ม.แม่โจ้ เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาปล่อยพลัง จัดเทศกาลภาพยนตร์ จากผลงานนักศึกษา

ม.แม่โจ้ เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาปล่อยพลัง  จัดเทศกาลภาพยนตร์ จากผลงานนักศึกษา

ม.แม่โจ้ เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาปล่อยพลัง จัดเทศกาลภาพยนตร์ จากผลงานนักศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สาขานิเทศศาสตร์บูรณาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ ศูนย์นวัตกรรมการสื่อสารและการออกแบบสื่อ จัดเทศกาลภาพยนตร์สุดอลังการ ณ โรงภาพยนตร์ SFX Cinema ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก คุณนพดล จิรวราพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูกิชิ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ผู้นำธุรกิจอาหารเกาหลี มาเป็นประธานเปิดงานเทศกาลสร้างสรรค์เรื่องเล่า

งานนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมชมกว่า 500 คน เต็มความจุของโรงภาพยนตร์ ภายในงานมีการฉายภาพยนตร์สั้นจำนวน 20 เรื่อง ผลงานของนักศึกษานิเทศศาสตร์บูรณาการ ภายใต้แนวคิด “FILM TOPIA : in the Elysian of film 20 เรื่อง 20 จิตนาการ” ภาพยนตร์แต่ละเรื่องล้วนมีความโดดเด่น และนำเสนอเรื่องราวที่หลากหลายครบรส ไม่ว่าจะเป็นแนวดราม่า, Slice of Life, การค้นหาตัวเอง, คอเมดี้, สยองขวัญ,ฆาตกรรม และแนวครอบครัว สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างน่าชื่นชม

นอกจากนี้ ยังมีการประกาศผลรางวัลและมอบรางวัลการประกวดหนังสั้น “Sukishi 5 Min 7 Stories : เปลี่ยนไอเดียสู่แรงบันดาลใจ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงาน

การจัดเทศกาลภาพยนตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับนักศึกษาได้แสดงความสามารถ และเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยกิจกรรมฉายภาพยนตร์ดำเนินไปอย่างเข้มข้นถึง 6 ชั่วโมงเต็ม

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มก. เปิดหลักสูตร ป.เอก ต่อยอดองค์ความรู้ รองรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มก. เปิดหลักสูตร ป.เอก  ต่อยอดองค์ความรู้ รองรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มก. เปิดหลักสูตร ป.เอก ต่อยอดองค์ความรู้ รองรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัวปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร (ภาคพิเศษ) รองรับการเติบโตอุตสาหกรรมเกษตรยุคดิจิทัล มุ่งสร้างผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ สามารถบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับการแก้ปัญหาหรือสร้างคุณค่าที่มีผู้ใช้ประโยชน์จริง ประเดิมปีการศึกษาแรก มิถุนายน 2568 เหมาะสำหรับผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง ที่ปรึกษาทางธุรกิจและผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ ทั้งด้านวิชาการ ทักษะ และประสบการณ์ ผ่านการศึกษาวิจัยด้านนวัตกรรมและการจัดการที่ประยุกต์ให้เข้ากับภาคอุตสาหกรรมเกษตรและธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผล

รศ.ดร.อนุวัตร แจ้งชัด คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร เปิดเผยว่า จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือพลิกผันทางเทคโนโลยี วิถีชีวิต พฤติกรรมและความต้องการของตลาด ส่งผลให้ธุรกิจเกษตรและอาหาร ต้องนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในหลายบริบทเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการบริโภค นอกจากนี้การพัฒนาให้โซ่อุปทานเกษตรและอาหารจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น จะต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้และกลยุทธ์ หรือวิสัยทัศน์ของบุคลากรระดับผู้นำในการบริหารจัดการเพื่อกำหนดทิศทางในการดำเนินการเพื่อสร้างนวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือสร้างโอกาสหรือคุณค่าในทางธุรกิจ รวมถึงการกำหนดนโยบาย

“เดิมหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร มีเปิดการเรียนการสอนในภาคปกติอยู่แล้ว แต่การเรียนในเวลาราชการยังไม่ตอบโจทย์สำหรับผู้บริหาร ที่ปรึกษาทางธุรกิจ และผู้ประกอบการ ที่ต้องทำงานเต็มเวลา และยังต้องการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนทักษะ ความรู้ และประสบการณ์จากงานวิจัย เพื่อนำไปต่อยอดในธุรกิจ ทางคณะอุตสาหกรรมเกษตรจึงได้พิจารณาเปิดหลักสูตรดังกล่าวขึ้น โดยใช้เวลาเรียนนอกวันและเวลาราชการ คือ วันอาทิตย์ และใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ 3 ปี ซึ่งหลักสูตรนี้จะมุ่งเน้นการสร้างผู้นำองค์กรให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความรู้ลึกในเชิงวิชาการ สามารถคิดและทำวิจัย บูรณาการองค์ความรู้มาพัฒนาองค์กร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับชาติและระดับนานาชาติได้”

ด้าน รศ.ดร.ปรารถนา ปรารถนาดีประธานหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร ภาคพิเศษ กล่าวว่า หลักสูตรนี้มีเป้าหมายที่จะผลิตบุคลากรระดับดุษฎีบัณฑิตในสาขาวิชานวัตกรรมและการจัดการทางอุตสาหกรรมเกษตร บนแนวคิดหลักคือ สามารถออกแบบและสร้างสรรค์แนวคิดนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสและคุณค่าสำหรับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และพัฒนาระบบการดำเนินงานในโซ่อุปทานและการจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหาและดำเนินการจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ด้วยองค์ความรู้และทักษะสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน โดยผู้ที่เรียนจบจะมีความสามารถในการทำงานวิจัยเชิงลึกในสาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร และสามารถบูรณาการองค์ความรู้ ทักษะและงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหา หรือสร้างโอกาสและคุณค่าให้กับธุรกิจหรือองค์กรของตน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในบ้านเราได้

รศ.ดร.รวิพิมพ์ ฉวีสุข กรรมการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรม เกษตร ภาคพิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนนอกวันและเวลาราชการแบบ Onsite และ Online เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียนในวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. และอาจจะมีเสริมในวันอังคาร เวลา 18.00-21.00 น. ทาง Online โดยใช้ระยะเวลาการศึกษา 3 ปีหรือ 6 ภาคการศึกษาปกติ ตามปฏิทินการศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งภาคการศึกษาที่ 1 จะเปิดการเรียนการสอนในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนพฤศจิกายน และภาคการศึกษาที่ 2 ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนเมษายน โดยหลักสูตรนี้มีจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต ประกอบด้วยวิชาเรียน ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต และวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต โดยมีวิชาหลักคือ การพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมเกษตร ระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูงทางนวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร และวิชาสัมมนา และวิชาเลือกคือรายวิชาในกลุ่มของการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการโซ่อุปทาน การตลาด และการจัดการเชิงกลยุทธ์ ทั้งนี้ ผู้สนใจยังสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้อีกด้วย

“หลักสูตรนี้สอดคล้องและตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2580) ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์และสร้างการเติบโตของระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือการสร้างสรรค์ศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน การเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพการดำเนินงานตามภารกิจบนหลักธรรมาภิบาล และการเพิ่มศักยภาพในการบริหารและจัดการทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลง”

ผศ.ดร.อัจฉรา เกษสุวรรณ เลขานุการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร ภาคพิเศษ เสริมว่า สำหรับค่าเล่าเรียนในหลักสูตรนี้จะอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท สำหรับ 6 เทอมการศึกษา รวมค่าอาหาร คอฟฟี่เบรก กิจกรรมการเรียนการสอนและการศึกษาดูงานในประเทศ โดยไม่รวมค่าศึกษาดูงานต่างประเทศ (ตามความสมัครใจ) ซึ่ง นิสิตสามารถออกแบบกิจกรรมการศึกษาดูงานต่างประเทศได้เอง เพื่อให้นิสิตมีส่วนร่วมและเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม โดยมีคณาจารย์เป็นผู้ให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวก ทั้งนี้ ในอนาคตคณะอุตสาหกรรมเกษตรยังมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทุกหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพระดับสากล โดยเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นหลัก และเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี สังคมสิ่งแวดล้อม และ generation change รวมถึงความรู้พื้นฐานที่จำเป็น พร้อมส่งเสริมให้มีแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบ Hybrid คือทั้ง online และ offline เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้เรียนมากยิ่งขึ้น และในหลักสูตรแบบ Non-Degree ก็จะมีการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการเพิ่มทักษะเดิมปรับเปลี่ยนทักษะใหม่ และเสริมทักษะที่จำเป็นในอนาคต เพื่อเปิดโอกาสให้กับบุคคลที่ทำงาน หรือผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะเพิ่มเติมในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรได้มีโอกาสเข้ามาศึกษา โดยจะมีการจัดทำบทเรียนออนไลน์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และขยายโอกาสการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกกลุ่มด้วย สำหรับผู้ที่สนใจอยากย้ายหน่วยกิตมาศึกษาต่อในหลักสูตรนี้ของคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็สามารถทำได้ ซึ่งต้องมาพูดคุยกันในส่วนรายละเอียดต่างๆ

ลูกจ้าง’สพฐ.’5กลุ่มบุกศธ. จี้แก้ปัญหา‘จ้างเหมาบริการ’ โอดเสียสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา33

ลูกจ้าง'สพฐ.'5กลุ่มบุกศธ. จี้แก้ปัญหา‘จ้างเหมาบริการ’ โอดเสียสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา33

ลูกจ้าง’สพฐ.’5กลุ่มบุกศธ. จี้แก้ปัญหา‘จ้างเหมาบริการ’ โอดเสียสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา33

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.56 น.

18 มี.ค. 2568 ที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ได้มีตัวแทนกลุ่มลูกจ้าง 5 ตำแหน่ง คือ ธุรการโรงเรียน, ครูขาดแคลนขั้นวิกฤต ,ครูวิทย์-คณิต ,พี่เลี้ยงเด็กพิการ ,นักการภารโรง 4 ภาค  ประมาณ 120 คน นำโดย นายวราวิทย์ อัคราภิรมย์ โฆษกสมาพันธ์เจ้าหน้าที่โรงเรียนแห่งประเทศไทย และนายประวิทย์ วงศ์นาคำ ประธานเครือข่ายลูกจ้างชั่วคราว นักการภารโรง 4 ภาค พร้อมสมาชิก

ได้เดินทางมาทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาลูกจ้าง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. )ที่ปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการ และตัดเงินสมทบประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ลูกจ้างกว่า 72,044 คน ทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ  อาทิ ถูกติดสิทธิการรักษาพยาบาล การคลอดบุตร ทุพลภาพ เสียชีวิต การรับเงินสงเคราะห์ เป็นต้น

จึงได้มาร้องขอความเป็นธรรม จาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี นายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ(สพร.) สพฐ. และ นายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สนผ.) สพฐ. และคณะเป็นผู้รับเรื่องแทน

โดยนายศุภสิน กล่าวว่า ตน พร้อมด้วยนายนิยม และคณะ ได้รับมอบหมายจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ให้มารับเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ สพฐ.รับรู้ถึงปัญหาต่างๆ เป็นอย่างดี และในฐานะ ผู้อำนวยการ สพร. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลบุคลากร สพฐ. ทั้งระบบ ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการหารือ กับผู้บังคับบัญชา และรายงานให้นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) รับทราบมาโดยตลอด

ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการส่งหนังสือไปสอบถามกรมบัญชีกลาง กรณีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว ต่อเนื่อง ในปี 2567 ซึ่งทางกรมบัญชีกลาง ก็มีหนังสือตอบกลับมาว่าสามารถทำได้ แต่ต้องทำสัญญาภายในเดือนกันยายน จากนั้น สพฐ. ดำเนินการใน 2 เรื่อง คือของบกลางเพื่อเยียวยา และทำมาตรฐานตำแหน่ง เสนอให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พิจารณา ซึ่งทาง ก.พ. ตอบกลับมาว่า ตำแหน่งลูกจ้าง ไม่ใช่ตำแหน่งหลัก เป็นตำแหน่งส่งเสริม ดังนั้น จึงต้องกลับมาหารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมถึงหารือกับคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร

“การหารือกับ กมธ.การศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในครั้ง สำนักงาน ก.พ. ได้ให้ข้อแนะนำ ให้ไปทำความตกลงกับ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เสนอแนวทางเปลี่ยนจากจ้างเหมาบริการ มาเป็นลูกจ้างชั่วคราวได้ ซึ่งมีแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ อาทิ กรณีลูกจ้างชั่วคราวของ กระทรวงการต่างประเทศ ลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) แต่ที่ดูมีความเป็นไปได้ของกลุ่มลูกจ้าง ศธ. คือ ลูกจ้างที่ทำความตกลงพิเศษ กับกระทรวงการคลัง ซึ่งที่ประชุม เห็นร่วมกันว่า แนวทางนี้จะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด “นายศุภสิน กล่าว

ผู้อำนวยการ สพร. กล่าวต่อว่า เมื่อได้แนวทางดังกล่าวแล้ว ตนตึงได้จัดทำหนังสือ ข้อเสนอการแก้ไขปัญหา รวมถึงมาตรฐานตำแหน่ง เสนอให้กรมบัญชีกลาง พิจารณาแล้ว หากกรมบัญชีกลางให้ความเห็นชอบ ก็จะส่งให้สำนักงาน ก.พ. ดูมาตรฐานตำแหน่ง และกรอบตำแหน่งอีกรอบ ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะกลับมาใช้จ้างชั่วคราว เพราะบางตำแหน่งก็จ้างไม่ได้  โดยต้องดูลักษณะเหตุผลและความจำเป็น หากสำนักงาน ก.พ.เห็นชอบ ก็ต้องส่งเรื่องให้สำนักงบประมาณ พิจารณา เพื่อของบ ซึ่งกลุ่มที่จะได้กลับไปจ้างชั่วคราว จะได้รับเงินประกันสังคมอันโนมัติ และใช้งบเพียงกว่า 200 ล้านบาท รายละเอียดเหล่านี้ทางสพฐ. ดำเนินการมาหมดแล้ว รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา คาดว่าจะหารือกับกรมบัญชีกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม นี้

“ผมเข้าใจความเดือดร้อน เพราะฉะนั้น จะเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ส่วนหากจะไปยื่นหนังสือกับหน่วยงานใดต่อนั้น ก็ขอให้ไปอย่างกัลยาณมิตร ส่วนที่เสนอให้ขึ้นเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ก็ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา” นายศุภสิน กล่าว ย้ำ

ด้านนายวรวิทย์  อัคราภิชาติ โฆษก สมาพันธ์เจ้าหน้าที่โรงเรียนแห่งประเทศไทย  กล่าวว่าที่พวกเรานัดกันมาเรียกร้องสิทธิ์ในวันนี้ เพราะได้รับความเดือดร้อน แต่มี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หลายแห่งขู่ว่า ถ้าพวกเราเดินทางมาเรียกร้องจะเลิกจ้าง ตนอยากรู้ว่าท่านเป็นผู้ใหญ่จิตใจมีความเมตตาบ้างหรือไม่ พวกเรามาเพราะเดือดร้อนจริงๆเดือดร้อนตั้งแต่ตุลา 2567  เงินเดือน  9,000 บาท ถูกหักเหลือแล้ว เฉลี่ยเหลือวันละ 268 บาท ค่าจ้างต่ำกว่าลูกจ้างต่างด้าวอีก วันนี้จึงอยากให้ผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ ช่วยดูแลช่วยเหลือพวกเราบ้าง

“ลูกจ้างทั้ง 5 กลุ่มที่ถูกปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างจากเดิมเป็นลูกจ้างชั่วคราว (โครงการ SP 2) ที่มีประกันสังคมร้อยละ 5 มาตั้งแต่ปี 2552  แต่วันที่ 1 ต.ค.2567 ทาง สพฐ. ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเป็นจ้างเหมาบริการ  ทำให้ไม่มีเงินสมทบประกันสังคม สิทธิประกันสังคม ม. 33 ที่พวกเราได้รับมาตลอดนั้นถูกเพิกถอนออกไป ทั้งสิทธิการรักษาพยาบาล  คลอดบุตร ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต จะถูกตัดสิทธิภายใน 6 เดือน ซึ่งจะครบวันที่ 31 มี.ค.2568 นี้แล้ว พวกเราพี่น้องลูกจ้างทั่วประเทศ จึงต้องออกมาสอบถามถึงการเยียวยาช่วยเหลือ” นายวรวิทย์ ระบุ

นายวราวิทย์  กล่าวต่อว่า จากที่รับฟัง นายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการ สพร.(สพฐ.)ได้ชี้แจงกับผู้มาเรียกร้องว่า สพฐ.ได้กำหนดรายละเอียดตำแหน่งต่างๆของลูกจ้างชั่วคราว และนำส่งไปให้กับทางกระทรวงการคลังแล้ว ก็ถือเป็นนิมิตรหมายอันดี และทราบมาเบื้องต้นว่าทางสำนักงาน ก.พ. ได้เปิดกรอบอัตรารอพวกเราแล้ว กรณีลูกจ้าง สพฐ.ที่มีข้อตกลงพิเศษกับกระทรวงการคลัง 

“ดังนั้น เราก็จะเดินทางไปขอคำตอบจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง  ว่าจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือเร่งด่วนอย่างไรกับสิทธิประกันสังคมที่กำลังจะหมดไป  และจะไปขอพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียนให้ท่านรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกจ้างของ สพฐ.ทั้ง 7 หมื่นกว่าอัตรา ที่เดือดร้อน ทั้งที่เป็นคนไทยกลับถูกเพิกถอนสิทธิ ไม่ได้รับสิทธิประโยช์ของคนไทย แต่ชาติพันธ์ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย กลับมีกฎหมายบังคับให้เข้ารับสิทธิประกันสังคมได้“ นายวราวิทย์ กล่าว

สูดลมหายใจสะอาดที่‘บ้านม้งดอยปุย’ ต้นแบบจัดการป่ายั่งยืน-พลังสามัคคีลดฝุ่นพิษ

สูดลมหายใจสะอาดที่‘บ้านม้งดอยปุย’  ต้นแบบจัดการป่ายั่งยืน-พลังสามัคคีลดฝุ่นพิษ

สูดลมหายใจสะอาดที่‘บ้านม้งดอยปุย’ ต้นแบบจัดการป่ายั่งยืน-พลังสามัคคีลดฝุ่นพิษ

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ความหวังในการแก้ปัญหากำลังก่อตัวขึ้นจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยหนึ่งในหน่วยงานที่สนับสนุนการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นอย่างจริงจัง คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้การกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีหน้าที่จัดสรรงบประมาณวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

โดยปัจจุบันได้ทำความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ทำงานกับสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการมุ่งเป้าในหลายมิติ เช่น การใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อลดไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร การใช้ Big Data เพื่อช่วยจังหวัดบริหารจัดการและรับมือสถานการณ์วิกฤตรวมถึงการใช้กระบวนการวิจัยเพื่อจัดทำแผนแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ร่วมกับกลไกภาคี PES (Payment for Ecosystem Service) เพื่อทำให้ประชาชนชาวเชียงใหม่ปลอดภัย และลดผลกระทบจาก PM2.5

จากการดูแลแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดการเข้าไปขจัดปัญหาที่ต้นตอของแหล่งกำเนิดฝุ่น และสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนและคนที่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งของปัญหา เพราะฝุ่น PM2.5 ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า 65% ของพื้นที่เผาไหม้มาจากพื้นที่ป่า โดยกว่าครึ่งหนึ่งของไฟป่าเกิดจากการเผาเพื่อหาของป่า ส่วนพื้นที่เผาไหม้ที่เหลือมาจากพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะนาข้าว ไร่ข้าวโพดไร่หมุนเวียน และไร่อ้อย สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้เชื่อมโยงโดยตรงกับปากท้องของชุมชน และมีโมเดลความสำเร็จที่น่าสนใจในการจัดการปัญหาดังนี้

“บ้านม้งดอยปุย” โมเดลต้นแบบจัดการป่าอย่างยั่งยืน : “เราดูแลป่าต้นน้ำมากว่า 20 ปีแล้ว” คือคำพูดที่ “พ่อหลวงไตรภพ แสนยาเกียรติคุณ ผู้ประสานงานเครือข่ายสิ่งแวดล้อม
ม้งดอยสุเทพ-ปุย” เล่าถึงความสำเร็จของชุมชนในการจัดการป่าและป้องกันไฟป่า แม้จะมีความท้าทายในการจัดการที่ดินและการสร้างรายได้จากเศษวัสดุเกษตร แต่ชุมชนก็สามารถพัฒนาแนวทางที่ยั่งยืนได้ ด้วยกลยุทธ์ 3 ประสาน รัฐ-เอกชน-ชุมชน

กลไกสำคัญในการแก้ปัญหา โดยการมุ่งสร้างระบบที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งการพัฒนาระบบตลาดคาร์บอนเครดิต และการจ่ายค่าตอบแทนคืนสู่ระบบนิเวศ หรือ Payment for Ecosystem Service และ 4 มาตรการเด็ด! พลิกวิกฤตสู่โอกาส1.แปลงรวม โมเดลใหม่จัดการป่าชุมชน ไม่ให้กรรมสิทธิ์เฉพาะบุคคล แต่ส่งเสริมการดูแลร่วมกัน 2.PM2.5 Free มาตรฐานใหม่รับรองผลผลิตปลอดฝุ่นพิษ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร

3.แปรรูปเศษวัสดุเกษตรเป็นพลังงานและอาหารสัตว์ สร้างรายได้ทดแทนการเผา และ 4.สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับเอกชนที่ร่วมอนุรักษ์ป่า,
“เสียงจากพื้นที่” ความหวังที่เป็นจริง : ด้านนักวิจัยในพื้นที่เล่าถึงประสบการณ์การทำงานร่วมกับชาวบ้านว่า “การแก้ปัญหาฝุ่นต้องเริ่มจากการเข้าใจวิถีชีวิตของชุมชน” เมื่อเขามีทางเลือกในการสร้างรายได้ที่ไม่ต้องพึ่งการเผา ปัญหาก็จะค่อยๆ คลี่คลาย และ “มองไปข้างหน้า” อนาคตอากาศสะอาดที่เป็นไปได้ : สู่อนาคตที่ยั่งยืน

แม้จะยังมีความท้าทายอีกมาก แต่ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม การผสานพลังระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรมการวิจัย และกลไกทางเศรษฐกิจ กำลังนำพาประเทศไทยสู่อนาคตที่มีอากาศสะอาดและทรัพยากรที่ยั่งยืน ซึ่งการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษไม่ใช่เพียงการลดพื้นที่เผาไหม้หรือการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นการสร้างระบบที่เอื้อให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

ทุกภาคส่วน ทั้งชุมชนท้องถิ่นนักวิจัย ภาครัฐ และเอกชน ต้องร่วมมือกันสร้างสมดุลระหว่างการใช้ทรัพยากรและการอนุรักษ์ป่าไม้ เพื่อให้ป่าไม้เป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทุกคนในสังคมไทย เพราะเมื่อทุกคนตระหนักว่าปัญหาฝุ่นพิษเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และลงมือทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เราจะสามารถสร้างอนาคตที่มีอากาศสะอาดและทรัพยากรที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป!!!

สุดยอดฝีมือแรงงาน‘เยาวชน-คนพิการ’ 22-23มีนาคมนี้‘กรมพัฒน์’เปิดเวทีประลอง

สุดยอดฝีมือแรงงาน‘เยาวชน-คนพิการ’  22-23มีนาคมนี้‘กรมพัฒน์’เปิดเวทีประลอง

สุดยอดฝีมือแรงงาน‘เยาวชน-คนพิการ’ 22-23มีนาคมนี้‘กรมพัฒน์’เปิดเวทีประลอง

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัด 2 เวทีการแข่งขัน เฟ้นหาเยาวชนและคนพิการสุดยอดฝีมือ ในการแข่งฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 30 และการแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 22-23 มี.ค. 2568 ณ ฮอลล์ 11-12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า เวทีการแข่งขัน นับเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้พิสูจน์ฝีมือ แสดงศักยภาพ ความเชี่ยวชาญของตนเอง ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาฝีมือ และไปต่อยอดในอาชีพของตนเองได้ กระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการ
ยกระดับฝีมือแรงงานไทย จึงได้จัด 2 เวทีการแข่งขัน ได้แก่ การแข่งฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 30 และการแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ขึ้น สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ

ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล กระตุ้นการพัฒนาศักยภาพเเรงงานอันนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของประเทศบนเวทีโลก โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 30 ภายใต้ชื่อ การแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 30 (WorldSkills Thailand National Competition 2025) แข่งขันจำนวน 27 สาขา ผู้เข้าแข่งขันกว่า 300 คน เป็นเยาวชนทักษะดีมีมาตรฐานที่ชนะการแข่งขันในอันดับที่ 1-3 จากการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 30 ระดับภาคมาแล้ว

ขณะที่อีกหนึ่งเวทีการแข่งขัน นั่นคือ การแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 10 (Abilympics Thailand 2025) ที่เปิดโอกาสให้คนพิการเข้ารับการฝึกอาชีพร่วมกับคนปกติในหน่วยงานของกรมฯ ซึ่งแต่ละคนได้แสดงให้เห็นถึงการนำศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวมได้เสมอเหมือนคนปกติ และเป็นที่ยอมรับว่าคนพิการมีศักยภาพและความสามารถทางอาชีพหลากหลายมากขึ้น โดยในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 แข่งขันทั้งหมด 12 สาขา มีผู้เข้าแข่งขันกว่า 200 คน

“การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการรวบรวมเยาวชน และคนพิการที่มีฝีมือมาร่วมประชันฝีมือ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดแรงงานฝีมือของประเทศไทย เพื่อให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความสามารถของแรงงานไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่สนใจร่วมชม ร่วมเชียร์ และเป็นกำลังใจให้ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 รายการ ในวันที่ 22-23 มี.ค. 2568 ณ ฮอลล์ 11-12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี” นายเดชา กล่าวทิ้งท้าย

‘ผู้ติดเชื้อHIV’ร้องถูกคิดค่าบริการเพิ่มสองเท่า ‘กสม.’แนะกำกับสถานพยาบาลไม่เลือกปฏิบัติ

‘ผู้ติดเชื้อHIV’ร้องถูกคิดค่าบริการเพิ่มสองเท่า  ‘กสม.’แนะกำกับสถานพยาบาลไม่เลือกปฏิบัติ

‘ผู้ติดเชื้อHIV’ร้องถูกคิดค่าบริการเพิ่มสองเท่า ‘กสม.’แนะกำกับสถานพยาบาลไม่เลือกปฏิบัติ

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2568 น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือน ม.ค. 2567 ระบุว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายหนึ่งประสงค์ทำศัลยกรรมตกแต่งยกคิ้วกับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกร้อง) แต่โรงพยาบาลมีนโยบายคิดค่าบริการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวีเป็นสองเท่า

กล่าวคือ ผู้ติดเชื้อฯ ต้องจ่ายค่าบริการผ่าตัดยกคิ้วในราคา 160,000 บาท ส่วนผู้ไม่ติดเชื้อฯ จ่ายในราคา 80,000 บาท โดยให้เหตุผลว่า การผ่าตัดให้ผู้มีเชื้อเอชไอวีต้องคำนึงถึง
ความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้มีต้นทุนสูงกว่าปกติ เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อที่ราคาสูงกว่ากรณีทั่วไป ทั้งนี้ผู้ร้องเห็นว่า ผู้เสียหายมีผลตรวจสุขภาพ ค่า Viral Load (ค่าปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีในเลือด 1 มิลลิลิตร) ต่ำกว่า 20 ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าควบคุมไวรัสได้ และมีค่า CD4 หรือ ค่าเม็ดเลือดขาวที่ควบคุมและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ในระดับที่มีความปลอดภัย

อันเป็นไปตามหลักการ U=U (Undetectable = Untransmittable หรือไม่เจอ=ไม่แพร่) คือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีในเลือดได้หรือมีปริมาณเชื้อในเลือดน้อยหรือเท่ากับศูนย์ ไม่สามารถส่งต่อเชื้อได้ ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำของโรงพยาบาลเป็นการเลือกปฏิบัติส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จัดโดยภาคเอกชนได้อย่างเท่าเทียม ทำให้ผู้ติดเชื้อฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 ให้การรับรองและคุ้มครองว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่ว่าด้วยเหตุความ
แตกต่างในเรื่องสภาพทางกาย หรือสุขภาพ ความพิการ
จะกระทำมิได้ โดยเห็นว่าในการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขมีหลักการป้องกันแบบครอบจักรวาล (Universal Precautions) หรือหลักการ UP สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนผู้ใช้บริการ

บนฐานคิดที่ว่าผู้ให้บริการและผู้รับบริการมีโอกาสเสี่ยงต่อการรับและส่งต่อเชื้อโรคเท่าเทียมกันไม่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อเอชไอวีเท่านั้น ซึ่งหลักการ UP นี้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่สถานพยาบาลทุกแห่งต้องปฏิบัติ และหากปฏิบัติตามหลักการ UP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ อย่างไรก็ดี เนื่องจากการปฏิบัติตามหลักการ UP จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น ในทางปฏิบัติจึงมีความเป็นไปได้ยากที่จะควบคุมให้สถานพยาบาลทุกแห่งปฏิบัติได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ในส่วนของการเรียกเก็บค่าบริการกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี
สูงกว่าเป็นสองเท่า ผู้ทรงคุณวุฒิของ กสม. เห็นว่า หากปฏิบัติตามหลักการ UP จะไม่จำเป็นต้องเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม อย่างไรก็ตามการคิดค่าบริการและค่าใช้จ่ายบางประการ เช่น ค่าความชำนาญของแพทย์ อาจมีความแตกต่างกันได้ในแต่ละโรงพยาบาล ทั้งนี้ โรงพยาบาลควรแสดงรายละเอียดค่าบริการให้ผู้เสียหายใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างเพียงพอ

กสม. เห็นว่า การที่โรงพยาบาลผู้ถูกร้องกำหนดค่าบริการตกแต่งศัลยกรรมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่าคนทั่วไปเป็นสองเท่าเนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ทำให้มีต้นทุนสูงกว่าปกติ ทั้งที่หลักการ UP กำหนดให้การให้บริการทางการแพทย์ใช้ฐานคิดว่า ผู้ให้บริการและผู้รับบริการมีโอกาสเสี่ยงต่อการรับและส่งต่อเชื้อโรค
ไม่เฉพาะเจาะจงแต่เชื้อเอชไอวีเท่านั้น

บุคลากรทางการแพทย์จึงควรระมัดระวังและป้องกันตนเองและผู้รับบริการให้มีความปลอดภัยจากการติดเชื้อที่อาจติดต่อทางเลือดและสารน้ำจากร่างกายของทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการทุกรายเหมือนกันอย่างเป็นมาตรฐาน การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถเข้ารับบริการที่จัดโดยผู้ถูกร้องได้อย่างเท่าเทียม ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จึงเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งสุขภาพอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังโรงพยาบาลผู้ถูกร้อง ให้ยกเลิกการกำหนดค่าบริการที่แตกต่างกันระหว่างผู้ติดเชื้อเอชไอวีกับผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมโดยใช้เหตุแห่งการติดเชื้อเอชไอวีมาเป็นเหตุผลในการกำหนดนโยบายราคา

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้กระทรวงสาธารณสุขมีหนังสือแจ้งเวียนให้สถานพยาบาลเอกชนดำเนินการ
ให้ไม่มีการเลือกปฏิบัติจากการเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ติดเชื้อเอชไอวี สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับหลักการป้องกันแบบครอบจักรวาล (Universal Precautions: UP) อย่างต่อเนื่องให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งของโรงพยาบาลรัฐและเอกชน

เพื่อให้เกิดการพัฒนานำหลักการ UP ไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันให้โรงพยาบาลรัฐและเอกชนนำเสนอรายละเอียดค่าบริการ รายหัตถการ/กิจกรรม แก่ผู้รับบริการทุกราย เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกเข้ารับบริการตามประเภทสถานพยาบาลที่เหมาะสม ทั้งนี้ ค่าบริการที่กำหนดควรสมเหตุสมผลกับประเภทของสถานพยาบาล

รวมถึงให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคมพิจารณาทบทวนต้นทุนและงบประมาณที่จำเป็นเพื่อทำให้หลักการ UP เป็นบริการมาตรฐานการให้บริการสำหรับทุกโรคและปฏิบัติได้จริง และให้กระทรวงพาณิชย์เร่งกำหนดมาตรฐานการควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ในโรงพยาบาลเอกชน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

พัฒนาการบริหารพื้นที่ แสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

พัฒนาการบริหารพื้นที่  แสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

พัฒนาการบริหารพื้นที่ แสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รอง ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย(สศร.) กล่าววว่า สศร. กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ คณะสถาปัตยกรรมศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (มจล.) กำหนดจัดกิจกรรมการฝึกอบรม การบริหารจัดการพื้นที่แสดงงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (SMS : Small & Medium Space) ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเพื่อสร้างพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

เพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ให้กับบุคลากรด้านศิลปวัฒนธรรมที่ดำเนินการหรือริเริ่มที่จะมีพื้นที่แสดงงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในส่วนภูมิภาค ให้สามารถใช้ความรู้ด้านการบริหารจัดการงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไปประยุกต์ออกแบบรูปแบบกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเชิงพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน

ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนให้เกิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเผยแพร่ผลงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ตลอดจนสร้างบรรยากาศของเมืองที่ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ โดยกำหนดจัดจำนวน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 20 -26 เม.ย. 2568 ที่ กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 17-19 พ.ค. 2568 และครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ค. 2568 ที่ จ.ขอนแก่น

ดังนั้น สศร. จึงเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย1.ผู้มีความมุ่งมั่นอยากเป็นนักบริหารจัดการพื้นที่แสดงงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 2.เป็นเจ้าของพื้นที่ หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในส่วนภูมิภาค 3.สามารถเข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการฯ กำหนดทั้งส่วนการบรรยายและปฏิบัติการ และ 4.เมื่อสิ้นสุดโครงการฯ สามารถนำเสนอแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่แสดงงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไดั

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ทางลิงก์ https://bit.ly/3Q1HXJe ภายในวันที่ 20 มี.ค. 2568 หรือสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-2093759-60

‘สกร.’คิกออฟนำร่องใช้หลักสูตรใหม่ 10 จังหวัด

'สกร.'คิกออฟนำร่องใช้หลักสูตรใหม่ 10 จังหวัด

‘สกร.’คิกออฟนำร่องใช้หลักสูตรใหม่ 10 จังหวัด

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.47 น.

สกร.ประกาศนำร่องทดลองใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 เริ่มภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ใน 10 จังหวัด “ธนากร” ชี้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง มีทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้พัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และออกประกาศ สกร. เรื่องการใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 โดยตนได้ลงนามในประกาศไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 เพื่อใช้สำหรับจัดการศึกษาให้แก่ผู้ซึ่งอยู่ในวัยเรียน แต่ไม่ได้รับการศึกษาในสถานศึกษา หรือ ผู้ซึ่งพ้นวัยที่จะศึกษาในสถานศึกษา หรือ อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลหรือทุรกันดาร หรือ ไม่มีหน่วยงานอื่นใดไปดำเนินการ เพื่อให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุน เพื่อให้ได้รับการศึกษาสูงกว่าระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยนำมาใช้แทนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 และ จะเริ่มนำร่องเพื่อทดลองใช้หลักสูตรใหม่ใน 10 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ สุโขทัย ลำปาง ปทุมธานี สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด หนองคาย จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชุมพร และภูเก็ต ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เป็นต้นไป

“ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามในประกาศจังหวัดนำร่องเพื่อทดลองใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 โดยมีสาระสำคัญว่า การใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 แทนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ให้ดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 มีศักดิ์และสิทธิ์เช่นเดียวกันกับผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่ง หรือประกาศให้ใช้หลักสูตร หรือ รับรองหลักสูตร 2.การใดที่อยู่ในระหว่างการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 นั้น ให้ดำเนินการตามคู่มือการดำเนินงานหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง 2555) และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 จนกว่ากรมส่งเสริมการเรียนรู้ จะกำหนดเป็นอย่างอื่น” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าว

นายธนากร กล่าวด้วยว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 กำหนดให้ สกร.มีหน้าที่พัฒนาบุคคลให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เป็นคนดี มีวินัย รู้จักสิทธิควบคู่กับหน้าที่ความรับผิดชอบ ภูมิใจ และตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รู้จักความพอเพียง มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ใฝ่เรียนรู้ มีความรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง มีคุณธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งมีสำนึกในความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ มีความเป็นพลเมืองที่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างผาสุก พร้อมทั้งให้บุคคลมีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก และมีโอกาสพัฒนาหรือเพิ่มพูนทักษะของตนให้สูงขึ้น หรือปรับเปลี่ยนทักษะของตนตามความถนัดหรือความจำเป็น ซึ่งหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง มีทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมการนำระบบธนาคารหน่วยกิตมาใช้เพื่อจัดการศึกษาได้เป็นอย่างดี.

‘ปัตตานี’อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์

‘ปัตตานี’อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์

‘ปัตตานี’อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

‘ปัตตานี’อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้  เจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง เป็นประธานสงฆ์  พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ “เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” โดยมีนายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปัตตานี เป็นประธานฆราวาส ณ ศูนย์อบรมเยาวชนปัตตานี อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

 บรรยากาศภายในงาน ภาคสายคณะสงฆ์ พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนจังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ รอบเมืองปัตตานี โดยมีจุดเริ่มต้น ณ วัดนพวงศาราม สิ้นสุดขบวนอัญเชิญฯ ณ ลานวัฒนธรรมปัตตานี ต่อด้วยพิธีทอดผ้าป่า พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ “เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” และพิธีจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา กว่า 10,000 ดวง

พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กล่าวถึงความสำคัญของพระเจดีย์ ตอนหนึ่งว่า พระบรมสารีริกธาตุเป็นส่วนหนึ่งของพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า ประดุจองค์แทนของพระพุทธเจ้าผู้เปี่ยมด้วย พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิ์ธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ เป็นสิ่งยืนยันความมีตัวตนจริงของพระพุทธเจ้า เป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธทั่วโลก เพื่อเตือนสติไม่ให้ประมาณในชีวิต ให้เรานึกถึงว่า แม้พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่ ก็ยังต้องดับขันธ์ปรินิพพาน บัดนี้เราเตือนเธอทั้งหลายว่าจงเพียรทำประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

นายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวตอนหนึ่งว่า กระผมขอแสดงความชื่นชมกับโครงการนี้ที่ทำให้เห็นถึงความสามัคคีเข้มแข็งของพุทธบริษัททั้ง 4 อันได้แก่จากคณะสงฆ์และตลอดจนพี่น้องชาวพุทธทุกท่าน ที่ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ผ่านกลางเมืองปัตตานี โดยมีการเชิญชวนสาธุชนมาร่วม นมัสการสักการะ และถวายการต้อนรับพระบรมสารีริกธาตุบนเส้นทาง 2.6 กิโลเมตร และในตอนนี้ได้เคลื่อนเทวรถอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุสู่ลานธรรมเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญกำลังใจของชาวพุทธทั่วโลกสืบไป

‘รมต.วัฒนธรรมฯเนปาล’เยี่ยมชมวัดพระธรรมกาย หารือส่งเสริมพุทธศาสนา-ท่องเที่ยว

‘รมต.วัฒนธรรมฯเนปาล’เยี่ยมชมวัดพระธรรมกาย หารือส่งเสริมพุทธศาสนา-ท่องเที่ยว

‘รมต.วัฒนธรรมฯเนปาล’เยี่ยมชมวัดพระธรรมกาย หารือส่งเสริมพุทธศาสนา-ท่องเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

‘รมต.วัฒนธรรมฯเนปาล’เยี่ยมชมวัดพระธรรมกาย หารือส่งเสริมพุทธศาสนา-ท่องเที่ยว

นายบาดรี พราสาด ปานเดย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบินพลเรือน ประเทศเนปาล (Honorable Badri Prasad Pandey,  Minister of Government of Nepal, Ministry of Culture, Tourism and Civil Aviation , Singhadurbar, Kathmandu, Nepal) พร้อมด้วยมาดามภรรยา และคณะ ให้เกียรติเดินทางมาเยี่ยมเยือน และปรึกษาหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมกิจการพุทธศาสนาและการท่องเที่ยวของประเทศเนปาล ณ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ พระวิเทศธรรมาภรณ์ ประธานมูลนิธิธรรมกาย ผู้อำนวยการสำนักต่างประเทศ, พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส, ดร., ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย, พระพรชัย พลวธมฺโม, ดร. หัวหน้าศูนย์ประสานงานเครือข่ายพุทธโลก และเจ้าหน้าที่สำนักต่างประเทศ ให้การต้อนรับ พร้อมนำชมวีดิทัศน์ ประวัติวัดพระธรรมกาย, การบวชสามเณรเนปาล ณ ลุมพินี นำชมอาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และพระมหาธรรมกายเจดีย์

การนี้ ท่านรัฐมนตรี บาดรี พราสาด ปานเดย์ กล่าวขอบคุณวัดพระธรรมกายที่ช่วยเหลือประเทศเนปาลมาโดยตลอด ทั้งการอบรม ให้การศึกษา งานสาธารณสงเคราะห์ และ ในฐานะที่ดูแลเรื่องการท่องเทียวของประเทศเนปาล ดีใจที่คณะของที่วัดพระธรรมกาย รู้จักประเทศเนปาล โดยเฉพาะจุดที่สำคัญทางศาสนา และการท่องเที่ยว อาทิ เมืองลุมพินี เมืองปาตัน โปกขรา นาการ์กอต เป็นต้น ซึ่งทางรัฐบาลเนปาล จะพยายามเพิ่มการอำนวยความสะดวก ไปยังเนปาล โดยเฉพาะลุมพินี ซึ่งมีการบินตรงไปที่สนามบินไบยราวา ( BWA) ห่างจากมายาเทวีวิหาร สถานที่ประสูติพุทธองค์แค่ 22 กิโลเมตร โดยจะหารือในการเพิ่มไฟล์ทบิน มากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งตอนนี้มีบินทุกวันจันทร์โดยสายการบินแอร์เอเซีย

จากนั้น คณะได้เดินทางมาเข้ากราบสักการะบูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์ โดยท่านรัฐมนตรี บาดรี พราสาด ปานเดย์ ได้สนใจศึกษา ปรัชญาในการสร้างพระธรรมกายเจดีย์อย่างละเอียด โดยมี ดร.รมย์ฤดี เวสน์ ฝ่ายต้อนรับ สำนักต่างประเทศ เป็นผู้ให้ข้อมูล อีกทั้งท่านรัฐมนตรียังได้สอบถามรายละเอียดกิจกรรมการสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตนสูตร ซึ่งเป็นภาษาบาลี และยังกล่าวว่า หากมีโอกาสมาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกายอีกด้วย