วว.เสนอแนวทางการจัดการ ‘จอกหูหนูยักษ์’ สู่การเพิ่มมูลค่าด้วย วทน.

วว.เสนอแนวทางการจัดการ ‘จอกหูหนูยักษ์’ สู่การเพิ่มมูลค่าด้วย วทน.

วว.เสนอแนวทางการจัดการ ‘จอกหูหนูยักษ์’ สู่การเพิ่มมูลค่าด้วย วทน.

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) และ ดร.กนกอร อัมพรายน์ นักวิจัยอาวุโส ศนก. เข้าร่วมประชุมหารือการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการกำจัดจอกหูหนูยักษ์ (เฟิร์นลอยน้ำ) ซึ่งเป็นวัชพืชน้ำชนิดใหม่และกำจัดได้ยาก ที่มีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วบริเวณทะเลสาบสงขลา และแหล่งน้ำอื่นๆ ของประเทศ ส่งผลให้เกิดปัญหาการกีดขวางทางระบายน้ำและการสัญจรทางน้ำ รวมถึงปัญหาด้านคุณภาพน้ำ โดยมี นายชยันต์ เมืองสง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมฯ ณ ห้องประชุม 4402 ชั้น 2 อาคารสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 1 ทำเนียบรัฐบาล

โอกาสนี้ ผู้ว่าการ วว. และคณะ นำเสนอ 2 แนวทางสำหรับการจัดการจอกหูหนูยักษ์ ดังนี้ 1.การนำมาเพิ่มมูลค่าด้วยเครื่องผลิตวัสดุหมักแบบเร่ง วว. ที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนวัสดุอินทรีย์เป็น “วัสดุปรับปรุงดิน” ได้ ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเครื่องต้นแบบตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดกำแพงเพชร 2.นำจอกหูหนูยักษ์ผ่านกระบวนการนึ่งอบไอน้ำระดับชุมชน เพื่อทำให้ขยายพันธุ์ต่อไม่ได้ แล้วนำไปเพิ่มมูลค่าเป็น “ปุ๋ยอินทรีย์” ผ่านการหมักแบบเร่งหรือหมักร่วมกับวัสดุอื่น

ทั้ง 2 วิธีการดังกล่าวที่ วว. นำเสนอต่อที่ประชุม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการแก้ไขปัญหา/เพิ่มมูลค่าวัชพืชให้เกิดเป็นรายได้กับชุมชนในพื้นที่ โดย วว. จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อนำแนวทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป

NSM เปิดรับ ‘จิตอาสา รุ่นที่ 2’ ช่วยทำงานบริการสังคม พัฒนาทักษะชีวิต

NSM เปิดรับ ‘จิตอาสา รุ่นที่ 2’  ช่วยทำงานบริการสังคม พัฒนาทักษะชีวิต

NSM เปิดรับ ‘จิตอาสา รุ่นที่ 2’ ช่วยทำงานบริการสังคม พัฒนาทักษะชีวิต

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยว่า ในช่วงปิดเทอมนี้ NSM ได้จัดกิจกรรม“จิตอาสาโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์วิทยาศาสตร์ อพวช.” รุ่นที่ 2 เพื่อให้เยาวชนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์ โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการฝึกอบรมและศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้บนพื้นที่ของ NSM ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ก่อนที่เยาวชนจิตอาสาที่ได้รับการอบรมจะหมุนเวียนไปเรียนรู้จากการปฏิบัติงานฝึกประสบการณ์จริงในส่วนงานต่างๆ ทัั้งการให้บริการผู้เข้าชมส่วนหน้า การให้บริการและอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และจัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เชียงใหม่ เป็นต้น

นอกจากนั้น เยาวชนจิตอาสาจะได้รับพาสปอร์ตจิตอาสาสำหรับเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ที่กำหนดให้เรียนรู้ในแต่ละด้าน สำหรับเยาวชนจิตอาสาที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ NSM กำหนดจะได้รับเกียรติบัตร (Certificate) จิตอาสา ตามจำนวนชั่วโมงที่ได้ฝึกประสบการณ์อีกด้วย

“กิจกรรมจิตอาสานี้เป็นโอกาสสำคัญที่เยาวชนจะได้รับการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม ปลดปล่อยศักยภาพ ค้นหาแนวทางอาชีพในอนาคต ตลอดจนความสุขในการเรียนรู้สู่โลกกว้าง เพื่อเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมต่อไป” ผศ.ดร.รวิน กล่าวและว่า ในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา NSM ได้เปิดรับจิตอาสารุ่นที่ 1 ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากเยาวชนในการเป็นจิตอาสาสมัครเข้ามาทำงานภายในพิพิธภัณฑ์จำนวนมาก เพื่อมาบริการสังคมและใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมให้เกิดประโยชน์ ได้มาทำงานจริงที่พิพิธภัณฑ์ เรียนรู้กลไกการทำงานของพิพิธภัณฑ์ การให้บริการผู้เข้าชม การช่วยแก้ปัญหาหน้างาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้เรียนรู้สู่โลกกว้างจากแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของ อพวช.และได้ฝึกประสบการณ์ชีวิต พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนวิทยาศาสตร์นำไปสู่ต่อยอดสู่ทักษะอาชีพในอนาคตได้”ผศ.ดร.รวิน กล่าวและว่า

ผู้ที่สนใจสามารถเป็นจิตอาสา อพวช.รุ่นที่ 2 สามารถกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ลิงก์ https://forms.gle/GpYEeY1t7CtJZEx5A พร้อมแนบคลิปวีดีโอแนะนำตัวเอง ความยาวไม่น้อยกว่า 1 นาที และไม่เกิน 3 นาที ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2568

ครบรอบ 80 ปี สถาปนา ‘คุรุสภา’ มุ่งยกระดับวิชาชีพ สร้างครูคุณภาพ

ครบรอบ 80 ปี สถาปนา ‘คุรุสภา’  มุ่งยกระดับวิชาชีพ สร้างครูคุณภาพ

ครบรอบ 80 ปี สถาปนา ‘คุรุสภา’ มุ่งยกระดับวิชาชีพ สร้างครูคุณภาพ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 80 ปี โดยมี พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภาผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ต้อนรับ พร้อมด้วยคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ได้รับรางวัล และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมงานกว่า 400 คน ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

ในช่วงเช้า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. เป็นประธานพิธีบวงสรวงองค์พระพฤหัสบดีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ผู้ก่อตั้งคุรุสภา และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นได้มีการมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 30 คน รางวัล “คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 รางวัล และรางวัลผู้บริหารภารกิจ ส่วนภูมิภาคดีเด่น จำนวน 12 รางวัล เพื่อเป็นการยกย่องแก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน รวมทั้งเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน 

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากการที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้การดำเนินการตามบทบาท ภารกิจที่สำคัญต่อวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูง การปฏิบัติงานตามภารกิจ นอกจากจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถประสบการณ์ และศักยภาพของพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนแล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะต้องร่วมมือดำเนินงาน โดยเฉพาะในเรื่องการกำกับดูแลการประพฤติและการปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ การพัฒนาและยกย่องผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สะท้อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ผู้เรียนมีคุณภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม เก่งในด้านทักษะการใช้ชีวิต “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” คิดแบบมีเหตุผล และทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อการศึกษาของเราก็จะดีขึ้นและมาตรฐานการศึกษาของเราจะก้าวไปด้วยกัน

“ครบรอบ 80 ปี ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ทิศทางการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ให้องค์กรมีบทบาทสำคัญตามสถานการณ์ปัจจุบันของโลก บุคลากรของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสมรรถนะเหมาะสมกับการเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ยุคใหม่ ที่พร้อมปฏิบัติงานได้ทุกที่ ทุกเวลามุ่งมั่นยึดถือประโยชน์ของสมาชิกคุรุสภาที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการสร้างมาตรฐานวิชาชีพและการกำกับดูแลจรรยาบรรณ นำไปสู่การสร้างความศรัทธาให้บังเกิดแก่องค์กรวิชาชีพครูต่อไป” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งคุรุสภา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2488 ถึงปัจจุบัน การดำเนินงานของคุรุสภาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่เป็นองค์กรสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กำหนดมาตรฐานและควบคุมวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างครูที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาของชาติไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น โดยได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาและสังคมไทยมีการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู การพัฒนาแนวทางการประเมินคุณภาพครู ไปจนถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับครู ปรับตัวเป็นองค์กร องค์ความรู้ที่ทันสมัย มีความรวดเร็วในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาครูมากขึ้น  

“สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จะยืนหยัดสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งคุรุสภา ให้เป็นสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ดำเนินการด้านการพัฒนามาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อยกระดับวิชาชีพให้สืบเนื่องต่อไป” เลขาธิการคุรุสภา กล่าวและว่า

สำหรับก้าวต่อไปของคุรุสภาและวิชาชีพครู จะมุ่งเน้นการสร้างครูที่เป็นผู้นำทางการศึกษามีความสามารถทางวิชาการและจริยธรรมสูง พร้อมทั้งสามารถปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของโลกการศึกษายุคใหม่ เพื่อช่วยกันสร้างคนไทยที่มีศักยภาพสอดคล้องกับนโยบาย เรียนดี มีความสุข และทำให้เด็กไทย คนไทย ฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการดำเนินงาน และยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วน ในการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทุกท่าน อันจะส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน สังคม และประเทศชาติสืบต่อไป

ปส.ยกระดับปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ระดับประเทศ

ปส.ยกระดับปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ระดับประเทศ

ปส.ยกระดับปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเพ็ญนภา กัญชนะ รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นประธานร่วมในพิธีเปิดกิจกรรม “the Table-Top Exercise on the International Convention for the Suppression of Acts of Nuclear Terrorism” (ICSANT) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) ณ โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ

นางเพ็ญนภา กัญชนะ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมการฝึกซ้อมแผนบนโต๊ะภายใต้กรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ (ICSANT) เป็นความพยายามที่สำคัญที่รวมพันธมิตรในภูมิภาคเข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และส่งเสริมการประสานงานอันดีต่อกันในอนาคต

ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ประเทศไทยได้เข้าร่วมอนุสัญญาICSANT อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการมุ่งมั่นของประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงทางนิวเคลียร์ระดับโลก อีกทั้งยังช่วยให้ประเทศมีกลไกที่จำเป็นในการป้องกันและตอบสนองต่อการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ซึ่งไทยถือเป็นรัฐภาคีลำดับที่ 116 ของอนุสัญญาฯ และอนุสัญญาฯ โดยมีผลบังคับใช้กับไทยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป โดยอนุสัญญาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรการและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศเพื่อกำกับดูแล ป้องกัน และปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ ซึ่งครอบคลุมถึงการกระทำผิดต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินโดยใช้วัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์ และการก่อวินาศกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และสถานประกอบการหรือยานพาหนะที่มีวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์

“ปส.มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในการกำกับดูแลความปลอดภัย ความเชี่ยวชาญทางวิชาการ และการสร้างขีดความสามารถที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ความพยายามของเราขยายออกไปนอกเหนือจากการกำหนดนโยบายไปจนถึงการนำไปปฏิบัติจริงอย่างครอบคลุมทุกด้าน ปส. ตระหนักถึงผลกระทบที่สำคัญของภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ รวมถึงผลที่อาจตามมาจากการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ ดังนั้น เราจึงมุ่งเสริมสร้างศักยภาพอย่างต่อเนื่องโดยจัดโครงการที่เกี่ยวข้องโดยผสานความร่วมมือและได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศและประเทศพันธมิตร ซึ่งครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ เช่น การตรวจจับรังสี การเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี เหตุ การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ และการประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการจัดการกับภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้น” นางเพ็ญนภา ระบุ

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น กำชับร.ร.ปราบบุหรี่ไฟฟ้า แนะครูเป็นแบบอย่างที่ดี

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามนโยบายการศึกษาของสถานศึกษาในพื้นที่จ.ลพบุรี ว่า ตนได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งนโยบายต่างๆที่ดำเนินการกันมาไม่ว่าจะเป็นการลดภาระครู ลดภาระนักเรียนโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” หรือ Anywhere Anytime  โครงการ “สุขาดีมีความสุข” ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นพบว่าโครงการดังกล่าวเป็นที่ชื่นชอบของนักเรียน ซึ่งจากการรายงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า การขับเคลื่อน โครงการสุขาดีมีความสุขประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยอยากให้มีการขยายโครงการดังกล่าวไปยังสถานศึกษาในสังกัดอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสถานศึกษาอาชีวะด้วย 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนนโยบายเรียนดีมีความสุข ตนได้กำชับให้สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ว่าอยากจะเห็นการขับเคลื่อนให้ผู้เรียนเกิดความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ส่วนปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนนั้น ได้กำชับว่าจะต้องมีความเข้มข้นในด้านมาตรการป้องเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งครูเองจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียน รวมถึงครูจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่นักเรียนด้วย เพราะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ากระทรวงศึกษาธิการ จะปราบปรามอย่างจริงจัง รวมถึงโรงเรียนจะต้องมีการให้ความรู้ถึงโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า และการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองว่าผิดกฏหมายในด้านใดบ้าง ซึ่งตนอยากให้ครูได้กระตุ้นเรื่องการแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาให้มากขึ้นเพราะเป็นอันตรายกับเยาวชน

รมช.ศธ.ชื่นชม! ‘โรงเรียนเอกอโยธยา’ พัฒนาวิชาการทันยุคสมัย-คู่คุณธรรม

รมช.ศธ.ชื่นชม! ‘โรงเรียนเอกอโยธยา’ พัฒนาวิชาการทันยุคสมัย-คู่คุณธรรม

รมช.ศธ.ชื่นชม! ‘โรงเรียนเอกอโยธยา’ พัฒนาวิชาการทันยุคสมัย-คู่คุณธรรม

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.31 น.

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชื่นชมโรงเรียนเอกอโยธยาพัฒนาวิชาการทันยุคสมัย คู่คุณธรรม จริยธรรมสู่ความเข้มแข็งด้านการศึกษาที่ยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ เดอะฮอล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอยุธยา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการเปิดงาน โรงเรียนเอกอโยธยา สร้างคน สร้างอนาคต ครบรอบ 19 ปี พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์  คลังทรัพย์  ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี ดร.สาธินี ผ่องอักษร ผู้รับใบอนุญาต และผู้อำนวยการโรงเรียนเอกอโยธยา , นายธนภัทร ผ่องอักษร ผู้จัดการ โรงเรียนเอกอโยธยา , นายทรงชัย ลิมปพฤกษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษาโรงเรียนเอกอโยธยา , นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อสิส ผู้ออกแบบหลักสูตรนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568

ดร.สาธินี ผ่องอักษร ผู้อำนวยการโรงเรียนเอกอโยธยา กล่าวว่า  งานเฉลิมฉลองครบรอบ 19 ปี แห่งความสำเร็จและการก้าวไกลของโรงเรียนเอกอโยธยา ในวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้มาร่วมย้อนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของคณะผู้บริหารและครูทุกคน เพื่อสร้างสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเยาวชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนเอกอโยธยาได้เติบโตจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ว่าเป็นโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เราไม่เพียงมุ่งพัฒนาด้านวิชาการ แต่ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการพัฒนาทักษะรอบด้านของนักเรียน   สำหรับในการจัดงานฉลองครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1.เพื่อประมวลภาพความสำเร็จของโรงเรียนตลอด 19 ปีที่ผ่านมา 2.เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคณะผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนตลอดจนคนในชุมชน และ3.เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงออกต่อที่สาธารณะตามโอกาสและเหมาะสม

ต้องขอขอบคุณ คณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน ศิษย์เก่า และผู้ปกครอง ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการผลักดันให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง รวมถึงความสำเร็จในด้านวิชาการ กีฬา ดนตรี และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจอย่างยิ่ง  โดยในงานฉลองวันนี้จะมีการมอบเกียรติบัตรแก่บุคคลที่สร้างความสำเร็จให้แก่โรงเรียน และการแสดงของนักเรียนทุกระดับชั้น รวม 36 ชุด ตลอดจนการแสดงพิเศษปรับรับเชิญ คือ นาย เดอะคอมเมเดียน อีกด้วย

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เห็นโรงเรียนเอกอโยธยาตั้งแต่พึ่งเริ่มก่อสร้างโรงเรียน อยู่กลางทุ่งนา ปากทางเข้า อบต.สามเรือน ซึ่งห่างไกลจากชุมชุมเมือง ตอนแรกก็กังวลใจว่าโรงเรียนเอกชน มาตั้งอยู่กลางทุ่งนาห่างไกลความเจริญแบบนี้ จะไปไหวไหม แต่เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผอ.และผู้บริหาร ได้มีพัฒนาการเรียนการสอนก้าวล้ำทันยุคทันสมัย นักเรียนที่มาเรียนที่นี่ล้วนแล้วแต่มีคุณภาพ แล้วยังได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทาน และในช่วงนี้ทราบว่า ทางโรงเรียนได้พัฒนาการเรียนการสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้เท่าทันกับเทคโนโลยี โดยได้นำหลักสูตรนวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอน จนเด็กนักเรียนสามารถผลิตชิ้นงาน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ ที่โดดเด่น มาแสดงโชว์ ให้ผู้ปกครอง และ แขกผู้มีเกียรติ ที่มาร่วมงานในงานวิชาการได้ชมผลงานอีกด้วย จึงขอชื่นชม ผอ.คณะครู ผู้บริหารโรงเรียน ที่เป็นพลังในการขับเคลื่อนพัฒนาการเรียนการสอนใหดียิ่งขึ้นตลอดระยะเวลา 19 ปีแห่งความสำเร็จ /// – 026

สพฐ. ประชุม ผอ.เขต แนวใหม่ โชว์ผลงานสุดเจ๋งในพื้นที่

สพฐ. ประชุม ผอ.เขต แนวใหม่ โชว์ผลงานสุดเจ๋งในพื้นที่

สพฐ. ประชุม ผอ.เขต แนวใหม่ โชว์ผลงานสุดเจ๋งในพื้นที่

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568 เพื่อแจ้งข้อราชการสำคัญและนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 77 จังหวัด ผู้อำนวยการสำนักและบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ในปี 2568 นี้ เป็นปีแห่งความท้าทายการศึกษาไทย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ โดยส่งเสริมให้คนไทย “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ โดย สพฐ. จะยังคงขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. ลงสู่ห้องเรียนให้ถึงผู้เรียนอย่างถ้วนหน้า ตามแนวทาง “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” โดยเน้นย้ำในเรื่องของสถานศึกษาปลอดภัย ต้องดูแลป้องกันนักเรียนและครูจากภัยรอบตัว ทั้งภัยอุบัติเหตุ (ภัยธรรมชาติ ภัยจากอาคารสิ่งก่อสร้าง ยานพาหนะ) ภัยทางสุขภาพกาย-ใจ(ยาเสพติด โรคระบาด) ภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรง (ทะเลาะวิวาท ล่อลวงล่วงละเมิด) และภัยละเมิดสิทธิ ความไม่ยุติธรรมต่างๆ รวมถึง OBEC Zero Dropout “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ที่มีเป้าหมายนำเด็กตกหล่นจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบทุกคน พร้อมทั้งการส่งเสริมความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ด้วยโครงการโรงเรียนคุณภาพ สนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ให้เด็กได้พัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย และการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA โดยพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียนใน 3 ด้าน ทั้งด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์

“ในการประชุมวันนี้ได้มีการปรับรูปแบบการประชุมแนวใหม่ ที่ให้ ผอ.เขตพื้นที่ รายงานผลการขับเคลื่อนตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” จากสถานที่จริงในโรงเรียนในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้เห็นผลการดำเนินงานจริงๆ ว่า ในรอบปีที่ผ่านมาได้มีการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวประสบผลสำเร็จอย่างไรบ้างซึ่งจากการสุ่มเลือก ผอ.เขต ขึ้นมารายงานแบบเรียลไทม์ จำนวนกว่า 20 เขต จากทุกภาคทั่วประเทศ พบว่า ทุกเขตสามารถทำได้ดีผลการดำเนินงานสะท้อนนโยบายได้หลายเรื่อง อาทิ โครงการ “สุขาดี มีความสุข” การขับเคลื่อน PISA การส่งเสริมทักษะอาชีพให้กับนักเรียน การเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime การลดภาระนักเรียน ให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน (Learn to Earn) การสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน เป็นต้น นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจในการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเขตพื้นที่อื่นๆจึงขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารเขตพื้นที่ในการสร้างคุณภาพให้เกิดกับผู้เรียนอย่างยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

โอกาสนี้ ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้นำเสนอผลการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายและจุดเน้น สพฐ. ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่องการเตรียมการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2568, การยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET, การขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาตามแนวทางการประเมิน PISA, โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย, โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ,
กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา, การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู, การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล (DLTV), นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่องสถานศึกษาปลอดภัย การดูแลความปลอดภัยของนักเรียนและครูจากภัยต่างๆ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า โดยศูนย์ความปลอดภัยฯ ในแต่ละเขตพื้นที่ต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยต่างๆ ดูแลความปลอดภัยทุกมิติ เมื่อเกิดเหตุให้รายงานฝ่ายบริหารอย่างรวดเร็วทันที และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เรื่องการดำเนินงานโครงการโรงเรียนคุณภาพ โรงเรียนร่วมพัฒนา โครงการสุขาดีมีความสุข โครงการโรงเรียนอุปถัมภ์ โรงเรียนประชารัฐจังหวัดชายแดนใต้ และพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เป็นต้น

‘บอร์ด สกศ.’ เดินหน้าเสริมมาตรฐานการศึกษาไทย สร้างคุณภาพระดับสากล

‘บอร์ด สกศ.’ เดินหน้าเสริมมาตรฐานการศึกษาไทย สร้างคุณภาพระดับสากล

‘บอร์ด สกศ.’ เดินหน้าเสริมมาตรฐานการศึกษาไทย สร้างคุณภาพระดับสากล

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 1/2568 โดยมี คณะกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุมรูปแบบผสมผสาน ออนไลน์และออนกราวด์ ณ ห้องกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

โดยที่ประชุมพิจารณาเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ดังนี้ 1.(ร่าง) มาตรฐานการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับเทียบเคียงในการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีจริยธรรม จำนวน 4 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานที่ 1 การเข้าถึงและความเสมอภาคทางเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรฐานที่ 2 การออกแบบการเรียนรู้และนำตนเองเชิงสร้างสรรค์ มาตรฐานที่ 3 การวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้มาตรฐานที่ 4 การสนับสนุนผู้เรียน ผู้สอนผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา

2.ข้อเสนอการติดตามและประเมินผลการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาของไทยในเวทีโลก เพื่อได้ข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล วิเคราะห์เป็น 5 มิติ ได้แก่ 1) ด้านคุณภาพการศึกษา การยกระดับการสอนตามแนวทาง PISA พัฒนาแพลตฟอร์มข้อสอบออนไลน์ บูรณาการเทคโนโลยีและ AI ในการเรียนการสอน ปรับปรุงหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับโลกอาชีพและเทคโนโลยีสมัยใหม่ 2) ด้านความเสมอภาคทางการศึกษา โดยขยายโครงการเรียนฟรีและทุนการศึกษาให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาของโรงเรียนในพื้นที่ชนบท ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3) ด้านการเข้าถึงการศึกษา ส่งเสริมระบบ Tracking System และการศึกษาแบบยืดหยุ่น 4) ด้านประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา ลดภาระงานเอกสารของครู และนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการการศึกษา และ 5) ด้านการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง บูรณาการหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ปรับปรุงการฝึกงานและการเชื่อมโยงกับสถานประกอบการ และส่งเสริมทักษะอนาคต,3.แนวทางอุดหนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนที่จัดโดยบุคคลองค์กรชุมชน องค์กรเอกชน และองค์กรวิชาชีพ ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้ครอบคลุม คือ 1)ระยะแรกให้กระทรวงศึกษาธิการอุดหนุนค่าใช้จ่ายพื้นฐานตามจำนวนผู้เรียนรายหัว แก่ศูนย์การเรียนที่ประสงค์จะขอรับเงินอุดหนุน โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม/เงินบำรุงการศึกษาจากผู้เรียน2)จัดสรรเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายพื้นฐานในอัตราเดียวกับที่รัฐจัดสรรให้สถานศึกษาเอกชนการกุศล (ไม่รวมเงินเดือนและเงินสมทบ) ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 5 รายการ และ 3)ให้ ศธ.ติดตามประเมินผลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการคำนวณค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา การกำหนดอัตราเงินอุดหนุน และแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสมต่อไป

สำนักวิจัยฯอาชีวะ เดินหน้าโครงการวิสาหกิจฯปี’68 เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่

สำนักวิจัยฯอาชีวะ เดินหน้าโครงการวิสาหกิจฯปี’68  เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่

สำนักวิจัยฯอาชีวะ เดินหน้าโครงการวิสาหกิจฯปี’68 เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา เป็นประธานการประชุมคัดเลือกข้อเสนอโครงการเพื่อสนับสนุนทุนวิจัย พร้อมลงพื้นที่ติดตามประเมินผลและถอดบทเรียนการต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมอาชีวศึกษาสู่การใช้ประโยชน์ โครงการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมอาชีวศึกษาสู่การใช้ประโยชน์เพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชนและการพัฒนาเชิงพื้นที่ (OVEC Research & Innovation for Social Enterprise and Area-Based Development : ORSEA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ 2568 ณ โรงแรม Orchid Riverview และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเขตพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้รับเกียรติจาก นายณรงค์ หวังอีน ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพไชยา ดร.ปณชัย เพชรปาน ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระดร.สิรวิชญ์ ธนเศรษฐ์วงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ดร.ธวัชไชย ลิ้มสุวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวิจัยและนวัตกรรมจากสถานศึกษาสังกัด สอศ. ร่วมลงพื้นที่ ถอดบทเรียน และประชุมคัดเลือกข้อเสนอโครงการวิจัยในครั้งนี้

ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี กล่าวว่า เทรนด์การพัฒนาในโลกปัจจุบันให้ความสำคัญกับ Digital Transformation, Innovation, Green Economy และ Global Supply Chain การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อขยายพรมแดนความรู้ของสาขาวิชาหนึ่งๆ โดยตรง และการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ในรูปแบบของเทคโนโลยีที่เหมาะสมและพร้อมใช้งาน(Appropriate Technology) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนและสังคม

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษามุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการวิจัย และทักษะการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนอาชีวศึกษาในทุกสาขาวิชา ด้วยการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา (8 Agenda) โดยมอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ขับเคลื่อนวาระงานพัฒนาที่ 2 ปฏิรูประบบอาชีวศึกษาและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ข้อที่ 2.7 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาชีวศึกษา เพื่อสร้างแรงกระตุ้นสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักประดิษฐ์อาชีวศึกษา ได้บูรณาการใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาเชื่อมโยงกับปัญหาโดยคำนึงถึงบริบทเชิงพื้นที่ (Area based Learning)
มาพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ สู่การใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ที่สามารถสร้างทั้ง “คุณค่า” ในระดับชุมชน สังคม ประเทศชาติ ตลอดจนขยายผลสู่การสร้าง “มูลค่า”
ในเชิงพาณิชย์ควบคู่ไปกับกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมให้มีความเข้มแข็ง เติบโต และยั่งยืน

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษา

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ  มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษา

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษา

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์สำคัญเพื่อปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า การปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษานิเทศก์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาหลักเกณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติในวันนี้ จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงจากภายนอกระบบราชการได้เข้ามาร่วมพัฒนาการศึกษาของประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างกลไกที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“เราจำเป็นต้องมีศึกษานิเทศก์ที่มีคุณภาพและเพียงพอในระบบการศึกษา เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา การปฏิรูปครั้งนี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาไทยตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปถึงห้องเรียน ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด ส่วนการเปิดช่องทางให้ผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาโท หรือปริญญาเอก ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สามารถเข้าสู่ตำแหน่งได้นั้น จะทำให้เรามีนักศึกษานิเทศก์ที่มีความหลากหลายทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับการนิเทศการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยสาระสำคัญจาก 5 หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับศึกษานิเทศก์ที่ ก.ค.ศ. ได้ให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ ได้แก่ 1.การเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่มีวุฒิปริญญาโทหรือเอกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สามารถเข้าสู่ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ได้ 2.กระบวนการคัดเลือกที่ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยเน้นความรู้ด้านวิจัยทางการศึกษา ภาวะผู้นำ ทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล ภาษาอังกฤษ และสมรรถนะในการปฏิบัติงาน 3.การปรับปรุงวิธีการคัดเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับมาตรฐานตำแหน่งศึกษานิเทศก์ใหม่ 4.การกำหนดอัตราเงินเดือนที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ 5.ระบบพัฒนาก่อนแต่งตั้ง ศึกษานิเทศก์ต้องผ่านการพัฒนาและประเมินสมรรถนะก่อนเข้าปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ การอนุมัติหลักเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การมีศึกษานิเทศก์ที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา มีความเป็นผู้นำทางวิชาการ และมีสมรรถนะในการนิเทศการศึกษาจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศต่อไป