ร.ร.อัสสัมชัญจัดฉลอง ‘140 ปี แห่งความภาคภูมิใจ : อัสสัมชัญสู่ศตวรรษใหม่ของการศึกษา’

ร.ร.อัสสัมชัญจัดฉลอง '140 ปี แห่งความภาคภูมิใจ : อัสสัมชัญสู่ศตวรรษใหม่ของการศึกษา'

ร.ร.อัสสัมชัญจัดฉลอง ‘140 ปี แห่งความภาคภูมิใจ : อัสสัมชัญสู่ศตวรรษใหม่ของการศึกษา’

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.07 น.

โรงเรียนอัสสัมชัญ จัดงานฉลองการก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ “140 ปี แห่งความภาคภูมิใจ: อัสสัมชัญสู่ศตวรรษใหม่ของการศึกษา”

14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวานิช พระอัครสังฆราชกิตติคุณแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เป็นประธานพิธีบูชาขอบพระคุณ เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 140 ปี การก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ “140 ปี แห่งความภาคภูมิใจ: อัสสัมชัญสู่ศตวรรษใหม่ของการศึกษา” (140 Years of Pride: Assumption Towards a New Century of Education.) พร้อมด้วย อาร์ชบิชอปปีเตอร์ ไบรอัน เวลส์ (His Excellency Archbishop Peter Brian Wells) เอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย นายลูวิช ดือ อัลบูแกร์ก วือโลซู (H.E. Mr. Luiz de Albuquerque Veloso) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปรตุเกสประจำประเทศไทย Ms. Abigail Poole รองหัวหน้าคณะผู้แทนทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย (Deputy Head of Mission Embassy of New Zealand in Thailand) ภราดา ดร.เดชาชัย  ศรีพิจารณ์ ประธานมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแขวงประเทศไทย ภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ภราดาวิริยะ  ฉันทวโรดม ที่ปรึกษาโรงเรียนอัสสัมชัญ คณะนักบวชคาทอลิกชาย-หญิง ตัวแทนผู้ปกครอง นักเรียน และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุม หลุยส์-มารีย์ แกรนด์ฮอล์ (Louis-Marie Grand Hall) โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 

สำหรับกิจกรรมการฉลองการก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ “140 ปี แห่งความภาคภูมิใจ: อัสสัมชัญสู่ศตวรรษใหม่ของการศึกษา” ประกอบด้วย การทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง พระสงฆ์ จำนวน  9  รูป พิธีวางดอกไม้สักการะ บาทหลวงเอมิล กอลมเบต์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ โดยผู้แทนโรงเรียน กล่าวถึงประวัติโรงเรียนอัสสัมชัญ และบาทหลวงเอมิล กอลมเบต์ เป็น 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ  ภาษาฝรั่งเศส และภาษาจีน หลังจากนั้นเป็นพิธีบูชาขอบพระคุณ เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 140 ปี การก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก โดยหลังจากเสร็จพิธี  อาร์ชบิชอปปีเตอร์ ไบรอัน เวลส์ (His Excellency Archbishop Peter Brian Wells) เอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดีและมอบใบพรจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งพระศาสนจักรคาทอลิกและประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน ให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ

โรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นโรงเรียนคาทอลิกแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นโรงเรียนแรกในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เปิดทำการสอนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1885) โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนอาซมซานกอเล็ศ (COLLEGE DE L’ASSOMPTION)” โดยมี บาทหลวงเอมิล กอลมเบต์ เจ้าอาวาสวัดสวนท่าน (อาสนวิหารอัสสัมชัญในปัจจุบัน) เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียน ได้เพียรพยายามให้ความรู้และการศึกษาแก่เด็กชายไทยในเขตบางรักที่กำพร้า ยากจน และด้อยโอกาสโดยหวังจะให้เด็กเหล่านั้นมีวิชาความรู้ติดตัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคม จากบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ซึ่งใช้เป็นที่เรียนชั่วคราว และมีนักเรียนจำนวน 12 คน ต่อมาในปี พ.ศ. 2444 (ค.ศ. 1901) คณะภราดาเซนต์คาเบรียล 5 ท่านแรก เดินทางมาจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อเข้ามารับภารกิจการบริหารโรงเรียนต่อจากบาทหลวงกอลมเบต์ ผู้มีภารกิจมากและชราภาพ

ปัจจุบันโรงเรียนอัสสัมชัญ เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนกประถม ตั้งอยู่ที่ ซอยสาทร 11 เขตสาทร แผนกมัธยมตั้งอยู่บริเวณถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพฯ ซึ่งหลักสูตรของโรงเรียนอัสสัมชัญ ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนในการเผชิญโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งในด้านวิชาการ ทักษะ และจริยธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงวิจัยและพัฒนา และสร้างพื้นที่สำหรับนักเรียนในการสร้างสิ่งที่สนใจ นอกจากนี้ยังเล็งความสำคัญด้านสุขภาพจิตของนักเรียน มีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาประจำภายในโรงเรียน ณ ศูนย์ AC Counseling and Wellbeing Center อีกด้วย

ธอส.ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ

ธอส.ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ

ธอส.ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.41 น.

ธอส.ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ สร้างโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ รองศาสตราจารย์ ดร.อภิสิฏฐ์ ศงสะเสน รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้แทนอธิการบดี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพทางด้านวิชาการให้แก่บุคลากรของทั้ง 2 หน่วยงาน รวมไปถึงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยการเพิ่มทักษะและโอกาสทางการศึกษาและวิชาชีพ พร้อมทั้งพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์สนับสนุนให้เกิดการวิจัย และพัฒนาให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ ธอส.และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง ธอส.และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดขึ้น ณ ห้องประชุมคณะวิทยาศาสตร์ ชั้น 6 อาคารศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ 60 พรรษา เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568

– 006

มก.ประกาศไม่รับของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมต่อต้านคอร์รัปชัน

มก.ประกาศไม่รับของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมต่อต้านคอร์รัปชัน

มก.ประกาศไม่รับของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมต่อต้านคอร์รัปชัน

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.08 น.

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกาศเจตนารมณ์ เรื่อง นโยบายการไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (No Gift Policy) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ก.บ.ม.) โดยมีคณะผู้บริหาร ประกอบด้วยรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการกอง บุคลากร และ นิสิต เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมทั้งถ่ายทอดการประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าว ผ่านระบบเครือข่ายนนทรี เว็บไซต์  เฟซบุ๊ก จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนสื่อต่างๆ เพื่อสื่อสารให้บุคลากรและนิสิตได้แสดงพลังเจตนารมณ์และสร้างวัฒนธรรมองค์กรอย่างเข้มแข็งโดยพร้อมเพรียงกันในการไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ประกาศว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหน่วยงานที่ผู้บริหารและบุคลากรทุกคนไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (No Gift Policy)  ไม่ว่าจะเป็นก่อนปฏิบัติหน้าที่ ขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือหลังปฏิบัติหน้าที่ ที่จะส่งผลให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยขอให้ผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการขับเคลื่อนนโยบายการไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (No Gift Policy) รวมทั้งการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรและค่านิยมสุจริตในการปฏิบัติงานอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม โปร่งใส ตามขั้นตอน กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล

ทั้งนี้ การให้หรือรับของขวัญ ของที่ระลึกหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาหรือตามปกติประเพณีนิยม ให้เป็นไปตามประกาศมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องแนวทางปฏิบัติในการรับและให้ของขวัญ ( No Gift Policy) ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2565 และประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าพนักงานของรัฐ พ.ศ. 2563 ประกาศ ณ วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568 ลงนามโดย ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

-(016)

อาชีวะ-CEA ยกระดับ Soft Power อาชีวศึกษา เพิ่มขีดความสามารถงานวิจัย

อาชีวะ-CEA ยกระดับ Soft Power อาชีวศึกษา เพิ่มขีดความสามารถงานวิจัย

อาชีวะ-CEA ยกระดับ Soft Power อาชีวศึกษา เพิ่มขีดความสามารถงานวิจัย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.43 น.

“อาชีวะ- CEA“ ร่วมเปิด “โครงการยกระดับ Soft Power อาชีวศึกษา” เพิ่มขีดความสามารถการวิจัย นวัตกรรม ทักษะสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนประเทศ

วันนี้ (13 ก.พ.) นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดโครงการยกระดับ Soft Power อาชีวศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ด้วยการวิจัย นวัตกรรม และทักษะสร้างสรรค์ หรือ Creative Skill up by OVEC x CEA ประจำปีงบประมาณ 2568  โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ Creative Economy Agency (CEA) โดยมี ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผอ.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฯ ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา พร้อมผู้บริหารสถานศึกษา และคณาจารย์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตลอดจนคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฯ และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เข้าร่วมงาน ที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ (TCDC) เขตบางรัก กทม.

นายสง่า กล่าวว่า  โครงการยกระดับ Soft Power อาชีวศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ด้วยการวิจัย นวัตกรรม และทักษะสร้างสรรค์ หรือ “Creative Skillup by OVEC x CEA” เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ทีมครูและนักเรียน – นักศึกษา ทั้งระดับ ปวช.,ปวส.และปริญญาตรี สังกัด สอศ.ที่มีความสนใจด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ บริการสร้างสรรค์ตลอดจนผลงานสร้างสรรค์ ในรูปแบบต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับโจทย์ความต้องการในพื้นที่ทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น อัตลักษณ์ชุมชน และ Soft Power สมัครเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งข้อเสนอโครงการ(Concept Proposal) ที่ผ่านการคัดเลือก จะได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

ทั้งนี้ สอศ.ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมภายใต้แนวคิด Local to Global ใน 3 มิติ ดังนี้ 1. เรียนรู้อดีต: การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจากองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ทุนทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์ต่อยอดและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ  2. เข้าใจปัจจุบัน:การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัย ตลอดจนก่อให้เกิดอัตลักษณ์ใหม่และภาพจำใหม่ที่สอดคล้องกับรสนิยมและวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน 3.สร้างสรรค์อนาคต : การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งต่อองค์ความรู้และภูมิปัญญา สู่การพัฒนาต่อยอดทั้งในระดับประเทศและระดับสากล โดยคำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในมิติชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

สำหรับโครงการดังกล่าวสอดคล้องตามนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา (8 Agenda) ประเด็นการพัฒนาที่ 7 เสริมสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษายุคใหม่ ข้อที่ 7.2 ส่งเสริมและสนับสนุน Soft Power อาชีวศึกษา และสอดคล้องกับนโยบายเรือธงของรัฐบาล เรื่องการส่งเสริม Soft Power ของประเทศ ยกระดับภูมิปัญญาไทยไปสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Culture) โดยมุ่งเน้นสนับสนุนและส่งเสริมการปรับใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน (Local Wisdom) ซึ่งเป็นศักยภาพของคนไทยและทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทย เพื่อยกระดับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากทุนทางวัฒนธรรมให้มีมาตรฐาน มีการออกแบบที่โดดเด่นและมีความร่วมสมัย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก  โดยเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้คือ การสร้างคุณค่าและมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรมและทักษะสร้างสรรค์ทั้งในมิติชุมชน/สังคมและมิติเชิงพาณิชย์ (Utilization for Community & Commercial Sectors) สร้างกำลังคนและเครือข่ายทำงานสร้างสรรค์ในระดับพื้นที่ สร้างความร่วมมือกับภาค Demand Side(พื้นที่/ชุมชน/สถานประกอบการ) หน่วยงานผู้ให้ทุน (Funding Agency) และ Stakeholders ต่าง ๆ ตลอดจนสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Space) ในระดับสถานศึกษา และย่านสร้างสรรค์ (Creative District) ระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และสร้างเวทีในการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ ทั้งในระดับพื้นที่ และระดับชาติ

“โครงการความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นมิติที่สำคัญ ที่ สอศ.ได้ร่วมมือกับ CEA ในการพัฒนาทักษะสร้างสรรค์ ในเรื่องของทุนนวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ ซอฟพาวเวอร์ ซึ่งจะมีโค้ชชิ่งจาก CEA มาให้ความรู้เสริมให้กับผู้เรียนอาชีวะฯ ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้ามาได้ จากนั้นคณะทำงาน หรือ CEA จะคัดกรองเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Workshop โดยวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน Soft Power และจะได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมถึงได้รับโอกาสสำคัญอื่นๆด้วย  โดยทางโครงการฯเปิดรับสมัครถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 นี้ ก็ฝากถึงผู้เรียนว่าวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนได้เพียงลำพัง จะต้องมีโคชชิ่งที่ดี มีวิธีการจัดการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน และการร่วมมือกับสถานประกอบการและชุมชน ดังนั้น การมาเรียนอาชีวะฯจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นทั้งงานและอาชีพอย่างแน่นอน เพราะ สอศ. มุ่งสร้างคุณภาพให้กับผู้เรียนอาชีวะฯให้มีทักษะสร้างสรรค์ ออกไปสู่โลกของการทำงานการสร้างอาชีพได้“ รองเลขาธิการ กอศ.กล่าว

ด้าน ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผอ.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ Creative Economy Agency (CEA) กล่าวว่า CEA ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมให้แก่ชุมชน สาธารณชน และสถาบันการศึกษา การพัฒนาพื้นที่ที่เอื้อต่อบรรยากาศสร้างสรรค์และการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ รวมทั้งการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ยินดีให้การสนับสนุนและร่วมเป็น Coach & Mentor ให้แก่โครงการนี้ เพื่อร่วมกับ สอศ.ในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการวิจัย การพัฒนานวัตกรรม และทักษะที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สาขาต่าง ๆ ให้แก่คณะครู นักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ CEA ยังพร้อมเป็น Coordinator และศูนย์กลาง (Hub)ในการประสานความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ กับหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ผ่านกลไกของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ที่ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา เชียงราย แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก นครราชสีมา อุบลราชธานี  ศรีสะเกษ สุรินทร์ ภูเก็ต และปัตตานี

“หวังว่าความร่วมมือวันนี้ จะนำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ ในมิติ ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อส่งต่อซอฟพาวเวอร์ของประเทศไทยต่อไปในอนาคต” ดร.ชาคริต กล่าว

ขณะที่ ดร.นิรุตต์ กล่าวว่า ทุกข้อเสนอของโครงการ และ concept เปเปอร์ ของทีมนักวิจัยที่ผ่านการคัดเลือก จะได้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปโดยวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านซอฟพาวเวอร์ และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมถึงได้รับโอกาส เช่น  1.โอกาสในการพัฒนาผลงานและยกระดับทักษะด้านซอฟพาวเวอร์ โดย CEA และ TCDC  ร่วมเป็นโคชชิ่ง  2.โอกาสในการได้เผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางสื่อชั้นนำ ภายใต้การสนับสนุนของ CEA และ TCDC  3.โอกาสในการ แสดงผลงานในอาร์ตแกลเลอรี่ หรืออาร์ตสเปซ ภายใต้การสนับสนุนของ  CEA และ TCDC  และ 4.โอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมและการเสนอผลงาน ในเทศกาลสำคัญ เช่น บางกอกดีไซน์วีค  อีสาน ครีเอทีฟ festival และ เชียงใหม่ดีไซน์วีค ตลอดจนงานอื่นๆที่เป็นการแสดงผลงานสร้างสรรค์ โดยตั้งเป้าหมายผลงานหรือโครงการที่ผ่านการคัดเลือกให้ได้รับทุนวิจัยจำนวนไม่น้อยกว่า 20 โครงการ จะสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่หลากหลาย เช่น ผลงานการวิจัย องค์ความรู้นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ บริการ ทักษะสร้างสรรค์ และสื่อสร้างสรรค์

ตลอดจนก่อให้เกิดผลรับและผลกระทบในรูปแบบห่วงโซ่คุณค่าที่ช่วยเสริมสร้างความยั่งยืน ในวิธีต่างๆ ดังนี้ 1.เกิดความร่วมมือระหว่างกลุ่มนักสร้างสรรค์ ทั้งคุณครูและนักเรียนนักศึกษาในระดับสถานศึกษา กับเครือข่ายนักสร้างสรรค์ ศิลปิน นักออกแบบ ผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ 2.เกิดการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย นวัตกรรม องค์ความรู้ และทักษะสร้างสรรค์ที่เป็นรูปธรรมต่อพื้นที่ ชุมชน สังคม และสถานประกอบการในพื้นที่ และ 3.สร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่น และสร้างการยอมรับเกี่ยวกับผลงานสร้างสรรค์ และ Soft Power อาชีวศึกษา เพื่อยกระดับสู่ความร่วมมือในมิติต่างๆต่อไป

สำหรับการดำเนินโครงการครั้งนี้ มีสถานศึกษาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในการจัดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี, วิทยาลัยพาณิชยการธนบุรี, วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม, และ วิทยาลัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

015

นี่หรือการศึกษาไทย? ติด‘0-ร-มส’เด็กไม่เรียน-ไม่ส่งงาน แต่ครูถูกกดดันให้ปล่อยผ่าน

นี่หรือการศึกษาไทย? ติด‘0-ร-มส’เด็กไม่เรียน-ไม่ส่งงาน แต่ครูถูกกดดันให้ปล่อยผ่าน

นี่หรือการศึกษาไทย? ติด‘0-ร-มส’เด็กไม่เรียน-ไม่ส่งงาน แต่ครูถูกกดดันให้ปล่อยผ่าน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.36 น.

13 ก.พ. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ครูวันดี” ของเว็บไซต์ kruwandee.com ซึ่งรวบรวมข่าวสารในแวดวงการศึกษาและอาชีพครู เผยแพร่บทความ “0 ร มส: เกรดที่ครูต้องรับผิด ผอ.ต้องรับรู้” เนื้อหาดังนี้

หมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทที่ห่างจากตัวเมืองไปหลายสิบกิโลเมตร มีโรงเรียนมัธยมขนาดกลางแห่งหนึ่ง นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กบ้านๆ พ่อแม่ทำไร่ทำนา บางคนต้องช่วยงานที่บ้านก่อนมาเรียน ทำให้บางวันมาสาย หรือไม่มาเลย

ในห้อง ม.3/2 มีเด็กคนหนึ่งชื่อ “ไอ้เหลิม” หรือ “เหลิม หลับลึก” ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะครูเกือบทุกคน ไม่เคยเห็นมันตื่นเต็มที่ในคาบเรียน

“เหลิม” เป็นเด็กที่ โผล่มาเรียนบ้าง ไม่มาเรียนบ้าง และแน่นอน… ไม่เคยส่งงานเลย

“ครูครับ ผมขอสอบแก้ครับ”

“สอบแก้อะไร? งานก็ไม่ส่ง รายงานก็ไม่มี มาเรียนก็แทบนับครั้งได้” ครูมองหน้าไอ้เหลิมอย่างปลง ๆ

“ครูให้ผมติดศูนย์ไม่ได้เด้อ ผอ.เพ่งอยู่”

ครูถอนหายใจ… ช่วงนี้ ผอ.กำลังเพ่งเล็งเรื่องเกรด 0 ร มส เป็นพิเศษ โรงเรียนนี้ต้อง “เด็กต้องผ่านทุกคน” ไม่งั้น ครูโดนเรียกไปชี้แจง

ครูรู้ดีว่า “นโยบาย 0 ร มส แก้ก่อน” มีเจตนาดี เพราะไม่อยากให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ต้องการให้โอกาสเด็ก แต่ปัญหาคือ “มันถูกใช้ผิดวิธี”

เด็กที่ตั้งใจเรียนทุกวัน ทำงานทุกชิ้น เหนื่อยกับการสอบ กลับได้เกรดเฉลี่ยพอๆ กับ “ไอ้เหลิม” ที่หายตัวไปเกือบทั้งเทอม แล้วโผล่มาขอแก้ตอนใกล้ตัดเกรด

“แบบนี้มันยุติธรรมกับเด็กขยันตรงไหน?”

วันประชุมครู ผอ.เรียกครูทุกคนมาพูดเรื่องผลการเรียน

“ทำไมปีนี้มีเด็กติด 0 ร มส เยอะ?” ผอ.มองไปรอบๆ อย่างเคร่งเครียด

“ครูต้องใส่ใจเด็กนะครับ เด็กที่ติดศูนย์ แปลว่าเราไม่ดูแลเขาดีพอ”

ครูหลายคนก้มหน้าเงียบ บางคนหงุดหงิดเพราะรู้อยู่แก่ใจว่า เด็กที่ติดศูนย์คือเด็กที่ครูให้โอกาสแล้ว แต่เขาไม่คว้าเอง

ครูคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างกล้าหาญ “ผอ.ครับ ผมใส่ใจเด็กที่มาเรียนทุกวันแล้ว แต่ผมจะตามเด็กที่ไม่เคยโผล่มาได้ยังไงครับ?”

ผอ.เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงอ่อนลง “มันคือหน้าที่ของครูนะ ต้องช่วยให้เด็กทุกคนผ่าน…”

“แต่ผอ.ครับ ถ้าครูต้องทำทุกวิถีทางให้เด็กผ่าน โดยที่เด็กไม่ต้องพยายาม แบบนี้เราให้ความรู้ หรือให้เกรดกันแน่ครับ?”

ครูทั้งห้องเงียบ…

สุดท้าย ไอ้เหลิมก็รอดจาก 0 ร มส อีกครั้ง ด้วยการทำงานส่งแบบเร่งด่วน โดยไม่ได้เข้าใจเนื้อหาจริง ๆ สักนิด แต่ก็ได้ เกรดเดียวกับเด็กที่นั่งเรียนทุกวัน

ครูได้แต่ถอนหายใจ… “ครูไม่ได้อยากให้ใครติดศูนย์ แต่ถ้าเด็กไม่เรียน ไม่ส่งงาน แล้วครูต้องให้ผ่าน… แล้วการศึกษามันจะมีความหมายอะไร?”

นี่ไม่ใช่ปัญหาของครูคนเดียว แต่มันคือ “ปัญหาของระบบ ที่สร้างเด็กที่ไม่ต้องพยายาม และโยนภาระให้ครูต้องรับผิดชอบ”

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ

#ครูวันดี

ซึ่งบทความดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก และคาดว่าหลายคนน่าจะเป็นครูที่เผชิญชะตากรรมแบบเดียวกัน เช่น

“ไม่ใช่แค่ติด 0 ร มส. นะ นร. ต้องได้เกรด 3 ขึ้นไป 70% เพื่อให้ผ่านการประเมินสถานศึกษาด้วยค่ะ”

“ใช่ครับ เอาใจนายที่อยู่ข้างบน เกรด 3 อ่านหนังสือไม่ออกก็มี พูดไปความผิดก็มาที่ครูอีก ครูสอนยังงัยเด็กอ่านหนังสือไม่ออก 555”

“รื้อระบบการศึกษาใหม่ก็ดีครับ…เด็กไม่มาเรียนเลยตามตัวก็ไม่ได้แต่โผล่มาสัปดาห์สุดท้ายเพื่อของานส่ง..ผู้บรหิหารก็บอกอย่าให้เด็กต่ำกว่าเกรดนู่นนี่นั่นอีก..แบบนี้เด็กที่ตั้งใจมาเรียนทุกวันจะรู้สึกอย่างไร ไหนจะค่ารถ ค่ากิน นอนอยู่บ้านแล้วมาสัปดาห์สุดท้ายเหมือนกันหมดแบบนี้ก็จะแย่เอานะครับผมว่า”

“นักเรียนไม่สนใจเรียน แต่เป็นความผิดครู งั้นก็เอา 4.0 ไปทั้ง รร.คับ”

“เป็นเรื่องราวที่สะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทยค่ะ ผู้เขียนสื่อให้เห็นภาพจริงแท้ที่สุดค่ะ”

“ถ้าแบบนี้จะเด็กๆที่ตั้งใจเรียนเพื่อไม่ติดเขาจะตั้งใจทำไหม”

“ถูกต้องที่สุด กำลังเจอเลยตอนนี้เด็กไม่เคยส่งงาน ขาดเรียนบ่อยๆ แต่จะให้ผ่าน..มันใช่ระบบการศึกษาไหม ถ้างั้นก็ไม่ต้องมาเรียน อยู่บ้าน มาสอบที่เดียวปลายภาคเลย ดีกว่า”

แต่ก็มีบางความเห็นที่มองต่างออกไป เช่น

“ดีกว่าเด็กออกนอกระบบครับ…อย่างน้อยก็ยังมีวุฒิไปประกอบสัมมาอาชีพครับ….ไม่ต้องไปเป็นโจรเป็นขโมยสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม”

ขอบคุณเรื่องจาก

043…

มทร.ธัญบุรี จัดประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 31 หนุนเกษตรไทย นวัตกรรมและความยั่งยืน

มทร.ธัญบุรี จัดประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 31  หนุนเกษตรไทย นวัตกรรมและความยั่งยืน

มทร.ธัญบุรี จัดประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 31 หนุนเกษตรไทย นวัตกรรมและความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มทร.ธัญบุรี จัดประชุมวิชาการโครงงานวิศวกรรมเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียงรากฐานชาติ ปราชญ์วิศวกรรมเกษตรสร้างนวัตกรรม” ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านวิศวกรรมเกษตร รองรับการพัฒนาภาคเกษตรกรรมของไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สมหมายผิวสอาด รักษาการในตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมสนับสนุนบทบาทวิศวกรรมเกษตรในยุคเกษตรอัจฉริยะ ณ ห้องประชุมสงค์ธนาพิทักษ์ มทร.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาการในตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่าภาคการเกษตรเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหารและการส่งออกการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เช่น เกษตรอัจฉริยะ โดรนเพาะปลูก และระบบจัดการน้ำอัตโนมัติ จะช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมเกษตรที่มีทักษะเฉพาะทาง เช่น การออกแบบเครื่องจักรกล ระบบอัตโนมัติ และการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูล จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเสริมศักยภาพของประเทศ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

“การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมเกษตรสู่สาธารณะ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา เพื่อเป็นเวทีสำคัญให้นักศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรของไทยให้ก้าวหน้าและแข่งขันได้ในระดับสากล เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ ที่จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับภาคเกษตรของไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล” รศ.ดร.สมหมาย อธิบาย

ด้าน รศ.ดร.สรพงษ์ ภวสุปรีย์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่าแนวคิดของงานที่ว่า “เศรษฐกิจพอเพียงรากฐานชาติ ปราชญ์วิศวกรรมเกษตรสร้างนวัตกรรม” เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ร่วมกับการสร้างนวัตกรรม จะช่วยให้ภาคการเกษตรของไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป โดยงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยด้านวิศวกรรมเกษตร รวม 35 ผลงาน ทั้งภาคบรรยาย 13 ผลงาน และภาคโปสเตอร์ 22 ผลงาน และการแข่งขันทักษะทางวิศวกรรมเกษตร 24 ทีม จากสถาบันการศึกษา 14 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดงานสำคัญระดับชาติครั้งนี้จะส่งเสริมบุคลากรด้านวิศวกรรมเกษตรได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเกษตรของไทย โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในภาคการเกษตร

ผศ.ดร.พลเดช เชาวรัตน์ กล่าวว่า โครงการ MSU International Sports Day และเทศกาลตรุษจีน เป็นโครงการที่ส่งเสริมความเข้าใจ ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างนิสิตต่างชาติหลากหลายสัญชาติ อาทิ จีน พม่า กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ที่มาร่วมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม ซึ่งการจัดโครงการในครั้งนี้ เป็นการตอบสนองต่อยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการยกระดับความเป็นนานาชาติ สร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างนิสิตและชุมชนมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความสามัคคีในระดับโลก

‘วันมาฆบูชา’คึกคัก ไหว้‘พระเขี้ยวแก้ว’ แน่นท้องสนามหลวง

‘วันมาฆบูชา’คึกคัก  ไหว้‘พระเขี้ยวแก้ว’  แน่นท้องสนามหลวง

‘วันมาฆบูชา’คึกคัก ไหว้‘พระเขี้ยวแก้ว’ แน่นท้องสนามหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘วันมาฆบูชา’คึกคัก ไหว้‘พระเขี้ยวแก้ว’ แน่นท้องสนามหลวง แห่ทำบุญวัดทั่วไทย

เนื่องในวันมาฆบูชา รัฐบาลนำประชาชน ร่วมตักบาตร-เวียนเทียน แห่สักการะ“พระเขี้ยวแก้ว”เนืองแน่นท้องสนามหลวงขณะที่บรรยากาศวัดทั่วไทยคึกคัก พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญตักบาตรเวียนเทียน รัฐบาลคาดเงินสะพัดวันมาฆบูชา สูงสุดในรอบ 4 ปี กว่า 2,500 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 บรรยากาศช่วงเช้า ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เนื่องใน วันมาฆบูชา 2568 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี จัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันมาฆบูชา 2568 จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 73 รูป โดยมีพระเดชพระคุณพระพรหมเสนาบดี ที่ปรึกษากรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาส ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยมีคณะรัฐมนตรีเช่นนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง, น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข, ประธานวุฒิสภา, ประธานองค์กรอิสระและผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 73 รูป จากนั้นทั้งหมดได้ร่วมพิธีเวียนเทียน บริเวณมณฑปประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ(พระเขี้ยวแก้ว)

ส่วนบรรยากาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ช่วงเช้าพุทธศาสนิกชน ต่างต่างกายสวมใส่ชุดขาว ส่วนใหญ่เดินทางกันมา เป็นครอบครัวหอบลูกจูงหลาน นำข้าวสารอาหารแห้งมาตักบาตรพระสงฆ์

จากนั้นส่วนใหญ่ได้ร่วมเวียนเทียนพร้อมร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มาประดิษฐาน ณ ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมาประดิษฐานตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค.2567จนถึง 15 ก.พ.นี้ซึ่งหลายคนเลือกใช้วันหยุดวันพระใหญ่มาสักการะ‘พระเขี้ยวแก้ว’เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัว

สำหรับบรรยากาศวัดทั่วประเทศคึกคัก จ.เชียงราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลนครเชียงราย ได้จัดตักบาตรเป็งปุ๊ด หรือ ตักบาตรเที่ยงคืน เข้าสู่วันที่12 ก.พ.ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผวจ.เชียงรายพร้อมด้วย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย นำประชาชน นักท่องเที่ยวจำนวนมาก ประกอบพิธีอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นประดิษฐานบนราชรถบุษบก เพื่อรับบิณฑบาตข้าวสาร อาหารแห้ง หน้าวัดมิ่งเมืองไปตามถนนบรรพปราการ ถึงหอนาฬิกาเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย โดย พระครูโสภณ ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง เป็นประธานสงฆ์ นำคณะพระภิษุกจากวัดต่างๆ ในอำเภอเมืองเชียงราย ออกรับบาตร ในครั้งนี้ถือว่ามีผู้มาร่วมทำบุญตักบาตรจำนวนมาก รวมระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร

ช่วงเช้า ที่วัดธาตุ พระอารามหลวง ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น นายประจวบ รักแพทย์ รองผวจ.ขอนแก่น ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อม พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต รศ.ดร. เจ้าอาวาสวัดธาตุ พระอารามหลวง,รองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น และ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำประชาชน พร้อมใจกันสวมใส่ชุดขาวพร้อมร่วมกันนำอาหาร เครื่องดื่ม ปัจจัย ไทยทานตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 59 รูป ข้างพระอุโบสถของวัด เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคล รับศีลรับพรเนื่องในวันพระใหญ่ วันมาฆบูชาในปีนี้ หลังเสร็จพิธีตักบาตร ทางวัดธาตุ พระอารามหลวง ยังได้จัดพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวเนื่องในกิจกรรมวันมาฆบูชา

ช่วงเช้า ที่วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง อ.เมือง จ.หนองคาย นายสมภพ สมิตะสิริ ผวจ.หนองคาย เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2568โดยพระเทพวชิรคุณ เจ้าคณะจังหวัดหนองคาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำประชาชนประกอบพิธี ทำบุญตักบาตร และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลโดยในช่วงเช้า นอกจากจะได้ทำบุญตักบาตรแล้ว ยังได้ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชนชาวหนองคายได้ปฏิบัติตาม

พุทธมณฑลจังหวัดสงขลา ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่จ.สงขลา พุทธศาสนิกชนร่วมกิจกรรมส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องใน“วันมาฆบูชา”ประจำปี 2568โดยมีคณะสงฆ์ หัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนร่วมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาวหลายร้อยคนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา น้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีกิจกรรม สวดมนต์ ฟังเทศน์มหาชาติ โดย พระครูวาทีพัชรโสภณและมีการมอบทุนการศึกษา

เวลา10.30น.ที่วัดเวฬุวัน พระอารามหลวง อ.เมือง จ.ยะลา นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผวจ.ยะลาเป็นประธาน ส่วนฝ่ายสงฆ์ มีพระเทพวชิรนายก (พระราชพิธีปัญญามุนี) เจ้าคณะจังหวัดยะลา เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน อำเภอเมืองยะลา นำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ จ.ดยะลา ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร รอบพระมหาเจดีย์พระสังกัจจายน์ วัดเมืองยะลา พระอารามหลวง โดยมีพระสิริปัญญาคุณ เจ้าอาวาสวัดเมืองยะลา พระอารามหลวง นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ออกรับบิณฑบาต

ในปีนี้ มีพุทธศาสนิกชนชาวยะลาที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆวัดและในเขตอำเภอเมืองยะลาจำนวนมาก มาร่วมเวียนเทียน และรับศีลฟังธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จากเจ้าหน้าที่ทั้งภายในบริเวณวัดและนอกวัด

ด้าน นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องใน “วันมาฆบูชา” วันนี้และเป็นวันหยุดราชการประจำปี เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน รวมทั้งช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 เส้นทาง 61 ด่าน ประกอบด้วย (1) ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) จำนวน 20 ด่าน (2) ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) จำนวน 31 ด่าน (3) ทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด)จำนวน 10 ด่าน ทั้งนี้ มาตรการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ จะเป็นส่วนสำคัญที่จะเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งจากข้อมูลรายงานผลการสำรวจการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในวันมาฆบูชา และวันวาเลนไทน์ คาดจะมีเงินสะพัดราว 5,200ล้านบาท โดยวันมาฆบูชาจะมีเงินสะพัดราว 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน2.81%สูงสุดในรอบ 4 ปี ส่วนข้อมูลจากการคาดการณ์ในช่วงวันวาเลนไทน์ในปีนี้จะมีเงินสะพัดราวเกือบ 2,700 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2563

GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศสนับสนุนงาน สตง.

GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศสนับสนุนงาน สตง.

GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศสนับสนุนงาน สตง.

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศในการตรวจเงินของแผ่นดิน เพื่อนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาบูรณาการร่วมกับองค์ความรู้ด้านการตรวจสอบของ สตง. ให้เกิดผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการตรวจเงินแผ่นดินและการดูแลทรัพย์สินของรัฐเพิ่มมากขึ้น ณ ห้องประชุมดำริอิศรานุวรรต อาคาร 2 ชั้น 2 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน กรุงเทพฯโดยมี ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA และ นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมลงนาม

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศในหลากหลายมิติ ครั้งนี้ถือเป็นอีกมิติที่ได้ร่วมกับทาง สตง. ในการนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาบูรณาการร่วมกับองค์ความรู้ด้านการตรวจสอบของ สตง. เพื่อก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการตรวจเงินแผ่นดินและการดูแลทรัพย์สินของรัฐเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง GISTDA มีข้อมูลที่สำคัญคือข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลแผนที่ และข้อมูลจากดาวเทียม โดยในอดีตการตรวจสอบข้อมูลหรือโครงการต่างๆ จะต้องใช้บุคลากร เวลา และเงินจำนวนมากในการดำเนินงานในโครงการภาครัฐในหลายๆ งาน เพื่อติดตามและตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการว่าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้หรือไม่ เช่น การขุดคลอง ขุดท่อ ทำถนนปลูกป่า ทำฝาย ทำเขื่อน เป็นต้น แต่ในปัจจุบันข้อมูลจากดาวเทียมและภูมิสารสนเทศจะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการติดตามและตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ทันสมัยบวกความรู้ความสามารถของบุคลากรด้านภูมิสารสนเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่ามากที่สุด เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบ (e-Audit) ให้กับภารกิจของ สตง. โดยจัดให้มีการออกแบบโครงสร้างระบบข้อมูลและการพัฒนาระบบงานในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำไปวิเคราะห์และบริหารงานด้านต่างๆได้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดกับประเทศ

ด้าน นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์ความรู้และเทคโนโลยีจาก GISTDA จะช่วยให้การตรวจสอบของ สตง. มีมิติเชิงลึกและครอบคลุมทุกพื้นที่ และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านดิจิทัล ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของการตรวจเงินแผ่นดินไทยในการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ในการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้สามารถเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงของโครงการต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ตลอดจนช่วยให้การบริหารจัดการงบประมาณของประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า

ศธ.หารือเทียบเคียงสมรรถนะภาษาต่างประเทศ ตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ

ศธ.หารือเทียบเคียงสมรรถนะภาษาต่างประเทศ ตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ

ศธ.หารือเทียบเคียงสมรรถนะภาษาต่างประเทศ ตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศธ.หารือเทียบเคียงสมรรถนะภาษาต่างประเทศ ตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ สร้างคุณภาพด้านภาษามาตรฐานสากล

ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อเทียบเคียงระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติโดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.กาญจนา หงษ์รัตน์ผู้อำนวยการสำนักกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

ดร.สิริพงศ์ กล่าวเปิดการประชุมและมอบนโยบายใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะหน่วยงานด้านนโยบาย แผนและมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดทิศทางการศึกษา ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนงานการเทียบเคียงระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สู่การนำไปการสะสมในระบบธนาคารหน่วยกิตได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับการทำงานที่มีการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ใช้งานต้องมีทักษะด้านภาษาที่เหมาะสม ดังนั้นจึงควรมีเกณฑ์วัดเปรียบเสมือน ไม้บรรทัด สำหรับทั้ง 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษาจีนที่มีการเทียบเคียงตามกรอบอ้างอิงทางภาษาของสหภาพยุโรป (CEFR) แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจขยายไปสู่การเทียบเคียงภาษาอื่นๆ การดำเนินงานนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาสมรรถนะด้านภาษาต่างประเทศของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในการส่งเสริมการเรียนรู้ที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาและการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นตอบโจทย์ศักยภาพผู้เรียน การประชุมในวันนี้จะเป็นการสรุปภาพรวมโดยร่วมกันพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะการเทียบเคียงระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติให้สมบูรณ์เพื่อเป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานและสถานศึกษาในการนำไปใช้ในการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะภาษาต่างประเทศต่อไป

มาตรฐาน Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้อธิบายระดับความเชี่ยวชาญทางภาษาสร้างขึ้นโดยสหภาพยุโรป และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการใช้ภาษาต่างประเทศ รวมถึงใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน การสอบ CEFR กำหนดทักษะ 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ประเทศไทยมีหน่วยงานที่นำมาใช้แล้ว ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สถาบันเทวะวงศ์วโรปการ และสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

“ทั้งนี้ สกศ. จะนำข้อเสนอแนะไปประกอบการจัดทำประกาศคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เรื่อง การเทียบเคียงระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศกับระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติในแนวทางเดียวกันอันจะส่งผลต่อการพัฒนาให้ผู้เรียนมีสมรรถนะภาษาต่างประเทศที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้นำข้อเสนอไปดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป” เลขาธิการ สกศ. กล่าว

มมส จัด ‘MSU International Sports Day’ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม

มมส จัด ‘MSU International Sports Day’  สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม

มมส จัด ‘MSU International Sports Day’ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดโครงการ MSU International Sports Day และเทศกาลตรุษจีน โดยมี ผศ.ดร.พลเดชเชาวรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และพันธกิจสากล เป็นประธานกล่าวเปิดงานและ อาจารย์ ดร.ศรินทรีย์ อุดชาชน ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และภาพลักษณ์สากลกล่าววัตถุประสงค์โครงการ พร้อมนำนิสิตต่างชาติในระดับปริญญาตรี โท เอก จำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ อาคารวัฒนธรรมสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โดยในช่วงเช้าได้จัดกิจกรรม MSU International Sports Day นิสิตต่างชาติได้ร่วมแข่งกีฬาสากลและกีฬาพื้นบ้าน ที่เปิดโอกาสให้นิสิตทุกเชื้อชาติได้ร่วมสนุกและพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม ก่อนจะร่วมรับประทานอาหารกลางวันในเทศกาลตรุษจีน และได้รับเกียรติจากคณบดีและผู้แทนแต่ละคณะเข้าร่วมอวยพรแก่นิสิตชาวต่างชาติ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจส่งเสริมการเรียนรู้วัฒนธรรมจีน

นอกจากนี้ ยังมีซุ้มกิจกรรมให้ร่วมแลกเปลี่ยน อาทิ การห่อเกี๊ยว การแสดงสไตล์จีน และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประเพณีศิลปวัฒนธรรมอีสาน แสดงผลงานเอกสารโบราณ สาธิตการจารใบลาน การสานพัดธุงใยแมงมุม และการสานรูปสัตว์จากใบลาน จากสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผศ.ดร.พลเดช เชาวรัตน์ กล่าวว่า โครงการ MSU International Sports Day และเทศกาลตรุษจีน เป็นโครงการที่ส่งเสริมความเข้าใจ ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างนิสิตต่างชาติหลากหลายสัญชาติ อาทิ จีน พม่า กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ที่มาร่วมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม ซึ่งการจัดโครงการในครั้งนี้ เป็นการตอบสนองต่อยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการยกระดับความเป็นนานาชาติ สร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างนิสิตและชุมชนมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความสามัคคีในระดับโลก