สดร.จับมือบางกอกแอร์เวย์ส สานฝันผู้บกพร่องทางการมองเห็น บินลัดฟ้าสัมผัสความหนาว ‘ดูดาวยอดดอยอินทนนท์’ ปีที่ 2

สดร.จับมือบางกอกแอร์เวย์ส สานฝันผู้บกพร่องทางการมองเห็น  บินลัดฟ้าสัมผัสความหนาว ‘ดูดาวยอดดอยอินทนนท์’ ปีที่ 2

สดร.จับมือบางกอกแอร์เวย์ส สานฝันผู้บกพร่องทางการมองเห็น บินลัดฟ้าสัมผัสความหนาว ‘ดูดาวยอดดอยอินทนนท์’ ปีที่ 2

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) ร่วมกับบางกอกแอร์เวย์ส และกลุ่มธุรกิจ TCP ขยายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์สู่ผู้บกพร่องทางการเห็น จัดโครงการ “แม้มองไม่เห็นแสงจันทร์ แต่สัมผัสได้ถึงดวงดาว” ปีที่ 2 นำคณะนักเรียน และครูจากโรงเรียนธรรมิกวิทยา อ. เขาย้อย จ. เพชรบุรี เดินทางมาเรียนรู้ดาราศาสตร์ ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จ.เชียงใหม่ และสัมผัสประสบการณ์จริงในการสังเกตวัตถุท้องฟ้า บนยอดดอยอินทนนท์ พื้นที่ที่มีฟ้าดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า กิจกรรม “แม้มองไม่เห็นแสงจันทร์ แต่สัมผัสได้ถึงดวงดาว” นี้ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากการสนับสนุนของบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบางกอกแอร์เวย์ส และกลุ่มธุรกิจ TCP ที่เล็งเห็นความสำคัญของการขยายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ให้กับบุคคลผู้มีความบกพร่องทางกาย สุขภาพ หรือบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษอื่นๆ เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงดาราศาสตร์ได้ทัดเทียมบุคคลทั่วไป สอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินงานของ NARIT ที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ สำหรับดาราศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่ใช้จินตนาการเพื่อทำความเข้าใจธรรมชาตินักดาราศาสตร์เองก็ศึกษาเอกภพโดยที่ไม่ได้ออกไปจากโลก ดังนั้นความบกพร่องทางการเห็นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ ซึ่ง NARIT ได้ออกแบบและพัฒนากิจกรรมสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษอย่างต่อเนื่อง

นางกรกนก ศิริวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมิกวิทยา อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี กล่าวว่า ขอขอบคุณสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ บางกอกแอร์เวย์ส และกลุ่มธุรกิจ TCP ที่มอบโอกาสให้กับเด็กๆ ตาบอด ได้มาเรียนรู้ดาราศาสตร์ เรียนรู้การใช้ชีวิตนอกห้องเรียน รู้สึกประทับใจตั้งแต่ชื่อโครงการที่ว่า แม้มองไม่เห็นแสงจันทร์ แต่สัมผัสได้ถึงดวงดาว ซึ่งเป็นจริงตามนั้น เนื่องจากคนตาบอดมองไม่เห็น จึงต้องเรียนกับของจริง ผ่านการสัมผัส หรือสิ่งที่จำลองขึ้น ซึ่งในที่นี้คือสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ และกิจกรรมต่างๆ ในโครงการนี้โอกาสเช่นนี้เป็นโอกาสพิเศษที่ทางโรงเรียน และคณะครูไม่สามารถมอบให้เด็กๆ ได้ นับเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่เด็กๆ จะประทับใจไปอีกนานแสนนาน

การมาเยือนเชียงใหม่ในครั้งนี้ นักเรียนและคณะครูจากโรงเรียนธรรมิกวิทยา รวมถึงอาสาสมัครจากบางกอกแอร์เวย์ส ได้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 2 วันเต็ม วันแรกได้เดินทางสู่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เพื่อร่วมกิจกรรมดาราศาสตร์ “ท้องฟ้าในมือฉัน” ภายในท้องฟ้าจำลอง เรียนรู้การดูดาวเบื้องต้น รู้จักกลุ่มดาวในหกเหลี่ยมฤดูหนาว ด้วยมือสัมผัสผ่านอุปกรณ์ทรงกลมท้องฟ้าที่ NARIT ได้พัฒนาขึ้น กิจกรรม “ย่อส่วนระบบสุริยะ” เปรียบเทียบขนาดของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะผ่านการสัมผัส และกิจกรรม “สร้างแบบจำลองดาวหาง” เรียนรู้องค์ประกอบและปั้นดาวหางเสมือนจริง

วันที่สอง เยี่ยมชมนิทรรศการดาราศาสตร์ และกิจกรรม “กาแล็กซีในมือฉัน” ช่วงบ่ายเดินทางสู่ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และความดันอากาศจากถุงขนม สัมผัสธรรมชาติ และละอองน้ำตกบริเวณน้ำตกวชิรธาร จากนั้นเข้าเยี่ยมชมหอดูดาวแห่งชาติ เรียนรู้ และสัมผัสกล้องโทรทรรศน์ชนิดต่างๆ สัมผัสและโอบฐานกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ ช่วงค่ำเดินทางสู่ยอดดอย เรียนรู้ และสัมผัสแบบจำลองหลุมดวงจันทร์ก่อนสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าจริง อาทิ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์ ผ่านกล้องโทรทรรศน์ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น หากแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น น้องๆ เหล่านี้ ไม่ได้ตาบอด 100% ส่วนใหญ่สามารถเห็นได้ลางๆ สามารถแยกความสว่างของวัตถุได้ หากเป็นดวงจันทร์ ก็จะเห็นเป็นจุดสว่างใหญ่ ส่วนดาวฤกษ์ หรือดาวเคราะห์ดวงอื่นก็เห็นเป็นจุดสว่างเล็ก

‘บ้านสุขาวดี’จัดเต็ม! ‘เทศกาลมหาสงกรานต์ 68’ แต่งชุดไทย-เล่นน้ำ-ปาร์ตี้โฟมสุดมันส์

‘บ้านสุขาวดี’จัดเต็ม! ‘เทศกาลมหาสงกรานต์ 68’ แต่งชุดไทย-เล่นน้ำ-ปาร์ตี้โฟมสุดมันส์

‘บ้านสุขาวดี’จัดเต็ม! ‘เทศกาลมหาสงกรานต์ 68’ แต่งชุดไทย-เล่นน้ำ-ปาร์ตี้โฟมสุดมันส์

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.37 น.

‘บ้านสุขาวดี’จัดเต็ม! ‘เทศกาลมหาสงกรานต์ 68’ แต่งชุดไทย-เล่นน้ำ-ปาร์ตี้โฟมสุดมันส์

บ้านสุขาวดี เตรียมต้อนรับเทศกาลมหาสงกรานต์ 2568 อย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 เชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศไทยแท้ กับกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย โดยไฮไลต์เด่นของงาน เปิดให้แต่งชุดไทยฟรี! เพียงวางค่ามัดจำ 250 บาท พร้อมเจ้าหน้าที่ช่วยแต่งตัวให้สวยงาม ก่อนเดินถ่ายภาพในบรรยากาศไทยโบราณที่ ลานวัฒนธรรมไทย กิจกรรมสรงน้ำพระแก้วมรกต ครบทั้ง 3 ฤดู เสริมสิริมงคลตลอดปี และเล่นน้ำสงกรานต์สุดชุ่มฉ่ำ กับม่านสายน้ำ สาดน้ำอบไทยหอมละมุน และกลีบดอกไม้ เพิ่มความสนุกโดยสาวสวยบ้านสุขาวดี นอกจากนี้ชวนสนุกไปกับปาร์ตี้โฟมสุดมันส์ พร้อมกิจกรรมพื้นบ้าน เช่น หนุ่มน้อยตกน้ำ ยิงปืน ปาลูกโป่ง ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

บ้านสุขาวดีชวนมาร่วมเช็กอิน-แชร์ภาพ กด Like & Share เพจบ้านสุขาวดี รับของชำร่วยกลับบ้านฟรี ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ บ้านสุขาวดี เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสนุกสนานกับสงกรานต์แบบไทยๆ ได้ที่นี่!

‘ศาลปกครองสูงสุด’รับคำฟ้อง ยกเลิกประกาศคะแนน TCAS A-Level 67 คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1

‘ศาลปกครองสูงสุด’รับคำฟ้อง ยกเลิกประกาศคะแนน TCAS A-Level 67 คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1

‘ศาลปกครองสูงสุด’รับคำฟ้อง ยกเลิกประกาศคะแนน TCAS A-Level 67 คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.21 น.

‘ศาลปกครองสูงสุด’มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดีฟ้องขอยกเลิกประกาศคะแนนสอบ TCAS A-Level 2567 คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 1 หลัง‘ที่ประชุม ทปอ.’ประกาศแก้ไขคะแนน ทำผู้ฟ้องคดีคะแนนลด จนพลาดโควตาสถาบัน

จากกรณีก่อนหน้าที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ประกาศผลสอบ A-Level ผ่านทางเว็บไซต์ MyTCAS ได้ประกาศผลคะแนนสอบข้อสอบ A-Level ซึ่งเป็นข้อสอบเพื่อใช้เป็นหนึ่งในการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากประกาศผลสอบไปไม่นาน มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อผิดพลาดต่างๆในการสอบครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น มีคนไม่ได้เข้าสอบในวิชา “คณิตศาสตร์ 1” แต่กลับได้คะแนน หรือมีคนเข้าสอบ “คณิตศาสตร์ 1” แต่กลับไม่ได้คะแนน

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองสูงสุด  รับคำฟ้อง คดีขอยกเลิกประกาศคะแนนสอบTCAS A-Level 67 คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 1  โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568  ศาลปกครองพิษณุโลกอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 206/2568ที่ 207/2568 และที่208/2568 ซึ่งผู้ฟ้องคดีฟ้องประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กับผู้จัดการระบบสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (TCAS67) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยฟ้องว่า ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ดำเนินการจัดสอบ TCAS67 และประกาศผลสอบวิชา A-Level คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 1 ของผู้ฟ้องคดีผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะได้เข้าเรียนหรือได้รับโควตาสายสุขภาพของสถาบันที่ยื่นโควตาไว้แล้ว

แต่ต่อมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยประกาศแก้ไขคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์1 เป็นผลให้ ผู้ฟ้องคดีถูกปรับลดคะแนนวิชาดังกล่าวลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะได้รับเข้าเรียนหรือได้รับโควตาสายสุขภาพ ของสถาบันที่ได้ยื่นโควตาไว้ ทำให้เสียสิทธิเข้าเรียนในสถาบันดังกล่าว

จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษายกเลิกประกาศที่แก้ไขปรับลดคะแนนสอบของผู้ฟ้องคดี และปรับคะแนนของผู้ฟ้องคดีให้เป็นไปตามเดิม พร้อมขอให้ยกเลิกการนำคะแนนสอบ A-Level วิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์1 ไปใช้ในทุกสถาบัน และขอให้เปิดเผยข้อสอบและผลการตรวจข้อสอบทุกรายวิชาของผู้ฟ้องคดี

ส่วนคดีที่ฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้น ฟ้องว่า รัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยละเลยไม่ควบคุมการดำเนินการระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาโดยปล่อยให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยออกกฎเกณฑ์จำกัดสิทธิและละเมิดสิทธิในการศึกษาของเด็ก รวมทั้งไม่ตรวจสอบปัญหาการแก้ไขคะแนน ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ คำฟ้องไว้พิจารณา  ในคดีที่ฟ้องประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และคดีที่ฟ้องผู้จัดการระบบ TCAS67 นั้น

ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า การคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเป็นอำนาจและหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายของแต่ละสถาบัน โดยมีอธิการบดีของแต่ละสถาบันเป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของสถาบันอุดมศึกษาในขณะนั้น ก็ได้มอบหมายให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยพิจารณาปรับรูปแบบการรับนักเรียนเข้าศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาด้วย

ซึ่งต่อมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยก็ได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายนั้น โดยใช้ระบบคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) เป็นระบบ การคัดเลือก แสดงให้เห็นว่าอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่ประกอบเป็นที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยได้ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาของตนในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาต่อ และมอบหมายให้ผู้จัดการระบบ TCAS67 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบวัดผลและคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาแทนตน โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของบริการสาธารณะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง มิใช่เป็นเพียงความร่วมมือประสานงานหรือส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาตามวัตถุประสงค์เดิมของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ไม่มีกฎหมายก่อตั้งหรือให้อำนาจและไม่ได้สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ดังนั้น การที่สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อโดยไม่ได้จัดการสอบเอง

แต่ยอมรับใช้ระบบการคัดเลือกกลาง ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการระบบฯ มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา2567 ตามภารกิจและวัตถุประสงค์ของระบบ TCAS67 ซึ่งเป็นกิจการทางปกครองและบริการสาธารณะด้านการศึกษา โดยได้รับมอบหมายหน้าที่จากทั้งรัฐมนตรีและจากอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง การกระทำของที่ประชุมอธิการบดี แห่งประเทศไทย (ทปอ.) และผู้จัดการระบบ TCAS จึงเป็นการกระทำทางปกครองและอยู่ในอำนาจของ ศาลปกครองที่จะตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้

ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่าเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา

สำหรับคดีที่ฟ้องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัตินั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การศึกษาของชาติเป็นหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 รัฐมนตรีจึงมีหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาในการนำนโยบายไปปฏิบัติซึ่งรวมตลอดตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นต้นไป รัฐมนตรีฯ ไม่อาจปล่อยให้ภารกิจดังกล่าวดำเนินไปโดยปราศจากการกำกับดูแลจากรัฐ

เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่เห็นพ้องกับศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี

‘บิ๊ก สอศ.’ยันจัดสอบ‘ผอ.สถานศึกษาอาชีวะฯ’ โปร่งใส ตรวจสอบได้

‘บิ๊ก สอศ.’ยันจัดสอบ‘ผอ.สถานศึกษาอาชีวะฯ’ โปร่งใส ตรวจสอบได้

‘บิ๊ก สอศ.’ยันจัดสอบ‘ผอ.สถานศึกษาอาชีวะฯ’ โปร่งใส ตรวจสอบได้

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.18 น.

‘บิ๊ก สอศ.’ยันจัดสอบ‘ผอ.สถานศึกษาอาชีวะฯ’ โปร่งใส ตรวจสอบได้

24 มีนาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขธิการ กอศ.) แถลงว่า ตามที่มีความเคลือบแคลงสงสัย ตนอยากชี้แจงความชัดเจนในประเด็นที่สังคมบางกลุ่มเคลือบแคลงในการดำเนินการจัดสอบคัดเลือก ผู้อำนวยการสถานศึกษา จนทำให้เกิดความไขว้เขวเกิดความไม่เข้าใจ ซึ่ง ตนและรองเลขาธิการ สอศ.ขอยืนยันว่า สอศ. ดำเนินการจัดสอบฯเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และตามหลักกฎหมายกำหนด ตามหลักเกณฑ์วิธีการ ที่ ก.ค.ศ.กำหนดทุกประการ และ สอศ.พร้อมที่จะให้หน่วยงานอื่นๆ หรือสาธารณชน หรือแม้แต่ผู้ที่มีส่วนได้เสียตรวจสอบทุกเรื่องในการทำงานของ สอศ.

การคัดเลือกตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ.  33 อัตรา ครั้งนี้ เป็นการคัดเลือกเพื่อมาแทนตำแหน่งที่ว่าจากการเกษียณฯ เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2567 ซึ่ง สอศ.ได้เตรียมการที่จะสรรหาไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตามเกณฑ์ ที่ ส.ก.ศ.กำหนดในการสรรหา ซึ่งในตอนนั้น สอศ.ยังไม่ทราบว่า ก.ค.ศ.จะประกาศมาตรฐานตำแหน่งใหม่ออกมา สอศ.จึงใช้หลักการสรรหาเดิมมาสรรหา แต่เมื่อวันที่ 3 ต.ค.2567 ทาง ก.ค.ศ.มีการประกาศมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ และได้กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่  1 ม.ค.2568 เป็นต้นไป โดยการใดที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อนมาตรฐานตำแหน่งนี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ  เพื่อให้คนเติบโตตามสายงาน

สอศ.ดำเนินการไปก่อนที่ ก.ค.ศ.ออกประกาศ ดังนั้น ตำแหน่งต่าง ๆจึงเกิดศักดิ์และสิทธิ์ก่อนที่มาตรฐานตำแหน่งฯจะออก แต่อย่างไรก็ดี ก่อนนั้น สอศ.ก็ได้ประสารหารือไปยัง ก.ค.ศ.แล้วว่าในลักษณะเช่นนี้ สอศ.จะสามรรถดำเนินการสรรหาโดยใช้หลักเกณฑ์วิธีการสรรหาเก่าไปก่อนได้หรือไม่ ซึ่งทาง ก.ค.ศ.ก็บอกว่าได้ เพราะเจตนารมย์ประกาศใช้ข้อบังคับวันที่ 1 ม.ค.2568 สอศ.จึงได้ดำเนินการสรรหา โดยการนำเรื่องเข้า อ.ก.ค.ศ. สอศ. และประการดำเนินการสรรหาผอ.สถานศึกษา  33 ตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์เก่าของ ก.ค.ศ.  และ สอศ.ก็ไม่ได้ขึ้นบัญชีไว้ แค่ 33 ตำแหน่ง เพราะตำแหน่งว่างหลังวันที่ 3 ต.ค.จะเป็นศักดิ์และสิทธิ์ของหลักเกณฑ์ใหม่แล้ว แต่พอ สอศ.สอบเสร็จแล้วไม่ขึ้นบัญชีไว้ จึงเป็นเหตุให้มีการตั้งข้อสงสัยดังกล่าว

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า การจัดสอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม สอศ.ได้ใช้สถาบันที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดสอบ โดย สอศ.ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการจัดสอบ ทั้ง ภาค ก , ภาค ข, และภาค ค โดยทุกบวนการทาง  ม.ธรรมศาสตร์ ดำเนินการเองทั้งหมด และการดำเนินการดังกล่าวมีความชัดเจน ตรวจสอบได้  ซึ่งทาง สอศ. ก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเพื่อบาลานซ์เช็ค ว่าสิ่งที่ทางภาค หรือทางจังหวัด ให้คะแนนมานั้น มีความถูกต้องหรือไม่ จึงขอยืนยันว่าทุกขบวนการทั้งหมดดำเนินการด้วยความถูกต้องสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และขบวนการสอบภาคเช้าและภาคบ่าย ก็มีการจับฉลาก เพื่อให้เป็นชุดที่มั่นคง ส่วนผู้เข้าสอบก็มีการจับฉลากก่อนเข้าห้องสอบใหม่ทุกครั้ง รวมทั้งเก็บ เอกสาร เครื่องมือสื่อสารของกรรมการที่จะทำการสอบสัมภาษณ์ กับผู้เข้าสอบสัมภาษณ์ทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถสื่อสารได้ทั้งทางเอกสารหรือทางโทรศัพท์มือถือ และให้กรรมการจับฉลากก่อนไปสอบสัมภาษณ์ โดยที่กรรมการจะไม่ทราบเลยว่าตนเองจะได้ไปสอบสัมภาษณ์ห้องไหน เช่นเดียวกับคนที่จะสอบก็ไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะสอบห้องไหน จะแจ้งกันเดี๋ยวนั้นสอบ 2 วัน ก็จะจับฉลาก 4 ครั้ง เพื่อป้องกัน และการดำเนินการจัดสอบจะมีตัวแทนของ สอศ.ไปร่วมสังเกตการทุกขบวนการด้วย

ส่วนการสอบ ที่มีข้อสงสัยว่าทำไมครูจึงสอบเป็นผู้บริหารสถานศึกษาได้นั้น ตนขอชี้แจงว่า เนื่องจากคุณสมบัติเก่าครูชำนาญการพิเศษ สามารถสอบเป็นผอ. สถานศึกษาได้ ซึ่งบริบทของอาชีวะอาจจะมีความแตกต่างจากส่วนราชการอื่น เช่น สพฐ. หรือ สกร.  เพราะครูอาชีวะฯส่วนใหญ่จะไปเรียนต่อโทสายตรงที่ตนเองจบมา แล้วตัวมาตรฐานตำแหน่งของ ก.ค.ศ. กำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งมารฐาน ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่เคยดำรงตำแหน่งครู ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าครูชำนาญการพิเศษ และต้องมีประสบการณ์ด้านการบริหารไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากลุ่มมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ถือเป็นผู้มีสิทธิ์สมัครเข้ารับการคัดเลือกครั้งนี้ได้  ดังนั้น การคัดเลือกหลายครั้งที่ผ่านมา มีผู้สมัครที่ดำรงตำแหน่งครู สามารถผ่านการคัดเลือก และได้รับบรรจุแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษามาแล้วหลายราย จึงเป็นที่มาของการให้ครูอาชีวะฯสามารถสอบคัดเลือกเป็นผู้บริหารสถานศึกษาได้

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า ผู้สอบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เคลือบแครงสงสัย สามารถมาขอตรวจสอบได้ที่ สอศ.  ส่วนที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ที่มีความห่วงใยในเรื่องนี้ และสั่งการให้ตั้งกรรมการกลางตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ให้มีผลภายใน 15 วัน เพื่อไม่ให้เป็นข้อครหาของสังคม และต้องเปิดเผยข้อมูลให้กระจ่างเรียกความเชื่อมั่นในการดำเนินงานทุกขั้นตอน นั้น สอศ.พร้อมจะให้ข้อมูลและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกขั้นตอน ทุกขบวนการทุกรายละเอียด ยืนยันให้ตรวจสอบตามหลักของกฎหมายและระเบียบต่างๆ อย่างไปคิดเองเออเอง แล้วนำเสนอ  จะทำให้ภาพลักษณ์ของอาชีวะฯเสื่อมเสียไปด้วย  ผมยืนยันว่าเราดำเนินการตามหลักกฎหมาย และเจตนารมย์ของ ก.ค.ศ. เราไม่ทำอะไรที่จะทำให้เกิดการทุจริต คอรัปชั่น ผมยืนยันได้ ผมเติบโตมาจาก ก.ค.ศ. ดังนั้นจึงกล้ายืนยันว่าเราไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหรือผิดหลักปฏิบัติอยู่แล้ว ผมเคารพในวิชาชีพตัวเอง เคารพในผู้บังคับบัญชา (รมว.ศธ.) ผมเคารพพี่น้องเราชาวอาชีวะฯ เราเป็นผู้บังคับบัญชาพี่น้องอาชีวะเกือบ 4 หมื่นคน ดังนั้น ผมดูแลคนด้วยความเป็นธรรม และยืนยันว่า 33 คนที่สอบได้ด้วยความสามารถของเขาเอง

‘สศร.’จับมือ‘มัณฑนศิลป์-ศิลปากร’ร่วมพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

‘สศร.’จับมือ‘มัณฑนศิลป์-ศิลปากร’ร่วมพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

‘สศร.’จับมือ‘มัณฑนศิลป์-ศิลปากร’ร่วมพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

24 มี.ค. 2568 ที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เป็นตัวแทนของ สศร. ในพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สศร. กับคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยทางคณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร มี รศ.อาวิน อินทรังษี คณบดี เป็นตัวแทน

ซึ่ง นางเกษร กล่าวว่า  บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี โดยทั้งสองหน่วยงานมีความประสงค์ที่จะประสานความร่วมมือด้านการส่งเสริมและสนับสนุน การพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย  ส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมในด้านศิลปะร่วมสมัย  ระหว่างกัน อาทิ การประกวด การจัดนิทรรศการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การศึกษา การวิจัย ด้านศิลปะร่วมสมัย เป็นต้น

ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านศิลปะร่วมสมัย ผ่าน การจัดกิจกรรม หรือการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน  ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยให้แพร่หลายสู่ไปสู่การรับรู้อย่างกว้างขวางในหลายมิติ โดยในเร็วๆนี้ จะเริ่มต้นด้วยการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านการออกแบบ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของทั้งสองหน่วยงาน  

ทั้งนี้ สศร. ยังคงมีความพยายามเร่งมือขยายเครือข่ายการพัฒนางานด้านศิลปะร่วมสมัยไปสู่สถานศึกษา โดยเฉพาะ ในช่วงที่มีการจัดมหกรรมศิลปะนานาชาติ  ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025 ภายใต้แนวคิด “นิรันดร์กัลป์”  ระหว่างเดือน พ.ย.2568-เม.ย. 2569  จะต้องสร้างความร่วมมือกันจัดกิจกรรทางศิลปะ กระจายไปทุกพื้นที่  จ. ภูเก็ต

“ดังนั้นจะประสานงานไปยังสถาบันการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้  ให้เข้ามาร่วมจัดกิจกรรมทางศิลปะร่วมสมัย ทั้ง เวิร์กช็อป การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อนำมาจัดแสดงนิทรรศการคู่ขนานไปด้วยกัน ตลอดจนให้ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสร้างการรับรู้ ในกาดำเนินงาน กิจกรรมต่างๆทางศิลปะ สถานที่ท่องเที่ยว ไปสู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้เข้ามาเที่ยว จ. ภูเก็ต ยกระดับให้เป็นเมืองศิลปะระดับโลกให้ได้” รอง ผอ.สศร. กล่าว

มท.2 เปิดงานวันสถาปนาครบรอบ 14 ปี จังหวัดบึงกาฬ อย่างยิ่งใหญ่

มท.2 เปิดงานวันสถาปนาครบรอบ 14 ปี จังหวัดบึงกาฬ อย่างยิ่งใหญ่

มท.2 เปิดงานวันสถาปนาครบรอบ 14 ปี จังหวัดบึงกาฬ อย่างยิ่งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.13 น.

มท.2 เปิดงานวันสถาปนาครบรอบ 14 ปี จังหวัดบึงกาฬ อย่างยิ่งใหญ่ 

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา จังหวัดบึงกาฬได้จัดพิธีเปิดงานวันสถาปนาจังหวัดครบรอบ 14 ปี ณ อุทยานพระพุทธโลกนาถนาคาไชยบุรี โดยมี ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางแว่นฟ้า ทองศรี นอกจากนี้ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ และนางวีณา วรรณฉัตรสิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ ก็ได้เข้าร่วมงานด้วย รวมถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัด รองนายกเหล่ากาชาด หัวหน้าส่วนราชการ นายอุดม วงไกลสอน สมาชิกสภาแห่งชาติลาว หัวหน้าแผนกการต่างประเทศ แขวงบอลิคำไซ ผู้แทนเจ้าแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ร่วมกล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันสถาปนาครบรอบ 14 ปีแห่งการก่อตั้งจังหวัดบึงกาฬ และประชาชนทั่วไปร่วมพิธี

งานสถาปนาจังหวัดบึงกาฬในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 30 มีนาคม 2568 เพื่อเฉลิมฉลองและส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัด กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการแสดงอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แปรอักษรกว่า 500 ลำ ประกอบดนตรีแสงสีเสียง การรำบวงสรวงศาลเจ้าแม่สองนาง การแสดงพลุดอกไม้ไฟ และการแสดงของศิลปินที่มีชื่อเสียง

การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองความเป็นมาของจังหวัด แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยการนำเสนอศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบที่ทันสมัยและน่าสนใจ

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถเข้าชมกิจกรรมต่าง ๆ ได้จนถึงวันที่ 30 มีนาคม 2568 ณ บริเวณถนนข้าวเม่าริมโขง และอุทยานพระพุทธโลกนาถนาคาไชยบุรี เขตเทศบาลเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

มท.2 ชื่นชม วช. ผลักดันเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีหนุนเสริมการท่องเที่ยวพัฒนาอาชีพเยาวชนไทย

มท.2 ชื่นชม วช. ผลักดันเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีหนุนเสริมการท่องเที่ยวพัฒนาอาชีพเยาวชนไทย

มท.2 ชื่นชม วช. ผลักดันเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีหนุนเสริมการท่องเที่ยวพัฒนาอาชีพเยาวชนไทย

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.53 น.

มท.2 ชื่นชม วช. ผลักดันเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยี (โดรน) หนุนเสริมการท่องเที่ยว พัฒนาอาชีพเยาวชนไทย

ที่โรงเรียนบึงกาฬ เมื่อวันที่ 23 มี.ค.68 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยแห่งชาติ และ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกันเป็นประธานเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี (โดรน) ประยุกต์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่โรงเรียนบึงกาฬ เป็นแห่งแรกของจังหวัด 

ภายในงานมีนายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ นำนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญในการเขียนโปรแกรม มาฝึกสอน ให้กับเยาวชน และมอบโดรน 3 ลำ พร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับการเขียนโปรแกรมและตัดต่อ ให้กับทางโรงเรียนเพื่อการฝึกสอน

นอกจากนี้ ยังได้ให้นักเรียนฝึกภาคปฏิบัติ และทำการทดสอบชิงรางวัลจากสมาคม ก่อนที่จะมีพิธีมอบเกียรติบัตร เพื่อเป็นผลงานเชิงประจักษ์ให้เยาวชนเหล่านี้ได้นำไปประกอบเพื่อศึกษาต่อ 

นายทรงศักดิ์ กล่าวขอบคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ที่มองเห็นประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีและนำมาประยุกต์โดยฝีมือคนไทย และยังเลือกถ่ายทอดให้กับเยาวชนตามท้องถิ่น เพื่อให้เด็กๆ ได้เข้าถึงเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทย และขอบคุณแทนชาวบึงกาฬ ที่ วช. ได้มอบศูนยการเรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นศูนย์ถาวรที่โรงเรียนบึงกาฬ ซึ่งจากนี้จะใช้งบประมาณส่วนตัวในการสนับสนุนทางโรงเรียนเดือนละ 10,000 บาท เพื่อให้ทางโรงเรียนนำเยาวชนออกไปแสดงนอกพื้นที่ให้ประชาชนได้ชมและถ่ายทอดไปยังเยาวชนกลุ่มอื่นๆต่อไป

ทั้งนี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาได้พยายามผลักดันให้มีการจัดซื้อเทคโนโลยีโดยเฉพาะโดรน เพื่อการเกษตร แต่กลับถูกตัดงบประมาณเพียงเพราะขาดผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น ดังนั้นจากนี้ไปหากเยาวชนได้รับความรู้ และถ่ายทอดได้จากรุ่นสู่รุ่น ก็จะทำให้เกิดความชำนาญมากขึ้น ขจัดปัญหาความไม่รู้ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักในการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในภาคการเกษตร และส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต

ด้านผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า บึงกาฬเป็นจังหวัดที่สามแล้วที่มีการเปิดศูนย์ถาวรในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยก่อนหน้านี้ได้เปิดไปที่จังหวัดบุรีรัมย์และกาฬสินธิ์  และในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ก็จะเดินทางไปเปิดศูนย์ที่สองในพื้นที่ภาคใต้ คือจังหวัดกระบี่ โดยก่อนหน้านี้เปิดศูนย์แรกที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จะเดินหน้าให้การสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะเพื่อนำมาใช้ในการประกอบอาชีพ รวมถึงส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของท้องถิ่น 

ด้านนายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ บอกว่า จะเดินหน้าเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบนี้ในทุกจังหวัดของประเทศไทย แต่จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เยาวชนได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และนำไปใช้อย่างจริงจังในทุกภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การป้องกันไฟป่า การลาดตระเวนชายแดน ไปจนถึงการแก้ปัญหาอุทกภัย เพราะโดรนที่สมาคมพัฒนาจนถึงขณะนี้ สามารถทำภารกิจอย่างหลากหลาย รวมถึงการบรรทุกสิ่งของ และเวชภัณฑ์ เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งทางสมาคมม่วงว่าการสืบสาน รักษา และต่อยอด ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่จะเป็นการเสริมสร้างให้ประเทศชาติมีความเจริญมั่นคงและมั่งคั่งในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภารกิจหลักของสมาคม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลปัจจุบัน

ผลวิเคราะห์ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่? เลขาฯ สกศ.’แนะ 3 แนวทาง ดูผลอย่างมีสติ

ผลวิเคราะห์ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่? เลขาฯ สกศ.'แนะ 3 แนวทาง ดูผลอย่างมีสติ

ผลวิเคราะห์ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่? เลขาฯ สกศ.’แนะ 3 แนวทาง ดูผลอย่างมีสติ

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.26 น.

‘เลขาฯ สกศ.‘  เผย ‘ผลวิเคราะห์การจัดอันดับ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่‘ แนะ 3 แนวทางการดูผลจัดอันดับการศึกษาอย่างมีสติ เท่าทัน”

วันที่ 24 มีนาคม 2568  ตามที่ เว็บไซต์ World Population Review ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับทางการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 203 ประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 107 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ได้ระดมข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา วิเคราะห์ผลการจัดอันดับดังกล่าว เพื่อตอบคำถาม การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียนจริงหรือไม่ โดยผลการวิเคราะห์เชิงลึก พบประเด็นที่น่าสนใจ น่าเป็นห่วง และพึงระวังสำหรับการศึกษาไทย ซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดทำข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว   

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา  กล่าวว่า “ผลการจัดอันดับทางการศึกษาของเว็บไซต์ World Population Review เป็นการรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจ The annual Best Countries Report ที่จัดทำโดย US News and World Report, BAV Group, และ the Wharton School of the University of Pennsylvania ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของคนทั่วโลกื ประมาณ 17,000 คน จาก 73 ประเทศ โดยผลการสำรวจดังกล่าวในด้านการศึกษา ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 48 เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ (อันดับ 22) และประเทศมาเลเซีย (อันดับ 37) โดยประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม ประเทศเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา ล้วนมีอันดับที่ต่ำกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น ขณะที่ประเทศลาว และประเทศบรูไน ไม่พบข้อมูลในการสำรวจดังกล่าว และเมื่อพิจารณารายละเอียดอื่น ๆก็พบว่า เว็บไซต์ดังกล่าว ไม่ได้ให้ข้อมูลอื่น ๆที่ใช้ในการจัดอันดับทางการศึกษาที่สามารถเชื่อมโยงกับไปยังข้อมูลสถิติทางการศึกษาอื่น ๆที่จะสื่อให้เห็นเกี่ยวกับคุณภาพของระบบการศึกษาแต่ละประเทศ 

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้น จึงสรุปได้ว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าว ยังมีความย้อนแย้งกันอยู่ระหว่างข้อมูลผลการสำรวจที่ใช้ในการจัดอันดับกับผลการจัดอันดับของเว็บไซต์ World Population Review การตีความ และอธิบายผลการจัดอันดับ จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง ดังนั้น การที่จะกล่าวว่าการศึกษาของประทศไทยรั้งท้ายอาเซียน จึงอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม หากเราเปรียบเทียบผลการจัดอันดับกับทุกประเทศทั่วโลก ก็พบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ระบบการศึกษาของประเทศไทย ยังมีคุณภาพและมาตรฐานน้อยกว่าอีกมากมายหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในทวีปยุโรป และมีประเด็นอีกมากมายที่ประเทศไทย ต้องเร่งพัฒนา 

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้จากผลการจัดอันดับครั้งนี้ คือ ผลการจัดอันดับในครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องตื่นตัวและเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยมากกว่าเดิม มิเช่นนั้นแล้ว ประเทศไทยก็จะถูกประเทศอื่น ๆที่ตามหลังเราอยู่แซงหน้าเราไปในไม่ช้านี้”

รศ.ดร.ประวิต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “อีกหนึ่งข้อมูลทางการศึกษาที่น่าสนใจที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ World Population Review คือ อัตราการรู้หนังสือ (Literacy Rate) ของประชากรในแต่ละประเทศ โดยพบว่า ประเทศไทยมีอัตราการรู้หนังสือได้ อยู่ที่ 94% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศด้านในกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย (95%) ฟิลิปปินส์ (96%) อินโดนีเซีย (96%) เวียดนาม (96%) สิงคโปร์ (97%) บรูไน (98%) ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน มีอัตราการรู้หนังสือน้อยกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น โดยข้อมูลอัตราการรู้หนังสือของประเทศไทย เป็นข้อมูลตั้งแต่ปี 2021 จึงอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ในปัจจุบันเท่าใดนัก ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้มีการสำรวจการรู้หนังสือของประเทศไทย ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2568 โดยมีผลการสำรวจเบื้องต้น พบว่า อัตราการรู้หนังสือของคนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่ที่ประมาณ 99% ซึ่งหากใช้ข้อมูลดังกล่าวในการจัดอันดับจะถือว่าประเทศไทย มีอัตราการรู้หนังสือเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จะจัดการแถลงข่าวรายละเอียดและเผยแพร่ผลการสำรวจการรู้หนังสือของประเทศไทยดังกล่าว ภายในเดือนมีนาคม 2568 นี้ 

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาของประเทศไทย ยังมีจุดแข็งอยู่อีกมากมายที่ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานต่าง ๆทั้งภายในและภายนอกประเทศได้รับรู้ จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องรีบเร่งดำเนินการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนต่าง ๆต่อการศึกษาไทยให้เพิ่มมากขึ้น”

รศ.ดร.ประวิต ได้ให้ข้อแนะนำในการพิจารณาผลการจัดอันดับทางการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างมีสติและเท่าทัน ว่า “ปัจจุบัน สาธารณชนและหน่วยงานต่าง ๆหันมาสนใจผลการจัดอันดับด้านต่าง ๆของหน่วยงานต่าง ๆทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดอันดับด้านการศึกษา เพราะการจัดอันดับจะเป็นประโยชน์ที่ทำให้เราเห็นภาพทางการศึกษา ในแบบที่เข้าใจง่ายขึ้น และชัดเจนขึ้น แต่การมองผลการจัดอันดับทางการศึกษาโดยปราศจากความระมัดระวัง และความรอบคอบก็ก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จึงได้สังเคราะห์แนวทางการพิจารณาผลการจัดอันดับทางการศึกษาออกมาเป็น Ranking Literacy หรือ ความฉลาดรู้ในการพิจารณาผลการจัดอันดับทางการศึกษา โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ 1) ต้องมองหลายการจัดอันดับ/ดัชนีประกอบกัน เพื่อให้เห็นภาพการศึกษาชัดเจนมากขึ้น เนื่องจาก ฝการจัดอันดับของหน่วยงานต่าง ๆมีจุดเน้นและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งนำมาสู่การนำข้อมูลสถิติทางการศึกษา มาใช้ในการจัดอันดับที่แตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ World Population Review ใช้การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษา แต่เพียงอย่างเดียวในการสะท้อนภาพรวมการจัดการศึกษาทั้งหมด อาจทำให้ผลการจัดอันดับไม่สะท้อนภาพความเป็นจริงของระบบการศึกษา  2) ต้องมองการจัดอันดับให้เป็นแบบ Longtitutional ranking ควบคู่ไปกับการมองแบบ Cross – Sectional Ranking โดยการมองการจัดอันดับแบบ Longtitutional ranking คือ การมองผลการจัดอันดับต่อเนื่องย้อนไปข้างหลัง ซึ่งจะทำให้เห็นทิศทาง และแนวโน้มผลการจัดอันดับ ขณะที่การมองการจัดอันดับแบบ Cross – Sectional Ranking คือ การมองผลการจัดอันดับในปีปัจจุบัน และเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เห็นถึงสภาวะปัจจุบันของประเทศ ซึ่งการวิเคราะห์ใน 2 มิติแบบนี้ จะทำให้มองเห็นพัฒนาการของการศึกษาของแต่ละประเทศมากขึ้น  3) ต้องมองค่าของดัชนีมากกว่าอันดับที่ปรากฎ ผลการจัดอันดับที่ปรากฏออกมา ไม่สามารถอธิบายลักษณะ จุดแข็ง และจุดอ่อนของการศึกษาของประเทศได้ แต่ค่าของตัวชี้วัดแต่ละตัวต่างหากที่จะอธิบายผลการจัดอันดับได้ดีกว่า ดังนั้น จึงไม่ควรตัดสินคุณภาพของการศึกษา โดยใช้ผลการจัดอันดับแต่เพียงอย่างเดียว”

รศ.ดร. ประวิต กล่าวสรุป ว่า “กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้นิ่งนอนใจในการพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผลการจัดอันดับทางการศึกษาที่สำคัญในระดับนานาชาติของประเทศไทยสูงขึ้น โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบ เรื่องนี้ โดยขณะนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา มีกิจกรรมสำคัญที่จะเป็นเรือธงในการขับเคลื่อนการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษา 3 เรื่อง  คือ 1) การจัดทำแผนระดับความสามารถทางการแข่งขัน ทางการศึกษาของประเทศไทย ให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล พ.ศ. 2568 – 2570 ซึ่งแผนดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสภาการศึกษาแล้ว อยู่ในระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ 2) การจัดทำดัชนีการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นสาระสนเทศสำคัญ ที่รวบรวมข้อมูลทางการศึกษาที่เป็นตัวชี้วัดของการจัดอันดับนานาชาติมาประมวลผลให้เห็นถึงสภาวะการศึกษาของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และตรงตามสถานการณ์จริง รวมทั้ง ยังมีระบบ Education Benchmarking ที่เปรียบเทียบพัฒนาการทางการศึกษาของประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งสัญญาณให้กับผู้บริหารการศึกษา ให้เป็นข้อมูลในการวางแผนทางการศึกษา และ 3) การทำเอกสารตราสารทางการศึกษา เกี่ยวกับการประเมินระบบการศึกษาให้ได้มาตรฐานสากล  ซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีแนวทางการพัฒนาการศึกษาที่ชัดเจน ได้มาตรฐานในระดับนานาชาติ ซึ่งหากดำเนินการได้ครบถ้วนทั้งหมดแล้ว ความสามารถทางการแข่งขัน ทางการศึกษาของประเทศไทยในเวทีโลก ต้องเกิดการพัฒนาอย่างแน่นอน”

ส่งเสริม‘แหล่งโปรตีน’ที่หลากหลาย ลดตายก่อนวัยอันควรจากฝุ่นพิษPM2.5

ส่งเสริม‘แหล่งโปรตีน’ที่หลากหลาย ลดตายก่อนวัยอันควรจากฝุ่นพิษPM2.5

ส่งเสริม‘แหล่งโปรตีน’ที่หลากหลาย ลดตายก่อนวัยอันควรจากฝุ่นพิษPM2.5

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

งานวิจัยล่าสุดจาก Madre Brava เรื่อง “อุตสาหกรรมปศุสัตว์กับ PM2.5 : ตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการผลิตโปรตีนที่หลากหลาย”ที่จัดทำร่วมกับ Asia Research and Engagement พบว่า “การเผาเพื่อการเกษตรอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประเทศไทยมากกว่า 34,000 รายต่อปี” และหากอุตสาหกรรมนี้เติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ จำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เกี่ยวข้องกับการเผาตอซังข้าวโพดเพียงเลี้ยงสัตว์อย่างเดียวอาจสูงถึง 361,000 ราย ในช่วงระหว่างปี 2563- 2593 แต่หากไทยเริ่มสร้างความหลากหลายของแหล่งโปรตีนจะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการเผาตอซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้มากกว่า 100,000 ราย ภายในปี 2050

วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์ ผู้อำนวยการ Madre Brava ระบุว่า รายงานฉบับนี้เผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตเนื้อสัตว์และอาหารทะเลกับปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนไทย โดยแหล่งกำเนิดหนึ่งของฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้มาจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่มีความต้องการสูงในตลาดทั้งในและต่างประเทศ

“รายงานฉบับนี้เน้นการศึกษาถึงผลกระทบที่รุนแรงของการเกษตรปศุสัตว์โดยเฉพาะการเผาตอซังข้าวโพดที่ปลูกเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มระดับมลพิษทางอากาศในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่มีการเผาข้าวโพดจำนวนมากเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกใหม่ ผลกระทบจากการเผาตอซังข้าวโพดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึงปีละ 12,000 ราย ระหว่าง2020-2050 ซึ่งเกือบเทียบเท่ากับจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจักรยานยนต์ในประเทศไทยในปี 2021

โดยเสนอให้ประเทศไทยเริ่มสร้างความหลากหลายของแหล่งโปรตีน โดยให้โปรตีนจากพืชทดแทนโปรตีนจากสัตว์ให้ได้ 50% ภายในปี 2050 ซึ่งหากทำได้ จะช่วยลดการผลิตเนื้อสัตว์และอาหารทะเลลง และลดความต้องการข้าวโพดในการผลิตอาหารสัตว์ ส่งผลให้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการเผาตอซังได้มากกว่า 100,000 ราย” วิชญะภัทร์ กล่าว

คำถามต่อมา “การลดการผลิตเนื้อสัตว์ช่วยลด PM2.5 ได้อย่างไร?” ผู้อำนวยการ Madre Brava ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า รายงานฉบับนี้พบว่า การเผาตอซังพืชในช่วงฤดูแล้ง (ธันวาคมถึงเมษายน) เป็นสาเหตุหนึ่งของฝุ่น PM2.5 เนื่องจากความชื้นต่ำทำให้ฝุ่นสะสมในอากาศ ปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันและภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาทำให้การไหลเวียนของอากาศไม่ดี ส่งผลให้ PM2.5 ไม่สามารถกระจายตัวได้

การบุกรุกพื้นที่ป่าและการขาดการจัดการที่เหมาะสมทำให้ไฟจากการเผาตอซังอาจลุกลามสู่พื้นที่ป่าได้ และยังมีผลกระทบจากการเผาตอซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านที่ทำให้ PM2.5ลอยข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทยด้วย ซึ่งแม้จะมีความพยายามในการจำกัดการเผาตอซังพืชเพื่อลดมลพิษ PM2.5 แต่ปัญหายังคงมีอยู่และไม่สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืน

รายงานนี้เสนอแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยการลดความต้องการอาหารสัตว์และเพิ่มการใช้โปรตีนจากพืช ซึ่งสามารถช่วยลดผู้เสียชีวิตจากมลพิษ PM2.5 ได้มากกว่า 100,000 รายภายในปี 2593 หากสามารถเพิ่มการผลิตโปรตีนจากพืชมาทดแทนโปรตีนจากสัตว์ได้ที่ร้อยละ 50 ทั้งการบริโภคในประเทศและส่งออก นอกจากนี้ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.3ล้านล้านบาท สร้างงาน 1.15 ล้านตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 35.5 ล้านเมตริกตันต่อปี

โดย Madre Brava เสนอแนวทางยั่งยืนเพิ่มโปรตีนจากพืช ลดฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งจากข้อสรุปในงานวิจัยฉบับนี้ ทาง Madre Brava ได้เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษ PM2.5 และส่งเสริมความยั่งยืนทางอาหาร โดยแนะนำให้ภาครัฐส่งเสริมการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนมากขึ้น เช่น การให้มาตรการจูงใจทางการเงินเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงการนำเมนูอาหารเน้นพืชมาใช้ในงานและการประชุมของภาครัฐ โรงเรียนและโรงพยาบาล เพื่อแบบอย่างให้ประชาชนหันมาบริโภคโปรตีนจากพืชมากขึ้น

รายงานดังกล่าวยังเสนอให้ภาคธุรกิจผู้ค้าปลีกและธุรกิจบริการอาหารกำหนดเป้าหมายเพิ่มยอดขายของโปรตีนจากพืช โดยลดราคาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้สามารถแข่งขันกับโปรตีนจากสัตว์ พร้อมทั้งจัดวางผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชให้เด่นชัด และให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้ผลิตเนื้อสัตว์และอาหารทะเลลงทุนในการวิจัยและพัฒนาโปรตีนทางเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและราคาเข้าถึงได้ง่าย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและลดการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในระยะยาว

“การสร้างความหลากหลายของแหล่งโปรตีนในประเทศไทยไม่เพียงแต่จะช่วยลดมลพิษ PM2.5 แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพิ่มงาน สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วย” วิชญะภัทร์ ระบุ

การเผาตอซังข้าวโพดจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย แม้จะมีการห้ามเผาในกฎหมาย แต่การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเผาตอซังพืชยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของฝุ่น PM2.5ในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก และบางช่วงมีระดับมิลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กสูงติดอันดับโลก การพยายามจับกุมผู้กระทำผิดตามแนวทาง Zero Burning ยังไม่สามารถยุติปัญหานี้ได้ และในบางครั้งทำให้เกิดการลักลอบเผามากขึ้น

สุรีรัตน์ ตรีมรรคา รองประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5ในภาคเหนือ ระบุว่า การลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นแนวทางที่ถูกต้องและยั่งยืน แต่ต้องมีการวางแผนและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ชี้การปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่าหรืออุทยานฯ เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยต้องมีการจัดการสิทธิที่ดินและการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตได้อย่างยั่งยืน

“ข้อเรียกร้องของเราคือให้อำนาจกับท้องถิ่นในการจัดการและลดไฟลักลอบเผา และให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในการควบคุมการเผาไฟและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ” สุรีรัตน์ กล่าว

เลขาฯสพฐ.เปิดงานอัจฉริยภาพทางวิชการ’เพชรอุดร’ ชื่นชม’น้องบิวตี้’มัคคุเทศก์น้อย

เลขาฯสพฐ.เปิดงานอัจฉริยภาพทางวิชการ'เพชรอุดร' ชื่นชม'น้องบิวตี้'มัคคุเทศก์น้อย

เลขาฯสพฐ.เปิดงานอัจฉริยภาพทางวิชการ’เพชรอุดร’ ชื่นชม’น้องบิวตี้’มัคคุเทศก์น้อย

วันเสาร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.12 น.

เลขาฯ สพฐ.เป็นประธานเปิดการแข่งขันอัจฉริยภาพทางด้านวิชาการ (เพชรอุดร) ของโรงเรียนในเครือข่าย 89 โรงเรียน ชื่นชมน้องบิวตี้เด็กพิเศษเรียนเก่งเป็นมัคคุเทศน์น้อยมาร่วมต้อนรับ หนูน้อยฝันโตขึ้นอยากเป็นผอ.โรงเรียน

วันนี้ (22 มี.ค.68) ที่โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการแข่งขันอัจฉริยภาพทางด้านวิชาการ (เพชรอุดร) ของสมาคมครูและบุคลากรทางการศึกษาเมืองอุดรธานีครั้งที่ 1  ประจำปี 2568  โดยมี นายพยัคฆพล รอดชมภู นายกสมาคมครูและบุคลากรทางการศึกษาเมืองอุดรธานี พร้อมคณะผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองและนักเรียน ในสังกัดเขตอำเภอเมืองอุดรธานีร่วมต้อนรับ  ซึ่งการแข่งขันฯ เพชรอุดรมีนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 และระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในโรงเรียนอำเภอเมืองอุดรธานี 9 กลุ่มเครือข่ายโรงเรียน จำนวน 98 โรงเรียน จำนวน นักเรียน 13,086 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนอำเภอเมือง อุดรธานี จำนวน 9 โรงเรียน รวม 1,300 คนร่วมการแข่งขันอัจฉริยะภาพทางด้านวิชาการ (เพชรอุดร) ในวันนี้ ซึ่งมีการแข่งขันของเด็กๆ ในด้านต่างๆ

ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) เปิดเผยว่า ตามที่กระพรวงศึกษาธิการได้มีการประกาศใช้มาตรฐานหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะและความรู้ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ1/2 ยุคปัจจุบัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองและเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพในสังคม ในกระบวนการพัฒนาตามหลักสูตรเพื่อให้เกิดความเป็นเลิศทางวิชาการจึงมีความจำเป็นในการจัดกิจกรรมเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะสำหรับศตวรรษที่สมาคมครูและบุคลากรทางการศึกษาเมืองอุดรธานี จึงมีนโยบายที่จะมีการส่งเสริม พัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยจัดให้มีการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ของโรงเรียนในอำเภอเมือง อุดรธานี จำนวน 9 กลุ่มเครือข่ายโรงเรียน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5 กลุ่มสาระหลัก เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนในด้านต่างๆ

ขณะเดียวกัน น้องบิวติ้ว อยู่ชั้นป.6 โรงเรียนบ้านหนองบัว เป็นเด็กนักเรียนพิเศษได้เดินทางมาต้อนรับ เลขาฯ สพฐ.ด้วย โดยน้องบิวตี้ตอนนี้เป็นมัคคุเทศก์น้อยของโรงเรียนฯ ทางโรงเรียนฯภูมิใจที่น้องสามารถเรียนหนังสือได้เรียนหนังสือเก่งด้วย และเข้ากับเพื่อนๆ ได้ดี  โดยน้องบิวตี้กล่าวแนะนำตัวโตขึ้นหนูน้อยฝันอยากเป็นผอ.โรงเรียน ท่ามกลางความชื่นชมของ เลขาฯ สพฐ.และผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

น.ส.รัศมี กลยนีย์ ผอ.โรงเรียนบ้านหนองบัว เปิดเผยว่า โรงเรียนบ้านหนองบัวสังกัด คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นโรงเรียนแห่งเดียวในจ.อุดรธานีที่มีนักเรียนพิเศษจำนวน 107 คน จากนักเรียน 200 กว่าคน ซึ่งทางครูมุ่งมั่นที่สอนให้เด็กๆ เหล่านี้มีทักษะการเรียนรู้เท่าเทียมเพื่อนๆ แม้น้องๆ จะเป็นเด็กพิเศษก็ตาม อย่างน้องบิวตี้สามารถเรียนหนังสือเก่ง เข้ากับเพื่อนๆได้เป็นอย่างดี อย่างวันนี้พามาเพื่อแนะนำตัวเพราะน้องเป็นมัคคุเทศก์น้อยประจำโรงเรียน และในช่วงปิดเทอมนี้ทางโรงเรียนก็จะพาน้องๆ และผู้ปกครองฝึกอาชีพให้ด้วย