศึกษาเกษตรกรรมและประมง ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนในสถานประกอบการ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยสำนักพัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (สสอ.) ได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการของผู้บริหารสถานศึกษาประเภทเกษตรกรรมและประมง ซึ่งโครงการนี้มุ่งเน้นให้ผู้บริหารเกษตรและประมง ได้พัฒนาความรู้และเข้าใจบริบท รวมถึงกลยุทธ์และแนวทางการบริหารจัดการของสถานศึกษาเกษตรกรรมและประมงในยุคปัจจุบัน ด้วยการบูรณาการในมิติต่างๆ การพัฒนางานฟาร์มเชิงธุรกิจ การบริหารจัดการน้ำในสถานศึกษา การเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและภาคอุตสาหกรรม และการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นายรอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายปรีชา เวชศาสตร์ ที่ปรึกษาอาชีวศึกษาเกษตรและประมง นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายอัศวินข่มอาวุธ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคแพร่ และนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุช ร่วมบรรยาย

“ผู้บริหารทุกท่านจะได้รับแนวทางการบริหารสถานศึกษาที่ทันสมัย สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาสถานศึกษาให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแนวคิดต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ภาคการศึกษาตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้มากขึ้น สิ่งสำคัญ 3 ด้านในการบริหาร คือ การบริหารตน บริหารคน บริหารงาน นำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพในสถานศึกษาของท่าน พัฒนาการเรียนการสอนวิชาเกษตรให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งเครือข่ายความร่วมมือต่างๆ ช่วยกัน ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน พัฒนาหลักสูตร การบูรณาการร่วมกันระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาด้วยกัน เกษตรต้องไม่หายไปต้องทำให้เกษตรกรรมเป็นศาสตร์ที่ยังคงอยู่ พัฒนาเกษตรกร ชุมชน ผู้เรียนได้เรียนรู้จริง ฝึกปฏิบัติจริงสร้างมูลค่าเพิ่มจากเกษตรและธุรกิจ ตอบโจทย์ชุมชนพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ”

สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี’67-71 ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์ สร้างมาตรฐานในการแข่งขันระดับอาเซียน

สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี’67-71  ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์  สร้างมาตรฐานในการแข่งขันระดับอาเซียน

สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี’67-71 ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์ สร้างมาตรฐานในการแข่งขันระดับอาเซียน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เปิดเผยในการประชุมรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) กรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้ในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยเน้นย้ำเรื่อง “แนวคิดและทิศทางการประกันคุณภาพภายนอก” ว่า การประกันคุณภาพภายนอกไม่ใช่เป็น “การตรวจสอบ” แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณภาพการศึกษาของไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งจากความแตกต่างของบริบทในเมืองและชนบท รวมถึงการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

หลักการสำคัญของ (ร่าง) กรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกที่จะนำมาใช้ในสถานศึกษาสังกัด สกร. มีเป้าหมายหลักคือ “การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)” มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการตรวจสอบและให้คะแนน หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญของระบบการประกันคุณภาพในอดีตคือการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานและตัวชี้วัดบ่อยครั้ง ซึ่งสร้างภาระให้สถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา

ทั้งนี้การประเมินคุณภาพภายนอกปี 2567-2571 สมศ. จึงมุ่งพัฒนาเกณฑ์การประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษาที่สอดคล้องกับเกณฑ์การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ปรับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจาก Paper-based สู่ Digital-based รวมถึงปฏิรูปการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา โดยลดทอนจำนวนวันในการประเมินเหลือเพียง 1-2 วัน ตามบริบทของสถานศึกษา พร้อมนำรูปแบบการประเมินแบบ Virtual Visit เพื่อลดภาระของสถานศึกษาในการจัดเตรียมเอกสารและการต้อนรับต่างๆ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการประกันคุณภาพให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างยั่งยืน โดยการประกันคุณภาพภายนอกจะเป็นหลักประกันให้ผู้เรียนและสังคมมีความมั่นใจว่าจะได้รับบริการจากสถานศึกษาที่ได้มาตรฐาน และเป็นการช่วยให้สถานศึกษามีการพัฒนาคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณภาพการศึกษาของไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งจากความแตกต่างของบริบทในเมืองและชนบท รวมถึงการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

ม.วลัยลักษณ์ เพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย พัฒนาระบบจัดการขยะเทศบาลปากพูน สร้างความยั่งยืนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

ม.วลัยลักษณ์ เพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย พัฒนาระบบจัดการขยะเทศบาลปากพูน สร้างความยั่งยืนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

ม.วลัยลักษณ์ เพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย พัฒนาระบบจัดการขยะเทศบาลปากพูน สร้างความยั่งยืนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมมือกับเทศบาลเมืองปากพูนในการสำรวจ เก็บรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับระบบการจัดการขยะของเทศบาลเมืองปากพูน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการขยะด้วยเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียวอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นำเสนอแนวทางและเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

รศ.ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี หัวหน้าโครงการการพัฒนาธุรกิจการจัดการขยะเศรษฐกิจสีเขียวของเทศบาลเมืองปากพูนและพื้นที่กลุ่มเศรษฐกิจโดยรอบบนเศรษฐกิจสีเขียว กล่าวว่า ปัญหาขยะมูลฝอยเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งต้องเผชิญกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจพบว่า เทศบาลเมืองปากพูนมีปริมาณขยะมากถึง 18 ตันต่อวัน หรือ 6,570 ตันต่อปี ครอบคลุมพื้นที่ 12 หมู่บ้าน ที่มีประชากรกว่า 16,000 ครัวเรือนปัญหาขยะตกค้าง ก่อให้เกิดมลภาวะทางกลิ่น ควันจากการเผาขยะ และแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์พาหะนำโรค นอกจากนี้ การกำจัดขยะยังเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 2.7 ล้านบาท/ปี

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เทศบาลเมืองปากพูนได้ดำเนินนโยบาย “ส่งเสริมการคัดแยกขยะภายในชุมชน” โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง ส่งผลให้ปริมาณขยะที่ต้องกำจัดลดลงเหลือเพียง 1.8 ตันต่อวัน หรือ 657 ตันต่อปี ลดลง 10 เท่า นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะลงเหลือเพียง 361,350 บาทต่อปี ทำให้เทศบาลสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 2.3 ล้านบาทต่อปี

ความสำเร็จของโครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายของเทศบาล แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย ผ่านการนำขยะมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การนำเศษอาหารไปใช้เลี้ยงสัตว์ การนำขยะเชื้อเพลิงไปจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงให้กับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิง การนำขยะอินทรีย์ไปผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพและก๊าซชีวภาพการนำเศษกิ่งไม้ไปทำวัสดุดินปลูก การใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเป็นวัสดุถมที่ดิน การสกัดน้ำมันจากถุงพลาสติกเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด แต่ยังช่วยส่งเสริมแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นอกจากนี้ คณะวิจัยได้นำผลการศึกษาจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของเทศบาลเมืองปากพูน มาจัดแสดงในนิทรรศการ “นวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียวของเทศบาลเมืองปากพูน” เพื่อเผยแพร่ความรู้และแนวทางการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมและเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการขยะ รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาเมืองให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานมอบโล่เชิดชูเกียรติให้แก่ 102 สถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อเป็นต้นแบบในการเสริมสร้างคุณธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา และเป็นแนวทางให้กับสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศในการบริหารจัดการที่โปร่งใส โดยมี นายวรวุฒิ ดำขำ ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการ พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 200 คน เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติขึ้น เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการบริหารงานด้วยคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสถานศึกษาอาชีวศึกษา ในการผลิตบุคลากรคุณภาพสู่สังคม การมีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ จะช่วยส่งเสริมให้สถานศึกษาสามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของสังคม

โดยปีงบประมาณ 2567 สอศ. ได้มอบหมายให้หน่วยศึกษานิเทศก์ ดำเนินงานภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในการคัดเลือกสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความโดดเด่นด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ผ่านเกณฑ์การประเมิน Integrity and Transparency Assessment (ITA) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 เป็นมาตรฐานสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กร ซึ่งมีจำนวน 102 สถานศึกษาที่ได้รับโล่เชิดชูเกียรติในปีนี้

สำหรับปีงบประมาณ 2568 จะขยายผลการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสไปยังสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ โดยจะนำเครื่องมือ ITA มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ส่งเสริมการบริหารงานอย่างมีจริยธรรม ปลูกฝังแนวคิด “ไม่ทนต่อการทุจริต” ให้แก่บุคลากรและนักเรียน นักศึกษา ส่วนเกณฑ์การประเมิน Integrity and Transparency Assessment (ITA) ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ขึ้นไป จะได้เป็นสถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบ ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

“สอศ. ตั้งเป้าหมายให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน สถาบันการอาชีวศึกษา และหน่วยงานในกำกับ ทุกแห่ง นำแนวปฏิบัตินี้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้การบริหารงานมีความโปร่งใส ลดโอกาสในการเกิดการทุจริต และสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านคุณธรรมและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การมอบโล่เชิดชูเกียรติในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ สอศ. ในการส่งเสริมความโปร่งใสในภาคการศึกษา ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและซื่อสัตย์ต่อสังคม” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

‘สพฐ.’ปูพรม’พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง’

'สพฐ.'ปูพรม'พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง'

‘สพฐ.’ปูพรม’พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.11 น.

เลขาธิการ กพฐ. เผยเร่งขยายเครือข่ายโรงเรียนจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ปูพรมแผนปฏิบัติการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” สพฐ. ไม่มีเด็กตกหล่น-ออกกลางคัน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ นำนโยบาย “OBEC Zero Dropout” หรือ “สพฐ. ไม่มีเด็กตกหล่นหรือออกกลางคัน” ไปสู่แผนการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของทุกเขตพื้นที่การศึกษา โดยใช้ชื่อโครงการว่า “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ซึ่งมีเป้าหมายให้เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา และมีโอกาสได้เรียนในทุกพื้นที่ นั้น จากการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 พบว่า การติดตามเด็กตกหล่น อายุระหว่าง 3-18 ปี จำนวน 616,625 คน พบตัวแล้ว 195,432 คน คิดเป็นร้อยละ 31.69 ไม่พบตัว 421,193 คน คิดเป็นร้อยละ 68.31 ในจำนวนที่พบตัวได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว 54,629 คน คิดเป็นร้อยละ 8.87 ซึ่งตนได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาเร่งติดตามค้นหาเด็กตกหล่นเหล่านี้ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้เร็วที่สุด โดยจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นเข้ามารองรับ เช่น ใช้แนวทาง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งมีทั้งการเรียนในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพราะเด็กแต่ละคนก็มีความจำเป็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราก็จะพาการศึกษาไปหาเด็กๆ ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า Thailand Zero Dropout เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนมั่นใจว่า โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” จะสามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครองที่มีความจำเป็นแตกต่างกันได้ ทั้งนี้ “นำการเรียนไปให้น้อง” จะจัดสำหรับนักเรียนที่มีความจำเป็นเฉพาะไม่สามารถกลับเข้ามาเรียนในระบบได้ โรงเรียนก็จะนำการเรียนไปให้นักเรียนได้เรียนที่บ้าน หรือเรียนออนไลน์ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โดยปัจจุบันมีการนำร่องนำการเรียนไปให้น้องในรูปแบบต่างๆ เช่น โรงเรียนมือถือ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา, ห้องเรียน/บวรสร้างโอกาส, ห้องเรียนเคลื่อนที่ ห้องเรียนสาขา, เครดิตแบงก์/เทียบโอนหน่วยกิต และเปลี่ยนบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู โดยครูประจำชั้น ครูฝ่ายวิชาการ ร่วมจัดหาสื่อการเรียนรู้ นำแบบฝึกใบงานไปให้นักเรียนที่บ้าน ผู้ปกครองช่วยสอนและทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียน มีการประเมินนักเรียนจากคลิปวิดีโอที่ผู้ปกครองส่งให้ เป็นต้น 

ปัจจุบันมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. จำนวน 54 โรงเรียน ใน 16 เขตตรวจราชการ ที่เป็นโรงเรียนต้นแบบจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และมีโรงเรียน จำนวน 927 โรงเรียนที่สมัครพัฒนาโมเดลการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งตนได้เน้นย้ำให้ ผอ.สพท.ทั่วประเทศ มีการบูรณาการดำเนินงานแก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยเชิญชวนประสานกับภาคีเครือข่าย หรือชุมชนมาร่วมค้นหา จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และมีการชี้เป้า เฝ้าระวัง เด็กเยาวชนที่มีลักษณะที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เพื่อพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง ให้ได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง สู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout หรือ เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ให้เร็วที่สุด.

‘กัญจนา’มอบ 1 ล้านบาท ช่วย ‘ด.ต.เกษม บัวเทศ’ EOD ถูกลอบบึ้มที่ปัตตานี

'กัญจนา'มอบ 1 ล้านบาท ช่วย 'ด.ต.เกษม บัวเทศ' EOD ถูกลอบบึ้มที่ปัตตานี

‘กัญจนา’มอบ 1 ล้านบาท ช่วย ‘ด.ต.เกษม บัวเทศ’ EOD ถูกลอบบึ้มที่ปัตตานี

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2568  กัญจนา ศิลปอาชา ในฐานะประธานมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  เมื่อบอกแล้วว่าสงสารมากก็ต้องมาช่วยและทำทันที ด.ต. เกษม บัวเทศ เจ้าหน้าที่ EOD แล้วโดนระเบิดที่ปัตตานี บาดเจ็บอาการสาหัส เพื่อให้ชาวบ้านปลอดภัย จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ ด.ต.เกษม ตามองไม่เห็นทั้ง 2 ข้าง เสียแขนไปหนึ่ง เสียหูเรื่องการได้ยินไปหนึ่งข้าง และขาโดนสะเก็ดระเบิดเป็นแผลจำนวนมาก

เหตุลอบวางระเบิดที่ทำให้ ด.ต.เกษม ได้รับบาดเจ็บเป็นเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2565 แต่ ด.ต.เกษม ยังคงต้องทำงานจนกว่าจะไปทำเรื่องปลดตัวเองออกจากราชการ ซึ่งก็จะลงไปปัตตานี เพื่อทำเรื่องวันนี้ ความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐก็มีเพียงเรื่องรักษาพยาบาล และเงินอีกไม่เท่าไหร่ ด.ต.เกษม ยังเป็นหนี้สหกรณ์ถึง 1.7 ล้านบาท

“วันนี้ดิฉันในฐานะประธานมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย พร้อมด้วยนายนิกร จำนง กรรมการมูลนิธิฯ จึงได้นำเงินจำนวน 1 ล้านบาท มามอบให้ ด.ต.เกษม ด้วยเงินจำนวนนี้ และเงินที่พ่อแม่พี่น้องทั่วประเทศช่วยกันบริจาค ด.ต.เกษมก็จะปลดหนี้สหกรณ์ได้ และเมื่อออกจากราชการก็จะไปใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาและครอบครัวที่ จ.เชียงราย แต่ก็ยังต้องเดินทางลงมารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ เป็นระยะ” กัญจนา ศิลปอาชา ระบุ

กัญจนา ศิลปอาชา บอกด้วย ตอนที่ไปเยี่ยมได้พูดคุยกับ ด.ค.เกษม ได้บอกเขาว่าขอบคุณมากนะคะที่ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ ด.ต.เกษม บอกว่า “แม้ชีวิตก็สละให้ได้” คำพูดดังกล่าวทำเอาดิฉันน้ำตาซึม ถ้าท่านใดอยากช่วยบริจาคเพิ่มเติมให้ สามารถบริจาคได้ บัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 929-0-64917-8 ชื่อบัญชีนายเกษม บัวเทศ

‘เครือซีพี-ทรู’เปิดตัว 12 เยาวชนก้าวสู่ สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11 20 เม.ย.นี้

‘เครือซีพี-ทรู’เปิดตัว 12 เยาวชนก้าวสู่ สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11 20 เม.ย.นี้

‘เครือซีพี-ทรู’เปิดตัว 12 เยาวชนก้าวสู่ สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11 20 เม.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.51 น.

เครือซีพีและทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดตัว 12 เยาวชนก้าวสู่ สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11 20 เม.ย.นี้ พบห้องเรียนธรรมะเรียลลิตี ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม จ.นครราชสีมา รับชมสดตลอด 24 ชม. ผ่านทรูวิชั่นส์ TrueID TrueVisions NOW และออนไลน์ที่ http://www.truelittlemonk.com

24 มีนาคม 2568 ให้ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว…เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสานต่อ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” เรียลลิตีธรรมะแห่งแรกของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เผยโฉม 12 เยาวชนชายที่ผ่านการคัดเลือกจากกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ พร้อมออกเดินทางสู่ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา  ปีนี้ได้รับความเมตตาจาก พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ใหญ่ นำพาสามเณรทั้ง 12 รูป เรียนรู้และฝึกฝนธรรมะ ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” โดยได้น้อมนำหลักพุทธพจน์ “ความกตัญญูกตเวที” อันเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี ซึ่งเป็นคติธรรมที่ได้รับประทานจากสมเด็จพระสังฆราชฯ มาเป็นแนวคิดในการดำเนินโครงการฯ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ 4 สัปดาห์

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ด้วยความเชื่อว่า คุณค่าที่เกิดขึ้นจากโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม จะเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งล้ำค่าที่คนรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้ รวมทั้งเป็นที่พึ่งพาหลักยึดของผู้ใหญ่และประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกัน ผู้ชมรายการเรียลลิตีธรรมะจะได้นำข้อคิดคติธรรมไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต สร้างพลังแห่งศรัทธาเพื่อให้พระพุทธศาสนาคงอยู่สืบไป เครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น จึงเดินหน้าโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินมาเป็นปีที่ 11  ด้วยความเมตตาจากพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ซึ่งรับหน้าที่เป็นพระอาจารย์ใหญ่ ได้วางหลักสูตรและหัวข้อธรรมให้กับสามเณรทั้ง 12 รูป ตลอด 31 วัน ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” โดยน้อมนำหลักพุทธพจน์ที่ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี” มาเป็นแนวทางหลักในการเรียนรู้ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ เพื่อให้สามเณรได้ตระหนักถึงคุณค่าของผู้มีพระคุณ และสามารถตอบแทนพระคุณนั้นผ่านการประพฤติปฏิบัติดี ปลูกฝังคุณธรรมในจิตใจ และเติบโตเป็นผู้มีศีลธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์คุณงามความดีให้แก่ครอบครัวและสังคมโดยรวม

ในปีนี้ ยังคงมุ่งเน้นแนวทาง “ธรรมะ ธรรมดา ธรรมชาติ” โดยเปิดโอกาสให้สามเณรได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ฝึกฝนตนเอง ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง และบำเพ็ญเพียรเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ผ่านกิจกรรมทางธรรมที่เข้มข้น อาทิ การเดินธุดงค์ ปักกลด และบำเพ็ญเพียรบารมี ณ วัดถ้ำไตรรัตน์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันวิสาขบูชา นอกจากนี้ ยังมีการจัดบรรยายธรรมทุกสัปดาห์ โดยในแต่ละวันสามเณร 3 รูปจะเป็นผู้ถ่ายทอดธรรมะในหัวข้อ “กตัญญูคู่ความดี” พร้อมสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการบรรพชา รวมถึงกิจกรรมเสริมที่ช่วยให้เข้าใจหลักธรรมได้ลึกซึ้งและสนุกสนานยิ่งขึ้น

โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 11 นี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น ตั้งใจสานต่อ เพื่อบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และเพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568  สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 47 พรรษา

ในวันที่ 3 มิถุนายน 2568 และบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรสำหรับพระอุปัชฌาย์ในพิธีบรรพชา ในวันที่ 20 เมษายนนี้”

นอกจากนี้ ยังได้รับความเมตตาจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และพระพรหมวชิรสุธี เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เป็นที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ รวมถึงคณะพระอาจารย์และวิทยากรที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศ อาทิ พระเทพปวรเมธี, พระราชวัชรธรรมภาณี, พระราชภาวนาวชิรญาณ, พระเมธีวชิโรดม, พระสุธีวชิรปฏิภาณ, พระมหาภูมิชาย อัคคปัญโญ, ดร.พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี, พระครูปลัดทรัพย์ชู มหาวีโร รวมทั้งพระวิทยากรกลุ่มธรรมะอารมณ์ดี มาให้ความรู้และดูแลความประพฤติอย่างใกล้ชิด 

ซึ่งการจัดโครงการฯ ครั้งนี้มี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส  ตลอดจนมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศมาร่วมรายการ อาทิ ครูเบิร์ด-บุญพงษ์ พานิช ผู้ก่อตั้งโรงละครเพื่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนักปราชญ์ ร่วมด้วย คุณนที เอกวิจิตร (อุ๋ย บุดด้า เบลส)  คุณแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ เปรมานนท์ ศิลปินผู้ดำเนินรายการ ที่จะมาร่วมศึกษาธรรมะไปกับเหล่าสามเณรอีกด้วย

โดยจะมีการถ่ายทอดสดเรื่องราวการศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้งอกงามในจิตใจ ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 18 พฤษภาคมนี้ ร่วมเรียนรู้หลักธรรม พร้อมเป็นกำลังใจ ชื่นชมความสดใส น่ารัก และความมุ่งมั่นของเหล่าสามเณรน้อย รับชมกิจวัตรของสามเณรได้ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 119 หรือ 333  และช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60 หรือ 99  หรือทางออนไลน์ที่มีช่องทางเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ให้สามารถรับชมได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอปพลิเคชันสามเณรปลูกปัญญาธรรม TrueID, TrueVisions NOW, ออนไลน์ที่ http://www.truelittlemonk.com เช่นกัน..เตรียมเต็มอิ่มกับรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11 ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่

• เวลา 6.00 – 21.00 น. ถ่ายทอดสดกิจวัตรประจำวันและการปฏิบัติธรรมทุกวัน

• เวลา 21.00 – 21.45 น. ช่วงไฮไลต์ประจำวัน (Daily Highlight) สรุปเหตุการณ์และเรื่องเด่นรวมถึงหลักธรรมประจำวัน

• เวลา 21.45 – 22.15 น. พบกับรายการ “ถามธรรม ตอบธรรม” พูดคุยถึงตอบคำถามธรรมะจากผู้ชมทางบ้าน ผ่านมุมมองธรรมะจากคณะพระอาจารย์ และวิทยากรสอนธรรมะ

• เวลา 22.15 – 6.00 น. รายการธรรมะต่าง ๆ ได้แก่ พุทธสุภาษิต คติธรรม บรรยายธรรม นิทานธรรม เพลงธรรม พร้อมฉายช่วงไฮไลต์ประจำวันซ้ำ (Rerun)

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารของโครงการได้ที่ http://www.facebook.com/truelittlemonkthailand และ TikTok สามเณรปลูกปัญญาธรรม หรือโทร. 02-858-8339 (ในวันและเวลาทำการ)

#สามเณรปลูกปัญญาธรรม #ทรูปลูกปัญญา #บวชสามเณรภาคฤดูร้อน

สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยฯ จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง Pink Blue Run

สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยฯ จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง Pink Blue Run

สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยฯ จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง Pink Blue Run

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยฯ จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง Pink Blue Run

สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยคณะศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยในรุ่นต่าง ๆ ได้จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง (Pink Blue Run) มาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายของศิษย์เก่า ฯ ผู้ปกครอง คณะครู นักเรียนและประชาชนทั่วไป อีกทั้งเพื่อหารายได้ในการจัดงานมุทิตาจิตให้กับคณะครูที่เกษียณอายุราชการ   ตรงกับปีที่จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง (Pink Blue Run) นั้น ๆ

ด้วยโรงเรียนสวนกุหลาบฯมีอัตลักษณ์ของสุภาพบุรุษสวนกุหลาบเป็นที่ประจักษ์อันได้แก่ เป็นผู้นำ รักเพื่อน นับถือพี่ เคารพครู กตัญญูพ่อแม่ ดูแลน้อง สนองคุณแผ่นดิน

สำหรับในปีนี้ คณะศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่นที่ 123 นำโดยนายพลภัทร์ เตชะหรูวิจิตร ประธานรุ่น 123 และประธานจัดงานมุทิตาจิต 68 มีความตั้งใจที่จะรักษาซึ่งประเพณีที่ดีงามสร้างสรรค์กิจกรรมมุทิตาจิตประจำปี 2568 ในแบบฉบับของพวกเราเพื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นอีกครั้งที่ พวกเราศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯรุ่น 123 ได้มีโอกาสตอบแทนคุณโรงเรียนที่อบรมสั่งสอนพวกเรามา กิจกรรมต่างๆจะสร้างความสามัคคีและสานสัมพันธ์อันดีกับโรงเรียนครูอาจารย์และพี่น้องเพื่อให้สมกับ สุภาพบุรุษสวนกุหลาบที่จบจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยภายใต้มโนทัศน์ เพราะเกิดจากใจ…ไม่จาง

ชมพูฟ้ารันนิ่ง 2568 (Pink Blue Run 2025) กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2568 โดยเริ่มต้น ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย มีกิจกรรมวิ่งทั้งสิ้น 2 ระยะ คือ ระยะ fun run (3 กม.) และระยะ mini marathon (10 กม.)  โดยจะมีเส้นทางวิ่งบนถนนที่ผ่านพระบรมมหาราชวัง ผ่านบริเวณท้องสนามหลวงและผ่านสะพานพระพุทธยอดฟ้า

ในการนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายยามเช้ามากกว่า 3,500 คน มีทั้งประชาชนทั่วไป ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน โรงเรียนในเครือจตุรมิตรสามัคคี บุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิเช่น อาทิวราห์ คงมาลัย(ตูน บอดี้สแลม) OSK115 และ เต๋า สมชาย เข็มกลัด DSA106 โดยงานชมพูฟ้ารันนิ่ง 2568 จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ประชาชน ได้มีโอกาสเข้าถึง การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้เข้าถึงโอกาสในการออกกำลังกายและเล่นกีฬา ตลอดจนเพื่อใช้กิจกรรมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาเป็นสื่อในการปลูกฝังให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความมีน้ำใจ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

‘แรงงาน-กลาโหม-หอการค้า’เซ็นMOU หนุนทหารมีงานทำหลังปลดประจำการ

‘แรงงาน-กลาโหม-หอการค้า’เซ็นMOU หนุนทหารมีงานทำหลังปลดประจำการ

‘แรงงาน-กลาโหม-หอการค้า’เซ็นMOU หนุนทหารมีงานทำหลังปลดประจำการ

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานร่วม ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการมีงานทำให้แก่ทหารกองประจำการ ระหว่างกรมการจัดหางานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงกลาโหม หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

โดยมีนายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม นายสมชาย มรกต ศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางานผู้บริหารกระทรวงแรงงาน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศ ผู้บริหารเหล่าทัพ ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุมกระทรวงแรงงาน ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานดำเนินนโยบายตามรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่มุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มมีงานทำโดยเฉพาะทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีระเบียบวินัยและคุณภาพ เมื่อปลดประจำการแล้ว ควรได้รับการส่งเสริมให้มีอาชีพ รายได้ และสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม กระทรวงฯ จึงให้บริการจัดหางานทั้งในและต่างประเทศ พร้อมให้คำปรึกษาด้านอาชีพ ทดสอบความพร้อม ฝึกอบรม และพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้ได้รับการจ้างงานที่มีคุณภาพ ค่าตอบแทนเหมาะสม และได้รับสิทธิประกันสังคม

ในปัจจุบัน หลายภาคธุรกิจสนใจรับทหารเข้าทำงาน เช่น อุตสาหกรรมการผลิต ยานยนต์ โลจิสติกส์ งานบริการ ความปลอดภัย วิศวกรรม ช่างฝีมือค้าปลีก และธุรกิจอาหาร กระทรวงฯจึงจัดโครงการฝึกอบรมฟรีในสาขาต่างๆเช่น ช่างยนต์ ไฟฟ้า เชื่อมโลหะ บริหารธุรกิจ การตลาดออนไลน์ และภาษาต่างประเทศ เพื่อให้ทหารมีศักยภาพในการแข่งขัน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ด้าน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า สำหรับการลงนามในครั้งนี้ มีตำแหน่งงานว่างไว้รองรับทหารกองประจำการหลังปลดประจำการ รวม 33,665 อัตรา และภายในงานมีสถานประกอบการเข้าร่วมจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานว่าง จำนวน 11 แห่ง ประกอบด้วย 1) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (มหาชน) 2) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) 3) บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด 4) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) 5) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด 6) บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 7) บริษัท รักษาความปลอดภัย เอเอสเอ็ม แมเนจเมนท์ จำกัด 8) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) 9) บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด 10) บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด 11) บริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด (มหาชน) รวมทั้งให้บริการจัดหางานในประเทศและต่างประเทศ แนะแนวอาชีพ ให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การทดสอบความพร้อมทางอาชีพ สาธิตการประกอบอาชีพ ตลอดจนการพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้มีความรู้ ความสามารถ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน จนสามารถนำไปประกอบอาชีพ ภายหลังปลดประจำการได้

ทั้งนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

ม.สวนดุสิต ปรับรูปแบบการเรียนการสอน GenEd นำร่องรายวิชา ‘คุณค่าของความสุข’ ตอบโจทย์นักศึกษา

ม.สวนดุสิต ปรับรูปแบบการเรียนการสอน GenEd นำร่องรายวิชา ‘คุณค่าของความสุข’ ตอบโจทย์นักศึกษา

ม.สวนดุสิต ปรับรูปแบบการเรียนการสอน GenEd นำร่องรายวิชา ‘คุณค่าของความสุข’ ตอบโจทย์นักศึกษา

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กับการปรับรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ในรายวิชา GenEd นำโดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่มอบแนวคิดและนโยบายให้ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ ร่วมกับ สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน เป็นแกนหลักในการปรับรูปใหม่ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชา คุณค่าของความสุข (VALUES OF HAPPINESS) สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในปีนี้ โดยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน ช่วยค้นหาความสุข หรือ ร่วมหาความสุขให้กับนักศึกษา โดยวางเป้าหมายสำคัญของการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ คือ อาจารย์ได้รู้จักนักศึกษา และนักศึกษาได้รู้จักอาจารย์ (มากกว่าในชั้นเรียนปกติ) ส่งผลให้อาจารย์ผลักดันตนเอง ขยับ และปรับเปลี่ยนแนวคิดการสอน เร่งพัฒนาเทคนิคการเรียนการสอน เพื่อดึงดูดให้นักศึกษามาเรียนกับตนในการแบ่งฐานกิจกรรม การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่นี้ เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง และการฝึกปฏิบัติกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนากรอบความคิดเชิงสร้างสรรค์ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยเชิญวิทยากรผู้มีชื่อเสียงและเชี่ยวชาญมาบรรยายสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาในการค้นหาความสุข อาทิ ความสุขกับน้าเน็ก – เกตุเสพย์สวัสดิ์,ความสุขกับเอม – ตามใจตุ๊ด, ความสุขกับพี่อ้อย – นภาพร, ความสุขกับเชฟอิน – กำลังอิน ความสุขกับเติ๊ก – ภาษาอังกฤษแบบหยาบๆ และความสุขกับเต๋อ – ไดอารี่ตุ๊ดซี่

โดย ชมพู่-ธันยพร โสภาวัตร นักศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวว่า การปรับการเรียนการสอนแบบใหม่ ทำให้ตนไม่รู้สึกเบื่อ แต่มีความสุขทุกครั้งที่ได้เข้าเรียนในรายวิชา คุณค่าของความสุข โดยเฉพาะกิจกรรมการแบ่งฐาน “ความรักบนโซเซียลมีเดีย…รักแท้หรือแค่ภาพลวงตา” ซึ่งเป็นการเข้าฐานกิจกรรมวันวาเลนไทน์พอดี เป็นฐานที่ทำให้ทุกคนได้ทำงานเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือกันประกอบหัวใจหนึ่งดวงขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจและสามัคคีกัน อยากให้ในอนาคตทางมหาวิทยาลัย จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบนี้อีกค่ะ ตอบโจทย์นักศึกษายุคใหม่จริงๆ เพราะเรียนแบบสนุก ไม่มีคำว่าเบื่อ ทั้งอาจารย์ วิทยากรที่เชิญมาบรรยาย ก็ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการหาความสุขของตัวเราเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งวันนี้ได้รู้แล้ว ว่า ความสุขในแบบของชมพู่ คือ การได้มีรอยยิ้มที่สดใส มีความสุขเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเราเอง ทั้งกับเพื่อนและครอบครัวค่ะ

ด้าน ฟิวส์-รวิสรา ขอนทอง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะพยาบาลศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเรียนรายวิชา คุณค่าของความสุข ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และกิจกรรมต่างๆ ก็สนุกมาก เพราะตลอดสัปดาห์จะเรียนวิชาที่ต้องอาศัยความเข้าใจเยอะ เนื้อหาซับซ้อน บางทีก็เครียดกับการเรียนค่ะ การได้มาเรียนในรูปแบบใหม่ของรายวิชานี้ เหมือนเป็นการใช้ฮิลใจตัวเองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะฐานกิจกรรม “การค้นหาตัวเอง”สอนให้นักศึกษาได้พูด และได้ทำในสิ่งที่เราชื่นชอบ ถึงแม้สิ่งนั้นเราอาจไม่ถนัดแต่เป็นสิ่งที่นักศึกษารู้สึกทำแล้วมีความสุขค่ะ ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยฯ ที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของรายวิชา คุณค่าของความสุข และปรับรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ตรงใจนักศึกษา เลยทำให้เพื่อนรู้จักเพื่อน (ต่างคณะ) อาจารย์รู้จักนักศึกษามากขึ้น และทำให้ฟิวส์เองได้เรียนรู้ว่า การมีครอบครัวอยู่คอยซัพพอร์ต การมีเพื่อนที่เรียนไปด้วย และการมีแฟนข้างกาย มันคือความสุขในแบบฉบับของฟิวส์ค่ะ

ต่อด้วย ขุนพล-ธนพล สุขโนนจารย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาอนามัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวต่อว่า ความรู้สึกที่ได้เรียนรายวิชา คุณค่าของความสุข ก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเพื่อนๆ ครับ เป็นวิชาที่สนุกและผ่อนคลายมากๆ และผมยังมีโอกาสได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์มุมมองจากเพื่อนๆ ต่างคณะ ซึ่งผมประทับใจกิจกรรมฐาน สวิตเกม (Switch Game) เพราะช่วยฝึกการคิดวิเคราะห์และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างรวดเร็วฝึกความสามารถในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่มีประโยชน์ในชีวิตจริง จึงอยากให้ทางมหาวิทยาลัยฯ จัดการเรียนการสอนแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะการช่วยนักศึกษาค้นหาความสุขผ่านกระบวนการเรียนในรูปแบบใหม่ ช่วยให้นักศึกษาได้เห็นความสุขหลายมิติ เช่น ความสุขทางอารมณ์ จิตใจ ปัญญา หรือสังคม ซึ่งเป็นมุมมองที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ ช่วยให้นักศึกษาได้เข้าใจตนเอง และสามารถรับมือกับปัญหาชีวิตได้ดีขึ้นครับ

และปิดท้ายด้วย โอ๋เอ๋-ประดับดาว ดวงพิมพ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาภาษาอังฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวว่า ตนรู้สึกโชคดีที่ทางมหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่ลงทะเบียนไม่ทันในรายวิชาดังกล่าว สามารถเข้าร่วมฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกิจกรรมได้ ซึ่งตนมองว่าการเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงมาบรรยายสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเป็นความสำเร็จเชิงประจักษ์ จึงทำให้การเรียนรายวิชา คุณค่าของความสุข ไม่ใช้แค่สนุก แต่ยังคุ้มค่าและมีประโยชน์กับนักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะนักศึกษาจะข้อคิดจากการฟังเรื่องราวจากวิทยากรที่มาบรรยาย ได้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับความสุข และช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับความสุขของตัวเอง ไม่ใช่แค่เรื่องของความสุขชั่วคราว แต่เป็นความสุขที่ยั่งยืนโดยเริ่มต้นได้จากตัวเราเอง ซึ่งในเทอมหน้าตั้งใจจะลงเรียนในรายวิชา คุณค่าของความสุข จึงอยากให้มหาวิทยาลัยยังจัดรูปแบบการสอนการสอนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นรายวิชาที่ให้ความรู้มากกว่าในตำรา และบรรยากาศในการเรียนรูปแบบใหม่ ก็เสริมประสิทธิภาพในการเรียนอย่างดีเยี่ยมค่ะ

บทสรุปของการปรับการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ นำร่องด้วยรายวิชา คุณค่าของความสุข นั้น นับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการสอนอย่างเป็นรูปธรรม เพราะนักศึกษาในยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างพลวัต การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความสุขในการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบเดิมที่เน้นการบรรยายในห้องเรียนอาจไม่เพียงพอต่อการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ในยุคปัจจุบัน การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนนอกห้องเรียนที่เน้นประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติจริงกับผู้เชี่ยวชาญในรายวิชาคุณค่าความสุข จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่จะนำไปสู่การผลิตบัณฑิตที่มีความสุขในการเรียนรู้ สามารถสำเร็จการศึกษาได้ตามเป้าหมาย และพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ