4 องค์กรผนึกกำลัง ยื่นคำขาดรัฐ-เอกชน ยุติฟ้องปิดปาก ดันกฎหมายต้าน SLAPP เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน

4 องค์กรผนึกกำลัง ยื่นคำขาดรัฐ-เอกชน ยุติฟ้องปิดปาก ดันกฎหมายต้าน SLAPP เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน

4 องค์กรผนึกกำลัง ยื่นคำขาดรัฐ-เอกชน ยุติฟ้องปิดปาก ดันกฎหมายต้าน SLAPP เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.03 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ, สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส) และคณะกรรมการรณรงค์ เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาลหยุดขบวนการการฟ้องปิดปาก (SLAPP) เพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ชาติและประชาชน

ในแถลงการณ์ ระบุว่า “การฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP (ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation แปลว่า การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ) ไม่เกี่ยวอะไรกับ “ข้อเท็จจริง” แต่หมายถึง คดีความที่มีเป้าหมายเพื่อข่มขู่กดดันให้คนที่ใช้สิทธิเสรีภาพการแสดงออก ตัดสินใจเลิกแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อผู้ฟ้องคดี การฟ้องปิดปากกำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ทางสังคม ที่กำลังคุกคามผู้ที่ทำหน้าที่ส่งเสียงเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะในหลายเหตุการณ์จากกลุ่มทุนและกลุ่มผลประโยชน์ เช่น กรณีของ มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ที่ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร ฟ้องร้องจากการเผยแพร่ข้อมูลการระบาดของปลาหมอคางดำ

การฟ้องร้อง ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ในการทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค โดย บริษัท ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษจำคุกสองปี แม้คดีกำลังดำเนินการในชั้นศาลอุทธรณ์ แต่คำตัดสินดังกล่าวก่อให้เกิดการใช้เกียร์ว่างต่อการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และกรรมการในองค์กรอิสระ เมื่อมีการพิจารณากรณีที่มีผลประโยชน์เอกชนเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่ง กรณี สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ผู้เขียนบทความและแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาล ถูก บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน ฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญาเรียกค่าเสียหายกว่า 100 ล้านบาท จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงาน และคดีตัวอย่างอีกหลายกรณี

นอกจากนี้ ยังมีคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยบริษัทเอกชน ตั้งแต่นายทุนผูกขาด บริษัทเอกชน กลุ่ม ทุนธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ฟ้องต่อการทำหน้าที่ของนักวิชาการ และชาวบ้าน เพียงเพราะพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์ บริษัทหรือลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชนในพื้นที่โครงการ ลามไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนไม่น้อยที่ฟ้อง ผู้บริโภค และยังลามไปถึงผู้มีอำนาจ รัฐมนตรี นักการเมือง ยังฟ้องปิดปากประชาชน สื่อมวลชน กระทั่ง นักการเมืองฝ่ายค้าน ที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบในรัฐสภา เพื่อเป็นการคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบ รวมถึงองค์กร หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ในการใช้อำนาจบริหารเพื่อกลั่นแกล้งเพื่อนำไปสู่การลงโทษทางวินัยเป้าหมาย เพื่อต้องการปิดปากและขัดขวางการทำงานของสหภาพแรงงานซึ่งเป็นองค์กรของลูกจ้าง เช่น กรณีการใช้ อำนาจบริหารกลั่นแกล้งโยกย้ายและตรวจสอบวินัย นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ สัมพันธ์ (สรส.) เป็นต้น

เครือข่ายประชาธิปไตยและองค์กรภาคประชาชน จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่ การจัดปัญหานี้ร่วมกัน ดังนี้ คือ 

1. รัฐบาลจะต้องทำหน้าที่ของรัฐในการปกป้องสิทธิมนุษยชน จากการบิดเบือนระบบกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ในการข่มขู่และปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ และ การปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน (human rights defenders) รวมทั้งหน้าที่ในการกำกับดูแลการใช้วิธีนี้ ของบริษัทเอกชนเพื่อคุกคามประชาชนที่ทำหน้าที่บนผลประโยชน์สาธารณะ ปัจจุบันมีเพียงสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีบทบาทหลักในการป้องกันและช่วยเหลือผู้ ถูกฟ้องคดี SLAPP โดยเป็นการคุ้มครองบุคคลที่เปิดเผยข้อมูลการทุจริตและถูกฟ้องกลับ ให้ถือเป็นผู้แจ้ง เบาะแสหรือผู้ร้องเรียน ที่จะได้รับความครอง ทั้งทางแพ่ง อาญา วินัย และปกครอง แต่ ป.ป.ช. จะดำเนินการ เฉพาะในคดีทุจริต โดยไม่ได้รวมถึงกรณีผู้บริโภคถูกฟ้องปิดปาก ดังนั้น รัฐบาลจะต้องมีนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้เครื่องมือฟ้องคดีปิดปากประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารในรัฐวิสาหกิจ ยุติการใช้อำนาจโดยมิชอบและฟ้องร้องในคดีปิดปากประชาชน ต่อสื่อมวลชนและประชาชนผู้ลุกขึ้นมาตั้ง คำถามและตรวจสอบเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งถือเป็นการกลั่นแกล้งคุกคามประชาชนโดยตรง และทำให้ รัฐขาดธรรมาภิบาล กลายเป็นรัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยผู้มีอำนาจเสียเอง

2.บริษัทเอกชนจะต้องเคารพสิทธิมนุษยชนและยกเลิกการฟ้องปิดปากประชาชนโดยทันที UNGPS กำหนดให้บริษัทต้องแสดงความรับผิดชอบว่าเคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ว่ากฎหมายในประเทศนั้น ๆ จะกำหนดไว้อย่างไรบ้าง การฟ้องคดี SLAPP เป็นการละเมิดความรับผิดชอบข้อ 85 นี้อย่างตรงไปตรงมา บริษัทต้องดำเนินกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) เพื่อระบุ ป้องกัน และ บรรเทาความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน การฟ้องคดี SLAPP สะท้อนว่าบริษัทล้มเหลวในหน้าที่นี้ อย่างสิ้นเชิง การฟ้องคดี SLAPP เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างเลือกปฏิบัติเพื่อกลั่น แกล้ง (judicial harassment) ขัดต่อละเมิดหลักการพื้นฐานที่ว่ากระบวนการยุติธรรมควรเป็นกลไกกลางที่ เป็นธรรมและเข้าถึงได้ เพื่อแสวงหาการเยียวยาที่มีประสิทธิผลจากกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน

ขอให้รัฐบาลผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมี ส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ….. (ร่างกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปากฯ) เพื่อปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defender) และป้องกันปัญหาการดำเนินคดีจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิเสรีภาพใน การแสดงออก ต่อเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญทางกระบวนการ ประชาธิปไตย โดยมีการดำเนินคดีจำนวนมากที่ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพที่ได้รับรองในรัฐธรรมนูญ ทั้งเสรีภาพ ในการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และสิทธิที่จะเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อรัฐ เป็นการคุกคามประชาชน สร้างความกลัวและบั่นทอนแรงจูงใจที่จะรักษาสิทธิ์เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ

3.หากสิ่งที่พูดหรือเผยแพร่ยังไม่เป็นความจริงแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐจะต้องมีนโยบาย ไม่ให้ผู้ถูกฟ้องปิดปากต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย หลักการที่เป็นอยู่เดิมในการพิจารณาคดีแพ่งในข้อหา หมิ่นประมาท แตกต่างกับการพิจารณาคดีอาญาตรงที่ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิพิสูจน์ว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นเป็น ความจริง หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงแล้วจะไม่ถือว่าเข้าข่ายความผิดเลย ซึ่งหากเป็นคดีอาญาแม้จะเป็น ความจริงก็ยังอาจเป็นความผิดได้อยู่ สำหรับคดีแพ่งหากมีการเผยแพร่ข้อมูลออกไปในเรื่องที่ยังไม่เป็นความ จริง แต่เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับสาธารณะ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รู้ว่าไม่เป็นความจริง ก็ไม่ควรต้องจ่าย ค่าชดเชยความเสียหายใดๆ หากศาลพิจารณาเห็นว่าเป็นคดีที่เข้าข่ายการฟ้องปิดปากประชาชน ศาลควรมี อำนาจสั่งให้ยุติคดีได้ อีกทั้งยังอาจสั่งให้ฝั่งโจทก์จ่ายค่าเสียหายแก่จำเลยเชิงลงโทษได้ ศาลเองต้องคำนึงว่าต้อง ทำให้โจทก์ไม่สามารถฟ้องร้องคดีใหม่ได้อีก หากในกรณีที่พิจารณาแล้วว่าไม่เข้าข่ายการฟ้องปิดปาก ศาลก็มี อำนาจให้คดีนั้นเดินหน้าต่อไปได้

สพฐ.สั่งสอบด่วน พักงานครูร้อยเอ็ด ไม่ส่งเงินค่าเทอม กระทบนักเรียน 51 คนค้างชำระ

สพฐ.สั่งสอบด่วน พักงานครูร้อยเอ็ด ไม่ส่งเงินค่าเทอม กระทบนักเรียน 51 คนค้างชำระ

สพฐ.สั่งสอบด่วน พักงานครูร้อยเอ็ด ไม่ส่งเงินค่าเทอม กระทบนักเรียน 51 คนค้างชำระ

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.47 น.

สพฐ. เร่งสอบข้อเท็จจริง พักงานครูไม่ส่งเงินค่าเทอม กระทบนักเรียน 51 คน

7 ธ.ค.68 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีที่เผยแพร่บนสื่อออนไลน์ หลังพบครูที่ปรึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด รับเงินบำรุงการศึกษาจากนักเรียนแล้วไม่นำส่ง ส่งผลให้นักเรียน 51 คนถูกระบุสถานะ “ค้างชำระค่าเทอม” อย่างไม่เป็นธรรม

สพฐ. ได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที พบข้อเท็จจริงว่า ครูที่ปรึกษา 3 ห้องเรียนยังไม่นำส่งเงินบำรุงการศึกษาจำนวนดังกล่าว โดยครูทั้งหมดได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าจะนำส่งเงินให้โรงเรียนภายในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ ขณะนี้เขตพื้นที่ยังอยู่ระหว่างสอบข้อมูลเชิงลึก พร้อมกำชับโรงเรียนปฏิบัติตามระเบียบการเงินอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ สพฐ. ได้มอบหมายให้เขตพื้นที่ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัย หากพบว่ามีมูลความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที รวมถึงพิจารณาสั่งพักงานชั่วคราวและให้ครูดังกล่าวมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ในส่วนของนักเรียน สพฐ. สั่งให้โรงเรียนเร่งคืนสถานะการเงินให้เป็นปกติ พร้อมออกหนังสือรับรองชัดเจนว่า “ไม่กระทบสิทธิของนักเรียน” และรายงานผลการเยียวยาอย่างเป็นทางการ พร้อมกำชับทุกโรงเรียนห้ามครูรับเงินสดโดยตรง ต้องผ่านระบบการเงินของโรงเรียนเท่านั้น รวมถึงวางมาตรการเชิงระบบ เช่น ตรวจสอบการเงินประจำปี อบรมครูด้านธรรมาภิบาล และใช้คู่มือการจัดเก็บเงินมาตรฐานเดียวกันทั้งเขต

นายพิเชฐย้ำว่า สพฐ. ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความโปร่งใสและสิทธิของนักเรียนทุกคน “ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า สพฐ. จะดูแลและคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของนักเรียนทุกคนอย่างถูกต้องและเป็นธรรม” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา‘

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา‘

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา‘

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลปล่อยโค นก และปลา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา‘ 

7 ธันวาคม 2568 เวลา 07.54 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลปล่อยโค นก และปลา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ณ ท่าวาสุกรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ องคมนตรี ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่โคและปล่อยโค จำนวน 1 คู่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแก่ครอบครัวเกษตรกรนายเนียม พระเกตุ อยู่ที่ 265 หมู่ที่ 7 ตำบลโคกเจริญ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี นำไปเลี้ยงขยายพันธุ์เพิ่มผลผลิตตามโครงการธนาคารโค – กะบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ กับประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่กรงนกเขาชวา ปล่อยนกเขาชวา จำนวน 48 ตัว กลับคืนสู่ธรรมชาติ และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่ตู้ปลา ตัดแถบแพรตู้ปลา ปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด จำนวน 490,000 ตัว ซึ่งกรมประมงน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย ประกอบด้วย ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลายี่สกไทย ปลาแก้มช้ำ ปลาสร้อยขาว ปลากระแห ปลาโพง ปลาเทพา และปลาชะโอน ลงแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เจริญเติบโตเพาะขยายพันธุ์ตามธรรมชาติและรักษาความสมดุลตามระบบนิเวศน์ ต่อไป

พสกนิกรฝ่าฝนร่วมฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ ณ อุทยาน 100 ปีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พสกนิกรฝ่าฝนร่วมฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ ณ อุทยาน 100 ปีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พสกนิกรฝ่าฝนร่วมฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ ณ อุทยาน 100 ปีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.07 น.

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่อุทยาน 100 ปีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงการอุดมศึกษา ดนตรี วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “ดนตรีในสวน : H.M. Song อว. บรรเลงเพลงของพ่อ” เพื่อเทิดพระเกียรติพ่อแห่งแผ่นดิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 อัครศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีพร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งยังจัดขึ้นเพื่อสานต่อเพลงที่พ่อสร้างสรรค์ เป็นปีที่ 5 โดยมี น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. เป็นประธาน และมี รศ.ดร.สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเอกพงศ์ มุสิกะเจริญผู้อำนวยการกองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหารกระทรวง อว. รวมถึงผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เข้าร่วม โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก แม้ว่าจะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ประชาชนยังทยอยเดินทางมาเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องและคับคั่ง ท่ามกลางบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่วงดนตรีจากสถาบันอุดมศึกษาร่วมกันบรรเลง

น.ส.วราภรณ์ กล่าวเปิดงานว่า กระทรวง อว.จัดงาน “ดนตรีในสวน : H.M. Song อว. บรรเลงเพลงของพ่อ” เพื่อเทิดพระเกียรติพ่อแห่งแผ่นดิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 อัครศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีพร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวจัดทั่วประเทศ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยร่วมดื่มด่ำบทเพลงอันทรงคุณค่า บทเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ต่อมาเวลา 18.00 น. ประชาชนที่มาร่วมงาน ณ อุทยาน 100 ปีฯ และในสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวง อว. ทั่วประเทศที่จัดงานพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ร่วมกันร้องเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และเพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” อย่างกึกก้องเพื่อเทิดพระเกียรติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อเหล่าปวงชนชาวไทย

จากนั้น รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ความพิเศษของปีนี้ คือเราตั้งใจน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ควบคู่กัน ทั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะคู่พระบารมีที่ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อชาติบ้านเมืองตลอดมา งานนี้จึงเป็นเสมือนการรวมดวงใจของพสกนิกรในการถวายน้อมความอาลัย และสืบสานพระราชปณิธานผ่านเสียงดนตรีอันงดงาม

น.ส.วราภรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ งานนี้ยังทำให้เห็นชัดเจนว่าศักยภาพของนิสิต นักศึกษาไทยไม่ได้มีแค่ด้านวิชาการ แต่ยังโดดเด่นด้านดนตรีและศิลปวัฒนธรรมด้วย เยาวชนได้ใช้โอกาสสำคัญนี้เรียนรู้เรื่องพระราชวงศ์ ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์และเรื่องราวพระราชกรณียกิจ ทำให้เกิดทั้งความภาคภูมิใจในสถาบันพระมหากษัตริย์ และแรงบันดาลใจในการนำความรู้ความสามารถของตนไปพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

พว.เปิดมิติใหม่ทางการศึกษา กระหึ่ม!โรงเรียนดรุณาราชบุรี

พว.เปิดมิติใหม่ทางการศึกษา กระหึ่ม!โรงเรียนดรุณาราชบุรี

พว.เปิดมิติใหม่ทางการศึกษา กระหึ่ม!โรงเรียนดรุณาราชบุรี

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.45 น.

ผู้บริหารกว่า 136 โรงเรียนทั่วประเทศหลั่งไหลสู่ราชบุรี เปิดมิติใหม่ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จุดประกายการปฏิรูปการศึกษาไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี คึกคักเป็นประวัติการณ์ เมื่อผู้บริหารจาก กว่า 136 โรงเรียนทั่วประเทศ  เดินทางเข้าสู่จังหวัดราชบุรีเพื่อศึกษาดูงานด้าน Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จนถูกขนานนามว่าเป็น “แรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ของวงการศึกษาไทย” และเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับคุณภาพผู้เรียนไทยในศตวรรษที่ 21

ดร.ศักดิ์สิน โรจนสราญรมย์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของแวดวงการศึกษา “ประเทศไทยพูดเรื่อง Active Learning มานาน แต่ไม่ค่อยเกิดรูปธรรม เพราะเข้าใจไม่ตรงแก่น วันนี้เราได้เห็นแล้วว่ากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ถ้าทำอย่างถูกวิธี เด็กคิดเป็น ทำเป็น และต่อยอดสู่นวัตกรรมได้จริง”

เขาย้ำว่าดรุณาราชบุรีแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง แต่เกิดจาก “การออกแบบการสอนที่ถูกต้อง”

ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความสนใจระดับประเทศที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

“ผู้บริหารจำนวนมากตั้งใจมาดูงาน เพราะที่นี่พิสูจน์ให้เห็นว่า Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ไม่ได้เป็นแค่แนวคิด แต่ทำได้จริงในห้องเรียน”

เขาย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงผู้บริหารและครูในโรงเรียน

ด้าน บาทหลวง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้นำทิศทางโรงเรียนดรุณาราชบุรีเผยถึงเส้นทางการพัฒนาที่ต่อเนื่องและจริงจัง “เราไม่กล้าบอกว่าเป็นต้นแบบสมบูรณ์ แต่เรามั่นใจว่ากระบวนการที่ทำมา 3 ปี ทำให้เห็นผลลัพธ์จริง เด็กคิดเป็น ทำเป็น และเกิดองค์ความรู้ที่ต่อยอดได้”

ท่านยังกล่าวถึงหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงว่าอยู่ที่ ไมน์เซ็ตของครูและผู้บริหาร  ซึ่งผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องเอาใจใส่ทุกเรื่อง เมื่อผู้นำเปลี่ยน ครูก็เปลี่ยน เด็กก็เปลี่ย

นอกจากนี้โรงเรียนยังเดินหน้าสู่มาตรฐานสากล ทั้งด้านภาษา นวัตกรรม และทักษะศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมเด็กสำหรับโลกอนาคต

ราชบุรีกำลังก้าวสู่ “ศูนย์กลาง Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ของประเทศ”

ผู้บริหารจากหลายจังหวัดต่างเห็นพ้องว่าดรุณาราชบุรีมีศักยภาพในการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ระดับภูมิภาค     ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของการขยายผลในระดับประเทศ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานของ UNESCO และ OECD ซึ่งเท่ากับมีคุณภาพระดับโลก

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่ามี เสียงสะท้อนจากผู้บริหารสถานศึกษาที่มาศึกษาดูงาน  แม้จะมาจากต่างพื้นที่ ต่างบริบท แต่เสียงสะท้อนจากผู้บริหารส่วนใหญ่ล้วนไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้ “ได้เห็นภาพจริงของ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps”

ผู้บริหารหลายท่านกล่าวว่า การได้เห็นการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนจริง ทำให้เข้าใจชัดเจนว่า Active Learning ไม่ใช่กิจกรรมเพิ่มภาระ แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้เด็กได้คิด ได้ลงมือทำและเติบโตจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง “มั่นใจว่าสามารถนำกลับไปพัฒนาโรงเรียนได้”

หลายโรงเรียนย้ำว่ากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นระบบที่ไม่ซับซ้อน แต่ต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน จึงรู้สึกว่า “ทำได้จริง” และพร้อมนำกลับไปทดลองใช้ในบริบทของตนเอง

ผู้บริหารสะท้อนว่า ที่ดรุณาราชบุรีไม่ได้โชว์แค่กิจกรรม แต่โชว์ “กระบวนการ” ที่ต่อเนื่องจนเกิดผลลัพธ์จริง ทำให้พวกเขาเห็นเส้นทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ

หลายคนยอมรับว่าบรรยากาศการแลกเปลี่ยนในวันนี้ทำให้เกิดความหวังใหม่—ว่าการพัฒนา Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ในระดับประเทศสามารถเกิดขึ้นได้จริง หากทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานในตอนท้ายว่า จุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ของการศึกษาไทย  การศึกษาดูงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเยี่ยมชม แต่เป็นการรวมพลังของผู้บริหารกว่า 136 โรงเรียนที่ต่างมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพผู้เรียนไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต  ราชบุรีอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น  แต่คลื่นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันนี้ กำลังกระจายไปทั่วประเทศ  และอาจกลายเป็นก้าวสำคัญที่สุดของการปฏิรูปการศึกษาไทยในยุคใหม่

นักวิชาการ มธ. ได้รับเลือกเป็น People of ACM คนแรกในไทย-อาเซียน ในฐานะผู้มีส่วนขับเคลื่อนวงการคอมพิวเตอร์โลก

นักวิชาการ มธ. ได้รับเลือกเป็น People of ACM คนแรกในไทย-อาเซียน ในฐานะผู้มีส่วนขับเคลื่อนวงการคอมพิวเตอร์โลก

นักวิชาการ มธ. ได้รับเลือกเป็น People of ACM คนแรกในไทย-อาเซียน ในฐานะผู้มีส่วนขับเคลื่อนวงการคอมพิวเตอร์โลก

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.03 น.

“นักวิชาการธรรมศาสตร์” คนแรกในไทย – อาเซียนที่ได้รับเลือกให้เป็น “People of ACM” บุคคลผู้มีส่วนผลักดัน – ขับเคลื่อนอนาคต “วงการคอมพิวเตอร์โลก” หลังทำโครงการวิจัยพัฒนาศักยภาพ “ด้านประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง” ในการใช้ “ซูเปอร์คอมพิวเตอร์” ให้ประชาชนกว่า 300 คน ในภาคเหนือ เชื่อมโยงขุมพลังเทคขั้นสูงสู่ท้องถิ่น เพื่อใช้สร้างนวัตกรรมแก้ไขปัญหาพื้นที่

ผศ. ดร.วรวรรณ ดีอัซ การ์บาโย (มะเริงสิทธิ์) อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์ลำปาง ได้รับคัดเลือกจากองค์กรวิชาชีพด้านคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Association for Computing Machinery (ACM) ให้เป็นหนึ่งใน People of ACM ประจำปี 2025 หรือบุคคลที่มีส่วนในการผลักดันและขับเคลื่อนอนาคตของวงการคอมพิวเตอร์ของโลก ซึ่งถือเป็นคนแรกของประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน

สำหรับผลงานของ ผศ. ดร.วรวรรณ ที่นำไปสู่การได้รับการคัดเลือก คือการขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ประโยชน์ของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ จากโครงการวิจัยระบบนิเวศสำหรับการพัฒนากําลังคนทักษะเชี่ยวชาญด้านการคํานวณสมรรถนะสูงเพื่อเสริมความพร้อมรับความท้าทายท้องถิ่นด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีชั้นนำ หรือย่อว่า HPC Ignite ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพด้านการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง (High Performance Computing: HPC) ให้กับประชาชนทั่วไป 373 คนใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการนำทักษะที่ได้ไปพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการ หรือแก้ไขปัญหาของพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) และ มธ.

ผศ. ดร.วรวรรณ กล่าวว่า การมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ คือการเสริมอำนาจการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะซูเปอร์คอมพิวเตอร์จะช่วยให้คำนวณหลายสิ่งอย่างได้เร็วขึ้น นำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์เร็วขึ้น หรือเกิดผลได้เร็วขึ้น ตัวเช่น Google Deepmind ที่ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ค้นหาองค์ความรู้ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้เวลาสะสม 800 ปี ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 17 วัน อย่างไรก็ตาม การเสริมอำนาจนี้ไม่ได้ต้องการแค่เครื่อง แต่ยังต้องการคนที่จะใช้งานด้วย และไทยเองก็มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่มีคนที่ใช้เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ดังนั้นจึงนำมาสู่การริเริ่มโครงการนี้ขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการพยายามเชื่อมโยงขุมพลังของซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาสู่ประชาชนทั่วไป

ผศ. ดร.วรวรรณ กล่าวต่อไปว่า โครงการวิจัยดังกล่าว ไม่ใช่แค่การพัฒนาทักษะ แต่คือการสร้างระบบนิเวศเพื่อฝึกทักษะด้าน HPC ให้กับคนที่อาจไม่มีโอกาสได้เข้าถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ อย่างบางคนที่มาร่วมโครงการวิจัยก็อยู่ในพื้นที่ที่ไฟดับบ่อย ไม่มีอุปกรณ์สำหรับเรียนที่บ้าน และมีแต่โทรศัพท์ ทางทีมวิจัยก็มีการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับการเรียนขึ้นโดยที่เข้าจากโทรศัพท์ได้ และเว็บไซต์มีทั้งสำหรับฝึกปฏิบัติ การเรียนรู้ และจับคู่เป้าหมาย ทักษะ และแนะนำเส้นทางการเรียนรู้ 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการผลักดันให้เกิดการใช้ทักษะจริงผ่านการจัดการประกวดนวัตกรรมขึ้น โดยจัดร่วมกับงาน Lamphun Tech Week และได้รับทุนสนับสนุนจาก ACM และ Amazon Web Service (AWS) ซึ่งจากคนที่มาร่วมอบรม 373 คน มี 29 คนที่นำทักษะที่ได้มาต่อยอดจนเกิดเป็นนวัตกรรมจำนวน 11 โครงการ ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์แปลภาษาม้ง เพื่อให้คนกลุ่มชาติพันธุ์ม้งสามารถติดต่อสื่อสารได้สะดวกขึ้นในการดำเนินชีวิต หรือการพัฒนายาลูกกลอนเป็นสเปรย์แก้หอบหืด ที่สำคัญทั้ง 11 โครงการ กำลังถูกพัฒนาต่อไปสู่การใช้จริงในวงกว้างด้วย 

ผศ. ดร.วรวรรณ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการวิจัยจากการสร้างระบบนิเวศเพื่อฝึกทักษะ อย่างเว็บไซต์ในการจัดระบบการเรียนรู้นั้น เมื่อครั้งที่ได้เป็นผู้ช่วยวิทยากร (Teaching Assistant) ของ ACM HPC Summer School ซึ่งเป็นการอบรมทักษะด้าน HPC ในระดับนานาชาติของ ACM ยังมีการนำเว็บไซต์ดังกล่าวไปใช้ช่วยให้ผู้อบรมบางคนที่ไม่มีอุปกรณ์ที่พร้อมสำหรับการเรียนให้สามารถเรียนได้อย่างเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ส่งผลให้แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์แค่ในไทยแต่ไปถึงชุมชนโลกด้วย

อย่างไรก็ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทั้งโครงการวิจัย และสิ่งสำคัญอย่างการเข้าถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีการสนับสนุนจาก มธ. และการได้พานักศึกษาไปเข้าร่วมแข่งขันในระดับนานาชาติบนเวที APAC-HPC AI Competition ซึ่งธรรมศาสตร์ถือเป็นมหาวิทยาลัยเดียวในไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้ทุกปี จนต่อมาได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นเครื่องการันตีให้ทาง ThaiSC เห็นและอนุญาตให้เข้าถึงและใช้งานซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของประเทศไทย 

“ความสำคัญของการได้รับเลือกให้อยู่ใน People of ACM คือการเป็นแรงผลักดันให้คนกลุ่มใหญ่เห็นความสำคัญของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเป็นแรงบันดาลใจให้หลายประเทศพัฒนากำลังคนด้านนี้มากขึ้น เพื่อให้แต่ละประเทศมีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรม หรือ AI ด้วยตนเอง ซึ่งจะสร้างประโยชน์จำนวนมากให้กับประเทศ นอกจากนี้ การได้รับเลือกครั้งนี้ยังตอกย้ำนโยบาย การสนับสนุนบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย และความเป็นธรรมศาสตร์ในการมุ่งมั่นทำเพื่อสังคมด้วย” ผศ. ดร.วรวรรณ กล่าวในตอนท้าย
 

นศ.อาชีวะช่างไฟฟ้า ให้บริการตรวจสอบ-ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าบ้านน้ำท่วม แล้วกว่า 300 ครัวเรือน

นศ.อาชีวะช่างไฟฟ้า ให้บริการตรวจสอบ-ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าบ้านน้ำท่วม แล้วกว่า 300 ครัวเรือน

นศ.อาชีวะช่างไฟฟ้า ให้บริการตรวจสอบ-ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าบ้านน้ำท่วม แล้วกว่า 300 ครัวเรือน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.38 น.

นศ.อาชีวะช่างไฟฟ้า ให้บริการตรวจสอบ-ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าบ้านน้ำท่วม แล้วกว่า 300 ครัวเรือน พื้นที่เขต 8 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ตามความห่วงใยและนโยบายเร่งด่วนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่สั่งการให้สถานศึกษาในสังกัดร่วมลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเต็มกำลัง เน้นย้ำข้อห่วงใยและความปลอดภัยเป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้ นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ นำทีมนักศึกษาอาชีวะช่างไฟฟ้าพร้อมด้วยครูผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย วิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช วิทยาลัยการอาชีพนครศรีธรรมราช วิทยาลัยการอาชีพหลวงประธานราษฎร์นิกร และวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี ออกให้บริการตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าบ้าน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

สำหรับการตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านเบื้องต้นในวันนี้ นักศึกษาอาชีวะช่างไฟฟ้าได้ลงพื้นที่ตรวจสอบตู้เมนไฟฟ้าและเบรกเกอร์ ปลั๊กไฟและสวิตช์ ตรวจสอบระบบไฟแสงสว่าง ตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้า พร้อมกับตรวจสอบและซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ ไม่สะดวกในการเคลื่อนย้ายใน บริเวณราษฎร์อุทิศ ซอย 30/2

ทั้งนี้ ช่างไฟฟ้าอาชีวะได้ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 สามารถตรวจเช็คความปลอดภัยระบบไฟฟ้าในบ้านไปแล้ว กว่า 288 ครัวเรือน ตลอดจนซ่อมแซมระบบไฟฟ้าในบ้านไปแล้ว กว่า 99 ครัวเรือน ในบริเวณชุมชนรัตนอุทิศ ซอย 1 และซอย 12 ตลอดจนบริเวณราษฎร์อุทิศ ซอย 30/2 ซอย 32 และซอย 34 พื้นที่เขต 8 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

– 006

ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’เสด็จเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ'ในหลวง-พระราชินี'เสด็จเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’เสด็จเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ “ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 5 ธันวาคม 2568 

ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. และ  เวลา 17.30 น.

‘สนง.อัยการสูงสุด’จัดงานเทิดพระเกียรติ’พระองค์ภา’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธ.ค.68

'สนง.อัยการสูงสุด'จัดงานเทิดพระเกียรติ'พระองค์ภา' เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธ.ค.68

‘สนง.อัยการสูงสุด’จัดงานเทิดพระเกียรติ’พระองค์ภา’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธ.ค.68

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

สำนักงานอัยการสูงสุด เตรียมจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2568 เชิญ แพท พาวเวอร์ อดีตนักร้องดังร่วมกิจกรรมเสวนา “พลาดแล้วไม่พลาดอีก” 8 – 9 ธันวาคม

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายเสวต อภัยรัตน์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า สำนักงานอัยการสูงสุด เตรียมจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2568 น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและเผยแพร่พระกรณียกิจในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม การขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก และการบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมซึ่งได้ทรริเริ่มมาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งพนักงานอัยการ พร้อมกิจกรรมเสวนาการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชน รวมทั้งการถ่ายทอดประสบการณ์ “พลาดแล้ว ไม่พลาดอีก” โดย นายภฤศ บุญทองนุ่ม หรือ “แพท พาวเวอร์แพท”  อดีตนักร้องชื่อดัง ณ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคาราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ระหว่างวันที่ 8 – 9 ธันวาคมนี้

โฆษกสำนักงานอัยก่รสูงสุดเปิดเผยอีกว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานอัยการ ได้ทรงตระหนักถึงการพัฒนากระบวนการยุติธรรมบนหลักการและแนวคิดที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่จำกัดเฉพาะในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุด แต่เป็นการบูรณาการความร่วมมือของแต่ละองค์กรในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง และทรงผลักดันยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติในการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในด้านการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงถือเป็นตราสารระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีบทบาทสูงในการจัดทำ

นอกจากนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดยังได้รับพระกรุณาธิคุณในการพระราชทานนาม “สถาบันนิติวัชร์” ซึ่งมีความหมายว่า “กฎหมายที่ล้ำค่าดั่งเพชร” โดยสถาบันนิติวัชร์ เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานอัยการสูงสุด มีพันธกิจในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โดยภารกิจที่สำคัญประการหนึ่งคือการผลักดันยุทธศษสตร์ต้นแบบของสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระดำริในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ด้านการศึกษาวิจัย พัฒนา และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจุดมุ่งหมายในการยกระดับกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2568 สำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ห้องประชุม 120 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด อาคาราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ระหว่างวันที่ 8 – 9 ธันวาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การลงนามถวายพระพร การแสดงนิทรรศการพระกรณียกิจด้านต่างๆ อาทิ ด้านกฎหมาย การพัฒนากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในภาพรวมบนหลักการและแนวคิดที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก รวมถึงการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถกลับคืนสู่สังคมและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และพิธีมอบโล่พระราชทานแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในการประกวดจังหวัดดีเด่นในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ตามโครงการแนวทางปฏิบัติที่ดีในการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กดีเด่นประจำปี 2568 อีกด้วย

ส่วนในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ เวลา 09.30 น.กิจกรรมบอกเล่าถ่ายทอดประสบการณ์ในหัวข้อ “พลาดแล้ว ไม่พลาดอีก” โดย นายภฤศ บุญทองนุ่ม หรือแพท พาวเวอร์แพท  และเวลา 10.30 น. กิจกรรมเสวนาการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชน โดยผู้แทนจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน  ผู้แทนจากสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกระบี่ และนายรักไทย ล้ำเลิศ หรือจอนนี่ เยาวชนต้นแบบที่เคยก้าวพลาดและได้รับการฟื้นฟูกระทั่งกลับมามีอาชีพการงานที่มั่นคง

สำนักงานอัยการสูงสุด จึงขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมลงนามถวายพระพรและชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติฯ ระหว่างวันที่ 8 – 9 ธันวาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุม 120 ปี ชั้น 1 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคาราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ

– 006

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว ‘แสตมป์เบญจภาคีเครื่องราง’ผ่านพิธีพุทธาภิเษก ดีเดย์ 5 ธันวาคมนี้

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว 'แสตมป์เบญจภาคีเครื่องราง'ผ่านพิธีพุทธาภิเษก ดีเดย์ 5 ธันวาคมนี้

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว ‘แสตมป์เบญจภาคีเครื่องราง’ผ่านพิธีพุทธาภิเษก ดีเดย์ 5 ธันวาคมนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.13 น.

ไปรษณีย์ไทยเปิดจำหน่าย“แสตมป์เบญจภาคีเครื่องราง” ชวนส่งต่อความมงคลที่เข้าถึงได้ ผ่านศิลปะบนดวงแสตมป์ ดีเดย์ 5 ธันวาคมนี้

4 ธันวาคม 2568 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ออกตราไปรษณียากรชุดปีใหม่ 2569 “ภาพเบญจภาคีเครื่องราง” เดินหน้ายกระดับแสตมป์ไทยส่งต่อความมงคลที่เข้าถึงได้แห่งศิลปวัฒนธรรมสร้างคุณค่าทางจิตใจและศรัทธาเชิงเศรษฐกิจ ผ่านเบญจภาคีเครื่องราง 5 ของขลังไทยระดับตำนาน ได้แก่ เบี้ยแก้ หนุมาน เสือ ราหูกะลาแกะ และตะกรุดมหาโสฬส โดยแสตมป์จำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท เต็มแผ่น 20 ดวง 100 บาท ซองวันแรกจำหน่าย ราคา 61 บาท ผู้สนใจสามารถซื้อได้ที่พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยสามเสนใน ที่ทำการไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัด หรือซื้อทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ThailandPostMart ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยขอส่งต่อความเป็นสิริมงคลให้ประชาชนผ่านตราไปรษณียากร “ชุดปีใหม่ 2569 ภาพเบญจภาคีเครื่องราง” โดยขอเชิญชวนนักสะสม และบุคคลทั่วไปที่ศรัทธาในวัตถุมงคลประเภทเครื่องรางของขลัง เลือกซื้อแสตมป์คอลเลกชันชุดพิเศษดังกล่าวสำหรับเก็บไว้บูชาหรือมอบเป็นของขวัญวันขึ้นปีใหม่แก่เพื่อน ครอบครัว หรือบุคคลผู้เป็นที่รัก เพื่อส่งมอบความปรารถนาดี โดยไปรษณีย์ไทยเชื่อว่าการนำเครื่องรางของขลังไทยมาถ่ายทอดในรูปแบบแสตมป์ที่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกเสริมความเป็นสิริมงคลจากวัดต้นกำเนิดของเบญจภาคีเครื่องรางทั้ง 5 แห่ง ไม่เพียงเป็นการสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความเชื่อได้ในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นและสามารถเข้าถึงได้ เชื่อมโยงความรู้สึก ความศรัทธา และความงดงามทางศิลปะเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

สำหรับตราไปรษณียากร “ชุดปีใหม่ 2569 ภาพเบญจภาคีเครื่องราง” จำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท เต็มแผ่น 20 ดวง 100 บาท ซองวันแรกจำหน่าย ราคา 61 บาท สามารถหาซื้อได้ที่พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย สามเสนใน (BTS สะพานควาย) ไปรษณีย์ทั่วประเทศ หรือซื้อทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ThailandPostMart หรือสนใจสมัครสมาชิกแสตมป์แอดไลน์ @stampinlove สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริหารลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการไปรษณีย์ โทร 02 573 5480 , 02 573 5463

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : http://www.thailandpost.co.th