คณะผู้แทนกระทรวง อว. เข้าร่วมงานประชุมสมัชชาใหญ่ ISC ณ โอมาน

คณะผู้แทนกระทรวง อว. เข้าร่วมงานประชุมสมัชชาใหญ่ ISC ณ โอมาน

คณะผู้แทนกระทรวง อว. เข้าร่วมงานประชุมสมัชชาใหญ่ ISC ณ โอมาน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) พร้อมด้วยดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ของ ISC ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อหารือประเด็นสำคัญด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ของโลก รวมถึงทิศทางนโยบายของเครือข่าย ISC

เซอร์ ปีเตอร์ กลุคแมน ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ประจำนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และประธาน ISC เป็นประธานการประชุมตลอดระยะเวลา2 วัน โดยคณะบริหาร ISC ได้นำเสนอผลการดำเนินงานในประเด็นยุทธศาสตร์หลักได้แก่ ผลกระทบของวิทยาศาสตร์ต่อสังคม อิสรภาพและจริยธรรมทางวิชาการ และการส่งเสริมบทบาทของประเทศที่ยังมีส่วนร่วมน้อย ที่ประชุมมีมติรับรองแผนยุทธศาสตร์และแผนการเงินประจำปี 2568 พร้อมทั้งให้ข้อแนะนำเชิงนโยบายสำหรับการดำเนินงานในอนาคต

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล กล่าวว่า ISC เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานทั่วโลก และมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากส่งผลให้สามารถรวบรวมข้อมูลที่กว้างขวางรวมถึงจัดทำรายงานและข้อเสนอเชิงนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจึงเห็นโอกาสและประโยชน์ในการพัฒนาความร่วมมือกับเครือข่าย ISC ให้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยความร่วมมือระหว่าง สกสว. และ วช.มุ่งมั่นที่จะพัฒนานโยบายด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกับนานาประเทศผ่านเครือข่าย ISC พร้อมทั้งผลักดันนโยบายที่ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ศธ.หารือ สปข. กำหนดคนขับรถรับ-ส่งนักเรียน ต้องผ่านการฝึกอบรม เพื่อความปลอดภัยของเด็ก

ศธ.หารือ สปข. กำหนดคนขับรถรับ-ส่งนักเรียน  ต้องผ่านการฝึกอบรม เพื่อความปลอดภัยของเด็ก

ศธ.หารือ สปข. กำหนดคนขับรถรับ-ส่งนักเรียน ต้องผ่านการฝึกอบรม เพื่อความปลอดภัยของเด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังประชุมติดตามข้อสั่งการเรื่องความปลอดภัยของรถทัศนศึกษา โดยมี นายวสุเชษฐ์ โสภณเสถียร นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ที่ห้องจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นว่าคนขับรถทัศนศึกษา จะต้องผ่านการฝึกอบรม หลักสูตรของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือหลักสูตรที่กำลังจะกำหนดขึ้นก่อน เพื่อให้มีความรู้เรื่องความปลอดภัย การปฐมพยาบาลเบื้องต้น รู้วิธีการใช้อุปกรณ์ภายในรถ เทคนิคการขับรถ และต่อไปคนขับรถอาจจะต้องรู้ว่าเส้นทางไหนควรต้องหลีกเลี่ยง เช่น เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุรถทัศนศึกษาของเทศบาลบึงกาฬพลิกคว่ำที่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งจุดนั้นเคยเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งแล้ว ถ้าไม่จำเป็นหรือไม่ชำนาญเส้นทางก็ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางจุดนั้น และต่อไปนี้ทาง สพฐ. จะต้องมีข้อกำหนดว่า คนที่จะขับรถทัศนศึกษาหรือรถโรงเรียนจำเป็นจะต้องผ่านการอบรมด้วย และต่อไปสพฐ.ต้องประกาศว่าเส้นทางไหนเสี่ยงก็ให้รถทัศนศึกษาหลีกเสี่ยงถ้าไม่จำ หรือเตือนให้มีความระมัดระวังเส้นทางที่มีอันตราย ส่วนการมีรถนำก็กำหนดอยู่ในมาตรฐานแล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นรถตำรวจนำ แต่อาจจะเป็นรถที่มีไฟสัญญาณวับวาบนำรถทัศนศึกษาเพื่อให้การเดินทางปลอดภัย

“ทางผู้ประกอบการก็มีข้อเสนอที่ดีในเรื่องการป้องกันปัญหา โดยเสนอให้มีการฝึกอบรมคนขับรถทัศนศึกษา ไม่ใช่มีเพียงใบขับขี่ใบเดียวก็ขับรถทัศนศึกษาได้ และคนขับรถจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับรถและการช่วยเหลือ รู้เส้นทาง เพราะหากเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นผู้ประกอบการก็ไม่สบายใจ และหารือเรื่องสภาพรถทัศนศึกษาที่มีระเบียบออกไปแล้วเรื่องการให้ข้อมูลเส้นทางที่จะเดินทางไปทัศนศึกษา เพื่อจะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทัศนศึกษาให้มากขึ้น” รมช.ศธ. กล่าว

อาชีวะ เปิดอบรม A.L.T.C. รุ่นที่ 981 เสริมศักยภาพผู้นำลูกเสือ

อาชีวะ เปิดอบรม A.L.T.C. รุ่นที่ 981 เสริมศักยภาพผู้นำลูกเสือ

อาชีวะ เปิดอบรม A.L.T.C. รุ่นที่ 981 เสริมศักยภาพผู้นำลูกเสือ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือ ขั้นผู้ช่วยหัวหน้าผู้ให้การฝึกอบรมผู้กำกับลูกเสือ (Assistant Leader Trainers Course : A.L.T.C.) รุ่นที่ 981 โดยมี นายธราเชฎฐ์ สุคนธ์ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการพัฒนากิจการลูกเสือเนตรนารีวิสามัญอาชีวศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ คณะวิทยากร ครูและผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เข้าร่วมการอบรม ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า กิจกรรมลูกเสือเนตรนารีวิสามัญในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความมีระเบียบวินัย และความรับผิดชอบต่อสังคม

“การพัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ A.L.T.C. ครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการลูกเสือของอาชีวศึกษาให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างเครือข่ายบุคลากรทางการลูกเสือที่มีคุณภาพ ขับเคลื่อนกิจการลูกเสือของอาชีวศึกษาให้เติบโตและยั่งยืน และเป็นแบบอย่างพัฒนานักเรียน นักศึกษาให้เป็นเยาวชนที่มีระเบียบวินัย เสียสละ และมีจิตอาสา พร้อมปลูกฝังบทบาทความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี สมกับพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

การฝึกอบรมฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นตามระเบียบคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือ พ.ศ.2556 ซึ่งแบ่งการฝึกอบรมออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1.การฝึกอบรมผู้กำกับลูกเสือ ระดับที่ 2 การฝึกอบรมผู้ให้การฝึกอบรมผู้กำกับลูกเสือ โดยแบ่งเป็น 2 ขั้น ได้แก่ ขั้นผู้ช่วยหัวหน้าผู้ให้การฝึกอบรมผู้กำกับลูกเสือ (A.L.T.C.) และขั้นหัวหน้าผู้ให้การฝึกอบรมผู้กำกับลูกเสือ (Leader Trainers Course : L.T.C.) เพื่อพัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือให้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการสำคัญของกิจการลูกเสือ นโยบายของคณะลูกเสือแห่งชาติ และนโยบายขององค์การลูกเสือโลก รวมถึงการเสริมสร้างทักษะด้านการฝึกอบรม การบริหารงานลูกเสือ และการพัฒนาผู้บังคับบัญชาลูกเสือในสถานศึกษาสังกัด สอศ. โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-9 มีนาคม 2568 รวมระยะเวลา 7 วัน

สำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมลูกเสือ A.L.T.C. ต้องเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมและได้รับเครื่องหมายวูดแบดจ์สองท่อนมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มีประสบการณ์จัดการฝึกอบรมลูกเสือและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติกำหนด

ศธ.-ซีพีออลล์ ร่วมมือขับเคลื่อนโรงเรียนร่วมพัฒนา สร้างโอกาสการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิตเด็กไทย

ศธ.-ซีพีออลล์ ร่วมมือขับเคลื่อนโรงเรียนร่วมพัฒนา  สร้างโอกาสการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิตเด็กไทย

ศธ.-ซีพีออลล์ ร่วมมือขับเคลื่อนโรงเรียนร่วมพัฒนา สร้างโอกาสการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิตเด็กไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่างบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กับโรงเรียนใน จ.ลพบุรี โดยมี นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรงผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., รองเลขาธิการฯสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา,นายปิยะวัฒน์ ธิศรัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหารบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทในกลุ่มธุรกิจและสถาบันปัญญาภิวัฒน์, ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ลพบุรี, ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน, ผู้แทนจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคมเข้าร่วม โดยมี นายอำพล อังคภากรณ์กุลผู้ว่าฯ จ.ลพบุรี กล่าวต้อนรับ ณ ห้องประชุมรามาวตาร โรงเรียนพระนารายณ์ จ.ลพบุรี

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ซีพี ออลล์ จะนำนวัตกรรมของสถาบันปัญญาภิวัฒน์มาช่วยสนับสนุนในด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อตอบรับทางธุรกิจ สำหรับนักเรียนที่มีความเป็นเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย หรืออาจจะเข้าทำงานกับซีพี นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถไปประกอบธุรกิจเองได้ และตนเชื่อในระบบของซีพีการสอนให้เด็กมีวินัย มีคุณธรรม จริยธรรมเป็นคนดี

“โครงการนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อย่างที่ผมได้กล่าวไว้เสมอว่า การศึกษา “เรียนดีมีความสุข” จะเกิดขึ้นได้จากการที่เครือข่ายทางการศึกษา “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” ร่วมกันขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเพื่อสร้างต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายปิยะวัฒน์ ธิศรัทธาวรกุล กล่าวว่า ซีพี ออลล์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาและเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ร่วมกันพัฒนา เยาวชนนักเรียน นักศึกษา ให้มีคุณภาพ มุ่งหวังให้เยาวชน และครอบครัว มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอาชีพ มีงานทำ อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

ขณะที่ นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ซีพี ออลล์ ได้สนับสนุนโรงเรียนในโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี จำนวน 22 โรงเรียน ประกอบด้วยโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำนวน 4 โรงเรียน โรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 จำนวน 7 โรงเรียน และโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี จำนวน 11 โรงเรียน

“ความร่วมมือนี้ มีแผนการขับเคลื่อน 3 ปี โดยจะมีการวางแผนการดำเนินงานว่าภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมมือในโครงการนี้จะสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่อย่างไรบ้าง เนื่องจากซีพีออลล์มีวิทยากรที่มีความรู้ในด้านต่างๆ จะสนับสนุนการเรียนรู้ และอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงขับเคลื่อน การสร้างนวัตกรรมให้กับนักเรียน ถ้าสามารถผลิตนวัตกรรมออกมาได้ก็สามารถนำไปขายในเซเว่น-อีเลฟเว่นได้ นอกจากนี้ ซีพี ออลล์ ยังได้จัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคีอนาคตอาจจะส่งนักเรียนไปฝึกประสบการณ์กับซีพีและยังมีรายได้ระหว่างเรียน และเด็กโรงเรียนขยายโอกาสของเราก็สามารถไปศึกษาต่อในสถาบันปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งซีพี ออลล์มีทุนการศึกษาให้ด้วย” ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กล่าวทิ้งท้าย

ศธ.ย้ำอีกครั้ง! ‘ปิดฉากทรงผมนักเรียน’ ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว

ศธ.ย้ำอีกครั้ง! 'ปิดฉากทรงผมนักเรียน' ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว

ศธ.ย้ำอีกครั้ง! ‘ปิดฉากทรงผมนักเรียน’ ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

ศธ.ย้ำอีกครั้ง! “ปิดฉากทรงผมนักเรียน” ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว ให้ความสำคัญกับสิทธิผู้เรียน ปรับเปลี่ยนตรงยุคปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยกรณีศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ฟร.24/2563 เพิกถอน กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนและการใช้เครื่อสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวยที่ไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน

โฆษก ศธ.กล่าวว่า ปัจจุบัน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญในเรื่องของสิทธิผู้เรียนเป็นอย่างมาก ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกหนังสือยกเลิกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อไม่ให้กฎระเบียบจำกัดเสรีภาพในร่างกายของนักเรียน

ในวันนี้ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาเพิกถอนกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว โดยระบุเหตุผลว่า เพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาเป็นเยาวชนที่กำลังสร้างสมคุณสมบัติทั้งในด้านความรู้ ความคิดและคุณธรรม พร้อมที่จะรับมรดกตกทอดจากผู้ใหญ่เป็นพลเมืองตีมีประโยชน์แก่ประเทศชาติในอนาคต นักเรียนและนักศึกษาควรจะได้รับการอบรมดูแลใกล้ชิดจากบิดามารดา ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ เพื่อเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ ที่ดีของครู อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน รวมทั้งอยู่ในระเบียบประเพณีและกฎหมายของบ้านเมือง

แน่นอนว่าที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้รับฟังทุกเสียงของผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนในสังคม พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาทีละจุดให้เกิดความเรียบร้อยจนเกิดเป็นที่พึงพอใจได้หลายส่วน ซึ่งในส่วนของการดำเนินการของศาลปกครองเรื่องเพิกถอนกฎกระทรวงฯ ในวันนี้ ก็เป็นไปตามกรอบระยะเวลากระบวนการพิจารณาคดีปกครอง ที่ต้องมีการพิพากษาชี้ขาดภายในระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน แต่กฎระเบียบดังกล่าวในทางปฏิบัติเราได้ยกเลิกมานานแล้ว

“กระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำกับครูและสถานศึกษามาโดยตลอดในเรื่องการให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของผู้เรียน และระมัดระวังการลงโทษที่เกินกว่าเหตุเพื่อไม่ให้กระทบร่างกายและจิตใจผู้เรียน สอดคล้องนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนที่หลากหลายและเป็นธรรมในทุกด้าน กฎระเบียบอะไรที่ปรับแล้วไม่เกิดความเสียหาย เราก็ไม่ได้ยึดติดพร้อมเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน” โฆษก ศธ.กล่าว (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘นักเรียน’เฮ! สั่งเพิกถอนกฎกระทรวงเรื่อง‘ทรงผม’ ชี้จำกัดเสรีภาพ-ไม่สอดคล้องอัตลักษณ์)

สำหรับไทม์ไลน์การดำเนินการเรื่องยกเลิกระเบียบทรงผมของกระทรวงศึกษาธิการ รายละเอียด ดังนี้

1) เรื่องทรงผม เดิมถือปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 1 และ 2 ออกตาม ปว 132 จนกระทั่งมีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ก็ยังถือปฏิบัติตลอดมาตามบทเฉพาะกาลเพราะยังไม่ออกกฎกระทรวงฉบับใหม่

2) ปี 2548 ออกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาแต่ไม่ได้กำหนดเรื่องของทรงผม ยังคงถือปฏิบัติต่อมา

3) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แจ้งมายังกระทรวงศึกษาธิการว่าเราควรจะมีระเบียบกลางเกี่ยวกับเรื่องทรงผมเพื่อเป็นแนวทาง เนื่องจากมีนักเรียนไปร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เพราะสถานศึกษาแต่ละแห่งปฏิบัติไม่เหมือนกัน

4) ปี 2563 ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยทรงผมนักเรียน โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546

5) เดือนสิงหาคม 2565 นักเรียนร้องเรียนมายังกระทรวงศึกษาธิการว่าไม่มีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับทรงผมดังกล่าว เป็นการละเมิดสิทธิเราจึงได้หารือเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

6) สำนักงานคณะกรรมการกษฎีกา ได้ตอบข้อหารือ กฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ.2515) สิ้นผลใช้บังคับนับแต่วันที่กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียน พ.ศ.2548 มีผลใช้บังคับ และกระทรวงศึกษาธิการไม่อาจออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนเพื่อใช้บังคับแก่นักเรียนโดยตรงได้

แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการอาจกำหนดแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนและแจ้งเวียนไปยังสถานศึกษาเพื่อให้สถานศึกษาออกระเบียบของสถานศึกษาเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 (1) พรบ.ศธ.2546

7) ปี 2566 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ออกระเบียบกระทรวงเพื่อยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน พ.ศ.2563 และขณะเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกนโยบายแจ้งเวียนไปยังส่วนราชการและสถานศึกษา มีสาระสำคัญ กล่าวคือ จัดให้มีระเบียบของสถานศึกษาเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน โดยผ่านการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น นักเรียน และต้องขอความเห็นชอบจาก คณะกรรมการสถานศึกษาหรือ คณะกรรมการบริหารโรงเรียน รวมทั้งเผยแพร่ระเบียบดังกล่าวให้นักเรียนทราบต่อไป

8) 21 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงศึกษาธิการแจ้งครูและสถานศึกษาในสังกัดถึงการระมัดระวังการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ ต้องเป็นไปตามแนวทางการลงโทษ​ 4​ สถานเท่านั้น​ คือ​ ว่ากล่าวตักเตือน ทําทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทํากิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม​ ช่วย​กันปรับทัศนคติให้สอดคล้องกับบริบทสังคม https://moe360.blog/2024/11/21/hairstyle_rules/

9) 3 มกราคม 2568 กระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำเรื่องยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน โดยให้สถานศึกษาเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้เรียน ส่งเสริมความหลากหลายและเป็นธรรมในทุกด้าน https://moe360.blog/2025/01/03/abolish-hairstyle-rules/

อว.เดินหน้าอนุมัติ 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งพัฒนานักวิจัยขั้นสูงและกำลังคนเฉพาะทาง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี

อว.เดินหน้าอนุมัติ 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งพัฒนานักวิจัยขั้นสูงและกำลังคนเฉพาะทาง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี

อว.เดินหน้าอนุมัติ 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งพัฒนานักวิจัยขั้นสูงและกำลังคนเฉพาะทาง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.00 น.

กระทรวง อว.เดินหน้าอนุมัติ 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งพัฒนานักวิจัยขั้นสูงและกำลังคนเฉพาะทาง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี พร้อมส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย เร่งพัฒนาหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ สร้างกำลังคนตอบโจทย์อุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 คณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษา ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้จัดการประชุมครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.ที่ประชุมได้อนุมัติข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์สำหรับ หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ 3 หลักสูตรใหม่ ซึ่งเป็นการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) ขยายหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ ตอบโจทย์ความต้องการตลาดแรงงาน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องฯ ได้อนุมัติข้อเสนอการจัดการศึกษาภายใต้หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ไปแล้ว 16 หลักสูตร ตั้งเป้าผลิตบุคลากรสมรรถนะสูงกว่า 25,655 คน โดยมี 8 หลักสูตรที่เปิดสอนแล้ว และมีนักศึกษาเข้าเรียน 1,458 คน ในขณะที่อีก 5 หลักสูตร อยู่ระหว่างเตรียมเปิดสอนในปีการศึกษา 2568

นอกจากนี้ กระทรวง อว.ยังได้ส่งเสริมเชิงนโยบายให้เกิด หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ โดยใช้แนวทาง Top-down Approach ซึ่งได้รับอนุมัติแล้ว และจะเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกในปี 2568 จาก 5 สถาบันอุดมศึกษา เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ใหม่ มุ่งพัฒนากำลังคนสู่อนาคต

ดร.พรเพ็ญ แซ่อึ้ง ผู้เชี่ยวชาญนโยบาย ฝ่ายนโยบายกำลังคนตามความต้องการของประเทศ สอวช.เปิดเผยว่า 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ที่ได้รับอนุมัติล่าสุด ได้แก่

1.หลักสูตรด้านชีวสารสนเทศและชีววิทยาระบบ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG

– ระดับ: วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (M.Sc.) และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.)

– หน่วยงานดำเนินงาน: วิทยสถานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ธัชวิทย์), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน (บพค.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

– จุดเด่น: หลักสูตร Tailor-made ผสานภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เน้นการทำงานวิจัยกับโจทย์จริงและเครื่องมือขั้นสูง พร้อมการเรียนการสอนแบบ Research-based ร่วมกับนักวิจัยมืออาชีพ

– เป้าหมาย: ผลิตนักวิจัยระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ 100 คน ภายใน 10 ปี

2.หลักสูตรด้านเทคโนโลยีพลังงานชีวภาพและการกลั่นชีวภาพที่ยั่งยืน

– ระดับ: วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (M.Eng.), วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (M.Sc.), และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.)

– หน่วยงานดำเนินงาน: ธัชวิทย์, บพค., มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

– จุดเด่น: ใช้ทรัพยากรร่วมระหว่างสถาบันวิจัยและสถาบันอุดมศึกษา มุ่งเน้นการทำวิจัยจากโจทย์จริงแบบ Research-based รวมถึงพัฒนาความสามารถ Scale up กระบวนการผลิตในโรงงานต้นแบบ เชื่อมโยงจากห้องปฏิบัติการสู่การพาณิชย์

– เป้าหมาย: ผลิตนักวิจัยด้านพลังงานชีวภาพและการกลั่นชีวภาพ 50 คน ภายใน 9 ปี

3.หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขานวัตกรรมสร้างสรรค์และผู้ประกอบการ

– ระดับ: ศิลปศาสตรบัณฑิต (B.A.)

– หน่วยงานดำเนินงาน: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

– จุดเด่น: บูรณาการการออกแบบ ศิลปะ และบริหารธุรกิจ ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริม Soft Power ใช้แนวทาง Problem-based learning และอ้างอิงมาตรฐาน BTEC

– เป้าหมาย: ผลิตบัณฑิตด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 100 คน ภายใน 8 ปี

ปักหมุดอนาคตการศึกษาไทย พัฒนากำลังคนตอบโจทย์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

การอนุมัติหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ทั้ง 3 หลักสูตรนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง อว.ในการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio-economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) หรือ BCG Economy ตลอดจนการส่งเสริม Soft Power ไทยในระดับสากล

‘นักเรียน’เฮ! สั่งเพิกถอนกฎกระทรวงเรื่อง‘ทรงผม’ ชี้จำกัดเสรีภาพ-ไม่สอดคล้องอัตลักษณ์

‘นักเรียน’เฮ! สั่งเพิกถอนกฎกระทรวงเรื่อง‘ทรงผม’ ชี้จำกัดเสรีภาพ-ไม่สอดคล้องอัตลักษณ์

‘นักเรียน’เฮ! สั่งเพิกถอนกฎกระทรวงเรื่อง‘ทรงผม’ ชี้จำกัดเสรีภาพ-ไม่สอดคล้องอัตลักษณ์

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.36 น.

‘นักเรียน’เฮ! ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนกฎกระทรวงเรื่อง‘ทรงผมนักเรียน’ ชี้จำกัดเสรีภาพ-ไม่สอดคล้องพัฒนาการของอัตลักษณ์ทางเพศ-บุคลิกภาพเด็กตามช่วงวัย

5 มีนาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุด เผยแพร่คำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ฟร.24/2563 เพิกถอนกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนที่ไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 ซึ่งกำหนดว่า การแต่งกาย และความประพฤติดังต่อไปนี้ ถือว่าไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน นักเรียนชายดัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้าง และด้านหลังยาวเลยตีนผม หรือไว้หนวดไว้เครา นักเรียนหญิงดัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากทางโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ผมยาวเกินกว่านั้น ก็ให้รวบให้เรียบร้อย นักเรียนใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวยนั้น มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับทรงผมและการใช้เครื่องสำอางของนักเรียน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา

กรณีถือได้ว่าเป็นกฎที่มีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคลผู้มีสถานะเป็นนักเรียน โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 ซึ่งเป็นฐานอำนาจในการออกกฎกระทรวงดังกล่าว ระบุเหตุผลว่า เพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาเป็นเยาวชนที่กำลังสร้างสมคุณสมบัติทั้งในด้านความรู้ ความคิดและคุณธรรม พร้อมที่จะรับมรดกตกทอดจากผู้ใหญ่เป็นพลเมืองดีมีประโยชน์แก่ประเทศชาติในอนาคต นักเรียนและนักศึกษาควรจะได้รับการอบรมดูแลใกล้ชิดจากบิดามารดา ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ เพื่อเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครู อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน รวมทั้งอยู่ในระเบียบประเพณีและกฎหมายของบ้านเมือง

เมื่อต่อมา ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ปรากฏหลักการและเหตุผล ในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 กำหนดสาระสำคัญและรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติเด็ก ไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน โดยมาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก และกฎกระทรวงกำหนดแนวทางการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กหรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็ก พ.ศ.2549 กำหนดว่า การกระทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กให้พิจารณาถึง (1) ลักษณะเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน (2) ความเหมาะสม ความต้องการ และความจำเป็นของเด็ก

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า เจตนารมณ์ของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2515 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518 ลงวันที่ 6 มกราคม 2518) ที่กำหนดข้อห้ามสำหรับนักเรียนเกี่ยวกับการไว้ทรงผมและการใช้เครื่องสำอาง ระบุวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองดีเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ การเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา การเป็นศิษย์ที่ดีของครู โดยกำหนดให้อยู่ในคำสั่งสอนและโอวาทของผู้ใหญ่และระเบียบประเพณี โดยมิได้คำนึงถึงสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และพัฒนาการของอัตลักษณ์และบุคลิกภาพของเด็กในแต่ละช่วงวัยจากช่วงวัยเด็กเล็ก อายุ 6-7 ปี จนถึงช่วงวัยรุ่นอายุ 13-16 ปี ซึ่งมีสถานะนักเรียนที่อยู่ในบังคับของกฎกระทรวงดังกล่าว

กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าประกาศของคณะปฏิวัติฯ และกฎกระทรวงที่พิพาท เป็นกฎที่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และยังอาจมีการบังคับใช้กฎที่พิพาทนั้นอย่างเคร่งครัดจนมีผลร้ายต่อจิตใจของเด็กที่มีความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศ อันเป็นการขัดกับหลักการและบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 จึงต้องถือว่าเป็นกฎที่ถูกยกเลิกไปโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เนื่องจากมีเจตนารมณ์ที่ขัดกับหลักการและบทบัญญัติมาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

อีกทั้งตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ได้กำหนดว่า นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนตามระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2562 ซึ่งแม้จะมิได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนไว้อย่างเฉพาะเจาะจง แต่โรงเรียนหรือสถานศึกษาอาจกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนไว้เป็นองค์ประกอบย่อยของข้อกำหนดเกี่ยวกับการแต่งกาย โดยพิจารณาให้สอดคล้องตามหลักการเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กและคำนึงถึงการพัฒนาอัตลักษณ์และบุคลิกภาพที่เหมาะสมตามช่วงอายุของนักเรียนได้

ประกอบกับเมื่อพิจารณาเนื้อหาของกฎกระทรวงฉบับที่พิพาท ซึ่งกำหนดลักษณะทรงผมของนักเรียน โดยมิได้คำนึงถึงพัฒนาการของบุคลิกภาพของเด็กในแต่ละช่วงวัยและความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคล จึงมีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งกระทำมิได้ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติว่าการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุและจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ กฎกระทรวงดังกล่าวจึงเป็นกฎที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

พิพากษาให้เพิกถอนกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ลงวันที่ 6 มกราคม 2518 ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 นับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คำพิพากษาในวันนี้สืบเนื่องจาก ตัวแทนนักเรียน กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท พร้อมด้วยทนายความเข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อปี 2563 เพื่อขอให้เพิกถอนกฎระเบียบเกี่ยวกับการไว้ผมทรงผมของนักเรียน โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และขอให้ศาลปกครองพิจารณารับฟ้องและมีคำสั่งเพิกถอนกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2518 และขอให้เพิกถอนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563

วว.เสนอแนวทางการจัดการ ‘จอกหูหนูยักษ์’ สู่การเพิ่มมูลค่าด้วย วทน.

วว.เสนอแนวทางการจัดการ ‘จอกหูหนูยักษ์’ สู่การเพิ่มมูลค่าด้วย วทน.

วว.เสนอแนวทางการจัดการ ‘จอกหูหนูยักษ์’ สู่การเพิ่มมูลค่าด้วย วทน.

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) และ ดร.กนกอร อัมพรายน์ นักวิจัยอาวุโส ศนก. เข้าร่วมประชุมหารือการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการกำจัดจอกหูหนูยักษ์ (เฟิร์นลอยน้ำ) ซึ่งเป็นวัชพืชน้ำชนิดใหม่และกำจัดได้ยาก ที่มีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วบริเวณทะเลสาบสงขลา และแหล่งน้ำอื่นๆ ของประเทศ ส่งผลให้เกิดปัญหาการกีดขวางทางระบายน้ำและการสัญจรทางน้ำ รวมถึงปัญหาด้านคุณภาพน้ำ โดยมี นายชยันต์ เมืองสง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมฯ ณ ห้องประชุม 4402 ชั้น 2 อาคารสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 1 ทำเนียบรัฐบาล

โอกาสนี้ ผู้ว่าการ วว. และคณะ นำเสนอ 2 แนวทางสำหรับการจัดการจอกหูหนูยักษ์ ดังนี้ 1.การนำมาเพิ่มมูลค่าด้วยเครื่องผลิตวัสดุหมักแบบเร่ง วว. ที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนวัสดุอินทรีย์เป็น “วัสดุปรับปรุงดิน” ได้ ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเครื่องต้นแบบตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดกำแพงเพชร 2.นำจอกหูหนูยักษ์ผ่านกระบวนการนึ่งอบไอน้ำระดับชุมชน เพื่อทำให้ขยายพันธุ์ต่อไม่ได้ แล้วนำไปเพิ่มมูลค่าเป็น “ปุ๋ยอินทรีย์” ผ่านการหมักแบบเร่งหรือหมักร่วมกับวัสดุอื่น

ทั้ง 2 วิธีการดังกล่าวที่ วว. นำเสนอต่อที่ประชุม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการแก้ไขปัญหา/เพิ่มมูลค่าวัชพืชให้เกิดเป็นรายได้กับชุมชนในพื้นที่ โดย วว. จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อนำแนวทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป

NSM เปิดรับ ‘จิตอาสา รุ่นที่ 2’ ช่วยทำงานบริการสังคม พัฒนาทักษะชีวิต

NSM เปิดรับ ‘จิตอาสา รุ่นที่ 2’  ช่วยทำงานบริการสังคม พัฒนาทักษะชีวิต

NSM เปิดรับ ‘จิตอาสา รุ่นที่ 2’ ช่วยทำงานบริการสังคม พัฒนาทักษะชีวิต

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยว่า ในช่วงปิดเทอมนี้ NSM ได้จัดกิจกรรม“จิตอาสาโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์วิทยาศาสตร์ อพวช.” รุ่นที่ 2 เพื่อให้เยาวชนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์ โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการฝึกอบรมและศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้บนพื้นที่ของ NSM ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ก่อนที่เยาวชนจิตอาสาที่ได้รับการอบรมจะหมุนเวียนไปเรียนรู้จากการปฏิบัติงานฝึกประสบการณ์จริงในส่วนงานต่างๆ ทัั้งการให้บริการผู้เข้าชมส่วนหน้า การให้บริการและอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และจัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เชียงใหม่ เป็นต้น

นอกจากนั้น เยาวชนจิตอาสาจะได้รับพาสปอร์ตจิตอาสาสำหรับเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ที่กำหนดให้เรียนรู้ในแต่ละด้าน สำหรับเยาวชนจิตอาสาที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ NSM กำหนดจะได้รับเกียรติบัตร (Certificate) จิตอาสา ตามจำนวนชั่วโมงที่ได้ฝึกประสบการณ์อีกด้วย

“กิจกรรมจิตอาสานี้เป็นโอกาสสำคัญที่เยาวชนจะได้รับการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม ปลดปล่อยศักยภาพ ค้นหาแนวทางอาชีพในอนาคต ตลอดจนความสุขในการเรียนรู้สู่โลกกว้าง เพื่อเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมต่อไป” ผศ.ดร.รวิน กล่าวและว่า ในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา NSM ได้เปิดรับจิตอาสารุ่นที่ 1 ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากเยาวชนในการเป็นจิตอาสาสมัครเข้ามาทำงานภายในพิพิธภัณฑ์จำนวนมาก เพื่อมาบริการสังคมและใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมให้เกิดประโยชน์ ได้มาทำงานจริงที่พิพิธภัณฑ์ เรียนรู้กลไกการทำงานของพิพิธภัณฑ์ การให้บริการผู้เข้าชม การช่วยแก้ปัญหาหน้างาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้เรียนรู้สู่โลกกว้างจากแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของ อพวช.และได้ฝึกประสบการณ์ชีวิต พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนวิทยาศาสตร์นำไปสู่ต่อยอดสู่ทักษะอาชีพในอนาคตได้”ผศ.ดร.รวิน กล่าวและว่า

ผู้ที่สนใจสามารถเป็นจิตอาสา อพวช.รุ่นที่ 2 สามารถกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ลิงก์ https://forms.gle/GpYEeY1t7CtJZEx5A พร้อมแนบคลิปวีดีโอแนะนำตัวเอง ความยาวไม่น้อยกว่า 1 นาที และไม่เกิน 3 นาที ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2568

ครบรอบ 80 ปี สถาปนา ‘คุรุสภา’ มุ่งยกระดับวิชาชีพ สร้างครูคุณภาพ

ครบรอบ 80 ปี สถาปนา ‘คุรุสภา’  มุ่งยกระดับวิชาชีพ สร้างครูคุณภาพ

ครบรอบ 80 ปี สถาปนา ‘คุรุสภา’ มุ่งยกระดับวิชาชีพ สร้างครูคุณภาพ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 80 ปี โดยมี พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภาผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ต้อนรับ พร้อมด้วยคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ได้รับรางวัล และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมงานกว่า 400 คน ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

ในช่วงเช้า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. เป็นประธานพิธีบวงสรวงองค์พระพฤหัสบดีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ผู้ก่อตั้งคุรุสภา และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นได้มีการมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 30 คน รางวัล “คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 รางวัล และรางวัลผู้บริหารภารกิจ ส่วนภูมิภาคดีเด่น จำนวน 12 รางวัล เพื่อเป็นการยกย่องแก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน รวมทั้งเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน 

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากการที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้การดำเนินการตามบทบาท ภารกิจที่สำคัญต่อวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูง การปฏิบัติงานตามภารกิจ นอกจากจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถประสบการณ์ และศักยภาพของพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนแล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะต้องร่วมมือดำเนินงาน โดยเฉพาะในเรื่องการกำกับดูแลการประพฤติและการปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ การพัฒนาและยกย่องผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สะท้อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ผู้เรียนมีคุณภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม เก่งในด้านทักษะการใช้ชีวิต “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” คิดแบบมีเหตุผล และทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อการศึกษาของเราก็จะดีขึ้นและมาตรฐานการศึกษาของเราจะก้าวไปด้วยกัน

“ครบรอบ 80 ปี ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ทิศทางการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ให้องค์กรมีบทบาทสำคัญตามสถานการณ์ปัจจุบันของโลก บุคลากรของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสมรรถนะเหมาะสมกับการเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ยุคใหม่ ที่พร้อมปฏิบัติงานได้ทุกที่ ทุกเวลามุ่งมั่นยึดถือประโยชน์ของสมาชิกคุรุสภาที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการสร้างมาตรฐานวิชาชีพและการกำกับดูแลจรรยาบรรณ นำไปสู่การสร้างความศรัทธาให้บังเกิดแก่องค์กรวิชาชีพครูต่อไป” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งคุรุสภา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2488 ถึงปัจจุบัน การดำเนินงานของคุรุสภาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่เป็นองค์กรสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กำหนดมาตรฐานและควบคุมวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างครูที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาของชาติไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น โดยได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาและสังคมไทยมีการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู การพัฒนาแนวทางการประเมินคุณภาพครู ไปจนถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับครู ปรับตัวเป็นองค์กร องค์ความรู้ที่ทันสมัย มีความรวดเร็วในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาครูมากขึ้น  

“สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จะยืนหยัดสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งคุรุสภา ให้เป็นสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ดำเนินการด้านการพัฒนามาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อยกระดับวิชาชีพให้สืบเนื่องต่อไป” เลขาธิการคุรุสภา กล่าวและว่า

สำหรับก้าวต่อไปของคุรุสภาและวิชาชีพครู จะมุ่งเน้นการสร้างครูที่เป็นผู้นำทางการศึกษามีความสามารถทางวิชาการและจริยธรรมสูง พร้อมทั้งสามารถปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของโลกการศึกษายุคใหม่ เพื่อช่วยกันสร้างคนไทยที่มีศักยภาพสอดคล้องกับนโยบาย เรียนดี มีความสุข และทำให้เด็กไทย คนไทย ฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการดำเนินงาน และยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วน ในการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทุกท่าน อันจะส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน สังคม และประเทศชาติสืบต่อไป