ศธ.ติดตามผลหลังอบรมพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ให้ครู

ศธ.ติดตามผลหลังอบรมพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ให้ครู

ศธ.ติดตามผลหลังอบรมพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ให้ครู

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 6/2568 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้รายงานความก้าวหน้าถึงการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA โดย สพฐ.ได้ดำเนินการอบรมสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขตพื้นที่ฯ 78 ห้องเรียน มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 445,624 คน ลงทะเบียนแล้วจำนวน 239,098 คน และอบรมเสร็จแล้ว จำนวน 147,794 คน นอกจากนี้ ได้นำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ 3 โดเมนไปใช้ในห้องเรียน 6-8 กิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 87.89 และมีการวางแผนจัดทำชุดพัฒนาความฉลาดรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) เพื่อสอนเสริมเพิ่มพูนความรู้ในรูปแบบ Anywhere Anytime และมีการเตรียมจัด Computer Summer Camp 2025 ส่งเสริมการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้รูปแบบ Anywhere Anytime โดยเฉพราะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2568 นี้

นอกจากนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้นำในภาพรวมถึงปัญหาของการเตรียมตัวสอบ PISA ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก “ทรัพยากรที่มีจำกัด” โดยนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมการทดสอบ PISA 2025 (PISA 2025 Check List) 4 กระบวนการ ได้แก่ 1.สร้างแรงจูงใจแก่นักเรียน ครู ไปจนถึง ผอ.รร. ให้เห็นถึงความสำคัญของการสอบ PISA Style 2.สร้างทักษะให้เด็กกลุ่มเป้าหมายได้มีโอกาสทดลองข้อสอบ ครูสามารถออกข้อสอบแนว PISA ได้ และจัดทำ Application โดยนำ AI เข้ามาช่วย ซึ่งมีแผนพัฒนา AI ในช่วงเดือนเมษายนนี้ก่อนนำไปใช้ทดสอบกับกลุ่มผู้ใช้จริง ในเดือนมิถุนายน 3.โครงสร้างพื้นฐาน โดยมีการตรวจเช็คความพร้อมของอุปกรณ์สอบ PISA 4.ระบบสนับสนุน โดยสร้างความรู้ความเข้าใจให้หน่วยงานในระดับบริหารเห็นความสำคัญ

นศ.การตลาดฯ ม.วลัยลักษณ์ คว้าแชมป์ ‘Hackathon City DNA & Re-Creation 2025’

นศ.การตลาดฯ ม.วลัยลักษณ์ คว้าแชมป์  ‘Hackathon City DNA & Re-Creation 2025’

นศ.การตลาดฯ ม.วลัยลักษณ์ คว้าแชมป์ ‘Hackathon City DNA & Re-Creation 2025’

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักศึกษาหลักสูตรการตลาดดิจิทัลและการสร้างแบรนด์ม.วลัยลักษณ์ ฝ่าด่าน 60 ทีม จาก20 มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ คว้ารางวัลชนะเลิศแข่งขัน Hackathon City DNA & Re-Creation 2025 โดย ผศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ รักษาการแทนคณบดีสำนักวิชาการจัดการ ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า สำนักวิชาการจัดการ ได้ส่งนักศึกษาหลักสูตรการตลาดดิจิทัลและการสร้างแบรนด์ เข้าร่วมการแข่งขันHackathon City DNA & Re-Creation2025 เวทีเฟ้นหาแนวคิดพร้อมแผนการตลาดเพื่อนำทุนทางวัฒนธรรม ผสานกับอัตลักษณ์ของเมืองนำไปสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยมีทีมนักศึกษากว่า 60 ทีม จาก 20 มหาวิทยาลัยชั้นทั่วประเทศสนใจส่งผลงานเข้าร่วม

หลังจากนั้นมีการคัดเลือกให้เหลือเพียง 25 ทีมเข้าค่าย Bootcamp มีการเวิร์กช็อปโดยมีผู้เชี่ยวชาญเติมเต็มให้ความรู้ จากนั้นในรอบสุดท้ายคัดเหลือเพียง 6 ทีม ให้นำเสนอสินค้าและบริการ(Pitching) พร้อมแผนการตลาดฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

ผลปรากฏว่า ทีม Beyond Crew นักศึกษาหลักสูตรการตลาดดิจิทัลและการสร้างแบรนด์ ประกอบด้วยนางสาวอานัสนา ปาแต นายวัยวุฒิ พูลภิรมย์ และนายกิตติพงศ์เอื้อพัฒนพงศ์ โดยมี อ.นิรมล ระหว่างงาม ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายรับนักศึกษาและสื่อสารองค์กร สำนักวิชาการจัดการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้สำเร็จ ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท โล่รางวัล พร้อมเกียรติบัตร

ผศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ กล่าวว่า ตนขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาและคณาจารย์ ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันดังกล่าวมาได้สำเร็จ ถือเป็นเวทีที่ท้าทายและสร้างประสบการณ์ความรู้ที่ต่อยอดจากห้องเรียนสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งสำนักวิชาการจัดการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อพัฒนาทักษะที่สำคัญทั้งด้านวิชาการ การคิดเชิงสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม

“รางวัลนี้สะท้อนถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของเรา ที่มุ่งเน้นการบูรณาการความรู้เชิงทฤษฎีและทักษะด้วยการบูรณาการกับโครงการวิจัยซึ่งครั้งนี้สนับสนุนโดย บพท.ให้กับคณาจารย์ในหลักสูตร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมและเสริมสร้างสมรรถนะขั้นสูงของนักศึกษาให้พร้อมสู่ตลาดแรงงานในอนาคต” ผศ.ดร.พิมพ์ลภัส กล่าว

ด้าน นายวัยวุฒิ พูลภิรมย์ ในฐานะหัวหน้าทีม Beyond Crew บอกว่า ในรอบสุดท้ายเราได้นำเสนอไอเดียทางการตลาดภายใต้หัวข้อ “การจัดการทุนทางวัฒนธรรมฐานความเชื่อสันทรายโบราณเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอสิชล นครศรีธรรมราช” ที่เป็นงานวิจัยของอาจารย์ที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

โจทย์สำคัญคือการนำทุนทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) เชื่อมโยงกับสินค้าและบริการ สร้างอัตลักษณ์ สร้างสตอรี่ให้เกิดขึ้นกับสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญใกล้เคียงอีก 7 แห่ง เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปเที่ยวด้วยไม่ให้กระจุกตัวแค่วัดเจดีย์เพียงแห่งเดียว ทั้งนี้เพื่อกระจายรายได้ไปยังชุมชนอื่นๆ และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในอนาคต

“ทีมเราภูมิใจมากที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมแข่งขันนอกจากความรู้ใหม่ๆ ทางด้านการวางแผนการตลาด การกำหนดกลยุทธ์การตลาดจากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยเสริมกับความรู้ที่ได้มาจากในห้องเรียนแล้ว ยังได้เพื่อนใหม่ในวงการเดียวกันที่จะเป็นเครือข่ายร่วมกันต่อไป ขอขอบคุณอาจารย์ในหลักสูตรการตลาดดิจิทัลและการสร้างแบรนด์ และผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่ช่วยผลักดันให้เรามาถึงจุดนี้ได้” หัวหน้าทีม Beyond Crew กล่าว

‘โรงพิมพ์ฯ’ข้องใจ’องค์การค้าฯ’งุบงิบเปิดซองราคาพิมพ์แบบเรียนปี68 ส่อขัด กม.จัดซื้อจัดจ้างฯหรือไม่

'โรงพิมพ์ฯ'ข้องใจ'องค์การค้าฯ'งุบงิบเปิดซองราคาพิมพ์แบบเรียนปี68 ส่อขัด กม.จัดซื้อจัดจ้างฯหรือไม่

‘โรงพิมพ์ฯ’ข้องใจ’องค์การค้าฯ’งุบงิบเปิดซองราคาพิมพ์แบบเรียนปี68 ส่อขัด กม.จัดซื้อจัดจ้างฯหรือไม่

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.46 น.

‘โรงพิมพ์ฯ’โร่แจ้งความ หลัง’องค์การค้าของ สกสค.’ไม่ให้ร่วมสังเกตการณ์เปิดซองประมูลโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 68 ชี้ส่อขัด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ หรือไม่ หวั่นไม่โปร่งใส แถมไม่มีการทำข้อตกลงคุณธรรม ที่ กม.ฉบับเดียวกำหนดว่า โครงการเกิน 1 พันล้านบ. ต้องจัดทำเพื่อป้องกันการทุจริต

ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) เปิดประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 รายการ วงเงินงบประมาณ 1,060 ล้านบาท ด้วยวิธีคัดเลือก โดยได้เปิดรับข้อเสนอจากบริษัทที่ได้รับการเชิญชวนเมื่อวันที่ 24 ก.พ.2568 ที่ผ่านมานั้น

น.ส.ภัทรพร ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทโรงพิมพ์ ที่เป็นหนึ่งในบริษัทได้รับการเชิญชวนจากองค์การค้าของ สกสค.ให้เข้าร่วมเสนอราคาพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 รายการ และได้เข้ายื่นซองประมูลในช่วงเช้าของวันที่ 24 ก.พ.2568 ตามกำหนดเวลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามในช่วงบ่ายซึ่งทาง องค์การค้าของ สกสค. จะมีการเปิดซองเสนอราคาของผู้เข้าร่วมประมูล ทางบริษัทโรงพิมพ์ดังกล่าว กลับได้รับแจ้งว่าไม่สามารถร่วมสังเกตการณ์ได้ ทั้งที่ตามระเบียบปฏิบัติในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 (พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ) หมวด 2 การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และผู้ประกอบการในการป้องกันการทุจริต โดยในมาตรา 16 ระบุว่า “เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดของการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้”

“หลังยื่นซองราคาแล้ว จู่ๆ เจ้าหน้าที่ก็มาแจ้งกับบริษัทฯ ว่าไม่ให้อยู่ร่วมสังเกตการณ์ประมูล ทั้งที่ตามระเบียบต้องกระทำอย่างโปร่งใส ให้ผู้เข้าร่วมประมูลได้สังเกตการณ์ เห็นว่าอาจมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น และอาจส่งผลให้โรงพิมพ์ ได้รับความเสียหาย จึงได้เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่ สน.ลาดพร้าว” น.ส.ภัทรพร ระบุ

น.ส.ภัทรพร ยังตั้งข้อสังเกตว่า โครงการประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 รายการ วงเงินงบประมาณ 1,060 ล้านบาท ด้วยวิธีการคัดเลือกครั้งนี้ ไม่มีการปฏิบัติตามข้อตกลงคุณธรรม ที่ระบุไว้ใน มาตรา 17-18 แห่ง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ทั้งที่เป็นโครงการที่มีงบประมาณมากกว่า 1 พันล้านบาท เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำข้อตกลงคุณธรรม ตามโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการและผู้ประกอบการที่จะเข้ายื่นข้อเสนอ ที่ต้องตกลงกันว่าจะไม่กระทำการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง และให้มีผู้สังเกตการณ์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ ที่จำเป็นต่อโครงการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ๆ เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำร่างขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) จนสิ้นสุดโครงการ 

”การที่องค์การค้าฯ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายให้มีข้อตกลงคุณธรรม ก็เกรงว่าจะทำให้โครงการพิมพ์แบบเรียนปี 2568 ครั้งนี้จะมีปัญหาขึ้นมาอีก หลังจากที่ได้ยกเลิกผลการประกวดราคาด้วยวิธี e-bidding มาแล้ว รวมทั้งในช่วง 2-3 ปีหลังที่โครงการพิมพ์แบบเรียนมีปัญหาความไม่ชอบมาพากลมาโดยตลอด“ น.ส.ภัทรพร ระบุ.

‘บิ๊ก กพฐ.’ยันย้าย’ครูหน้ากากแบทแมน-ผอ.’แล้ว ตั้งกรรมการสอบทั้งคู่ ขีดเส้น 7 วันรู้ผล

'บิ๊ก กพฐ.'ยันย้าย'ครูหน้ากากแบทแมน-ผอ.'แล้ว ตั้งกรรมการสอบทั้งคู่ ขีดเส้น 7 วันรู้ผล

‘บิ๊ก กพฐ.’ยันย้าย’ครูหน้ากากแบทแมน-ผอ.’แล้ว ตั้งกรรมการสอบทั้งคู่ ขีดเส้น 7 วันรู้ผล

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.45 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีข่าวชายคนหนึ่งแต่งตัวคล้ายครูใส่หน้ากากแบทแมน มีพฤติกรรมประหลาดถ่ายคลิปวิตถาร ในห้องเรียนและสถานที่ต่างๆในโรงเรียนลงในโซเซียล ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้มาประจำที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และตั้งกรรมการสอบสวนแล้ว เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าเป็นจริงหรือไม่ และเจ้าตัวยอมรับหรือไม่  ถ้ายอมรับว่าทำจริง ก็ต้องไปดูว่าพฤติกรรมเกิดจากสาเหตุอะไร เกี่ยวกับสภาพจิตหรือไม่ ซึ่งอาจจะต้องให้หลายฝ่ายเข้ามาช่วยตรวจสอบ เพราะเท่าที่ดูก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ เพราะครูปกติทั่วไปจะไม่เป็นแบบนี้ แต่เนื่องด้วยครูของ สพฐ.มีจำนวนมาก ก็อาจมีครูส่วนหนึ่งที่มีพฤติกรรมแปลกๆเราก็ต้องตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุและต้นเหตุ

“เมื่อวาน (24 ก.พ.) ผมได้มอบให้นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ซึ่งดูแลศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. เดินทางไปโรงเรียนที่เกิดเหตุแล้ว เพื่อไปพบกับ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผอ.โรงเรียน และพบกับครูคนที่ก่อเหตุแล้ว ผมก็ให้เร่งดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบและกฏหมายอย่างเคร่งครัด และให้ดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน จะรู้ผลว่าเป็นอย่างไรและจะต้องทำอย่างไรต่อไป ซึ่งจากที่รองธีย์ลงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วได้รับรายงานมาเบื้องต้นว่า เป็นจริงตามที่ปรากฏในข่าว อาจจะเกิดจากสภาพจิต ก็ต้องปรึกษาแพทย์ทางจิต เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  เพราะคนเป็นครูระดับชำนาญการพิเศษมาแสดงพฤติกรรมแบบนี้อาจคงจะต้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ก็ต้องให้จิตแพทย์หรือผู้ที่มีความรู้ทางด้านนี้เข้ามาวิเคราะห์ด้วย และขณะนี้ก็ให้ตั้งกรรมการสอบผอ. โรงเรียนแห่งนี้ด้วยแล้วว่าช่วยกันปกปิดหรือร่วมช่วยกันปกปิดปกป้องหรือไม่อย่างไร จึงตั้งกรรมการสอบทั้งผู้ก่อเหตุและผอ.โรงเรียน“ เลขาธิการ กพฐ.กล่าว 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ที่จริงมันคืออะไร? ไขข้อสงสัย ‘ครูแบทแมน’ ทำไมต้องใส่หน้ากาก-ห่วงที่แหนมตุ้มจิ๋ว

กรมวิทย์ฯ บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการภาครัฐ-เอกชน 28 หน่วยงาน

กรมวิทย์ฯ บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการภาครัฐ-เอกชน 28 หน่วยงาน

กรมวิทย์ฯ บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการภาครัฐ-เอกชน 28 หน่วยงาน

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.39 น.

กรมวิทย์ฯ บริการ สร้างความเชื่อมั่นผลการทดสอบยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการไทยสู่สากล มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการภาครัฐ และเอกชน 28 หน่วยงาน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  จัดพิธีมอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการให้แก่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทั้งด้านห้องปฏิบัติการทดสอบ ผู้จัดโปรแกรมการทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการทดสอบ และผู้ผลิตวัสดุอ้างอิง รวม 28 หน่วยงาน โดยมีนายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเปิดเวทีสัมมนา “ข้อกำหนด กฎระเบียบใหม่ของสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ” ณ ห้องภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทย์ฯ บริการ

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า ตามนโยบายของนางสาวศุภมาส  อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่ให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ การเพิ่มขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบ และการสนับสนุนให้มีมาตรฐานระดับสากล สอดรับกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ด้วยเหตุนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure, NQI) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานระดับประเทศ ทั้งด้านการวิเคราะห์ทดสอบ การกำหนดและพัฒนามาตรฐานต่าง ๆ หน่วยรับรองระบบงานถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านมาตรฐาน สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน  ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค กฎระเบียบ สภาพแวดล้อม ตลอดจนกลไกและรูปแบบธุรกิจ เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่สินค้าและบริการ รวมถึงรองรับการปรับเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดอาเซียนและตลาดโลก 

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือเพื่อขยายศูนย์วิทยาศาสตร์บริการร่วม อว. สู่ห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย และจัดตั้งสำนักวิทยาศาสตร์บริการให้กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการทดสอบและเพิ่มจำนวนห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการในการส่งตัวอย่างทดสอบมายังส่วนกลาง แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ ทั้งหน่วยงานห้องปฏิบัติการภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง 

ด้านนางจันทรัตน์ วรสรรพวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ กรมวิทย์ฯ บริการ กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ที่เข้ารับใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. ห้องปฏิบัติการ บริษัท โปรเจ็คฟิลด์ จำกัด
2. ห้องปฎิบัติการทดสอบ กองควบคุมคุณภาพ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานหนองแค
3. ห้องปฏิบัติการเคมีและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
4. ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ บริษัท เอชเอ็ม.โคลส (ประเทศไทย) จำกัด
5. ห้องปฏิบัติการศรีสะเกษ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
6. ห้องปฏิบัติการ บริษัท น้ำปลารุ่งโรจน์ จำกัด
7. ห้องปฏิบัติการทดสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ยาง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางวัสดุ ยางและพอลิเมอร์เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม ภาควิชาวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
8. ห้องปฏิบัติการประเมินความปลอดภัยทางอาหารและทางชีวภาพ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล 
9. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์อาหาร โรงงานต้นแบบสำหรับแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น
10. ห้องปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
11. ห้องปฏิบัติการฝ่ายตรวจสอบสินค้าทางการเกษตร แผนกการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ บริษัท บูโร         เวอริทัส (ประเทศไทย) จำกัด 
12. ห้องปฏิบัติการฝ่ายโลหะและแร่ บริษัท บูโร เวอริทัส (ประเทศไทย) จำกัด
13. กลุ่มพัฒนาการตรวจสอบพืชและปัจจัยการผลิต สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1  กรมวิชาการเกษตร
14. ห้องปฏิบัติการทดสอบ บริษัท เคมีแมน จํากัด (มหาชน) โรงงานแก่งคอย
15. ห้องปฏิบัติการเคมี บริษัท โกลบอล ครอปส์ จำกัด
16. ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี ศูนย์พัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานทางเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
17. ห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์อาหาร หน่วยเครื่องมือกลาง สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
18. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ บริษัท ปิ่นทองกรุ๊ป แมนเนจเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด
19. ห้องปฏิบัติการทดสอบ บริษัท ฟลุสสิค เคม จำกัด
20. ห้องปฏิบัติการ บริษัท เอส แอนด์ พี ฟอร์มูเลเตอร์ จำกัด
21. MYANMAR INSPECTION & TESTING SERVICES LABORATORY (MITS LABORATORY)
22. ห้องปฏิบัติการทดสอบศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
23. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ บริษัท โอกลา เทสติ้ง แอนด์ คอนซัลติ้ง เซอร์วิส จำกัด
24. สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์
25. ห้องปฏิบัติการรังสีมาตรฐานทุติยภูมิ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
26. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
27. ผู้ผลิตวัสดุอ้างอิง แผนกวิจัยและพัฒนา บริษัท เคมี อินโนเวชั่น จำกัด
28. สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

ทั้งนี้ หน่วยงานที่ได้รับการรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล นอกจากจะเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพและความสามารถของหน่วยงานแล้ว ยังสร้างการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและประชาชนในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าที่ผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ โดยกรมวิทย์ฯ บริการ กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและสร้างมาตรฐานให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อต่อยอดความเชื่อมั่นในธุรกิจและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
 

สพฐ.เร่งประสาน ก.ค.ศ.แก้ไขระบบย้ายครู

สพฐ.เร่งประสาน ก.ค.ศ.แก้ไขระบบย้ายครู

สพฐ.เร่งประสาน ก.ค.ศ.แก้ไขระบบย้ายครู

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ.ครั้งที่ 7/2568 ว่า สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) ของ สพฐ. ได้รายงานตัวเลขครูที่ขอโอนย้ายผ่านระบบย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) ซึ่งปรากฏว่าปีนี้มีครูยื่นคำร้องขอย้ายผ่านระบบ TRS จำนวนกว่า 36,000 คน ซึ่งมีจำนวนสูงกว่าปีที่แล้วถึง 4,700 กว่าคน แต่สิ่งที่ สพฐ.กังวลคือระบบการอ่านผลงานของครู จึงได้กำชับให้ สพร.ติดตาม เพื่อรายงานให้ทาง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ได้รับทราบ และหาทางแก้ไข เพื่อไม่ให้ครูเสียสิทธิ์และไม่กระทบกับสิทธิ์ของครู

“มีครูยื่นขอย้ายถึง 36,000 กว่าคน อาจจะเป็นเพราะครูไม่ต้องเดินทางไปเขียนคำร้องขอย้ายที่ต้นสังกัด ก็สามารถยื่นขอโอนย้ายผ่านระบบ TRS ได้ ซึ่งสพฐ.ก็กำลังติดตามดูว่าครูจะได้ย้ายจำนวนเท่าไหร่ เพราะมีปัญหาเรื่องระบบการอ่านผลงานครู ถือเป็นโจทย์สำคัญที่เราจะต้องติดตาม ซึ่งเป็นการใช้ระบบ TRS ครั้งแรก ก็อาจจะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่เชื่อว่าจะดีขึ้น” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า ที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าของการประเมินวิทยฐานะผ่านระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล(DPA) ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการประเมินวิทยฐานะผ่านระบบ (DPA) มากถึง 80% โดยมีผู้ยื่นรวม 2,156 คน แบ่งเป็น สพป. 1,667 คน, สพม. 489 คน ทั้งนี้ อาจจะมีปัญหาไม่ผ่านอยู่บ้างคือกลุ่มชำนาญการ และเชี่ยวชาญ ก็จะหาทางช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาของสพฐ.มีความก้าวหน้าต่อไป

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงความคืบหน้าการเลื่อนเปิด-ปิด ภาคเรียน โดยยังคงให้เปิดเรียนวันแรกวันที่ 16 พฤษภาคม เช่นเดิมแต่เลื่อนการปิดเทอมจากเดิมปิดวันที่ 11 ตุลาคม เลื่อนปิดเป็นวันที่ 30 กันยายน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับปีงบประมาณ ส่วนภาคเรียนที่ 2 ให้คงไว้เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม การเลื่อนเปิดภาคเรียนคาดว่าจะดำเนินการได้ ในปีการศึกษา 2569 ส่วนความคืบหน้า “โครงการพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” (OBEC Zero Dropout) นั้น ขณะนี้ สพท. 245 เขตได้ค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคันได้ครบ 100% แล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อคือ ติดตามเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด ตามนโยบายรัฐบาล และนโยบาย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ. โดย สพฐ. เตรียมแนวทางดำเนินการในรูปแบบต่างๆ ทั้งพัฒนาแนวทาง “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” เพื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่น, โรงเรียนต้นแบบ 928 โรงเรียน, นวัตกรรมโรงเรียนมือถือ (Mobile School) ที่จะทำให้นักเรียนเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนผ่านการเก็บ Credit Bank ทำให้เรียนไปพร้อมมีรายได้ (Learn to Earn) ตอบโจทย์ชีวิตผู้เรียน ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนมีความเสมอภาคและเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

นักวิจัย ต่อยอดนวัตกรรม ‘เครื่องลดมวลขยะอินทรีย์’ ตัวช่วยจัดการขยะครัวเรือน

นักวิจัย ต่อยอดนวัตกรรม ‘เครื่องลดมวลขยะอินทรีย์’ ตัวช่วยจัดการขยะครัวเรือน

นักวิจัย ต่อยอดนวัตกรรม ‘เครื่องลดมวลขยะอินทรีย์’ ตัวช่วยจัดการขยะครัวเรือน

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ที่บริเวณแหล่งเรียนรู้โคกหนองนาโมเดล Journey Garden & Camping บ.หนองบัวใต้ ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม ผศ.ดร.วรมิญช์ พันธุรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม พร้อมผู้ช่วยนักวิจัย สาธิตและวิธีการใช้งาน “เครื่องลดมวลขยะอินทรีย์” ให้กับผู้ที่มาศึกษาดูงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการเรียนรู้ลดคาร์บอน “โครงการการบริหารจัดการขยะอินทรีย์บนฐานคิด BCG ชุมชนตำบลท่าค้อ จังหวัดนครพนม”

ผศ.ดร.วรมิญช์ เปิดเผยว่า “เครื่องลดมวลขยะอินทรีย์” เป็นอุปกรณ์ที่ต่อยอดและประยุกต์จากงานวิจัยที่มีอยู่แล้วในท้องตลาด เพื่อลดการจัดการขยะในภาคครัวเรือนซึ่งเป็นอีกชิ้นงานนวัตกรรม ส่วนหนึ่งสำหรับ “โครงการการบริหารจัดการขยะอินทรีย์บนฐานคิด BCGชุมชนตำบลท่าค้อ จังหวัดนครพนม”จากการสนับสนุนทุนวิจัยของ วช. ผ่านงานวิจัยท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากภาคอีสาน ปี 2567 ที่ผ่านการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการจัดการขยะร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลท่าค้อ และชาวตำบลท่าค้อ

“เครื่องลดมวลขยะอินทรีย์” ใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการรวบรวมขยะอินทรีย์ ขยะอาหาร ที่ผ่านการแยกแล้วในชุมชน หรือ ร้านค้า-ผู้ประกอบการ ที่ไม่สามารถจัดการขยะอาหารด้วยตนเอง เนื่องจากไม่มีพื้นที่หรืออุปกรณ์ที่เหมาะสม แต่มีความจำเป็นต้องทิ้งรวมกับขยะทั่วไป ทำให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องในชุมชน ตลอดจนการเก็บขนและข้อจำกัดของสถานที่กำจัดขยะ

คุณสมบัติการทำงาน “เครื่องลดมวลขยะอินทรีย์” เมื่อทำการแยกขยะอาหารย่อยสลายจากครัวเรือน สามารถนำขยะใส่ในเครื่อง (แต่ห้ามเป็นขยะน้ำหรือขยะเหลว จำพวกน้ำแกง เศษขยะที่มีลักษณะแข็ง และขยะที่มีกลิ่นเหม็นจากการสะสมนาน) โดยเครื่องดังกล่าว จะทำงานผ่านกระบวนการดูดความชื้น (วัสดุดูดความชื้น เช่น ขี้เลื่อย แกลบ หรือใบไม้แห้ง และพัดลมดูดอากาศ) ซึ่งเครื่องจะมีการพลิกกองขยะ โดยมีแกนเหล็กต่อกับมอเตอร์ตลอดเวลา เพื่อให้ขยะอาหารแห้ง แข็ง กรอบ หรือสลายเป็นชิ้นเล็กๆ ทำให้ขยะที่ผ่านการทำงานของเครื่องลดมวลขยะอินทรีย์ หมดฤทธิ์ความเน่าเหม็น ยืดเวลา ลดความถี่ในการเก็บขนขยะของ อบต. (ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นปุ๋ยหมัก) และเมื่อการทำงานของเครื่องลดมวลขยะอินทรีย์ผ่านไป 1-2 วัน จะทำให้ขยะแห้งและสามารถนำขยะดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในส่วนอื่นๆ ได้ในลำดับต่อไป

“ลักษณะพิเศษของเครื่องลดมวลขยะอินทรีย์ จะมีฝาปิดป้องกันกลิ่น ยกสูงจากพื้นเพื่อป้องกันสัตว์คุ้ยเขี่ย สามารถเหยียบเปิดฝาได้โดยไม่ต้องจับฝา มีไฟฟ้าส่องสว่างสำหรับการทิ้งตอนกลางคืน โดยอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดเป็นการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ ซึ่งจะทำงานตลอด 24 ชม. ขนาดบรรจุ 150 ลิตร และ 200 ลิตร ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทดลองการใช้งาน และทดลองติดตั้งในพื้นที่ตำบลท่าค้อไปแล้ว จำนวน 6 จุด ด้วยกัน” ผศ.ดร.วรมิญช์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ตรัง ดัง เด่น’ เมืองแห่งการเรียนรู้ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรมจีน ยกระดับสู่เครือข่ายยูเนสโก

‘ตรัง ดัง เด่น’ เมืองแห่งการเรียนรู้ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรมจีน ยกระดับสู่เครือข่ายยูเนสโก

‘ตรัง ดัง เด่น’ เมืองแห่งการเรียนรู้ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรมจีน ยกระดับสู่เครือข่ายยูเนสโก

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิชาศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาจีน ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับ ม.สงขลานครินทร์และภาคีเครือข่ายเทศบาลนครตรัง จัดโครงการ “ตรัง ดัง เด่น : เมืองแห่งการเรียนรู้อิสระเสรีบนทุนทางวัฒนธรรมจีน” ขับเคลื่อน จ.ตรัง เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ยกระดับสู่เครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก

อาจารย์ ดร.เกตมาตุ ดวงมณี อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาจีน ม.วลัยลักษณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า ตนและอาจารย์ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง พร้อมคณะทำงานและภาคีเครือข่ายเทศบาลนครตรัง จัดโครงการ “ตรัง ดัง เด่น :เมืองเรียนรู้อิสระเสรีบนทุนทางวัฒนธรรมจีน” สร้างกระบวนการเรียนรู้ โดยมีปราชญ์ ผู้เชี่ยวชาญ และนวัตกรชุมชน เล่าขานความเป็นมา วิถีชีวิต ภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่ร้อยเรียงผ่านกาลเวลาของชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ จ.ตรัง ทั้งเรื่องตำนานอาหารจีนที่โด่งดังมาถึงปัจจุบันของจังหวัดตรัง อาทิ หมูย่างเมืองตรัง ขนมเค้ก เกาหยุก ตำนานการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนท้องถิ่นในจังหวัดตรัง รวมถึงกิจกรรมสำรวจแผนที่ทางวัฒนธรรม ศาลเจ้าของชาวจีน และตำนานวัฒนธรรมประเพณีชาวจีน อาทิ ประเพณีถือศีลกินผัก ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ของชาวจีนเชื้อสายต่างๆ และชาวไทยในชุมชนและการสร้างระบบนิเวศในการเรียนรู้อิสระเสรีแก่บุคคลทุกช่วงวัยในทุกสถานที่ ทั้งในระดับครอบครัวหรือชุมชน

โดยมีความร่วมมือของเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน การใช้พื้นที่สาธารณะให้เป็นประโยชน์ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อนำอัตลักษณ์วัฒนธรรมจีนไปสู่การพัฒนาในเชิงพาณิชย์ และอนุรักษ์รวมถึงบริหารความเสี่ยงในการสาบสูญไปตามกาลเวลา และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อยกระดับเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ของชุมชน เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนในท้องถิ่นดั้งเดิมกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เข้าถึงกลุ่มผู้คนทุกเพศ ทุกวัยทุกระดับชั้นการศึกษาและชุมชนโดยตรง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้คนมาสัมผัสเรียนรู้ อนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมข้างต้น ก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทำให้ชุมชนเกิดความเสมอภาคพึ่งพาตนเองได้ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ และนำไปสู่การเป็นประเทศที่มีความสุขในโลกดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกระดับ จากทั่วทุกมุมโลกในอนาคต

ภายในโครงการได้จัดเป็นกิจกรรมย่อยหลายกิจกรรม อาทิ กิจกรรม “ภาษา ภาพ อักษร : อัตลักษณ์ร่วมจีน” ที่จัดขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2568 ที่ผ่านมา ณ บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลนครตรัง อ.เมือง จ.ตรัง ภายในงานมีกิจกรรมการสาธิต การแสดง และการฝึกปฏิบัติศิลปะการเขียนพู่กันจีน การพูดภาษาจีนศิลปะการวาดหน้ากากจีน และอาหารชาติพันธุ์จีน จากผู้เชี่ยวชาญและเจ้าของภาษา รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้สนใจและประชาชนได้ร่วมเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ พร้อมบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอนโดยมีนักศึกษาวิชาเอกภาษาจีน ในรายวิชาการแปลภาษาจีน ม.วลัยลักษณ์ ร่วมทำกิจกรรมเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมจีน เช่น การใช้ภาษาจีนในการสื่อสารและการปฏิบัติเขียนพู่กันจีนแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

อาจารย์ ดร.เกตมาตุ กล่าวในตอนท้ายว่า โครงการ “ตรัง ดัง เด่น : เมืองเรียนรู้อิสระเสรีบนทุนทางวัฒนธรรมจีน ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้ประเด็น “การยกระดับและขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)” ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ในมิติการพัฒนาด้านการศึกษาแนวคิด “การศึกษาตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) ที่มีบทบาทสำคัญในยุคปัจจุบัน โดยกระบวนการขับเคลื่อนของแต่ละภาคส่วนในจังหวัดจะผลักดันให้เกิดเมืองแห่งการเรียนรู้ตามกรอบเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโกต่อไป (UNESCO Global Network of Learning Cities : GNLC)

สจล.จัดแสดงสุดยอดนวัตกรรม 7 กลุ่ม ในงาน ‘KMITL Innovation Expo 2025’

สจล.จัดแสดงสุดยอดนวัตกรรม 7 กลุ่ม ในงาน ‘KMITL Innovation Expo 2025’

สจล.จัดแสดงสุดยอดนวัตกรรม 7 กลุ่ม ในงาน ‘KMITL Innovation Expo 2025’

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดมหกรรมการแสดงสุดยอดนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี ในงาน KMITL Innovation Expo 2025 ซึ่งแบ่งเป็นนวัตกรรม 7 กลุ่ม ที่พร้อมขับเคลื่อน และตอบโจทย์ทุกภาคส่วนในระดับโลก ได้แก่ นวัตกรรมเพื่อสังคม นวัตกรรมศิลปะและการออกแบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีด้านการศึกษา เมืองอัจฉริยะและโซลูชั่นสำหรับเมือง และนวัตกรรมด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ยังเปิดพื้นในทุกๆ คณะ/ วิทยาลัยให้นักเรียนได้สัมผัสห้องเรียน ห้องปฏิบัติการต่างๆ กับกิจกรรม OPEN HOUSE AND LAB TOURS และ Workshop จัดระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม 2568 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) หอประชุมศาสตราจาย์ประสม รังสิโรจน์ (คณะ สถาปัตยกรรมศิลปะ และการออกแบบ) และหอประชุมใหญ่สถาบัน (คณะวิศวกรรมศาสตร์) สจล.ลงทะเบียน และติดตามรายละเอียดที่ https://expo.kmitl.ac.th/ (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

‘โรงเรียน ธ.ค.-เอ็มม่า อลิส’ ลงนามMOU ‘ห้องเรียนหลักสูตรนวัตกรรม-AI’

‘โรงเรียน ธ.ค.-เอ็มม่า อลิส’ ลงนามMOU ‘ห้องเรียนหลักสูตรนวัตกรรม-AI’

‘โรงเรียน ธ.ค.-เอ็มม่า อลิส’ ลงนามMOU ‘ห้องเรียนหลักสูตรนวัตกรรม-AI’

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.39 น.

โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ลงนาม MOU กับ เอ็มม่า อลิส โครงการห้องเรียนหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ห้องประชุมแก้วอินทนิล โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นายเจริญ บัวลี ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม  เป็นประธานในการประชุม ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU และสัญญาการว่าจ้าง โครงการห้องเรียนสู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่ หลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ ( AI) ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส กับ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ร่วมกับนายเอกสิทธิ์  เกิดกฤษฎานนท์  ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจํากัด เอ็มม่า อลิส โดยมี นายยุทธนา กล่องโค รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ นายภาณุ เผื่อนงูเหลือม ครูผู้ดูแลหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์(AI) นายสันติสุข ชมแผน ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรมการศึกษา ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568ที่ผ่านมา

นายเจริญ บัวลี ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม  เปิดเผยว่า โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม  เป็นสถานศึกษารางวัลพระราชทาน ระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ เราเล็งเห็นความสำคัญในการศึกษาของนักเรียนของเราที่มี ทั้งหมดจำนวน 5,125 คน จึงจำเป็นต้องเปิดการเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อสนองความต้องการของนักเรียน  AI หรือปัญญาประดิษฐ์ถือว่าสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน สมกับสโลแกนของโรงเรียนที่ว่า  ‘ทุกโอกาสคือการเรียนรู้  พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง’  อีกประการหนึ่งทาง สพฐ.ได้กำหนดให้ทางโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนต้นแบบของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ปทุมธานี ในเรื่องแผนการเรียนปัญญาประดิษฐ์ เราจึงได้เปิดแผนการเรียนนี้ขึ้นมา  อันที่จริงแล้วไม่ใช่เป็นปีแรกในการเรียนการสอน AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เราได้มีการเรียนการสอนมาบ้างแล้วในห้องเรียน AI วิศวะ AI  ซึ่งนักเรียนที่สนใจเรียนหลักสูตรนี้มีเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชั้นมัธยมปลาย สำหรับปีนี้เราเปิดหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์(AI) ทั้งม.1 และ ม.4 โดยได้เชิญคุณครู และวิทยากรที่เกี่ยวข้อง มาทำหลักสูตรเพื่อเปิดเป็นทางการในปีนี้  ซึ่งนักเรียนที่จบ ม.3 แล้วขึ้นต่อ ม.4 ที่ต้องการจะเรียนหลักสูตรนี้ เกินจำนวนที่เราต้องการ แต่ทางเราก็มีวิธีการคัดเลือกตามความต้องการและความสนใจ  จึงได้มีโครงการและสร้างห้องเรียน AI นี้ขึ้นมา คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ด้านนายยุทธนา กล่องโค รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ  กล่าวว่า ทางผู้อำนวยการได้มอบหมายให้กลุ่มบริหารวิชาการ  สร้างความร่วมมือเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับแผนการเรียนดังกล่าวนี้ จึงได้ขอความร่วมมือ ในการทำMOU กับสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรม เพื่อส่งต่อ รองรับความต้องการนักเรียนในแผนการเรียนนี้ในการศึกษาต่อในอุดมศึกษาหลายๆสถาบันด้วยกัน

ส่วนทางด้านนายภาณุ เผื่อนงูเหลือม ครูผู้ดูแลหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์(AI) กล่าวว่า หลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์(AI) ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการในปีการศึกษา 2568 นี้ ซึ่งเนื้อหาที่นักเรียนจะได้เรียน จะเป็ม ม.1-ม.4 จะเน้นให้นักเรียนมีการสร้างชิ้นงานขึ้นมา มาสร้างมาแล้วสามารถนำไปต่อยอดในระดับอุดมศึกษาได้ สำหรับเนื้อหาในการเรียนจะเริ่มตั้งแต่สิ่งที่เป็น IoT ไมโครคอลโทรลเลอร์ (MCU) รวมไปถึงการใช้ AI เพื่อมาช่วยในการที่จะประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นการการประมวลผลภาพ-คำ จะเป็นการต่อยอดให้กับนักเรียนที่จะไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้เป็นอย่างดี

ด้านนายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจํากัด เอ็มม่า อลิส กล่าวว่า ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันความสำเร็จให้นักเรียนโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม  ได้พัฒนาขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  พร้อมที่จะนำความรู้ ทักษะ ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี ไปบูรณาการร่วมกับความรู้ในสาขาที่นักเรียนต้องการศึกษาต่อในระดับสูงได้  เมื่อจบการศึกษาออกมามี ‘ความเก่งวิชาการ เชี่ยวชาญนวัตกรรม’  สามารถสร้างสรรค์อนาคตได้   คาดหวังให้นักเรียนทุกคนได้คิด และลงมือปฏิบัติจริง สามารถแก้ไขปัญหาได้ นำความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ไปใช้ประยุกต์หรือหาโอกาสกับการทำงานของตนเองทุกสาขาในอนาคตได้ หรือแม้กระทั่งสามารถพัฒนาตนเองเป็นเจ้าของธุรกิจ (Startup) ในภายภาคหน้าได้อีกด้วย /// – 026