เปิดใจ ‘กฤตัชญ์ กรรณิกา’ กับสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774259

เปิดใจ 'กฤตัชญ์ กรรณิกา' กับสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน

เปิดใจ ‘กฤตัชญ์ กรรณิกา’ กับสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 18.06 น.

ตามไปดูสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน “กฤตัชญ์ กรรณิกา” ดีกรีเหรัญญิกสมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา เยาวชนไทยผู้ไม่ลืมความเป็นคนไทย

อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาที่ดีเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้ความสามารถให้เด็กและเยาวชนของชาติก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ ดังนั้นจังหวะก้าวในการศึกษาจึงเป็นโอกาสสำคัญที่เด็กหลายคนตักตวงไขว่คว้าหาความรู้กันเต็มที่เพื่อแสดงศักยภาพในตัวเองออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและส่วนรวม 

ดังเช่น นายกฤตัชญ์ กรรณิกา หรือ น้องมิว นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาด้วยวัย 19 ปี ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ลูกชายของ ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพลและนักวิชาการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ชื่อดัง เปิดความในใจต่อสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดนที่ครั้งหนึ่งตนเองรู้สึกต่างคนต่างอยู่โดดเดี่ยวแบบ Bowling Alone ในประเทศอันกว้างใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและสะท้อนให้เห็นระบบการศึกษาที่แตกต่างไปจากระบบการศึกษาของประเทศไทยว่าการศึกษาไทยที่เคยประกาศปฏิรูปมาร่วม 30 ปีแล้วควรเปลี่ยนแปลงให้ทันโลกยุคดิจิทัลและก้าวล้ำไปข้างหน้า แต่ไม่ลืมความเป็นคนไทยควบคู่กับสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างผู้เรียนรู้ในโลกใบใหญ่นี้

น้องมิว เกิดที่รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา สมัยที่คุณพ่อ คือผศ.ดร.นพดล กรรณิกา เรียนที่นั่น และชีวิตแห่งการเรียนก็ไปกลับไทย-อเมริกา ตอนมาไทยก็เรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ไปเรียนไฮสกูลที่ Walter Johnson รัฐแมรี่แลนด์ เรียกว่าเกาะติดตามคุณพ่อไปทุกที่ที่คุณพ่อไปเรียน 

ปัจจุบันน้องมิวกำลังเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ สนใจการเงินการบัญชีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์ชวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาชั้นปีสอง เรียกว่าตามรอยคุณพ่อมาติดๆ ตอนจบปีหนึ่งได้มีโอกาสฝึกงานด้านการเงินการบัญชี ช่วงปิดภาคฤดูร้อนที่บริษัท RSM ประเทศไทยในส่วนหนึ่งของ RSM International บริษัทอันดับสี่ของสหรัฐอเมริกาและอันดับหกของโลกมีความเชี่ยวชาญด้านบริการตรวจสอบบัญชี ภาษีและที่ปรึกษา มีความมุ่งมั่นเข้าใจความต้องการลูกค้า รักษาคุณภาพและช่วยผลักดันให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ ด้วยค่านิยมหลักคือ ความซื่อตรง ซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นหุ้นส่วนกัน และความเป็นเลิศ

น้องมิว ด้วยวัยเพียง 19 ปี บอกว่า แม้จะได้สัญชาติอเมริกันและได้โอกาสเรียนกับนักศึกษานานาชาติในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่เคยลืมความเป็นคนไทย พร้อมยังสำนึกรู้คุณชาติกำเนิดของเราที่เป็นคนไทย นอกจากนี้ยังมีโอกาสร่วมงาน วันชาติของราชอาณาจักรไทย และวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือวันพ่อของประเทศไทย ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ได้มีโอกาสถ่ายภาพกับเพื่อนสนิทนักเรียนไทยและท่านเอกอัครราชทูต นายธานี แสงรัตน์ ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีดูแลพวกเราเสมือนเป็นลูกหลานอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ในงานนั้นได้มีโอกาสพบปะกับ พันเอก มาร์ค มิลลิแกน (Col. Marc Milligan) และรองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และท่านผู้ใหญ่ใจดีอื่น ๆ อีกด้วย

น้องมิว ยังเล่าให้ฟังต่อว่า วันนี้ดีใจมากที่ พี่ ๆ และเพื่อน ๆ รวมถึงผู้ใหญ่คนไทยให้ความไว้วางใจ และมอบตำแหน่ง เหรัญญิกหรือตำแหน่งนี้ภาษาอังกฤษคือ Treasurer ของสมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา หรือ Association of Thai Students in the United States of America, ATSA  ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ที่น้องมิวต้องหลอมรวม สติ สมาธิและปัญญาให้เป็นตัวเดียวกันในการจัดการระบบการบัญชีและภาษีด้วยความซื่อตรงและรักษาผลประโยชน์ของสมาคมและของสมาชิกทุกคนด้วยการจัดการข้อมูลทางการเงิน บัญชีและทักษะทางเทคโนโลยีที่ต้องมีความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security) ตามความสนใจของน้องมิวเรื่อง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย

สมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกานี้เป็นองค์กรที่มีคณะบริหารองค์กรและบอร์ดอำนวยการเชื่อมประสานและทำกิจกรรมร่วมกันของนักศึกษาไทยเปิดกว้างทุกมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามีภารกิจสำคัญหลายอย่าง เช่น มุ่งเน้นการสร้างชุมชน การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการสนับสนุนทางการศึกษา โดยภารกิจคือการสร้างเครือข่ายสนับสนุนสำหรับนักศึกษาไทย เพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ทางวัฒนธรรมและการพัฒนาทั้งทางส่วนบุคคลและวิชาชีพผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ น้องมิวบอกว่าส่วนตัวคือไม่ลืมความเป็นคนไทย สำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอน และเชื่อว่านักศึกษาไทยทุกคนก็คิดแบบนี้เช่นกัน

สำหรับบทบาทของน้องมิวในฐานะเหรัญญิกของ ATSA คือจัดการด้านการเงินขององค์กรด้วยความโปร่งใสและปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร รวมถึงการจัดทำงบประมาณ การวางแผนทางการเงิน การดูแลระบบค่าสมาชิกและแหล่งทุนเพื่อรักษากิจกรรมในภารกิจบทบาทของเราเชื่อมสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดนให้ยั่งยืน

น้องมิว เล่าให้ฟังต่อว่า หลังจบการศึกษา มีเป้าหมายจะได้รับโอกาสร่วมงานในฐานะส่วนหนึ่งของการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและขององค์กรบนความเชี่ยวชาญผสมผสานระหว่างการเงินการบัญชีและเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างเช่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เห็นความสำคัญของอนาคตชาติ และต้องการสนับสนุนอนาคตนักเรียนไทยที่จะกลับมาทำคุณประโยชน์ให้ส่วนรวมได้อีกมากให้กับประเทศด้วย

‘สพฐ.’ออกประกาศ’ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774212

'สพฐ.'ออกประกาศ'ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้'หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

‘สพฐ.’ออกประกาศ’ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.06 น.

สพฐ.ออกประกาศ “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

วันที่ 9 ธันวาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2566 ได้ลงนามประกาศ “แนวทางการมอบหมายการบ้าน” ตามนโยบาย ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และ ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) โดยเป็นการประกาศหลักการและแนวปฏิบัติในการมอบหมายการบ้าน “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” ที่มุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ให้การบ้านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้และเป็นเครื่องมือประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน

หลักการ “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” มุ่งเน้นให้ครูลดปริมาณการบ้านที่ต้องทำนอกเวลาในชั้นเรียนให้เน้นการมอบหมายการบ้านเฉพาะรายวิชาที่จำเป็นทักษะสำคัญ เช่น การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ให้มีการบูรณาการการบ้าน ซึ่งการบ้านชิ้นงานเดียวอาจตอบโจทย์การเรียนรู้ข้ามรายวิชา และส่งเสริมให้นักเรียนได้มีเวลาศึกษาค้นคว้าตามความสนใจของตนเองมากขึ้น

“การประกาศแนวทางการมอบหมายการบ้าน “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” ของ สพฐ. เพื่อให้คุณครู รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองได้เข้าใจร่วมกันว่า หัวใจของการให้การบ้าน คือ การให้เด็กๆ ได้ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ให้ได้ฝึกฝนทำซ้ำจนเกิดทักษะ ซึ่งเด็กแต่ละคนต้องการเวลาเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนไม่เท่ากัน หรือสำหรับเด็กโต การบ้านที่ให้ได้ค้นคว้าอย่างอิสระ จะยิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยบ่มเพาะความรับผิดชอบในตนเอง จึงขอเน้นย้ำกับคุณครูว่า การให้โจทย์ที่ไม่ยากไม่ง่าย ไม่ใช้เวลามากเกินไป แล้วมีการตรวจการบ้าน อธิบาย ให้ feedback จุดที่ควรพัฒนาอย่างตรงประเด็น จึงจะเป็นการพัฒนานักเรียนอย่างแท้จริง ซึ่งความสุขที่เกิดจากการลดปริมาณแต่เพิ่มคุณภาพของการบ้าน เช่น ทำการบ้านหนึ่งชิ้นงานส่งคุณครูเพื่อวัดผลการเรียนรู้ได้หลายวิชา จะสร้างความสุขให้ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงคุณครูเองด้วย ซึ่งเชื่อได้ว่าจะทำให้เด็กไทย “เรียนดี มีความสุข” ตามเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย มุ่งเผยแผ่-ฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774204

จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย มุ่งเผยแผ่-ฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ

จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย มุ่งเผยแผ่-ฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.00 น.

‘คณะสงฆ์ไทย-ชมรมไตรรัตนภูมิ-เครือข่ายองค์กรชาวพุทธไทย-อินเดีย’จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย มุ่งเผยแผ่-ฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ ถวายพระกุศลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

8 ธันวาคม พ.ศ. 2566 คณะกรรมการจัดกิจกรรม “ปลูกหน่อพุทธบุตร สืบพระศาสนา สู่แดนพุทธภูมิ” บรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวพุทธอินเดีย อันเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการ “พลิกฟื้นคืนพุทธธรรมสู่พุทธภูมิ” โดยชมรมไตรรัตนภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแผ่และฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่ดินแดนต้นกำเนิด และยังถือเป็นโอกาสมงคลที่จะได้ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2566 และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ ในโอกาสครบ 100 ปี วันประสูติ 6 พฤษภาคม 2566 กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2566 ถึง 15 มกราคม 2567

ทั้งนี้เ มื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายนาเคศ ซิงห์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ในนามตัวแทนชาวอินเดียทั้งประเทศ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีสมโภชผ้าไตรพระราชทานและพิธีเจริญ
พระพุทธมนต์ถวายพระกุศล เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระอุโบสถ วัดธาตุทอง เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ด้วย

สำหรับการบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวพุทธอินเดียในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ชื่อกิจกรรม “ปลูกหน่อ พุทธบุตร สืบพระศาสนา สู่ดินแดนพุทธภูมิ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “พลิกฟื้นคืนพุทธธรรมสู่พุทธภูมิ” ที่ทางชมรมไตรรัตนภูมิ วัดธาตุทอง, มูลนิธิกากัน มาลิก, มูลนิธิอาชเรย์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายองค์กรทางพระพุทธศาสนา 2 ประเทศ (ไทย – อินเดีย) ได้จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่และฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่ดินแดนมาตุภูมิ ซึ่งมีกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้วและยังดำเนินการอยู่อีกมากมาย เช่น กิจกรรม 84,0000 พระพุทธปฏิมาคืนลมหายใจพระพุทธศาสนาสู่แดนพุทธภูมิ เป็นกิจกรรมส่งมอบพระพุทธรูปจากพุทธศาสนิกชนไทยให้กับอาราม-วิหาร ชุมชนชาวพุทธทั่วประเทศอินเดีย ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 40 เปอร์เซ็นต์, กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธทั่วประเทศอินเดีย เพื่อให้ชาวพุทธจากทั่วโลกได้เห็นว่าในประเทศอินเดียไม่ได้มีพุทธสถานเฉพาะแค่ในแถบพื้นที่ 4 สังเวชนียสถาน ที่ชาวพุทธไทยส่วนมากรู้จัก แต่หากยังมีพุทธสถานโบราณอีกมากมายทั่วประเทศอินเดีย และบางแห่งยังคงวิถีชาวพุทธอยู่กว่า 1000 ปี ไม่เคยจางหาย, กิจกรรมธุดงค์ธรรมยาตรา ที่จัดในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของอินเดีย และได้รับความสนใจจากชาวพุทธอินเดียจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยว รัฐบาลอินเดีย และหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ของไทย เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี กรมการศาสนา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โครงการกำลังใจ กระทรวงยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล ฯลฯ

กิจกรรม “ปลูกหน่อพุทธบุตร สืบพระศาสนา สู่แดนพุทธภูมิ” นำชาวพุทธอินเดียที่ถือเป็นลูกหลานทายาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทเพื่อเรียนรู้หลักธรรมคำสอนและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท ซึ่งในครั้งนี้มีชาวพุทธอินเดียเข้าร่วมกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทจำนวน 47 ท่าน ถือเป็นครั้งที่ 4 ที่ทาง พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง 
ได้มีโอกาสดำเนินการ โดยในครั้งนี้ได้รับเมตตาจาก สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานอุปถัมภ์ พระพรหมวชิรากร เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานคณะทำงาน และยังได้รับเมตตาจากพระเถรานุเถระ พระสังฆาธิการ พระภิกษุสงฆ์ทุกภาคส่วนทั้งปริยัติและปฏิบัติ และเรื่องที่เป็นมหามงคลอีกประการคือ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร จำนวน ๑ ไตร และเครื่องไทยธรรม ๑ ชุด ถวายพระอุปัชฌาย์ และพระราชทานผ้าไตรจำนวน ๔๗ ไตร แก่ผู้อุปสมบท นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดไม่ได้

ระหว่างการอุปสมบทผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้พระธรรมวินัย วิถีชาวพุทธแบบเถรวาท และการศึกษาดูงานพุทธสถานสำคัญต่าง ๆ ภาควิชาการได้รับความร่วมมือจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการส่งพระวิทยากร / วิทยากรเพื่อถวายความรู้แก่พระนวกะทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฮินดี ภาคปฏิบัติมีกิจกรรมธุดงค์ธรรมยาตรา จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาถึงจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งได้รับเมตตาจาก พระพรหมวชิรากร พระราชวัชรวิสุทธิวงศ์ พร้อมพระเถรานุเถระผู้มีภูมิรู้ภูมิธรรมอีกมากมาย อาทิ พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์, ดร., พระเทพมงคลโสภณ, พระเทพวชิรสุนทร, พระเมธีวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. ฯลฯ ร่วมอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้อันจะเป็นประโยชน์แก่การฟื้นฟูพระพุทธศาสนากับสู่ประเทศอินเดียอีกครั้ง โดยตลอดระยะเวลาจัดกิจกรรม นายกากัน มาลิก หรือ ทิดกากัน (อดีตพระกากัน อโสโก) นักแสดงชาวอินเดียผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นที่รู้จักของคนไทยจำนวนไม่น้อยและเคยมาอุปสมบทที่วัดธาตุทอง เมื่อปี 2565 เป็นเวลา 99 วัน จะรับหน้าที่เป็นโยมอุปัฏฐาก ร่วมถวายความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ แก่พระนวกะทั้ง 47 รูป

ตลอดโครงการด้วย นายกากัน มาลิค กล่าวว่า “ชาวพุทธอินเดีย ที่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทในครั้งนี้ มีความแน่วแน่ ตั้งใจฝึกซ้อมท่องจำคำขานนาคที่มีการออกเสียงแบบภาษามคธ ตามที่คณะสงฆ์ไทยได้เน้นย้ำ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับภาษาท้องถิ่นของตนอย่างมาก และนอกจากนี้ยังมีคณะจิตอาสาชาวอินเดียอีกจำนวนหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยอุปัฏฐาก คณะพระนวกะในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ชาวอินเดียจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสำคัญ และตระหนักถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนาในประเทศตน” ทั้งนี้นายกากัน ยังกล่าวถึงความรู้สึกปราบปลื้มอย่างหาที่สุดมิได้ ในการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ผ้าไตรให้กับชาวอินเดียที่จะเข้าอุปสมบททั้ง 47 คน ด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารระหว่างการจัดกิจกรรม สามารถติดตามได้ทางช่องทาง Facebook: ชมรมไตรรัตนภูมิ, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย หรือหน่วยงานเครือข่ายองค์กรชาวพุทธที่เข้าร่วมกิจกรรม

‘ศุภมาส’เปิดงาน 9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774103

'ศุภมาส'เปิดงาน 9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน

‘ศุภมาส’เปิดงาน 9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.44 น.

“ศุภมาส”เปิดงาน“9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน : SDU Community Engagement Expo 2023” โชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ ม.สวนดุสิต ร่วมพัฒนาให้ชุมชน จ.สุพรรณบุรี

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิด “งาน 9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน : SDU Community Engagement Expo 2023” ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยมี นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และ รศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เข้าร่วมที่ ห้องประชุมพวงเงิน ชั้น 2 อาคารจันทร์เจริญ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี

นางสาวศุภมาส ได้มอบนโยบายในการให้มหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมในการพัฒนาเชิงพื้นที่ ว่า การพัฒนาเชิงพื้นที่ถือเป็นภารกิจที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ในกลุ่มที่มุ่งพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ ซึ่งเป้าหมายหลักของการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ คือ การพัฒนาระดับท้องถิ่นและผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความสามารถเป็นหลักในการขับเคลื่อน พัฒนา และเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค การดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนา การผลิตบัณฑิต ให้บริการวิชาการ ประยุกต์ความรู้ สู่การปฏิบัติ และสร้างองค์ความรู้จากการปฏิบัติ และการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งนี้ ในส่วนของการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ของกระทรวง อว. ได้มอบนโยบายด้านการวิจัยและนวัตกรรม ตามแนวคิด “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ อาทิ ความพอเพียง ความยั่งยืน เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” มุ่งส่งเสริมการสร้างและสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการนวัตกรรมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเยาวชน สตาร์ทอัพ SMEs และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ รวมไปถึงการทำให้ อว. เป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชน และกับประเทศด้วยความรู้และนวัตกรรม โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่เปิด หรือพื้นที่สำหรับโอกาสให้กับคนไทยทุกคน ตลอดจนเน้นการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชน เพื่อนำองค์ความรู้ไปพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบของมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนงานวิจัยนำไปสู่การแก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ

ด้าน ผศ.ดร.พิทักษ์ กล่าวว่า งาน 9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก โดยกิจกรรมแรก SuanDusitness เป็นกิจกรรมการนำเสนอการเดินทางผ่านกาลเวลาของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ผลงาน สู่แรงบันดาลใจ สะท้อนผ่านนิทรรศการสู่การอยู่รอดอย่างยั่งยืน ตลอดจนการนำองค์ความรู้จากระบบเมืองของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตสู่การบริการวิชาการให้แก่ชุมชนและท้องถิ่น กิจกรรมต่อมาเป็นกิจกรรม การประกวดงานเย็บร้อย ค่อยจีบ ประดิษฐ์ใบตอง ระดับชาติ ครั้งที่ 11  ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมไทย บนรากฐานแห่งความเชี่ยวชาญด้วยการปฏิบัติอย่างประณีตของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในด้านคหกรรมศาสตร์ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและประเทศชาติ และกิจกรรม SDU Community Engagement Expo 2023 ที่ท่านรัฐมนตรีฯ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี หน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้ง 8 หน่วยงาน ประกอบด้วย

1) โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) 2) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 3) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 4) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) 5) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล 6) กรมราชทัณฑ์ 7) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) และ 8) สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย โดยเป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดแสดงผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประกอบไปด้วย กิจกรรมการเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่น กิจกรรมการนำเสนอผลงานวิจัยการพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ได้รับทุนงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กิจกรรมการจัดนิทรรศการของหน่วยงานภาคีในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น กิจกรรมการนำเสนอชิม ช้อป ชิล สินค้าเกษตรปลอดภัยวิถีใหม่ ซึ่งนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ร่วมพัฒนาเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรปลอดภัยในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าผักผลไม้สด สินค้าเกษตรแปรรูป ประเภทผักผลไม้ ปศุสัตว์ และประมง และกิจกรรมในการสนองงานพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)

ขณะที่ รศ.ดร.ชนะศึก ผู้รับผิดชอบหลักด้านการวิจัยและการจัดงาน SDU Community Engagement Expo 2023 ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า งาน SDU Community Engagement Expo 2023 เป็นการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้มีการร่วมพัฒนาให้แต่ละชุมชนในจังหวัดสุพรรณบุรีสร้างสรรค์นวัตกรรม และงานนี้จะเป็นการส่งเสริมเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนให้นำผลิตภัณฑ์ที่มหาวิทยาลัยได้ร่วมพัฒนามาจัดจำหน่าย ภายใต้กิจกรรม ชิม ช้อป ชิล สินค้าเกษตรปลอดภัยวิถีใหม่ ทั้งผักผลไม้สด สินค้าเกษตรแปรรูป ประเภทผักผลไม้ ปศุสัตว์ และประมง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์มการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ของชุมชนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้า และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

– 006

สอศ.คลอดหลักสูตรเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ 23 สาขาวิชา ระดับปวช.-ปวส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774052

สอศ.คลอดหลักสูตรเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ 23 สาขาวิชา ระดับปวช.-ปวส.

สอศ.คลอดหลักสูตรเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ 23 สาขาวิชา ระดับปวช.-ปวส.

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.15 น.

สอศ.คลอดหลักสูตรเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ 23 สาขาวิชา ระดับปวช.และปวส.ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcome Based Education) ตามมาตรฐานอาชีพของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และมาตรฐานสากล

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการบรรณาธิการกิจหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์โดยยึดผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcome Based Education : OBE) โดยมี นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธาน และมีผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูจากโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน วิทยาลัยเทคนิคพังงา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี และอาจารย์จากมหาวิทยาลัย เข้าร่วมประชุม ณ มีโฮเทล เอสเคป กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 นายประพัทธ์  รัตนอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ ร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) ดำเนินการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการบรรณาธิการกิจระดับ ปวช.และระดับ ปวส.โครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ โดยยึดผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcome Based Education : OBE) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรณาธิการกิจหลักสูตรโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์โดยเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) ระดับ ปวช.และระดับ ปวส.ซึ่งการดำเนินงานเริ่มจากระยะที่ 1 พัฒนาหลักสูตร และระยะที่ 2 วิพากษ์หลักสูตร โดยการประชุมในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ครั้งสุดท้ายของการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcome Based Education) ยึดโยงกับมาตรฐานสากล มาตรฐานอาชีพตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) มาตรฐานของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความถูกต้องและได้เอกสารหลักสูตรตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด

รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ คือ ในแต่ละสาขาวิชามีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานอาชีพตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่อง Skill Certificate และยังสามารถเชื่อมโยงผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับรายวิชาที่นำไปเทียบโอนความรู้ในระบบ Credit bank โดยมีสาขาวิชาทั้งหมด 23 สาขา ดังนี้ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่ 1.สาขาวิชาเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ กล่าวคือ เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิ ปวช.และ 3 ใบประกาศนียบัตร (Certificate) ตามมาตรฐอาชีพ

2.สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องมือกล เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 3 Certificate 3.สาขาวิชาเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก เชื่อมโยงกับ 4 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 4 Certificate 4.สาขาวิชาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 3 Certificate 5.สาขาวิชาเทคโนโลยีเมคคาทรอนิกส์และระบบควบคุมอัตโนมัติ เชื่อมโยงกับ 5 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิปวช.และ 5 Certificate 6.สาขาวิชาเทคโนโลยีโยธา เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 3 Certificate

7.สาขาวิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 3 Certificate 8.สาขาวิชานวัตกรรมการท่องเที่ยวฐานวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงกับ 4 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 4 Certificate 9.สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมแปรรูปอาหาร เชื่อมโยงกับ 6 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 6 Certificate 10.สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร เชื่อมโยงกับ 1 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 1 Certificate

ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพสูง (ปวส.) ได้แก่ 1.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่เชื่อมโยงกับ 1 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 1 Certificate 2.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการผลิต เชื่อมโยงกับ 2 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 2 Certificate 3.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก เชื่อมโยงกับ 2 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 2 Certificate 4.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์ เชื่อมโยงกับ 1 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 1 Certificate 5.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมระบบอัตโนมัติ เชื่อมโยงกับ 2 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 2 Certificate

6.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธา เชื่อมโยงกับ 1 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 1 Certificate 7.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เชื่อมโยงกับ 1 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 1 Certificate 8.สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 3 Certificate 9.สาขาวิชานวัตกรรมเชิงธุรกิจไมซ์และอีเวนต์ เชื่อมโยงกับ 2 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 2 Certificate 10.สาขาวิชานวัตกรรมแปรรูปและวิเคราะห์คุณภาพอาหาร เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 3 Certificate 11.สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตพืช เชื่อมโยงกับ 2 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 2 Certificate 12.สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตสัตว์ เชื่อมโยงกับ 6 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 6 Certificate 13.สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการผลผลิตทางการเกษตรโครงการ เชื่อมโยงกับ 5 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 5 Certificate

นอกจากนี้ สอศ.ยังได้มีการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ต่อเนื่อง 5 ปี) ยึดผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcome Based Education : OBE) โดยเป็นการพัฒนาหลักสูตรเดิมที่มี 2 สาขาวิชา เป็น 3 สาขาวิชา คือ 1.สาขาวิชาวิศวกรรมทรอนิกส์และหุ่นยนต์ 2.สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและ 3.สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งหลักสูตรมีการเชื่อมโยงมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานสากล โดยผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนี้จะได้รับใบประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพด้วย

“โดยขั้นตอนการดำเนินการต่อจากนี้ สอศ.จะนำเสนอคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเพื่อพิจารณาต่อไป” รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวทิ้งท้าย

กรมพลศึกษา คว้ารางวัลโทรทัศน์ไทย สาขาองค์กรดีเด่น ด้านสื่อประชาสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ประจำปี66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774032

กรมพลศึกษา คว้ารางวัลโทรทัศน์ไทย สาขาองค์กรดีเด่น ด้านสื่อประชาสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ประจำปี66

กรมพลศึกษา คว้ารางวัลโทรทัศน์ไทย สาขาองค์กรดีเด่น ด้านสื่อประชาสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ประจำปี66

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.55 น.

สื่อกีฬาลดความรุนแรงเด็กอาชีวะ โดยกรมพลศึกษา คว้ารางวัลโทรทัศน์ไทย สาขาองค์กรดีเด่น ด้านสื่อประชาสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2566

กรมพลศึกษา ได้รับรางวัลและประกาศเกียรติคุณสาขาองค์กรดีเด่น ด้านสื่อประชาสัมพันธ์ยอดเยี่ยมจากผลงาน “สื่อส่งเสริมกีฬาและนันทนาการสร้างสรรค์” ซึ่งกรมพลศึกษา ได้ส่งเสริมให้มีการผลิตและเผยแพร่สื่อแบบมีส่วนร่วมในกลุ่มเยาวชนนำร่องนักศึกษาอาชีวศึกษา เสริมสร้างนวัตกรรมการผลิตและเผยแพร่สื่อใหม่ที่เกิดจากเยาวชนได้มีส่วนร่วมผลิต ที่มีแนวคิดสื่อสารการใช้ประโยชน์จากกีฬาและนันทนาการเพื่อสร้างความสุข ในรูปแบบสื่อโทรทัศน์ เพื่อให้เป็นสื่อจากเพื่อนถึงเพื่อน ร่วมรณรงค์สร้างความสุขในสังคม รณรงค์ลดความรุนแรงเปลี่ยนมือที่ทำร้ายกันมาสานสัมพันธ์ด้วยกีฬาและนันทนาการ สะท้อนให้เห็นถึงการใช้กีฬาและนันทนาการเป็นพื้นฐานเชื่อมความรัก ความเข้าใจ สานสัมพันธ์จากเพื่อนที่ขัดแย้งกันให้กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แบ่งปันและมีความสุขด้วยกันได้ ที่สำคัญยังได้ร่วมมือกับเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ได้แก่ ศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ , สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพ, สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก สมุทรปราการ , วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี, สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย และบริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ฝ่ายสื่อสารองค์กรห้างสรรพสินค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันในการผลิตและเผยแพร่สื่อส่งเสริมกีฬา นันทนาการสร้างสรรค์นี้ด้วย

ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา รับรางวัลโทรทัศน์ไทย เกียรติคุณ อัตลักษณ์แห่งสยาม สาขาองค์กรดีเด่น ด้านสื่อประชาสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ผลงานสื่อส่งเสริมกีฬาและนันทนาการสร้างสรรค์ โดยมีพลตรี หม่อมราชวงศ์ วัยวัฒน์ จักรพันธุ์ เป็นประธานในพิธีการมอบรางวัล ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า “กรมพลศึกษาได้ให้ความสำคัญการบูรณาการร่วมกันกับเครือข่ายส่งเสริมและเผยแพร่ องค์ความรู้ นวัตกรรม ด้านการออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการ โดยเฉพาะการส่งเสริมเยาวชนได้มีส่วนร่วมผลิตและเผยแพร่สื่อ ที่เป็นการสร้างนวัตกรรมการผลิตสื่อแบบมีส่วนร่วม ช่วยสร้างสรรค์ให้มีสื่อใหม่ๆที่จะช่วยเสริมสร้างสังคมแห่งความสุข ที่ทุกคนในสังคมมีการยึดมั่นในกฎ กติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย การใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมกีฬาและนันทนาการ เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขต่อไป”

การมอบรางวัลและการประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลและองค์กรต่าง ๆ คณะกรรมการสมัชชานักจัดรายการข่าววิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ได้คัดเลือกโดยติดตาม ผลงานข่าวสาร ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความดี การสร้างผลงานเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ เพื่อเชิดชูเกียรติ และเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ในการเป็นตัวอย่างที่จะจรรโลงให้สังคมน่าอยู่ มีความสงบสุข มีวัฒนธรรมอันดีงาม ตระหนักถึงความมั่งคงของสถาบันชาติ โดยมีผู้มีเกียรติมากมายเข้าร่วมรับรางวัล เช่น

คุณ อรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ผู้จัดละครชื่อดังมากมายรวมถึงล่าสุดกับละครบุพเพสันนิวาส ทางช่อง 3 เป็นต้น

อาลัย‘จิตต์จรุง สิทธิพันธุ์’ แม่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เสียชีวิตแล้ว ‘แสนปิติ’เผยข้อความสุดเศร้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773960

อาลัย‘จิตต์จรุง สิทธิพันธุ์’ แม่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เสียชีวิตแล้ว ‘แสนปิติ’เผยข้อความสุดเศร้า

อาลัย‘จิตต์จรุง สิทธิพันธุ์’ แม่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เสียชีวิตแล้ว ‘แสนปิติ’เผยข้อความสุดเศร้า

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 09.38 น.

วันที่ 8 ธันวาคม 2566 นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ บุตรชายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม หลังสูญเสียคุณย่า นางจิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ ระบุว่า

“Rest in Peace, Khun Yaa The last ember has flickered, the lone candlelights vanishing into the mist. She was peaceful, comfortable. I hope she is up there, with Khun Poo I love you, Grandmom Sandee Jitcharung Sittipunt (nee Kullavanjiaya) 9/12/1935 8/12/2023”

โดยแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “หลับให้สบายนะคุณย่า ถ่านก้อนสุดท้ายริบหรี่ แสงเทียนอันเดียวหายไปในหมอก เธอเป็นคนสงบอบอุ่นใจ ฉันหวังว่าเธอจะอยู่ที่นั่นกับคุณปู่ ฉันรักคุณคุณย่า”

‘รมว.ยุติธรรม’ร่วมลงนามถวายพระพร’สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773951

'รมว.ยุติธรรม'ร่วมลงนามถวายพระพร'สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

‘รมว.ยุติธรรม’ร่วมลงนามถวายพระพร’สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.57 น.

“รมว.ยุติธรรม”พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงยุติธรรม ร่วมถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพร”สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 พันตํารวจเอก​ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2566 โดยมี นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงยุติธรรม ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ วังศุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

– 006

เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773918

เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม

เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 19.04 น.

พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม เปิดให้เข้าชม ระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2566 -29 กุมภาพันธ์ 2567 (วันจันทร์ ถึง วันเสาร์ เวลา 10.00-15.00 น. วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)  ชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง เฉลิมศตพรรษ์กัลยาณิวัฒนา  ชมพระตำหนักใหญ่ ที่ประทับ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เริ่มจองบัตรวันแรก  8 ธันวาคม 2566 เป็นต้นไป โทร 02-251-2999 ต่อ 503 หรือติดตามรายละเอียดได้ทาง   https://www.facebook.com/queensavangmuseum, http://www.queensavang.org

คณะกรรมาธิการการกีฬาฯ พร้อมจัดงาน ‘ทิศทางกีฬาไทย’ 13-15 ธ.ค.นี้ ที่รัฐสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773620

คณะกรรมาธิการการกีฬาฯ พร้อมจัดงาน  ‘ทิศทางกีฬาไทย’ 13-15 ธ.ค.นี้ ที่รัฐสภา

คณะกรรมาธิการการกีฬาฯ พร้อมจัดงาน ‘ทิศทางกีฬาไทย’ 13-15 ธ.ค.นี้ ที่รัฐสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา กล่าวถึงการจัดนิทรรศการและสัมมนา “ทิศทางกีฬาไทย” เนื่องในโอกาสวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี 2566 ที่อาคารรัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2566 ว่า เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา ในการขับเคลื่อนงานพัฒนากีฬาของชาติตามบทบาทหน้าที่ทางด้านนิติบัญญัติ รวมทั้งเป็นเวทีให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาของชาติได้แสดงผลงานที่มีความโดดเด่น มีนัยสำคัญตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ เวทีวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในทิศทางที่จะพัฒนาการกีฬาของไทยต่อไป โดยภายในงานจะมีกิจกรรมมากมายที่ให้ทั้งความรู้ นันทนาการ และเป็นการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬาของไทยมากมาย

นายชาญวิทย์ ผลชีวิน โฆษกและรองประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา กล่าวว่า ในงานจะมีกิจกรรม ได้แก่ การจัดนิทรรศการมากกว่า 17 บูธ นำเสนอผลงานด้านการกีฬาของคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา หน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจด้านการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาด้านการกีฬา และภาคีเครือข่ายต่างๆ มีนิทรรศการ ได้แก่ พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรและพระบรมวงศานุวงศ์ การจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการกีฬา การทดสอบสมรรถภาพทางกายให้กับผู้ร่วมงาน คลินิกปรึกษาปัญหา Office Syndrome โครงการห้องเรียนกีฬา โครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ และมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ สถานศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถและสนใจด้านการกีฬา และกีฬาที่กำลังได้รับความนิยม อาทิ กีฬาอีสปอร์ต มวยไทย จักรยาน กีฬาบริดจ์ กีฬาลอนโบวล์ส รวมทั้งกีฬาผู้สูงอายุและคนพิการการเล่นเกม การแสดงสินค้าและจำหน่ายในราคาถูก การจัดกิจกรรมเยี่ยมชมสถานที่สำคัญภายในอาคาร เป็นต้น

สำหรับกิจกรรมทางวิชาการ พลเอกธงชัย สาระสุข รองประธานคณะกรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการกีฬา กล่าวว่าจะมีเวทีวิชาการ 2 วัน คือวันที่ 13-14 ธันวาคม โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกีฬามาร่วมงาน อาทิ ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จะบรรยายพิเศษเรื่อง “กีฬาไทย ฝันให้ไกลไปให้ถึง” นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษาฯ จะมาบรรยายพิเศษเรื่อง “การกีฬากับมูลค่าทางเศรษฐกิจชาติ” การเสวนา “ทิศทางกีฬาไทย : ความท้าทายใหม่และแนวทางสู่ความสำเร็จด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา” “กีฬาและการสร้างแรงบันดาลใจ Sports and the Power of Change” และการเสวนาเรื่อง “มองกีฬาผ่านวุฒิสภา” จาก นายพนม ปีย์เจริญ และผู้ฝึกสอนและนักกีฬาชื่อดังที่ประสบความสำเร็จ อาทิ โค้ชอ๊อด(เกียรติพงษ์ รัชตะเกรียงไกร),นายสุชาติ แจสุรภาพ อดีตนักวิ่งทีมชาติไทย, กัปตันกิ๊ฟ (วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์), แสตมป์ แฟร์เท็กซ์,ธีเดช ทรงสายสกุล เจ้าของเหรียญทองอี-สปอร์ต หางโจวเกมส์ ฯลฯ

พลเอกทวีป เนตรนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการกีฬาสู่ความเป็นเลิศระดับนานาชาติ รวมทั้งกีฬาคนพิการได้กล่าวถึงสถานที่จัดงานว่า จะจัดขึ้น ณ บริเวณชั้น B1 อาคารรัฐสภา โดยมีเวทีกลางสำหรับใช้ในพิธีเปิดงานและการแสดงโชว์ความสามารถด้านกีฬาสำหรับนักเรียนและเครือข่ายทางการกีฬา, ห้องจัดแสดงบูธนิทรรศการแสดงผลงานด้านการกีฬาของหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย จำนวน 3 ห้องย่อย, ห้องจัดสัมมนาทางวิชาการ 1 ห้อง และห้องทดสอบสมรรถภาพทางกายของกรมพลศึกษา 1 ห้อง นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าของห้องประชุมจะเป็นจุดลงทะเบียนและที่ตั้งบูธอุตสาหกรรมกีฬาที่จัดจำหน่ายสินค้า สำหรับการอำนวยความสะดวกด้านอื่นๆ เช่น การรักษาความปลอดภัย จุดปฐมพยาบาล ที่จอดรถสำหรับแขกวีไอพี