‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772690

‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.25 น.

วันดำรงราชานุภาพ! “มท.1″นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ สมาชิกราชสกุลดิศกุล และภาคีเครือข่าย วางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พร้อมมอบรางวัลนายอำเภอแหวนเพชร ปลัดอำเภอแหวนทองคำ ประจำปี 2566

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เมื่อเวลา 07.00 น.ที่บริเวณพิธีหน้ากระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องในวันดำรงราชานุภาพ ประจำปี 2566 โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนิยม ช่างพินิจ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมาชิกราชสกุลดิศกุล คณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สมาคมแม่บ้านมหาดไทย สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย สมาคมข้าราชการบำนาญมหาดไทย และผู้แทนหน่วยงานราชการต่างๆ เข้าร่วมพิธี

การนี้นายอนุทิน กล่าวสดุดีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีใจความว่า ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่กระทรวงมหาดไทย และทำนุบำรุงแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สุขแก่สยามประเทศ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระองค์ทรงเป็นกำลังสำคัญยิ่งในการปฏิรูปการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางรากฐานการปกครองแบบเทศาภิบาล และสุขาภิบาล อันเป็นรากเหง้าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ งานตำรวจภูบาลและภูธร ทรงกำหนดความหมายของงานมหาดไทยให้ชัดเจนว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า “กรมดำรงฯ มอบดวงใจให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทย คือ ผู้ดูแลประเทศชาติชาวไทย ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข” ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างสูง ปรากฏพระนามว่า ทรงเป็นอัจฉริยะบุรุษแก่มหาชนในทุกสมัย จนเป็นที่ประจักษ์ในระดับ นานาชาติ ในปีพุทธศักราช 2505 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO จึงถวายการสดุดีให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” พระองค์แรกของประเทศไทย พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2486 ณ วังวรดิศ สิริรวมพระชันษาได้ 81 พรรษา

จากนั้น ในเวลา 08.00 น.ที่ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 กระทรวงมหาดไทย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูง และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตลอดจนผู้มีพระคุณ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยที่ล่วงลับไปแล้ว

และในเวลา 09.00 น.นายอนุทิน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณ โครงการนายอำเภอแหวนเพชร และโครงการปลัดอำเภอแหวนทองคำ ประจำปี 2566 โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้แทนมูลนิธิอนันต์ อนันตกูล ซึ่งกระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครองได้จัดขึ้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจและเชิดชูเกียรติ “นายอำเภอ” และ “ปลัดอำเภอ” ที่ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในทุกพื้นที่ของประเทศ อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยพิจารณาคัดเลือกนายอำเภอ และปลัดอำเภอ ผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับของส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ เข้ารับการประกาศเกียรติคุณ ได้แก่

1.รางวัลนายอำเภอแหวนเพชร (รางวัลชนะเลิศ) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายกิตติ สัตย์ซื่อ นายอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ นายประจวบ รักแพทย์ นายอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น นางสาววรรณี วุฒิฤทธากุล นายอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี นายสดุดี พุทธัง นายอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร นายอับดุลการีม ยีดำ นายอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

2.รางวัลนายอำเภอแหวนเพชร (รางวัลชมเชย) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายกิตติพงษ์ รองเดช นายอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ นายอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นายนิกร ยะกะจาย นายอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา นายสิทธิศักดิ์ แย้มพรายภิรมย์ นายอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอยะหา จังหวัดยะลา

3.ปลัดอำเภอแหวนทองคำ (รางวัลชนะเลิศ) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายณัฐวุฒิ แก้วบัวระพา ปลัดอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวธัญลักษณ์ ภาคย์ดิฐพงศ์ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ จังหวัดพิษณุโลก นายศักดาพจน์ จันทร์ภิวัฒน์ ปลัดอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี พันจ่าอากาศโทอนุชิต นันทรัตน์ ปลัดอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นายประวิทย์ สุขสว่าง ปลัดอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี และรางวัลปลัดอำเภอดีเด่น (รางวัลชมเชย) จำนวน 3 ราย ได้แก่ นายพลภัทร์ ประภัสระกูล ปลัดอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ว่าที่ร้อยตรี เพียงพอ นนท์ไพบูลย์ ปลัดอำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก นางสาววรรณารัตน์ วรรณโพธิ์ ปลัดอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

– 006

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772664

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 12.48 น.

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

1 ธันวาคม 2566 ที่ห้องประชุมราชมงคลรังษี โรงเรียนวัดโสธรวราราม วรวิหาร พระครูโฆษิต ปิยะธรรม เจ้าคณะตำบลหน้าเมือง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร  เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต พร้อมด้วย นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิเทพบำรุง ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ประจำปี 2566  โดยมีนายแสวง โกมล ประธานมูลนิธิเทพบำรุง กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร ผู้บริหารสถานศึกษา กรรมการมูลนิธิ คณะครู อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

มูลนิธิเทพบำรุงได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาในจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประจำทุกปี สำหรับใน ปี พ.ศ.2566 เป็นจำนวนเงิน 360,000 บาท สำหรับการมอบทุนการศึกษาเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง และเป็นขวัญกำลังใจในการศึกษาเล่าเรียน ทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ ขอให้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาให้มากที่สุด และขอให้ผู้ที่ได้รับทุนพึงระลึกอยู่เสมอว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ ตระหนักถึงความจำเป็นของการศึกษา และจงตั้งใจเล่าเรียนให้สมตามความมุ่งมั่นของบิดา มารดา ที่อยากจะเห็นบุตรทุกคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีคุณค่าต่อสังคม และประเทศชาติต่อไป

ศธ.เชิดชูเกียรติ ‘ครูธวัชชัย’ ผู้กล้าหาญปกป้อง ‘นักเรียน’ จากเหตุร้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772519

ศธ.เชิดชูเกียรติ ‘ครูธวัชชัย’ ผู้กล้าหาญปกป้อง ‘นักเรียน’ จากเหตุร้าย

ศธ.เชิดชูเกียรติ ‘ครูธวัชชัย’ ผู้กล้าหาญปกป้อง ‘นักเรียน’ จากเหตุร้าย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.00 น.

ศธ.เชิดชูเกียรติ “ครูธวัชชัย” ผู้กล้าหาญปกป้องนักเรียนจากเหตุร้าย มอบ “รางวัลครูถิรคุณ” ยกย่องเป็นผู้ผู้เสียสละและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ 

วันที่ 30 พฤษจิกายน 2566 กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา มอบโล่ประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อรับรางวัลครูถิรคุณ ให้แก่ นายธวัชชัย ด้วงธรรม ครูโรงเรียนบ้านน้ำพุหินลาด อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ  โดยมีคณะกรรมการคุรุสภา ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และผู้เกี่ยวข้องร่วมในพิธี

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า จากเหตุการณ์ครูธวัชชัย ด้วงธรรม ได้ปกป้องเด็กนักเรียนและต่อสู้กับชายคลุ้มคลั่งที่บุกใช้อาวุธมีดไล่ฟันเด็กนักเรียนและครูโรงเรียนบ้านน้ำพุหินลาด ตำบลทุ่งนาเลา อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ ขณะกำลังเข้าแถวเคารพธงชาติ บริเวณหน้าเสาธงนั้น แสดงให้เห็นว่าครูธวัชชัยเป็นบุคคลที่ปฏิบัติตนและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์ และจิตวิญญาณในวิชาชีพ ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัด คณะกรรมการคุรุสภาจึงมีมติเห็นชอบให้ประกาศเกียรติคุณยกย่อง ครูธวัชชัย ด้วงธรรม ให้เป็นผู้ได้รับ “รางวัลครูถิรคุณ” เป็นคนที่ 9 ของรางวัลนี้ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลที่ปฏิบัติตนและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มีอุดมการณ์และมีจิตวิญญาณความเป็นครู ดูแล ช่วยเหลือผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพแบบองค์รวม ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุข จนเป็นที่ประจักษ์ชัด และเป็นที่ยอมรับของสังคม 

“ครูธวัชชัย เป็นครูที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริง มีความรักและห่วงใยผู้เรียนเสมือนลูกของตนเอง เมื่อเห็นผู้เรียนที่เป็นลูกศิษย์อยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงและอันตรายก็ได้เข้าให้การช่วยเหลือ และปกป้องโดยไม่คิดถึงชีวิตตนเอง การกระทำของครูธวัชชัย ถือเป็นการเสียสละ และสะท้อนถึงจิตวิญญาณครูที่เต็มเปี่ยมและยิ่งใหญ่มาก เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้เรียน บุคคลในวิชาชีพครู และผู้คนในสังคมได้อย่างดียิ่ง ที่สำคัญคือเป็นการกระทำที่ช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ ทำดี ทำได้ ทำทันที ขอให้มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ทุกด้านอย่างเต็มความสามารถ เป็นไปตามอุดมการณ์ และจิตวิญญาณความเป็นครูตลอดไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถึงการพิจารณา “รางวัลครูถิรคุณ” ว่า คณะกรรมการคุรุสภาจะพิจารณาโดยมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก จาก 1) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณ รักและศรัทธาในวิชาชีพ จนเป็นที่ประจักษ์  2) เป็นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน  3) เป็นผู้ที่ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจ แก่เพื่อนครู และผู้เรียน  4) เป็นผู้ได้รับความเชื่อถือศรัทธา ยกย่อง ยอมรับของผู้เรียน เพื่อนครูและสังคม ว่าเป็นต้นแบบของผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครู เป็นแบบอย่างที่ดี และสร้างค่านิยมให้สังคมยอมรับ  5) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ หรือประกอบวิชาชีพในพื้นที่ที่มีชุมชนและสังคมที่มีความแตกต่างทั้งทางภาษาและวัฒนธรรม หรือในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือทุรกันดาร รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาภัยสังคมหรือความมั่นคงของชาติ หรือมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงานอย่างสูงด้วยความเสียสละ และอุตสาหะเป็นเวลานาน และปรากฏผลงานเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง หรือ 6) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบวิชาชีพจนได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายหรือสูญเสียอวัยวะ หรือถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือในการประกอบวิชาชีพ หรือเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่เป็นกรณีพิเศษจนเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำ หรือเพราะเหตุปฏิบัติตามหน้าที่ หรือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่การประสบเหตุนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจากความผิดของตน หรือจากเหตุที่ตนมีส่วนร่วมในการกระทำนั้นด้วย 

“จากเหตุการณ์ที่ ชายคลุ้มคลั่งบุกใช้อาวุธมีดไล่ฟันเด็กนักเรียนและครูโรงเรียนบ้านน้ำพุหินลาด ตำบลทุ่งนาเลา อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ขณะกำลังเข้าแถวเคารพธงชาติ บริเวณหน้าเสาธง แต่ครูธวัชชัยได้ต่อสู้กับชายคลุ้มคลั่ง ที่บุกเข้ามาทำร้าย จนตัวเองได้รับบาดเจ็บที่มือและแขนจากการถูกมีดฟัน เพื่อปกป้องเด็กนักเรียน นับได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบวิชาชีพจนได้รับบาดเจ็บ และเสี่ยงชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ และที่สำคัญหากครูธวัชชัย ไม่เข้าต่อสู้หรือช่วยเหลือ เด็กนักเรียนทั้งหมดอาจได้รับอันตราย จนอาจเกิดความสูญเสียมากกว่านี้  ดังนั้น จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งแล้วที่ ครูธวัชชัย เป็นผู้ได้รับรางวัลครูถิรคุณ ในวันนี้” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

สำหรับ “รางวัลครูถิรคุณ” คุรุสภาได้เริ่มต้นดำเนินการตั้งแต่ ปี 2565 เป็นต้นมา ซึ่งที่ผ่านมานั้นมีผู้ได้รับการประกาศเกียรติคุณไปแล้ว จำนวน 2 ครั้ง และมีผู้ได้รับรวมจำนวน 8 คน ดังนี้

ครั้งที่ 1 มีผู้ได้รับรางวัล จำนวน 1 คน คือ นางสาวกาญจณี ใจชื้น ครูอัตราจ้าง ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดตาก สาขาแม่สอด จากกรณีเข้าช่วยเหลือนักเรียนที่กำลังวิ่งข้ามถนน และถูกรถจักรยานยนต์พุ่งชนจนเสียชีวิต โดยมีคุณพ่อ (นายสำเริง ใจชื้น) น้องชาย (นายสุจริต ใจชื้น) และลูกชาย (เด็กชายวิสุทธิ์ ใจชื้น) เป็นตัวแทนเข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 6/2565  เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565  ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ครั้งที่ 2 มีผู้ได้รับรางวัล จำนวน 7 คน ได้แก่ นางสาวมะลิวัลย์ ลาโสภา  นางสาวสุภาภรณ์ ประมงมุข  นางนันทิชา พันธ์ชุม  นางสาวสุภาภรณ์ ตาราศี  นางสาธิตา บุญโสม  นางสาวเดือนเพ็ญ สนสุรัตน์  และนางสาวจรัสศรี เพชรนอก ครูและผู้ดูแลเด็กศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ จากกรณีคนร้ายก่อเหตุกราดยิงเด็กและครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยมีผู้ได้รับรางวัลและผู้แทนเข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในงานประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อรับรางวัลครูถิรคุณ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ  ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
 

สช.-กยศ. นำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาหลักสูตรอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ การเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772517

สช.-กยศ. นำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาหลักสูตรอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ การเรียนรู้

สช.-กยศ. นำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาหลักสูตรอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ การเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.56 น.

สช.-กยศ. นำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาหลักสูตรอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ การเรียนรู้

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายนพ ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินโครงการนำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ในหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) สำหรับปีการศึกษา 2566 – 2567 ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

นายนพ กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินโครงการนำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) สำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาที่มีความประสงค์จะศึกษาในลักษณะอื่นตามความจำเป็นและเหมาะสม ในปีการศึกษา 2566 – 2567 ให้แก่โรงเรียนนอกระบบ ประเภทวิชาชีพ กลุ่มโรงเรียนบริบาล ในการกำกับดูแลของ สช. และเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนหรือนักศึกษาได้รับโอกาสทางการศึกษาในหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ ที่มีความจำเป็นและเหมาะสมกับผู้เรียน เพื่อนำไปสู่โอกาสในการมีอาชีพที่มั่นคง รวมถึงเพื่อเป็นการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตรงตามความต้องการอย่างเหมาะสม และการทำความตกลงในครั้งนี้ยังสอดรับกับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับให้มีทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตอบสนองต่อความสนใจ และความต้องการของผู้เรียน เพื่อให้มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

นายนพ กล่าวต่อว่า ขอบเขตความร่วมมือในการดำเนินการในครั้งนี้ สช. และ กยศ. จะร่วมกันพิจารณาคัดเลือกโรงเรียนนอกระบบ ประเภทวิชาชีพ กลุ่มโรงเรียนบริบาลที่มีคุณภาพมาตรฐานตามเกณฑ์ที่ กยศ. และ สช. กำหนด เพื่อให้เข้าร่วมดำเนินโครงการนำร่องฯ กับ กยศ. และกำกับให้โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนำร่องฯ ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ร่วมกันกำหนดและคัดเลือกหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) ที่มีความเหมาะสมในการดำเนินโครงการนำร่องฯ ร่วมกัน 

ด้านนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน  กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ เนื่องจากความเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้การศึกษานอกระบบซึ่งเป็นการศึกษาในหลักสูตรระยะสั้น เช่น หลักสูตรการบริบาล การท่องเที่ยว การนวดและสปาภาษาต่างประเทศ และการโรงแรม ซึ่งนับวันยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในการพัฒนาประเทศ จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ทำความร่วมมือกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นและนิมิตหมายอันดีของการส่งเสริมให้การศึกษาเอกชนนอกระบบมีศักยภาพในการผลิต และพัฒนากำลังคนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน และการพัฒนาประเทศ โดยเป็นการมุ่งสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ให้แก่ผู้เรียนหลักสูตรอาชีพระยะสั้น ได้มีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ในการยกระดับทักษะ สมรรถนะของตนเอง นำไปสู่โอกาสในการมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ดี มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตรงความต้องการอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของรัฐบาล

ขณะที่ นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) กล่าวว่า “ขณะนี้ กองทุนฯได้เตรียมความพร้อมสำหรับการให้กู้ยืมเงินในลักษณะที่ 5 ลักษณะอื่นตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อเป็นการขยายโอกาสให้แก่ประชาชนในการเข้าถึงการศึกษาที่หลากหลาย ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 กองทุนฯจึงได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ดำเนินการโครงการนำร่อง การให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาในหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) เพื่อนำไปสู่โอกาสในการมีอาชีพที่มั่นคง รวมถึงเพื่อการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตรงตามความต้องการอย่างเหมาะสม โดยจะเริ่มจากหลักสูตรการดูแลเด็กเล็ก และดูแลผู้สูงอายุ ของโรงเรียนนอกระบบ ประเภทวิชาชีพ กลุ่มโรงเรียนบริบาลที่มีคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งผู้เรียนจะมีงานทำแน่นอนหลังจากสำเร็จการศึกษา ซึ่งสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีผลการประเมินคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนนอกระบบ รายงานต่อ สช. โดยจะมีระยะเวลาการดำเนินการโครงการนำร่อง 2 ปี (ปีการศึกษา 2566-2567) ให้เงินกู้ยืมเป็นค่าเล่าเรียนไม่เกิน 50,000 บาท/หลักสูตร/คน/ครั้ง กำหนดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี และให้ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 2 ปี

สำหรับคุณสมบัติของนักเรียน นักศึกษาที่จะขอกู้ยืมเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในลักษณะที่ 5 กำหนดให้มีอายุ 18 – 60 ปีบริบูรณ์ ศึกษาในหลักสูตร/สาขาวิชาตามประกาศที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด ต้องทำประโยชน์ต่อสังคมหรือสาธารณะมาแล้วไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 2 ปี ก่อนการยื่นขอกู้ยืม และต้องไม่กู้ยืมซ้ำซ้อนกับลักษณะอื่น ๆ ณ ปีการศึกษานั้น ๆ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถ พัฒนาองค์ความรู้และทักษะให้กับประชาชนผู้ที่ต้องการพัฒนาหรือต่อยอดการเรียนรู้ สามารถประกอบอาชีพมีงานทำและสร้างรายได้ในระยะยาวต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามประกาศและรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ http://www.studentloan.or.th” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าว

ตะมุตะมิ! ชมผลงาน ARTTOYS อิงประวัติศาสตร์เล่าเรื่องผ่านโมเดลตัวละครอนิเมะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772513

ตะมุตะมิ! ชมผลงาน ARTTOYS อิงประวัติศาสตร์เล่าเรื่องผ่านโมเดลตัวละครอนิเมะ

ตะมุตะมิ! ชมผลงาน ARTTOYS อิงประวัติศาสตร์เล่าเรื่องผ่านโมเดลตัวละครอนิเมะ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.49 น.

ชมชิ้นงานศิลปะ ARTTOYS นำตัวละครในประวัติศาสตร์เมืองสองแควมาสร้างเป็นโมเดลกึ่งการ์ตูนอนิเมะ อาทิ ไก่เหลืองหางขาว ช้างศึกสมเด็จพระนเรศวร หุ่น อนิเมะสมเด็จพระนเรศวร และชิ้นงานล่าสุด Kookkai X’mas 2023 ที่กำลังได้รับความสนใจพรีออเดอร์เป็นของฝากของที่ระลึก ผีมืออาจารย์และลูกศิษย์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2566 ผู้สื่อข่าวพาไปดูการผลิตชิ้นงาน ARTTOYS ของ นายชวลิต ดวงอุทา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ สาขาออกแบบสื่อนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมอดีตลูกศิษย์คือนายธีรดนย์ ชูสงฆ์ ที่ผลิตชิ้นงานศิลปะ ARTTOYS ที่นำตัวละครในประวัติศาสตร์เมืองสองแควมาสร้างเป็นโมเดลกึ่งการ์ตูน อนิเมะ อาทิ ไก่เหลืองหางขาว ช้างศึกสมเด็จพระนเรศวร หุ่น อนิเมะสมเด็จพระนเรศวร และชิ้นงานล่าสุด Kookkai X’mas 2023 (กุ๊กไก่คริสต์มาส) ที่กำลังได้รับความสนใจ มีผู้สั่งพรีออเดอร์เป็นของฝากของที่ระลึกในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่จะถึงนี้

นายชวลิต กล่าวว่า จุดเริ่มต้นคือ ตนเองต้องการหาข้อมูลใหม่ๆ เพื่อที่จะนำไปสอนเด็ก เห็นกระแสของ ART TOY เป็นของเล่นของคนรุ่นใหม่เริ่มเป็นกระแสเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตนเริ่มต้นสอนด้วยการปั้นดินโพลิเมอร์ก่อน เพราะเรื่องของราคาและวิธีการเข้าถึงได้ พอเริ่มสักพักเครื่องปริ้น 3 มิติเริ่มมีราคาลดลง เราเข้าถึงได้ เด็กๆ เข้าถึงได้ ทำงานสะดวกขึ้น จากปั้นดินก็เพิ่มออฟชั่นเพิ่มเติม นอกจากปั้นดินได้แล้ว เราก็ปั้นจากคอมพิวเตอร์แล้วนำมาปริ้น เด็กๆได้เห็นผลงานของตนเองและจับต้องได้ หลังจากทำมาได้สักพักได้มีโอกาส เริ่มนำผลงานไปร่วมประกวดที่ กทม. ได้รับรางวัลกลับมา เลยเป็นแนวทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เลยทำต่อๆ มา เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นมีการไปออกงานในเวทีต่างๆ ที่เด็กๆ สามารถเข้า กทม.แสดงผลงานของตนเองได้ เป็นโอกาสสร้างงานได้ด้วยตนเอง มีคนติดตามมีรายได้

นายชวลิต กล่าวต่อว่า ส่วนตัวชอบประวัติศาสตร์ จึงนำตัวละครในประวัติศาสตร์ ประยุกต์เข้ากับยุคสมัย อิงประวัติศาสตร์ในรูปแบบของตัวการ์ตูน อนิเมะ อย่างไก่เหลืองหางขาวพระนเรศวร ช้างศึก พระนเรศวร ในรูปแบบ ART TOY  เพื่อดึงให้คนสนใจเพิ่มมากขึ้น วิธีการของเราคือการปั้นโมเดลจากโปรแกรม 3 มิติ ในคอมพิวเตอร์ ส่งปริ้นในเครื่องปริ้น 3 มิติ แล้วก็นำมาลงสีทั้งด้วยลงพู่กันด้วยมือ และการลงสีด้วยแอร์บรัช เพื่อให้ชิ้นงานนั้นละเอียด และนำมาประกอบร่าง โดยชิ้นส่วนทั้งหมดเป็นผลงานเรซิ่น

“อยากให้รู้สึกเหมือนมีการเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ ที่เด็กรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้จากในวิธีการแบบนี้ ถ้าเป็นในเรื่องการเล่าประวัติศาสตร์ก็อาจจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งก็จะเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ดู ในรูปแบบของการ์ตูนอนิเมะสามารถเข้าถึงได้ทั้งรุ่นผู้ใหญ่และเด็กรุ่นใหม่ พอคนเริ่มติดและคนเข้าใจแล้ว คนจะเริ่มไปดูว่าเจ้าไก่เหลืองหางขาวมีประวัติศาสตร์ยังไง มันเหมือนทำให้รู้สึกว่าเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ให้คนค่อยๆ เข้าถึงและเริ่มเข้าไปศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มมากขึ้น”

นายชวลิต กล่าวต่อว่า อนาคตในเรื่องของการต่อยอด ตนอยากให้ขยายกลุ่มคนที่ชอบงาน ARTTOYS อยากให้รู้ว่าคนพิษณุโลกมีศิลปิน ART TOYS เหมือนกันนะ มีการเล่าเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เหมือนกัน พอคนเริ่มรู้จักก็มีการจำหน่าย สั่งทำ หากมีการสนับสนุนเพิ่มเติมอาจจะได้ต่อยอดไปเป็นของประจำจังหวัด หรือของฝากต่างๆ โดยช่วงนี้ก็เริ่มมีผู้ที่สนใจสั่งพรีออเดอร์เข้ามาเพิ่มมากขึ้น ส่วนราคาต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบ การลงสี และขนาด ความยากง่ายของชิ้นงาน ซึ่งตอนนี้เริ่มต้นที่ราคาชิ้นละ 200 บาท(ไก่น้อยสีเงิน/สีทอง) ไปจนถึงหลักพัน หลายพัน ไปจนถึงหลักหมื่น โดยผู้ที่สนใจเกี่ยวกับงานศิลปะ ARTTOYS สามารถติดต่อมาพูดคุยสั่งทำได้ทางเพจ Facebook : TWINS Studio หรือ หมายเลขโทรศัพท์ 082-6415639

—017

ศธ.ตื่น!!! หลัง EF จัดอันดับคนไทยมีคะแนนการใช้ภาษาอังกฤษต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772423

ศธ.ตื่น!!! หลัง EF จัดอันดับคนไทยมีคะแนนการใช้ภาษาอังกฤษต่ำ

ศธ.ตื่น!!! หลัง EF จัดอันดับคนไทยมีคะแนนการใช้ภาษาอังกฤษต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.30 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงผลคะแนนภาษาอังกฤษ กับการขับเคลื่อนทักษะภาษาอังกฤษกระทรวงศึกษาธิการ ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2566 สถาบันการศึกษาภาษาอังกฤษแห่งหนึ่ง (Education first หรือ EF) ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษประจำปี 2023  ซึ่งเป็นการการวัดคะแนนการทดสอบจากการวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษในแต่ละช่วงวัย โดยจัดอันดับทั้งหมด 113 ประเทศ ผลการสำรวจทักษะความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้ใหญ่อายุเฉลี่ย 26 – 30 ปี จำนวนผู้เข้าสอบ 836 คน ประเทศไทยได้คะแนนในอันดับที่ 101 นั้น โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 416 คะแนน ซึ่งค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 502 คะแนน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์นั้น

ซึ่งเรื่องนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง และนายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้ตนชี้แจงถึงนโยบายรัฐบาลหลังจากที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน โดยทางรัฐบาลและตนได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาในทุกมิติและทุกด้าน โดยเฉพาะภาษาอังกฤษก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่การที่ปรากฏเป็นข่าวตนได้ศึกษาข้อมูลแล้ว พบว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถานศึกษาในสังกัด ศธ.ตลอดจนหน่วยงานการศึกษาในสังกัดกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น และสังกัดกรุงเทพมหานคร ต่างให้ความรู้การศึกษาวิชาภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี และเด็กนักเรียนของเราก็มีผลการศึกษาที่ดีในการสอบภาษาอังกฤษ

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า จากกรณีนี้หากดูข้อมูลของการสำรวจดังกล่าว พบว่าผู้ที่เข้าทดสอบเป็นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวัยเรียน เป็นผู้ที่จบการศึกษาไปแล้ว และไม่ทราบว่าจบการศึกษาในระบบหรือนอกระบบ แต่มีอายุเกิน 20 ปีไปแล้ว มีจำนวนประมาณ 800 กว่าคน ก็เป็นมิติของการศึกษาของคนกลุ่มหนึ่ง ที่เมื่อศึกษาจบแล้วและมีความต้องการหรือมีความจำเป็นที่จะไปศึกษาต่อยังต่างประเทศหรือไปทำงานต่างประเทศก็จะต้องมีการเข้าไปทดสอบ TOEFL – TOEIC  เมื่อผ่านมาตรฐานก็สามารถไปเรียนต่อได้ แต่จะมีกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าจะเป็นกลุ่มน้อยที่อาจจะทดสอบไม่ผ่านก็ต้องไปศึกษาเพิ่มเติมในสถาบันกวดวิชาหรือศึกษาผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งที่เป็นข่าวก็คงเป็นระบบหนึ่งที่ให้การศึกษาผ่านระบบออนไลน์ ก็มีประมาณ 800 กว่าคน ที่มีผลการประเมินที่ถือว่าต่ำของสถาบันที่ประเมิน แต่ถ้าดูในหลักการ การทดสอบวัดความสามารถภาษาอังกฤษของไทยเราจะใช้มาตรฐาน CEFR ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ประกอบด้วย 6 ระดับ คือ A1 A2 , B1 B2 และ C1 C2

“อย่างไรก็ตาม จากที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้นโยบาย ศธ.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราเชื่อว่าอาจจะเป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งที่การจัดการศึกษาของเราอาจจะไม่สมบูรณ์ ศธ.ก็จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา โดยมอบให้ผู้ช่วยรัฐมนตรี ร่วมกับ 4 หน่วยงานหลักของ ศธ.และเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความสนใจและต้องการพัฒนาการศึกษาได้เข้ามาช่วยกันหาข้อมูลว่าทำอย่างไรเราจะพัฒนาการศึกษาภาษาอังกฤษให้สมบูรณ์ขึ้น โดยให้ สพฐ.และ สช.เป็นหลักในการดำเนินการเรื่องหลักสูตรว่าจะจัดการเรียนการสอนอย่างไร และผลิตสื่อการสอนอย่างไรให้ตอบรับนโยบายตนในเรื่อง Any Where Any Time เพื่อให้ผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษาแล้วก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ โดยตนจะมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดการเรียนการสอนทั้งผ่านระบบออนไลน์และการสอนในที่ตั้งของสถานศึกษาด้วย”

‘วัดพระธรรมกาย’ทอดกฐินบังคลาเทศ 14 วัด เมืองจิตตะกอง ศรัทธามั่น-คนนับหมื่นร่วมงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772413

‘วัดพระธรรมกาย’ทอดกฐินบังคลาเทศ 14 วัด เมืองจิตตะกอง ศรัทธามั่น-คนนับหมื่นร่วมงาน

‘วัดพระธรรมกาย’ทอดกฐินบังคลาเทศ 14 วัด เมืองจิตตะกอง ศรัทธามั่น-คนนับหมื่นร่วมงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 12.55 น.

‘วัดพระธรรมกาย’ทอดกฐินบังคลาเทศ 14 วัด เมืองจิตตะกอง ศรัทธามั่น-คนนับหมื่นร่วมงาน

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า พระมหาประพัฒน์ จิรวํโส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และพระอาจารย์สมาน ฐานสโม ผู้แทนสำนักต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ได้เดินทางไปเป็นตัวแทนหลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ร่วมทอดกฐินสมทบวัดกัลยาณมิตร ณ ประเทศบังกลาเทศ ระหว่างวันที่ 21-27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา

ในวันที่ 24 พฤศจิกายน ได้ร่วมพิธีทอดกฐิน ณ วัดราชบัณนะวิหาร เมืองรังกามาติ โดยมี พระปราถนาลังการ์มหาเถโร เจ้าอาวาสวัดราชบัณนะวิหาร เป็นประธานสงฆ์ และ ราชาเดวาซิส ชัคมาร์ ผู้นำชาวชัคมาร์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พิธีทอดกฐินในครั้งนี้ ได้มีการรักษาประเพณี การทอผ้ากฐินแบบดั้งเดิมที่มีสาธุชนชาวชัคมาร์จากเมืองรังกามาติ และเมืองใกล้เคียงบนเทือกเขาจิตตะกอง เดินทางไกลมาร่วมกันทอผ้าจีวรกฐินปีนี้อย่างคับคั่งกว่า 197 คณะ โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอน การย้อมเส้นด้าย ทอ ตัดและเย็บเป็นผ้าจีวรกฐิน จนแล้วเสร็จภายใน 1 คืน ในพิธีทอดกฐินมีสาธุชนมาร่วมพิธีแน่นขนัดนับหมื่นคน จากทั่วทั้งเทือกเขาจิตตะกอง ซึ่งเดินทางมาทั้งทางน้ำและทางบก ตั้งแต่คืนวันที่ 23 พฤศจิกายน พิธีเริ่มด้วยการแห่ผ้าจีวรกฐินที่ช่วยกันทอตลอดทั้งคืน ให้สาธุชนที่มาร่วมงานได้ร่วมอนุโมทนา ตามด้วยริ้วขบวนคณะสงฆ์ร่วม 200 รูป นำโดยรูปหล่อของ บานาภัณเต ศูนย์รวมใจชาวพุทธบนเทือกเขาจิตตะกอง พิธีถวายผ้ากฐินเป็นไปอย่างน่าปลื้มปีติ โดยมีราชาเดวาซิส รอย ผู้นำชาวชัคมาร์ ถวายผ้ากฐินเอก และตัวแทนมูลนิธิธรรมกาย ถวายผ้าไตรและปัจจัยบริวารกฐิน หลังจากนั้นสาธุชนได้ร่วมถวายเครื่องบริวารกฐิน ด้วยความปลื้มปีติ เบิกบานในบุญใหญ่ครั้งนี้

นอกจากนี้ ทางคณะยังได้ร่วมพิธีทอดกฐิน ณ วัดพุทธธัมมะราชิกะวิหาร กรุงธากา, วัดพุทธปาติยา เซ็นทรัล, วัดโมโกโตลีศากมุณีวิหาร และวัดอื่นๆในเมืองจิตตะกอง รวมทั้งหมด 14 วัด ในการนี้ทางทีมงานได้เข้าสักการะสมเด็จพระสังฆราชแห่งบังกลาเทศ ณ วัดพุทธจิตตะกองด้วย การเดินทางมาทอดกฐินวัดกัลยาณมิตรในบังกลาเทศครั้งนี้ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง เป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยกับคณะสงฆ์บังกลาเทศ เพื่อร่วมกันทำงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมาเจริญรุ่งเรื่อง สร้างสันติสุขให้แผ่ขยายไปทั่วโลกสืบต่อไป

ร่ำไห้วอน‘กยศ.’!นศ.สาธารณสุขศาสตร์ ยื่น 7 เดือนยังไม่ได้อนุมัติ หวั่นฝันสลายอดเรียนต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772156

ร่ำไห้วอน‘กยศ.’!นศ.สาธารณสุขศาสตร์ ยื่น 7 เดือนยังไม่ได้อนุมัติ หวั่นฝันสลายอดเรียนต่อ

ร่ำไห้วอน‘กยศ.’!นศ.สาธารณสุขศาสตร์ ยื่น 7 เดือนยังไม่ได้อนุมัติ หวั่นฝันสลายอดเรียนต่อ

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.51 น.

‘นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์’นครศรีธรรมราช ร่ำไห้ ‘กยศ.’ยังไม่อนุมัติ หวั่นไม่ได้เรียนต่อ วอนผู้บริหาร กยศ.รีบอนุมัติหลังจากช้ามา 7 เดือนแล้ว

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ชั้น2 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช (หลังเก่า) กลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 คณะสาธารณสุขศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา จ.นครศรีธรรมราช 15 คน นำโดย น.ส.อาภรรัตน์ คงเหล่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ เนื่องจากนักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จำนวนมากของมหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา ที่ยื่นเรื่องขอกู้เงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไปนานเป็นเวลา 7 เดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ

ทั้งนี้ ทำให้นักศึกษาทุกคนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะไม่มีเงินค่าใช้จ่ายในการครองชีพ และค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเล่าเรียน รวมทั้งค่าเทอมๆละ 4.5 หมื่นบาท ทำให้นักศึกษาทุกคน ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกร และอาชีพค้าขายในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และปัตตานี เป็นต้น  ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

“นักศึกษาทุกคนที่กู้ กยศ.ไปนาน 7 เดือน หากไม่ได้รับการอนุมัติจาก กยศ. พวกตนเกรงว่าจะไม่ได้เรียกต่อจนจบ ซึ่งพวกตนมีความหวังว่าเมื่อเรียนจบต้องการออกไปทำงานช่วยเหลือประชาชน เป็นหมอที่อนามัยหรือ รพ.สต.ในหมู่บ้านของพวกตน แต่หากไม่รับเงินกู้ กยศ. จะทำให้พวกตนไม่ได้เรียนต่อตามที่ตั้งความหวังเอาไว้” น.ส.อาภรรัตน์ ร่ำไห้ กล่าวทั้งน้ำตาตลอดเวลา

น.ส.อาภรรัตน์ กล่าวว่า ตนมีความหวังอยู่ที่ กยศ. แต่เวลาผ่านมาเนิ่นนาน กองทุนฯยังไม่พิจารณาอนุมัติให้ ตนไม่มีเงินที่จะใช้จ่าย ทั้งค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายประจำวัน พ่อตนต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อมาส่งเสียให้ตนได้เรียนหนังสือ ซึ่งแต่ละวันก็ไม่พอใช้เพราะว่าเงินหายากมาก

“ขอกราบวิงวอนถึงท่านนายกฯ , ท่าน รมว.คลัง , ท่านปลัด ก.คลัง , ท่านผู้ว่าฯ และผู้จัดการ กยศ. โปรดช่วยเหลือพวกตนด้วย บางวันต้องอดมื้อกินมื้อ พวกตนเพิ่งยื่นกู้เป็นครั้งแรก ไม่ติดปัญหาอะไรทั้งสิ้น แต่ทำไมถึงรอการอนุมัตินานมาก พอสอบถามไปก็บอกว่าให้รออย่างเดียว พวกตนจะต้องรอไปถึงไหน รอให้พวกตนอดตายและต้องหยุดเรียนไปก่อนหรือ จึงจะอนุมัติ” น.ส.อาภรรัตน์ กล่าว

น.ส.อาภรรัตน์ กล่าวด้วยว่า ตนได้พูดคุยกับทางผู้ปกครองแล้ว ทางผู้ปกครองก็บอกว่า หากไม่ได้รับการอนุมัติเงิน ก็อาจจะไม่ได้เรียนต่อ เพราะว่าไม่มีทุนทรัพย์ที่จะส่งเสียให้เรียนหนังสือคณะพยาบาลศาสตร์ รวมถึงค่าใช้จ่ายประจำวัน และถ้ายังไม่ได้เงินนี้ พวกตนก็น่าที่จะต้องหยุดเรียน และเดินทางไปร้องทุกข์ที่กทม.ต่อไป

จากนั้นนางพัชร์นันท์ ศรีเมือง ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกมารับหนังสือร้องเรียนจากลุ่มนักศึกษาดังกล่าว โดยรับปากว่าจะรีบทำเรื่องเสนอไปยังนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผวจ.นครศรีธรรมราช และเสนอไปยังผู้บริหาร กยศ. เพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป

ผบ.ตร.สุดอาลัย’ดาบวิชัย’ ตำรวจต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772093

ผบ.ตร.สุดอาลัย'ดาบวิชัย' ตำรวจต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน

ผบ.ตร.สุดอาลัย’ดาบวิชัย’ ตำรวจต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.52 น.

ผบ.ตร.สุดอาลัย’ดาบวิชัย’ ตำรวจต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน และคนรุ่นหลัง ปลูกมาแล้วกว่า 3 ล้านต้น เสียชีวิตในวัย 77 ปี

วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2566) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พิษณุุ วัตถุ ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ เป็นตัวแทนมอบพวงหรีด และเงินร่วมทำบุญกับครอบครัว ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ หรือดาบวิชัย ซึ่งเสียชีวิตในวัย 77 ปี ที่บ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อคืนวันที่ 25 พ.ย.2566 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความเศร้าโศกของครอบครัว รวมถึงเพื่อนข้าราชการตำรวจ และประชาชนคนไทย ต่อการจากไปของท่านในครั้งนี้ นอกจากนี้ ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ เป็นตัวแทน พล.ต.ท.ฐากูร  นัทธีศรี  ผบช.ภ.3  มอบพวงหรีด และ พ.ต.ท.อิทธิพล กริสว่าง รองผกก.ป.ปรท.ผกก.สภ.ปรางค์กู่  มอบพวงหรีด  ในนาม  สภ.ปรางค์กู่
 
นอกจากนี้ เวลา 16.00 น. ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ ร่วมพิธีน้ำหลวงอาบศพ โดยมี นายอนุพงษ์  สุขสมนิตย์  ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  เป็นประธาน  

ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ หรือดาบวิชัย นับเป็นปูชนียบุคคลของข้าราชการตํารวจ อีกนายหนึ่ง ที่เป็นต้นแบบแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน และคนรุ่นหลัง ได้ตระหนักถึงป่าไม้ และการปลูกป่าเพื่อชุมชม 

สำหรับ ดาบวิชัย ถูกยกให้เป็นคนปลูกต้นไม้แห่งบ้านปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ โดยทุ่มเทแรงใจและความปรารถนาดีให้กับสังคม ตั้งแต่ปี 2531 ชาวบ้าน อ.ปรางค์กู่ ต่างเคยชินกับภาพชายที่ถือถุงปุ๋ย จอบ หรือเสียม ก้มลงขุดดินปลูกต้นไม้ทั้งต้นยาง ต้นมะค่าแต้ ต้นขี้เหล็ก สะเดา ริมถนนสายหลัก ริมสระขุดใหม่ ที่หัวไร่ปลายนาของชาวบ้าน ผ่านมาแล้วหลายปีเขาปลูกต้นไม้นับล้านต้น ต่อมาได้ส่งเสริมการทำไร่นาสวนผสมให้กับชาวบ้าน โดยมีพันธุ์พืชที่หลากหลาย ตั้งแต่พืชล้มลุก พืชสวนครัว ไปจนถึงไม้ยืนต้นที่ใช้ประโยชน์ และชาวบ้านหันมาทำการเกษตรแนวทางนี้เพิ่มขึ้น เช่น ต.สำโรงปราสาท และ ต.ตูม นอกจากนี้ ดาบวิชัย ยังทำหน้าที่อบรมเยาวชน ในฐานะวิทยากรของหน่วยงานต่าง ๆ นำแนวทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ ทั้งเรื่องการปลูกต้นไม้ รักษาสภาพแวดล้อมให้ชุมชน และรณรงค์เรื่องโทษของยาเสพติด อีกด้วย

ระงับกู้ยืม‘นศ.’ ‘ศุภมาส’สั่งตรวจสอบ ย้ำต้องดูแลอย่าให้เสียสิทธิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772058

ระงับกู้ยืม‘นศ.’ ‘ศุภมาส’สั่งตรวจสอบ ย้ำต้องดูแลอย่าให้เสียสิทธิ์

ระงับกู้ยืม‘นศ.’ ‘ศุภมาส’สั่งตรวจสอบ ย้ำต้องดูแลอย่าให้เสียสิทธิ์

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.47 น.

“ศุภมาส”ชี้”กยศ.”ระงับการกู้ยืม นศ.ปี 1 คณะพยาบาลศาสตร์ เหตุข้อมูลการกู้ยืมไม่ตรงตามที่ยื่นขอ และอยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติจาก กยศ. พร้อมสั่งการให้ ผอ.กคอ.ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับ กยศ.สัปดาห์หน้า ย้ำต้องดูแล นศ.อย่าให้เสียสิทธิ์การกู้

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกลุ่มตัวแทนของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์กับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีษะเกษ ว่ายังไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวน 42 คน ซึ่งทุกคนต่างได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่มีเงินใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ โดยภายหลังทางกองทุนกูยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ออกมาชี้แจงว่า เหตุที่ล่าช้าเนื่องจากตรวจพบความไม่สอดคล้องของข้อมูล และพบความผิดปกติในการยื่นกู้ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ และรอการชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมจากสถานศึกษานั้น

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในส่วนของ อว.ตนได้สั่งตรวจสอบไปยังสถาบันการศึกษาต้นสังกัด พบว่า กรณีนี้เป็นกรณีสืบเนื่องจากการที่วิทยาลัยเฉลิมกาญจนาระยองได้ปิดกิจการ และได้โอนนักศึกษาไปเรียนรวมกันที่มหาวิทยาลัยดังกล่าว โดยขณะนี้ กยศ.กำลังตรวจสอบข้อมูลนักศึกษาที่ยื่นกู้จำนวน 6,823 ราย เพื่อให้สอดคล้องตามคุณสมบัติผู้กู้ตามที่ กยศ.กำหนดไว้ ทั้งนี้ หากนักศึกษาผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว กยศ.จะอนุมัติได้ทันที

“ดิฉันได้รับรายงานว่า กยศ.จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลในสัปดาห์หน้า และกระทรวง อว.จะส่งผู้อำนวยการกองยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา (กคอ.) เป็นผู้แทนร่วมลงพื้นที่ด้วย ในฐานะ รมว.อว.ได้กำชับให้ผู้แทนกระทรวง อว.ให้ดูแลและประสานอำนวยความสะดวกเพื่อไม่ให้นักศึกษาเสียสิทธิ์ในการกู้ยืมเรียนจาก กยศ.ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการศึกษาของเยาวชน โดยที่ผ่านมา อว.ก็ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบยังสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่มีนักศึกษากู้ยืมเรียน เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือดูแล และไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของนักศึกษามาโดยตลอด เผื่อหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเกี่ยวกับการกู้ยืมจะได้เร่งแก้ปัญหาร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัดเพื่อไม่ให้กระทบกับนักศึกษา นอกจากนี้ อว.ยังพร้อมสนับสนุนและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเรียน ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตอีกด้วย” น.ส.ศุภมาส กล่าว