‘การเมืองอนุรักษ์นิยมทางเพศ’ ทรัมป์เดินหน้า..ไทยไม่จำเป็นต้องตาม

‘การเมืองอนุรักษ์นิยมทางเพศ’ ทรัมป์เดินหน้า..ไทยไม่จำเป็นต้องตาม

‘การเมืองอนุรักษ์นิยมทางเพศ’ ทรัมป์เดินหน้า..ไทยไม่จำเป็นต้องตาม

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่าน หลายประเทศทั่วโลกต่างส่งเสียงยินดีให้กับสังคมที่เปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่ไม่นานมานี้การปรากฏของ นโยบายอนุรักษ์นิยมทางเพศ (Sexual Conservatism) กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับโลกอีกครั้ง เมื่อผู้นำโลกอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งพิเศษ (Executive Order) “กำหนดให้รัฐบาลกลางยอมรับเพียง 2 เพศทางชีววิทยาคือ ชาย และ หญิง” พร้อมกับยกเลิกการใช้ตัวเลือกเพศอื่นๆในเอกสารราชการของรัฐบาลกลางโดยอาศัยเกณฑ์การจำแนกตามเพศกำเนิด

นโยบายนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มสร้าง ปรากฏการณ์โดมิโนที่อาจขยายอิทธิพลไปยังหลายประเทศทั่วโลก และส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ ซึ่งจากประเด็นร้อนที่เกิดขึ้น ผศ.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และสื่อสารองค์กร คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะและสิทธิความหลากหลายทางเพศ ได้มีการวิเคราะห์เชิงลึกถึงอิทธิพลของแนวคิดอนุรักษ์นิยมทางเพศ

ผศ.รณภูมิ กล่าวว่า นโยบายอนุรักษ์นิยมทางเพศของทรัมป์แสดงให้เห็นว่า “เพศ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอัตลักษณ์ส่วนบุคคล แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจทางการเมือง โดยทรัมป์เน้นย้ำการรักษาโครงสร้างสังคมแบบดั้งเดิม และมองว่าความหลากหลายทางเพศเป็นปัจจัยที่ “ไม่เป็นธรรม” ซึ่งหลังจากคำสั่งพิเศษของทรัมป์ ความอคติทางเพศก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาสังคม และหลายประเทศที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมทางศาสนาและวัฒนธรรม อย่างประเทศไทยเองได้รับอิทธิพลเช่นกัน

นโยบายที่เน้นการยอมรับเพียงสองเพศทางชีววิทยาและการยกเลิกการสนับสนุนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ ส่งผลให้หลายประเทศอาจต้องหยุดชะงักในการขับเคลื่อนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศ เช่น ในประเทศไทยที่กำลังผลักดันกฎหมายสำคัญอย่าง กฎหมายคำนำหน้าเพศสภาพ / กฎหมายการปราบปรามการค้าประเวณี / กฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ นอกจากนี้ ด้านเศรษฐกิจและการคลัง ก็ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการที่ USAID ถูกสั่งให้หยุดการใช้เงินสนับสนุนในทันที

ส่งผลให้โครงการต่างๆ ที่เคยได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับวิกฤตทางการเงิน อาทิ องค์กรที่ดูแลและสนับสนุน “บุคคลข้ามเพศ” หรือผู้ที่ทำงานส่งเสริมสิทธิความหลากหลายทางเพศที่ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป ผลกระทบนี้ไม่เพียงแต่สร้างอุปสรรคในการขับเคลื่อนสิทธิทางสังคม แต่ยังอาจทำให้เกิดความเสี่ยงทางสุขภาพในวงกว้าง เช่น การระบาดของโรคบางชนิด ซึ่งก่อนหน้าเคยได้รับการควบคุมผ่านโครงการสุขภาพของภาคประชาสังคม อาจกลับมารุนแรงขึ้นเนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรในการป้องกันและให้การรักษา

“นโยบายเหล่านี้จึงไม่เพียงแต่ปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาสิทธิและเสรีภาพ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงระบบที่ลึกซึ้งต่อโครงสร้างสังคมและสุขภาพของประชากรในระดับโลกมาพร้อมกับกระแสต่อต้านความหลากหลายทางเพศ อาจมีการสร้างบรรยากาศที่เปิดช่องให้เกิดการแสดงออกถึงความเกลียดชัง (Hate Speech) และความรุนแรงทางเพศได้ง่ายขึ้น ซึ่งเกิดความเสี่ยงทางจิตวิทยาสังคมสูง” ผศ.รณภูมิ กล่าว

ผศ.รณภูมิ กล่าวต่อไปว่า ในสังคมไทย แนวคิดอนุรักษ์นิยมทางเพศไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามีแนวคิดอนุรักษ์นิยมฝังรากลึกในทุกเจเนอเรชั่น การที่สหรัฐอเมริกาลงนามในคำสั่งพิเศษฉบับนี้ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขบวนการอนุรักษ์นิยมในประเทศไทย แต่มีอิทธิพลทางอ้อมในแง่ของการสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมทางเพศในไทยรู้สึก “กล้า” ออกมาเคลื่อนไหว แสดงความคิดเห็นอย่างแข็งกร้าวมากขึ้น ด้วยกระแสอนุรักษ์นิยมที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายของทรัมป์

ทั้งนี้ ความเห็นที่แตกต่างไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องไม่ใช่ความคิดเห็นที่ลดทอน ด้อยค่าความเป็นมนุษย์ สร้างความเกลียดชังบนอคติทางเพศ ที่อาจนำให้เกิดความรุนแรง ซึ่งนำไปสู่การละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนได้ ทุกคนจึงควรช่วยกันเป็นพารามิเตอร์ทางสังคมจับตามอง ไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีกฎหมายที่สนับสนุนความเท่าเทียมและป้องกันความรุนแรงทางเพศ ซึ่งช่วยคานอำนาจกับกระแสอนุรักษ์นิยมไม่ให้ขยายไปจนสร้างความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคม นี่จึงเป็นเส้นสมดุลที่ไทยต้องรักษาไว้เพื่อไม่ให้ความแตกต่างทางความคิดเห็นกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคมที่ยากจะควบคุม

นอกจากผลกระทบทางจิตวิทยาสังคมแล้ว การเมืองแบบอนุรักษ์นิยมทางเพศของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบันเทิงที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ ในประเทศไทย ในมิติต่างๆ ซึ่งแม้ว่าไทยจะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว LGBTQ+ ทั่วโลก เนื่องจากความเปิดกว้างทางวัฒนธรรมและการต้อนรับที่เป็นมิตร แต่นโยบายนี้อาจสร้างผลกระทบทางอ้อมได้หนึ่งในนั้นคือการที่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

ซึ่งแม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้การท่องเที่ยวบูม แต่ก็อาจนำพาอคติทางเพศเข้ามาด้วย และนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ เช่น การแสดงออกเชิงลบต่อคู่รักเพศเดียวกัน หรือแม้แต่เหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศ ภาครัฐจึงต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกนโยบายเพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ การอบรมเจ้าหน้าที่ด้านการท่องเที่ยวเพื่อให้ตระหนักถึงสิทธิของทุกกลุ่ม

รวมถึงการสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังควรเน้นการสร้าง “วัฒนธรรมการยอมรับความแตกต่าง” ในหมู่ประชาชนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแค่กระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แต่ยังอาจส่งผลระยะยาวต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรกับ LGBTQ+ อีกด้วย

ผลกระทบเชิงลึกของแนวคิดอนุรักษ์นิยมทางเพศที่กำลังแผ่ขยายในหลายมิติ อาจก่อให้เกิด “ปรากฏการณ์โดมิโน” โดยเฉพาะในแง่ของการจำกัดสิทธิและโอกาสของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงการถดถอยของระบบการสนับสนุนด้านสุขภาพและสิทธิมนุษยชน หนึ่งในโอกาสที่อาจถูกปิดกั้นอย่างรุนแรงคือ ระบบการให้บริการของภาคประชาสังคมในด้านสุขภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการสนับสนุนจากทางสหรัฐอเมริกา เช่น การป้องกัน HIV การให้คำปรึกษาในการข้ามเพศ และการเข้าถึงฮอร์โมนสำหรับการข้ามเพศ

“การให้บริการด้านสุขภาพขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาระของภาครัฐเรื่องการให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน หากเกิดการระงับหรือลดการสนับสนุนจะส่งผลให้โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขต้องเผชิญกับภาระที่ล้นเกิน ในขณะที่บุคคลที่ต้องการบริการเฉพาะทางอาจหันไปหาทางเลือกอื่นที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงหรือถูกล่อลวงด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง นำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพที่รุนแรงขึ้น” ผศ.รณภูมิ ระบุ

ทั้งนี้ ผศ.รณภูมิ เน้นย้ำว่า ประเทศไทยควรยึดจุดยืนและเป้าหมายในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน และการสร้างความสมศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์ จุดยืนควรตั้งอยู่บนหลักการแห่งความยุติธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เพียงการตามกระแสโลกอย่างไร้ทิศทาง ในขณะเดียวกันภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการให้บริการและช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพจิตสังคม หรือการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงการออกมาตรการที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างจริงจัง

“แม้ว่า นโยบายอนุรักษ์นิยมทางเพศของทรัมป์ จะสร้างแรงกระเพื่อมในระดับโลก แต่สังคมไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางเดียวกัน การยึดถือในคุณค่าแห่งความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะเป็นหลักชัยสำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับทุกคน เพราะในโลกที่ความหลากหลายคือพลัง สังคมที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง คือสังคมที่แข็งแกร่งที่สุด” ผศ.รณภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

จุฬาฯ เปิดตัว‘วีลแชร์เดินได้’ หุ่นยนต์สวมใส่บนร่างกายมนุษย์

จุฬาฯ เปิดตัว‘วีลแชร์เดินได้’  หุ่นยนต์สวมใส่บนร่างกายมนุษย์

จุฬาฯ เปิดตัว‘วีลแชร์เดินได้’ หุ่นยนต์สวมใส่บนร่างกายมนุษย์

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ผมอยากประดิษฐ์วีลแชร์ที่เดินได้ วีลแชร์ปกติเคลื่อนที่ได้ตามทางปกติเท่านั้น แต่ขึ้นรถเมล์ไม่ได้ ขึ้นลงบันไดไม่ได้ ผมเลยมองว่าถ้าวีลแชร์สามารถพับขึ้นมาแล้วช่วยให้ผู้นั่ง ลุกขึ้นมาเดินได้ ก็จะทำให้ผู้ที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวเดินได้สะดวกขึ้น”

รศ.ดร.รณพีร์ ชัยเชาวรัตน์ อาจารย์จากสำนักบริหารหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวคิดในการประดิษฐ์นวัตกรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นหุ่นยนต์ Wheelchair Exoskeleton ตัวแรกของโลกที่สร้างโดยฝีมือคนไทย โดยหุ่นยนต์ตัวนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักการวิจัยแห่งชาติในปี พ.ศ. 2564 – 2565 และล่าสุด ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในโครงการรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2567 จัดโดยมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์

หุ่นยนต์ Wheelchair Exoskeleton คืออะไร? : รศ.ดร.รณพีร์ กล่าวว่า Wheelchair Exoskeleton เป็นหุ่นยนต์สวมใส่บนร่างกายเพื่อช่วยการเคลื่อนไหวของมนุษย์ มีลักษณะเป็นได้ทั้งวีลแชร์และแปลงเป็นหุ่นยนต์ โดยชื่อ Exoskeleton มาจาก 2 คำ คือ Exo แปลว่าข้างนอก และ Skeleton แปลว่าโครงกระดูก เมื่อรวม 2 คำนี้ด้วยกัน แปลได้ตรงตัวว่า “โครงกระดูกภายนอก” จะว่าไปแล้วไอเดียก็คล้ายกับไอรอนแมน ที่เมื่อสวมใส่แล้วจะช่วยให้ผู้สวมใส่มีพละกำลังมากกว่าเดิม ในทางเทคนิคคือการใช้เครื่องจักรกลประกอบหุ่นยนต์ให้ผู้สวมใส่สามารถออกแรงได้มากขึ้น

จาก concept design ดังกล่าว รศ.ดร.รณพีร์ ออกแบบชิ้นส่วนทุกชิ้นของหุ่นยนต์อย่างละเอียด โดยใช้โปรแกรมสามมิติจากคอมพิวเตอร์ และหาซื้อวัสดุเอง ซึ่งอาจารย์รณพีร์เลือกใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ที่มีน้ำหนักเบาและผลิตโดยเครื่องพิมพ์สามมิติบางชิ้นส่วนตัดโดยเครื่องกลึง CNC (ComputerNumerical Control) เมื่อผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ของหุ่นยนต์ครบแล้ว ก็นำมาประกอบเป็นตัวหุ่น ต่อไปก็เป็นเรื่องของการควบคุมการเคลื่อนไหว ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ล้อ ซึ่งได้กลุ่มนิสิตมาเขียนโปรแกรมล้อหน้าให้สามารถวิ่งตรงและเลี้ยวโค้งได้ ส่วนที่สองเป็นมอเตอร์ควบคุมข้อต่อสะโพกกับหัวเข่า ที่อาจารย์รณพีร์เขียนโปรแกรมควบคุมเอง

“หุ่นยนต์มีลักษณะเป็นหุ่นยนต์ไฮบริดแบบใหม่ ผสมผสานรถเข็นและ Exoskeleton เข้าด้วยกัน ขาช่วงล่าง สามารถเปลี่ยนโหมดการใช้งานได้ระหว่างนั่งและเดิน โดยใช้มอเตอร์ช่วยในการเคลื่อนไหวของข้อต่อสะโพกและหัวเข่า ส่วนข้อต่อข้อเท้าเป็นข้อต่ออิสระ ไม่มีการขับเคลื่อน ล้อซ้ายและขวาสามารถเก็บเข้าไปในส่วนขาส่วนล่าง เพื่อเปลี่ยนเป็นท่าเดินหรือข้ามสิ่งกีดขวาง” รศ.ดร.รณพีร์ อธิบายการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์

ผสานกลไกเข้ากับกายวิภาคมนุษย์ :กว่าจะเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบ Wheelchair Exoskeleton รศ.ดร.รณพีร์ผสานความรู้ทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์การประดิษฐ์หุ่นยนต์และสรีรศาสตร์ของมนุษย์เข้าด้วยกัน โดยการออกแบบหุ่นยนต์ประเภท Exoskeleton ความท้าทายสำคัญคือ “ต้องคำนึงถึงอวัยวะของผู้สวมใส่และหุ่นให้ไปด้วยกันได้” สวมแล้วไม่ยืดหรือไม่หด ไม่ระคายผิวหนัง ทุกครั้งที่เหวี่ยงขาจริง Exoskeleton ก็ต้องเหวี่ยงไปด้วย เวลางอหัวเข่า หัวเข่าของหุ่นยนต์ก็ต้องงอไปพร้อมกัน

“เราใช้หลักการ Kinematics Compatibility หรือความเข้ากันได้เชิงจลศาสตร์ในการออกแบบหุ่นสวมใส่บนร่างกาย กระดูกคนเป็นกระดูกถ้วยกับกระดูกก้อนที่มาสไลด์กัน แต่กลไกมอเตอร์ หมุนรอบแกนหมุนแกนเดียว เมื่อเอามอเตอร์มาติด จะไม่สอดคล้องกับสรีระคนโดยตรง เราจึงออกแบบข้อต่อหัวเข่าให้เป็น Linkageเพื่อให้เส้นทางการเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางการหมุน สามารถเลียนแบบกระดูกจริงข้อต่อที่มีการงอขาเยอะๆ ก็ใช้ Four-barLinkage เพื่อให้จุดหมุนเปลี่ยนไปตามข้อต่อได้” รศ.ดร.รณพีร์ ระบุ

นอกจากนี้ รศ.ดร.รณพีร์ ยังใช้ความรู้เรื่อง Biomechanic หรือชีวกลศาสตร์ ซึ่งสามารถคำนวณแรงบิดที่เกิดขึ้นจากรอบข้อเท้าหัวเข่า และสะโพกได้ เพื่อนำข้อมูลไปสร้างหุ่นยนต์ที่เหมาะสมกับสรีระของคน แต่ในแง่ความสวยงามคงต้องการความรู้ฝั่งสถาปัตยกรรมศาสตร์มาช่วยออกแบบหุ่นยนต์ และเมื่อจะนำหุ่นยนต์ไปใช้งานจริง ฝ่ายสหเวชศาสตร์คงต้องเข้ามาช่วยแนะนำผู้สูงอายุและผู้ป่วยต่อไป

ขณะนี้ รศ.ดร.รณพีร์ กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ Wheelchair Exoskeleton ต้นแบบตัวที่สอง โดยแก้ไขเรื่องการนั่ง การลุกให้มั่นคงและเดินได้สะดวกกว่าเดิม และกำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญา ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการทดสอบการใช้งานจริงกับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ!!!

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความเห็น ครป. กรณีคดีฮั้วเลือก สว. และการประชุมคดีพิเศษ 6 มีนาคม

ความเห็น ครป. กรณีคดีฮั้วเลือก สว.  และการประชุมคดีพิเศษ 6 มีนาคม

ความเห็น ครป. กรณีคดีฮั้วเลือก สว. และการประชุมคดีพิเศษ 6 มีนาคม

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรณีการฮั้วเลือก สว. มีการร้องเรียนมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และมีข้อเท็จจริงจำนวนมากเป็นที่ประจักษ์ ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นมโหฬาร มีขบวนการแทรกแซงระบบเลือกตั้งโดยทุจริตเพื่อทำลายระบบนิติรัฐ ใช้อำนาจเงินและอำนาจรัฐเข้ากำกับควบคุมการเลือกตั้ง โดยที่ กกต.ไม่ดำเนินการตามที่มีการร้องเรียนอย่างกว้างขวางดังนั้น วันนี้ DSI ซึ่งได้รับการร้องเรียนด้วยจะเข้ามารับดูแลคดีในส่วนความผิดทางอาญาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เพราะเรื่องแปลกประหลาดคือ กกต.ไม่ทำหน้าที่ และไม่เร่งดำเนินการสอบสวนเอาผิด แต่เมื่อมีผู้สมัคร สว.ไปร้อง DSI กลับมีกระบวนการสอบสวนที่ก้าวหน้าเห็นผลมากกว่า

ตามที่ กกต.มีหนังสือสอบถาม DSI ไปเมื่อวันที่22 มกราคม ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคำร้องแต่ละคำร้องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ดำเนินการ รวมทั้งขอทราบว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการอยู่ในขั้นตอนใดแล้ว DSI ตอบมาชัดในจดหมายเมื่อวันที่3 กุมภาพันธ์ ว่าพบพยานหลักฐานปรากฏข้อเท็จจริง พบขบวนการจัดตั้งเครือข่าย เพื่อกระทำความผิดและฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีการวางแผนสลับซับซ้อนและมีรายละเอียดค่าตอบแทนตั้งแต่ระดับอำเภอถึงในระดับประเทศ มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดกว่า1,200 คน

ผมสนับสนุนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษในวันที่ 6 มีนาคมนี้ ในส่วนของคดีอาญา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มีความผิดร้ายแรง แต่ผู้ร่วมกระบวนการไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำลายระบบนิติรัฐ สร้างขบวนการยึดครองสภาสูงโดยมิชอบ และเป็นเหตุให้มีคำถามว่า สว.มีไว้ทำไม และเหตุที่ DSI ต้องรับเพราะ กกต.ไม่ทำหน้าที่ และถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ไม่ดำเนินการตามอำนาจและกฎหมายที่มีแม้มีการร้องเรียนจำนวนมาก ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการร้องความผิด กกต.ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะหลักฐานที่มีการร้อง กกต. ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีการเลือกตั้ง ค่อนข้างแน่นหนา

ผมยังแปลกใจว่า ทำไมผู้กระทำผิดในขบวนการนี้ถึงกล้าจัดให้เข้าพักโรงแรมเดียวกันอย่างผิดปกติ มีการจองมาล่วงหน้าทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน มีผู้รับจัดการจองที่พักและการเดินทาง มีการใช้โทรศัพท์เป็นกลุ่มก้อนเชื่อมโยงกัน ทำไมไม่ใช้สถานที่ส่วนตัว และปกปิดความผิดกันหน่อย เรื่องนี้จึงมีการกระทำความผิดที่โจ่งแจ้งมากๆ เหมือนมั่นใจว่ามีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง

ผมได้เข้าไปในกระบวนการเลือก สว. และสังเกตการเลือกตั้งที่ จ.ยโสธร ก็ยังพบข้อมูลการทุจริตจริงและยังได้คุยกับผู้เกี่ยวข้องหรือพยานบางคนด้วย พบว่าทุกที มีการจ้างคนลงสมัคร สว. หลายอำเภอเหมือนๆ กัน ทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่อยากเป็น และคุณสมบัติก็ไม่ได้ หรือไม่ตรงปกแต่ลงเพื่อไปเลือกตามโผหรือตามเบอร์ที่ได้รับจ้างมา บางคนยังอยากกลับบ้านก่อนเวลา เงื่อนไขการรับสมัครอาชีพนั้นทำโดยระเบียบกกต.ที่หละหลวม ไม่มีการตรวจสอบ มีการเกณฑ์คนมาสมัครทุกกลุ่ม มีการขนคน มีคนเห็นกันทั้งประเทศ แต่ กกต.ไม่เห็น

เรื่องนี้ กกต. มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบการกระทำผิดทุจริตการเลือกตั้งตามกฎหมาย แต่ควรให้ DSI สอบสวนดำเนินคดีความผิดอาญา สว.ควรเป็นอิสระทางการเมือง ไม่ใช่เป็น สว.สังกัดพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มใดที่จัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมสภานิติบัญญัติ เพราะจนถึงวันนี้ กกต.มีเจตนาในการประวิงเวลาตอบกลับ DSI ว่าประสงค์จะรับดำเนินการสอบสวนคดีอาญาใดบ้างเอง หรือมอบให้ DSI เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนในคดีอาญาใด

เรื่องนี้ กกต.มีพิรุธ และให้ระวังจะตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะสังคมเริ่มกังวลว่าการเลื่อนไป 6 มีนาคมเพื่อให้กลุ่มการเมืองต่อรองกันก่อนหรือไม่ แต่ผมเห็นว่าDSI และ กกต.ต้องร่วมมือกันทำตามกฎหมายและผลประโยชน์เพื่อส่วนร่วมตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ และอย่าได้กังวลกรณีวิปวุฒิสภามีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดกับรัฐมนตรี อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการคดีพิเศษ

เพราะกระบวนการนี้คือกระบวนการสอบสวนเท่านั้น ศาลยังไม่ได้ตัดสิน ให้ถือเสียว่าจำเลยมักร้อนตัวและถ้า กกต. DSI ไม่ปฏิบัติหน้าที่อาจโดน ม.157 เสียเอง ส่วนทางแก้ปัญหาในอนาคตควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อกำหนดสัดส่วนที่มาให้ชัดเจนกว่านี้ เพราะการแบ่งกลุ่ม ไม่ได้สะท้อนสัดส่วนประชากรในประเทศและความสำคัญของกลุ่มอาชีพอย่างแท้จริง

หรือยุบ สว. มรดกรัฐประหาร 2490 ให้เหลือเพียงสภาผู้แทนราษฎรก็พอ!!!

เมธา มาสขาว

รักษาการเลขาธิการ

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

80 ปี‘คุรุสภา’มุ่งยกระดับวิชาชีพสร้างครูคุณภาพ

80 ปี‘คุรุสภา’มุ่งยกระดับวิชาชีพสร้างครูคุณภาพ

80 ปี‘คุรุสภา’มุ่งยกระดับวิชาชีพสร้างครูคุณภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.17 น.

2 มีนาคม 2568 ครบ 80 ปี สถาปนา‘คุรุสภา’เป็นองค์กรสภาวิชาชีพ รมว.ศธ.กำชับรณรงค์ครูและบุคลากรทางการศึกษามีภาพพจน์ดีในสังคม ‘อมลวรรณ’ชี้มีผลงานเด่นเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง

2 มีนาคม 2568 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 80 ปี โดยมี พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธี บวงสรวงองค์พระพฤหัสบดี พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ผู้ก่อตั้งคุรุสภา และมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 30 คน รางวัล“คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 รางวัล และรางวัลผู้บริหารภารกิจ ส่วนภูมิภาคดีเด่น จำนวน 12 รางวัล เพื่อเป็นการยกย่องแก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน รวมทั้งเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน โดยมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.ร่วมงาน ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า จากการที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้การดำเนินการตามบทบาท ภารกิจที่สำคัญต่อวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูง และการร่วมใจกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือดำเนินงาน โดยเฉพาะในเรื่องการกำกับดูแลการประพฤติและการปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ การพัฒนาและยกย่องผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ถือว่าดำเนินการได้ดี สามารถสะท้อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ผู้เรียนมีคุณภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม เก่งในด้านทักษะการใช้ชีวิต “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” คิดแบบมีเหตุผล และทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อการศึกษาของเรา ก็จะดีขึ้นและมาตรฐานการศึกษาของเราจะก้าวไปด้วยกัน รมว.ศธ.ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา ขอให้มีการทำงานเชิงรุกในการรณรงค์ ปลูกฝัง ย้ำเตือนครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องมีความประพฤติดี กิริยา วาจาสุภาพ สร้างชื่อเสียง สร้างความศรัทธาแก่นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง มีภาพพจน์ที่ดีปรากฏสู่สังคม

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งคุรุสภา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2488 ถึงปัจจุบัน การดำเนินงานของคุรุสภาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่เป็นองค์กรสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กำหนดมาตรฐานและควบคุมวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างครูที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาของชาติไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น โดยได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาและสังคมไทยมีการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู การพัฒนาแนวทางการประเมินคุณภาพครู ไปจนถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับครู ปรับตัวเป็นองค์กร องค์ความรู้ที่ทันสมัย มีความรวดเร็วในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาครูมากขึ้นในทุกด้าน

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวด้วยว่า  สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 81 ของคุรุสภาและวิชาชีพครู จะมุ่งเน้นการสร้างครูที่เป็นผู้นำทางการศึกษามีความสามารถทางวิชาการและจริยธรรมสูง พร้อมทั้งสามารถปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของโลกการศึกษายุคใหม่ เพื่อช่วยกันสร้างคนไทยที่มีศักยภาพสอดคล้องกับนโยบาย เรียนดี  มีความสุข และทำให้เด็กไทย คนไทย ฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการดำเนินงาน และยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วน ในการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทุกท่าน อันจะส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน สังคม และประเทศชาติ พร้อมกันนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จะยืนหยัดสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งคุรุสภาให้เป็นสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ดำเนินการด้านการพัฒนามาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อยกระดับวิชาชีพให้สืบเนื่องต่อไป

อัญเชิญขบวน‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ ประดิษฐาน‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’พลับพลาไชย

อัญเชิญขบวน‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ ประดิษฐาน‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’พลับพลาไชย

อัญเชิญขบวน‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ ประดิษฐาน‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’พลับพลาไชย

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

อัญเชิญขบวน‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ ประดิษฐาน‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’พลับพลาไชย

วานนี้ (วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม และนายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ พร้อมด้วย ผู้ช่วยกรรมการ และคณะผู้บริหาร จัดพิธีต้อนรับและอัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว องค์ฮกเต็กแป๊ะกง องค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์) และองค์หลวงปู่ไต้ฮง จาก มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ เข้าประดิษฐาน ณ บริเวณลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ โดยมี นายอรุณชัย ศิริมหาชัย ประธานมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ พร้อมด้วย คณะกรรมการ เป็นผู้นำคณะและอัญเชิญมายังมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย พร้อมด้วยสาธุชนร่วมพิธีรับคณะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกันอย่างเนืองแน่น

ทั้งนี้ ระหว่างวันนี้ – 3 มีนาคม 2568  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ขอเชิญศิษยานุศิษย์ และสาธุชนที่เลื่อมใส ร่วมสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ องค์ฮกเต็กแป๊ะกง และองค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์)  ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ  โดยในวันเสาร์ที่ 1 มีนาคม – วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2568  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 18.30 น. จะมีพิธีส่งเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกลับหาดใหญ่

ม่วนชื่น! เปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน อมยิ้มกับนร.อนุบาลปั้นดินให้เป็นเตา

ม่วนชื่น! เปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน อมยิ้มกับนร.อนุบาลปั้นดินให้เป็นเตา

ม่วนชื่น! เปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน อมยิ้มกับนร.อนุบาลปั้นดินให้เป็นเตา

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.48 น.

ม่วนชื่น! โรงเรียนสุนทรวัฒนา ‘เปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน’ (Open House) อมยิ้มกับนักเรียนอนุบาลสาธิตปั้นดินให้เป็นเตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประสิทธิ์ ปักเขตานัง ผู้อำนวยการโรงเรียนสุนทรวัฒนา พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารฯ คณะผู้ปกครอง และแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยานการจัดงานเปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน (Open House) โรงเรียนสุนทรวัฒนา ประจำปีการศึกษา 2568  ณ ลานกิจกรรมเอกประสงค์โรงเรียนสุนทรวัฒนา โดยมีนายธีระพงษ์ ชัยชนะกลาง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต. 1 เป็นประธาน

วัตถุประสงค์ของการจัดงานคือ เพื่อเผยแพร่ผลงานและนวัตกรรมครู ในการจัดการเรียนการสอนของครู 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ เพื่อให้นักเรียนได้แสดงความสามารถด้านวิชาการ การจัดกิจกรรม ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และบูรณาการค่ายวิชาการ เพื่อแสดงของนักเรียน ที่เกิดจากการได้เรียนรู้มาเป็นผลผลิตและนวัตกรรมของนักเรียนอย่างมีคณภาพ  เพื่อให้ผู้ปกครองและชุมชนทราบถึงการพัฒนาการเรียนการสอนและ ศักยภาพของครู/นักเรียน  และเพื่อให้นักเรียนจำนวน 1,165 คน ได้เรียนรู้ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน และ พัฒนาตนเองจากการร่วมงานโดยเปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน (Open House) โรงเรียนสุนทรวัฒนา ประจำปีการศึกษา 2568 ในครั้งนี้

การจัดงานนี้ ได้รับความร่วมมือจากคณะครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสุนทรวัฒนา ก่อนที่ประธานในงานจะมอบเกียรติบัตรให้กับผู้บริหาร คณะครู นักเรียน ที่มีผลงานดีเด่น และเยี่ยมชมบูธและ นิทรรศการภายในงาน อย่างเช่นกลุ่มปฐมวัยที่พรีเซนต์และสาธิตตั้งแต่วัสถุดิบข้างต้นจนถึงกระบวนการสุดท้ายได้อย่างคล่องแคล่ว และน่ารักสร้างสีสันให้งานได้อย่างคึกคัก /// – 026

รร.ท.ศ.-อุปถัมภ์วิทยาพนม MOUกับ‘เอ็มม่า อลิส’จัดห้องเรียน‘นวัตกรรมในศตวรรษใหม่’

รร.ท.ศ.-อุปถัมภ์วิทยาพนม MOUกับ‘เอ็มม่า อลิส’จัดห้องเรียน‘นวัตกรรมในศตวรรษใหม่’

รร.ท.ศ.-อุปถัมภ์วิทยาพนม MOUกับ‘เอ็มม่า อลิส’จัดห้องเรียน‘นวัตกรรมในศตวรรษใหม่’

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.17 น.

พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ MOUโครงการห้องเรียนนวัตกรรมในศตวรรษใหม่ ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส กับ โรงเรียนเทพมิตรศึกษา และ โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ศูนย์งานอภิบาล บ้านชุมพาบาล ศูนย์การศึกษาสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี (ศสร.) จัดให้มีพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ และสัญญาว่าจ้าง โครงการห้องเรียนนวัตกรรมในศตวรรษใหม่ หลักสูตรนวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส โดย นายเอกสิทธิ์  เกิดกฤษฏานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ กับโรงเรียนเทพมิตรศึกษา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดย นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียน และโรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี โดยบาทหลวงทรงราชย์ ศรีระหงษ์ ผู้อำนวยการ เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2568 ที่ผ่านมา

นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา เปิดเผยว่า โรงเรียนเทพมิตรศึกษา เป็นโรงเรียนเอกชนของมูลนิธิคาทอลิก เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สอนตั้งแต่ระดับชั้นก่อนวัยเรียนถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีอาคารเรียน 6 หลัง พื้นที่จำนวน 19 ไร่ 1 งาน 21.1 ตารางวา การเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการพัฒนาให้ก้าวทันกับยุคสมัย ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวล้ำทันสมัยไปอย่างรวดเร็วมาก เด็กๆในยุคนี้ในทุกวันนี้ ถ้าเขาไม่มีความรู้ จะใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาอย่างไร จะเป็นการเสียโอกาสเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องมีการเรียนรู้เทคโนโลยี เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้ากับโลกในยุคดิจิตอล หลักสูตรนวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  ทางโรงเรียนจึงได้เริ่มเปิดหลักสูตรนวัตกรรม และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ให้นักเรียนได้เรียนรู้ในปีการศึกษานี้ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้มีประสบการณ์ด้านการเรียนการสอนมืออาชีพอย่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส โดยคุณเอกสิทธิ์  เกิดกฤษฎานนท์  ประธานกรรมการผู้จัดการ จะได้นำนวัตกรผู้เชี่ยวชาญมาจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนวัตกรรมและ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับนักเรียน

ทางด้าน บาทหลวงทรงราชย์  ศรีระหงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม เปิดเผยว่า โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม ตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นโรงเรียนที่ก่อตั้งโดยคุณพ่อเดลฟีโน เกรสปี ผู้ก่อตั้ง วัดแม่พระอุปถัมภ์ พนม ในคริสจักร นิกายโรมันคาทอลิก เมื่อปี พ.ศ. 2510 เปิดสอนอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนต้น ทางโรงเรียนก็เห็นพ้องต้องกันกับทางโรงเรียนเทพมิตรศึกษา ในการที่จะพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันกับยุคสมัย เด็กๆก็มีการเรียนรู้ในโลกกว้างมากขึ้น ภาษาของเรานอกจากภาษาคนแล้ว ภาษาสื่อสาร ภาษาคอมพิวเตอร์ ก็เป็นเรื่องสำคัญ หลักสูตรนวัตกรรม สามารถต่อยอดนำไปใช้สำหรับการประกอบอาชีพในอนาคตได้ หรือต่อยอดการเรียนในชั้นระดับอุดมศึกษาได้  ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มม่า อลิส จึงตอบโจทย์ในการที่จะสร้างนวัตกรได้ในอนาคตข้างหน้า

นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ หจก.เอ็มม่า อลิส  กล่าวว่า ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันความสำเร็จให้นักเรียนของเราให้พัฒนาขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พร้อมที่จะนำความรู้หรือทักษะ ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี ไปบูรณาการร่วมกับความรู้ในสาขาที่นักเรียนต้องการศึกษาต่อในระดับสูงได้และสุดท้ายได้สร้างอัตลักษณ์แก่โรงเรียนเทพมิตรศึกษา และ โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม  ให้สังคมได้รับรู้ว่านักเรียนทุกคนของเราเมื่อจบการศึกษาออกมามี ‘ความเก่งวิชาการ เชี่ยวชาญนวัตกรรม สามารถสร้างสรรค์อนาคตได้’ /// – 026

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษาประเทศ

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษาประเทศ

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษาประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.17 น.

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์สำคัญเพื่อปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า การปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษานิเทศก์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หลักเกณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติในวันนี้ จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงจากภายนอกระบบราชการได้เข้ามาร่วมพัฒนาการศึกษาของประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างกลไกที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“เราจำเป็นต้องมีศึกษานิเทศก์ที่มีคุณภาพและเพียงพอในระบบการศึกษา เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา การปฏิรูปครั้งนี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาไทยตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปถึงห้องเรียน ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.ค.ศ.เปิดเผยว่า “หลักเกณฑ์ใหม่นี้ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด ส่วนการเปิดช่องทางให้ผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาโท หรือปริญญาเอก ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สามารถเข้าสู่ตำแหน่งได้นั้น จะทำให้เรามีนักศึกษานิเทศก์ที่มีความหลากหลายทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับการนิเทศการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

โดยสาระสำคัญจาก 5 หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับศึกษานิเทศก์ที่ ก.ค.ศ.ได้ให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ ได้แก่ 1.การเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่มีวุฒิปริญญาโทหรือเอกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สามารถเข้าสู่ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ได้ 2.กระบวนการคัดเลือกที่ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยเน้นความรู้ด้านวิจัยทางการศึกษา ภาวะผู้นำ ทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล ภาษาอังกฤษ และสมรรถนะในการปฏิบัติงาน 3.การปรับปรุงวิธีการคัดเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับมาตรฐานตำแหน่งศึกษานิเทศก์ใหม่ 4.การกำหนดอัตราเงินเดือนที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ 5.ระบบพัฒนาก่อนแต่งตั้ง ศึกษานิเทศก์ต้องผ่านการพัฒนาและประเมินสมรรถนะก่อนเข้าปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ การอนุมัติหลักเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การมีศึกษานิเทศก์ที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา มีความเป็นผู้นำทางวิชาการ และมีสมรรถนะในการนิเทศการศึกษา จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศต่อไป

– 006

โชว์นวัตกรรม ‘วัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้ง’ สำหรับอาคารสำเร็จ

โชว์นวัตกรรม ‘วัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้ง’ สำหรับอาคารสำเร็จ

โชว์นวัตกรรม ‘วัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้ง’ สำหรับอาคารสำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.28 น.

มทร.ธัญบุรี โชว์นวัตกรรมวัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร สำหรับอาคารสำเร็จรูปส่งตรงจากหน่วยวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันนี้ (27 ก.พ. 68) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โชว์“นวัตกรรมวัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร สำหรับอาคารสำเร็จรูป” ผลงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประชุม คำพุฒ นักวิจัยและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ คว้ารางวัล WIIPA Special Award จาก World Invention Intellectual Property  Associations (WIIPA) และรางวัล Gold Medal จาก Association of Polish Inventors and Rationalizers การประกวดในงาน “The 18th International Warsaw Invention Show (IWIS 2024)” ผลงานเรื่อง “BioWood: Innovative Use of Biomass for High-Performance Artificial Construction Materials (ไม้ชีวภาพ: นวัตกรรมการใช้ชีวมวลเพื่อวัสดุไม้เทียมประสิทธิภาพสูงสำหรับงานก่อสร้าง)” จัดโดย Association of Polish Inventors and Rationalizers ณ Warsaw University of Technology กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์

ผศ.ดร.ประชุม เผยว่า จากปัญหาค่าฝุ่น P.M.2.5 จากการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข บวกกับภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างต้องการลดการใช้ปูนซีเมนต์ เนื่องจากคอนกรีตมีค่าการปลดปล่อยคาร์บอนที่สูง และต้องการกลับมาพัฒนาการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นไม้ธรรมชาติ การนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาผลิตเป็นวัสดุทดแทนไม้ในทุกชิ้นส่วนของอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย แผ่นไม้ โครงเคร่าไม้ อิฐไม้ และผนังแบบแซนด์วิช ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่ได้มีภายในประเทศ สามารถตอบโจทย์สถานการณ์การของโลกในปัจจุบัน และเป็นที่ต้องการของตลาดสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลการตลาดของวัสดุทดแทนไม้พบว่า ประเทศไทยเป็นตลาดของวัสดุทดแทนไม้ที่สำคัญของอาเซียน โดยผลิตวัสดุทดแทนไม้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมากที่สุดแล้วยังมีการส่งออกไปยังต่างประเทศมากถึงร้อยละ 50 ของกำลังการผลิต หรือประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

โดยกระบวนการผลิต นวัตกรรมวัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร เป็นการพัฒนาระดับเทคโนโลยีของเครื่องจักรให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในระดับ SME สำหรับรองรับการผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยเครื่องจักรใหม่ที่ผลิตขึ้น สามารถผลิตชิ้นงาน แผ่นไม้อัดและผนังแซนด์วิช ได้ขนาดมากกว่า 50 x 30 ตร.ซม. ส่วนไม้โครงเคร่ามีขนาดยาวมากกว่า 1.00 – 3.00  ม. ซึ่งเป็นขนาดที่มีการผลิตและจำหน่ายเทียบเท่ากับไม้จริงในท้องตลาด โดยเครื่องจักรใหม่มีความสูงการฟอร์มรูปชิ้นงานก่อนเข้าเครื่องถึง 50 ซม. มีการอัดแบบอัตโนมัติ ใช้ไฮดรอลิกขนาด 100 ตัน แรงดัน 20 บาร์ อุณหภูมิเครื่องสามารถตั้งได้สูงถึง 250 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการผลิตชิ้นงานประมาณ 7 – 30 นาที ขึ้นอยู่กับความหนาชิ้นงานและชนิดของชีวมวลที่นำมาใช้งาน การอัดแผ่นวัสดุชีวภาพใช้ของเหลือจากภาคเกษตร อาทิ มาบดย่อยลดขนาดให้พอเหมาะแล้วนำมาผสมกับสารเชื่อมประสานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขึ้นรูปด้วยความร้อน ได้เป็นแผ่นอัดที่ทดแทนไม้จริง ได้มาตรฐานการก่อสร้าง สำหรับนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แผ่นไม้อัดขนาด 30 x 30 ตร.ซม. สำหรับแปรรูปเป็นปาร์เกต์ แผ่นไม้อัดขนาด 50 x 30 ตร.ซม. สำหรับแปรรูปเป็นฝ้าเพดาน ไม้โครงเคร่าขนาด 1.1/2×3 นิ้ว  ยาว 1.00 – 3.00 ม. อิฐไม้เทียมขนาด 3 x 6 x 14 ลบ.ซม. และผนังแซนด์วิชขนาด 40 x 20 ตร.ซม.

ผลิตภัณฑ์วัสดุทดแทนไม้ที่เป็นวัสดุชีวภาพในลักษณะของชิ้นส่วนไม้เทียมที่ทำมาจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร คือ แผ่นไม้ โครงเคร่าไม้ อิฐไม้ และผนังแบบแซนด์วิช สามารถใช้ทำเป็นชิ้นส่วนประกอบในการก่อสร้างอาคารไม้สำเร็จรูป (น็อคดาวน์) สำหรับธุรกิจก่อสร้างและตกแต่ง ที่ประหยัดพลังงาน กันเสียง ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม /// – 026 

สทน.-GIT ร่วมมือวิจัยพัฒนา ยกระดับอุตฯอัญมณีและเครื่องประดับ

สทน.-GIT ร่วมมือวิจัยพัฒนา ยกระดับอุตฯอัญมณีและเครื่องประดับ

สทน.-GIT ร่วมมือวิจัยพัฒนา ยกระดับอุตฯอัญมณีและเครื่องประดับ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สวอ. เพื่อส่งเสริมแลกเปลี่ยนความร่วมมือ ด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์สู่การประยุกต์ใช้ประโยชน์จากนิวเคลียร์และรังสี เพื่อการพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ การวิจัย การวิเคราะห์ การส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพ และการบริการวิชาการด้านอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่าโดยมุ่งเน้นให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและการวิจัยเชิงอุตสาหกรรมและเชิงสังคมของประเทศ  ผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) งานจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมส่งออกที่ทำรายได้สูงสุดให้กับประเทศไทยมานานหลายทศวรรษ ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเกือบ 30,000ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทานถึง 800,000 คนด้วยภูมิปัญญาการปรับปรุงคุณภาพพลอยสีให้มีความสวยงามเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและนำไปสู่การยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สทน. และ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ จึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือเรื่อง “การดำเนินงานด้านการวิจัย การพัฒนา การวิเคราะห์ การส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพ และการบริการวิชาการ ด้านอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า” เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ และการวิจัยเชิงอุตสาหกรรมและเชิงสังคมของประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ และตอบรับแนวทางในการพัฒนาประเทศด้านอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า

สำหรับขอบเขตความร่วมมือ สทน. และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ จะร่วมกันดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการปรับปรุงคุณภาพอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ ทรัพยากรบุคคล ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ สำหรับการวิจัย การวิเคราะห์ การตรวจสอบ และการทดสอบอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือทางเทคนิคและวิศวกรรม รวมไปถึงการฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา ประชาชนผู้สนใจ และพัฒนาศูนย์เรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการต่อยอดในเชิงพาณิชย์ และนำไปสู่การพัฒนาประเทศ

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สวอ. กล่าวว่า ในฐานะที่ สวอ. เป็นหน่วยงานหลักที่มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจ อัญมณีและเครื่องประดับไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก  การลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดีที่ช่วยตอกย้ำพันธกิจอันแน่วแน่ของสถาบันที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่น ในคุณภาพของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ