‘Camp of Love’ มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีให้น้องใหม่ ‘ไมซ์’ ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพ

‘Camp of Love’ มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี  เปิดเวทีให้น้องใหม่ ‘ไมซ์’ ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพ

‘Camp of Love’ มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีให้น้องใหม่ ‘ไมซ์’ ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ณ ลานกิจกรรมนักศึกษา กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาการตลาด-การจัดการนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) คณะบริหารธุรกิจ จัดกิจกรรม “Camp of Love” มหกรรมดนตรีในสวน สร้างสรรค์งานอีเว้นท์ระดับมืออาชีพ การวางแผนงาน การประชาสัมพันธ์และจัดการสื่อการติดต่อประสานงาน และการลงมือปฏิบัติจริง

ผศ.คำรณ ย่องซื่อ ผู้อำนวยการกองพัฒนานักศึกษา ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มอบนโยบาย Campus Life โดยให้กองพัฒนานักศึกษา จัดกิจกรรมขับเคลื่อน กิจกรรม ดนตรีในสวน จัดกิจกรรมช่วงหน้าหนาวเริ่มจากธันวาคม มกราคม และปิดท้ายประจำปี เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งการจัดงานในเดือนนี้ มาในตรีม “Camp of Love” สำหรับกิจกรรมดนตรีในสวนจะเป็นตัวเชื่อมกิจกรรมของนักศึกษาได้ใช้เวลาหลังเลิกเรียนแลกเปลี่ยนผ่านเสียงเพลง เพื่อความผ่อนคลายตลอดจนความร่วมมือบูรณาการของนักศึกษาของแต่ละคณะในจัดกิจกรรมร่วมกัน โชว์ศักยภาพ ความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคณะ

ทางด้าน ผศ.สลิตตา สาริบุตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด กล่าวเพิ่มเติมว่า “Active Learning” จุดประกายไอเดีย Camp of Love ไม่ใช่แค่จัดงาน แต่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา ที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ทั้งทักษะการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง การทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ยากต่อการคาดเดา รวมถึงการใช้สื่อและเทคโนโลยีต่างๆ ที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ช่วยให้เห็นภาพจริงการทำงาน และมีประสบการณ์ร่วม ดังนั้นเส้นทางในชีวิตของพวกเขาก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะจบการศึกษา

น.ส.อรปรียา สอนสระเกษ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการตลาด-การจัดนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) เล่าว่า ด้วยทางกองพัฒนานักศึกษามีการจัดกิจกรรม Campus Life อาจารย์ทางสาขาอยากให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้บูรณาการสาขาวิชาการตลาด-การจันิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) ได้ลงมือปฏิบัติ ลองทำ ทดสอบฝีมือ นำปัญหาหรือข้อผิดพลาดมาปรับปรุง ซึ่งใช้เวลาในการเตรียมงาน 1 เดือน เริ่มจากการทำแบบสำรวจความต้องการของกิจกรรมว่าต้องการให้ภายในงานบูธ หรือกิจกรรมอะไรบ้างหลังจากที่ทำแบบสำรวจ ออกมาในตรีมงาน “Camp of Love” แคมป์ปิ้งมีกลิ่นอายของวินเทจ บูรณาการวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ ในเรื่องของการจัดนิทรรศการการบริหารคน ที่สำคัญในการจัด Camp of Love ได้เรียนรู้กระบวนการในการจัดอีเว้นท์ 1 งานต้องทำอย่างไร

“Camp of Love” เป็นอีกหนึ่งมหกรรมความสุขมีความสนุกที่หลากหลายในงาน ไม่ว่าจะเป็นดนตรีในสวนสุดชิลการออกร้านอาหารและเครื่องดื่มอร่อยๆ และบูธดูดวงฟรีจาก MUTELU ที่เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใจ สัมผัสบรรยากาศสบายๆ และชมฝีมือน้องใหม่ไมซ์ไฟแรง

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมผลักดันยางแท่ง STR ไทยสู่ตลาดโลก

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมผลักดันยางแท่ง STR ไทยสู่ตลาดโลก

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมผลักดันยางแท่ง STR ไทยสู่ตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยแพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารมว.อว. น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของกระทรวง อว. ภายใต้การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (สงขลา ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง) โดย นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมต้อนรับและนำเสนอผลงาน กรมวิทย์ ที่พร้อมสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.สงขลา

โดย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว.ได้มอบนโยบาย “การขับเคลื่อนงานด้าน อววน. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย” ว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยที่ประกอบไปด้วย สงขลา ชุมพร พัทลุง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านภูมิประเทศเป็นอย่างมาก เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เหมาะแก่การทำการเกษตร ประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว โดยกระทรวง อว. จะนำงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ขณะเดียวกันจะมีการยกระดับทรัพยากรบุคคลให้มีสมรรถนะและมีทักษะแรงงานเพื่ออนาคต ที่สำคัญ กระทรวง อว.จะนำภูมิปัญญาท้องถิ่น มาเสริมสร้างศักยภาพและโอกาส เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและการค้าที่สูงขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่

ด้าน นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้รายงานผลการดำเนินงานในพื้นที่ภาคใต้ ในการส่งเสริมและผลักดันยางแท่ง STR ของประเทศไทย ซึ่งยางแท่ง STR เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก มูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาทต่อปีกรมวิทย์ ได้มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรในห้องปฏิบัติการทดสอบยางแท่งกว่า 200 คนต่อปีพร้อมทั้งสนับสนุนห้องปฏิบัติการทั่วประเทศผ่านโปรแกรมทดสอบความชำนาญ (PT) ครอบคลุม88 แห่ง นอกจากนี้ สนับสนุนการรับรองคุณภาพห้องปฏิบัติการทดสอบยางตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 จำนวน 29 แห่ง ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ และนำเสนอผลงาน เทคโนโลยีเครื่องกรองน้ำกรมวิทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งกรมวิทย์ ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องกรองน้ำในพื้นที่ประสบปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วย จ.ชุมพร จำนวน 3 เครื่อง จ.สงขลา จำนวน 5 เครื่องและ จ.ปัตตานี จำนวน 2 เครื่อง

สำหรับเครื่องกรองน้ำดื่มของกรมวิทย์ได้มีการพัฒนาให้สามารถกรองสนิมเหล็ก ตะกอน กลิ่น คลอรีน หินปูนหรือความกระด้างในน้ำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้โดยผ่านท่อกรองบรรจุสารกรองสนิมเหล็ก ท่อกรองบรรจุถ่านกัมมันต์ ท่อกรองบรรจุเรซิน แล้วผ่านเข้าสู่
ระบบกรองใสและระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวี ผลิตออกมาเป็นน้ำสะอาดและปลอดภัยได้ถึง 500 ลิตรต่อชั่วโมง เป็นเครื่องกรองน้ำคุณภาพดี และมีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัยมีน้ำที่คุณภาพดี เหมาะสำหรับการอุปโภค-บริโภค พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องกรองน้ำดื่มสะอาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนต่อไป

ไทย-จีน ลงนาม MOU ด้านนิวเคลียร์ หนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ไทย-จีน ลงนาม MOU ด้านนิวเคลียร์ หนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ไทย-จีน ลงนาม MOU ด้านนิวเคลียร์ หนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางสันติ ร่วมกับ นายซาน จงเต๋อ (Mr.Shan Zhongde) ประธานองค์การพลังงานปรมาณูแห่งชาติจีน (China Atomic Energy Authority, CAEA) โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เข้าร่วมฯ

MOU ฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการศึกษาและเตรียมความพร้อมของไทยเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors, SMRs) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ตามนโยบายของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และยังเป็นหัวใจสำคัญของการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเปิดประตูสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับสูง การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยทั้งสองประเทศจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนที่นำทางและแผนดำเนินการร่วมกันในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี 2025 และเป็นก้าวสำคัญสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ปลอดภัยและยั่งยืนของทั้งสองประเทศ

ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง ‘เหล้า-บุหรี่-กัญชา’ สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง ‘เหล้า-บุหรี่-กัญชา’  สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง ‘เหล้า-บุหรี่-กัญชา’ สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เริ่มต้น! สสส.ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง สานพลังภาคี ผุดโครงการพัฒนาสื่อสอนเด็ก เรียนรู้ภัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ กัญชา สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขยายผลใน 517 โรงเรียน ช่วยเยาวชนเข้าใจมากขึ้น 90.37% ตระหนักถึงปัญหา 89.63% พร้อมขยายผลพัฒนาชุดสื่อสำหรับเด็กเล็กต่อไป

นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า จากรายงานการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากรไทย ปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบอัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาชนอายุ 15-24 ปี อยู่ที่ 12.7% ลดลงจาก 15.4% ในปี 2560 โดยพบนักสูบหน้าใหม่ที่สูบบุหรี่ไม่เกิน 1 ปี 211,474 คน ในจำนวนนี้ 73.7% เริ่มสูบบุหรี่ช่วงอายุ 15-19 ปี และมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 78,742 คน คิดเป็น 0.14% ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีจำนวน 57 ล้านคน ขณะที่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงปี 2547-2564 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 23.5-29.5% และลดลงเหลือ 20.9% หรือราว 1.9 ล้านคน ในปี 2564 พบการดื่มแล้วขับ 33.06% ทำให้เกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บและเสียชีวิต 25.09%ก่อความรุนแรง 24.7% และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด 17.2%

“จากสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงได้คุกคามสุขภาวะเด็กและเยาวชนไทยอย่างมาก สสส. จึงมุ่งให้ความสำคัญการป้องกันเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ สิ่งเสพติด และอบายมุขอื่นๆ โดยสนับสนุนการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบที่เด็กและเยาวชน สามารถฝึกสติผ่านการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามวัย เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกเด็กตั้งแต่ปฐมวัย ช่วยปกป้องเด็กจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพได้อย่างรอบด้าน” นายพิทยา กล่าว

ดร.อัญญมณี บุญซื่อ หัวหน้าโครงการพัฒนาชุดสื่อกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันจากเหล้า บุหรี่ และกัญชา สำหรับนักเรียนในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า โครงการได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ต.ค.2566 โดยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลามหาวิทยาลัยฟาฏอนี และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ตำรวจตระเวนชายแดน ได้พัฒนาชุดสื่อกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันด้านปัจจัยเสี่ยงจากเหล้า บุหรี่ สำหรับเด็กวัยอนุบาลและนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น ที่สอดคล้องกับบริบทศาสนา วัฒนธรรม สังคมของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนำไปใช้จริงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลการดำเนินงาน พบว่า ครูสามารถนำชุดสื่อไปใช้ได้จริงในสถานศึกษา 89.63% นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง 90.37% มีการตระหนักถึงภัยจากปัจจัยเสี่ยง 89.63%

“นอกจากนี้ ยังได้ผลิตชุดสื่อกิจกรรมการรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงจากกัญชาสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่า ครูสามารถนำไปใช้ได้จริง
ในสถานศึกษา 89.63% นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง 90.37% และมีการตระหนักถึงภัยจากปัจจัยเสี่ยง 89.63% ทั้งนี้ ได้มีการขยายผลในการใช้ชุดสื่อกิจกรรมผ่านเครือข่ายโรงเรียนทุกสังกัด 517 แห่ง จากความสำเร็จส่งผลให้ต่อยอดการทำงานในประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน เนื่องจากสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นเท่าทวีคูณ การสร้างจิตสำนึกตั้งแต่เด็กเล็กจะเป็นภูมิคุ้มกัน ในการสร้างสังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต และเตรียมพัฒนาชุดสื่อบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับเด็กเล็กด้วย” ดร.อัญญมณี กล่าว

‘เพิ่มพูน’ชื่นชมการศึกษาอ่างทองก้าวหน้า เท่าทันเทคโนโลยี

'เพิ่มพูน'ชื่นชมการศึกษาอ่างทองก้าวหน้า เท่าทันเทคโนโลยี

‘เพิ่มพูน’ชื่นชมการศึกษาอ่างทองก้าวหน้า เท่าทันเทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 22.15 น.

“เพิ่มพูน”ชื่นชมการศึกษาอ่างทองก้าวหน้า เท่าทันเทคโนโลยี หนุนประธาน กศจ.จับมือเครือข่าย สร้างคนดี คนเก่ง ช่วยพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาและข้อสั่งการของ รมว.ศธ. ณ ห้องประชุมสังเวียน พัฒนมงคล โรงเรียนสตรีอ่างทอง และออนไลน์ในระบบ Zoom meeting ไปยังโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม และโรงเรียนบ้านน้ำผึ้ง โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ  นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต รมว.ศธ. ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. ผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง เข้าร่วม

รมว.ศธ.กล่าว กล่าวว่า การดำเนินงานของอ่างทอง สอดคล้องตามนโยบายเรียนดี มีความสุข ทั้งในส่วนของลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งขณะนี้ ศธ.ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา จึงขอฝากผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา หากมีความพร้อมด้านครู ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านสถานที่ ก็ขอให้ช่วยกัน แบ่งปันกัน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา เช่น โรงเรียนสตรีอ่างทอง มีครูครบชั้น ครบทุกสาระวิชา อาจจะไปช่วยสอนหรือเชื่อมโยงการสอนออนไลน์ให้กับโรงเรียนเล็กๆ ที่ขาดแคลนครู ตามนโยบาย Anywhere Anytime ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเติมเต็มตรงนี้ เริ่มต้นจากทำให้โรงเรียนมีคุณภาพก่อน จากนั้น จึงไปช่วยดูแลโรงเรียนใกล้เคียงให้มีประสิทธิภาพการเรียนการสอนที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ศธ.ไม่ต้องการเน้นปริมาณ แต่ต้องการเน้นเรื่องคุณภาพมากกว่า เช่นเดียวกับระบบย้ายครู ที่ช่วยให้ครูได้ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดตัวเอง ลดภาระเรื่องเอกสาร เวลา และค่าใช้จ่าย รวมทั้งลดการทุจริตด้วย

ส่วนอาคารเรียนของโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารเรียนเสียหาย เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หากจะมีการซ่อมแซมในอนาคต ก็ขอให้ตรวจสอบโครงสร้างอาคารให้ดี เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในโรงเรียน

“ขอให้ทุกคนช่วยกันสะท้อนปัญหาให้เร็ว โดยเฉพาะโรงเรียนที่ขาดแคลน เพื่อร่วมกับเครือข่ายในแต่ละพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือดูแล ตามแนวทางจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน พร้อมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักการทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ทั้งการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อการมีงานทำ พร้อมนำเด็กตกหล่นกลับเข้าสู่การศึกษา ตามโครงการพาน้องกลับมาเรียน พาการเรียนไปหาน้อง และการศึกษาในรูปแบบอื่น ตามความต้องการของผู้เรียน ทั้งการศึกษาภาคบังคับ การอาชีพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้ว่าราชการจังหวัด จะเป็นแม่ทัพนำการศึกษาของอ่างทองให้เจริญก้าวหน้า โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ตามนโยบายเรียนดี มีความสุข ได้อย่างแน่นอน” รมว.ศธ.กล่าว

จากนั้น พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้เยี่ยมชมนิทรรศการและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนสตรีอ่างทอง อาทิ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์, เอกลักษณ์บาสเกตบอลอ่างทอง, ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ ทั้งภาษาจีน ญี่ปุ่นอาสา ภาษาอังกฤษ MEP IEP, โครงการพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้มีคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 กิจกรรมพัฒนาคุณภาพนักเรียนเพื่อรับการประเมินระดับนานาชา (PISA), Active Learning จากห้องเรียนสังคมศึกษาสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลง, นโยบายการศึกษาธิการเรียนดีมีความสุข 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ จากทักษะการคิดสู่การพัฒนานวัตกรรม, สถานีวิทยุโรงเรียนสตรีอ่างทอง และศูนย์คอมพิวเตอร์ Technology for Education

– 006

‘ศาลปกครองกลาง’นัดไต่สวนฉุกเฉินระงับโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 68 ศุกร์นี้

'ศาลปกครองกลาง'นัดไต่สวนฉุกเฉินระงับโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 68 ศุกร์นี้

‘ศาลปกครองกลาง’นัดไต่สวนฉุกเฉินระงับโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 68 ศุกร์นี้

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.27 น.

‘โรงพิมพ์รุ่งศิลป์’ยื่น’ศาลปกครองกลาง’ขอให้สั่งเพิกถอนดำเนินโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 68 งบฯพันล้าน ของ’องค์การค้าของ สกสค.’ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เผยศาลฯนัดไต่สวนฉุนเฉินศุกร์นี้ (28 ก.พ.) ว่าจะระงับการประกาศผลประกวดราคาหรือไม่

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2568 นายนัทธพลพงศ์ จิวัจฉรานุกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ด สกสค.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ต่อศาลปกครองกลาง กรณีดำเนินโครงการประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 รายการ วงเงินงบประมาณ 1,060 ล้านบาท ด้วยวิธีคัดเลือก โดยมิชอบ เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนประกาศประกวดราคา และทีโออาร์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยังได้ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนโดยเร่งด่วนเพื่อระงับการประกาศประกวดราคาดังกล่าวด้วย

“ศาลพิจารณาคำขอไต่สวนโดยเร่งด่วนแล้ว มีคำสั่งสั่งนัดบริษัทฯ ในฐานะผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมาไต่สวนเพื่อประกอบการพิจารณาคำขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา ในวันที่ 28 ก.พ.2568 นี้“ นายนัทธพลพงศ์ ระบุ

รายงานข่าวแจ้งว่า  เดิมทีองค์การค้าของ สกสค. ได้ดำเนินโครงการประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 รายการ วงเงินงบประมาณ 1,060 ล้านบาท ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2568 แต่มีเอกชนผู้เสนอราคาเพียง 1 ราย ซึ่งได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะการประมูลทั้ง 145 รายการ แต่ต่อมา องค์การค้าของ สกสค.ได้ยกเลิกผลการประกวดราคาดังกล่าว ก่อนจะประกาศประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 รายการ ด้วยวิธีคัดเลือก และได้เชิญบริษัทเอกชน 5 รายเข้าร่วมการเสนอราคา และมีการเปิดซองราคาไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2568 โดยยังไม่มีกำหนดประกาศผลการประกวดราคาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมการเสนอราคาโดยวิธีการคัดเลือก และยังเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้เพิกถอนประกาศประกวดราคา และทีโออาร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 ขององค์การค้าของ สกสค. ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องเป็นคดีดำที่ 27/2568 อยู่แล้ว

‘บิ๊ก สกสค.’จับมือ‘ธ.ออมสิน’ลดภาระหนี้สินครู

‘บิ๊ก สกสค.’จับมือ‘ธ.ออมสิน’ลดภาระหนี้สินครู

‘บิ๊ก สกสค.’จับมือ‘ธ.ออมสิน’ลดภาระหนี้สินครู

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 18.57 น.

“บิ๊ก สกสค.”จับมือ”ธ.ออมสิน”ลดภาระหนี้สินครู สำหรับลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้จะได้ลดดอกเบี้ย 0% 1 ปี

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ห้องประชุมเทพหัสดิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.ได้ประชุมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงาน สกสค.กลับธนาคารออมสิน เดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งนับตั้งแต่ตนเริ่มรับตำแหน่งเมื่อ 1 มีนาคม 2567 พบว่ามีครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่กู้เงินโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส.อยู่จำนวน 334,795 บัญชี เป็นยอดเงินรวมทั้งสิ้น 273,838 ล้านบาท จนมาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา สกสค.ได้มีการประชุมหารือและได้รับความร่วมมือจากธนาคารออมสินเป็นอย่างดี ในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ กรณีครูและบุคลากรทางการศึกษา ขอให้ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และลดภาระค่าครองชีพ เนื่องจากเบี้ยประกันคุ้มครองเงินกู้ที่มีอัตราสูงขึ้น สกสค.จึงได้ดำเนินการขอให้ธนาคารออมสินช่วยประสานงานกับบริษัทประกันภัย เพื่อลดอัตราค่าเบี้ยประกัน ซึ่งธนาคารออมสิน ก็ได้มีมาตรการช่วยเหลือ โดยการไม่บังคับทำประกัน แต่ให้เป็นไปโดยความสมัครใจตามเงื่อนไขของธนาคาร และในวันนี้ สกสค.ก็ได้มีการประชุมทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมกับธนาคารออมสิน ในการสรรหาผู้รับประกันสินเชื่อ ให้สมาชิกได้เป็นทางเลือก ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป แต่จะต้องเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงทางการเงิน มีคุณภาพและเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่า ประมาณเดือน พ.ค.นี้ จะได้บริษัทประกัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกผู้กู้ โดยความคุ้มครองต้องไม่น้อยกว่ากรมธรรม์เดิม และการทำประกันสินเชื่อยังคงให้เป็นไปตามความสมัครใจของสมาชิกเช่นเดิม

เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อว่า ธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับสมาชิกโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส.เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ลดภาระค่าครองชีพแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา สมาชิกโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.- ช.พ.ส.และสินเชื่อโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการการศึกษา ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2567 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งมีครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นจำนวน 230,000 ราย สามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยรวมปีละ 1,600 ล้านบาท ตามที่ สกสค.ร้องขอไป

“สกสค.ร่วมกับธนาคารออมสินให้ชะลอหรือระงับการฟ้องร้องและบังคับคดี เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยหรือสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งให้ระงับการคิดดอกเบี้ยทันที ที่ผู้กู้เสียชีวิต โดย สกสค.เปิดให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อนลงทะเบียนอีเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสดงความจำนงขอเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สิน และได้ส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ซึ่งธนาคารออมสินได้แจ้งผลการพิจารณาให้ทราบว่า ได้แก้ไขสำเร็จไปแล้วทั้งสิ้น 8,868 ราย คิดเป็นมูลค่าความช่วยเหลือรวมประมาณ 14,917 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ก็ตั้งใจที่จะทำต่อไป และจากที่หารือกับธนาคารออมสินซึ่งอาจจะมีข่าวดีว่า ถ้าลูกหนี้หรือผู้ค้ำให้ความร่วมมือเข้าปรับโครงสร้างหนี้ ก็อาจจะให้ดอกเบี้ยเริ่มต้นปีแรกเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ 1 ปี อย่างน้อยก็เพื่อช่วยให้คนที่กำลังจะจมน้ำได้กลับมานับหนึ่งกันใหม่ได้ ปีต่อไปก็ค่อยๆไล่สเต็ปไป อย่างไรก็ตาม สกสค.จะจัดโครงการนัดพบกันระหว่างธนาคารออมสิน กับสมาชิกโครงการฯ เหมือน ๆที่ผ่านมา เพื่อให้มีการไกล่เกลี่ยเจรจาหนี้กัน ก่อนที่จะไปสู่ชั้นบังคับคดี หรือถูกฟ้องร้อง โดย สกสค.จะจัดเวทีนี้อย่างต่อเนื่อง” เลขาธิการ สกสค.กล่าว

เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อว่า มาตรการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นได้รับการตอบรับจากครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นจำนวนมาก และ สกสค.ยังคงเดินหน้าหาแนวทางให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาล และ นโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ทำได้ ทำทันที” ในด้านการ “ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา” เพื่อให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระด้านการเงินเพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งความร่วมมือกับธนาคารออมสินนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน และความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ

– 006

‘ทรูปลูกปัญญา’ต้อนรับ 30 ตัวแทนเยาวชน เฟ้นหา 12 ว่าที่สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี11

‘ทรูปลูกปัญญา’ต้อนรับ 30 ตัวแทนเยาวชน เฟ้นหา 12 ว่าที่สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี11

‘ทรูปลูกปัญญา’ต้อนรับ 30 ตัวแทนเยาวชน เฟ้นหา 12 ว่าที่สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี11

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.09 น.

‘ทรูปลูกปัญญา’ต้อนรับ 30 ตัวแทนเยาวชน เฟ้นหา 12 ว่าที่สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี11

26 กุมภาพันธ์ 2568 เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น จัดค่ายปลูกปัญญาธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 11 เรียลลิตี้ธรรมะถ่ายทอดสดแห่งแรกในเมืองไทย โดยปีนี้ จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” ซึ่งจากผู้สมัครทั้งหมดกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ ได้คัดเลือกตัวแทนเยาวชนชาย อายุ 7 – 12 ปี จำนวน 30 คนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย เข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรมจริยธรรม และกิจกรรมสันทนาการ พร้อมผู้ปกครอง ณ วัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

สำหรับค่ายปลูกปัญญาธรรมครั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากพระเทพปวรเมธี รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร วัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ มาร่วมให้โอวาทแก่เยาวชนและผู้ปกครองที่เข้าร่วมอบรม และในโอกาสนี้ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา และผู้อำนวยการโครงการสามเณรปลูก ปัญญาธรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมแนะนำและชี้แจงรายละเอียดของโครงการฯ เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ปกครอง

ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ของค่ายปลูกปัญญาธรรม ตัวแทนเยาวชนทั้ง 30 คน ได้ร่วมกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรมจริยธรรม จำลองสถานการณ์เสมือนเป็นสามเณร อาทิ ถือศีล ตื่นเช้า ทำวัตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ เรียนธรรมะจากพระอาจารย์ รวมถึงงดมื้อเย็น โดยผู้ปกครองทั้ง 30 ครอบครัวยังได้ร่วมรับฟังคำแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกจากผู้เชี่ยวชาญและนักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น

นอกจากนี้ เยาวชนทุกคน ได้เข้าสัมภาษณ์กับคณะกรรมการเพื่อสอบถามถึงความตั้งใจที่จะบรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้ง หลังได้ทดลองกิจวัตรเสมือนสามเณรตลอด 3 วัน 2 คืน เพื่อคัดเลือกผู้เข้ารอบสุดท้าย ได้เป็น 12 สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 11 ซึ่งจะบรรพชาเป็นระยะเวลา 1 เดือนเต็ม ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เริ่มการถ่ายทอดสดวันที่ 20 เมษายน – 18 พฤษภาคม 2568 โดยสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์  37 และ 111 ทรูวิชั่นส์ ช่องเรียลลิตี้ HD 119, HD 333 แอปพลิเคชันสามเณรปลูกปัญญาธรรม และทรูไอดี โดยจะเผยโฉมหน้า 12 ว่าที่สามเณรในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ผ่านทาง True ID, เว็บไซต์ http://www.truelittlemonk.com, http://www.facebook.com/truelittlemonkthailand และ https://www.tiktok.com/@truelittlemonk

แพทย์ มช. คว้ารางวัล ‘Thailand Quality Class Plus : Customer’ ยกระดับมาตรฐานองค์กรทัดเทียมระดับสากล

แพทย์ มช. คว้ารางวัล ‘Thailand Quality Class Plus : Customer’  ยกระดับมาตรฐานองค์กรทัดเทียมระดับสากล

แพทย์ มช. คว้ารางวัล ‘Thailand Quality Class Plus : Customer’ ยกระดับมาตรฐานองค์กรทัดเทียมระดับสากล

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับรางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีความโดดเด่น ด้านลูกค้า (Thailand Quality Class Plus : Customer) จากเวทีรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award) ครั้งที่ 23 ประจำปี 2567 เวทีแห่งความภาคภูมิใจที่แสดงถึงความเป็นเลิศในการบริหารจัดการขององค์กรที่ทัดเทียมระดับมาตรฐานโลก โดยได้รับเกียรติจาก นายพงศ์พลยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานในพิธีมอบโล่รางวัล ให้แก่ ศ.เกียรติคุณนพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ ที่ปรึกษาคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช., รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ มช.โดยมี ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าร่วมแสดงความยินดี ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์

รางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีความโดดเด่น ด้านลูกค้า (Thailand Quality Class Plus : Customer) ที่คณะแพทยศาสตร์ได้รับนั้นบ่งบอกถึงการบริหารงานอย่างมีระบบตามมาตรฐานสากลระดับโลกประสานพลังของบุคลากรที่ร่วมความท้าทายในการมุ่งมั่งตั้งใจสร้างสรรค์ผลการดำเนินงานที่เป็นเลิศผ่านเกณฑ์ครอบคลุม 7 ด้านที่สำคัญอันได้แก่ การนำองค์กร (Leadership) กลยุทธ์ (Strategy) ลูกค้า (Customers) การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ (Measurement, Analysis, and Knowledge Management) บุคลากร (Workforce) การปฏิบัติการ (Operations) และผลลัพธ์ (Results) นับเป็นบันไดขั้นสำคัญขั้นหนึ่งที่ทำให้องค์กรก้าวหน้าอย่างมีระบบ สามารถจัดการกับองค์ประกอบทุกส่วนขององค์กรให้เป็นองค์กรหนึ่งเดียว เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ได้เป็นอย่างดี

ในการจัดการและการดำเนินการขององค์กรในปีนี้ประกอบด้วย 12 องค์กรที่ได้รับรางวัล ซึ่งในปีนี้มีองค์กรที่ได้รับรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) 1 องค์กร รางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีความโดดเด่น (TQC Plus) 6 องค์กร และรางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศ (TQC) 5 องค์กร

รางวัลคุณภาพแห่งชาติ ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์การเพิ่มผลผลิตของประเทศ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 และนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการรางวัลคุณภาพแห่งชาติ เพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน และมอบหมายสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือ เผยแพร่ สนับสนุนและผลักดันให้องค์กรต่างๆ นำเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ ไปพัฒนาศักยภาพระบบการบริหารจัดการ เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ เป็นบรรทัดฐานสำหรับการประเมินตนเองขององค์กร ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับองค์กรทุกประเภทและทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือภาคเอกชน โดยเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติจะมีการปรับเปลี่ยนทุก 2 ปี ให้ทันกับบริบทการเปลี่ยนแปลง ทำให้องค์กรพร้อมรับมือกับความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ผู้บริหารขององค์กรสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดทิศทางขององค์กร ให้ทันกับสถานการณ์ทางธุรกิจอยู่เสมอ

นักศึกษา มจพ. โชว์เคส ร่วมออกแบบงาน ‘Bangkok Design Week 2025’

นักศึกษา มจพ. โชว์เคส  ร่วมออกแบบงาน ‘Bangkok Design Week 2025’

นักศึกษา มจพ. โชว์เคส ร่วมออกแบบงาน ‘Bangkok Design Week 2025’

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมออกแบบ ผลิตและติดตั้งงานออกแบบในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568 หรือ Bangkok Design Week 2025 ภายใต้แนวคิด Design Up+Rising : ออกแบบพร้อมบวก+ ระหว่างวันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ 2568 ในพื้นที่ย่าน ข้าวสาร-บางลำพู กับหลากหลายผลงานออกแบบในพื้นที่สาธารณะและ Showcase ที่น่าสนใจ

“ฉลุลำพู” ภายใต้แนวคิดแต่งตัว 3 พื้นที่สำคัญของบางลำพู ประกอบด้วย 1.ตรอกไก่แจ้ 2.ซอยมัสยิดจักรพงษ์ (ข้างร้านต.เง็กช้วน) 3.ซอยข้างธนาคารกสิกร ให้โดดเด่นเป็นที่จดจำ โดยนำเอกลักษณ์ต่างๆ ของย่าน ทั้งดอกลำพู กรองคอโขน การแทงหยวกกล้วย ผ้าจีวร งานเย็บปักถักร้อย มาเป็นคอนเซ็ปต์ในการสร้างอัตลักษณ์เชิงบวก ทั้งลวดลาย สีสัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน ตลอดจนช่วยให้ผู้คนในพื้นที่สัมผัสถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบ รวมทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวมาสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านมากยิ่งขึ้น ผลงานออกแบบโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาออกแบบภายใน ภาควิชาสถาปัตยกรรมคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ผลงาน “ตรอกไก่แจ้” นำทีมโดย นายสุระวินท์ เครือวัลย์ นายอิทธิชัย สมรอด น.ส.ปิญชรัศมิ์ ศิวัตม์ทรง และ น.ส.หนึ่งตะวัน ขันอาสา, ผลงาน “ซอยมัสยิดจักรพงษ์ (ข้างร้านต.เง็กช้วน)” นำทีมโดย น.ส.ธนพร ทองฉอ้อน น.ส.อันนา แม่นยำ น.ส.สิริลักษณ์ ศรีสวัสดิ์ และ น.ส.เพชรรัตน์ ศรีสวัสดิ์, ผลงาน “ซอยข้างธนาคารกสิกร” นำทีมโดย น.ส.กรพัชร์จุ้ยสำราญ น.ส.ภาวินีย์ ภูมิเจริญวัฒน์และนายดนุดล สันติพงศ์ชัยศรี รวมถึงผลงานย่านบาน โดย น.ส.กัญญาณัฐ เทียมชาติ น.ส.ญาฎา บุตรลพ และ น.ส.สิริลักษณ์ ศรีสวัสดิ์

นอกจากนี้ยังมี ผลงาน “ชุดตั่งลายลำพูและถังขยะ” ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานที่ได้ Showcase ณ บ้านไกรจิตติ ข้าวสาร ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากย่านบางลำพู โดยนำลักษณะของป้อมพระสุเมรุ ถนนพระอาทิตย์ แม่น้ำ ต้นลำพู รวมถึงเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนในย่านบางลำพู มาออกแบบเป็นลวดลาย ออกแบบโดย น.ส.ปราณยาหน่องพงษ์ และผลงาน “ถังขยะสาธารณะ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากป้อมพระสุเมรุโดยนำเรื่องราวในอดีตของป้อมและวิถีชีวิตผู้คนในย่านบางลำพูมาบอกเล่าผ่านลวดลายของชิ้นงานโดยตัวถังขยะจะมีลวดลายช่องตีนกาหรือช่องกากบาท มีการใส่ลายพระอาทิตย์เพื่อสื่อถึงย่านพระอาทิตย์ในบางลำพู และมีลายแม่น้ำที่สื่อถึงคลองรอบกรุง โดย น.ส.ณัฐกานต์ งานสลุง, ผลงาน “Lamphu-rest” แรงบันดาลใจของคอลเลคชั่น เก้าอี้แดง ที่พบเห็นได้ทั่วไปในย่านถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความเรียบง่าย คลาสสิก และความเป็นสตรีท แต่ในขณะเดียวกัน เราเห็นว่าความเรียบง่ายของเก้าอี้นี้ยังมีศักยภาพที่จะถูกพัฒนาและปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งแนวคิดหลักของคอลเลคชั่นนี้จึงคือการตีความเก้าอี้แดงในแบบใหม่ แต่ยังคงเอกลักษณ์ที่ทำให้คนจำได้ เราจึงนำสัญลักษณ์ของ “ดอกลำพู” ซึ่งเป็นดอกไม้ท้องถิ่นในพื้นที่ มาใช้เป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ผ่านการบานของดอกลำพูใน 3 ช่วงเวลา เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเก้าอี้ในแต่ละแบบอีกทั้งยังมีการลดทอนลายของหิ่งห้อยเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการมาเยือนที่บางลำพู มาใส่เป็นลวดลายประดับอีกด้วย และเป็นชุดผลงานที่นักศึกษาและสนใจ เฮาส์ได้ต่อยอดสู่การใช้งานจริงกับร้านขายนมและบะหมี่หมูแดงบริเวณปาดตรอกไก่แจ้ ผลงานออกแบบและผลิตโดย น.ส.ชนากานต์ โภคสุทธิ น.ส.พิมพ์ลภัส ชัยรัตน์ และ น.ส.พัณณิตา ไชยม่อม ภายใต้การดูแลของ ผศ.ฐิฎิมา อัมพวรรณ อาจารย์ฐานียา สุภาไชยกิจ ผศ.ณิจิณ อิทธิประทีป อาจารย์ ดร.มนินทรา ทุมโฆสิต อาจารย์จอร์จ เคดารี อาจารย์อมรรัตน์ ชินธนวัฒน์ และอาจารย์ปัทวรรณ จำปาเทศ