‘กรรมการ มส.’มอบรางวัลเยาวชนไทย‘เด็กดี มหานคร’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพุทธศาสนา ครั้งที่ 7

‘กรรมการ มส.’มอบรางวัลเยาวชนไทย‘เด็กดี มหานคร’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพุทธศาสนา ครั้งที่ 7

‘กรรมการ มส.’มอบรางวัลเยาวชนไทย‘เด็กดี มหานคร’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพุทธศาสนา ครั้งที่ 7

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

‘กรรมการ มส.’มอบรางวัลเยาวชนไทย‘เด็กดี มหานคร’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพุทธศาสนา ครั้งที่ 7

พระเดชพระคุณพระพรหมวัชรวิมลมุนี วิ. กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานสงฆ์ “กิจกรรมเยาวชนไทยรวมใจทำความดี – เด็กดี มหานคร – ต้นแบบด้านศีลธรรม” เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการแข่งขันสอบตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 7 และวันรวมพลังเด็กดี V-Star ประจำปี 2568 และพิธีมอบรางวัลโครงการพัฒนาสมาธิแก่ผู้เรียนด้วยการสวดมนต์ “บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” และ “ห้องเรียนต้นแบบแห่งความดี” กรุงเทพ ฯ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร จัดโดยคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมธารา สายไหม และชมรมพุทธศาสตร์สากลและองค์กรภาคี

ภายในกิจกรรมมี พระเดชพระคุณพระพรหมวัชรวิมลมุนี วิ. กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร เมตตาเป็นประธานสงฆ์ พร้อมด้วย พระราชวชิราธิบดี (สุรศักดิ์ ธมมรํสี ป.ธ.5) เจ้าคณะเขตพระนคร พระครูปลัดสุวัฒนกวีคุณ รองเจ้าคณะเขตสายไหม เจ้าอาวาสวัดเกาะสุวรรณาราม พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย มีนางดารุณี ดงทอง ศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานฆราวาส พร้อมด้วยผู้ใหญ่ใจดีผู้สนับสนุนกิจกรรมเยาวชน ร่วมถวายปัจจัยไทยธรรมแด่คณะสงฆ์ ได้แก่ คุณดาราวรรณ มาเอคาวา และ คุณชินอิจิ มาเอคาวา คุณสุดเขต ศรีมา อดีต Senior Vice President ธนาคาร Citibank คุณจริยาพร ศรีวรขาน และ พ.ต.อ. กมลเดช อนุกูล คุณสุพจน์ แย้มศิริ รองผู้อำนายการด้านวิศวกรรม บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด คุณจริยาพร ศรีวรขาน โดยมีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับสถานศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 157 โรงเรียน มีนักเรียนระดับชั้นประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย เข้าร่วมกว่า 900 คน

พระเดชพระคุณพระพรหมวัชรวิมลมุนี ประธานสงฆ์ เมตตาให้โอวาทความว่า  “วันนี้ อาตมภาพ รู้สึกยินดีและปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบกับทุกท่านในกิจกรรม “เยาวชนไทยรวมใจทำความดี – เด็กดีมหานคร ต้นแบบด้านศีลธรรม” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นว่า ท่านผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูทุกท่านยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาความรู้ คือ พัฒนาทั้ง “เก่ง” และ “ดี” ไปพร้อมกัน กิจกรรมในวันนี้มิใช่เป็นเพียงการจัดสอบแข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรม หรือการจัดนิทรรศการทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา เพื่อปลูกฝังสัมมาทิฏฐิ สามารถนำความรู้ความเข้าใจไปใช่ในชีวิตให้ประสบความสุข และความสำเร็จ ลูก ๆ ได้ เรียนรู้ พุทธประวัติ เพื่อเห็นแบบอย่างชีวิตที่งดงาม เรียนรู้ ศีล5 และกฎแห่งกรรม เพื่อรู้จักการอยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียน เรียนรู้ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อเชื่อมโยงศาสนากับชีวิตประจำวัน และได้แสดงความรู้ความสามารถที่ได้ตั้งใจศึกษามาเป็นอย่างดีผ่านการสอบแข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 7 ทั้งหมดนี้ เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “รู้” แต่ต่อยอดไปสู่ “เข้าใจ” และ “นำไปปฏิบัติจริง”

เยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ แค่เพียงตั้งใจมาศึกษาธรรมะ ก็ถือว่า เป็นผู้ชนะแล้วในระดับหนึ่ง ผลการสอบ ถ้วยรางวัล หรือโล่เกียรติยศ เป็นเพียง “เครื่องหมายภายนอก” แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ เมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่กำลังงอกงามอยู่ในใจของลูก ๆ ทุกคน ขอให้ ลูกๆ ใช้ความรู้ที่ได้เป็นเข็มทิศนำชีวิตให้รู้จักคิดดี พูดดี ทำดี ไม่เฉพาะในห้องสอบ แต่ในห้องเรียน ที่บ้าน และในสังคม

อาตมาภาพขออนุโมทนาและชื่นชมคณะผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการ และคุณครูทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่เยาวชน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาสมาธิแก่ผู้เรียนด้วยการสวดมนต์ บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และกิจวัตรพัฒนานิสัย “ห้องเรียนต้นแบบแห่งความดี” ซึ่งมีโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมเป็นจำนวนมากและสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม การที่ครูสอนเด็ก ให้ “มีศีล มีสมาธิ มีวินัย” คือการมอบของขวัญชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่ศิษย์ และแก่ประเทศชาติ และในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ อาตมภาพขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ กิจกรรม “เยาวชนไทยรวมใจทำความดี – เด็กดีมหานคร ต้นแบบด้านศีลธรรม” สำเร็จลุล่วงด้วยความเรียบร้อย ขอให้ลูก ๆ เยาวชนเป็นเด็กดี มีวินัย มีคุณธรรม ขอให้ครูมีพลังใจในการทำหน้าที่ครูอย่างมั่นคง และขอให้ทุกภาคาคส่วนร่วมกันสืบสานพระพุทธศาสนาให้เป็นแสงสว่างนำทางชีวิตของสังคมไทยสืบไป”

ชวนเจาะลึก! เวทีเสวนา ‘วิกฤตไทย–กัมพูชา’ ในมิติภูมิรัฐศาสตร์-สงครามข่าวสาร

ชวนเจาะลึก! เวทีเสวนา ‘วิกฤตไทย–กัมพูชา’ ในมิติภูมิรัฐศาสตร์-สงครามข่าวสาร

ชวนเจาะลึก! เวทีเสวนา ‘วิกฤตไทย–กัมพูชา’ ในมิติภูมิรัฐศาสตร์-สงครามข่าวสาร

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.32 น.

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน เชิญร่วมงานเสวนาพิเศษ ‘วิกฤตไทย–กัมพูชา’ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสธุรกิจยุคสงครามข่าวสาร

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน เปิดเผยว่า สมาคมฯเตรียมจัดงานเสวนาพิเศษในหัวข้อ ‘วิกฤตไทย–กัมพูชา : ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ โอกาสธุรกิจ และบทบาทสื่อในยุคสงครามข่าวสาร’ ในโอกาสปิดหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 2 (Thai–Chinese Executive Business Program) เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังเป็นที่สนใจ

การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ นายชิน จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา , พลโทชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย , ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัครพงษ์ คำคุณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน

เนื้อหาการเสวนาจะครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือบทบาทของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวอย่างรับผิดชอบในยุคที่มีการต่อสู้ด้วยข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare)

ทั้งนี้ การเสวนาจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 14.30–17.00 น. ที่ห้องจัตุรัส ชั้น 3 โรงแรมเดอะเอมเมอรัลด์ รัชดา โดยจะมีผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 2 จากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงสื่อมวลชนทั้งไทยและจีนเข้าร่วมรับฟัง เพื่อร่วมกันหาทางออกและมองหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น

/////////-026

คณะบุคคล หน่วยงานต่างๆ ประชาชน พร้อมใจเข้ากราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะบุคคล หน่วยงานต่างๆ ประชาชน พร้อมใจเข้ากราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะบุคคล หน่วยงานต่างๆ ประชาชน พร้อมใจเข้ากราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

คณะบุคคล หน่วยงานต่างๆ ประชาชน พร้อมใจเข้ากราบสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”           

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 สำนักพระราชวังรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น.  โดยมีเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการน้ำดื่ม บริการ”ชัตเตอร์ บัส” รับ-ส่ง บริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ไปยังท้องสนามหลวงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน

โดยตลอดวันนี้ ได้มีประชาชนจากทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางผ่านจุดคัดกรองที่ท้องสนามหลวง และเข้าพักยังจุดพักคอยที่อุโมงค์ถนนหน้าพระลาน ผ่านประตูมณีนพรัตน์ มุ่งหน้าเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง         
มาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศอย่างเนืองแน่น

นอกจากนี้มีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จ. ระยอง, จ.ราชบุรี, จ.ลพบุรี, จ.ลำปาง และมีคณะจากหน่วยงานต่างๆ เช่น มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี,  โรงเรียนจิตรลดา ป.2 คณะที่ 1 คณะที่ 2 และคณะที่ 3,  โรงเรียนบ้านยามงาม คณะที่ 1 และคณะที่ 2,  ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอท่าวุ้ง จ.ลพบุรี, ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอพัฒนานิคม จ.ชลบุรี คณะที่ 1-คณะที่4,  มูลนิธิตระกูลเล้าแห่งประเทศไทย, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย(9) คณะที่ 1 และคณะที่2,  สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย,  ศาลเยาวชนและครอบครัว, สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ,  โรงเรียนแหลมพันวา จ.ภูเก็ต, ผู้ช่วยผู้พิพากษา รุ่นที่ 46,  กลุ่มโรงเรียนในเครือเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า, โรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร,  บริษัทสยาม แอดไวชอรี่ กรุ๊ป จำกัด,  บริษัทรักษาความปลอดภัย เอ็นอาร์ จำกัด      เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ส่งผลให้พสกนิกรมีอาชีพมีรายได้มีสุขภาพดีขึ้น

ด้านนายจุมพล กาญจนเทียนศรี ปลัดอำเภอแกลง จ.ระยอง กล่าวว่า วันนี้ชาวจังหวัดระยอง เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ 750 คน ประกอบด้วยอำเภอบ้านฉาง เทศบาลเมืองบ้านฉาง  เทศบาลนครมาบตาพุด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ออกจากที่ว่าการอำเภอบ้านฉาง เวลา 03.30 น. ถึงจุดคัดกรองสนามหลวง เวลา 6.30 น.  ทุกคนอยากมาสักการะหน้าพระโกศสักครั้งในชีวิต เพราะน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จพระพันปีหลวง ทรงห่วงใยราษฎรทุกภูมิภาค รวมถึงประชาชนภาคตะวันออก เห็นจากหลากหลายพระราชกรณียกิจล้วนเกิดประโยชน์ต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ ใน จ.ระยอง มี โครงการพระราชดำริฟื้นลมหายใจมหาสมุทร อนุรักษ์เต่าทะเล พระองค์ท่านให้ความสนใจรักษาทะเล รวมถึงจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์พระราชทานบนพื้นที่เกาะมัน ใน  อดีตเกาะแห่งนี้เคยเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระพันปีหลวง ชาวระยองจะเรียกว่า โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ช่วยฟื้นฟูประชากรเต่าที่ลดลงให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงทรงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูปะการัง นำมาสู่การทำโครงการปะการังเทียม สัตว์น้ำกลับมาอุดมสมบูรณ์ ชาวประมงมีรายได้ แก้ปัญหาความยากจน ชาวระยองน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้และสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำฟื้นฟูทะเลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ จังหวัดได้เผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงผ่านนิทรรศการอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ ในบริเวณโถงชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดระยอง มีประชาชนสนใจเข้าเยี่ยมชม อยากเชิญชวนมาชมนิทรรศการ  อีกทั้ง จะต่อยอดแนวพระราชดำริการพัฒนาชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้  ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข 

ขณะที่ นายจิรายุ มกราพันธุ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า วันนี้นำคณะผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ และเจ้าหน้าที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ เข้าถวายบังคมพระบรมศพและวางพวงมาลาน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระพันปีหลวง พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงต่อเด็กและเยาวชน ในแง่ของศาลยุติธรรม พระองค์ท่านมุ่งเน้นการฝึกวิชาชีพให้กับเยาวชนที่อยู่ในศูนย์ฝึกอบรมและสถานพินิจ ทั้งด้านเกษตรกรรมและงานหัตกรรมต่างๆ ทำให้เยาวชนนำความรู้ที่ได้รับมาฝึกฝน และประกอบอาชีพในอนาคต  รวมถึงได้รับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความกตัญญูรู้คุณ จนเป็นนิสัย  สำหรับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ จะสืบสานพระราชปณิธานพระองค์ท่านเรื่องการดูแลเด็กและเยาวชน  การแก้ไขและบำบัดเยาวชนผู้หลงผิดให้กลับตนเป็นคนดี ซึ่งการสร้างเยาวชนที่ดีของชาติ เป็นสิ่งที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีพระราชประสงค์ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตลอดพระชนม์ชีพ เพราะเด็กที่เติบโตแบบมีคุณภาพเป็นทรัพยากรพัฒนาประเทศ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.16 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 

17 ธ.ค. 68 เวลา 14.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระกรุณาโปรดให้ พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ เป็นผู้แทนพระองค์ เชิญของขวัญพระราชทานเนื่องในโอกาสวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 มอบแก่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย

ในการนี้ พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง ผู้แทนพระองค์ ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา แล้วเปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระรูปฯ และเชิญของขวัญพระราชทานวางบนพานเบื้องหน้าพระรูปฯ จากนั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูปฯ ก่อนเข้ารับพระราชทานของขวัญเนื่องในโอกาสวารดิถีขึ้นปีใหม่จากพานเบื้องหน้าพระรูปฯ และร่วมบันทึกภาพกับผู้แทนพระองค์และข้าราชการผู้ร่วมพิธี

ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยเข้าร่วมพิธี ได้แก่ นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายศักระ กปิลกาญจน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายพชรเสฏฐ์ บุญศิริสาริศา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นางสาวสุพัตรา คล้ายทิม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนัก กอง และข้าราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธี
 

สันติบาลบึงกาฬรุกสร้างเครือข่ายเยาวชน จัดอบรม ‘รักชาติ-เทิดทูนสถาบันฯ’

สันติบาลบึงกาฬรุกสร้างเครือข่ายเยาวชน จัดอบรม 'รักชาติ-เทิดทูนสถาบันฯ'

สันติบาลบึงกาฬรุกสร้างเครือข่ายเยาวชน จัดอบรม ‘รักชาติ-เทิดทูนสถาบันฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.16 น.

สันติบาลบึงกาฬรุกสร้างเครือข่ายเยาวชน จัดอบรม “รักชาติ-เทิดทูนสถาบันฯ” ปลูกจิตสำนึกนักเรียนปากคาดพิทยาคม

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ หอประชุมโรงเรียนปากคาดพิทยาคม อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล โดย พ.ต.ท.พิพัฒน์ เจริญเดชธนกิจ สารวัตรหัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาลบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ในสังกัด จัดกิจกรรมอบรม “โครงการสร้างจิตสำนึกความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และปลูกฝังความรักชาติ รุ่นที่ 1/2569” โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 100 คน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายธเนตร มีรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนปากคาดพิทยาคม ประธานในพิธีเปิด ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรมาโดยตลอด

ด้าน พ.ต.ท.พิพัฒน์ เจริญเดชธนกิจ เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์หลักคือการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้เยาวชนมีความเคารพรัก เทิดทูน และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงสร้างความเข้าใจถึงความเสียสละของบรรพบุรุษที่ทรงรักษาเอกราชของชาติไว้ นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้เหล่านักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเป็น “เครือข่ายภาคประชาชน” เพื่อสอดส่องดูแลความมั่นคง ต่อต้านภัยคุกคาม และเผยแพร่แนวทางตามพระบรมราโชวาทเพื่อการพัฒนาประเทศ

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับการเสด็จขึ้นครองราชย์ และบทบาทหน้าที่ของตำรวจสันติบาลในการพิทักษ์สถาบันฯ ซึ่งถือเป็นการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง เพื่อปลูกฝังค่านิยมความจงรักภักดีให้สถิตมั่นอยู่คู่ปวงชนชาวไทยสืบไป

วทจ.นำทัพผู้บริหารสู่แดนมังกร ร่วมศึกษาหลักสูตรพิเศษ ‘วทจ. X ชิงหวา’ เปิดโลกทัศน์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วทจ.นำทัพผู้บริหารสู่แดนมังกร ร่วมศึกษาหลักสูตรพิเศษ ‘วทจ. X ชิงหวา’ เปิดโลกทัศน์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วทจ.นำทัพผู้บริหารสู่แดนมังกร ร่วมศึกษาหลักสูตรพิเศษ ‘วทจ. X ชิงหวา’ เปิดโลกทัศน์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันวิทยาการผู้นำไทยจีน (วทจ.) มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยว่า วทจ. ได้นำผู้บริหารระดับสูงภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม “หลักสูตรพิเศษ วทจ. X ชิงหวา: INNOVATION FOR THE FUTURE” ซึ่งเป็นหลักสูตรสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ วทจ. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) มุ่งเติมเต็มองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ เศรษฐกิจสีเขียว และแนวโน้มการลงทุนแห่งอนาคตอย่างรอบด้าน

หลักสูตรพิเศษ วทจ. X ชิงหวา ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้บริหารไทยเข้าใจ “วิธีคิดแบบจีน” และมองเห็นทิศทางอนาคต ผ่านทั้งการเรียนรู้ในห้องเรียนและการลงพื้นที่จริง ผู้เข้าร่วมได้เรียนกับคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยชิงหวา ในหัวข้อสำคัญยุคใหม่ เช่น ยุทธศาสตร์นวัตกรรมองค์กรในยุคดิจิทัล อุตสาหกรรม 4.0 การผลิตอัจฉริยะ เส้นทางการลงทุน–การเงินของจีน และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมร่วมพิธีรับประกาศนียบัตรอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยชิงหวา

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเยี่ยมชมองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ทำให้คณะผู้บริหารและนักศึกษาหลักสูตร วทจ.Xชิงหวา ได้เห็นวิสัยทัศน์ เทคโนโลยี และแนวทางสร้างเศรษฐกิจ ครีเอเตอร์ของจีนแบบเจาะลึก ไม่ว่าจะเป็น Tsinghua Science Park (TusPark) ศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพและงานวิจัยด้าน Deep Tech ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย เป็นต้นกำเนิดเทคโนโลยีกว่า 1,000 โปรเจกต์ และเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัย–ธุรกิจ–นักลงทุน ช่วยให้ผู้บริหารไทยเห็นภาพระบบนิเวศนวัตกรรมที่ผลักดันจีนสู่ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

iFLYTEK ผู้นำโลกด้าน AI Speech & Language Technology เจ้าของเทคโนโลยีแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยี AI ที่ถูกนำไปใช้ในหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาล สาธารณสุข และการศึกษา มอบมุมมองสำคัญเกี่ยวกับอนาคตการสื่อสารและบทบาทของ AI ในระดับประเทศ

ByteDance ผู้บุกเบิกและพัฒนาแพลตฟอร์มที่เน้นด้านคอนเทนต์ การค้า บันเทิง และบริการสำหรับองค์กร โดยเฉพาะ Lark ซึ่งเป็น All-in-one Collaboration Platform สำหรับองค์กรยุคใหม่ รองรับการทำงานร่วมกันแบบครบวงจร ทั้งแชท วิดีโอคอล เอกสารร่วมกัน ปฏิทิน อีเมล ระบบจัดการงาน ฐานข้อมูล และระบบอัตโนมัติ พร้อมระบบเข้ารหัสแบบ end-to-end ทำให้ Lark เป็น Super App ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดขั้นตอนในองค์กรได้อย่างชัดเจน

เป็นอีกก้าวสำคัญของ วทจในการพาผู้นำในทุกภาคส่วนของไทยเพื่อเข้าใจ “จีนเชิงลึก” ซึ่งเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารยุคใหม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่จีนมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อน โดยมหาวิทยาลัยชิงหวาไม่เพียงเป็นต้นกำเนิดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ธุรกิจ และนวัตกรรม แต่ยังเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรม ความคิด และเครือข่ายระดับโลกตั้งอยู่บนพื้นที่พระราชวังฤดูร้อนอันงดงาม ที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของจีน” นายอรัญ กล่าว 

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ตอกย้ำความสำเร็จการจัดการขยะครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายขยะเป็นศูนย์ ในปี 2030

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ตอกย้ำความสำเร็จการจัดการขยะครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายขยะเป็นศูนย์ ในปี 2030

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ตอกย้ำความสำเร็จการจัดการขยะครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายขยะเป็นศูนย์ ในปี 2030

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) สะท้อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน วันสิ่งแวดล้อมไทย ผ่านผลสำเร็จของโครงการ ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste” ปี 2025 ลดการทิ้งขยะกว่า 31,700 ตัน หรือเท่ากับการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 109,649 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายขยะสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050

ในปี 2025 ซีพี แอ็กซ์ตร้า ประสบความสำเร็จในการลดขยะอาหารสู่หลุมฝังกลบ ผ่านแนวทางการดำเนินงาน 3 แกนหลัก ได้แก่ กินได้ไม่ทิ้งกัน โครงการส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้และมีคุณภาพให้แก่ผู้ขาดโอกาสในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร มูลนิธิ SOS และพันธมิตรภาคสังคม กว่า 4 ล้านมื้อ , สนับสนุนอาหารส่วนเกินเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ โดยทำงานร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ส่งมอบอาหารจากสาขาแม็คโคร-โลตัสในพื้นที่ใกล้เคียงศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า 27 แห่งทั่วประเทศ รวมปริมาณกว่า 2 ล้านกิโลกรัม , ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน (From Waste to Wealth) ใช้นวัตกรรมสีเขียว ให้ความรู้เกษตรกร นำขยะอาหารไปใช้เลี้ยงหนอนแมลงโปรตีน BSF และแปรรูปเป็นสินค้าเพิ่มมูลค่า สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์เป็นมูลค่ากว่า 79 ล้านบาท

โดยทุกสาขาของแม็คโคร-โลตัสคัดแยกขยะเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด ผ่าน 3 แนวทาง คือ จุดเก็บกลับรับคืน และเครื่อง RVM (Reverse Vending Machine) กว่า 149 จุด พร้อมเปิดตลาดนัด Recycle Market ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ที่แม็คโคร-โลตัส 11 สาขา ทำให้สามารถเก็บกลับขวดพลาสติกเข้าสู่ระบบได้กว่า 2,200,000 ขวด สะท้อนถึงความจริงจังของบริษัทในการผลักดันพฤติกรรมการแยกขยะและการรีไซเคิลให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ด้วยความมุ่งมั่นในการเพิ่มคุณค่าจากขยะไร้ค่า ซีพี แอ็กซ์ตร้า ร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Product) เพื่อวางจำหน่ายในแม็คโคร-โลตัสทุกสาขา สร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศไทยตามแนวทางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

ทั้งนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ย้ำเจตนารมณ์ในการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ลดของเสียในทุกขั้นตอน พร้อมต่อยอดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเดินหน้าร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ใช้นวัตกรรมลดขยะอาหารและขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนชุมชน เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยให้มีส่วนร่วม

‘ห่มหนาวแดนอีสาน’ ครั้งที่ 9 มมส ผนึกกำลังจิตอาสา 904 สร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้

‘ห่มหนาวแดนอีสาน’ ครั้งที่ 9 มมส ผนึกกำลังจิตอาสา 904 สร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้

‘ห่มหนาวแดนอีสาน’ ครั้งที่ 9 มมส ผนึกกำลังจิตอาสา 904 สร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) โดย จิตอาสา 904 มมส. อว. จัดโครงการ ห่มหนาวแดนอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ครั้งที่ 9” ประจำปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 13-14 ธันวาคม 2568 ณ บ้านวังนอง ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โครงการนี้ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย โดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดย ว่าที่ร้อยตรีอาทิตย์ อนุสรณ์ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าจิตอาสา 904 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กระทรวง อว. นำทีมบุคลากร นิสิตจิตอาสา และนิสิตชมรม M Maha Sarakham เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสาตามปรัชญาของมหาวิทยาลัย “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน” สร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และสถานศึกษาตลอดจนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้าน

กิจกรรมในโครงการประกอบด้วย จิตอาสาพัฒนาโรงเรียน ด้วยการจัดทำแปลงผักสวนครัว และการก่อสร้าง/ซ่อมแซมรั้วโรงเรียน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย, การบริจาคและสนับสนุนผ้าห่มกันหนาว มอบอุปกรณ์การเรียน และมอบทุนการศึกษา รวมถึงทุนส่งเสริมอาหารกลางวัน และจัดกิจกรรมเผยแพร่ดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ตลอดจนกิจกรรมพาแลงสัมพันธ์ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม และประเพณีท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท ร่วมกับชุมชนในพื้นที่

โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ในการสร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมให้กับบุคลากรและนิสิตของมหาวิทยาลัย

เดินหน้า ‘ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์’ ค้นหา ‘อัตลักษณ์’ สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

เดินหน้า ‘ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์’ ค้นหา ‘อัตลักษณ์’ สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

เดินหน้า ‘ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์’ ค้นหา ‘อัตลักษณ์’ สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District – CCD)” มุ่งค้นหาอัตลักษณ์ พัฒนากระบวนการเรียนรู้ และสร้างความร่วมมือระหว่างคนในชุมชน ภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

โดยนิทรรศการ “Creative Cultural District (CCD)” นำเสนอเส้นทางการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่สร้างสรรค์จากย่านและชุมชนทั่วประเทศ และได้มีการเปิดตัวฐานข้อมูลส่วนกลางเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านพื้นที่สร้างสรรค์ และสนับสนุนการต่อยอดไปสู่การพัฒนาเชิงพื้นที่ในระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของพื้นที่สร้างสรรค์ไทยในระดับสากล

ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการ เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ และเวทีเสวนาจากนักออกแบบ ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ และพื้นที่ต้นแบบ รวมถึงการนำเสนอต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ 5 พื้นที่ และเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์อีก 7 พื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแรงบันดาลใจสำหรับผู้เข้าร่วมงานทุกกลุ่ม

นัฐฐยา วงษ์สวัสดิ์ นักพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรมอาวุโส CEA กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ การนำทุนทางวัฒนธรรมมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน นิทรรศการ CCD ครั้งนี้เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานรัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน จนเกิดเป็นต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ทั้ง 12 พื้นที่ หวังว่างานในครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดโอกาสใหม่ๆในการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ของไทยได้อย่างยั่งยืน

กิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดัน พื้นที่สร้างสรรค์” ให้เติบโตอย่างแข็งแรง พร้อมพาประเทศไทยก้าวสู่ศักยภาพใหม่ทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ CEA เตรียมเดินหน้าต่อยอดสู่ “โครงการต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District) ปีที่ 2” ในปีถัดไป ด้วยแผนพัฒนากิจกรรมและเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สพฐ.จับมือ พว.ลุยโคราช สร้างมาตรฐานการศึกษาไทย

สพฐ.จับมือ พว.ลุยโคราช สร้างมาตรฐานการศึกษาไทย

สพฐ.จับมือ พว.ลุยโคราช สร้างมาตรฐานการศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.31 น.

ทิศทางใหม่ของการศึกษาไทยเริ่มชัดเจนมากขึ้น เมื่อเวทีสัมมนาวิชาการระดับชาติว่าด้วย “การสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ท่ามกลางผู้บริหาร ครู และนักเรียนจากโรงเรียนต้นแบบในภาคอีสานตอนล่างกว่า 1,151 คน บรรยากาศสะท้อนความตั้งใจร่วมกันของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงรุกสู่ห้องเรียนจริงทั่วประเทศ

ในพิธีเปิดงานสัมมนา ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวย้ำทิศทางสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า การขับเคลื่อนการศึกษาไทยในวันนี้ ต้อง “ยกระดับวิธีการเรียนรู้ทั้งระบบ” โดย ชูธง Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นหัวใจของการพัฒนาหลักสูตรและห้องเรียนไทยยุคใหม่

ดร.พิเชฐ ระบุว่า สพฐ.กำลังชู Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ให้ “ผงาดขึ้นเป็นมาตรฐานการศึกษาคุณภาพสูงสุดด้านการพัฒนาคน” ของประเทศ  เพราะเป็นแนวทางที่ทำให้เด็กได้ “ลงมือทำ คิดเป็น และสื่อสารเป็น” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงท่องจำ แต่เชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริง ผ่านกระบวนการคิดเป็นลำดับขั้น จนเกิดทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21

“เมื่อเด็กได้ลงมือทำ เขาจะอธิบายสิ่งที่เรียนรู้ได้ด้วยความภูมิใจ นั่นคือคุณภาพการศึกษาในความหมายที่แท้จริง”

เลขาธิการ สพฐ. ยังย้ำว่า เทคโนโลยีและ AI จะทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยครู” ไม่ใช่ “ผู้แทนครู” โดยช่วยให้ครูออกแบบสื่อ กระบวนการเรียนรู้ และการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้แม่นยำขึ้น บนฐานของแนวคิด Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

พร้อมทั้งชื่นชมผลงานนวัตกรรมของนักเรียนในพื้นที่อีสานกว่า 700 ชิ้นว่า เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “การปฏิรูปที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในห้องเรียนไทย และสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อครูปรับบทบาทเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ เด็กไทยก็สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้กล่าวรายงานและสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏในฐานะ “สถาบันท้องถิ่นผู้ผลิตและพัฒนาครู”

ดร.คณิศรา ระบุว่า มหาวิทยาลัยพร้อมเป็นฐานพลังทางปัญญาในการช่วยครูออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูง การสืบค้นองค์ความรู้ และการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน

ดร.คณิศรา ยังชี้ว่า Active learning  GPAS 5 Steps ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะโรงเรียนระดับพื้นฐาน แต่ยังต่อยอดสู่การพัฒนานักศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มีทักษะคิดวิเคราะห์และคิดเชิงระบบมากขึ้น พร้อมเดินหน้าร่วมกับ สพฐ. เพื่อขยายผลในปี 2569 อย่างเข้มข้น

ภายในงาน มีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูและผลงานนักเรียนกว่า 700 รายการ ถือเป็น “หลักฐานเชิงประจักษ์” ของการขับเคลื่อนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะในพื้นที่ทั่วภาคอีสานตอนล่างกิจกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของศตวรรษที่ 21

พร้อมกันนั้นยังมีการมอบรางวัล Excellence in Coaching & Mentoring Awards แก่ศึกษานิเทศก์ ครู และนักเรียนผู้สร้างสรรค์ เพื่อเชิดชูบุคคลผู้เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนจริง

มุมมองชัดจากภาคนิทรรศการ: Active learning GPAS 5 Steps → นวัตกรรม → สมรรถนะลึก ผ่านทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น

ในงานนิทรรศการนวัตกรรมของเขตพื้นที่การศึกษาภาคอีสาน ดร.ศักดิ์สิน โรจสราญรมย์ ประธานประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว. )  ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ  Gpas 5 steps คือ “หัวใจของหลักสูตรใหม่” ที่พัฒนาผู้เรียนบนฐานทฤษฎีเชิงลึกอย่าง ทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

สำหรับ ทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น ประกอบด้วย   1. เกลียวความรู้ (Knowledge)  2. เกลียวคุณธรรม–ค่านิยม (Value & Morality)  3. เกลียวทักษะและกระบวนการ (Skill & Process) 4. เกลียวการประเมินสภาพจริงด้วยมิติคุณภาพ (Rubric–based Authentic Assessment)

ดร.ศักดิ์สิน อธิบายว่า Active learning GPAS 5 Steps ทำหน้าที่ “ถักเกลียวทั้ง 4 เส้นเข้าด้วยกัน” อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อแยกมองตามขั้นตอนดังนี้

กระบวนการ GPAS  G – Gathering : การรวบรวมข้อมูล ความรู้ และบริบทอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงเกลียวความรู้   P – Processing : การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ เชื่อมเกลียวทักษะ–กระบวนการ A – Applying : การลงมือปฏิบัติจริง พัฒนาทักษะชีวิตและการทำงานร่วมกับผู้อื่น  S – Self-Regulation : การประเมินตนเองและปรับปรุงงาน เชื่อมเกลียวด้านรูบริกและคุณธรรม–ค่านิยม เช่น ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความพากเพียร

“GPAS 5 Steps คือเครื่องมือที่รวมความรู้ ทักษะ คุณธรรม และการประเมินจริงไว้ในกิจกรรมเดียว เด็กไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำวิจัย แต่เขากลับสร้างนวัตกรรมได้จริง”

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวด้วยว่า ผลลัพธ์ที่เห็นชัด คือ เด็กอนุบาลสร้างชิ้นงานที่จับต้องได้  เด็กประถม–มัธยมต้น ถ่ายทอดความคิดเป็นระบบ  เด็กมัธยมปลายสร้าง งานวิจัย–นวัตกรรม ที่มีความลึกและสภาวธรรมทางปัญญาชัดเจน

ดร.ศักดิ์สินยังเปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มปรับหลักสูตรให้รองรับผู้เรียนรุ่นใหม่ เพราะนักเรียนที่ผ่าน Active learning  GPAS 5 Steps มีสมรรถนะเชิงวิจัยตั้งแต่ปี 1 เป็นจำนวนมาก จากการฝึกคิด วิเคราะห์ ทดลอง และประเมินตนเองมาต่อเนื่องตั้งแต่ระดับโรงเรียน

ที่สำคัญ นโยบายใหม่ที่เปิดโอกาสให้ ผลงานนวัตกรรมของนักเรียนใช้ประกอบการประเมินวิทยฐานะครู คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า ระบบพัฒนาครู–พัฒนาเด็กถูกเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก

ขณะเดียวกัน มีเสียงสะท้อนจากครูผู้ได้รับรางวัล Excellence in Coaching & Mentoring Awards ครูหลายท่านที่ได้รับรางวัลได้สะท้อนร่วมกันว่า  “การเปลี่ยนห้องเรียนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง” ครูผู้ได้รับรางวัลกล่าวว่า GPAS 5 Steps ช่วยให้ครูเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเด็กแต่ละคน Active Learning ทำให้เด็กกล้าแสดงความคิดเห็น และเรียนรู้ด้วยความหมายของตนเอง

ครูคนหนึ่งกล่าวอย่างน่าประทับใจว่า> “รางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลของครูคนเดียว แต่เป็นรางวัลของเด็กทั้งห้อง เพราะนวัตกรรมของเด็กคือหลักฐานว่าห้องเรียนเรากำลังเปลี่ยนไปจริง ๆ” และครูอีกท่านกล่าวว่า > “GPAS 5 Steps ไม่ได้เปลี่ยนเด็กอย่างเดียว แต่เปลี่ยนครูด้วย ทำให้ครูกลายเป็น ‘โค้ช’ มากกว่าผู้สอน”

เสียงสะท้อนเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การปฏิรูปห้องเรียนไทยกำลังเกิดขึ้นเพราะครูลงมือเปลี่ยน และเด็กตอบสนองด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์

สำหรับบทสรุปหนนี้ เมื่อระบบคิดใหม่เชื่อมทุกมิติ การปฏิรูปการศึกษาจึงเริ่มต้นขึ้นจริง เวทีสัมมนาวิชาการครั้งนี้ทำให้เห็นภาพเดียวกันว่า นโยบายของ ดร.พิเชฐ ให้ direction ที่ชัดเจน บทบาทของ ดร.คณิศรา สร้างฐานพลังปัญญาให้ครู  มวลพลังจากครูและนักเรียน สร้างนวัตกรรมกว่า 700 ชิ้น มุมมองลึกของ ดร.ศักดิ์สิน เชื่อม Active Learning + GPAS 5 Steps → ทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังทำให้ “ห้องเรียนไทยสร้างสมรรถนะลึกได้จริง” และ “ปฏิรูปการศึกษาอย่างจับต้องได้ในพื้นที่ทั่วประเทศ”